ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯทั่วประเทศ ยกระดับความมั่นคงทางอาหารในสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782704

ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯทั่วประเทศ ยกระดับความมั่นคงทางอาหารในสถานศึกษา

ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯทั่วประเทศ ยกระดับความมั่นคงทางอาหารในสถานศึกษา

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567, 09.44 น.

ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ยกระดับการสร้างความมั่นคงทางอาหารในสถานศึกษาสังกัด อปท. ส่งเสริมการปลูกผักสวนครัว เลี้ยงไก่ไข่ พร้อมหนุนเสริมการบริโภคไข่ไก่วันละ 2 ฟอง เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการทั้งทางร่างกายและสติปัญญาให้กับเด็กและเยาวชน ได้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติอย่างยั่งยืน

24 มกราคม 2567นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงผลสำเร็จของการดำเนินการตามแนวทางการขับเคลื่อนการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทั่วประเทศได้เป็นผู้นำการบูรณาการหน่วยงานและภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้ทุกครัวเรือนได้มีการปลูกพืชผักสวนครัว ส่งผลให้พี่น้องประชาชนลดรายจ่ายครัวเรือน และประการที่สำคัญ คือ ทุกครัวเรือนได้มีพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพรที่ปลอดภัยไว้บริโภคในครัวเรือนโดยไม่พึ่งพาสารเคมี

“เพื่อให้การขับเคลื่อนการสร้างความมั่นคงทางอาหารเกิดความต่อเนื่องและได้รับการยกระดับการสร้างความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มพูนขึ้น กระทรวงมหาดไทยจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดแจ้งไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงไก่ไข่หรือการปศุสัตว์อื่น เพื่อสนับสนุนให้เด็กปฐมวัย เด็กนักเรียน ได้รับประทานไข่ไก่หรือเนื้อสัตว์ ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะไข่ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากมาย เป็นแหล่งโปรตีน ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย อาทิ วิตามินเอ วิตามินบีและบี 12 วิตามินดี ไอโอดีน โฟเลต โอเมก้า ฯลฯ ซึ่งจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะในร่างกาย ช่วยให้ฟันและกระดูกแข็งแรง ลดการอักเสบของข้อต่อ ช่วยลดความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม ช่วยสร้างภูมิต้านทาน บำรุงสมอง ทำให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้ง นำมาประกอบอาหารได้ง่าย หลากหลายประเภททั้งต้ม ทอด หรือจะนำไปประกอบกับอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย และที่สำคัญคือ สามารถเลี้ยงสัตว์ที่ผลิตไข่ออกมาให้บริโภคได้

เช่น เป็ด ไก่ โดยไม่ได้ใช้ต้นทุนที่สูงเกินไป และเป็นวิถีชีวิตของคนไทยมาแต่เนิ่นนาน โดยนายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ อาทิ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ต้องร่วมบูรณาการ ช่วยกันในการขับเคลื่อนการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้เด็กปฐมวัยและเด็กนักเรียนที่อยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอ และเน้นย้ำให้ทุกอำเภอช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการให้ทุกครัวเรือนได้มีการเลี้ยงไก่พื้นเมืองหรือไก่พันธุ์ไข่ ให้มากกว่าจำนวนคนในครอบครัว เพื่อให้มีไข่บริโภคทุกวันอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและเด็กในโรงเรียนได้มีการเลี้ยงไก่ประจำตัว อาทิ นักเรียน 1 คนต่อไก่ 2 ตัว เพื่อให้พร้อมมีไข่เป็นอาหารเสริมสำหรับมื้อกลางวันเพิ่มเติมครบถ้วนทุกคน” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า การสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนให้กับลูก ๆ หลาน ๆ นอกจากการขับเคลื่อนให้มีการปลูกพืชผักสวนครัว และจัดให้มีเลี้ยงไข่ไก่หรือปศุสัตว์อื่นแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ “การเสริมสร้างองค์ความรู้” โดยให้จังหวัดประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการให้ความรู้แก่ผู้บริหาร ครู บุคลากร เด็กปฐมวัย เด็กนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับการรณรงค์ส่งเสริมการปลูกผักสวนครัวสมุนไพรปลอดสารพิษ ตลอดจนการเลี้ยงไก่ไข่หรือปศุสัตว์อื่นสำหรับนำมาใช้ประกอบอาหารกลางวัน และสนับสนุน/ช่วยเหลือในด้านการสร้างโรงเรือนหรือการจัดพื้นที่สำหรับเลี้ยงไก่ไข่หรือปศุสัตว์อื่นของสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพและขนาดของพื้นที่เป็นสำคัญ รวมไปถึงการจัดหาพันธุ์ไก่ไข่หรือปศุสัตว์อื่นที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่“ นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า คำว่า “ความยั่งยืน” จะเกิดผลเป็นรูปธรรมได้นั้น ต้องขยายผลถ่ายทอดสู่เด็ก เยาวชน เพื่อให้ได้รับการบ่มเพาะ ด้วยการส่งเสริมให้เด็กปฐมวัย เด็กนักเรียน ได้เรียนรู้ แบ่งภารกิจหน้าที่ ทั้งการปลูกผักสวนครัวหรือสมุนไพรปลอดสารพิษ ตลอดจนการเลี้ยงไก่ไข่หรือปศุสัตว์อื่นจากการลงมือปฏิบัติจริง (Active Learning) จนเกิดทักษะชีวิตในการอยู่อย่างพอเพียง และให้สถานศึกษาได้นำผลผลิตที่ได้จากการปลูกผักสวนครัว สมุนไพรปลอดสารพิษ และไข่ไก่มาใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารกลางวันของสถานศึกษาอย่างน้อยคนละ 2 ฟองต่อวัน ตลอดจนรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้ปกครองช่วยกันปลูกผักสวนครัว สมุนไพรปลอดสารพิษหรือนำไข่ไก่มาใช้ประกอบอาหารที่บ้าน เพื่อให้เด็กปฐมวัย เด็กนักเรียนได้รับประทานไข่ไก่ ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการและเป็นแหล่งโปรตีนอย่างสม่ำเสมอและปลอดภัย ถือเป็นการเชื่อมโยงความรู้สู่ครอบครัวและชุมชน 

“ขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ ตลอดจนผู้นำท้องถิ่นท้องที่ ได้ช่วยกันเป็นผู้นำภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคีเครือข่ายอันประกอบไปด้วย ภาคราชการ ภาคเอกชน ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และภาคสื่อสารมวลชน ร่วมกันสนับสนุนการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับลูก ๆ หลาน ๆ ของเราในสถานศึกษาทั้งสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกสังกัด ตลอดจนถึงชุมชน ได้มีแหล่งโภชนาการอันอุดมสมบูรณ์จากแร่ธาตุทางอาหาร วิตามินชนิดต่าง ๆ ด้วยพืชผักสวนครัวและโปรตีนที่สูงจากไข่ไก่ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญให้ลูก ๆ หลาน ๆ ของเรามีร่างกายที่แข็งแรงทั้งร่างกายและสติปัญญา พร้อมที่จะศึกษาเล่าเรียนและบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม อันเป็นรากฐานสำคัญในการเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติอย่างยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้าย

ครูเลิกอยู่เวร มติครม.-ให้มท.ช่วยดูแล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782668

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567, 07.00 น.

ครูเลิกอยู่เวร

มติครม.-ให้มท.ช่วยดูแล

ครม.ไฟเขียวยกเลิกอยู่เวร “อนุทิน” ประสาน อปท.-ตำรวจ ช่วยเฝ้ารร. สำหรับการจ้างภารโรง 1.4 หมื่นอัตราศธ.จะทำรายละเอียดเสนอที่ประชุม’ครม.’ครั้งต่อไป

เมื่อวันที่ 23 มกราคม2567 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกการอยู่เวรของครูในโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.มีความห่วงใยเรื่องความปลอดภัยของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ เมื่อมีกรณีครูถูกทำร้ายระหว่างอยู่เวรในสถานศึกษาก็ได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุม ครม.เป็นเรื่องแรก โดยที่ประชุม ครม.เห็นพ้องกันว่า ควรยกเลิกการอยู่เวรของครู ซึ่งเกิดขึ้นจากมติ ครม.เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว และเห็นว่าปัจจุบันมีระบบอื่นที่ทันสมัยอย่างกล้องวงจรปิดสามารถดูแลความปลอดภัยของโรงเรียนได้

ที่ประชุม ครม.เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว จึงมีมติให้ยกเลิกการอยู่เวรของครูทั่วประเทศ โดยในส่วนของ ศธ.ขอให้หน่วยงานในพื้นที่ ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามามีส่วนร่วมดูแลโรงเรียนในช่วงที่ไม่มีครูอยู่ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย (มท.) เตรียมสั่งการให้ อปท.ทั่วประเทศเข้าไปช่วยดูแลความปลอดภัยของโรงเรียนด้วย ส่วนกรณีที่ ศธ.จะเสนอของบจ้างนักการ ภารโรงกว่า 1.4หมื่นอัตรานั้น ศธ.จะจัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอให้ ครม.พิจารณาครั้งต่อไป

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีครูถูกทำร้ายร่างกายระหว่างเข้าเวรเฝ้าโรงเรียนวันหยุดที่ จ.เชียงราย จนเกิดเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกการอยู่เวรของครูทั่วประเทศ ว่า สนับสนุนให้ยกเลิกมติ ครม.ปี2542 หรือออกมติ ครม.ใหม่มายกเว้น ข้าราชการไม่ควรรับผิดชอบต่อความเสียหายทรัพย์สินทางราชการที่เกิดจากอาชญากรรม หากมีอาชญากรรมเกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงที่จะต้องดูแลไม่ว่าจะป้องกันหรือปราบปราม ไม่ใช่หน้าที่ครู นี่คือสิ่งที่ง่ายที่สุดในการคืนครูสู่ห้องเรียนและทำได้ทันที สวัสดิภาพและความปลอดภัยของครูมีความสำคัญเหนือสิ่งของ ต้องไม่มีเงื่อนไขใดมาเป็นอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นการอ้างงบประมาณหรือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างใดๆ หากจะฝากโรงเรียนไว้กับใคร ต้องฝากกับตำรวจ หรือ อส.ของฝ่ายปกครอง ไม่ใช่ครู

ที่หอประชุมคอซู้เจียง ศูนย์ราชการจังหวัดระนอง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเหตุการณ์คนร้าย ทำร้ายครูเวรระหว่างการเข้าเวรในพื้นที่ จ.เชียงราย ว่า ครม.ได้พิจารณายกเว้นมติ ครม.2542 ปัจจุบันมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนไป จึงให้มีการยกเลิก โดยให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งหน่วยงานต่างๆจะรับพิจารณาต่อไป

จุฬาฯ ผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจรั่วในสุนัข สำเร็จรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782589

จุฬาฯ ผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจรั่วในสุนัข  สำเร็จรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จุฬาฯ ผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจรั่วในสุนัข สำเร็จรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์  กิจถาวรรัตน์ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับทีมสัตวแพทย์อีก 6 คน จากโรงพยาบาลสัตว์ มอนสเตอร์แคร์ โรงพยาบาลสัตว์ โมทิเว็ท และโรงพยาบาลสัตว์บางกอกฮาร์ท ประสบความสำเร็จในการรักษาลิ้นหัวใจไมตรัลรั่วโดยการซ่อมลิ้นหัวใจด้วยตัวหนีบลิ้นหัวใจ mitral clamp ผ่านการผ่าตัดเป็นเคสแรกในประเทศไทย และเคสที่สองเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

โรคลิ้นหัวใจไมตรัลรั่วในสุนัข (Mitral Valve Regurgitation) หรือโรคลิ้นหัวใจไมตรัลเสื่อม ในสุนัข (Degenerative Mitral Valve Disease) เป็นโรคหัวใจที่พบได้มากที่สุดราว 70-80% ส่วนใหญ่ พบในสุนัขที่มีอายุมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุนัขพันธุ์ขนาดเล็กและกลาง ที่ผ่านมารักษาโดยการให้ยา วิธีการผ่าตัดดังกล่าวจะทำให้มีแผลขนาดเล็กไม่ต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม ทำให้สุนัขฟื้นตัวเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้หัวใจสุนัขจะปรับสภาพใหม่และช่วยชะลอการเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิต การรักษาด้วยตัวหนีบลิ้นหัวใจ Mitral clamp นี้มีการทำในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศในยุโรป จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เริ่มจากการนำมาใช้ผ่าตัดในคนและใช้ในสัตว์ในเวลาต่อมา โดยในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่มีการรักษาด้วยวิธีนี้มาก่อน

เจ้าของสุนัขที่สนใจจะนำสุนัขที่ป่วยด้วยโรคลิ้นหัวใจรั่วมารักษาด้วยวิธีการโดยการซ่อมลิ้นหัวใจด้วยตัวหนีบลิ้นหัวใจ mitral clamp ผ่านการผ่าตัด สามารถนำสุนัขมาตรวจว่าสามารถผ่าตัดรักษาด้วยวิธีการนี้ได้หรือไม่ โดยติดต่อได้ที่โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โทร.02-2189751, 02-2189715 หรือที่โรงพยาบาลสัตว์มอนสเตอร์แคร์ โรงพยาบาลสัตว์โมทิเว็ท และโรงพยาบาลสัตว์บางกอกฮาร์ท

สกสว.-สำนักงบประมาณตรวจเยี่ยม การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยฯ จ.ขอนแก่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782587

สกสว.-สำนักงบประมาณตรวจเยี่ยม  การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยฯ จ.ขอนแก่น

สกสว.-สำนักงบประมาณตรวจเยี่ยม การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยฯ จ.ขอนแก่น

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ คณะผู้แทนสำนักงบประมาณ นำโดย รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. ดร.สมคิด แก้วทิพย์ อนุกรรมการด้าน RU นายโกวิทย์ มีกรุณา และนางสาวนิสากรจึงเจริญธรรม ที่ปรึกษา สกสว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ตรวจเยี่ยมชมผลงานจากการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในจังหวัดขอนแก่น

รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า ปีนี้นับเป็นปีแรกที่ได้มีการจัดสรรงบประมาณโครงการการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์หรือ RU การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้เห็นการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยและนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม ที่จะช่วยสร้างผลลัพธ์และผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของหน่วยงานบริหารและจัดการทุนวิจัย (Program Management Unit : PMU) และหน่วยรับงบประมาณอื่นๆ ที่ช่วยกันผลักดันผลงาน
วิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ดังนั้นการขับเคลื่อนให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่ประเทศด้วยกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของภาคีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเป็นสำคัญ

“ขอนแก่นเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีการนำงบประมาณจากกองทุนส่งเสริม ววน.มาสร้างประโยชน์ได้หลากหลายมิติ ครอบคลุมทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม การสร้างความก้าวหน้าโครงสร้างพื้นฐานด้วยเทคโนโลยี ตลอดจนการนำนวัตกรรมมายกระดับต้นทุนและบริบทของเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพมีผลิตภัณฑ์และบริการที่สร้างสรรค์สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และเป็นหนึ่งในจังหวัดยุทธศาสตร์ที่พร้อมรองรับการลงทุนใหม่ๆ ได้อีกมากนอกจากนี้ การใช้ประโยชน์จากกองทุนส่งเสริม ววน.ยังเป็นกลไกที่ช่วยให้ภาคการบริหารท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง ช่วยปลดล็อกความต้องการคนในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด เช่น มิติการคมนาคม บริการสาธารณะสิ่งแวดล้อม และยังนำไปสู่การเปิดกว้างทางผลิตภัณฑ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” รศ.ดร.ปัทมาวดีกล่าว

สำหรับนวัตกรรมและโครงการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จในขอนแก่น เช่น การใช้แพลตฟอร์ม AI สำหรับการพัฒนาขอนแก่น Smart City การพัฒนารถไฟฟ้ารางเบา หรือ Tram ไก่พื้นเมือง KKU1 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่กรดยูริกต่ำ ช่วยสร้างอาชีพและส่งเสริมอาหารที่มีคุณค่าสูง เป็นต้น

ม.วลัยลักษณ์ คว้า ‘รางวัลดีเด่น’ ด้านการวิจัยที่มีคุณภาพระดับสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782590

ม.วลัยลักษณ์ คว้า ‘รางวัลดีเด่น’  ด้านการวิจัยที่มีคุณภาพระดับสากล

ม.วลัยลักษณ์ คว้า ‘รางวัลดีเด่น’ ด้านการวิจัยที่มีคุณภาพระดับสากล

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกาศผลการพิจารณาผลงานสถาบันอุดมศึกษา กลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก ประจำปี พ.ศ. 2566 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์สามารถคว้า “รางวัลดีเด่น” การวิจัยที่มีคุณภาพระดับสากลและสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ จาก “ผลงานการวิจัยที่มีคุณภาพระดับสากลและสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ”

ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า ม.วลัยลักษณ์ มุ่งเน้นยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนางานวิจัยสนับสนุนการตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ (Scopus=Q1,Q2) และเป็นมหาวิทยาลัยในกลุ่มที่ 1 : กลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global & Frontier Research) จากการจัดกลุ่มมหาวิทยาลัยของกระทรวง อว. โดยในปี 2018-2022 มีจำนวนผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำนวน 172, 220, 365, 580 และ 738 บทความ ตามลำดับ โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 142 บทความ/ปี หรือคิดเป็นร้อยละ 45

ผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติระดับ Tier 1 หรือ Top 10% ของแต่ละสาขา ตั้งแต่ปี 2018-2022 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จำนวน 23, 32, 60, 92 และ 134 บทความ เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 28 บทความ/ปี คิดเป็น ร้อยละ 56 และในปี 2564 มีจำนวนการอ้างอิงบทความวิจัย (Citations) สูงสุดจำนวน 4,731 ครั้ง และได้รับทุนวิจัยโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี และล่าสุดมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีผลงานวิจัยตีพิมพ์ระดับ Q1,Q2 อยู่ที่ 90.88% เป็นอันดับ 1 ของประเทศ อีกด้วย (ข้อมูล ณ วันที่ 2 ม.ค. 2567) และนักวิจัย ม.วลัยลักษณ์ ยังได้รับการจัดอันดับอยู่ในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำระดับโลก “World’s Top 2% Scientists” ประจำปี 2023 จัดอันดับโดย Stanford University โดยติดอันดับมีผลกระทบการอ้างอิงตลอดชีพสูงสุด จำนวน 2 คน และติดอันดับผลกระทบการอ้างอิงเฉพาะปี 2565 สูงสุด จำนวน 5 คน

ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กล่าวต่ออีกว่า ผลจากการพัฒนาคุณภาพด้านการวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้รับการจัดอันดับโลกจาก Time Higher Education ปี 2023 อยู่ในอันดับ 1201+ อันดับ 6 ร่วมของไทย ขยับดีขึ้นจากปี 2022 ในอันดับ 1501+ อันดับที่ 11 ร่วมของไทย อีกทั้งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ยังได้รับการจัดอันดับกลุ่มมหาวิทยาลัยใหม่ (Young University Rankings 2023) อยู่อันดับ 501+ ของโลก อันดับ 3 ร่วมของไทย ได้รับการจัดอันดับ THE Impact Rankin ปี 2023 อยู่ในอันดับที่ 401-600 ของโลก อันดับที่ 10 ร่วมของประเทศไทยอีกด้วย

“ในปี 2567 เรามุ่งมั่นพัฒนาระบบการเรียนการสอนควบคู่กับการวิจัย ปัจจุบันอาจารย์ของเราได้รับประกาศนียบัตร UKPSF กว่า 90% และเรามั่นใจว่าจะรักษาแชมป์ไว้ให้ได้ เพื่อเป็นการยืนยันว่าอาจารย์ผู้สอนของเราเป็นระดับมืออาชีพ และที่ผ่านมาเราทุ่มเทเรื่องการวิจัยอย่างมาก จนทำให้งานวิจัยของเราได้รับการยอมรับว่าเป็นมหาวิทยาลัยด้านงานวิจัยระดับสากล และอนาคตจะทุ่มเทด้านการวิจัยเชิงลึกให้มากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษาที่มาเรียน เพราะงานวิจัยจะทำให้นักศึกษาเห็นว่าอาจารย์ของเรามีความรู้ความสามารถในเรื่องต่างๆ ที่สอน” ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กล่าวทิ้งท้าย

สพฐ.ประชุมเครือข่ายผู้นำนิเวศการเรียนรู้ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782585

สพฐ.ประชุมเครือข่ายผู้นำนิเวศการเรียนรู้ฯ

สพฐ.ประชุมเครือข่ายผู้นำนิเวศการเรียนรู้ฯ

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาเครือข่ายผู้นำนิเวศการเรียนรู้สู่ห้องเรียนแห่งความสุขประสิทธิภาพสูง โดย ดร.จักรพงษ์ วงค์อ้าย รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สพฐ. เป็นประธานเปิดการประชุม ผู้เข้าร่วมประกอบด้วย ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารการศึกษา และคณะทำงาน รวม 60 คน ณ โรงแรมริเวอร์ไซด์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันก่อน

ม.เกริกเปิดหลักสูตรเพิ่มทักษะค้าขายกับจีน สำหรับนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782593

ม.เกริกเปิดหลักสูตรเพิ่มทักษะค้าขายกับจีน  สำหรับนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs

ม.เกริกเปิดหลักสูตรเพิ่มทักษะค้าขายกับจีน สำหรับนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกริก ร่วมกับสมาคมเครือข่ายที่ปรึกษาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดรับสมัครหลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้าไทย – จีน รุ่นที่ 3 (นพธ.3) สำหรับนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs และผู้ที่สนใจโอกาสทางการค้ากับประเทศจีน เรียนแบบ Work – Based Learning (WBL) มีทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติภาคศึกษาดูงานทั้งในไทยและจีน

หลักสูตร “นักพัฒนาธุรกิจการค้าไทย – จีน” (Thai – China Business Developers Program) เป็นหลักสูตรภายใต้โครงการ “การพัฒนาสมรรถนะผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจรายย่อย” เหมาะสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจที่ต้องการทำธุรกิจการค้ากับจีน, นักธุรกิจ SMEs, Otop, พนักงานเอกชน และอื่นๆ ที่ต้องการโอกาสทางการค้ากับประเทศจีน โดยทางสถาบันฯ ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีประสบการณ์ในการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม โดยใช้วิธีการเรียนแบบ Work – Based Learning (WBL) ดังนี้ ภาคทฤษฎี : บรรยายในห้องเรียน 14 วิชาหลัก โดยวิทยากรทุกวันเสาร์ 09.00-17.00 น. ภาคปฏิบัติ : ค่ายสร้างสรรค์ธุรกิจ (Business Camping) ภาคศึกษาดูงาน : ทั้งในประเทศ และต่างประเทศณ สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงภาคกิจกรรมต่างๆ พร้อมรับประกาศนียบัตรหลังสำเร็จการศึกษา

สนใจสามารถสอบถามได้ที่ 065-9553999, 081-9555665, 065-6982497, 02-9705820 ต่อ 456 หรือ Facebook page : หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้า-นพธ. หรืออีเมล bdi.krirku@gmail.com, nattinee.tal@staff.krirk.ac.th

โรงเรียนนานาชาติ ออสเตรียให้ทุน เด็กไทยเก่งวิชาการ ดนตรี ศิลปะ การเต้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782584

โรงเรียนนานาชาติ ออสเตรียให้ทุน  เด็กไทยเก่งวิชาการ ดนตรี ศิลปะ การเต้น

โรงเรียนนานาชาติ ออสเตรียให้ทุน เด็กไทยเก่งวิชาการ ดนตรี ศิลปะ การเต้น

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

AMADEUS International School Vienna โรงเรียนนานาชาติแห่งกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เปิดออดิชั่น เยาวชนไทย อายุระหว่าง 11-18 ปี ผู้ที่มีความสามารถทางวิชาการ ดนตรี ศิลปะ และการเต้นเพื่อรับทุนแบบ Full Scholarship สนับสนุนการศึกษาและค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษา (Full Scholarship) สำหรับปีการศึกษา 2024-2025 มูลค่ากว่า 1.9 ล้านบาท(ต่อทุน) เปิดรับสมัครแล้ววันนี้-วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 สัมภาษณ์และออดิชั่น ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมชิงทุนดังกล่าว กรอกใบสมัครพร้อมแนบผลงาน (YouTube links,portfolio หรือเอกสารอ้างอิง) ผ่านทาง https://forms.gle/GFXMSd8MqLACj6gS6 ได้ตั้งแต่วันนี้-วันที่5 กุมภาพันธ์ 2567 โดยคณะกรรมการ จะคัดเลือกโดยพิจารณาจากผู้ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นที่สุดจากผลงานที่แนบมาพร้อมใบสมัคร จำนวน 16 คน เพื่อเข้าสู่รอบสัมภาษณ์และการออดิชั่นสด ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 ระหว่างเวลา 09.30-18.00 น. ณ โรงแรมสินธร
มิดทาวน์ กรุงเทพฯ, วีนแยทท์ คอลเล็คชั่น

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ MAC International Education Consultant Agency หรือ MIECA โทร. 098-6701238

ผอ.โรงเรียนดังแจง ปมคลิปว่อนโซเชียล พี่ ม.2 รุมทำร้ายน้อง ม.1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782635

ผอ.โรงเรียนดังแจง ปมคลิปว่อนโซเชียล พี่ ม.2 รุมทำร้ายน้อง ม.1

ผอ.โรงเรียนดังแจง ปมคลิปว่อนโซเชียล พี่ ม.2 รุมทำร้ายน้อง ม.1

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567, 18.41 น.

23 ม.ค.67 จากกรณีที่มีเพจ Red Skull ได้โพสคลิปวีดีโอเด็กนักเรียนรุมทำร้ายกันในห้องน้ำโดยมีข้อความว่า “เหตุเกิดในห้องน้ำโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุง ปทุมธานีค่ะ เด็ก ม.2 รุมทำร้ายน้อง ม.1  สาเหตุเกิดจากรุ่นพี่ ม.5 สั่ง ม.2 มา แต่ไม่ใช่แค่รุมทำร้ายเท่านั้นยังกรรโชกทรัพย์ด้วยเด็กกลุ่มนี้มีเรื่องทั้งทำร้ายร่างกาย ยาเสพติด กรรโชคทรัพย์โดยมีบุคคลภายนอกบงการอีกที น้อง ม.1 คนนี้โดนทำร้ายไม่แค่ในโรงเรียน แต่นอกโรงเรียนก็เคยโดนมาแล้ว เด็กกลุ่มนี้ยังขู่ด้วยถ้าเอาเรื่องนี้ไปฟ้องครูหรือผู้ปกครอง มันจะฆ่าน้อง”

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่โรงเรียนคณะราษฎร์บำรุง ปทุมธานี โดยนายอำนาจ จันทร์พางาม ผู้อำนวยการโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานี กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขออภัยประชาชนและผู้ปกครองทุกท่านที่มีภาพข่าวออกไปกรณีเด็กนักเรียนทะเลาะวิวาทกันภายในโรงเรียน เบื้องต้นคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มอบหมายมาทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามาดูแลเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อให้ความเชื่อมั่น และความปลอดภัยกับเด็กนักเรียนการดำเนินการของโรงเรียนดำเนินการไปเป็นอย่างไรเพื่อที่จะป้องปรามไม่ให้เกิดเรื่องความปลอดภัยเกิดขึ้นแก่เด็กนักเรียน

ส่วนคลิปที่ลงไปทางโซเชียลนั้นเป็นเด็กนักเรียนชั้น ม.2 รุมทำร้ายเด็กนักเรียนชั้น ม.1 ก็เป็นจุดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนักเรียนชั้น ม.1 ได้เข้าไปในห้องน้ำและมีรุ่นพี่นักเรียนชั้น ม.2 เข้าไปรุมทำร้ายซึ่งทางโรงเรียนได้มาทราบข้อมูลเมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งการดำเนินการนั้นทางคุณครูประจำชั้น และครูผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้เชิญเด็กนักเรียนทั้ง 2 กลุ่มพร้อมทั้งผู้ปกครองที่อยู่ในภาพคลิปมาสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แล้วมาพูดคุยดำเนินการในการแก้ไขและหาสาเหตุของการเกิดเรื่องนี้ 

และจากการสอบถามนักเรียนทั้ง 2 กลุ่มแล้วซึ่งทางนักเรียนก็มีการหยอกล้อและนินทากันและมีการทำบันทึกเป็นในรูปแบบของเอกสาร ซึ่งหลังจากพูดคุยกับทางนักเรียนทั้ง 2 กลุ่มและผู้ปกครองแล้วทางโรงเรียนก็ได้มีการดำเนินการตามระเบียบของโรงเรียนถ้ามีการทะเลาะวิวาทจะมีการหักคะแนนในเรื่องของความประพฤติ ซึ่งการหักคะแนนนั้นทางโรงเรียนได้เชิญผู้ที่ถูกกระทำมาพบซึ่งทางโรงเรียนก็ได้พูดคุยและมีส่วนไหนที่ทางโรงเรียนพอจะช่วยเหลือได้บ้างโดยทางโรงเรียนไม่ได้ไปตัดคะแนนความประพฤติของนักเรียนชั้น ม.1 

ส่วนนักเรียนชั้น ม.2 ซึ่งเป็นกลุ่มของคนที่ไปทำร้ายเด็กนักเรียนชั้น ม.1 นั้นก็มีการตัดคะแนนความประพฤติจะได้พูดคุยกับทางผู้ปกครองว่าหลังจากจบภาคเรียนนี้อาจจะต้องเปลี่ยนบรรยากาศย้ายสถานศึกษา ซึ่งทางโรงเรียนก็ได้บอกกับครูว่า ในช่วงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ กำลังจะสิ้นสุดภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษานี้ก็อยากให้นักเรียนได้เรียนอยู่ที่นี่ให้จนจบชั้น ม.2 และให้นักเรียนกลุ่มนี้มารายงานตัวกับครูทุกวัน ในการย้ายสถานศึกษานั้นอย่าให้นักเรียน 2 กลุ่มได้แยกออกจากกัน ซึ่งทางผู้ปกครองของนักเรียนชั้น ม. 1 ที่เป็นผู้เสียหายก็ได้มีการไปแจ้งความที่สถานีตำรวจและได้มีการไกล่เกลี่ยกันไปแล้ว ทางโรงเรียนไม่อาจไปพูดคุยเรื่องไกล่เกลี่ยตรงนี้ได้

ส่วนขบวนการของทางโรงเรียนนั้นได้ติดตามอย่างรัดกุมและรอบคอบมากที่สุดส่วนที่มีนักเรียนชั้น ม.5 เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องตรงนี้ทางโรงเรียนอยู่ในระหว่างการตรวจสอบแล้วถ้ามีการข่มขู่และเข้าไปทำร้ายกันจริงทางโรงเรียนก็จะมีมาตรการดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งจากคลิปที่ปรากฏเป็นชุดปลายเวทไม่ใช่ชุดนักเรียนนั้น ปกติทางโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานีก็จะมีการให้แต่งชุดนักเรียนเป็นหลัก แต่วันเกิดเหตุทางโรงเรียนมีการจัดกิจกรรมวันขึ้นปีใหม่และวันเด็กประจำปี 2567 จึงอนุญาตให้เด็กนักเรียนแต่งชุดไปรเวทเข้ามาร่วมกิจกรรมได้

โดยนักเรียนทั้งสองกลุ่มยืนยันว่าเป็นเด็กนักเรียนของโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานีทั้งหมดไม่มีโรงเรียนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ปกติทางโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานีได้มีการจัดกิจกรรม ให้นักเรียนมีความรักความสามัคคีกัน ซึ่งกิจกรรมนั้นก็บ่งบอกให้รักเพื่อนรักพี่รักน้องที่อยู่ในโรงเรียนเดียวกัน แต่นักเรียนทุกคนก็มีความรักสถาบันไม่ว่าจะจะการจัดกิจกรรมผูกโบว์ให้น้องในการปัจฉิมนิเทศ หรือรับน้องเข้ามาใหม่ ซึ่งทางโรงเรียนเขาต้องกราบขออภัยผู้ปกครองและประชาชนที่มีภาพข่าวและคลิปออกไปเช่นนี้

อว.-บพท.ร่วม 3 มหาวิทยาลัย 3 จชต.ระดมสมองรับมือภัยพิบัติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782588

อว.-บพท.ร่วม 3 มหาวิทยาลัย 3 จชต.ระดมสมองรับมือภัยพิบัติ

อว.-บพท.ร่วม 3 มหาวิทยาลัย 3 จชต.ระดมสมองรับมือภัยพิบัติ

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567, 16.49 น.

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงผลกระทบจากอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 40 ปี ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งนราธิวาส ยะลา และปัตตานี เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ว่า มีพื้นที่ประสบภัย 806 หมู่บ้าน 142 ตำบล 25 อำเภอ มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายกว่า 9 หมื่นครัวเรือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนยากจนและครัวเรือนเปราะบาง ได้รับผลกระทบรุนแรงหนักที่สุด

จึงเป็นแรงกระตุ้นให้ บพท.ต่อยอดความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในการศึกษาค้นคว้าหาแนวทางฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่ประสบภัย และมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ในการรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตแบบเบ็ดเสร็จและยั่งยืน เพื่อให้ความเสียหายอยู่ในวงจำกัด

ซึ่งการทำงานของ บพท.เป็นไปตามแนวนโยบายของ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว.ที่มุ่งผลักดันให้มหาวิทยาลัยมีบทบาทในการนำความรู้ไปช่วยเหลือสังคม ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ โดยความร่วมมือกันของ บพท.กับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อเผชิญภัยพิบัติ ด้วยวิชาความรู้จากงานวิจัย และพลังเครือข่ายภาคีในพื้นที่ ได้เริ่มมาตั้งแต่เกิดอุทกภัยในพื้นที่ ด้วยการประยุกต์งานวิจัยนวัตกรรมไปช่วยเหลือชาวบ้าน ต่อเนื่องมาจนถึงการใช้งานนวัตกรรมช่วยเหลือฟื้นฟูครัวเรือนยากจน ครัวเรือนเปราะบาง

และล่าสุดในวันที่ 22 ม.ค.2567 เป็นการยกระดับความร่วมมือให้สูงขึ้นและต่อยอดความร่วมมือให้มีขอบเขตกว้างขึ้น ด้วยการจัดเวทีระดมความคิดเห็นร่วมกันที่มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส โดยนักวิจัย ตัวแทนภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งนักการเมืองในพื้นที่ มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความคิดเห็นร่วมกัน เพื่อนำไปสู่ชุดความรู้ใหม่ ตลอดจนชุดกลไกมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติที่เป็นรูปธรรม