นิสิตเก่าจุฬาฯ จัดพิธีพุทธาภิเษกและพิธีเทวาภิเษกพระพุทธรูป สิงห์หนึ่ง สิงห์ดำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796973

นิสิตเก่าจุฬาฯ จัดพิธีพุทธาภิเษกและพิธีเทวาภิเษกพระพุทธรูป สิงห์หนึ่ง สิงห์ดำ

นิสิตเก่าจุฬาฯ จัดพิธีพุทธาภิเษกและพิธีเทวาภิเษกพระพุทธรูป สิงห์หนึ่ง สิงห์ดำ

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567, 20.26 น.

สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดพิธีพุทธาภิเษกและพิธีเทวาภิเษกพระพุทธรูป สิงห์หนึ่ง สิงห์ดำ และเหรียญ สิงห์หนึ่ง สิงห์ดำ เพื่อระดมทุนในโครงการปรับปรุงซ่อมแซมฐานรากอาคารวรภักดิ์พิบูลย์ (ตึก 2) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2 เมษายน 2567 (แรม 9 ค่ำ เดือน 4) ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ นายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีพุทธาภิเษกและพิธีเทวาภิเษกพระพุทธรูป สิงห์หนึ่ง สิงห์ดำ และเหรียญ สิงห์หนึ่ง สิงห์ดำ เพื่อระดมทุนในโครงการปรับปรุงซ่อมแซมฐานรากอาคารวรภักดิ์พิบูลย์ (ตึก 2) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับเมตตาจากพระคณาจารย์ 8 รูป นั่งปรกอธิษฐานจิต ได้แก่ พระราชสิทธิวราจารย์ (หลวงพ่ออุดมทรัพย์) วัดประสิทธิเวช จ.นครนายก พระราชพัฒนากร (หลวงพ่อสมชาย) วัดปริวาสราชสงคราม กรุงเทพมหานคร พระมงคลวโรปการ (หลวงพ่อชำนาญ) วัดชินวราราม จ.ปทุมธานี พระครูนิวิฐมณีวงศ์ (หลวงพ่อสะอาด) วัดเขาแก้ว จ.นครสวรรค์ พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ (หลวงพ่ออิฎฐ์) วัดจุฬามณี จ.สมุทรสงคราม พระครูวิมลปุญญาภรณ์ (หลวงพ่อพิมพ์) วัดพฤกษะวัน จ.พิจิตร พระครูรัตนสิกขการ (หลวงพ่อประสูติ) วัดในเตา จ.ตรัง พระครูธรรมธรดิเรก อนุตตโร วัดหนองทราย จ.สุพรรณบุรี และพระสงฆ์สมณศักดิ์ 9 รูป จากวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร เจริญพระพุทธมนต์ ได้แก่ พระราชวชิรโมลี รองเจ้าคณะภาค 14 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร พระมหาบุญจันทร์ กิตฺติปญฺโญ พระมหาชัฐพล อาภากโร พระมหาวุฒิไกร โกวิโท พระครูสังฆรักษ์ณัฐชนนท์ กิตฺติภทฺโท พระมหาศรนรินทร์ ณฏฺฐสโร พระมหาอดิเรก เตชวณฺโณ พระมหาสุริยาวุธ สุริยรํสี พระปัณณพัฒน์ ณฏฺฐิโก โดยมี พระครูสุภัทรธรรมโฆษิต (พระครูต้น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร และผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดบางหลวงหัวป่า จังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย รศ.ดร.ปกรณ์ ศิริประกอบ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ คณาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะกรรมการสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาทิ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ นายเชษฐา โมสิกรัตน์ นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง นายสยาม ศิริมงคล นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ นายเอกวิทย์ มีเพียร นายธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ ศิษย์เก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่าย อาทิ อาจารย์สุธน ศรีหิรัญ และผู้มีเกียรติเป็นจำนวนมาก ร่วมพิธี

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ นายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานฝ่ายฆราวาส ประกอบพิธีบวงสรวง โดยจุดธูปเทียนบูชาฤกษ์หน้าโต๊ะเครื่องบวงสรวง แล้วนำผู้ร่วมพิธี ปักธูปหางบูชาเครื่องบวงสรวง โหรอ่านโองการบูชาฤกษ์อัญเชิญเทวดา จากนั้น ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีล เจ้าหน้าที่อาราธนาพระปริตร และพระสงฆ์สมณศักดิ์ 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้ว เป็นการประกอบพิธีพุทธาภิเษก โดยนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ นายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กราบนิมนต์ประธานฝ่ายสงฆ์เจิมเทียนชัย เทียนพุทธาภิเษกช้าย-ขวา ประธานฝ่ายฆราวาสจุดเทียนชัย เทียนพุทธาภิเษก เทียนน้ำมนตร์อ่างด้านซ้าย เทียนน้ำมนตร์อ่างด้านขวา เทียนมงคล เทียนวิปัสสี เทียนนวหรคุณทั้ง 9 เล่ม พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ประธานฝ่ายฆราวาสกราบนิมนต์ประธานฝ่ายสงฆ์ดับเทียนชัย ปะพรมน้ำพระพุทธมนต์ โปรยข้าวตอกดอกไม้ พระสงฆ์สวดบทดับเทียนชัย ประธานฝ่ายฆราวาสกราบนิมนต์พระพิธีนั่งปรกอธิษฐานจิต ปะพรมน้ำพระพุทธมนต์ โปรยข้าวตรอกดอกไม้ จากนั้น ประธานฝ่ายฆราวาสและแขกผู้ใหญ่ถวายเครื่องปัจจัยไทยธรรม กรวดน้ำ พระสงฆ์อนุโมทนา กราบลาพระสงฆ์ เป็นอันเสร็จพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ นายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กราบขอบพระคุณในเมตตาพระคณาจารย์และพระเถระทุกรูปในการประกอบพิธีพุทธาภิเษกในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระครูสุภัทรธรรมโฆษิต (พระครูต้น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร เมตตาทำให้การประกอบพิธีโดยภาพรวมทุกส่วน ตั้งแต่พิธีเททองหล่อ ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยเป็นเป็นสิริมงคลยิ่ง ทั้งนี้ การจัดสร้างวัตถุมงคลพระบูชาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อระดมทุนในโครงการปรับปรุงซ่อมแซมฐานรากอาคารวรภักดิ์พิบูลย์ (ตึก 2) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในอาคารสำคัญของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 ให้กลับมาใช้งานได้ดีดังเดิม มีความปลอดภัยต่อคณาจารย์ นิสิต และผู้ใช้งาน โดยพระบูชาได้จำลองแบบมาจาก พระพุทธรูป สิงห์หนึ่ง สิงห์ดำ มาปรับรายละเอียดบริเวณฐานให้มีความสง่างามขึ้น ประกอบด้วย ผ้าทิพย์ ได้รับพระเมตตาประทานพระอนุญาตเชิญตราอักษรพระนาม “ออป.” ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ส่วนฐานด้านหลังประดับตราสัญลักษณ์ของสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ส.ร.จ.) ประกอบกับฐานบัวสองชั้นล้อมรอบด้วยพระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า โดยใช้ชนวนมวลสารโลหะจากการสร้างครั้งแรกและชนวนมวลสารจากพิธีสำคัญต่าง ๆ มาเป็นส่วนผสมในเนื้อโลหะของพระพุทธรูปที่สร้างในครั้งนี้

“สำหรับยอดการจัดสร้างวัตถุมงคลในครั้งนี้ มียอดเงินการสั่งจองรวมเป็นเงินประมาณ 36 ล้านบาท โดยจะจัดสรรเป็นค่าซ่อมแซมอาคารวรภักดิ์พิบูลย์ 10 ล้านบาท และรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจะเป็นปัจจัยในการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาทิ ดำเนินการจัดสร้าง Co-working Space สำหรับเป็นพื้นที่ให้นิสิตปัจจุบันได้ใช้ศึกษาเล่าเรียน อ่านหนังสือ พูดคุย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ โดยขออนุโมทนาคณะผู้เกี่ยวข้องในการจัดสร้างและผู้ที่กรุณาร่วมสั่งจองเช่าบูชาทุกท่านที่เป็นกำลังสำคัญในการทำให้การจัดสร้างพระพุทธรูป สิงห์หนึ่ง สิงห์ดำ และเหรียญ สิงห์หนึ่ง สิงห์ดำ เพื่อซ่อมแซมอาคารวรภักดิ์พิบูลย์ ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมทั้งขอขอบคุณคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้พวกเราได้มีโอกาสทำเพื่อส่วนรวมในครั้งนี้ และขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อันประกอบด้วย เจ้าพ่อสิงห์ดำ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันมี สมเด็จพระปิยมหาราช สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า เป็นอาทิ โปรดอภิบาลดลบันดาลให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านได้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง สมปรารถนาในสิ่งพึงปรารถนา แคล้วคลาดปลอดภัย เป็นที่รักของผู้พบเห็น และร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีเพื่อส่วนรวมตลอดไป” นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติม

โรงเรียนที่ชุมพร ยกเลิกกฎเคร่งแล้ว! สพฐ.ย้ำออกระเบียบใหม่ต้องคำนึงสิทธิเสรีภาพนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796940

โรงเรียนที่ชุมพร ยกเลิกกฎเคร่งแล้ว! สพฐ.ย้ำออกระเบียบใหม่ต้องคำนึงสิทธิเสรีภาพนักเรียน

โรงเรียนที่ชุมพร ยกเลิกกฎเคร่งแล้ว! สพฐ.ย้ำออกระเบียบใหม่ต้องคำนึงสิทธิเสรีภาพนักเรียน

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567, 18.48 น.

สพฐ. แจง โรงเรียยกเลิกระเบียบยึดโทรศัพท์-เครื่องแต่งหน้าแล้ว พร้อมย้ำออกระเบียบใหม่ต้องคำนึงสิทธิเสรีภาพนักเรียน

วันที่ 2 เมษายน 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์ กรณีโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดชุมพร ได้ออกระเบียบว่าด้วยเรื่องการแต่งกายของนักเรียน เผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊กของโรงเรียน โดยมีบางข้อกำหนดว่า กรณีที่นักเรียนนำโทรศัพท์หรืออุปกรณ์แต่งหน้า ทำผม ทุกชนิดมาโรงเรียน หากตรวจพบทางโรงเรียนจะเก็บอุปกรณ์เหล่านั้น และไม่คืนให้ทุกกรณี จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ นั้น 

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับทราบข้อมูลแล้ว และได้สั่งการ ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร ซึ่งเป็นต้นสังกัดของโรงเรียนดังกล่าว เร่งติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงในทันที โดยในเบื้องต้นได้รับรายงานว่าระเบียบดังกล่าวเป็นระเบียบที่ทางโรงเรียนได้กำหนดขึ้นมาจริง แต่มีเจตจำนงเพื่อต้องการป้องปรามนักเรียนเท่านั้น ในทางปฏิบัติมิได้จัดเก็บของดังกล่าวไว้โดยไม่คืนให้กับนักเรียนแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อเผยแพร่ออกไปได้สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อสังคม ในวันนี้ทางโรงเรียนจึงได้ออกประกาศยกเลิกระเบียบการแต่งกายฉบับดังกล่าวเรียบร้อยแล้วทุกข้อ และจะมีการประกาศระเบียบฉบับใหม่ต่อไป โดยทาง สพม.สุราษฎร์ธานี ชุมพร ได้เน้นย้ำให้โรงเรียนดำเนินการแก้ไขระเบียบให้เป็นไปตามหลักสิทธิและเสรีภาพของนักเรียนอย่างเคร่งครัด รวมถึงดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการคุ้มครองดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยยึดสวัสดิภาพของนักเรียนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งพูดคุยทำความเข้าใจกับนักเรียนและผู้ปกครองถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือมีมาตรการหรือทางออกอีกหลากหลายรูปแบบที่สามารถทำได้ เช่น อาจขอความร่วมมือหรือทำ MOU ระหว่างครูกับผู้ปกครอง และนักเรียน ว่าในช่วงเวลาเรียนต้องงดใช้โทรศัพท์ ดีกว่าไปบังคับหรือห้ามใช้แล้วยึดไป ซึ่งถือว่าผิดหลักการ 

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อไปว่า ในกระบวนการของการออกระเบียบต่างๆ นั้น โดยหลักการแล้วต้องมีคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ผู้แทนครู และหน่วยงานต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการออกระเบียบด้วย เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิของผู้เรียน ซึ่งระเบียบดังกล่าวที่ออกมา ทางผู้อำนวยการโรงเรียนอาจจะหวังดีให้เด็กตั้งใจเรียน และอยากให้ครูได้สอนเด็กอย่างเต็มที่ แต่ว่าพอไปดูแล้วมันกระทบสิทธิหรือละเมิดสิทธิของนักเรียนก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ ทาง สพฐ. ได้พยายามกระจายอำนาจให้โรงเรียนมีอำนาจในการบริหารมากขึ้นเพราะในเชิงปฏิบัติแล้ว การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจะอยู่ที่โรงเรียนเป็นหลัก โดยเน้นย้ำในเรื่องการบริหารงานวิชาการ การบริหารงบประมาณ หรือการบริหารทุกอย่างให้โรงเรียนมีบทบาทมากขึ้น โดยมี สพฐ. คอยให้นโยบายในภาพกว้าง ส่วนทางโรงเรียนสามารถออกระเบียบของตนเองได้ แต่ต้องผ่านคณะกรรมการโรงเรียน ในการให้คำแนะนำ ส่งเสริมและช่วยเหลือ ว่าออกระเบียบได้ถูกต้องไหม ขัดกับหลักการไหม ตัวอย่างเช่น การรับนักเรียนเราจะให้ส่วนกลางออกนโยบายในภาพกว้างไว้เป็นพื้นฐานสำหรับโรงเรียนทั้งประเทศ และทางโรงเรียนกับเขตพื้นที่จะออกนโยบายในเชิงปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ของตนเอง แต่ต้องเป็นนโยบายที่ส่งเสริมคุณภาพผู้เรียน ไม่กระทบกับสิทธิของนักเรียนหรือผู้ปกครองด้วย 

“สำหรับปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดจากการคิดเร็ว ทำเร็ว ไม่รอบคอบ แต่ตอนนี้เรื่องทั้งหมดก็ได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว โดย สพฐ. จะออกแนวทางเน้นย้ำในเรื่องของการออกระเบียบที่มีการกำหนดข้อบังคับ ซึ่งต้องไม่กระทบสิทธิของนักเรียนและผู้ปกครอง และที่สำคัญต้องส่งเสริมพัฒนาการเรียนการสอนของผู้เรียน ตามที่พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. มีข้อห่วงใยถึงสวัสดิภาพของนักเรียนในสถานศึกษา เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุขในสถานศึกษาที่มีความปลอดภัย ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข“ อย่างครบถ้วนทุกพื้นที่” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

มท.จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796779

มท.จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

มท.จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567, 09.34 น.

กระทรวงมหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 2 เมษายน 2567

2 เม.ย. 67 เวลา 06.30 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 2 เมษายน 2567

โดยได้รับเมตตาจากพระเทพวัชรเมธี อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย รองเจ้าคณะภาค 6-7 (ธ) ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร พระมหาคณิสร ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร นำพระภิกษุสงฆ์ และสามเณร รับบิณฑบาต โดยมี นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านบริหาร นายราชันย์ ซุ้นหั้ว รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง นายบูรณิศ ยุกตะนันท์ ผู้อำนวยการองค์การตลาด นายชีระ วงศบูรณะ ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย ผู้แทนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นางปวีณ์ริศา เกิดสม นางนงลักษณ์ ซุ้นหั้ว นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นางอรจิรา ศิริมงคล นางจิรวรรณ เพ็ญพาส นางศลิษา ภิรมย์รัตน์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และพี่น้องประชาชน ร่วมพิธี

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพ ถวายราชสักการะ และถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ความว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ใต้ฝ่าละอองพระบาทได้ทรงทุ่มเทอุทิศพระองค์ปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ สนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหลายวาระ ทรงแบ่งเบาพระราชภารกิจน้อยใหญ่ด้วยพระวิริยะ อุตสาหะ เป็นคุณูปการแก่ประเทศชาติและอาณาประชาราษฎร์อย่างใหญ่หลวง

แม้พระวรกายจะทรงเหน็ดเหนื่อย ก็มิได้เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาในการอำนวยประโยชน์สุข เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ขจัดปัดเป่าเภทภัยให้แก่อาณาประชาราษฎร์ในทุกถิ่นที่บนผืนแผ่นดินไทย ก่อเกิดประโยชน์อันไพศาลแก่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพระราชทานความช่วยเหลือ พัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่เด็กและผู้ยากไร้ในชนบท ให้สามารถพึ่งตนเองได้อย่างมั่นคง การส่งเสริมการศึกษา และสุขภาพอนามัยแก่เด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร ด้วยพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สนับสนุนโครงการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทย ด้านนาฏศิลป์ ดนตรีไทย อักษรศาสตร์ รวมถึงพระราชนิพนธ์ บทกวี ร้อยแก้ว ร้อยกรอง และพระราชนิพนธ์บทร้อง ทั้งบทเพลงไทยเดิมและเพลงไทยสากล เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ และตระหนักถึงความสำคัญในศิลปวัฒนธรรมของชาติ ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยและอุปถัมภ์งานจดหมายเหตุไทย ทั้งพระราชทานพระราชดำรัส แนะนำเกี่ยวกับวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านจดหมายเหตุ อันเป็นคุณานุปการต่อการพัฒนางานอนุรักษ์เอกสารจดหมายเหตุ ตลอดจนทรงให้ความสำคัญต่อการจัดหลักสูตรวิชาจดหมายเหตุในสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทย เพื่อพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าของอนุชนรุ่นหลัง

โดยได้รับการถวายพระราชสมัญญา “พระอัครราชูปถัมภิกาการจดหมายเหตุไทย” เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปีการสถาปนาหอจดหมายเหตุแห่งชาติ รวมทั้งทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอันเป็นการสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อาทิ มูลนิธิชัยพัฒนา มูลนิธิสายใจไทย มูลนิธิรางวัสสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล โรงเรียนจิตรลดา และสภากาชาดไทย รวมทั้งทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับ “โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี” เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรพันธุกรรมพืชของประเทศ “โครงการบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้แก่ประชาชน โดยเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อผักมาบริโภค และการมีผักที่ดีมีคุณภาพรับประทานตลอดทั้งปีในระดับครัวเรือน สำหรับผักที่เหลือก็แบ่งปันให้เพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นการสร้างความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ระหว่างกัน

“เนื่องในโอกาส วันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2567 ในวันนี้ คณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ รวมทั้งภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย และสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ตลอดจนพระเทวานุภาพแห่งพระสยามเทวาธิราช และพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ได้โปรดอภิบาลรักษาให้ทรงพระเกษมสำราญ มีพระชันษายิ่งยืนนาน สถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้าปกกระหม่อม พสกนิกรชาวไทย” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่ 2 เมษายน 2567 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 1 – 3 เมษายน 2567

รวมพลัง 170 มหา’ลัย ขับเคลื่อน Net Zero Emission

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796678

รวมพลัง 170 มหา’ลัย ขับเคลื่อน Net Zero Emission

รวมพลัง 170 มหา’ลัย ขับเคลื่อน Net Zero Emission

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา “พลังมหาวิทยาลัยขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Campus)” โดยมีเครือข่ายมหาวิทยาลัยเข้าร่วมประชุมกว่า200 คน

น.ส.ศุภมาศ อิศรภักดี รมว.อว. กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความตั้งใจในการนำพลังของมหาวิทยาลัยกว่า 170 แห่ง ที่กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยการนำของ ทปอ. ทั้ง 4 แห่ง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่ง กระทรวง อว. ได้มีการขับเคลื่อนนโยบายหลายด้าน อาทิ “อว. For EV” ที่มีมาตรการสำคัญ คือ EV Transformation โดยมีเป้าหมายให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานในกระทรวง อว. ปรับเปลี่ยนรถที่ใช้งานเป็นรถ EV30% ภายในปี 2030 หากบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย 5,000 คัน ภายในปี 2030 ก็จะช่วยประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงปีละประมาณ 500,000 ตัน

“กระทรวง อว. มีพลังอย่างมากที่จะช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายของประเทศ ในเรื่อง Net Zero Emissionซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของประเทศที่ผูกโยงทั้งมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม โดยมหาวิทยาลัยจะร่วมกันดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกภายในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในด้านพลังงาน และการจัดการของเสีย นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนชุมชนและพื้นที่ต่างๆ ร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการทำงานวิจัยและใช้นวัตกรรม ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้สามารถขยายไปสู่การสนับสนุนให้มีการเรียนการสอน การทำวิจัย และการจัดสรรทุนวิจัยที่เกี่ยวข้องและตรงตามความต้องการอย่างแท้จริงต่อไปได้”รมว.อว. กล่าว

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล ประธาน ทปอ. กล่าวถึง เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้คือการรวมพลังของมหาวิทยาลัยและเครือข่าย เพื่อให้เห็นความสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี 2050 และการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ในปี 2065 โดย สอวช. ภายใต้บทบาทการเป็นหน่วยประสานงานกลาง ด้านการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย (National Designated Entity: NDE) ภายใต้กลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) และด้านนโยบาย อววน. ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะผลักดันในเชิงนโยบายระดับประเทศ ที่ต้องผลักดันผ่านกลไกของมหาวิทยาลัยต่างๆ ส่วน สกสว. มีบทบาทสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณในการขับเคลื่อนงานวิจัยให้ไปสู่การปฏิบัติจริง รวมถึง สส. ซึ่งเป็นความหวังของประเทศ เป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ โดยทั้ง 4 หน่วยงานมีแผนที่จะทำข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินงานร่วมกันในเดือน พ.ค.นี้

“ขณะนี้ ทปอ. มีสมาชิก 36 สถาบัน และยังมีสมาชิกที่อยู่ในเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) อีกกว่า 49 แห่ง นอกจากนี้ ยังมี ทปอ. มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) และสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท) รวมแล้วกว่า 170 แห่ง ที่ร่วมกันทำงาน เพื่อตั้งโจทย์วิจัยที่มีเป้าหมายตรงกันตามนโยบายของ รมว.อว. ที่ให้เพิ่มงานวิจัยที่ตรงเป้า ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกมิติ และศึกษาเชิงนโยบายขยายผลไปสู่ Net Zero Emission ผลักดันไปสู่ระดับชุมชนด้วย” ประธาน ทปอ. กล่าว

ม.สวนดุสิต เข้ารับรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796683

ม.สวนดุสิต เข้ารับรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ

ม.สวนดุสิต เข้ารับรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.สุวมาลย์ ม่วงประเสริฐ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เข้ารับรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณมหาวิทยาลัยที่มีนโยบายส่งเสริมอาจารย์ต้นแบบ ด้านการสอน และดร.วิทยา ศิริพันธ์วัฒนา อาจารย์ประจำคณะวิทยาการจัดการได้รับรางวัลใบประกาศเกียรติคุณอาจารย์ต้นแบบด้านการสอน พ.ศ.2567 จาก ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุลรองปลัดกระทรวง อว. ในงานประชุมวิชาการ ครั้งที่ 19 ประจำปี 2567 “ภูมิทัศน์อุดมศึกษาไทยในบริบทโลก :แนวโน้มและโอกาส Thai Higher Education Landscape in the Global Context : Trends and Opportunities”

ทีมเยาวชนไทย คว้า 3 รางวัล จาก ‘I-FEST 2024’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796680

ทีมเยาวชนไทย คว้า 3 รางวัล จาก ‘I-FEST 2024’

ทีมเยาวชนไทย คว้า 3 รางวัล จาก ‘I-FEST 2024’

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผอ.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เปิดเผยว่า NSM ร่วมกับ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ส่งทีมเยาวชนไทยจำนวน 3 ทีมเข้าร่วมในการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ The International Festival of Engineering Science and Technology(I-FEST) 2024 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-27 มี.ค. 2567 ณ สาธารณรัฐตูนิเซีย โดยมีผลงานจากเยาวชนกว่า 400 โครงงาน จาก 40 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขันฯ

ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมเยาวชนไทยจาก “โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง” สามารถคว้ารางวัลอันดับที่ 3 มาครอง โดยมี น.ส.พิมพ์แพรวาพุทธรักษ์ขิต, นายภูเบศ เสน่ห์ภักดี และนายภัทรดนย์ ลี้โรจนาประภา และมี ดร.ธนวรรณ ลี้บุญงาม กับ น.ส.พิมพ์ศิริด่านพิษณุพันธุ์ เป็นครูที่ปรึกษา จากโครงงาน “การป้องกันการเสื่อมสภาพของระบบประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวที่เกิดจากสารระเหยโทลูอีนโดยสารสกัดจากใบบัวบกในสัตว์ทดลอง Caenorhabditis elegans” จากการศึกษาเกี่ยวกับสารสำคัญ เช่น Asiatic acid, Asiaticoside,Madecassic, Madecassoside ซึ่งมีผลป้องกันการเสื่อมสภาพของระบบประสาท

โดยทำการทดลองในสัตว์ทดลอง “หนอนตัวกลม” ชนิด C.elegans ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตต้นแบบการทดลองที่มีการศึกษาลักษณะและพฤติกรรมที่สามารถบ่งชี้ได้ถึงการเสื่อมสภาพของระบบประสาท เพื่อทดสอบความสามารถในการป้องกันการเสื่อมสภาพของระบบประสาทจากการทำลายด้วยสารโทลูอีนด้วยการสังเกตพฤติกรรมผ่านลักษณะการเคลื่อนที่ ทำให้สามารถสรุปได้ว่าสารสกัดจากใบบัวบกมีคุณสมบัติในการป้องกันระบบประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวจากการทำลายของโทลูอีนได้

นอกจากนี้ ทีมจากโรงเรียนเดียวกันที่มี น.ส.พัชรกันย์ อิสสระยางกูล และ นายธนกฤต ไตรวุฒิ และมี ดร.ปริญญา ศิริมาจันทร์ และนายเกรียงกมล สว่างศรี เป็นครูที่ปรึกษา ยังสามารถคว้าเหรียญเงินมาครอง จากผลงาน “การศึกษาเสถียรภาพของเม็ดสไตโรโฟมในศักย์สนามที่เกิดจากคลื่นอะคูสติก” โดยการจำลองการรบกวนของระบบโดยการสั่นชุดการทดลองและบันทึกพฤติกรรมของเม็ดโฟม แล้วนำผลที่ได้มาเปรียบเทียบกับแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ที่ได้จากการคำนวณทางทฤษฎี ทำให้ค้นพบวิธีการใหม่ในการประเมินเสถียรภาพของระบบอะคูสติกซึ่งสามารถนำไปใช้พัฒนาและต่อยอดเทคนิคการลอยตัวของวัตถุด้วยคลื่นเสียงให้มีเสถียรภาพและความแม่นยำมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การประยุกต์ใช้ในกระบวนการเคลื่อนย้ายสาร เช่น การเคลื่อนย้ายหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อให้เกิดการปนเปื้อนน้อยที่สุดได้อีกด้วย

ขณะที่ “โรงเรียนเบญจมราชูทิศจ.นครศรีธรรมราช” โดยมี น.ส.ชนากานต์แก่นเพชร, น.ส.นภัสนันท์ ปัญจะสุวรรณ์และนายตอฮาวีย์ ยีส้า และมี นายปัญญาวุฒิ รัตนารมย์ และผศ.ดร.นลินาประไพรักษ์สิทธิ์ เป็นครูที่ปรึกษา สามารถคว้ารางวัล Top 10 Award จากผลงาน “การเพิ่มมูลค่าเปลือกส้มโอในรูปแบบนาโนอิมัลชันเพื่อใช้เป็นยาสลบสำหรับปลานิล (Oreochromisniloticus Linnaeus, 1758): ผลิตภัณฑ์สูตรใหม่และแอปพลิเคชั่นมือถือ” โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อEssential “Two-in-one” Solutionจากการนำเปลือกส้มโอซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เหลือทิ้งจากการเกษตรที่มีปริมาณมากในพื้นที่กลับมาเพิ่มมูลค่า โดยการสกัดน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกส้มโอด้วยวิธีการ ultrasonic-assisted hydrodistillation พัฒนาสูตรน้ำมันหอมระเหยนาโนอิมัลชันและศึกษาสารออกฤทธิ์สำคัญในเปลือกส้มโอที่มีฤทธิ์ในการช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลในปลานิล ร่วมกับการพัฒนาแอปพลิเคชั่นมือถือ “Dose For Fish” สำหรับการคำนวณปริมาณความเข้มข้นของน้ำมันหอมระเหยเปลือกส้มโอที่เหมาะสมสำหรับการทำสลบและพยากรณ์เวลาในการฟื้นสลบของปลานิล

สมศ.จับมือภาคีส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796681

สมศ.จับมือภาคีส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้

สมศ.จับมือภาคีส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการ ผู้อำนวยการ สมศ. พร้อมด้วยนายทวีศักดิ์ อำลา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดร.พรศิริ กองนวล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี และ ดร.มธุรส ประภาจันทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจร่วมกับสถาบันอุดมศึกษา 30 แห่ง และ 3 หน่วยงานต้นสังกัด พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจแก่ศูนย์ประสานงาน สมศ. และผู้ทรงคุณวุฒิในการส่งเสริมนำผลประเมินไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาอย่างยั่งยืน เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ

มหิดล ดัน ‘กองทุนมหิดลยั่งยืน’ แหล่งเงินทุนสำรอง สร้างปัญญาแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796679

มหิดล ดัน ‘กองทุนมหิดลยั่งยืน’  แหล่งเงินทุนสำรอง สร้างปัญญาแผ่นดิน

มหิดล ดัน ‘กองทุนมหิดลยั่งยืน’ แหล่งเงินทุนสำรอง สร้างปัญญาแผ่นดิน

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเวทีเสวนา “บทบาทและทิศทางของมหาวิทยาลัยมหิดลในการพัฒนาอย่างยั่งยืน : กองทุนมหิดลยั่งยืน” เพื่อสื่อสารและทำความเข้าใจถึงบทบาทของม.มหิดล ในการเตรียมความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมโลก ทั้งในด้านการสร้างคน เทคโนโลยีและห้องปฏิบัติการ สร้างนวัตกรรมที่มีคุณภาพสูงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด กับ “กองทุนมหิดลยั่งยืน” (Mahidol University Endowment Fund) ที่ม.มหิดลจัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำรองระยะยาวในการดำเนินพันธกิจ และสนับสนุนการสร้างปัญญาแผ่นดิน ให้สามารถต่อยอดและพัฒนาองค์ความรู้ต่อไป เพื่อประโยชน์และ Positive Impact ในอนาคต

ศ.คลินิกพิเศษ นพ.เสรี ตู้จินดา ประธานคณะกรรมการนโยบายด้าน Marketing Endowment Fund ม.มหิดล กล่าวว่า กองทุนฯ มีความตั้งใจที่จะสร้างคนที่มีศักยภาพสูง ในสาขาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศและของโลก รวมถึงให้ทุนนักวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ทุนพัฒนาเครื่องมือวิจัยและห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย ตลอดจนการต่อยอดนวัตกรรมเชิงพาณิชย์เพื่อแก้ปัญหาและนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในสังคม ซึ่งม.มหิดลมีห้องปฏิบัติการด้านสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ อีกทั้งพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในสาขาการแพทย์ พืชพันธุ์ ธรณีวิทยา ดนตรี เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งความรู้ มีการจัดตั้ง AI Center/Maker space/Playground space พื้นที่แห่งการเรียนรู้ผ่านการลงมือสร้างสรรค์ เพื่อสนับสนุนการสร้างปัญญาและนวัตกรรม ด้วยระบบนิเวศนวัตกรรมและผู้ประกอบการที่เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยบ่มเพาะธุรกิจในระยะเริ่มต้นให้พัฒนาเป็นธุรกิจได้จริง รวมถึง Startupที่มีศักยภาพสูงให้เติบโตเป็นธุรกิจที่แข็งแรงยั่งยืน

รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ผู้อำนวยการ iNT ม.มหิดล กล่าวว่าสำหรับในต่างประเทศจำเป็นต้องทำบริษัท Startup/Spinoff และเมื่อสำเร็จบริษัทใหญ่ๆ จะนำผลงานต่างๆไปต่อยอด ดังนั้น เมื่อกองทุนฯเกิดขึ้น จะทำให้ Start Up โตขึ้นและสำเร็จได้ ต่อไปก็สามารถนำตัวเองกลับมาบริจาคให้มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ ม.มหิดลจะเดินหน้าในเรื่อง Holding Company ที่เมื่อผลประกอบการมีกำไรก็สามารถนำกลับเข้ามาที่ Endowment อีกครั้ง ซึ่งเป็นการบริหารจัดการที่ยั่งยืนเช่นกันจะเห็นว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้รอเงินบริจาคเพียงอย่างเดียวแต่ยังมองหาคู่ความร่วมมืออันจะทำให้เราเติบโตขึ้นไปด้วย

พล.ต.อ.นพ.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ นายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า Endowment Fund มีรูปแบบการบริจาคที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเงินสด การทำพินัยกรรม เบี้ยบำเหน็จบำนาญ ประกันชีวิต หุ้นต่างๆ อสังหาริมทรัพย์ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีโอกาสพัฒนา โดยผู้บริจาคสามารถกำหนดเงื่อนไขและระยะเวลาที่จะมอบเงินต้นหรือทรัพย์สินเป็นในลักษณะของ Term Endowment และมหาวิทยาลัยนำดอกผลที่ได้ตลอดระยะเวลาไปใช้ โดย “กองทุนมหิดลยั่งยืน” มีทุนประเดิมกองทุน 100 ล้านบาท และยังจำเป็นต้องได้รับการบริจาคอีกมาก จึงขอเชิญชวนร่วมพัฒนาองค์ความรู้ การศึกษา และนวัตกรรมของประเทศชาติ
ในทุกด้านอย่างยั่งยืนและถาวร

ผู้สนใจร่วมสร้างสังคมยั่งยืนไปกับกองทุนมหิดลยั่งยืน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ give.mahidol.ac.th หรือสอบถาม หน่วยการตลาด ศูนย์บริการสินทรัพย์ สำนักงานอธิการบดี โทรศัพท์ 02-8496068 ในวันและเวลาทำการ

ผลโพล’วันอนุรักษ์มรดกไทย’ปี 67 วันคล้ายวันพระราชสมภพ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ชี้เด็กไทยรักพระองค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796750

ผลโพล'วันอนุรักษ์มรดกไทย'ปี 67 วันคล้ายวันพระราชสมภพ'กรมสมเด็จพระเทพฯ' ชี้เด็กไทยรักพระองค์

ผลโพล’วันอนุรักษ์มรดกไทย’ปี 67 วันคล้ายวันพระราชสมภพ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ชี้เด็กไทยรักพระองค์

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567, 20.31 น.

“วธ.” เผยผลโพล “วันอนุรักษ์มรดกไทย” ปี 67 – วันคล้ายวันพระราชสมภพของ “กรมสมเด็จพระเทพฯ” ชี้เด็กไทยรักพระองค์ ทรงทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ เสียสละเวลาส่วนพระองค์ และทรงงานหนักเพื่อให้ประชาชนคนไทยของพระองค์ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ด้านวัด โบสถ์ วิหาร เจดีย์ เด็กไทยรักและภูมิใจให้เป็นสุดยอด “มรดกไทย” ส่วนลงแขกเกี่ยวข้าว-ภาษาถิ่น-ลิเก-ลำตัด ควรเร่งอนุรักษ์และฟื้นฟู 

วันที่ 1 เมษายน 2567 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(รมว.สธ.)  เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชนและประชาชนที่มีต่อ “วันอนุรักษ์มรดกไทย ปี 2567” จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 16,339 คน ครอบคลุมทุกภูมิภาค โดยผลสรุปปรากฏว่าเด็ก เยาวชน และประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 76.67 ทราบว่าวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็น “วันอนุรักษ์มรดกไทย” (2 เมษายนของทุกปี) และโพลชี้ว่าเด็ก เยาวชน และประชาชนส่วนใหญ่ทราบว่าพระราชสมัญญาของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 3 อันดับแรก ร้อยละ 53.52 องค์เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย ร้อยละ 38.40 องค์วิศิษฏศิลปิน ร้อยละ 32.52 พระอัครราชูปถัมภิกาการจดหมายเหตุไทย และเมื่อถามเด็ก เยาวชน และประชาชน ว่าเหตุใด “วันอนุรักษ์มรดกไทย” จึงตรงกับวันที่ 2 เมษายนของทุกปี ส่วนใหญ่ร้อยละ 70.37 ตอบว่าเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นราชสักการะแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงในงาน ด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ ร้อยละ 51.17 เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้รำลึกถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของชาติ ร้อยละ 46.12เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการรักษามรดกทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติมากขึ้น

รมว.วธ. กล่าวอีกว่า เมื่อถามเด็ก เยาวชน และประชาชนถึงประเด็นการเข้าใจคำว่า “มรดกไทย” อย่างไร ร้อยละ 71.33 ตอบว่า เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงออกถึงสัญลักษณ์ของความเป็นชาติ ร้อยละ 54.41 โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ โบราณสถาน วรรณกรรม ศิลปหัตถกรรม นาฏศิลป์ และดนตรี ร้อยละ 49.78 เป็นการดำเนินชีวิตและคุณค่าประเพณีต่าง ๆ อันเป็นผลผลิตร่วมกันของผู้คนในผืนแผ่นดินไทย นอกจากนี้เด็ก เยาวชน และประชาชนมีความเห็นอยากให้จัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ได้แก่ ร้อยละ 53.95 ให้จัดแสดงนิทรรศการหรือวีดิทัศน์เผยแพร่พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร้อยละ 52.23 จัดลงนามถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร้อยละ 48.83 ทัศนศึกษาโบราณสถาน และสถานที่สำคัญทางศาสนา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

นายเสริมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า เมื่อถามเด็ก เยาวชน และประชาชน ว่า รักและภูมิใจใน “มรดกไทย” ประเภทใดมากที่สุด คืออันดับ 1 โบราณสถาน (วัด โบสถ์ วิหาร เจดีย์ ฯลฯ) ร้อยละ 22.96 อันดับ 2 ประเพณี (ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีลอยกระทง ประเพณีแห่เทียน ประเพณีผีตาโขน ฯลฯ) ร้อยละ 15.85 และอันดับ 3 มรดกภูมิปัญญา (สมุนไพรไทย อาหารไทย เครื่องแต่งกาย นวดแผนไทย กีฬาพื้นบ้าน บ้านทรงไทย ฯลฯ) ร้อยละ 15.76 อีกทั้งได้ถามต่อไปว่าเด็ก เยาวชน และประชาชนคิดว่ามรดกวัฒนธรรมไทยประเภทใดที่ควรช่วยกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบทอดต่อไป ร้อยละ 52.06 ตอบว่า ประเพณี เทศกาลต่าง ๆ เช่น ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว ประเพณีตานต๊อด (การทำบุญด้วยใจไม่หวังผลตอบแทน) ร้อยละ 49.32  ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ภาษาถิ่น การแต่งกาย (ผ้าโบราณ/ผ้าพื้นถิ่น) อาหาร ศิลปะพื้นบ้าน (ลิเก ลำตัด เพลงฉ่อย) ร้อยละ 46.91 งานศิลปหัตถกรรมที่มีมาตั้งแต่อดีตกาล ทั้งที่เป็นเครื่องใช้ เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ เครื่องประกอบยศของบุคคลชนชั้นสูง และเมื่อถามเด็ก เยาวชน และประชาชนคิดว่าแหล่งเรียนรู้ประเภทใด ที่จะช่วยให้ท่านเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมและอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม 3 อันดับแรก ได้แก่ ร้อยละ 55.72 โบราณสถาน (วัด วัง โบสถ์ วิหาร มัสยิด ฯลฯ) ร้อยละ 52.69 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยละ 49.45 อุทยานประวัติศาสตร์  

นายเสริมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อถามเด็ก เยาวชนและประชาชนว่าหากท่านสามารถที่จะมีส่วนร่วมหรือส่วนช่วยอนุรักษ์มรดกไทย ท่านจะทำอย่างไร ส่วนใหญ่ตอบว่า จะมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทั้งผ่านสื่อออนไลน์ และออนไซต์ ประชาสัมพันธ์การดูแลรักษา การถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้กับทุกคนได้รับรู้ หรือโดยการค้นคว้า วิจัย ศึกษา และเก็บรวบรวมข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่กำลังจะสูญหาย หรือที่สูญหายไปแล้วมาทำให้ มีคุณค่า ตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์มรดกไทยที่จัดขึ้นโดยภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ การทำความสะอาดศาสนสถาน การเข้าร่วมกิจกรรมวันอนุรักษ์มรดกไทย เป็นต้น เพื่อเป็นการสืบสาน รักษา มรดกวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป นอกจากนี้ได้ถามอีกว่าเหตุใดคนไทยถึงรักสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ส่วนใหญ่ตอบว่าพระองค์ท่านทรงทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติมากมาย ทรงเสียสละเวลาส่วนพระองค์มาดูแลพี่น้องปวงชนชาวไทย และทรงงานหนักเพื่อให้ประชาชนคนไทยของพระองค์ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ทรงมีพระอัจฉริยภาพทางด้านศิลปะในหลายด้าน ทรงเป็นยิ่งกว่าศิลปินที่นอกเหนือจากทรงสร้างสรรค์ผลงานศิลปะหลากสาขาไว้เป็นจำนวนมาก ยังทรงอุปถัมภ์ค้ำชูศิลปิน ทรงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติให้รุ่งเรืองต่อเนื่องมายาวนาน

นายเสริมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า วธ. เห็นความสำคัญต่อการรักษา สืบสาน และรักษา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตลอดจนมรดกอันล้ำค่าของไทยทุกแขนง ขับเคลื่อนผลักดันงานศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ของไทย ยกระดับให้เป็นที่รู้จักและเห็นคุณค่าของไทยอย่างกว้างขวางให้เป็นมรดกโลก อาทิ เทศกาลสงกรานต์ อุทยานประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ โบราณสถานสำคัญ โขน ซึ่งเป็นการแสดงชั้นสูงของไทย อาหารไทย ผ้าไทย ชุดไทย ตลอดจนศิลปะแม่ไม้มวยไทยอย่าง มวยไทย เป็นต้น อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดและพร้อมเป็นหน่วยงานที่มุ่งเดินทางผลักดันให้มรดกอันล้ำค่าของไทยทุกแขนงไปสู่ระดับโลกมากขึ้นไป
 

เสมา1 ย้ำปีนี้หนังสือเรียนส่งถึงเด็กทันเปิดเทอมแน่นอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796729

เสมา1 ย้ำปีหนี้หนังสือเรียนส่งถึงเด็กทันเปิดเทอมแน่นอน

เสมา1 ย้ำปีหนี้หนังสือเรียนส่งถึงเด็กทันเปิดเทอมแน่นอน

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567, 18.33 น.

วันที่ 1 เมษายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) กล่าวถึงการจัดพิมพ์และการจัดส่งหนังสือแบบเรียนให้กับนักเรียนในปีนี้ตนเชื่อว่าจะไม่มีการร้องเรียนเพราะจะมีการจัดส่งให้นักเรียนได้ทันเปิดเทอมอย่างแน่นอน เพราะได้นำระบบการบริหารจัดการเข้ามาเพิ่มขึ้น และมีไทม์ไลน์ว่าจะต้องส่งหนังสือในวันที่เท่าไหร่  วันนี้ก็ต้องยอมรับว่า ปีนี้จะต่างจากปีที่แล้ว เพราะปีที่แล้วสพฐ.ไม่มีการปรับแบบเรียน แต่ปีนี้มีการปรับแบบเรียน ก็ต้องมีขบวนการในการผลิตต้นฉบับไปให้ สพฐ.ตรวจต้นฉบับก่อนว่าถูกต้องหรือไม่  ก็อาจจะทำให้การดำเนินการล่าช้าไปบ้าง แต่ทางองค์การค้าของสกสค.ก็มีการวางแผนมีขบวนการต่างๆที่ชัดเจน และมีการวางไทม์ไลน์ในการผลิตหนังสือ การจัดส่งหนังสือเมื่อไหร่อย่างไร และมีการออกไปตรวจสอบการดำเนินการ

“ผมก็จ้ำจี้จ้ำไชอยู่ ก็ให้ไปตรวจโรงพิมพ์ต่างๆว่ามีการดำเนินการอย่างไร และผมก็ให้แนวทางต่างๆไปว่า ในการจัดจ้างไม่จำเป็นต้องไปรอตรวจรับ บางทีต้องไปดูตั้งแต่ขบวนการผลิตว่าการผลิตนั้นใช้ของมีคุณภาพหรือไม่ สามารถดำเนินการได้ทันหรือไม่  ซึ่งก็เป็นมิติเชิงประสบการณ์ทางการบริหารของเรา ประสบการณ์ชีวิตทักษะชีวิตของเราที่นำมาใช้ เชื่อว่าหนังสือเรียนน่าจะส่งทันตามกำหนด เพราะตอนนี้ก็เริ่มส่งกันแล้ว สำหรับส่วนแบ่งการตลาดขององค์การค้าฯประมาณ 60% เท่านั้น ที่เหลือก็เป็นของเอกชน ซึ่งในส่วนขององค์การค้าฯก็ให้ผลิตหนังสือเพิ่มไว้ส่วนหนึ่ง เพราะมีบางโรงเรียนที่ซื้อหนังสือของเอกชน หากเจ้าไหนส่งไม่ทัน องค์การค้าฯก็สามารถไปส่งให้ทัน ก็เป็นวิธีการของเรา ซึ่งเราไม่ได้ปิดล็อกอะไร การผลิตเป็นเรื่องเสรี แต่ในส่วนขององค์การค้าฯเป็นเหมือนหน่วยงานรัฐบาลที่เข้ามาผลิตหนังสือที่มีราคากลาง เพื่อให้นักเรียนและผู้ปกครองได้หนังสือเรียนที่มีราคาประหยัด มีคุณภาพ“ รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีการร้องเรียนเรื่องการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนนั้น ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ พระพุทธเจ้ายังราคิน บางครั้งอาจจะไม่ถูกใจกัน ก็ร้อง ก็ไม่เป็นไรขอให้ประชาชนหรือสังคมรับทราบว่ากระทรวงศึกษาธิการยุคนี้โปร่งใส และจะพยายามป้องกันไม่ให้มีการทุจริต ไม่ให้มีการเรียกรับเงินต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็คงไม่มีอยู่แล้ว เชื่อว่าอย่างนั้น  ซึ่งเราก็พยายามดำเนินการไม่ให้มีปัญหา เพราะนโยบายของรัฐมนตรีก็คือ เรียนดี มีความสุข และลดภาระครู บุคลกรทางการศึกษา ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง เพราะฉะนั้นเราพยายามทำเรื่องที่จะลดภาระต่างๆที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้ทุกคนมีขวัญกำลังใจในการเรียน ในการสอนหนังสือ ทำอย่างไรให้การเรียนของเราเป็นการเรียนดีมีความสุข มาตรฐานการศึกษาของเราก็จะดีขึ้น ตนเชื่ออย่างนั้น