‘ยศชนัน-ประเสริฐ’เดินหน้าปรับใหญ่ ‘ท้องฟ้าจำลอง’ไม่ใช่แค่ที่ดูดาวสำหรับเด็ก

'ยศชนัน-ประเสริฐ'เดินหน้าปรับใหญ่ 'ท้องฟ้าจำลอง'ไม่ใช่แค่ที่ดูดาวสำหรับเด็ก

‘ยศชนัน-ประเสริฐ’เดินหน้าปรับใหญ่ ‘ท้องฟ้าจำลอง’ไม่ใช่แค่ที่ดูดาวสำหรับเด็ก

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.58 น.

“ยศชนัน-ประเสริฐ”เดินหน้าปรับใหญ่ “ท้องฟ้าจำลอง”ไม่ใช่แค่ที่ดูดาวสำหรับเด็ก ปรับเป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้ทุกช่วงวัย

18 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Kick off “From Museum to Lifelong Learning Ecosystem Center” ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกศธ.,นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ., นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) รวมทั้งผู้บริหารองค์กรหลักและองค์กรในกำกับ ศธ. และเครือข่ายการเรียนรู้จากหลากหลายภาคส่วนร่วมในพิธีเปิด

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีเป็นสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้น ขอชื่นชมรมว.ศธ. และรมช.ศธ. รวมถึงทีมงาน การก้าวผ่านกรอบแนวคิดเดิมของ “พิพิธภัณฑ์” ไปสู่การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Ecosystem) ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ โดยมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ (Outcome-based) ว่าผู้เรียนที่จบออกมาจะมีศักยภาพและทิศทางอย่างไร ซึ่งการขับเคลื่อนตรงนี้ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของหลายภาคส่วน ตนเชื่อว่าท้องฟ้าจำลองเป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยเกินครึ่งหนึ่งของคนทั้งประเทศ จึงอยากเปลี่ยนนิยามของท้องฟ้าจำลองว่าเป็นพื้นที่การศึกษาที่ดีสำหรับสร้างความหวังให้กับทุกคนเห็นว่าความฝันนั้นเป็นจริงได้เพื่อเป็นแรงผลักดันให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ได้

“ปัจจุบันบริบและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราเรียนอาจจะไม่มีความหมายเลยก็ได้ แรงบันดาลใจจึงไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสำหรับเด็กอย่างเดียว ทำให้เราต้องเปลี่ยนนิยามของท้องฟ้าจำลองใหม่ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงพื้นที่สำหรับเด็กเท่านั้น แต่ต้องเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับพี่น้องแรงงาน ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ที่สูญเสียงาน ให้สามารถเข้ามาค้นหาแรงบันดาลใจ เพื่อเริ่มต้นชีวิตหรืออาชีพใหม่ได้ในทุกช่วงวัย และด้วยประชากรที่มีเป็นจำนวนมาก พื้นที่ท้องฟ้าจำลองแห่งเดียงคงไม่เพียงพอที่จะเป็นปัจจัยความสำเร็จในการขับเคลื่อน Lifelong Learning Ecosystemได้ จึงต้องเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เช่น อุทยานการเรียนรู้ (TK Park) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ห้องสมุดโรงเรียน และศูนย์การเรียนรู้ของภาคเอกชน เข้ามาเป็นเครือข่ายเพื่อกระจายโอกาสการเรียนรู้ให้ครอบคลุมไปทั่วประเทศ“ รองนายฯ และ รมว.อว.กล่าว

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันการเรียนรู้ในแต่ละอาชีพมีความหลากหลายมาก จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของ สกร.ในการแยกย่อยแก่นความรู้ที่หลากหลายในแต่ละสายอาชีพ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนให้กับคนทุกช่วงวัยได้นำองค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริงได้ โดย สกร.สามารถเชื่อมโยงเรื่องนี้ไปสู่การศึกษาทุกระดับ ทั้งอาชีวศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐาน กทม.และสถาบันอุดมศึกษา เชื่อมโยงในเรื่องของอุตสาหกรรม พลังงาน เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น การเรียนรู้ของแต่ละคนและของแต่ละพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสและสร้างความเท่าเทียมให้กับเด็กในพื้นที่ห่างไกลและเป็นความหวังให้กับทุกคนได้

ด้าน นายประเสริฐ กล่าวรายงาน ว่า กระทรวงศึกษาธิการ มีแนวนโยบายยกระดับบทบาทศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) เป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ โครงการพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้สู่ระบบนิเวศแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ

ท้องฟ้าจําลองกรุงเทพ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2507 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรด้วยพระราชประสงค์ที่จะเปิดโลกวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ให้กับเยาวชนไทย มาวันนี้ผ่านมากว่า 60 ปี สถานที่แห่งนี้ยังคงฝังอยู่ในความทรงจําของคนหลายรุ่น เชื่อว่าหลายคนเคยมาที่นี่ ตอนเป็นเด็กได้เงยหน้ามองดาวบนโดมอันยิ่งใหญ่ และรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล นั่นคือพลังของสถานที่แห่งการเรียนรู้ที่ดี และสามารถจุดประกายความฝันของหลายๆคนได้ ซึ่งโลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว “พิพิธภัณฑ์” ในความหมายเดิมไม่อาจตอบโจทย์การเรียนรู้ของคนยุคนี้ได้อีกต่อไป เราต้องพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์ให้เป็นพื้นที่ที่คนอยากมา รู้ว่าที่นี่สนุก ได้ความรู้ได้เปิดโลกเปิดประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากหน้าจอ ให้กลายเป็น Learning Landmark สําหรับการเรียนรู้ที่มีชีวิต

กระทรวงศึกษาธิการ กําหนดให้ท้องฟ้าจําลองกรุงเทพ เป็นศูนย์กลางต้นแบบระดับประเทศ เชื่อมโยงศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 20 แห่งทั่วประเทศ พร้อมขยายเครือข่ายไปสู่สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ “ทุกที่ ทุกเวลา และตลอดช่วงชีวิต” โดยนําเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ AI, Virtual Reality, Augmented Reality, Metaverse และ Immersive Learning มาผสานเข้ากับวิทยาศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และนวัตกรรม สร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาทักษะแห่งอนาคต สําหรับเด็ก เยาวชน และประชาชนทุกช่วงวัย

“นี่คือหนึ่งในช่องทางการลดความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาที่เป็นรูปธรรมที่สุด และเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ “All for Education” ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เชื่อว่าโอกาสในการเรียนรู้และการค้นพบตัวเอง ต้องเป็นสิทธิ์ของเด็กทุกคนไม่ว่าจะเกิดที่ใด” รมว.ศธ.กล่าว

ขณะที่ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (อธิบดี สกร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สกร.เตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์สากล (International Museum Day) พร้อมพิธีเปิดงาน Kick Off “From Museum to Lifelong Learning Ecosystem Center” ในวันนี้ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้สาธารณะสู่ “ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ” ที่ผสานองค์ความรู้การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ศิลปวัฒนธรรมและการเรียนรู้แห่งอนาคตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ศิลปวัฒนธรรมและการเรียนรู้แห่งอนาคตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “Digital & Future Technology Zone” และ “Co-Learning Space” ที่มุ่งสร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบ Immersive และ Hands-on Learning ให้ประชาชนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงและเทคโนโลยีสมัยใหม่  ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกิจกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมแห่งอนาคต อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) Metaverse นิทรรศการเสมือนจริง (Virtual Exhibition) หุ่นยนต์ เทคโนโลยี VR และ AR ท้องฟ้าจำลองเคลื่อนที่ เกม E-Sport และเทคโนโลยีโดรน ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ให้ทัน  ต่อโลกยุคดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ในรูปแบบ Co-Learning Space ที่เปิดโอกาส ให้เยาวชนและประชาชนได้ทดลองเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรม Interactive และการทดลองจริง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการดูดาวด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยาศาสตร์สุขภาพ พลังงาน ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ และการเรียนรู้ด้านเซลล์เชื้อเพลิงเบื้องต้น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ กิจกรรมกลุ่ม STEM / Maker / Workshop ที่เน้นการพัฒนาทักษะ แห่งอนาคตและความคิดสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรม Hologram งานศิลปะสร้างภาพ 3 มิติ หุ่นยนต์สำรวจ ดวงจันทร์ หุ่นยนต์คัดแยกขยะ หุ่นยนต์เพื่อการเรียนรู้ และกิจกรรม STEAM ที่ช่วยส่งเสริมกระบวนการคิด วิเคราะห์ และการสร้างนวัตกรรมองย่าสร้างสรรค์

ทั้งนี้ ภายหลังพิธีเปิด มีการประชุมคณะทำงานพัฒนายกระดับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) เป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ครั้งที่ 1 โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ.เป็นประธานการประชุม เพื่อหารือแนวคิด กรอบระยะเวลา เป้าหมายสำคัญ และแนวทางการดำเนินงานในการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้แห่งนี้ให้เป็นต้นแบบระดับประเทศต่อไป

– 006

พลิกโฉมการศึกษาอีสานใต้! ชู ‘STEM – Zero Dropout-ODOS’ ปั้นเด็กไทยเป็นพลเมืองโลก

พลิกโฉมการศึกษาอีสานใต้! ชู ‘STEM - Zero Dropout-ODOS’ ปั้นเด็กไทยเป็นพลเมืองโลก

พลิกโฉมการศึกษาอีสานใต้! ชู ‘STEM – Zero Dropout-ODOS’ ปั้นเด็กไทยเป็นพลเมืองโลก

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายด้านการศึกษา แก่หน่วยงานและผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนครูและบุคลากร สังกัดเขตตรวจราชการที่ 14 กระทรวงศึกษาธิการ (จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ) ณ หอประชุมโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จังหวัดอุบลราชธานี

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งด้านเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ ทรัพยากร ตลอดจนวิกฤตพลังงาน ซึ่งเมื่อโลกเปลี่ยน การศึกษาก็ต้องเปลี่ยนตาม และหวังว่าชาวการศึกษาในพื้นที่อีสานใต้ จะปรับตัวเปลี่ยนแปลงก้าวให้ทันโลกด้วยเช่นกัน จึงขอฝากในเรื่องการพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้ตอบโจทย์ความเป็นพลเมืองโลก เท่าทันโลกในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ รวมทั้งการศึกษาต้องตอบโจทย์ระบบเศรษฐกิจใหม่ (S Curve) สอดรับกันตั้งแต่ระดับปฐมวัย อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษาไปจนถึงอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นระบบที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่เป็นหลัก จึงต้องเน้นการเรียน ‘สะเต็มศึกษา’ STEM เพื่อเตรียมคนของเราเข้าไปสู่ระบบใหม่ให้ได้

“ขอสัญญาว่าจะดำเนินนโยบาย 3 เรื่อง ให้เกิดขึ้นจริงที่นี่ ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การอาชีวศึกษา การศึกษาตลอดชีวิต การศึกษาเอกชน และการศึกษาพิเศษทุกกลุ่ม โดยในเรื่องแรกจะเดินหน้าโครงการ Zero Drop Out เป็นหมุดหมายที่จะช่วยให้เด็กได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาตามความถนัด ต่อมาคือการขยายโครงการ ODOS จะมีการทบทวนให้ตรงกับความต้องการของพื้นที่อีสานใต้ เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียม การศึกษาจะไม่สะดุดเพราะความยากจน และเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน คือ การคืนเวลาและลดภาระครู ตามโครงการ Work Smart โดยจะรีเซ็ตระบบใหม่ มีการปรับตัวชี้วัดที่ซ้ำซ้อน ให้ครูได้มีเวลาโฟกัสชั้นเรียน ไม่ต้องทำจัดซื้อจัดจ้าง หรือโครงการต่างๆ เว้นแต่เป็นโครงการที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชน” รมว.ศธ.กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้ายว่า เราจะเปรียบเราเองเป็นช่างตัดเสื้อที่พยายามตัดเสื้อให้พอดีกับพวกท่าน ทั้งในเชิงบริบทของเขตตรวจราชการที่ 14 ในหลายมิติ ทั้งภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม งบประมาณรายหัว และทรัพยากรต่างๆ จะต้องไปให้ถึงทุกคน โดยเฉพาะเด็กพิการและโรงเรียนที่ขาดแคลนมากที่สุด เพื่อไปสู่เป้าหมาย เรียนฟรีมีจริง และเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้เพียงคนเดียว

จุฬาฯ เปิดตัว ChulaGLLP หลักสูตรปริญญาโท ผู้นำห้องปฏิบัติการระดับสากลหลักสูตรแรกของโลก

จุฬาฯ เปิดตัว ChulaGLLP หลักสูตรปริญญาโท ผู้นำห้องปฏิบัติการระดับสากลหลักสูตรแรกของโลก

จุฬาฯ เปิดตัว ChulaGLLP หลักสูตรปริญญาโท ผู้นำห้องปฏิบัติการระดับสากลหลักสูตรแรกของโลก

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลังกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคีองค์กรสุขภาพระดับโลก เปิดตัวหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาผู้นำห้องปฏิบัติการระดับสากล หรือ Master of Science in Global Laboratory Leadership Program (ChulaGLLP) หลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทที่มุ่งผลิตผู้นำห้องปฏิบัติการสุขภาพยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด One Health ซึ่งเชื่อมโยงสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.นพ. สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลักสูตร ChulaGLLP พัฒนาโดยความร่วมมือของ 5 ส่วนงานของจุฬาฯ ได้แก่ คณะสหเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ และวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ ร่วมกับ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สธ. และได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค สหรัฐอเมริกา (U.S. CDC) ผ่านศูนย์ความร่วมมือไทย–สหรัฐฯ ด้านสาธารณสุข (Thailand MOPH–U.S. CDC Collaboration, TUC) กรมควบคุมโรค ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนความร่วมมือทางวิชาการระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงสาธารณสุข เพื่อบูรณาการศักยภาพของทั้งสององค์กรในการพัฒนาการเรียนการสอน การฝึกอบรม และสมรรถนะของนิสิตและบุคลากรสหวิชาชีพสุขภาพ

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า การเปิดหลักสูตร ChulaGLLP ไม่ใช่เพียงการเปิดหลักสูตรใหม่ แต่เป็น การเปิดแพลตฟอร์มใหม่ในการพัฒนาภาวะผู้นำ ที่ตอบโจทย์ความท้าทายของโลกปัจจุบัน โดยห้องปฏิบัติการมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกัน การตรวจจับ การเฝ้าระวัง การเตรียมพร้อม และการตอบโต้ต่อวิกฤตสุขภาพ และอนาคตของระบบห้องปฏิบัติการขึ้นอยู่กับคุณภาพของภาวะผู้นำห้องปฏิบัติการ

ดร.นพ. สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สธ. กล่าวว่า สธ..เชื่อว่าห้องปฏิบัติการคือเสาหลักของระบบสาธารณสุข สนับสนุนการตรวจหาโรค การวินิจฉัย การเฝ้าระวัง ความปลอดภัยทางชีวภาพ การตอบโต้การระบาด การประกันคุณภาพ และการตัดสินใจบนฐานหลักฐาน

นี่คือรูปแบบใหม่ของความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและสถาบันอุดมศึกษา ที่เชื่อมโยงการฝึกอบรมวิชาชีพ ความก้าวหน้าทางวิชาการ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ผศ.ดร.ทนพ.เทวฤทธิ์ สะระชนะ ผู้ช่วยอธิการบดีจุฬาฯและประธานหลักสูตร ChulaGLLP กล่าวว่า หลักสูตร ChulaGLLP เป็นหลักสูตรนอกเวลาราชการ และหลักสูตรแบบโมดูล รองรับทั้งผู้เรียนในเส้นทางปริญญาและไม่รับปริญญา มีระบบ microcredentials และ credit bank เพื่อให้ผู้เรียนและบุคลากรที่ทำงานแล้วสามารถเลือกเรียน สะสมสมรรถนะ และต่อยอดสู่ปริญญาได้อย่างยืดหยุ่น นอกจากนี้ยังมีรายวิชาเฉพาะด้าน Artificial Intelligence and Information Technology for Laboratory Leaders เพื่อเตรียมผู้นำห้องปฏิบัติการให้พร้อมต่ออนาคตของบริการห้องปฏิบัติการและการจัดการข้อมูลสุขภาพ

การเปิดตัว ChulaGLLP ครั้งนี้จึงนับเป็นหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและกำลังคนด้านห้องปฏิบัติการสุขภาพของประเทศไทย โดยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคีองค์กรสุขภาพระดับโลก เพื่อพัฒนาผู้นำห้องปฏิบัติการที่มีวิสัยทัศน์ มีจริยธรรม ทำงานแบบบูรณาการ และพร้อมขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศและประชาคมโลกอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด One Health

ชูภาพลักษณ์ใหม่ลูกเสือไทย หนุนใช้แอป ‘SCOUTDD’ ปั้นเยาวชน ‘ทำดี ทำได้ ทำทันที’

ชูภาพลักษณ์ใหม่ลูกเสือไทย หนุนใช้แอป ‘SCOUTDD’ ปั้นเยาวชน ‘ทำดี ทำได้ ทำทันที’

ชูภาพลักษณ์ใหม่ลูกเสือไทย หนุนใช้แอป ‘SCOUTDD’ ปั้นเยาวชน ‘ทำดี ทำได้ ทำทันที’

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) เปิดเผยว่า นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ ต้องการให้ สลช.ผลักดัน และปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์กิจการลูกเสือจากสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นภาระ ให้กลายเป็นกิจกรรมที่เยาวชนอยากเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ โดยทำให้การเป็นลูกเสือ-เนตรนารี และยุวกาชาด เป็นสิ่งที่สนุกและน่าดึงดูด ไม่ใช่การบังคับ พร้อมผลักดันแอปพลิเคชัน SCOUTDD” ให้เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับชุมชนลูกเสือยุคใหม่ เพื่อให้นักเรียนสามารถบันทึกความดี เข้าร่วมกิจกรรม และชักชวนเพื่อนมาร่วมเป็นสมาชิกได้อย่างสะดวก ภายใต้แนวคิด “ทำดี ทำได้ ทำทันที” ซึ่งจะไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือบันทึกกิจกรรมแบบเดิมๆ แต่จะเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สนุกสนาน (Gamification)

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการ สลช. กล่าวอีกว่า ขณะที่ตนและผู้บริหาร สลช. ได้นำเสนอแผนพัฒนา 12 กิจกรรม อาทิ  ระบบบันทึกความดี SCOUTDD ทำดี ทำได้ ทำทันที ระบบบันทึกความดีของลูกเสือไทย ที่มีการพัฒนาจาก LINE เป็น Application ที่รองรับทั้งระบบ Android และ iOS ปัจจุบันมีผู้ใช้งานร่วม 1 แสนกว่าราย เตรียมพัฒนาและเพิ่มการสะสม Points เพื่อแลกของรางวัล ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการประสานความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กองลูกเสือวชิราพิทักษ์ “ด้วยรักและภักดี” กองลูกเสือที่สร้างเยาวชนผู้นำทางการลูกเสือที่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์แห่งความรักและความภักดี พร้อมอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างมั่นคงและยั่งยืน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆ กิจกรรมที่ครอบคลุมทั้งการปรับปรุงกฎหมาย หลักสูตรและเครื่องแบบลูกเสือ เพื่อลดภาระผู้ปกครอง รวมถึงการยกระดับบทบาทลูกเสือไทยในเวทีนานาชาติ ทั้งการร่วมชุมนุมลูกเสือโลก ปี 2569 ณ ประเทศอังกฤษ และการเตรียมเป็นเจ้าภาพชุมนุมลูกเสือภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ปี 2572 ในประเทศไทย

สจล.ปั้นคนรุ่นใหม่ – บุคลากรศักยภาพสูง เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ก้าวทันโลกดิจิทัล

สจล.ปั้นคนรุ่นใหม่ - บุคลากรศักยภาพสูง เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ก้าวทันโลกดิจิทัล

สจล.ปั้นคนรุ่นใหม่ – บุคลากรศักยภาพสูง เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ก้าวทันโลกดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และธนาคารกรุงไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ในโครงการ “Krungthai x KMITL Talent and Social Innovation Development” ยกระดับความร่วมมือสู่พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ มุ่งบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์จริง เพื่อพัฒนาบุคลากรศักยภาพสูงและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ธุรกิจและสังคมยุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าว นับเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการศึกษายุคใหม่ และตอกย้ำแนวทางการขับเคลื่อน “The World Master of Innovation” ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์สำคัญของ สจล. ที่มุ่งเน้นให้นักศึกษาเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาทักษะจากโจทย์ธุรกิจจริง ควบคู่กับการสร้างทักษะแห่งอนาคตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศและระดับสากล ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากภาคส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

“สจล. ได้พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สะสมประสบการณ์จริงผ่านโครงการต่างๆ อาทิ Project-Based Internship และการจ้างงานระหว่างเรียน ซึ่งช่วยลดช่องว่างระหว่างภาคการศึกษาและโลกการทำงาน พร้อมยกระดับการผลิตบัณฑิตเชิงนวัตกรรมที่มีทั้งองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จริง สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างยั่งยืน” อธิการบดี สจล. กล่าว

น.ส.นารีรัชย์ อริยประยูร ผู้บริหารสายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อย ธ.กรุงไทย กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คน” โดยเฉพาะการสร้าง Talent ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ โดยได้ต่อยอดความสำเร็จระหว่าง ธ.กรุงไทย และ สจล. ที่ได้ร่วมกันสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมในหลายมิติ ทั้งการพัฒนา Digital Campus ระบบการเงินเพื่อสุขภาพ และโครงการเพื่อสังคม ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญของการยกระดับความร่วมมือในครั้งนี้

โครงการ “Krungthai x KMITL Talent and Social Innovation Development” มุ่งพัฒนา Talent ผ่านการเรียนรู้ ลงมือทำ และสั่งสมประสบการณ์จากโจทย์ธุรกิจจริง โดยยึดแนวคิดในการศึกษา วิจัย ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการและการสร้างสรรค์นวัตกรรม ภายใต้แนวคิด “The World Master of Innovation” ควบคู่กับการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานจริง โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การสร้างประสบการณ์ผ่านโครงการจริง, การเปิดโลกทัศน์ทางอาชีพ, การพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ และการต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง

ภายใต้โครงการนี้ จะช่วยเชื่อมโยงโลกการศึกษาและโลกการทำงานเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ผลักดันให้นักศึกษาเป็นกำลังสำคัญที่สามารถตอบโจทย์ทั้งภาคธุรกิจและสังคมได้อย่างแท้จริง สร้าง “ทุกก้าวการเรียนรู้…สู่ประสบการณ์เพื่ออนาคตที่เป็นไปได้” ตามแนวคิด “60 ปีกรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต” ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพของคนไทย และขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สจล. เตรียมจัดงานใหญ่ประจำปี “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” และ “KMITL Expo 2026” ระหว่างวันที่ 1 – 6 กันยายน 2569 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ นักลงทุน และหน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมเรียนรู้ ทดลองเทคโนโลยีใหม่ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านนวัตกรรมพร้อมขยายความร่วมมือสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ควบคู่กับการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากคณาจารย์และนักศึกษาในหลากหลายสาขา

พร้อมกันนี้ยังได้ผนวกกิจกรรม Open House ซึ่งเป็นกิจกรรมแนะแนวการศึกษาสำคัญของสถาบัน เปิดโอกาสให้นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้สนใจ ได้ทำความรู้จักคณะและหลักสูตรต่างๆของ สจล. และเปิดให้เยี่ยมชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างใกล้ชิด โดยผู้สนใจเข้าร่วมงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” รวมถึงกิจกรรม Workshop ภายในงาน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่: https://expo.kmitl.ac.th/th  

ม.ธนบุรี ส่งเสริมกิจกรรม ‘จิตอาสา’ ดันเยาวชนไทยรับใช้สังคม

ม.ธนบุรี ส่งเสริมกิจกรรม ‘จิตอาสา’ ดันเยาวชนไทยรับใช้สังคม

ม.ธนบุรี ส่งเสริมกิจกรรม ‘จิตอาสา’ ดันเยาวชนไทยรับใช้สังคม

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธนบุรี ผนึกความร่วมมือกับกลุ่ม UNITE Thailand นำนักศึกษาร่วมงานจิตอาสา ภายใต้ปรัชญา University For All หรือ “มหาวิทยาลัยเพื่อปวงชน” ที่จะให้บริการประชาชนและชุมชน ส่งเสริมการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พัฒนาทางด้านจิตใจสู่ความเป็นมนุษย์ ไม่เห็นแก่ตัว พร้อมนำความรู้ไปพัฒนาประเทศ ล่าสุดมีแนวคิดพัฒนาความร่วมมือทางด้านจิตอาสา เข้าสู่การดำเนินงานของทางกิจการนักศึกษา ควบคู่กับหลักสูตรการเรียนการสอน โดยที่ผ่านมาได้มีการนำนักศึกษาไปร่วมโครงการฯ กับกลุ่ม UNITE Thailand ที่ จ.กาญจนบุรี และที่โรงเรียนวัดไผ่เงินโชตนาราม เขตบางคอแหลม กทม. ในกิจกรรมสอนภาษาอังกฤษและศิลปะ ภายใต้โครงการ เยาวชนคนกล้าฝัน

ดร.บัญชา เกิดมณี อธิการบดี ม.ธนบุรี กล่าวว่า กิจกรรมจิตอาสาทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้นอกสถานที่ เป็นของจริงจากสังคมภายนอกที่เป็นรูปธรรม สร้างการจดจำที่ดีให้เกิดขึ้นตลอดชีวิต ซึ่งไม่สามารถศึกษาได้จากในห้องเรียน โดยในอนาคตทางมหาวิทยาลัยฯ มีโครงการจะพัฒนาความร่วมมือกับกลุ่ม UNITE Thailand ในเข้าสู่การดำเนินงานของทางกิจการนักศึกษา ควบคู่กับหลักสูตรการเรียนการสอน นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยฯ ยังได้มีการทำประโยชน์ให้สังคมอีกหลายอย่าง อาทิ การมอบที่ดิน 1 แปลง ในซอยเพชรเกษม 110 ให้กับทางสำนักงานอนามัย กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ประชาชนโดยรอบที่เป็นกลุ่มรากหญ้าได้ใช้ประโยชน์ ในการสร้างสำนักงานอนามัยเพื่อใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น อาทิ เมื่อเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ ก็จะสามารถเป็นจุดคัดกรองก่อนส่งตัวผู้ป่วย สู่โรงพยาบาลภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก คาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จในปี 2570 อีกสิ่งหนึ่งที่ได้ทำก็คือการไม่มีคอนวีเนียนสโตร์ หรือร้านสะดวกซื้อต่างๆ ของบริษัทฯ ภายนอก มาตั้งภายในมหาวิทยาลัย รวมทั้งศูนย์อาหารต่างๆ ทั้งนี้เพราะไม่ต้องการให้นักศึกษามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงต้องการใช้มี SMEs เกิดขึ้นในชุมชนโดยรอบ สามารถค้าขายและเลี้ยงตัวเองได้”

ด้าน น.ส.เมษาวดี สุขกรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจดิจิทัล ม.ธนบุรี กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ได้เข้าร่วมงานกับกลุ่ม UNITE Thailand มานานกว่า 2 ปี ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องการมีพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้กับตัวเอง ในการดึงทักษะการเป็นผู้นำ, การจัดการงานเฉพาะหน้า, ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ ได้ออกมาใช้ในพื้นที่จริง ทำให้รู้ถึงศักยภาพตัวเอง และสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ เนื่องจากจะมีแนวทางในการจัดกิจกรรมหรือนำเสนอ เกิดเป็นแบบแผนที่จะนำไปใช้ในโครงการอื่นๆ ได้ในอนาคต ปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยฯ มีนโยบายที่เกี่ยวข้องและเป็นส่วนหนึ่งกับชุมชน คอยช่วยเหลือและสนับสนุนในด้านต่างๆ อาทิ โครงการหอยแมลงภู่ เข้าไปช่วยจัดทำแพ็คเกจ ยืดอายุผลิตภัณฑ์ให้อยู่ได้นานตลอดการขนส่ง เพื่อส่งเสริมต่อยอดสร้างรายได้ รวมถึงเข้าไปให้ความรู้เรื่องโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า

สำหรับกลุ่ม UNITE Thailand เป็นกลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ที่มาจากทุกสาขาอาชีพ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2554 ภายใต้การริเริ่มของ ดร.รัตนา แซ่เล้า ผู้ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ ด้านการศึกษา ประจำปี 2549 และผู้ริเริ่มกลุ่ม UNITE Thailand โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ สร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้กับเยาวชน และสร้างพลังบวกในสังคมไทย ที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมร่วมกับหลายหน่วยงาน อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 Mcot HD, สถานีโทรทัศน์ NBT ฯลฯ  โดยผู้สนใจสอบถามได้ที่อีเมล์ Rattana.lao@yahoo.com หรือโทรศัพท์ 062-7341267 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

อัครนันท์ ขึ้นดอย รับฟังปัญหาครู-นักเรียนชายขอบ ชูลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

อัครนันท์ ขึ้นดอย รับฟังปัญหาครู-นักเรียนชายขอบ ชูลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

อัครนันท์ ขึ้นดอย รับฟังปัญหาครู-นักเรียนชายขอบ ชูลดเหลื่อมล้ำการศึกษา

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.00 น.

17 พฤษภาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางขึ้นพื้นที่สูงนานกว่า 2 ชั่วโมง เพื่อเข้าตรวจเยี่ยมและรับฟังปัญหาจากครูและนักเรียน ณ โรงเรียนผาลั้ง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพิ่งมีระบบไฟฟ้าใช้เมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพภูมิประเทศและการเดินทางที่เข้าถึงยาก

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายอัครนันท์ได้ร่วมสอนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–4 ทั้งการอ่าน การเขียน และการบวกเลขอย่างใกล้ชิด โดยพบว่านักเรียนมีพัฒนาการที่ดี สามารถอ่านออกเขียนได้ไม่แพ้โรงเรียนในเขตเมือง ขณะเดียวกัน ได้เน้นย้ำถึงความห่วงใยในเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของบุคลากรครูในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งต้องเผชิญกับข้อจำกัดทั้งด้านการเดินทาง สาธารณูปโภค และทรัพยากรทางการศึกษา

“การศึกษาไม่ควรถูกกำหนดด้วยภูมิศาสตร์ ไม่ว่าเด็กจะอยู่บนดอยหรือในเมือง ต้องได้รับโอกาสและคุณภาพการศึกษาที่เท่าเทียมกัน นี่คือหัวใจของการลดความเหลื่อมล้ำที่เราต้องทำให้เกิดขึ้นจริง”นายอัครนันท์ กล่าว

นายอัครนันท์ ยังกล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งพัฒนาระบบสนับสนุนโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้ได้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

นายอัครนันท์ ได้กล่าวถึงผลสำรวจของนิด้าโพลที่สะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อมั่นต่อระบบการศึกษาไทย แต่ต้องการให้ภาครัฐเร่งปรับปรุงในเรื่องการลดความซ้ำซ้อนของงานเอกสารและภาระงานครู รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่เป็นภาระของผู้ปกครองว่าเสียงสะท้อนจากนิด้าโพลชัดเจนว่าประชาชนยังเชื่อมั่น แต่ก็อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เราต้องลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู ให้ครูได้ทำหน้าที่สอนอย่างเต็มที่ และลดค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่ เพื่อให้การศึกษาเข้าถึงได้อย่างแท้จริง

“การลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมุ่งหวังให้ คุณภาพการศึกษาไทย ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล ต้องได้รับมาตรฐานเดียวกันอย่างเป็นรูปธรรม” นายอัครนันท์ กล่าว

เสียงสะท้อนเปิดเทอม 69 พ่อแม่จี้ รมว.ศธ. แก้เหลื่อมล้ำ-เรียนหนักแต่ใช้จริงไม่ได้

เสียงสะท้อนเปิดเทอม 69 พ่อแม่จี้ รมว.ศธ. แก้เหลื่อมล้ำ-เรียนหนักแต่ใช้จริงไม่ได้

เสียงสะท้อนเปิดเทอม 69 พ่อแม่จี้ รมว.ศธ. แก้เหลื่อมล้ำ-เรียนหนักแต่ใช้จริงไม่ได้

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.14 น.

17 พฤษภาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ความหวังเปิดเทอมใหม่ 2569: เสียงสะท้อนถึงรัฐมนตรีศึกษาฯ กับภารกิจแก้ความเหลื่อมล้ำ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 5 พฤษภาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันว่าสามารถสร้างอนาคตที่ดีและมั่นคงให้แก่ลูกหลานได้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.45 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 29.77 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น ร้อยละ 17.25 ระบุว่า เชื่อมั่นมาก (เช่น มั่นใจว่าโรงเรียนในปัจจุบันดูแลและสอนเด็กได้ดี) และร้อยละ 11.53 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย (เช่น ต้องพึ่งพาการเรียนพิเศษ หรือดิ้นรนด้วยตัวเองเป็นหลัก)

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อโรงเรียนและรูปแบบการเรียนการสอนในปัจจุบันว่าสามารถพัฒนาเด็กไทยให้คิดเป็น ทำงานเป็น และใช้ชีวิตได้ในโลกยุคใหม่ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.41 ระบุว่า ค่อนข้างดี รองลงมา ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่ค่อยดี (เช่น เน้นแต่การท่องจำ เอาไปใช้จริงในการทำงานไม่ได้) ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ทำได้ดีมาก (เช่น เด็กเรียนจบมาพร้อมทำงานและใช้ชีวิต) ร้อยละ 8.40 ระบุว่า ไม่ได้เลย (เช่น เรียนตามระบบไปอย่างนั้นไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่) และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ

สำหรับเรื่องที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไข เพื่อลดความเดือดร้อนของพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็ก พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 35.04 ระบุว่า ความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพ (โรงเรียนใกล้บ้านคุณภาพไม่ดีเท่าโรงเรียนดังในเมือง) รองลงมา ร้อยละ 24.50 ระบุว่า เด็กเรียนหนัก แต่นำไปใช้จริงในชีวิตประจำวันไม่ได้ ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ความปลอดภัยและสุขภาพจิตของเด็กในโรงเรียน (เช่น การกลั่นแกล้ง ยาเสพติด ความเครียด) ร้อยละ 15.95 ระบุว่า ภาระงานของครูที่เยอะเกินไป จนครูไม่มีเวลาสอนหรือดูแลเด็กอย่างเต็มที่ ร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ และร้อยละ 0.23 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การเรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายทางการศึกษา

สำหรับเรื่องที่ประชาชนต้องการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ภายใน 1 ปี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.42 ระบุว่า เรียนฟรี ต้องฟรีจริง ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง รองลงมา ร้อยละ 13.51 ระบุว่า ยกเลิกโครงการซ้ำซ้อน ลดภาระงานเอกสารของครู ร้อยละ 12.29 ระบุว่า ปรับหลักสูตรเป็นฐานสมรรถนะเตรียมความพร้อมเด็กสู่โลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ร้อยละ 9.08 ระบุว่า จัดสรรงบประมาณการศึกษาตามความต้องการของพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ร้อยละ 8.70 ระบุว่า จัดตั้ง Human Capital Superboard เชื่อมโยงการเรียนให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน เด็กมีงานทำ มีรายได้ ร้อยละ 7.79 ระบุว่า ประเมินผู้เรียนจากผลลัพธ์ ไม่ใช่ด้วยเกรด ร้อยละ 4.58 ระบุว่า ทุน “หนึ่งอำเภอ หนึ่งการศึกษา” (ODOS) สู่ทุกอำเภออย่างแท้จริง ร้อยละ 4.20 ระบุว่า เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาต้องเป็น 0 (Thailand Zero Dropout) ร้อยละ 1.91 ระบุว่า ลดภาระครูที่ต้องจัดอาหารกลางวัน จัดตั้งครัวกลางอาหารกลางวันของท้องถิ่น และตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพเพื่อเด็กและครู ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ในสัดส่วนที่เท่ากัน และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความรู้สึกของประชาชนต่อการพัฒนาการศึกษาไทยตามที่รัฐบาลสัญญาไว้ และสิ่งที่ทำให้เห็นชัดว่าการศึกษาดีขึ้นจริง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 28.78 ระบุว่า เด็กไทยเรียนจบแล้วมีงานทำตรงสาย ไม่ตกงาน และได้เงินเดือนที่เหมาะสม รองลงมา ร้อยละ 16.64 ระบุว่า เด็กไทยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ และมีทักษะสู้กับเด็กต่างชาติอื่นได้ ร้อยละ 14.81 ระบุว่า ครูมีเวลาทุ่มเทให้กับการสอนได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียเวลากับงานเอกสารหรือภาระงานอื่น ร้อยละ 14.35 ระบุว่า เด็กมีความสุขกับการไปโรงเรียน ไม่เครียดหรือเป็นซึมเศร้าจากการเรียน ร้อยละ 14.05 ระบุว่า พ่อแม่ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน หรือเสียเงินแพง ๆ เพื่อให้ลูกได้เข้าเรียนใน “โรงเรียนดัง” ร้อยละ 6.10 ระบุว่า ข่าวความรุนแรง ข่าวครูทำร้ายเด็ก หรือปัญหาในโรงเรียน ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ร้อยละ 2.98 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ยังไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนเพียงพอที่จะสะท้อนว่าการศึกษาของไทยได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง และร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ

– 006

ปั้นคนรับนวัตกรรม! อว. ดึงหลักสูตร KOSEN ญี่ปุ่น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

ปั้นคนรับนวัตกรรม! อว. ดึงหลักสูตร KOSEN ญี่ปุ่น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

ปั้นคนรับนวัตกรรม! อว. ดึงหลักสูตร KOSEN ญี่ปุ่น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.06 น.

อว. ดึงหลักสูตรดัง  “KOSEN” จากญี่ปุ่นสู่มหาวิทยาลัยไทย หวังปั้นกำลังคนเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทย

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลว่า ล่าสุดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ยกระดับความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น ผลักดันการขยายหลักสูตร “KOSEN” เพื่อสร้างกำลังคนเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งด้านอวกาศ เซมิคอนดักเตอร์ และซินโครตรอน ต่อยอดสู่ New Growth Engine หรือ ของประเทศในระยะยาว

สำหรับ “KOSEN” นี้ คือโมเดลการศึกษาด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ที่มุ่งผลิตบุคลากรสายเทคนิคระดับสูง เน้นการทำงานได้จริง ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยก่อนหน้านี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้หารือกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ถึงความร่วมมือในการขยายหลักสูตร KOSEN ระยะที่ 2 เข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาอีก 1–2 แห่ง พร้อมผลักดันการรับรองหลักสูตรให้เทียบเท่ามาตรฐานญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเยาวชนไทยในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก

นอกจากนี้ ไทยและญี่ปุ่นยังเดินหน้าขยายความร่วมมือในอีกหลายมิติ ทั้งเทคโนโลยีอวกาศ การใช้ดาวเทียมและ IoT เพื่อเตือนภัยและรับมือภัยพิบัติ ติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลในการยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นยังเตรียมทำบันทึกความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนทิศทางการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งลงทุนกับ “คน” และ “เทคโนโลยี” ควบคู่กัน โดยใช้การศึกษาและนวัตกรรมเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างโอกาสให้เยาวชนไทยเข้าถึงองค์ความรู้ระดับสากล และเตรียมประเทศให้พร้อมแข่งขันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตบนเวทีโลก

เปิดฉากขึ้นแล้ว! มหิดลวิทยานุสรณ์ เจ้าภาพจัดแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23

เปิดฉากขึ้นแล้ว! มหิดลวิทยานุสรณ์ เจ้าภาพจัดแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23

เปิดฉากขึ้นแล้ว! มหิดลวิทยานุสรณ์ เจ้าภาพจัดแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.06 น.

เปิดฉากขึ้นแล้ว! มหิดลวิทยานุสรณ์ เจ้าภาพจัดแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23 (TMO 23) รวมสุดยอดเยาวชน 16 ศูนย์ทั่วประเทศ เฟ้นหาผู้แทนสู่เวทีนานาชาติ

โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ร่วมกับมูลนิธิ สอวน. เปิดเวทีประลองปัญญาทางคณิตศาสตร์ระดับประเทศ “การแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23” (The 23rd Thailand Mathematical Olympiad: TMO) ระดมเยาวชนคนเก่งจาก 16 ศูนย์ทั่วไทย เข้าร่วมโชว์ศักยภาพระหว่างวันที่ 15-19 พฤษภาคม นี้ เพื่อคัดเลือกผู้แทนประเทศไทยมุ่งสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานกรรมการบริหารมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23  โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการมูลนิธิ สอวน. ศาสตราจารย์ ดร.อุษณีย์ ลีรวัฒน์ ประธานกรรมการวิชาการมูลนิธิ สอวน. วิชาคณิตศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร.วิชาญ ลิ่วกีรติยุตกุล ประธานสาขาคณิตศาสตร์ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ คณะกรรมการบริหารมูลนิธิ สอวน. พร้อมด้วย กรรมการกลางการแข่งขัน นักเรียนและอาจารย์ผู้ควบคุมทีม และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีเปิดการแข่งขันอย่างพร้อมเพรียง ณ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม 

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์  กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติในนามประธานกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พร้อมเผยว่า “โรงเรียนมีความยินดีและภาคภูมิใจเป็น  อย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจให้จัดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติอีกครั้ง หลังจากที่เคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2552 ในการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 6 การแข่งขันครั้งนี้ จึงอาจเปรียบเสมือนอีกหนึ่งเวทีแห่งโอกาส ที่ไม่เป็นเพียงแค่การแสดงศักยภาพทางวิชาการ แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงและสานสัมพันธ์กลุ่มนักเรียน เยาวชนที่มีความรัก ความสนใจในเรื่องเดียวกัน จากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มาพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ทั้งด้านวิชาการและวัฒนธรรมระหว่างกัน”

รองศาสตราจารย์ ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขัน กล่าวว่า “การได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพสาขาคณิตศาสตร์ในรอบ 17 ปี ถือเป็นความภาคภูมิใจ ของศูนย์ สอวน. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ครบรอบ 36 ปี แห่งการก่อตั้ง โรงเรียนจึงตั้งใจทำให้เวที TMO ครั้งนี้ เป็นการแข่งขันทางวิชาการ การเสริมสร้างมิตรภาพ และเครือข่ายของผู้มีความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์ทั่วประเทศ  การแข่งขันครั้งนี้ มีผู้แทนนักเรียนจาก 16 ศูนย์ สอวน. ทั่วประเทศ และ นักเรียนจากค่ายของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งสิ้น 104 คน พร้อมด้วย อาจารย์ผู้ควบคุมทีม อีก 48 คน ที่จะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันตลอด 5 วันเต็ม”

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส  สุวรรณเวลา ได้กล่าวในช่วงท้ายว่า “ขณะนี้นักวิชาการทางด้านคณิตศาสตร์ในประเทศไทย ยังมีความขาดแคลนอยู่ไม่น้อย ฝากไว้เป็นหน้าที่ของนักเรียนที่เข้ามาได้รับการอบรม สำหรับการจัดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกแห่งชาติ ครั้งที่ 23 นี้ นอกจากเป็นความร่วมมือระหว่างคณาจารย์ที่สอนคณิตศาสตร์แล้ว ยังเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรต่าง ๆ ที่มีศักยภาพ ที่มาช่วยพัฒนายกระดับมาตรฐานการศึกษาในสาขาวิชานี้ นับว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการเรียนการสอนสาขาคณิตศาสตร์ของประเทศ แล้วยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนไปแข่งขันด้านวิชาการในระดับนานาชาติต่อไป”