‘ก.มหาดไทย’จัดพิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796642

'ก.มหาดไทย'จัดพิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

‘ก.มหาดไทย’จัดพิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.56 น.

กระทรวงมหาดไทย จัดพิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2567

วันนี้ 1 เมษายน 2567 เวลา 08.00 น.ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2567 โดยมี  นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ นายโชตินรินทร์ เกิดสม นายเชษฐา โมสิกรัตน์ นายราชันย์ ซุ้นหั้ว รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และประชาชน ร่วมพิธี

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้เข้าร่วมพิธีวางพุ่มดอกไม้ และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์พร้อมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2567 จากนั้น ปลัดกระทรวงมหาดไทย จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ภายในพระอุโบสถ เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีล เสร็จแล้ว กล่าวคำถวายผ้าป่าและถวายผ้าป่า สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช พิจารณาผ้าป่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงถวายเครื่องไทยธรรม กรวดน้ำ รับพร เป็นอันเสร็จพิธี

การนี้ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวสัมโมทนียกถา ความโดยสังเขปว่า ขออนุโมทนากระทรวงมหาดไทย ในการน้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในการขับเคลื่อนโครงการทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อันเป็นการช่วยกันพัฒนาเด็ก ช่วยครอบครัวของเด็กให้เขาสามารถพัฒนาบุตรหลานให้มีความรู้ มีการศึกษา และพัฒนาด้านคุณธรรมจริยธรรม โครงการนี้เป็นโครงการที่น่าสรรเสริญและต้องช่วยกันอย่างจริงจัง ถึงแม้จะได้มากบ้าง น้อยบ้างไม่สำคัญ อยู่ที่เจตนาของเราทุกคนที่ต้องการพัฒนาบุคลากรประเทศชาติของเราให้เจริญ ให้มีความรู้ในการดำรงชีวิตต่อไปได้ ให้ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และเราต้องไม่ลืมว่า เมื่อให้การศึกษาเขาแล้ว ต้องเน้นหนักเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ให้เขามีความรักชาติ มีความชื่นใจหรือภูมิใจในความเป็นคนไทย ทั้งการศึกษาประวัติศาสตร์ ประเพณีวัฒนธรรม ศาสนา ให้เขาได้รู้จักอย่างแท้จริงด้วย เพื่อจะได้เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคมในโอกาสต่อไป

“เราพูดกันว่าไม้แก่ดัดยาก ตอนนี้เรากำลังพัฒนาคนรุ่นใหม่เป็นไม้อ่อนที่ต้องดัดง่าย ทั้งด้านทุนทรัพย์ บุคลากรต่าง ๆ ให้เขาได้รับการศึกษา ได้รับการพัฒนา ช่วยส่งเสริมทั้งด้านวิชาการ ด้านที่เขาประกอบอาชีพให้เป็นอยู่ได้ แต่ต้องอย่าลืมพัฒนาเขาให้เป็นคนที่รักชาติ มีวัฒนธรรม มีศาสนา และมีหลักธรรมประจำใจเพื่อมีแนวทางในการดำรงชีวิตด้วย อย่าปล่อยให้มีความรู้อย่างเดียวแต่ใช้ความรู้ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามหลักศาสนา หลักคุณธรรมจริยธรรมที่ดี จะเป็นการสร้างความรู้ไปประพฤติสิ่งไม่ดีได้ ต้องมีคุณธรรมเป็นเครื่องกำกับ ต้องมีความรู้คู่กับจริยา ความประพฤติ” เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวเพิ่มเติม

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า ขออนุโมทนาปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ที่จัดการทอดผ้าป่าเป็นไปตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการนี้จะเป็นโครงการที่ดีที่ช่วยกันสร้างบุคลากรของประเทศชาติให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม เป็นบุคลากรที่พึงประสงค์ของประเทศชาติ เพราะประเทศชาติจะเจริญได้ต้องมีบุคลากรที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม ปลูกฝังให้เขามีความรู้ ความรักชาติ ความมั่นคงในหลักธรรมคำสั่งสอนทางศาสนา นำไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติในโอกาสต่อ ๆ ไป

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ว่าการพัฒนาเด็กนั้น เด็กต้องได้รับการพัฒนาในทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม พร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการเรียนรู้ให้ลูกหลานหมั่นศึกษาเรียนรู้ทุกสิ่งรอบตัว สามารถเสริมสร้างพัฒนาศักยภาพของเด็ก ผู้เป็นอนาคตของชาติได้เป็นอย่างดี โดยในวันนี้ กองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้จัดกิจกรรมทอดผ้าป่าเพื่อหารายได้สมทบกองทุนฯ ทั้งในส่วนกลาง ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร แห่งนี้ และในส่วนภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัด มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหารายได้สมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และนำไปช่วยเหลือสนับสนุนกิจกรรมในการพัฒนาเด็กที่ครอบครัวมีฐานะยากจนและด้อยโอกาสในชนบท ส่งเสริมให้ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมพัฒนาเด็กชนบท อันเป็นส่วนที่สำคัญในการพัฒนาชุมชน พัฒนาประเทศชาติ อย่างยั่งยืนต่อไป

“ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนมีความประสงค์จะร่วมสมทบทุนกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมการพัฒนาชุมชน http://www.cdd.go.th หรือโอนเงินเข้าบัญชีกองทุนพัฒนาเด็กชนบท ธนาคารกรุงไทย สาขาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ บัญชีเลขที่ 955-0-02856-9 โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ตลอดทั้งปี เพื่อร่วมกันแบ่งปันสร้างลูกหลานไทยที่ด้อยโอกาสให้มีอนาคตที่ดีร่วมกัน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กองทุนพัฒนาเด็กชนบท ได้จัดตั้งขึ้นโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนที่ครอบครัวยากจนและด้อยโอกาส ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณารับกองทุนพัฒนาเด็กชนบทไว้ในพระราชูปถัมภ์ โดยพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า “กองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี” กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดกิจกรรมทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ พร้อมกันทั่วประเทศเพื่อจัดหารายได้สมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ และนำไปช่วยเหลือเด็กก่อนวัยเรียน ที่ครอบครัวยากจนและด้อยโอกาสในชนบท โดยได้มอบทุนช่วยเหลือเด็กมาแล้วกว่า 121,431 คน เป็นเงิน 149,769,200 บาท ซึ่งการทอดผ้าป่าครั้งนี้มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ จำนวนทั้งสิ้น 3,440,265 บาท เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเด็กชนบทให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี อันเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชน และพัฒนาประเทศชาติต่อไปอย่างยั่งยืน เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

– 006

‘รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย’พัฒนาการเรียนการสอน’ห้องเรียนอัจฉริยะ’ชวนรุ่นพี่ร่วมสมทบทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796611

'รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย'พัฒนาการเรียนการสอน'ห้องเรียนอัจฉริยะ'ชวนรุ่นพี่ร่วมสมทบทุน

‘รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย’พัฒนาการเรียนการสอน’ห้องเรียนอัจฉริยะ’ชวนรุ่นพี่ร่วมสมทบทุน

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567, 13.50 น.

รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย พัฒนา การเรียนการสอน“ห้องเรียนอัจฉริยะ“ ชวนรุ่นพี่ร่วมสมทบทุน

วันที่ 30 มี.ค.67 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ถนนตรีเพชร เขตพระนคร กทม.นายจิณณภัทร พิบูลวิทิตธำรง ผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปีนี้ทางโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยกำลังดำเนินการจัดสร้างห้องเรียนใหม่หมดทุกห้อง ให้เป็นห้องเรียนอัจฉริยะ โดยใส่กระดานอัจฉริยะ interactive (สื่อปฏิสัม พันธ์เชิงโต้ตอบ) เข้าไปทุกห้อง เรียนจำนวน 51 ห้อง ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งจออัจฉริยะเครื่องละ 140,000 บาท ขอฝากถึงพี่ๆ ศิษย์เก่าทุกท่านทุกรุ่นที่ประสงค์จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างห้องเรียนอัจฉริยะให้กับน้องๆ ศิษย์ปัจจุบัน สามารถติดต่อสอบถามและร่วมบริจาคได้ที่ฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายการเงินของโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ได้ในวันเวลาราชการทางโรงเรียนสวนกุหลาบฯ จะติดประกาศชื่อผู้ร่วมบริจาคสมทบทุนในการจัดสร้างห้องเรียนอัจฉริยะไว้ที่ด้านหน้าห้องเรียนด้วย เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับท่าน นอกจากนี้ท่านยังสามารถนำใบเสร็จไปขอลดหย่อนภาษีได้สองเท่าด้วย

สำหรับเทคโนโลยี Interactive คือสื่อปฏิสัมพันธ์เชิงโต้ตอบที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสัมผัส และโต้ตอบกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้โดยตรง ทำให้เกิดการมีส่วนร่วม และได้รับข้อมูลต่างๆ ผ่านการนำสื่อข้อความ ภาพ วิดีโอ และเสียงมาปรับใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างผู้ใช้ กับระบบโปรแกรม ซึ่งสามารถใช้เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้แบบโต้ตอบ และเพิ่มการมีส่วนร่วมให้กับนักเรียนได้ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น หรือการสัมผัส เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนกิจกรรมง่าย ๆ หรือสิ่งเดิม ๆ ให้มีความน่าสนใจ เสริมสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนทุกคนรู้สึกอยากเข้าเรียน ส่วนครูผู้สอนจะสามารถนำเสนอเนื้อหาการสอนด้วยวิธีที่ผ่อนคลาย และมีชีส่สนวิตชีวามากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความอยากรู้ และทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน

สกู๊ปพิเศษ : ยกเครื่องหลักสูตร‘อาชีวะ’ โอกาสผู้เรียน-เสริมแกร่งประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796460

สกู๊ปพิเศษ : ยกเครื่องหลักสูตร‘อาชีวะ’ โอกาสผู้เรียน-เสริมแกร่งประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : ยกเครื่องหลักสูตร‘อาชีวะ’ โอกาสผู้เรียน-เสริมแกร่งประเทศ

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.55 น.

“อาชีวะจะมีคนเรียนทั้ง ปวช. ปวส. รวมกันอยู่ประมาณ 1 ล้านคน จริงๆ ก็ประมาณ 9.9 แสนคน ส่วนใหญ่อยู่ ปวช. 6.4 แสนคน ปวส. อีก 3.4 แสนคน ในการเรียนก็จะจัดเป็นประเภทวิชา มีทั้งหมด 10 ประเภทวิชา แล้วก็มีแยกออกมาเป็นสาขาวิชาและสาขางาน อันนี้ Cut-off (ตัดยอด) ถึงประมาณปี 2565 ปัจจุบันตรงประเภทวิชาตรงนี้เดี๋ยวจะมีการเปลี่ยนแปลง ตรงนี้เป็นภาพคร่าวๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเรียนอยู่ในประเภทวิชาอุตสาหกรรม แล้วก็พาณิชย์หรือว่าพวกบัญชี สถานศึกษาครึ่งๆ เลย เป็นรัฐ 433 แห่ง แล้วก็เอกชน 447 แห่ง แต่นักเรียนส่วนใหญ่เรียนอยู่ในสังกัดรัฐ

แนวโน้มที่ผ่านมา อาชีวะนี้น่าจะเจอกันหลายๆ สถาบัน ก็คือนักเรียนที่เข้าใหม่ลดลง แต่ที่เราค้นพบคือกลุ่มที่ลดลงเป็น ปวช. ส่วน ปวส. อาจจะยังไม่ลดลงมากขนาดนั้น แต่ในกลุ่มที่ลดก็มีกลุ่มที่เพิ่มเหมือนกัน จะมีบางสาขาวิชาที่ผู้เรียนเข้าเรียนเพิ่มอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่ม ICT (เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) เกษตรกรรมก็เพิ่มเหมือนกันในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนกลุ่มที่ลดลงชัดเจนจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว คหกรรมแล้วก็พาณิชยกรรม”

ทัฬหวิชญ์ ฐิติรัตน์สกุล นักวิจัยด้านการปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงานสัมมนาสาธารณะ หัวข้อ “ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยการยกระดับการศึกษาและกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM)”เมื่อเร็วๆ นี้ ฉายภาพสถานการณ์การศึกษาระดับอาชีวศึกษาในประเทศไทย ซึ่งก็มีทั้งสาขาวิชาที่มีผู้เรียนเพิ่มและลด แต่ในส่วนของพาณิชยกรรม แม้จะลดลงไปบ้าง (ร้อยละ 7) แต่ด้วยจำนวนผู้เรียนที่มากอยู่แล้ว ในภาพรวมจึงไม่ถือว่าลดลงมากนัก

ขณะที่สาขาวิชาที่เพิ่มขึ้น พบว่าอยู่ในกลุ่ม STEM (วิทยาศาสตร์-Science, เทคโนโลยี-Technology , วิศวกรรมศาสตร์-Engineering, คณิตศาสตร์-Mathematics) โดยจากนักศึกษาอาชีวะทั้งหมด พบเรียนอยู่ในสาขาด้าน STEM ร้อยละ 56 และนอกจากสาขาเดิมที่มีอยู่แล้วยังพบการเปิดสาขาใหม่ด้วย เช่น เมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ เริ่มเปิดการเรียนการสอนในปี 2561 จำนวน 64 หลักสูตร เพิ่มเป็นถึง 160 หลักสูตรในปี 2565 ขณะที่สาขาคอมพิวเตอร์ เพิ่มจาก 195 หลักสูตรในปี 2561 เป็น 410 หลักสูตรในปี 2565

เมื่อดูรายได้ พบว่า “งานที่ทำมีผลกับรายได้มากกว่าวุฒิที่จบมา” กล่าวคือ หากจบอาชีวะสาย STEM และได้ทำงานที่เกี่ยวกับ STEM จะมีรายได้มัธยฐานอยู่ที่ 18,000 บาทต่อเดือน รองลงมาคือผู้ที่ไม่ได้จบอาชีวะสาขา STEM แต่ได้ทำงานที่เกี่ยวกับ STEM จะมีรายได้มัธยฐานอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือนในขณะที่ผู้ที่ไม่ได้ทำงานในอาชีพเกี่ยวกับ STEMรายได้เฉลี่ยจะอยู่ที่ 12,000 บาทต่อเดือนไม่ว่าผู้นั้นจะจบอาชีวะสาย STEM หรือไม่ก็ตาม

แต่ในความเป็นจริง “แม้จะจบอาชีวะสาย STEM ก็หางานที่เกี่ยวข้องกับ STEM ทำไม่ง่าย” เมื่อเทียบกับผู้จบ ป.ตรี หรือ ป.โท สาย STEM ที่สามารถหางานสาย STEMทำได้มากกว่า (ปวช. อยู่ที่ร้อยละ 6, ปวส.ร้อยละ 9.14, ป.ตรี ร้อยละ 41 และ ป.โทร้อยละ 51) ทั้งนี้ มี 5 ปัจจัย ที่ต้องปรับปรุงเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาระดับอาชีวศึกษาของไทย ไล่ตั้งแต่ 1.คุณภาพผู้เรียน เช่น ผลสอบ PISA 2022 ที่พบว่า นักศึกษา ปวช. ชั้นปีที่ 1 ของไทย ร้อยละ 85 ไม่สามารถนำความรู้คณิตศาสตร์มาใช้ในชีวิตประจำวันได้ และร้อยละ 70 ไม่สามารถใช้ความรู้วิทยาศาสตร์มาอธิบายปรากฏการณ์ที่คุ้นเคยและไม่ซับซ้อน

“สถานการณ์ถือว่าหนัก แต่ผมไม่ได้บอกว่าผิดที่อาชีวะ นึกภาพว่าเป็นเหมือนน้ำตก ขั้นแรกอาจเป็นกลุ่มเน้นวิทย์ รองลงมาอาจเป็นกลุ่มโรงเรียนสาธิต ซึ่งอาชีวะเป็นกลุ่มที่พื้นฐานค่อนข้างต่ำในการเข้ามาเรียน ผมพูดถึงระยะเวลาที่สอบ (PISA) ช่วงเดือนสิงหาคม คือเพิ่งเปิดเทอม ไม่น่าเกี่ยวกับคุณภาพสถาบันอาชีวะ ทีนี้ด้วยพื้นฐานที่ต่ำ เราควรมองปัญหานี้อย่างไร? ถ้ามุมของ ปวช. ซึ่งส่วนใหญ่คนจบไปไม่ได้รีบหางานทำอยู่แล้ว เขามักจะต่อ ปวส. เพราะในหลักสูตร ปวช. ยังให้น้ำหนักกับวิชาพื้นฐานยังค่อนข้างน้อยอยู่ 17 หน่วยกิต จาก110 หน่วยกิต ซึ่งกลุ่มนี้น่าจะต้องลองพิจารณาดู” ทัฬหวิชญ์ กล่าว

2.หลักสูตร ยังมีความเหลื่อมกันระหว่างการพัฒนาหลักสูตรกับความต้องการของภาคเอกชน ทั้งในแง่ของวิชาที่เรียนและชั่วโมงการฝึกงานซึ่งอาจน้อยกว่าที่ภาคเอกชนคาดหวัง 3.ระบบประกันคุณภาพ แบ่งเป็นระบบประกันภายนอก แม้มีการวัดผลที่อิงกับผลลัพธ์ของผู้เรียนมากขึ้น แต่ผลการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ ต้องการพัฒนาตัวชี้วัดที่ภาคเอกชนให้การยอมรับ ส่วนภาวะการมีงานทำก็ยังเป็นการสำรวจที่ไม่เป็นระบบมากนัก เช่น สำรวจ ณ วันที่สำเร็จการศึกษา แต่ไม่มีระบบการติดตามระยะยาว ส่วนระบบประกันภายใน ยังเน้นเก็บเอกสาร ซึ่งเป็นการสร้างภาระกับสถาบันการศึกษา หรือประเมินว่ามีแผนและทำตามแผนหรือไม่ แต่ไม่ได้ดูคุณภาพที่ออกมาว่าเป็นอย่างไร

4.ครู ในการเรียนการสอนระดับอาชีวศึกษานั้นต้องการ “ครูที่มีประสบการณ์กับภาคเอกชน” ในขณะที่การเรียนสายสามัญ (ม.ปลาย 4-6) ครูจะสอนเป็นรายวิชา (คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ) แต่อาชีวะเป็นการเรียนที่มุ่งไปทางอาชีพ จึงต้องการครูที่มีทักษะที่เกี่ยวกับด้านอาชีพอย่างมาก แต่เมื่อดูกระบวนการผลิตครูอาชีวะ เช่น ผู้ที่เรียนต่อมหาวิทยาลัยในสาขาครุอุตสาหกรรม (ครูช่าง) ก็อาจไม่มีทักษะช่างมากนัก

อาทิ มาจากคนจบ ม.ปลาย หรือแม้มาจากนักศึกษาอาชีวะ จบ ปวช.-ปวส. แต่ก็ยังมีทักษะงานช่างไม่ชำนาญพอ ก็จะมีปัญหาการส่งต่อเมื่อต้องไปเป็นครู และแม้กระทั่งชั่วโมงฝึกงาน ในหลักสูตรครุอุตสาหกรรม ชั่วโมงฝึกงานอยู่ที่เฉลี่ย 324 ชั่วโมง ก็ยังน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับระดับ ปวช. ซึ่งอยู่ที่ 1,242 ชั่วโมง รวมถึงชั่วโมงพัฒนาวิชาชีพที่มีเพียง 75 ชั่วโมงต่อปี อีกทั้งพบบางส่วนไม่ได้ส่งไปอยู่กับสถานการณ์ประกอบการ ดังนั้นเมื่อมาเป็นครูก็จะขาดประสบการณ์

5.ทรัพยากร การเรียนการสอนในระดับอาชีวศึกษา เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก แต่เมื่อดูงบลงทุน 10 ล้านบาทต่อ 1 สถาบันการศึกษาต่อปี และต้องไปจัดสรรกันเองระหว่าง ปวช. กับ ปวช. จึงมีข้อจำกัดในการซื้อครุภัณฑ์ขนาดใหญ่รวมถึงงบลงทุนครุภัณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) อยู่ที่เพียงร้อยละ 4 หรือราว 950-988 ล้านบาท 6.การศึกษาแบบทวิภาคียังขยายตัวได้ช้า ในช่วง 5 ปี ระหว่างปี 2561-2565 มีเพียงระดับ ปวส. ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับในส่วนของนักเรียน ม.ปลาย หรือนักศึกษา ปวช.

“สาเหตุที่อาชีวะทวีภาคีขยายตัวได้ช้าทางคณะวิจัยมองว่าประการแรกคือตัวสถานประกอบการเองอาจยังไม่สามารถจัดระบบอาชีวะทวีภาคีได้มีคุณภาพมากนัก ซึ่งสาเหตุหนึ่งเกิดจากการประกันคุณภาพยังไม่ได้มีระบบที่ดีมากพอ ตำแหน่งฝึกงานก็ยังน้อย ตำแหน่งฝึกงานที่มีคุณภาพสูง ซึ่งหลายๆ ที่ที่รับนักศึกษาฝึกงานไปแล้วก็ให้ไปชงกาแฟอะไรอย่างนี้ อันนี้เป็นเสียงสะท้อนมา

ในทางกลับกัน นักเรียนหรือผู้ปกครองก็อาจไม่อยากส่งผู้เรียนไปเรียนในกลุ่มทวิภาคี อีกอย่างคือเรื่องต้นทุนในการจัดทวิภาคีก็ค่อนข้างสูง เพราะการจับคู่กันระหว่างสถาบันอาชีวะกับสถานประกอบการ อันนี้ต้องเข้ากันแบบ Case-By-Case (เป็นรายกรณี) กันไปเลย อาจจะมีต้นทุนที่สูง” ทัฬหวิชญ์ ระบุ

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา แบ่งเป็น “ระยะสั้น” ได้แก่ 1.ปรับหลักสูตรระดับ ปวช. เพื่อแก้ปัญหาความรู้และทักษะพื้นฐานโดยเน้นวิชาพื้นฐานมากขึ้น เพราะผู้ที่เรียนจบระดับนี้ส่วนใหญ่มักไม่รีบออกไปประกอบอาชีพแต่จะเลือกเรียนต่อมากกว่า จึงไม่จำเป็นต้องรีบฝึกทักษะที่ยึดโยงกับสาขาวิชาหรือสาขางาน แต่วิชาพื้นฐาน (เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ฯลฯ) สำหรับสอนนักศึกษาอาชีวะ ก็ต้องปรับการสอนให้สอดคล้องกับการเรียนในสายนี้ด้วย ซึ่งเท่าที่ทราบ ในปีการศึกษา 2567 น่าจะเริ่มปรับแล้ว จึงถือเป็นสัญญาณที่ดี

2.ระบบประกันคุณภาพของสถาบันอาชีวศึกษา ปัจจุบันให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของผู้เรียนมากขึ้น ที่ควรทำต่อไปคือพัฒนาตัวชี้วัดมาตรฐานวิชาชีพโดยให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมมากขึ้น และระบบติดตามการมีงานทำของผู้เรียนควรเป็นระบบติดตามได้ในระยะยาวมากขึ้น เช่น นอกจากจะดูว่าจบแล้วมีงานทำหรือไม่ ที่ควรดูต่อไปคือได้ทำงานตรงกับสาขาวิชาที่จบไปหรือเปล่า มีรายได้เป็นอย่างไร (อาทิ เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลภาษี ว่ามีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีเงินได้หรือไม่)

และ 3.เพิ่มการลงทุนในครุภัณฑ์ ควรคำนวณเรื่องการเสื่อมราคาในอนาคต เพื่อจัดสรรงบประมาณได้เหมาะสมมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องกำหนดจำนวนเงินไว้ตายตัว โดยมีตัวอย่างจากเกณฑ์ของ ITE สิงคโปร์ จะต้องใช้งบประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาให้ครุภัณฑ์มีคุณภาพ (ลงทุนปรับปรุงอุปกรณ์ครุภัณฑ์ให้มีความทันสมัยปีละ 6,700 ล้านบาท เป็นเวลา 5 ปี, งบค่าซ่อมบํารุง/ปลดระวางครุภัณฑ์ปีละ 5,300 ล้านบาท และงบวัสดุฝึกปีละ 8,300 ล้านบาท)

ส่วน “ระยะยาว” ประกอบด้วย 1.ตั้งสถาบันวิชาชีพครูเพื่อแก้ปัญหาทักษะครูรวมถึงปัญหาหลักสูตรที่ไม่สอดคล้องกับงาน ซึ่งปัญหาในปัจจุบัน การออกใบประกอบวิชาชีพและกำหนดมาตรฐานวิชาชีพไม่ได้แยกออกมาเป็นครูอาชีวะโดยเฉพาะ ยังรวมกับครูที่สอนในสายสามัญทั่วไป เพื่อดูว่าทักษะใดบ้างที่คนเป็นครูอาชีวะควรมี เพื่อนำมาวางแผนการผลิตครูต่อไป โดยมีผู้เชี่ยวชาญสาขาอาชีพร่วมเป็นคณะทำงาน

และ 2.จัดตั้งกองทุนพัฒนาอาชีวศึกษาทวิภาคี ด้วยการจัดตั้งกองทุนทวิภาคี เพื่อลดต้นทุนจัดการศึกษาและเพิ่มคุณภาพ โดยระดมทรัพยากรจากภาคเอกชน โดยเก็บทุกคนเท่ากัน พร้อมกับภาครัฐสมทบทุนในอัตราเท่ากันสำหรับใช้เป็นทุนตั้งต้น ซึ่งกองทุนนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ดูว่าสถานประกอบการใดต้องการรับนักศึกษาฝึกงาน และนักศึกษาคนใดต้องการฝึกงาน แทนที่จะให้สถาบันการศึกษากับสถานประกอบการต้องไปทำข้อตกลง (MOU) กันเอง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ!!!

สพฐ.มั่นใจ‘เปิดเทอม’นี้ เด็กมีที่เรียนครบทุกคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796424

สพฐ.มั่นใจ‘เปิดเทอม’นี้ เด็กมีที่เรียนครบทุกคน

สพฐ.มั่นใจ‘เปิดเทอม’นี้ เด็กมีที่เรียนครบทุกคน

วันอาทิตย์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2567, 13.15 น.

สพฐ.มั่นใจ‘เปิดเทอม’นี้ เด็กมีที่เรียนครบทุกคน

31 มีนาคม 2567 นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองโฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองโฆษก สพฐ.) เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ในการติดตามความคืบหน้าการรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ได้ดำเนินการรับสมัคร สอบและคัดเลือกนักเรียนในระดับชั้นต่างๆ ในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม ของทุกปี และในปี 2567 นี้ ปรากฏว่ามีผู้ปกครองจำนวนมากแสดงความกังวลว่าบุตรหลานจะไม่มีที่เรียน จากการสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อชั้น ม.1 และ ม.4 ที่ผ่านมา นั้น

นางภัทริยาวรรณ กล่าวว่า เลขาธิการ กพฐ. เข้าใจความกังวลใจของผู้ปกครอง และไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงได้สั่งการให้จัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน สพฐ.” ณ อาคาร สพฐ. 5 ชั้น 8 หมายเลขโทรศัพท์  02 288 5839 และมอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต จัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2567” เพื่อให้การช่วยเหลือ ประสานงาน และจัดหาที่เรียนให้แก่นักเรียนทุกคน โดยผู้ปกครองและนักเรียนสามารถยื่นความจำนงได้ ด้วยการลงทะเบียนขอรับจัดสรรที่เรียน ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาทุกเขต หรือลงทะเบียนขอรับจัดสรรที่เรียนผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์ของ สพม. ทุกเขต ตั้งแต่วันที่ทราบประกาศผลการสอบคัดเลือก จนถึงวันที่ 2 เมษายน 2567 และนักเรียนทุกคนจะต้องมีที่เรียนในโรงเรียนที่ยังมีที่ว่าง สามารถรองรับนักเรียนได้ ภายในวันที่ 5 เมษายน 2567 และให้โรงเรียนรับมอบตัว ในวันที่ 6 เมษายน 2567 ตามปฏิทินการรับนักเรียนที่กำหนด

สำหรับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีโรงเรียนที่ยังสามารถรองรับนักเรียนเข้าเรียนต่อในชั้น ม.1 และ ม.4 ได้ รวมทั้งสิ้น 72 โรงเรียน รวมที่ว่าง 10,269 ที่นั่ง แบ่งเป็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 มีโรงเรียนที่สามารถรองรับได้ 45 โรงเรียน สำหรับชั้น ม.1 มีที่ว่าง 3,143 ที่นั่ง และชั้น ม.4 มีที่ว่าง 2,565 ที่นั่ง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 มีโรงเรียนที่สามารถรองรับได้ สำหรับชั้น ม.1 จำนวน 25 โรงเรียน มีที่ว่าง 2,484 ที่นั่ง และชั้น ม.4 จำนวน 21 โรงเรียน มีที่ว่าง 2,077 ที่นั่ง ส่วนในจังหวัดอื่นๆ นั้น สามารถสอบถามไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาทุกเขต เพื่อทราบข้อมูลโรงเรียนและจำนวนที่ว่าง และแจ้งความจำนงขอรับจัดสรรที่เรียน เพื่อให้ สพม. ดำเนินการจัดสรรที่เรียนให้กับนักเรียนทุกคนต่อไป

“สพฐ. ได้เน้นย้ำกำชับให้ทุกเขตพื้นที่กำกับดูแลกระบวนการคัดเลือกนักเรียนให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม ตามข้อห่วงใยของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. ที่ต้องการให้การสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในชั้น ม.1 และ ม.4 มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ รวมถึงการจัดหาที่เรียนให้กับนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ที่ยังไม่มีที่เรียนด้วย จึงขอให้ผู้ปกครองคลายความกังวลใจ และเชื่อมั่นว่า สพฐ. จะดำเนินการจัดหาที่เรียนให้บุตรหลานของท่านได้ ให้เด็กมีที่เรียนครบทุกคน ครบถ้วนทุกพื้นที่ก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2567 ที่จะถึงนี้” รองโฆษก สพฐ. กล่าว

พม. เตรียมจัดกิจกรรมรณรงค์‘สงกรานต์ ปลอดภัย สังคมไทย เคารพสิทธิ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796406

พม. เตรียมจัดกิจกรรมรณรงค์‘สงกรานต์ ปลอดภัย สังคมไทย เคารพสิทธิ’

พม. เตรียมจัดกิจกรรมรณรงค์‘สงกรานต์ ปลอดภัย สังคมไทย เคารพสิทธิ’

วันอาทิตย์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2567, 10.30 น.

พม. เตรียมจัดกิจกรรมรณรงค์‘สงกรานต์ ปลอดภัย สังคมไทย เคารพสิทธิ’

31 มีนาคม 2567 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกองส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เตรียมจัดกิจกรรมรณรงค์สงกรานต์ ประจำปี 2567 ภายใต้ชื่อ “สงกรานต์ปลอดภัย สังคมไทยเคารพสิทธิ”

กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเนื่องจากปัจจุบันเทศกาลสงกรานต์ของไทยได้เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคม เป็นเทศกาลที่เน้นความสนุกสนานของประชาชนทุกเพศทุกวัย และส่วนใหญ่ในช่วงเทศกาลมักจะมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้ โดยที่ผ่านมายังคงปรากฏให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะปัญหาที่สำคัญ เช่น อุบัติเหตุทางถนน การทะเลาะวิวาท ปัญหาความรุนแรงทางเพศหรือการคุกคามทางเพศ ส่งผลกระทบให้เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน และวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของสังคม

ทั้งนี้ ข้อมูลจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เมื่อปี 2565 โดยสำรวจความเห็นประชาชนในกรุงเทพฯ ปริมณฑล 1,725 คน ระหว่างวันที่ 24-30 มีนาคม 2565 เกี่ยวกับวันสงกรานต์ พบว่า ร้อยละ 96.5  เคยหรือมีคนรู้จักถูกปะแป้ง ร้อยละ 87.9 ถูกแซว/ผิวปากหรือใช้สายตาจ้องมอง ทำให้อึดอัด ร้อยละ 84.9 เกิดอุบัติเหตุ ร้อยละ 84.2 ถูกก่อกวนจากคนเมาหรือถูกบังคับให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ ร้อยละ 73.8 คือ การทะเลาะกันในครอบครัว อีกทั้งความเห็นของประชาชนในหัวข้อ “สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น” คือการลวนลามทางเพศ ร้อยละ 35.5 อุบัติเหตุ ร้อยละ 22.5 รวมถึง การมึนเมาขาดสติ การทะเลาะวิวาท การไม่เคารพสิทธิคนอื่น

ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงต้องตระหนักและให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้เทศกาลสงกรานต์เป็นเทศกาลที่มีความปลอดภัย ปลอดการคุกคามทางเพศ ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การเล่นน้ำอยู่ ในกรอบของการเคารพในเนื้อตัวร่างกาย ให้เกียรติกัน ไม่ฉวยโอกาสลวนลาม คุกคามทางเพศ เป็นเทศกาลที่สื่อถึงประเพณีวัฒนธรรมที่ดีของสังคมไทย

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะแถลงข่าวกิจกรรมดังกล่าว พร้อมปล่อยขบวนสามล้อประชาสัมพันธ์การรณรงค์ และมีกิจกรรมต่าง ๆ อีกมากมาย ในวันพุธที่ 3 เมษายน 2567 ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 2 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สามารถรับชมถ่ายทอดสดผ่าน FB : กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป

‘คุรุสภา’ชูประกาศรับรองปริญญาฉบับใหม่เน้นคุณภาพ-มาตรฐานการผลิตครู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796385

'คุรุสภา'ชูประกาศรับรองปริญญาฉบับใหม่เน้นคุณภาพ-มาตรฐานการผลิตครู

‘คุรุสภา’ชูประกาศรับรองปริญญาฉบับใหม่เน้นคุณภาพ-มาตรฐานการผลิตครู

วันเสาร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2567, 22.18 น.

บอร์ดคุรุสภา ชูประกาศ ”การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ตามมาตรฐานวิชาชีพเพื่อการประกอบวิชาชีพ ปี 67 ” เน้นกระบวนการผลิตครูคุณภาพ : ต้นน้ำของระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและมาตรฐาน

30 มี.ค.67 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมาได้มีประกาศคุรุสภา เรื่อง การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ตามมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อการประกอบวิชาชีพ พ.ศ.2567 ในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นการปฏิรูปการผลิตครูและปรับโฉมกระบวนการผลิตครู โดยประกาศฉบับใหม่นี้มีหลักเกณฑ์การพิจารณา วิธีการ และเงื่อนไขการรับรองปริญญาที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพมาตรฐานการของสถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตครู และบุคลากรทางการศึกษาของประเทศไทย ทั้งหลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกทางการศึกษา รวมถึงประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู หรือ ที่เรียกชื่ออย่างอื่น

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า  ในการขอรับรองปริญญาหรือประกาศนียบัตรจากคุรุสภา สถาบันอุดมศึกษาต้องกำหนดแผนการผลิตครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการศักยภาพความพร้อมและความเชี่ยวชาญของแต่ละสถาบัน รวมถึงจัดทำแผนการผลิต ในรอบระยะเวลา 5 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2567 เป็นต้นไป สถาบันจะต้องวิเคราะห์ความพร้อมศักยภาพและจัดทำแผนการผลิตทุกระดับการศึกษาในสาขาวิชาต่างๆ ทั้งปริมาณและคุณภาพ โดย 1 สถาบัน 1 แผนรวม หากมีการผลิตนอกเหนือจากแผนที่เสนอมา คุรุสภาจะไม่รับรอง และในระหว่าง 5 ปี สถาบันอุดมศึกษาสามารถปรับแผนได้ 1 ครั้ง ซึ่งการขอรับรองหลักสูตร สถาบันต้องส่งเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องก่อนเปิดรับนักศึกษาไม่น้อยกว่า 60 วัน สำหรับหลักสูตรที่จะขอรับรองและเปิดสอนในปีการศึกษา 2569 จะต้องส่งเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ก่อนเปิดรับนักศึกษาไม่น้อยกว่า 180 วัน ซึ่งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจะดำเนินการรับรองฯ ให้แล้วเสร็จก่อนที่สถาบันจะเปิดรับนักศึกษา และการรับนักศึกษาต้องไม่เกินแผนการผลิตที่สภาสถาบันอนุมัติ ทั้งนี้ ใน 1 ห้องเรียนรับนักศึกษาไม่เกิน 30 คน ซึ่งอาจจะรับได้มากกว่า 1 ห้องเรียน ขึ้นอยู่กับศักยภาพของสถาบันที่เป็นไปตามเกณฑ์ของสาขาวิชา และสามารถรับเกินจำนวนที่กำหนดไว้ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของแผนการรับนักศึกษาเท่านั้น

ประกาศฉบับนี้ได้กำหนดคุณสมบัติของอาจารย์ ต้องประกอบด้วย 1.) อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรและอาจารย์ประจำหลักสูตร ที่มีคุณสมบัติสอดคล้องตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา และมีคุณวุฒิด้านการศึกษาในระดับที่สูงกว่าระดับปริญญาของหลักสูตรที่รับผิดชอบหรือประจำหลักสูตร และเป็นคุณวุฒิด้านการศึกษาตรงกับสาขาวิชา หรือมีคุณวุฒิด้านการศึกษาสัมพันธ์กับสาขาวิชา และมีผลงานด้านการศึกษา ในสาขาวิชาที่รับผิดชอบตามเกณฑ์ของ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และต้องทำหน้าที่เป็นผู้บริหารหลักสูตร 2) อาจารย์ผู้สอนรายวิชาชีพครู และรายวิชาชีพบริหารการศึกษา มีคุณวุฒิ หรือประสบการณ์สอดคล้องกับรายวิชาชีพครู หรือรายวิชาชีพบริหารการศึกษา ที่รับผิดชอบจัดการเรียนการสอน และ 3) อาจารย์นิเทศก์ มีคุณวุฒิทางวิชาชีพครู วิชาชีพบริหารการศึกษา และสมรรถนะในการนิเทศการปฏิบัติการสอน การปฏิบัติการบริหารสถานศึกษาและบริหารการศึกษา กรณีอาจารย์นิเทศก์ที่ไม่มีคุณวุฒิการศึกษา ต้องผ่านกระบวนการพัฒนาสมรรถนะจากหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะด้านการศึกษาที่คุรุสภารับรอง สำหรับอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร อาจารย์ผู้สอน ต้องมีคุณสมบัติเป็นอาจารย์คุณภาพ 2 ตามประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่องแนวทางการพัฒนาคุณภาพอาจารย์เพื่อส่งเสริมการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ตามาตรฐานคุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2566 ลงวันที่ 25 พ.ค. 2566 รวมทั้งครูพี่เลี้ยงที่มีคุณวุฒิและประสบการณ์ตรงกับรายวิชาที่ปฏิบัติการสอน โดยสัดส่วนครูพี่เลี้ยงต่อนักศึกษาไม่เกิน 1: 3 และอาจารย์นิเทศ 1 : 10 โดยนับรวมทุกหลักสูตรที่ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาในภาคเรียนนั้นๆ และสถาบันจะต้องออกแบบให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานครูและการสอนในสถานศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ต่อเนื่องจนสำเร็จการศึกษา

ผศ.ดร.อมลวรรณ  กล่าวอีกว่า การพัฒนาผู้เรียน ต้องมีกระบวนการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาให้กับนักศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดหลักสูตร มีกิจกรรมเสริมความเป็นครู โดยสถาบันต้องจัดให้นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดหลักสูตร ได้แก่ 1) กิจกรรมสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นพลเมืองดีในด้านการรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2) กิจกรรมส่งเสริมจรรยาบรรณของวิชาชีพ (E-PLC) ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 3) กิจกรรมส่งเสริมทักษะชีวิต การเป็นอยู่อย่างพอเพียง และการรู้เท่าทันทางการเงิน 4) กิจกรรมจิตอาสา จิตสาธารณะ หรือการบำเพ็ญประโยชน์แก่ชุมชนและสังคม 5) กิจกรรมเสริมทักษะการสื่อสารภาษาไทยและภาษาอังกฤษสำหรับครู และ 6) กิจกรรมลูกเสือ ซึ่งอาจเป็นรายวิชาหรือกิจกรรมฝึกอบรมตามหลักสูตรของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังการรับรองไปแล้ว สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จะส่งคณะอนุกรรมการติดตามผลการรับรองโดยการประเมินเชิงประจักษ์ เพื่อให้สถาบันดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด อย่างน้อย 1 ครั้ง ซึ่งกรณีที่สถาบันจัดหลักสูตรไม่เป็นไปตามเกณฑ์การรับรอง จะต้องดำเนินการปรับปรุงให้เป็นไปตามเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากปรับแก้ไขแล้วเป็นไปตามเกณฑ์การรับรอง คุรุสภาจะยืนยันการรับรอง แต่หากปรับแก้ไขแล้วยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์การรับรอง คุรุสภาจะพัก
การรับรองหรือยุติการรับรองแล้วแต่กรณี ซึ่งการปรับโฉมกระบวนการผลิตครูครั้งนี้ จะสร้างความมั่นใจในมาตรฐานการผลิตครู บัณฑิตที่จบมามีคุณภาพ และส่งผลต่อผู้เรียนที่จะมีคุณภาพมากขึ้น ตนขอให้สถาบันอุดมศึกษาตระหนักและให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ ครูของครูใส่ใจกับลูกศิษย์ มีสมรรถนะการอบรมบ่มเพาะนักศึกษาให้เป็นครูดีสอนดี ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข ต่อไป ทั้งนี้ สามารถอ่านรายละเอียดได้ในประกาศคุรุสภา เรื่องการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ตามาตรฐานวิชาชีพเพื่อการประกอบวิชาชีพ พ.ศ. 2567 ที่ประกาศในราชกิจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2567.

‘ร.อ.ธรรมนัส’ประธานอุปสมบทหมู่77 รูป เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาก.เกษตรฯ ครบรอบ 132 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796353

'ร.อ.ธรรมนัส'ประธานอุปสมบทหมู่77 รูป  เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาก.เกษตรฯ ครบรอบ 132 ปี

‘ร.อ.ธรรมนัส’ประธานอุปสมบทหมู่77 รูป เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาก.เกษตรฯ ครบรอบ 132 ปี

วันเสาร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2567, 18.05 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่ 77 รูป เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบรอบ 132 ปี 

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบรอบ 132 ปี จำนวน 77 รูป ระหว่างวันที่ 30 – 31 มีนาคม 2567 โดยมีนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และประชาชน เข้าร่วม ณ วัดเทพสรธรรมาราม ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี  

ทั้งนี้ ในวันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2567 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดจัดงานวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบรอบ 132 ปี โดยในช่วงเช้า ประกอบพิธีทางศาสนา ได้แก่ พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง พิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพิธีสงฆ์ ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในช่วงบ่าย งานสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “การพัฒนาภาคเกษตรไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานสู่เวทีระดับโลก” โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

-009

ตอบโจทย์เศรษฐกิจ! สอศ.จับมือจีน โชว์หลักสูตรอินเตอร์ นำร่อง 19 สาขาทันสมัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796237

ตอบโจทย์เศรษฐกิจ! สอศ.จับมือจีน โชว์หลักสูตรอินเตอร์ นำร่อง 19 สาขาทันสมัย

ตอบโจทย์เศรษฐกิจ! สอศ.จับมือจีน โชว์หลักสูตรอินเตอร์ นำร่อง 19 สาขาทันสมัย

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2567, 22.00 น.

สอศ.จับมือจีน โชว์หลักสูตรอินเตอร์ นำร่อง 19 สาขาทันสมัย ตอบโจทย์เศรษฐกิจจีน-ไทย ยกระดับอาชีวะสู่สากล

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2567 ณ โรงแรม Lotus Pond Grand Hotel เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการการดำเนินงานครั้งที่ 3 โครงการความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาจีน-ไทย 210 สาขา สัมมนาวิชาการแลกเปลี่ยนและความร่วมมืออาชีวศึกษาจีน-ไทย ในนามตัวแทนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศไทย โดยมีนายเหลียว เหลียนจง ประธานสาขาหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง สมาคมการศึกษาระดับอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวสุนทรพจน์ ผ่านวิดีโอ ผู้บริหารกรมการศึกษา มณฑลหูเป่ย ผู้บริหารกรมการเคหะและการพัฒนาเมือง-ชนบท มณฑลหูเป่ย นายหลี จิ้งซง ประธานบริษัท การศึกษานานาชาติถังฟง กรุ๊ป และนายเฉิง เฉาเซิง เลขาธิการคณะกรรมการพรรคของวิทยาลัยอาชีวศึกษาการก่อสร้างเมืองหูเป่ย ร่วมกล่าวสุนทรพจน์  และผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษา ภาคกลาง 3 ผู้บริหารส่วนกลาง สถานศึกษาในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสถาบันการอาชีวศึกษา นำร่อง จำนวน 19 แห่ง และสถานศึกษาอาชีวศึกษาในสาธารณรัฐประชาชนจีน กว่า 60 แห่งเข้าร่วม

เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมงานประชุมเชิงปฏิบัติการการดำเนินงานครั้งที่ 3 โครงการความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาจีน-ไทย 210 สาขา ซึ่งการประชุมครั้งนี้ เป็นการสัมมนาทางวิชาการด้านอาชีวศึกษาระหว่างจีนและไทย เป็นการทำงานร่วมกันแบบครบทุกมิติครั้งแรกของโลก โดยมีผู้บริหารและคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั้งสองประเทศ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งกันและกันในการพัฒนาและวางรากฐานที่มั่นคงให้กับการศึกษาด้านอาชีวศึกษาในอนาคตระหว่างวิทยาลัยจีนและไทยอย่างเป็นระบบ ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและสื่อดิจิทัล ด้านภาษา +อาชีพ ร่วมกันจัดตั้งศูนย์ทรัพยากร และร่วมกันจัดการศึกษาทวิวุฒิไทย-จีน โดยในระยะที่ 1 ได้มีการหารือและตกลงร่วมกันระหว่างสองหน่วยงานในการจัดทำหลักสูตรเรียนร่วมทวิวุฒิ ไทย – จีน นำร่อง จำนวน 19 สาขาวิชา (18 วิชาชีพ +1 วิชาพื้นฐาน) และจัดประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง ที่ประเทศไทย

รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปว่า จากนโยบายรัฐบาล ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับงานในโครงการดังกล่าวนี้ กระทรวงศึกษาธิการ โดยพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายร่วมกันยกระดับคุณภาพการศึกษา “เรียนดี มีความสุข” ภายใต้แนวทางการทำงาน “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” สู่การขับเคลื่อนนโยบาย สอศ. นำโดย นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในการส่งเสริมการเรียนรู้อาชีวศึกษาทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime), พัฒนาทักษะวิชาชีพเพื่อลดภาระของผู้เรียน และผู้ปกครอง (Skill Certificate), ยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง, พัฒนาระบบการเทียบระดับการศึกษาและคลังหน่วยกิตอาชีวศึกษา (Credit Bank), พัฒนาทักษะทางภาษาเพื่อการศึกษา และทำงาน (Language Skills) เป็นต้น สู่ความร่วมมือไตรภาคีเพื่อยกระดับการอาชีวศึกษาไทย-จีน ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยสถานศึกษาและสถาบันการอาชีวศึกษาไทย สถาบันอาชีวศึกษาสาธารณรัฐประชาชนจีน และบริษัท Tang International Education and Technology Ltd. ด้วยการเชื่อมต่อภาคประกอบการของทั้งสองประเทศ เข้าไว้ด้วยกัน และเกิดเป็นภาพความสำเร็จร่วมกันจากความร่วมมือ ที่จะเกิดขึ้น เมื่อมองผ่าน “ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง” (Theory of Change) ซึ่งเป็นเหมือนเข็มทิศ ทำให้โครงการ ของเรามีความชัดเจนในสิ่งที่จะทำมากขึ้น

รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการประชุม ฯ จัดให้มีพิธีลงนามความร่วมมือ 3 โครงการ ดังนี้ โครงการ CCTE โครงการความร่วมมือศูนย์สร้างมาตรฐานและทรัพยากรจีน-ไทย และโครงการความร่วมมือศูนย์ฝึกอบรมครูจีน-ไทย การประกาศและแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญสำหรับคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญความร่วมมือจีน-ไทย พิธิเปิดตัวความร่วมมือกลุ่มการรวมอุตสาหกรรมและการศึกษาคุณภาพอัจฉริยะสีเขียวจีน-ไทย พิธีมอบหนังสือเชิญทำหน้าที่โครงการ พิธีมอบหนังสือแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญจีน-ไทย พิธีประกาศกรอบมาตรฐานวิชาชีพ ระยะที่ 1 “โครงการ 210 สาขา” จำนวน 19 สาขา พิธีเปิดป้ายโครงการและเปิดตัวเว็บไซต์  (http://project210.tangce.net/views/home.html)

“โดย สอศ. มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและดำเนินโครงการความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาจีน-ไทย ให้มีคุณภาพ เป็นสากลมากขึ้น โดยหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมทำงานร่วมกันได้ในอนาคต ปลูกฝังนักเรียนและครูให้มีความรู้ความเข้าใจ ในวัฒนธรรม ภาษา ตลอดจนทักษะและสมรรถนะทางวิชาชีพ ให้เกิดเป็นผลสำเร็จอย่างสมบูรณ์ พร้อมผลิตและพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง ตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจของสองประเทศ ด้วยมิตรภาพระหว่างจีนและไทย ซึ่งจะคงอยู่ตลอดไป” รองเลขาธิการ กล่าว

สกร.จัดสัปดาห์ส่งเสริมการอ่านเฉลิมพระเกียรติกรมสมเด็จพระเทพฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796243

สกร.จัดสัปดาห์ส่งเสริมการอ่านเฉลิมพระเกียรติกรมสมเด็จพระเทพฯ

สกร.จัดสัปดาห์ส่งเสริมการอ่านเฉลิมพระเกียรติกรมสมเด็จพระเทพฯ

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2567, 21.50 น.

2 – 9 เมษายนนี้ สกร.จัดสัปดาห์ส่งเสริมการอ่านเฉลิมพระเกียรติกรมสมเด็จพระเทพฯ เนื่องในโอกาสคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน พร้อมพัฒนาห้องสมุดทุกแห่งให้เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ทุกช่วงวัยเพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดึงดูดคนทุกช่วงวัยเข้าใช้บริการ

29 มี.ค.67 นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ  สยามบรมราชกุมารี 2 เมษายน  ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ประกาศให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปี เป็น “วันรักการอ่าน” ด้วยนั้น เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้สั่งการให้ห้องสมุด ทั้งห้องสมุดประชาชนในระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี ทั่วประเทศ จัดสัปดาห์ส่งเสริมการอ่าน ระหว่างวันที่ 2 – 9 เมษายน 2567 โดยทุกแห่งมีกิจกรรมและนิทรรศการ ดังนี้ 1. กิจกรรมส่งเสริมพื้นที่น่าอ่าน ปรับปรุงภูมิทัศน์ให้เหมาะสม สวยงาม  2. กิจกรรมส่งเสริมการอ่านผ่านการเล่า Book Talk 3. กิจกรรมส่งเสริมการอ่านผ่านประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาท้องถิ่น Teling Story เช่น อ่านนิทานพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 4. กิจกรรมอ่านทุกที่ ห้องสมุดเคลื่อนที่ Read around You อยู่ตรงไหนก็อ่านได้ และ 5. รับสมัครอาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน เพื่อร่วมเป็นวิทยากรและจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านต่างๆในห้องสมุด

อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวด้วยว่า สกร.ได้จัดกิจกรรม“วันรักการอ่าน” มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ สกร.กำลังออกแบบสอบถาม โดยจะสำรวจ ว่า คนไทยอ่านหนังสือวันละกี่หน้า กี่บรรทัด และจะพัฒนาห้องสมุดทุกแห่งให้เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ทุกช่วงวัย เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยผ่านกิจกรรม “เรียน เล่น เต้น รำ” ไม่ใช่อ่านหนังสืออย่างเดียว ใครอยากเรียนรู้ อยากทำกิจกรรมอะไรก็ให้มาที่ห้องสมุด เช่น วัยเด็ก อยากเรียนรู้เรื่องเกม อยากเล่นเกม ก็ให้มีมุมเล่นเกม ,วัยทำงาน อยากเรียนอาชีพ ก็มีมุมอาชีพให้เรียน , ผู้สูงอายุอยากรำ อยากออกกำลังกายก็มีกิจกรรมนั้นๆ ให้ได้ทำ ได้เรียนรู้ตามความสนใจของตนเอง เพื่อเป็นสื่อดึงดูดให้คนทุกช่วงวัยอยากมาห้องสมุด รักห้องสมุดและรักการอ่าน.  

เปิดสั่งจอง!!! เข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/796220

เปิดสั่งจอง!!! เข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'

เปิดสั่งจอง!!! เข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2567, 19.25 น.

เปิดสั่งจอง!!! เข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ ได้มีมติเห็นชอบให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานเดียวที่ดำเนินการจัดทำเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ สำหรับจำหน่ายให้แก่ประชาชนเพื่อใช้ประดับ และเก็บไว้เป็นที่ระลึก ในราคาเข็มละ 300 บาท โดยนำเงินรายได้ภายหลังหักค่าใช้จ่าย เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย ซึ่งเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ ได้จัดทำโดยช่างฝีมือผู้มีความชำนาญ จัดทำด้วยความประณีต ละเอียดอ่อน สวยงาม สมพระเกียรติ และมีคุณค่า เหมาะสำหรับเก็บไว้เป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสอันเป็นมหามงคลนี้

ทั้งนี้ สามารถสั่งจองได้ที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2567 เป็นต้นไป โดยจองผ่านเว็บไซต์ Thailandpostmart.com หรือที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ ซึ่งผู้สั่งจองจะได้รับเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ ประมาณเดือนมิถุนายน 2567 ตามลำดับของการสั่งจอง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสั่งจองเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ ได้ที่ Call Center โทร. 1111