อว.เปิดตัวหนังสือเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795495

อว.เปิดตัวหนังสือเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อว.เปิดตัวหนังสือเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน สุวรรณภูมิ แผ่นดินทอง :องค์ความรู้เพื่อการขับเคลื่อนสู่อนาคตเปิดตัวหนังสือ “สุวรรณภูมิ แผ่นดินทอง” 8 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส พม่า มลายู เขมร เวียดนาม ภายใต้โครงการ เผยแพร่และส่งเสริมองค์ความรู้งานวิจัยว่าด้วยสุวรรณภูมิ (Translation and publication new knowledge on Suvarnabhumi) โดย นายเพิ่มสุข กล่าวว่า หนังสือ สุวรรณภูมิ : แผ่นดินทอง นับเป็นหลักฐานและการรวบรวมคุณค่าสำคัญซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของภูมิปัญญาสุวรรณภูมิในเชิงประจักษ์ ทั้งจากหลักฐานต่างๆ ที่พบและที่ยังสืบสานต่อมาถึงปัจจุบันในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นการแสดงถึงมรดกวัฒนธรรมที่ผสมผสานองค์ความรู้ระหว่าง “ศาสตร์และศิลป์” ที่สามารถนําไปสู่การพัฒนาต่อยอด ก่อให้เกิดความยั่งยืนของพื้นที่ ทั้งทางกายภาพ และทางจิตวิญญาณ สามารถสร้างและยกระดับคุณภาพชีวิตของคน สังคมวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน และสามารถมาพัฒนาต่อยอดเพื่อนําภูมิปัญญาดังกล่าวให้เป็นที่รับรู้ระดับโลก และเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภูมิภาค

เพราะดินแดนสุวรรณภูมิมีความเป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่มาอย่างช้านานเคยเป็นสะพานเชื่อมโลก ทั้งเรื่องของการค้า การบริการ การแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ ศิลปะและวัฒนธรรมต่างๆ และเป็นยุคที่เกิดนวัตกรรมด้านต่างๆ ขึ้นมาตลอดเวลา มีหลายหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้คนในดินแดนแถบนี้มีความเชี่ยวชาญในสายเลือดทั้งด้านสถาปัตยกรรม หัตถกรรม และสุนทรียศาสตร์มาเป็นเวลานาน ไม่เพียงแต่มีความเด่นเฉพาะด้านการเกษตรกรรมอย่างที่เคยเข้าใจกันมา และความยิ่งใหญ่เหล่านี้จะเป็นพื้นฐานชั้นดีในการค้นคว้าศึกษาเพื่อนำอดีตที่มีคุณค่ามาพัฒนาประเทศได้ในอนาคต โดยมี “ธัชชา” เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาบุคลากรทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ของประเทศ ไปสู่การสร้างคุณค่าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของชาติ

“เรื่องของ “อารยธรรมสุวรรณภูมิ” กำลังเป็นที่รู้จักของคนในระดับนานาชาติผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งในรูปแบบของผลงานศึกษาวิจัยหนังสือ และสื่อในยุคดิจิทัล ในรูปแบบของแพลตฟอร์มและคลังข้อมูลออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงได้ทั่วโลกเรามีผลงานมากมายที่ล้วนแต่เป็นการช่วยยกระดับมาตรฐานขีดความสามารถของนักวิชาการ และเพิ่มความมุ่งมั่นที่จะศึกษาเรื่องราวในอดีตจนกลายมาเป็นผลงานวิจัยที่ทรงคุณค่า รวมทั้งสามารถสร้างรายได้ให้กับคนในประเทศผ่านการเข้ามาท่องเที่ยวของผู้คนจากนานาประเทศ ซึ่งต่อไปสถาบันการศึกษาอาจจะต้องตื่นตัวในเรื่องของศาสตร์ด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีมากขึ้น และเราจะต้องมีการยกระดับการทำงานในระดับนานาชาติ และนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยมากขึ้น เพื่อยกระดับเรื่องของสุวรรณภูมิศึกษาขึ้นสู่ระดับโลกให้ได้”ปลัด อว. กล่าว

เดินหน้าคุณธรรมและความโปร่งใส มบส.ประกาศไม่รับของขวัญทุกชนิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795497

เดินหน้าคุณธรรมและความโปร่งใส มบส.ประกาศไม่รับของขวัญทุกชนิด

เดินหน้าคุณธรรมและความโปร่งใส มบส.ประกาศไม่รับของขวัญทุกชนิด

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผศ.ดร.คณกร สว่างเจริญ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเอกสารการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ครั้งที่ 1/2567 โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรผู้รับผิดชอบด้านประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ของแต่ละหน่วยงานเข้าร่วม ซึ่งในการประชุมได้มีการหารือและเห็นชอบในประเด็นสำคัญ เช่น ประกาศนโยบาย (No Gift Policy) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 แบนเนอร์ประกาศนโยบาย (No Gift Policy) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 คำสั่งคณะกรรมการประเมิน ITA ปฏิทินการดำเนินงานประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงาน และรายละเอียดข้อมูลการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (OIT) เป็นต้น ก่อนจะมีการจัดกิจกรรมการอบรมแนวทางการสร้างความเข้าใจในหลักเกณฑ์การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567

ผศ.ดร.คณกร กล่าวต่อไปว่า สำหรับข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์การยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐจะต้องมีการวิเคราะห์สถานการณ์ ITA ของหน่วยงาน ขณะเดียวกันผู้บริหารสูงสุดต้องให้ความสำคัญกับการประเมิน ITA และถ่ายทอดนโยบายให้แก่ผู้บริหารระดับรองลงมา จากนั้นผู้บริหารต้องประกาศนโยบายการยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงาน รวมทั้งผู้บริหารต้องกำหนดกลยุทธ์การยกระดับ ITA มีขั้นตอน 1.วิเคราะห์ผลการประเมิน ITA 2.กำหนดมาตรการยกระดับ ITA 3.นำมาตรการไปสู่การปฏิบัติ และ 4. ติดตามประเมินผล ขณะเดียวกันจัดให้มีเครื่องมือและระบบสนับสนุน จัดทรัพยากร เช่น งบประมาณ คน วัสดุอุปกรณ์ เป็นต้น และการเสริมสร้างความรู้

“มบส.ได้ออกประกาศ เรื่อง นโยบายการไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ (No Gift Policy) ของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยมีสาระสำคัญ มบส.มีการดำเนินงานและให้ความสำคัญตามนโยบายของรัฐบาล โดยยึดแนวทางการพัฒนาตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 21 ประเด็น การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ขับเคลื่อนกิจกรรมตามแผนการปฏิรูปประเทศยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินงานสร้างความโปร่งใสภายในหน่วยงานสร้างทัศนคติ ค่านิยมในการปฏิบัติหน้าที่ มุ่งสู่องค์กรโปร่งใส และตรวจสอบได้ตามแนวทางการส่งเสริมคุณธรรม โดยเต็มกำลังความสามารถ มุ่งเน้นการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีธรรมาภิบาลเพื่อสร้างความศรัทธา ความเชื่อมั่นแก่สังคม” ผศ.ดร.คณกร กล่าวและว่า

ซึ่ง มบส. เป็นหน่วยงานที่ผู้บริหารและบุคลากรในหน่วยงานทุกคนมีเจตนารมณ์ที่จะไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งในขณะก่อน และหลังปฏิบัติหน้าที่ อันจะส่งผลให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในปัจจุบันและอนาคต พร้อมทั้งจะยืนหยัดต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ จึงประกาศนโยบายการให้ และการรับของขวัญ หรือของกำนัล (No Gift Policy) ดังนี้ 1.ผู้บริหารและบุคลากรของมหาวิทยาลัยไม่รับของขวัญ หรือของกำนัล และไม่แสวงหาเพื่อให้ได้มาซึ่งของขวัญ ของกำนัล หรือผลประโยชน์ต่างๆ 2.บุคลากรของมหาวิทยาลัยต้องไม่เรียกรับ หรือยอมรับซึ่งของขวัญ ของกำนัล สินน้ำใจ หรือประโยชน์อื่นใดที่ไม่ใช่การให้โดยธรรมจรรยา ตามปกติประเพณีนิยม หรือวัฒนธรรม ซึ่งมีราคาหรือมูลค่าไม่เกินตามที่กฎหมาย หรือประกาศกำหนดไว้ และ 3.บุคลากรของมหาวิทยาลัย องค์กรและบุคคลภายนอกที่ประสงค์จะแสดงความยินดีความปรารถนาดีหรือขอรับพรจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย หรือผู้บังคับบัญชา ควรใช้วิธีการแสดงออกด้วยการลงนามในบัตรอวยพรสมุดอวยพร หรือใช้สื่อสังคมออนไลน์แทนการให้สิ่งของ

‘ชัยพัฒน์’ ตรวจเยี่ยม สกร.เชียงราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795496

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เข้าตรวจเยี่ยม สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดเชียงราย พร้อมให้กำลังใจและให้ข้อชี้แนะในการปฏิบัติงานแก่บุคลากรสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดเชียงราย โดยมี นายสุรพล วงศ์หวัน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยบุคลากรในสังกัดต้อนรับ โดย นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้เข้าเยี่ยมชมห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงราย  พร้อมให้คำแนะนำในการดำเนินงาน ตามข้อสั่งการของพลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการประชุมติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ในด้านการส่งเสริมการรักการอ่าน ตลอดจนการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ผู้รับบริการ

‘เสริมศักดิ์’เผยครม.เห็นชอบเสนอ ‘ชุดไทย-มวยไทย’ ขึ้นทะเบียนยูเนสโก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795453

'เสริมศักดิ์'เผยครม.เห็นชอบเสนอ 'ชุดไทย-มวยไทย' ขึ้นทะเบียนยูเนสโก

‘เสริมศักดิ์’เผยครม.เห็นชอบเสนอ ‘ชุดไทย-มวยไทย’ ขึ้นทะเบียนยูเนสโก

วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2567, 15.45 น.

“เสริมศักดิ์” เผย ครม.เห็นชอบให้เสนอมรดกภูมิปัญญา ชุดไทย – มวยไทย เข้าคิวขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก

26 มี.ค.2567 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ครั้งที่ 13/2567 ว่า ครม.ได้เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงวัฒนธรรม ในการเสนอรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทย 2 รายการ คือ ชุดไทย และ มวยไทย โดยให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.) นำเสนอเอกสารข้อมูลประกอบการพิจารณา ส่งให้ทางสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ของประเทศไทย (Thai National Commission for UNESCO) กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ดำเนินการจัดส่งเอกสารให้ยูเนสโก ให้ทันภายในวันที่ 31 มีนาคม 2567 นี้ เพื่อเข้าสู่ลำดับการพิจารณาต่อจากรายการ  “ต้มยำกุ้ง” และ “เคบาย่า” (มรดกร่วม 5 ประเทศ ไทย มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย) ที่ยูเนสโก บรรจุเข้าวาระที่ประชุมของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลฯ ครั้งที่ 19 ระหว่าง 2–7 ธันวาคม 67 ณ สาธารณรัฐปารากวัย และต่อด้วยรายการ “ผ้าขาวม้า” ที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ยื่นเอกสารขอขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโกไว้เมื่อเดือนมีนาคม 2566 ที่ผ่านมาแล้ว

นายเสริมศักดิ์ เปิดเผยถึง ความสำคัญและสาระของมรดกฯ ทั้ง 2 รายการ ดังนี้ รายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรม ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ (Chud Thai : The Knowledge, Craftsmanship and Practices of The thai National Costume)  ชุดไทย เป็นเครื่องแต่งกายที่แสดงถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทย ได้รับการพัฒนามาเป็นเวลานาน พบหลักฐานมีการนุ่ง และการห่ม มากว่า 1400 ปี ตั้งแต่สมัยทวารวดี อยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ ภาพการแต่งกายจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่บอกเล่าให้คนรุ่นหลัง ได้รับรู้และสืบทอด ในปีพุทธศักราช 2503 ชุดไทยได้รับการพัฒนารูปแบบครั้งสำคัญ เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ศึกษาวิวัฒนาการรูปแบบการแต่งกายของสตรีไทย และสร้างสรรค์ชุดไทยขึ้น 8 แบบ ส่วนของสุภาพบุรุษ มี 3 แบบ คนไทยทุกภูมิภาคมักสวมใส่ชุดไทยในวาระโอกาสต่าง ๆ และเมื่อมีโอกาสสำคัญในชีวิต ทั้งงานรัฐพิธี งานพิธีการทางศาสนา ถือเป็นแนวปฏิบัติทางสังคมและยังเป็นกระบวนการผลิตของช่างฝีมือไทยทั้งในเรื่องของการทอผ้าที่ใช้เป็นวัตถุดิบ และงานช่างตัดเย็บ ตลอดจนการปักประดับลวดลายบนผืนผ้าอีกด้วย

นายเสริมศักดิ์ เผยต่อว่า ในส่วน “มวยไทย” (Muay Thai : Thai Traditional Boxing) เป็นศิลปะการต่อสู้ของไทย เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการสืบทอดมาไม่ต่ำกว่า 300 ปี ปรากฏหลักฐานใน “จดหมายเหตุว่าด้วยราชอาณาจักรสยาม” ซึ่งบันทึก โดยซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de la Loubère) มวยไทยเป็นวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยมือเปล่าในระยะประชิดตัว เป็นศาสตร์และศิลป์ที่ก่อกำเนิดจากภูมิปัญญาของคนไทยที่ต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติ สัตว์ป่า มนุษย์ และภัยจากสงคราม  การฝึกฝนวิชามวยไทย มีตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน จนถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อไว้ใช้ในการป้องกันตนเองและปกป้องประเทศ เอกลักษณ์โดดเด่นของมวยไทย คือ การใช้อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในการป้องกันตัว ซึ่งครูบาอาจารย์ได้คิดค้นกลวิธีการฝึกจากการเลียนแบบท่าทางของสัตว์ การสังเกตธรรมชาติ และวรรคดี รวมถึงวิถีชีวิตตามบริบทท้องถิ่นของแต่ละภูมิภาคประยุกต์เป็นท่าทางมวยต่าง ๆ และยังมีพิธีกรรมของการมอบตัวเป็นศิษย์ การขึ้นครู และการครอบครู การแสดงความกตัญญูต่อครูอาจารย์และผู้มีพระคุณ เห็นได้จากการรำไหว้ครูมวยไทยก่อนการชกทุกครั้ง ปัจจุบัน มวยไทย เป็นกีฬาประจำชาติ เป็นกีฬาอาชีพ มีการจัดการเรียนการสอนมวยไทยในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง มวยไทยจึงถือเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ที่มีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน

ด้าน นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมทั้งรายการ ชุดไทย และ มวยไทย นี้ เป็นการนำเสนอยูเนสโก เพื่อขอขึ้นทะเบียนในประเภท บัญชีรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (The Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) ซึ่งมีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์การพิจารณาของยูเนสโก 5 เกณฑ์ ประกอบด้วย 1)รายการที่นำเสนอนี้สอดคล้องกับลักษณะของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ตามที่นิยามไว้ในมาตรา 2 ของอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003  2)การขึ้นทะเบียนรายการที่นำเสนอนี้จะส่งเสริมความประจักษ์และตระหนักรู้ถึงความสำคัญของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อีกทั้งกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การสะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมในระดับโลก และแสดงถึงความสร้างสรรค์ของมนุษยชาติ  3)มาตรการสงวนรักษาที่เสนอมานั้น ผ่านการพิจารณามาอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้มีการป้องกันและส่งเสริม และมีการกำหนดมาตรการสงวนรักษาวัฒนธรรม 4)รายการที่นำเสนอนี้เกิดจากชุมชน กลุ่มบุคคล หรือปัจเจกบุคคลที่เกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และ 5)เป็นรายการที่ปรากฏและดำรงอยู่ในดินแดนของรัฐภาคีสมาชิกที่นำเสนอ โดยบรรจุอยู่แล้วในบัญชีมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของรัฐภาคีสมาชิกตามที่นิยามไว้ในอนุสัญญา มาตรา 11 และ 12

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดองค์รู้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ทั้งระดับจังหวัด ระดับชาติ และมนุษยชาติ ได้ในเว็บไซต์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม http://www.culture.go.th หัวข้อ องค์ความรู้ด้านวัฒนธรรม มรดกภูมิปัญญาฯ ICH และติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ทางเฟซบุ๊กกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ Line @วัฒนธรรม
 

‘ศุภมาส’ย้ำ‘อว.’ต้องผลิตคนตอบโจทย์ภาคอุตฯ มอบ‘สอวช.’พัฒนาหลักสูตร‘แซนด์บ็อกซ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795425

‘ศุภมาส’ย้ำ‘อว.’ต้องผลิตคนตอบโจทย์ภาคอุตฯ มอบ‘สอวช.’พัฒนาหลักสูตร‘แซนด์บ็อกซ์’

‘ศุภมาส’ย้ำ‘อว.’ต้องผลิตคนตอบโจทย์ภาคอุตฯ มอบ‘สอวช.’พัฒนาหลักสูตร‘แซนด์บ็อกซ์’

วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.11 น.

‘ศุภมาส’ย้ำ‘อว.’ต้องผลิตกำลังคนในสาขาที่จำเป็นตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม มอบหมาย‘สอวช.’เดินหน้าพัฒนาหลักสูตร‘แซนด์บ็อกซ์’ ผลิตกำลังคนรูปแบบใหม่ ปลดล็อกข้อจำกัดการอุดมศึกษาในปัจจุบัน

26 มีนาคม 2567 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุมคณะกรรมการอํานวยการ สอวช. ครั้งที่ 2/2567  เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร สวทช. (โยธี) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม และมีประเด็นสำคัญในการเสวนา ได้แก่ ความก้าวหน้าการดำเนินงานของการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox)

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า การจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา เป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนของ กระทรวง อว. ที่ต้องการผลิตกำลังคนในสาขาที่จำเป็นอย่างเร่งด่วน ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเกณฑ์มาตรฐานการอุดมศึกษาในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตกำลังคนได้อย่างมีคุณภาพ ในปริมาณที่เพียงพอ ตรงตามความต้องการ ภายในเวลาที่รวดเร็ว จึงฝาก สอวช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวถึงระบบการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง และภาพรวมของมาตรการและโปรแกรมสนับสนุน ได้มีการดำเนินโครงการแพลตฟอร์ม STEMPlus บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ สนับสนุนการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงที่ตอบความต้องการของตลาดแรงงานแห่งอนาคต รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ผ่านมาตรการ Thailand Plus Package เพื่อส่งเสริมการจ้างงานบุคลากรผู้มีทักษะสูงด้าน STEM โดยสามารถนำค่าจ้างพนักงานไปยกเว้นภาษีได้ 150% ซึ่งที่ผ่านมามีการรับรองแล้วการจ้างงานไปแล้ว 5,724 ตำแหน่ง จาก 112 บริษัท ส่วนการพัฒนาบุคลกรให้มีทักษะสูงด้าน STEM บริษัทที่ส่งลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจาก อว. สามารถนำค่าใช้จ่ายไปขอยกเว้นภาษีได้ 250% โดยมีหลักสูตรที่ผ่านการรับรองแล้ว 828 หลักสูตร จาก 95 หน่วยฝึกอบรม พัฒนาทักษะบุคลากรไปแล้วจำนวน 81,599 ราย

นอกจากนี้ยังมีการสำรวจความต้องการบุคลากรทักษะสูงใน 12 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Thailand Talent Landscape) ระหว่างปี พ.ศ.2563-2567 พบว่ามีความต้องการบุคลากรดังนี้คือ ด้านดิจิทัล 30,743 ตำแหน่ง อุตสาหกรรมการบินและการขนส่ง 29,289 ตำแหน่ง ศูนย์กลางทางการแพทย์ 17,732 ตำแหน่ง อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มผู้มีรายได้สูงและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 15,432 ตำแหน่ง การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง 14,907 ตำแหน่ง อาหารแห่งอนาคต 12,458 ตำแหน่ง การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา จำนวน  12,254 ตำแหน่ง ยานยนต์แห่งอนาคต 12,231 ตำแหน่ง หุ่นยนต์อุตสาหกรรม 10,020 ตำแหน่ง และด้านพลังงานชีวภาพและชีวเคมี 9,836 ตำแหน่ง

สำหรับโครงการพัฒนาทักษะเพื่อการจ้างงานตามความต้องการของประเทศ (GenNX Model) มีการเปิดรับผู้สนใจเข้ามาพัฒนาทักษะใน 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรผลิตนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Junior Software Developer) และหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุมืออาชีพ (Senior Care Professional) ซึ่ง ดร.กิติพงค์ ย้ำว่า ผู้ที่เข้ารับการพัฒนาทักษะจากโครงการ เมื่อจบหลักสูตรไปแล้วสามารถหางานได้ทันทีในสัดส่วนกว่า 85% ส่วนโครงการ Job Guarantee Thailand ขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบวิธีการดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง โดยมีเป้าหมายหลักคือการผลิตแรงงานที่มีทักษะสูงตอบสนองความต้องการเร่งด่วนของประเทศ

“ส่วนของหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ที่เป็นการปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ ในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน ปีที่ผ่านมา มีหลักสูตรที่ผ่านการอนุมัติ 11 ข้อเสนอ โดยมีเป้าหมายผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง 19,695 คน ภายใน 10 ปี มี 7 ข้อเสนอที่เริ่มเปิดรับนักศึกษาเข้าเรียนในปีการศึกษา 2566 ซึ่งมีนักศึกษาเข้าเรียนในหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์แล้ว 530 คน อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรม Campus Tour 4 ภูมิภาค และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการแซนด์บ็อกซ์การผลิตกำลังคนด้าน “Semiconductor and Advanced Electronics” ร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. และภาคเอกชน เป็นหลักสูตรที่จะช่วยตอบความต้องการกำลังคนในภาคอุตสาหกรรมด้วย” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าว

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้ความเห็นว่าการพัฒนาหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ขึ้นมาเป็นโครงการที่ดีมาก ต้องมีการขยายผลและประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้กับนักลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในไทย ให้เห็นว่าเราจะมีบุคลากรรองรับการเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศได้ ซึ่งในอนาคตยังสามารถขยายขอบเขตการผลิตบุคลากรให้กว้างขึ้น และเชื่อมโยงกับการทำข้อมูลผลสำรวจความต้องการทักษะสำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการบูรณาการการจัดทำหลักสูตรให้ตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ ในอนาคตได้อีกด้วย

ด้าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้รายงานความก้าวหน้าของ วิทยสถานเพื่อการพัฒนาพื้นที่ หรือ ธัชภูมิ ว่า เป็นการจัดตั้งสถาบันความรู้เพื่อการจัดการทุนทางวัฒนธรรม การขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยการนำองค์ความรู้วิจัยและนวัตกรรมสนับสนุนการวิจัยเชิงขยายผลโมเดลการจัดการทุนทางวัฒนธรรมไปสู่เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏจำนวน 23 แห่ง นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์รวมผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมจากทั่วประเทศที่มาจากเครือข่ายวิจัยที่ทำงานการจัดการทุนวัฒนธรรม เพื่อยกระดับคุณค่าและมูลค่า ให้คนต่างชาติและคนไทยทั่วไปได้รับรู้และเป็นจุดเชื่อมต่อให้เกิดความสนใจที่จะไปเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลากหลายของไทยในพื้นที่ต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนโดยใช้กลไก คน-ของ-ตลาด นำองค์ความรู้มาจัดทำแพลตฟอร์มนโยบาย โมเดลช่วยเหลือและแก้ปัญหาครัวเรือนยากจนที่สามารถยกระดับรายได้หรือแก้ไขปัญหาของชุมชนชนบทและชุมชนเมือง ด้านอาชีพ การศึกษาเรียนรู้ และการเข้าถึง เทคโนโลยีได้

ตามรอย ‘ขุนอิน’ 20 ปี โหมโรง ประกวดเดี่ยวระนาดปูทางสู่มืออาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795251

ตามรอย ‘ขุนอิน’ 20 ปี โหมโรง  ประกวดเดี่ยวระนาดปูทางสู่มืออาชีพ

ตามรอย ‘ขุนอิน’ 20 ปี โหมโรง ประกวดเดี่ยวระนาดปูทางสู่มืออาชีพ

วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ อาจารย์ขุนอิน ณรงค์โตสง่า หรือ “ขุนอิน โหมโรง” ผู้บริหารบริษัทขุนอินโชว์ จำกัด และ KK Riverside Resort ที่พักพูลวิลล่าแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี แถลงข่าวโครงการประกวดเดี่ยวระนาดเอก “ตามรอยขุนอิน 20 ปี โหมโรง” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เยาวชนที่มีใจรักในดนตรีไทยได้มีพื้นที่แสดงความสามารถ โดยมีบุคคลสำคัญในแวดวงดนตรีไทย และนักแสดงนำจากภาพยนตร์โหมโรง เข้าร่วมงาน ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

อาจารย์ขุนอิน ณรงค์โตสง่ากล่าวว่า เพื่อเป็นการระลึกถึงภาพยนตร์เรื่องโหมโรง ที่มีอายุครบ 20 ปีและอยากกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนที่ตี “ระนาดเอก” ได้มีการตื่นตัวมากขึ้น อีกทั้งต้องการยกระดับการประกวดระนาดเอกด้วย เพราะปัจจุบันการประกวดดนตรีไทยมีการจัดกันอย่างแพร่หลายก็จริง แต่การประกวดในแต่ละสถาบันจะไม่มีค่าใชัจ่าย หรือเงินรางวัลให้แก่เด็ก แต่การประกวดครั้งนี้จะมีเงินรางวัลชนะเลิศสูงถึง 50,000 บาท พร้อมเข็มขัดแชมป์ให้กับผู้ชนะเลิศ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับวงการดนตรีไทย

นายวีระพล มงคลพูนเกษม ผู้บริหาร KK Riverside Resort แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กล่าวว่า “ถ้าพูดถึงการริเริ่มความชอบเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมดนตรีไทย ต้องเริ่มจากการที่ผมได้ดูหนังเรื่องโหมโรง ที่ท่านอาจารย์ขุนอินเป็นผู้เล่น การดำเนินเรื่อง ฝีมือในการแข่งขัน การประชันความสามารถของอาจารย์ ทำให้ผมประทับใจมาก และเมื่อตอนผมเด็กๆ ผมก็อยากที่จะมีโอกาสได้ลองเล่นดนตรีไทยบ้าง แต่ด้วยโอกาสในตอนนั้นยังไม่มีคนสนับสนุนหรือให้โอกาสผม ดังนั้น เหตุผลที่ผมได้ร่วมจัดงานในครั้งนี้ เพื่อให้โอกาสเด็กไทยที่มีฝีมือ มีความสามารถ แต่ยังไม่เคยได้รับโอกาสได้ออกมาแสดงศักยภาพกันให้เต็มที่ เป็นการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมให้เด็กรุ่นใหม่ได้เรียนรู้สืบต่อไป ผมว่าการเล่นดนตรีไทยในปัจจุบัน ถ้าไม่ใช่ความชอบส่วนตัวก็คงริเริ่มได้ยาก ผมจึงอยากร่วมในการจัดงานครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้เด็กไทยได้เข้าถึงศิลปวัฒนธรรมได้ง่ายขึ้น และเพิ่มโอกาสในด้านต่างๆ ให้กับเขา”

ทั้งนี้ นายวีระพล ได้สนับสนุนสถานที่ในการจัดแข่งขัน เงินรางวัลรวม 80,000 บาท และเข็มขัดแชมป์มูลค่า 30,000 บาท พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมหวังอย่างยิ่งว่าจะสามารถเป็นแรงผลักดันเล็กๆ ให้กับวงการดนตรีไทย เพื่อให้ดนตรีไทยยิ่งใหญ่อยู่คู่ประเทศต่อไป”

ด้าน น.ส.วราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม วธ. กล่าวว่า ตามนโยบายรัฐบาลได้มีการผลักดัน THACCA หรือ Thailand Creative Content Agency โดยการสนับสนุนพลังสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ของประเทศ การเล่นดนตรีไทยเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมทักษะ Soft Powerในมิติทางวัฒนธรรมให้กับเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม มีภารกิจในการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม “ดนตรีไทย” ถือเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญของชาติไทย จึงได้ให้การสนับสนุน โดยเป็นเจ้าภาพร่วมจัดงานแถลงข่าว และให้ความอนุเคราะห์เรื่องสถานที่ในการจัดงานครั้งนี้

“อยากขอเชิญชวนน้องๆ เยาวชน คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถทางดนตรีไทย การเล่นระนาดเอก เข้าร่วมโครงการประกวดเดี่ยวระนาดเอก ตามรอยขุนอิน 20 ปี โหมโรง” เพื่อร่วมสืบทอดและรักษาดนตรีไทย ให้เกิดความยั่งยืนต่อไป” รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ระบุ

สำหรับการจัดการประกวดครั้งนี้ “ขุนอิน” ย้ำว่า ได้เปิดให้ส่งผลงานทางออนไลน์จนถึงวันที่ 25 มี.ค.2567 และจะมีประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก จำนวน 10 คน ผ่านทางเพจ Facebook : ตามรอย ขุนอิน 20 ปีโหมโรง ในวันที่ 29 มี.ค.2567 ส่วนผลรอบชิงชนะเลิศ จะประกาศในวันที่ 6 เม.ย.2567 ณ KK Riverside Resortที่พัก พูลวิลล่า แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

หลังจากได้ผู้ชนะการคัดเลือกทั้ง 2 สายแล้ว ผู้เข้าประกวดจะต้องบรรเลงประชันต่อหน้าคณะกรรมการอีกครั้ง โดยจับสลากบรรเลงก่อนหลัง เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกผู้ชนะอันดับ 1 ซึ่งผู้ได้รับการตัดสินรางวัลชนะเลิศ จะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมเข็มขัดแชมป์และเกียรติบัตร ส่วนรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 จำนวนเงิน 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร และรางวัลสำหรับผู้เข้ารอบ 8 คน จำนวนเงินคนละ 2,500 บาท พร้อมเกียรติบัตร

อดีตรองอธิการม.รามฯ ร้องผู้ตรวจฯ ปมตั้งสอบวินัยร้ายแรงอดีตผู้บริหาร 26 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795299

อดีตรองอธิการม.รามฯ ร้องผู้ตรวจฯ ปมตั้งสอบวินัยร้ายแรงอดีตผู้บริหาร 26 คน

อดีตรองอธิการม.รามฯ ร้องผู้ตรวจฯ ปมตั้งสอบวินัยร้ายแรงอดีตผู้บริหาร 26 คน

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567, 19.02 น.

กลุ่มอดีตรองอธิการ ม.รามคำแหงรวมตัวยื่นหนังสือผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบ ม.รามคำแหงกรณีตั้งสอบวินัยร้ายแรงอดีตผู้บริหาร 26 คน โดยมิชอบ ข้อกล่าวหาสุดแปลก สวมชุดครุยผู้บริหาร-เข้าประชุมสภาฯ ยืนยันเป็นการทำตามหน้าที่ความรับผิดชอบ ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กลุ่มอดีตรองอธิการบดี ม.รามคำแหง ได้ยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อขอความเป็นธรรมแก่บุคลากรที่โดนตั้งกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรง เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยครั้งนี้มีคณาจารย์และผู้เกี่ยวข้องได้เดินทาง ร่วมขอความเป็นธรรมและให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้สืบเนื่องจากที่ผ่านมาได้เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นในม.รามคำแหง เหตุเพราะในช่วงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ถึง 3 พฤษภาคม 2566  ม.รามคำแหง มีผู้บริหาร 2 ชุด คือ ชุดแรกมีอธิการบดีที่ถูกถอดถอนและศาลปกครองกลาง   มีคำสั่งคุ้มครองให้กลับมาทำหน้าที่อธิการบดีต่อไป กับชุดสองมีรักษาราชการแทนอธิการบดีจากการแต่งตั้ง  ของสภามหาวิทยาลัยให้มาปฏิบัติงานทับซ้อนกัน

การออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในครั้งนี้ เป็นการร้องเรียนเพื่อให้ตรวจสอบการไม่ปฏิบัติตามกฏหมายหรือปฏิบัติ นอกเหนือหน้าที่และอำนาจตามกฏหมาย ในการแต่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงกับอดีตผู้บริหารถึง 26 คนว่า  กระทำความผิดวินัยร้ายแรง กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีม.รามคำแหงด้วย เพราะอาจขัดกับคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองกลางและกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายละเอียดลำดับเหตุการณ์ ดังนี้

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยมีคำสั่งว่า “จึงมีคำสั่งกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยให้ทุเลาการบังคับตามมติของสภามหาวิทยาลัยและพวก ในการประชุมครั้งที่ 21/2565 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 ที่ถอดถอนนายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ ออกจากตำแหน่งอธิการบดี ม.รามคำแหง และที่แต่งตั้ง ผศ.บุญชาล ทองประยูร เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีม.รามคำแหง รวมทั้งทุเลาการบังคับตามคำสั่งสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ 119/2565 เรื่อง ถอดถอนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 ที่ถอดถอนนายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ ออกจากตำแหน่งอธิการบดี ม.รามคำแหง และทุเลาการบังคับตามคำสั่งสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ 120/2565 เรื่องแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 ที่แต่งตั้ง ผศ.บุญชาล ทองประยูร เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น” คำสั่งดังกล่าวจึงส่งผลทำให้นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ ยังคงมีสถานะทางกฎหมาย อำนาจ และหน้าที่ในตำแหน่งอธิการบดี ม.รามคำแหง และได้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ   ในตำแหน่งอธิการบดีม.รามคำแหง ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นไป

ดังนั้น ผลของคำสั่งศาลปกครองกลางดังกล่าว ย่อมมีผลทำให้รองอธิการบดีม.รามคำแหงตามคำสั่ง สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ 109/2565 ลงวันที่ 30 กันยายน 2565 และที่ 114/2565 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2565  ต้องกลับมาดำรงสถานะหรือมีตำแหน่งเป็นรองอธิการบดีม.รามคำแหง และคงสถานะความเป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยม.รามคำแหง ตามพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2541 มาตรา 23 วรรคท้าย ด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้น วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ ในฐานะอธิการบดีม.รามคำแหง  ได้ลงนามในประกาศมหาวิทยาลัยรามคำแหง เรื่อง ให้ข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัยและลูกจ้างมหาวิทยาลัยทุกระดับปฏิบัติงานตามปกติภายใต้คำสั่งอธิการบดี และในข้อ 3) ให้ปฏิบัติตามคำสั่งรองอธิการบดี ตามคำสั่งสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ 109/2565 เรื่อง แต่งตั้งรองอธิการบดี ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565 และคำสั่งสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ 114/2565 เรื่อง แต่งตั้งรองอธิการบดี ลงวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2565 ประกาศให้เป็นที่รับทราบโดยทั่วกัน  อีกด้วย

อย่างไรก็ตามวันที่ 3 พฤษภาคม 2566 ศาลปกครองสูงสุดได้ยกเลิกคำสั่งกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา ส่งผลให้ นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ ในฐานะอธิการบดีม.รามคำแหง และรองอธิการบดี ดังกล่าว ได้ยุติการปฏิบัติหน้าที่โดยทันที

ม.รามคำแหงจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีกลุ่มบุคลากรของม.รามคำแหงที่มิใช่บุคคลผู้มีตำแหน่งรองอธิการบดี ตามคำสั่งสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ 15/2566 สั่ง ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ได้กระทำความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการอาทิเช่น สวมชุดครุยผู้บริหารในวันรับพระราชทานปริญญาบัตร,เข้าร่วมประชุม เป็นต้น แต่ยกเว้นรองอธิการบดีบางคนที่มีชื่อปรากฏเป็นรองอธิการบดีทั้งสองฝ่ายทับซ้อนกัน

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2566 ศาลแขวงพระนครเหนือได้อ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อ 1806/2566 คดีหมายเลขแดง ที่ อ 4874/2566 ความอาญา ระหว่าง มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดย ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดี ม.รามคำแหง โจทก์ กับ นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ จำเลย โดยศาลมีคำพิพากษายกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ในข้อหาแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงาน ที่มีอำนาจกระทำการนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145

โดยศาลได้มีคำวินิจฉัยไว้ตอนหนึ่งว่า “ จำเลยกระทำการไปภายใต้คำสั่งกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครอง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง คดีโจทก์ไม่มีมูล ยกฟ้อง”

ผลของคำสั่งศาลปกครองกลางที่คุ้มครอง วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 จนกระทั่งศาลปกครองสูงสุดยกเลิก    การคุ้มครองตั้งแต่ วันที่ 3 พฤษภาคม 2566 ประกอบกับพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2541 มาตรา 23  วรรคท้าย และประกาศมหาวิทยาลัยรามคำแหง เรื่อง ให้ข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัยและลูกจ้างมหาวิทยาลัยทุกระดับปฏิบัติงานตามปกติภายใต้คำสั่งอธิการบดี ฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 ตลอดจนคำพิพากษาศาลแขวงพระนครเหนือก็ดี ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาด้วยความเป็นธรรม ขัดต่อหลักกฎหมาย ส่งผลทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการใช้อำนาจ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

โดยวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ม.รามคำแหงได้ออกคำสั่งที่ 573/2567 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการทั้ง ๆ ที่รู้และควรรู้ถึงคำพิพากษาศาลแขวงพระนครเหนือ ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2566 มาก่อนแล้ว แต่ก็ยังคงมีเจตนาพิเศษและไม่คำนึงถึงคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองกลาง ประกอบกับพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2541 มาตรา 23 และประกาศมหาวิทยาลัยรามคำแหง เรื่อง ให้ข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัยและลูกจ้างมหาวิทยาลัยทุกระดับปฏิบัติงานตามปกติภายใต้คำสั่งอธิการบดี ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 เสมือนเป็นการจงใจกลั่นแกล้งบรรดาข้าพเจ้าด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียง ชีวิตราชการ และชีวิตความเจริญก้าวหน้าทางราชการในอนาคต ทั้ง ๆ ที่การกระทำตามข้อกล่าวหาไม่เป็นความผิดวินัย ไม่เป็นการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ได้สร้างความเสียหายต่อประโยชน์  ทางราชการ และยืนยันการปฏิบัติหน้าที่บนพื้นฐานความเชื่อโดยสุจริตในอำนาจ หน้าที่และความรับผิดชอบของตำแหน่งรองอธิการบดีมาโดยตลอด

การสรุปผลการสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงซึ่งนำมาสู่การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง การร่วมกันพิจารณาและมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงของคณะกรรมการบริหารงานบุคคลมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ก.บ.ม.) กับบรรดาข้าพเจ้า อดีตรองอธิการบดี ล้วนแล้วแต่เป็นการใช้ดุลพินิจที่มิชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อหลักกฎหมาย ขัดแย้งต่อพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อที่จะกลั่นแกล้งบรรดาข้าพเจ้า

ดังนั้นบรรดาข้าพเจ้า อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ไม่มีทางอื่นใดเป็นที่พึ่ง จึงมีความจำเป็นต้อง มาร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้พิจารณาตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการแต่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงดังกล่าว และได้โปรดใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายพิจารณาดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่เกิดความเสียหายยากแก่การเยียวยาได้ในภายหลัง และได้โปรดดำเนินการเสนอแนะ  ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีทราบเพื่อพิจารณาสั่งการตามที่เห็นสมควรต่อไป.

เชิญชวนชาวจุฬาฯ ร่วมปกิณกะ 101 ปี ตรึงตรา ล้ำค่า น่าภูมิใจ ‘107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795289

เชิญชวนชาวจุฬาฯ ร่วมปกิณกะ 101 ปี ตรึงตรา ล้ำค่า น่าภูมิใจ '107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร'

เชิญชวนชาวจุฬาฯ ร่วมปกิณกะ 101 ปี ตรึงตรา ล้ำค่า น่าภูมิใจ ‘107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร’

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567, 18.44 น.

เชิญชวนชาวจุฬาฯ ร่วมปกิณกะ 101 ปี ตรึงตรา ล้ำค่า น่าภูมิใจ “107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร” 26 มีนาคม 2567

“สุทธิพงษ์ จุลเจริญ” ประธานจัดงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 2567 เปิดตัวหนังสือ “มหาวิทยาลัย” ปกิณกะที่ระลึกอันทรงคุณค่า ในงาน “107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร” 26 มีนาคม 2567 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันนี้ (25 มี.ค. 67) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ นายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานกรรมการดำเนินงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 2567 เปิดเผยถึงการจัดงาน “107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร” 26 มีนาคม 2567 โดยสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ส.น.จ.) ซึ่งในการจัดงานในครั้งนี้ คณะกรรมการดำเนินงานฯ ได้เล็งเห็นว่า “การพิมพ์หนังสือ” เป็นเรื่องที่จะทำให้เกิดการจดจารบันทึกอันถาวรยาวนาน และหนังสือที่เป็นที่รู้จักของชาวจุฬาฯ มาอย่างเนิ่นนานนับเป็นเวลา 101 ปี นั่นคือ “หนังสือมหาวิทยาลัย” ที่ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก เมื่อ ปี 2466 ซึ่งถือเป็นหนังสือสำคัญและมีประวัติความเป็นมาอันล้ำค่า สมควรที่จะได้รับการอนุรักษ์จัดพิมพ์ซ้ำอีกในวาระนี้ 

“คณะกรรมการดำเนินงานฯ จึงได้นำ “หนังสือมหาวิทยาลัย” จำนวน 44 ฉบับ มาประมวลจัดพิมพ์ ทั้งหน้าปก สารบัญ และหน้าเปิดบทของแต่ละเล่ม รวบรวมไว้ในหนังสือที่ระลึก “มหาวิทยาลัย : UNIVERSITY”เนื่องในการจัดงาน “107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร” 26 มีนาคม 2567 โดยได้รับความอนุเคราะห์จากอาจารย์ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ สำนักพิมพ์ต้นฉบับ ผู้ซึ่งเป็นนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาฯ รับเป็นสาราณียกรร่วมกับคณะทำงานสาราณียกร ซึ่งหนังสือที่ระลึกนี้จะมอบให้กับนิสิตเก่า นิสิตปัจจุบันของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จะเดินทางมาร่วมงานในวันที่ 26 มีนาคม 2567 ทุกคน โดยคาดหวังว่าการจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกในครั้งนี้ จะทำให้เกิดอรรถประโยชน์ 2 ประการ คือ 1) ชุมชนชาวจุฬาฯ จะได้รับรู้ถึงผลงานของบรรพชนชาวจุฬาฯ เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมาว่าได้ผลิตสิ่งดีไว้ในบรรณาพิภพ และยังเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจในปัจจุบันและอนาคต และประการที่ 2) สาธารณชน ผู้ที่สนใจงานสังคมศาสตร์แขนงต่าง ๆ จะได้เข้าถึงเอกสารชั้นปฐมภูมิอย่างง่าย ๆ เช่น พระราชพงศาวดาร วรรณกรรม เรื่องสั้น กวีนิพนธ์ บทความทางวิทยาศาสตร์ ศาสนา ภาพประกอบเรื่อง ฯลฯ อันจะเป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางเพื่อการศึกษาตลอดชีวิต ดังพุทธสุภาษิตที่ว่า “ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต : ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก”” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ประธานกรรมการดำเนินงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 2567 กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนพี่น้องนิสิตเก่า นิสิตปัจจุบันทุกรุ่น ร่วมใส่เสื้อสีชมพูร่วมงาน “107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร” ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ (วันอังคารที่ 26 มีนาคม 2567) โดยช่วงเช้าเวลา 06.00 – 09.00 น. พิธีวางพุ่มสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า และพิธีทำบุญตักบาตร และช่วงเย็นเวลา 17.00 – 22.00 น. งานสังสรรค์รื่นเริง พร้อมรับชมกิจกรรมการแสดงจากผู้แทนนิสิตเก่าจุฬาฯ และนิสิตปัจจุบัน มีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ทั้งการบรรเลงบทเพลง โดยวงดนตรีสากลสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Band) การแสดงชุดต่าง ๆ อาทิ การแสดงจากผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Cheerleader) การแสดงโดยศิลปิน การแสดงโดยสมาคมนิสิตเก่าคณะครุศาสตร์ สมาคมนิสิตเก่าคณะนิเทศศาสตร์ และสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ การแสดง “107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร” การแสดงจากผู้แทนนิสิตเก่าจุฬาฯ รุ่น 50 ปี (CU16) และรุ่น 51 ปี (CU17) การมอบธงสัญลักษณ์การเข้าศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครบ 50 ปี จากผู้แทนนิสิตเก่าจุฬาฯ รุ่น 50 ปี (CU16) สู่ผู้แทนนิสิตเก่าจุฬาฯ รุ่น 51 ปี (CU17) และกิจกรรมพิเศษ “จุฬาฯ ถ้วน ล้วนถวายพระพร” ที่มีการขับร้องบทเพลงและบทกวีเพลง “ในอุ่นอ้อมอกมั่นคง” และการเชิญธงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธงสโมสรนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฯ ธงคณะต่าง ๆ ขึ้นประจำบนเวที ทั้งนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินในงานวันครบรอบ 107 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงเช้า

“สำหรับพี่น้องจุฬาฯ ที่ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ สามารถดาวน์โหลดหนังสือที่ระลึก “มหาวิทยาลัย” เนื่องในการจัดงาน “107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร” รูปแบบ E-Book ทาง https://identity.in.th/web/flipbook/107cu/ เพื่อร่วมซึมซับ ศึกษา ผลงานของรุ่นพี่ รุ่นน้องชาวจุฬาฯ รุ่นต่าง ๆ ตลอดระยะเวลา 107 ปี ที่ผ่านมา ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานวรรณศิลป์อันทรงคุณค่า ตรึงตรา และภาคภูมิใจ ที่สำคัญเป็นการบันทึกไว้เป็นมรดกของชาวจุฬาฯ ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้าย

ด้านอาจารย์ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ สาราณียกร กล่าวว่า สำหรับหนังสือมหาวิทยาลัย UNIVERSITY เนื่องในการจัดงาน “107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร” ในครั้งนี้ รูปแบบของ “ปกหนังสือ” เป็นส่วนสำคัญที่สุดที่สาราณียกรผู้รับผิดชอบในแต่ละปีจะต้องสร้างสรรค์ขึ้นด้วยความประณีตและสวยงาม ตั้งแต่การออกแบบฟอนต์ตัวอักษร การคัดเลือกภาพที่จะนำมาตีพิมพ์ การให้สีปก การขยายหรือย่อองค์ประกอบต่าง ๆ ที่นับว่าเป็นงานศิลปะชั้นสูง ที่จะทำให้ผู้อ่านเลือกหยิบจับและซื้อหามาอ่าน ประการถัดมา คือ “เนื้อหา” ซึ่งมีบทความ เรื่องสั้น เรื่องแปลจากต่างประเทศ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งจะต้องคัดเลือกและทาบทามนักเขียนผู้ทรงคุณวุฒิมาเขียนบทความนั้น ๆ และประการสุดท้าย “หน้าโฆษณา” ที่จะทำให้เราได้เห็นพัฒนาการของสินค้าและการออกแบบโฆษณาชิ้นนั้น ๆ แต่เพื่อความสมบูรณ์และเหมาะสมของหนังสือ จึงได้รวบรวมส่วนที่เป็นหน้าปก สารบัญ และหน้าเปิดบทของแต่ละเล่ม มาไว้ในหนังสือที่ระลึกฉบับนี้

‘ม.สุโขทัยฯ’ออกแถลงการณ์ ยันสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย ถูกต้องตามกฎหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795275

'ม.สุโขทัยฯ'ออกแถลงการณ์ ยันสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย ถูกต้องตามกฎหมาย

‘ม.สุโขทัยฯ’ออกแถลงการณ์ ยันสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย ถูกต้องตามกฎหมาย

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567, 18.14 น.

ม.สุโขทัยฯ ออกแถลงการณ์ ยันสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย ถูกต้องตามกฎหมาย คัดเลือกบุคคลผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ตามหลักธรรมาภิบาล ทุกประการ 

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ออกแถลงการณ์ เรื่อง การสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามหลักธรรมาภิบาล ตามที่ได้มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของสภามหาวิทยาลัยผ่านสื่อนั้น มหาวิทยาลัยขอยืนยันว่า กระบวนการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล ในสถาบันอุดมศึกษาฯ และได้คัดเลือกบุคคลผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาฯ และถูกต้องตามกฎหมายทุกประการแล้ว

กระบวนการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้เริ่มภายหลังที่ตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยว่างลง อันเนื่องมาจากการถึงแก่อนิจกรรมของนายกสภามหาวิทยาลัยท่านเดิม โดยสภามหาวิทยาลัยมีมติอนุมัติกรอบการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 และได้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย ในวันที่ 4 ธันวาคม 2566 ซึ่งกระบวนการต่างๆ เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ว่าด้วยการได้มาซึ่งนายกสภามหาวิทยาลัย พ.ศ. 2565 ที่ได้ปรับปรุงตามแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาฯ ปัจจุบัน คณะกรรมการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยได้ดำเนินการด้วยความเรียบร้อยและรอบคอบจนได้ผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย และได้เสนอชื่อเพื่อขอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยไปยังกระทรวงการอุดมศึกษาฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ระหว่างกระบวนการสรรหาฯ คณะกรรมการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยได้ตรวจสอบคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้เหมาะสมให้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยทุกคนอย่างละเอียด ก่อนการพิจารณาคัดเลือกตามที่กำหนดในข้อ 6 ก. (6) แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ว่าด้วยการได้มาซึ่งนายกสภามหาวิทยาลัย พ.ศ. 2565 โดยยึดข้อมูลอย่างเป็นทางการที่ปรากฎในฐานข้อมูลของกระทรวงการอุดมการศึกษาฯ ตามที่เจ้าหน้าที่กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้แจ้งต่อทางมหาวิทยาลัย

โดยผลการพิจารณา และตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยนั้น เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของข้อบังคับมหาวิทยาลัยฯ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีคุณสมบัติเหมาะสมตามหลักธรรมาภิบาลทุกประการ

ศาสตร์‘STEM’ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต้องเน้น!..หากอยากเป็น‘ชาติพัฒนาแล้ว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795069

ศาสตร์‘STEM’ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต้องเน้น!..หากอยากเป็น‘ชาติพัฒนาแล้ว’

ศาสตร์‘STEM’ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต้องเน้น!..หากอยากเป็น‘ชาติพัฒนาแล้ว’

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567, 07.00 น.

“ประเทศไทยเรามีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เรียกว่าอยู่ในระดับต่ำ ล่าสุดเราก็เป็นห่วงกัน ตัวเลข GDP ออกมาก็อยู่ที่ 2.4-2.7 แล้วการคาดการณ์ก็อยู่ประมาณนี้ จะไม่ถึง 3 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็จะเป็นแบบนี้ไปสักระยะหนึ่ง ซึ่งปัญหาใหญ่มันก็สะท้อนว่าความสามารถในการแข่งขันลดลง”

เสาวรัจ รัตนคำฟู ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงานสัมมนาสาธารณะ “ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยการยกระดับการศึกษาและกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM)” จัดโดย TDRI ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อช่วงต้นเดือนมี.ค. 2567 ฉายภาพสถานการณ์ของประเทศไทยที่เมื่อขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง ผลที่สะท้อนออกมาคืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ลดลงด้วย

และเมื่อดูผลการศึกษาทั่วโลก จะพบว่า “STEM หรือ 4 วิชาอันประกอบด้วย วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาประเทศ” เห็นได้จากบรรดาประเทศที่ถูกเรียกว่า “ประเทศพัฒนาแล้ว” ผู้คนมีรายได้สูง จะให้ความสำคัญกับการคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทั้งการพัฒนากำลังคน การส่งเสริมกิจการประเภท “สตาร์ทอัพ (Startup)” เช่น เดนมาร์ก สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ มีสัดส่วนนักวิจัยต่อประชากรสูง

เช่นเดียวกับ สหรัฐอเมริกา อิสราเอล ออสเตรีย พบอัตราการจ้างงานในกลุ่มอาชีพ STEM ที่สูง เป็นต้น ขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการจ้างงานในกลุ่มอาชีพ STEM ที่ค่อนข้างต่ำดังนั้นคำถามคือ “ประเทศไทยจะพัฒนาการศึกษาและกําลังคนด้าน STEM ได้อย่างไร?” ซึ่งประเทศไทยมีคนที่กำลังทำงาน 39.6 ล้านคน ในจำนวนนี้อยู่ในงานกลุ่ม STEM เพียง 1.4 ล้านคน นอกจากนั้น ในขณะที่มีผู้สำเร็จการศึกษาด้าน STEM ถึง 4.4 ล้านคน แต่ในจำนวนนี้ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับ STEM เพียง 1 ล้านคน ส่วนที่เหลืออีกกว่า 3 ล้านคนไปทำงานด้านอื่น

“ทำไมคนที่จบ STEM ไม่ทำงาน STEM เป็นเพราะว่ารายได้เขาได้น้อยกว่าหรือ? ไม่จริงเลย! เราพบว่าคนที่เป็นอาชีพ STEM จบสาขา STEM ได้รายได้สูงกว่าคนที่จบสาขาอื่นหรือว่าทำอาชีพอื่น คนที่จบ ป.ตรี สาขา STEM ทำอาชีพ STEM รายได้มัธยฐานอยู่ที่ 2.6 หมื่นบาท ขณะที่คนที่จบ ป.โท หรือ ป.เอก มีรายได้มัธยฐานอยู่ที่ 4 หมื่นบาท จะเห็นว่าคนที่จบ STEM และทำงานอาชีพ STEM มีรายได้สูงสุด ทีนี้ก็เป็นคำถามตัวใหญ่ๆ แล้วว่าทำไมรายได้ก็ดี-ความต้องการก็มี แต่ทำไมมันถึงมีปัญหา” เสาวรัจ กล่าว

ขณะที่ พงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยอาวุโสด้านการปฏิรูปการศึกษา TDRI กล่าวถึง “4 ด่านแห่งความล่าช้า” ซึ่ง องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ชี้ว่าเป็นปัจจัยทำให้การศึกษาไม่ตอบโจทย์โลกจริงไว้ดังนี้ 1.การตระหนักรู้ (Recognition Lag) ทุกคนในประเทศยังเห็นไม่ตรงกันว่าจำเป็นต้องปรับเป้าหมายใหม่หรือไม่? และยิ่งต้องพูดคุยหารือกันนานเพื่อให้เกิดฉันทามติร่วมก็จะยิ่งล่าช้า

2.การตัดสินใจ (Decision-making Lag) เมื่อมีความเห็นร่วมกันแล้ว คำถามต่อมาคือจะนำเป้าหมายใหม่มาใช้ปรับหลักสูตรการศึกษาได้เร็วเพียงใด? 3.การดำเนินการ (Implementation Lag) เป้าหมายที่ถูกนำมาใช้แล้วอาจไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจไว้ และ 4.ผลลัพธ์ (Impact Lag) เช่น เด็กเริ่มเรียนชั้น ป.1 กว่าจะเห็นผลลัพธ์ก็ต้องรอจนถึงชั้น ม.3 หรือ ม.6 ที่เป็นช่วงรอยต่อกับการเรียนระดับอาชีวศึกษาหรืออุดมศึกษา

เมื่อเปรียบเทียบประเทศไทย กับประเทศที่ได้อันดับสูงๆ ด้านผลลัพธ์ทางการศึกษา เช่น สิงคโปร์ ฟินแลนด์และอังกฤษ อ้างอิงจากผลสอบ PISA ในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ทั้ง 3 ชาติ ได้อันดับต้นๆ ของโลก ต่างจากไทยที่อยู่ในกลุ่มท้ายตาราง ซึ่งพบปัจจัยที่ทำให้ประเทศเหล่านี้มีความเข้มแข็งด้าน STEM คือ 1.กำหนดระยะเวลาที่ต้องทบทวนหลักสูตร โดยสิงคโปร์ อยู่ที่ 6-10 ปี ฟินแลนด์ 7-10 ปี และอังกฤษอยู่ที่ทุกๆ 10 ปี

2.ปรับหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการในโลกจริงอิงกับสถานการณ์ เน้นสมรรถนะหรือการคิดชั้นสูง สิงคโปร์กับฟินแลนด์นั้นเน้นทั้งความรู้ (Knowledge) สมรรถนะ (Skill) และทัศนคติ (Attitude) ที่ดี ส่วนอังกฤษจะเน้นที่ความรู้และทักษะการคิดชั้นสูง ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ ประเมินคุณค่าและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ 3.มีคําอธิบายหลักสูตรช่วยครูสอนตรงจุด แนะนําแนวทางการนําสถานการณ์จริงมาสอน เช่น ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์นี้มีที่มาอย่างไร เพื่อครูจะได้เข้าใจแล้วมองเห็นภาพว่าจะนำไปสอนโดยอิงกับสถานการณ์จริงอย่างไร

4.ให้อิสระโรงเรียนปรับโครงสร้างเวลาการเรียนการสอน โดยส่วนกลางจะกำหนดไว้เพียงกว้างๆ เช่น จำนวนวันเรียนทั้งหมด หรือชั่วโมงเรียนต่อวันเป็นเท่าไร แล้วให้แต่ละโรงเรียนบริหารจัดการกันเอง 5.มีระบบประกันคุณภาพผู้เรียนด้วยการสอบ ซึ่งแม้กระทั่งฟินแลนด์ แม้จะมีระบบโรงเรียนประเมินผู้เรียน แต่ก็ยังมีการสอบระดับชาติ เพื่อให้เด็กทุกคนเรียนจบด้วยมาตรฐานเดียวกัน

6.ให้ความสําคัญกับคุณภาพการผลิตครู กำหนดว่าคนจะเป็นครูต้องสำเร็จการศึกษาจากสถาบันผลิตครู หรือไม่ก็ต้องผ่านการฝึกอบรมจากสถาบันผลิตครู แต่มีข้อสังเกตว่า สิงคโปร์และฟินแลนด์มีสถาบันผลิตครูไม่มากนักจึงสามารถควบคุมคุณภาพได้ 7.มีกลไกคัดเลือกครูที่มีประสิทธิภาพข้อนี้สิงคโปร์คำนวณความต้องการครูจากส่วนกลาง แตกต่างจากอังกฤษกับฟินแลนด์ที่ให้อิสระโรงเรียนในการคัดเลือกครู โดยส่วนกลางเป็นผู้อุดหนุนงบประมาณค่าจ้างครู

8.ให้ความสําคัญกับการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง มีการประเมินครูโดยอิงกับผลลัพธ์ของผู้เรียน นอกจากนั้น กรณีของครูบรรจุใหม่ในอังกฤษ ปีแรกลดภาระงานสอนร้อยละ 10 และปีที่ 2 ลดร้อยละ 5 เพื่อให้ไปเรียนรู้งานกับครูอาวุโสมีประสบการณ์สูง 9.การสอน STEM เป็นวิชาภาคบังคับของทุกโรงเรียน ไม่ได้แยกเป็นวิชาพิเศษ จึงไม่มีการจัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติม

และ 10.ยังไม่มีข้อสรุปว่าการจัดสรรงบประมาณรูปแบบใดดีที่สุด เช่น หากอุดหนุนงบประมาณรายหัว ก็อาจมีปัญหาโรงเรียนรายงานข้อมูลจำนวนนักเรียนมากกว่าที่มีอยู่จริง หรือหากอุดหนุนตามระดับผลการเรียน ก็อาจมีปัญหาโรงเรียนปล่อยเกรดเพื่อให้ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น ดังนั้น ต้องหากลไกอื่นมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เช่น การประกันคุณภาพครู การสอบ

โดยการประกันคุณภาพ กรณีของสิงคโปร์ มีการประเมินจากภายนอกทุกๆ 6 ปี ส่วนอังกฤษประเมินทุกๆ 3 ปี อีกทั้งมีหน่วยงานเข้าไปดูโรงเรียนที่มีสถานการณ์น่ากังวล เพื่อจัดสรรทรัพยากรให้โรงเรียนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ มีการประเมินคุณภาพครู โดยสิงคโปร์มีระบบ EPMS ประเมินทุกปี ฟินแลนด์มีองค์กร FINEEC ช่วยเหลือโรงเรียนวัดและประเมินคุณภาพ ส่วนอังกฤษใช้กลไกตลาดด้วยการเผยแพร่ผลการประเมินคุณภาพโรงเรียนต่อสาธารณะ

“นอกจากระบบที่เข้มแข็ง มีความรับผิดรับชอบ เอื้อให้โรงเรียนมีอิสระแล้ว จะเห็นว่า Spirit ของทั้ง 3 ประเทศคือเขาไม่ได้มองระบบต่างๆ แยกส่วนกัน เขาใช้การออกแบบให้ทุกส่วนมีความสอดคล้องกัน มีทั้งระบบบุคลากรและงบประมาณที่เชื่อมต่อกัน มีระบบประกันคุณภาพที่คอยเชื่อมเรื่องการประเมินหลักสูตรหรือว่าเรื่องบุคลากร อันนี้คือหัวใจสำคัญ ฉะนั้นในการถอดเอามาวิเคราะห์ของไทย เราคงไม่ได้บอกว่าเราทำแบบฟินแลนด์สิ ทำแบบสิงคโปร์สิ เราเอา Spirit ของประเทศเหล่านี้มาเป็นกรอบการวิเคราะห์และให้ข้อเสนอแนะ” พงศ์ทัศ กล่าว

เมื่อมาดู “สถานการณ์ในประเทศไทย” พงศ์ทัศยกตัวอย่างผลสอบ PISA ที่สอบใน 3 ด้าน คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และการอ่าน พบว่า คะแนนของไทยมีแนวโน้มลดต่ำลงตลอด 10 ปี และอยู่ห่างจากกลุ่มประเทศ OECDมากขึ้นเรื่อยๆ “ผลสอบ PISA ยังชี้ว่า เด็กไทยกว่าครึ่งยังไม่รู้จักการใช้ความรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์แก้ปัญหาอย่างง่ายหรืออธิบายปรากฏการณ์ที่พบในชีวิตประจำวัน” ขณะที่การปรับหลักสูตร วิธีคิดของไทยคือปรับเพื่อให้โรงเรียนนำไปใช้ได้ดีขึ้นมากกว่าการปรับเป้าหมายให้ทันสมัย

ประการต่อมา “หลักสูตรไทยแม้จะเน้นความรู้ (Knowledge) แต่ยังไปไม่ถึงขั้นส่งเสริมการคิดขั้นสูง” เน้นเพียงการท่องจำและทำความเข้าใจเพื่อประยุกต์ใช้ คำอธิบายหลักสูตรก็ยังไม่ทำให้ครูเข้าใจชัดเจนในการนำไปใช้กับโลกจริง จึงขึ้นอยู่กับครูแต่ละคนว่าจะทำได้มาก-น้อยเพียงใด นอกจากนั้น“แม้กระทรวงศึกษาธิการจะอนุญาตให้ปรับโครงสร้างเวลาเรียนได้ตามความเหมาะสม แต่ในทางปฏิบัติโรงเรียนก็ไม่กล้าทำ” ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องการสื่อสาร

และไม่มีการประกันคุณภาพนักเรียน โดยการเรียนจบอยู่ที่การรับรองของแต่ละโรงเรียน ส่วนการสอบระดับชาติก็เป็นภาคสมัครใจ ทำให้เกิดมาตรฐานไม่เท่ากันของแต่ละโรงเรียน แต่ขณะเดียวกันหลายคนก็ยังมีทัศนคติเชิงลบต่อการประเมิน เพราะไม่อยากให้ใช้ไม้บรรทัดอันเดียวตัดสินทุกคน ขณะที่ด้านบุคลากร “แม้ไทยจะผลิตครูได้เกินกว่าความต้องการของตลาดแรงงาน แต่โครงการผลิตครูด้าน STEM ยังมีเป็นสัดส่วนน้อย อีกทั้งโรงเรียนก็ไม่มีอำนาจคัดเลือกครู” นอกจากนั้นยังมีเรื่องการขาดแรงจูงใจ เพราะเงินเดือนครู STEM ยังไม่แข่งขันในตลาดแรงงาน

“ขาดการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพ เราเห็นว่าการกำหนดอัตรากำลังไม่มีจำนวนชั่วโมงพัฒนาครูอยู่ในสมการ ยังไม่เน้นการประเมินครูที่ผลสัมฤทธิ์หรือการพัฒนาวิชาชีพ อันนี้ยังน้อยอยู่ ส่วนเรื่องงบประมาณ เราก็ยังตอบไม่ได้เรื่องการปรับสูตรจัดสรรมันเพียงพอต่อการสอนแบบ STEM หรือส่งเสริมการสอนแล้วหรือยัง แล้วก็ยังขาดกลไกรับผิดชอบอยู่ เพราะ KPI ของคนที่จัดสรรเงินให้โรงเรียนยังอยู่ที่จำนวนเด็กที่จัดสรรให้ ไม่ใช่ที่ผลลัพธ์หรือผลสัมฤทธิ์ของเด็ก” พงศ์ทัศ ระบุ

ยังมีปัญหาอื่นๆ เช่น มีภาระงานอื่นๆ จำนวนมากจนทำให้ครูจัดการสอนได้ไม่เต็มที่ซึ่งส่งผลต่อการเรียนของนักเรียน เนื่องจากแนวปฏิบัติของแต่ละหน่วยงานที่เข้ามาประเมินไม่สัมพันธ์กัน, การจัดสรรทรัพยากรก็ยังไม่มีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีการเน้นไปที่โรงเรียนกลุ่มเสี่ยง อนึ่ง “สถาบันการศึกษาชั้นนำบางแห่งผลิตผู้เรียนที่เก่งด้าน STEM ได้ดีมาก แต่ยังขาดการขยายผลไปสู่โรงเรียนอื่นๆ ที่เหลือ” ซึ่งมาจากหลายปัจจัยเช่น มีอิสระในการบริหารจัดการมากกว่าโรงเรียนทั่วไป เด็กที่มาเรียนถูกคัดมาแล้วจากการสอบแข่งขัน มีงบประมาณมาก

สำหรับ “ข้อเสนอเชิงนโยบาย” แบ่งเป็น “ระยะสั้น” ทำได้ทันที คือ 1.ปรับวิธีการสื่อสารเรื่องนโยบายปรับโครงสร้างเวลาเรียน เพื่อให้แต่ละโรงเรียนกล้านำนโยบายไปใช้ปรับเวลาให้เหมาะสม เช่น สื่อสารโดยอ้างอิงต้นแบบโรงเรียนที่กล้าปรับแล้ว 2.ลดภาระงานอื่นๆ ของครู ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นบ้างแล้ว เช่น ลดงานธุรการ มีการจัดสรรอัตรากำลังในส่วนของนักการภารโรง สิ่งที่ควรทำต่อไปคือทบทวนแนวปฏิบัติด้านการประเมิน ทั้งของหน่วยงานภายในกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานภายนอก เพื่อให้ครูใช้เวลากับการสอนได้มากขึ้น

ส่วน “ระยะกลางถึงระยะยาว” แบ่งเป็น 1.สร้างกลไกปรับหลักสูตรให้ทันสมัย เช่น แก้กฎหมาย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ กำหนดให้มีวงรอบการทบทวนหลักสูตรที่ชัดเจน (อย่างน้อยคือไม่ควรเกิน 10 ปี) เพื่อให้หลักสูตรทันสมัยอยู่เสมอ 2.ปรับปรุงระบบบริหารบุคลากร เช่น ส่งเสริมการผลิตครู STEM ในระบบปิด แต่ก็ต้องมีมาตรการรองรับหากผู้เรียนที่ได้รับทุนผลิตครูกลุ่มนี้เรียนไม่จบหลักสูตร

ขณะเดียวกันควรหาแนวทางปรับฐานเงินเดือนครูวิทย์-คณิต เพื่อให้แข่งขันในตลาดแรงงานได้ นำชั่วโมงพัฒนาวิชาชีพมาคำนวณเกณฑ์อัตรากำลัง เช่น ลดเวลาสอนลงเล็กน้อยสำหรับครูบรรจุใหม่และครูอาวุโส เพื่อให้มีเวลาได้ไปเรียนรู้หรือไปเป็นพี่เลี้ยง ปรับเกณฑ์ประเมินคุณภาพครูด้วยพัฒนาการของผู้เรียน (ไม่ใช่ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน) 3.ปรับระบบงบประมาณเพื่อส่งเสริม STEM เช่น การทบทวนและปรับหลักสูตร การวางแผนพัฒนาครู การจัดงบประมาณอุดหนุนโรงเรียนให้เพียงพอต่อการสอนวิชาด้าน STEM

และ 4.การประกันคุณภาพผู้เรียน เช่น ปรับปรุงระบบการสอบอย่าง O-Net หรือใช้เครื่องมือที่สามารถประเมินสมรรถนะหรือการคิดชั้นสูงมาใช้เป็น Exit Examination (การสอบไล่) ในช่วงชั้นที่เชื่อมกับการเรียนต่อในระดับสูงขึ้น พร้อมวางมาตรการรองรับสำหรับนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ อีกทั้งต้องสื่อสารให้สังคมเข้าใจว่า การประเมินเป็นไปเพื่อประกันคุณภาพทางการศึกษาและสร้างการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพื่อการตัดสินให้คุณ-ให้โทษ