สกสว. เปิดบูธนำนวัตกรรมอาหาร งานวันเด็กปี 2567 ที่กระทรวงอว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780884

สกสว. เปิดบูธนำนวัตกรรมอาหาร  งานวันเด็กปี 2567 ที่กระทรวงอว.

สกสว. เปิดบูธนำนวัตกรรมอาหาร งานวันเด็กปี 2567 ที่กระทรวงอว.

วันอังคาร ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ส่งเสริมองค์ความรู้เรื่องโภชนาการให้เด็กไทย ผ่านการจัดบูธให้ความรู้คู่อาหาร by สกสว. ภายใน “งานถนนสายวิทยาศาสตร์ วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567” โดยจัดกิจกรรม อาทิ มุมนวัตกรรมรูปเราทานได้ ที่เป็นการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์รูปบนขนมปังพร้อมรับประทานได้ มุมน้ำสมุนไพรคลายร้อนที่มีการคำนวณคุณค่าทางโภชนาการ ที่มีนักโภชนาการจากโรงเรียนการเรือนสวนดุสิตมาให้คำแนะนำด้านอาหารสำหรับวัยเรียน และมุมระบายสีอาหาร5 หมู่ ระหว่างวันที่ 12-13 มกราคม 2567ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า วันเด็กเป็นวันที่มีความสำคัญสำหรับเด็กทุกคน เพราะเด็กๆ จะได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมที่สนุกสนานและสร้างความสุข วันเด็กจึงไม่ใช่แค่วันเสาร์สัปดาห์ที่สองของเดือนมกราคมเท่านั้น แต่ทุกๆ วันคือวันเด็ก กระทรวง อว. จึงให้ความสำคัญกับเด็กในทุกช่วงวัย เพราะเด็กเหล่านี้จะเติบโตมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้น “งานถนนสายวิทยาศาสตร์ วันเด็กแห่งชาติประจำปี 2567” จึงเนรมิตให้เป็นสวนสนุกทางวิทยาศาสตร์ เน้นจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ให้ทั้งความรู้ และความสนุกสนานควบคู่กัน

รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า สกสว. ให้ความสำคัญ
กับการส่งเสริมการเรียนรู้ในทุกช่วงวัยโดยเฉพาะองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่จำเป็นต่อเด็กและเยาวชนที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต งานวันเด็กปีนี้ สกสว. จึงได้มีการจัดบูธให้ความรู้คู่อาหาร by สกสว. เพื่อนำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาสอดแทรกเข้ากับเรื่องอาหารสำหรับเด็กวัยเรียน ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่มีผลต่อร่างกายและสุขภาพของเด็กๆ ทุกคน ซึ่งเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตและต้องการพัฒนาการสม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง โดยกิจกรรมภายในบูธประกอบด้วยหลายมุมที่น่าสนใจ อาทิ มุมนวัตกรรมรูปเราทานได้ เป็นการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์รูปบนขนมปัง พร้อมรับประทานได้ มุมน้ำสมุนไพรคลายร้อนที่มีการคำนวณคุณค่าทางโภชนาการ ที่มีนักโภชนาการจากโรงเรียนการเรือนสวนดุสิตมาให้คำแนะนำด้านอาหารสำหรับวัยเรียน มุมระบายสีอาหาร 5 หมู่ ถูกใจวัยจิ๋ว และมุมของรางวัลที่เน้นอุปกรณ์เครื่องเขียนที่จำเป็นต่างๆ มากมาย

ทั้งนี้ งานถนนสายวิทยาศาสตร์ 2567 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลจัดขึ้น 3 แห่ง คือ วันที่ 12-13 ม.ค. ณ กระทรวง อว. ถนนโยธี วันที่ 12-14 ม.ค. จัดที่ศูนย์การค้าเดอะ สตรีทรัชดา ชั้น 5 กรุงเทพฯ และวันที่ 13 ม.ค. จัดที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ คลองห้า ปทุมธานี ในต่างจังหวัดยังมีการจัดงานวันเด็กในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. อีกกว่า 51 แห่ง ใน 49 จังหวัด เพื่อมอบความสุขให้กับเด็กๆ ทั่วทุกภูมิภาค

ผู้บริหารม.ราชภัฏอุดรฯ ตั้งโต๊ะเคลียร์ปม’ศรีสุวรรณ’ร้องป.ป.ช.สอบร่ำรวยผิดปกติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780961

ผู้บริหารม.ราชภัฏอุดรฯ ตั้งโต๊ะเคลียร์ปม'ศรีสุวรรณ'ร้องป.ป.ช.สอบร่ำรวยผิดปกติ

ผู้บริหารม.ราชภัฏอุดรฯ ตั้งโต๊ะเคลียร์ปม’ศรีสุวรรณ’ร้องป.ป.ช.สอบร่ำรวยผิดปกติ

วันจันทร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2567, 21.53 น.

ผู้บริหารมรภ.อุดรธานียังช็อค หลังถูก”ศรีสุวรรณ”ร้อง ป.ป.ช. กรณีสอบผู้บริหาร ม.ราชภัฏอุดรฯ ทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ วันนี้ผู้บริหารนั่งโต๊ะแถลงตอบทุกข้อแจงทุกประเด็น ย้ำโครงการที่รับจากกระทรวงอุดมศึกษาฯ ไม่ถึง 1,400 ล้านบาท  และรับอดีตข้าราชการเกษียนต้องผ่านสภามหาวิทยาลัย ตรวจสอบได้ทุกเรื่อง ไม่เข้าใจคนไปร้องต้องการอะไร

15 ม.ค.67 จากกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยว่าสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามกฎหมายของ ป.ป.ช.หรือไม่ กรณีแต่งตั้งอดีตข้าราชการซึ่งเกษียณอายุราชการไปแล้ว ให้กลับมาเป็นผู้บริหารของมหาลัย และใช้อำนาจในการไปกำหนดภารกิจที่อาจมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และก่อนหน้านี้นายศรีสุวรรณ ยังได้โพสต์แจ้งว่า มีความผิดปกติในการจัดทำโครงการมหาลัยสู่ตำบล (U2T) และโครงการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม (BCG Model) ของ ม.ราชภัฎอุดรธานี ซึ่งใช้งบประมาณแผ่นดินไปกว่า 1,400 ล้านบาท เป็นเหตุทำให้ผู้บริหารโครงการฯร่ำรวยเพิ่มมากขึ้นอย่างผิดปกติหรือไม่ เพราะผู้บริหารบางรายสามารถปลดหนี้สินสหกรณ์ ซื้อบ้านใหม่ ซื้อรถหรู ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศได้

ล่าสุด ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี ผศ.ดร.คณิศรา ธัญสุนทรสกุล อธิการบดี, ผศ.ดร.ชาติชาย ม่วงปฐม รองอธิการบดี, ดร.เอกราช ดีนาง รองอธิการบดี และนายพิเชษฐ์ แย้มโคกสูง นิติกรปฏิบัติการ ได้แถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อมูลและข้อเท็จเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวต่อสื่อมวลชนจ.อุดรธานีทันที

ผศ.ดร.คณิศรา ธัญสุนทรสกุล อธิการบดี นั่งโต๊ะแถลงว่า ขอชี้แจงเป็นข้อๆ ตอบทุกประเด็นทั้งโพสต์ของผู้ร้องและผู้ต้องไปยื่นต่อป.ป.ช. ว่า กรณีที่นายศรีสุวรรณไปร้อง เราก็มาตอบทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น ในสิ่งที่ร้องเป็นเรื่องจริงหรือเกิดจากสาเหตุอะไร เมื่อตรวจสอบเราก็พบว่า สิ่งที่นยศรีสุวรรณร้องมา ในหลายประเด็นเราได้รายงานต่อสภามหาวิทยาลัยได้รับทราบในการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นว่าจะเป็นโครงการมหาลัยสู่ตำบล (U2T) และโครงการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม (BCG Model) เราได้รายงานวิธีการดำเนินการและรายงานต่อสภามหาวิทยาลัยเป็นระยะๆ แต่ประเด็นที่นายศรีสุวรรณได้รับข้อมูลแล้วไปร้อง ป.ป.ช. มองว่ามีสองนัยยะ คือ นัยยะแรกไม่ทราบว่าใครเอาข้อมูลไปให้ผู้ร้องไม่ครบ หยิบบางประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองแล้วเอาไปนำเสนอให้กับผู้ร้อง เมื่อได้ข้อมูลไม่ครบทำให้สื่อความหมายไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

เรื่องที่ 2 ข้อมูลบางอย่างไม่ถูกต้อง เช่น ที่ว่าทางมหาวิทยาลัยฯ ได้รับงบประมาณ โครงการมหาลัยสู่ตำบล (U2T) และโครงการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม (BCG Model) 1,400 ล้านบาท ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ทั้งสองโครงการ BCG Model ได้รับงบประมาณจากกระทรวงอุดมศึกษาฯ  โครงการแรก 473 ล้านบาท โครงการที่ 2  117  ล้านบาท วัตถุประสงค์ของโครงการเป็นการจ้างงานฯ นักศึกษาและชาวบ้านในพื้นที่ พอโครงการเสร็จเราได้คืนกระทรวงอุดมศึกษาโครงการแรกคืนไป 28 ล้านบาท โครงการที่ 2 คืนไป 2 ล้านบาท ขอชี้แจงว่า งบประมาณดังกล่าวไม่ใช่เงินรายได้ของมหาวิทยาลัยฯ ไม่สามารถเก็บเงินหรือหักเข้าเป็นเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยฯได้

ส่วนกรณีที่จ้างบุคคลภายนอกที่เกษียณอายุราชการไปแล้วมาดำรงตำแหน่งผู้บริหาร ขอชี้แจงว่า อธิการบดีฯ เป็นผู้เสนอ แต่ต้องผ่านความเห็นชอบสภามหาวิทยาลัยให้ความเห็นชอบ อธิการจะแต่งตัวเองคนเดียวไม่ได้ พอสภามหาวิทยาลัยให้ความเห็นชอบ เราก็มอบหมายหน้าที่ให้ และทางมหาวิทยาลัยฯมีระเบียบรองรับ และหลักเกณฑ์การจ้างบุคลาการที่เกษียนอายุราชการตรงนี้ ต้องผ่านกระบวนการ ไม่ใช่อธิการไปเซ็นแล้วให้มาทำงานได้เลย

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้ไหมเป็นการร้องเพื่อให้ผู้บริหารเสียหายในช่วงที่ใกล้หมดวาระของผู้บริหารอีกเวลาปีกว่า อธิการบดี ตอบว่า ในฐานะอธิการบดีจะพูดอะไรออกไปต้องมีข้อมุลที่ถูกต้อง เราก็มาทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น  มีสิทธิที่อาจจะเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ก็ได้ เพราะถ้าเราสังเกตในแวดวงสถาบันอุดมศึกษา ก็จะมีเรื่องราวประเด็นแบบนี้ในช่วงใกล้หมดวาระและใกล้ช่วงสรรหาผู้บริหาร แต่ไม่ฟันธงใช่หรือไม่ใช่ เพราะเราจะพูดอะไรต้องมีข้อมูล ที่ได้พูดในวันนี้เป็นข้อมูลจริงที่เคยได้รายงานให้กับสภามหาวิทยาลัยฯ ไปแล้ว หากป.ป.ช.มาสอบถามข้อมูลที่พูดทุกอย่างในวันนี้ก็จะเป็นข้อมูลที่ตรงกัน

“จริงๆ เราเคารพองค์กรที่ทำหน้าที่ที่ทำการตรวจสอบมหาวิทยาลัย เราพร้อมให้ตรวจสอบ ที่ออกมาชี้แจงครั้งนี้ เพื่อแถลงข้อเท็จจริงและปกป้องมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ไม่รู้ว่ามีเจตนาของคนที่เอาข้อมุลให้นายศรีสุวรรณต้องการอะไร แต่อยากจะบอกกับคนที่ทำเรื่องนี้อยากให้ตระหนักสำนึกนิดหนึ่ง สิ่งที่คุณทำกำลังทำร้ายองค์กรคุณเอง ข้อมูลไม่ครบถ้วนและไม่ถูกต้องเสนอข้อมูลแค่บางส่วน คุณกำลังทำร้ายมหาวิทยาลัย ทำร้ายนักศึกษาและองค์กรของคุณเอง และบุคลากรของเรา”อธิการบดี ระบุ

ส่วน ดร.เอกราช ดีนาง รองอธิการบดีฯ ชี้แจงว่า ตามที่ผู้ร้องโพสต์ว่าผู้บริหารร่ำรวยผิดปกติ ถ้าจะหมายถึงตน ยากจะบอกว่า ตอนนี้จนลงด้วยซ้ำ บ้านหลังใหม่ที่ซื้อธนาคารให้กู้ 4 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 19,000 บาท เวลา 30 ปี รถที่ซื้อใหม่เพราะรถคันเก่ามันพัง มาซื้อคันใหม่ ไม่ใช่รถหรู โดยเอาเงินที่เหลือจากกู้ธนาคารมาผ่อน ส่วนลูกที่ไปเรียนต่างประเทศ เป็นการวางแผนของครอบครัวไว้แล้วโดยเอาเงินที่เหลือจากการกู้จากธนาคาร 4 ล้านบาท  ขอเรียนว่าลูกไม่ได้ไปเรียน แต่เป็นการไปแลกเปลี่ยน 10 เดือนแล้วก็กลับมาเรียนที่เมืองไทย รถและบ้านเป็นเงินกู้ธนาคารทั้งนั้น โดยมีคุณปู่ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายค่าเล่าเรียน ซึ่งก่อนเข้ารับตำแหน่งตนยื่นทรัพย์สินต่อ ปปช.ไปแล้ว และต้องยื่นทุก 3 ปี จะรวยเพิ่มขึ้นหรือลดลง ไปดูที่ปปช. เรียนตรงนี้ว่าตอนนี้ตนจนลง

‘บิ๊กอุ้ม’จี้ สพฐ.เดินหน้าค้นหาเด็กนอกระบบ ดึงกลับเข้าเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780873

‘บิ๊กอุ้ม’จี้ สพฐ.เดินหน้าค้นหาเด็กนอกระบบ ดึงกลับเข้าเรียน

‘บิ๊กอุ้ม’จี้ สพฐ.เดินหน้าค้นหาเด็กนอกระบบ ดึงกลับเข้าเรียน

วันจันทร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2567, 16.46 น.

“บิ๊กอุ้ม”จี้ สพฐ.เดินหน้าค้นหาเด็กนอกระบบ ดึงกลับเข้าเรียน เตรียมนนำการประเมินแบบใหม่ใช้ประเมิน ผอ.เขตฯ ผอ.โรงเรีย

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2567 ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) โดยมี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  รองเลขาธิการฯ ผู้บริหาร สพฐ. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษาทั่วประเทศ ครู บุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมประชุมผ่านระบบยูทูป และเฟสบุ๊ค ว่า สิ่งที่อยากมาเน้นย้ำคือ  3 ท ทำดี ทำได้ ทำทันที  เรื่องใดที่ดีมีประโยชน์ก็อยากให้ทำทันที รวมถึงการให้ข้อแนะนำต่าง ๆ ตนเชื่อว่า ความคิดและข้อแนะนำต่าง ๆจากทุกคนจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษา รวมถึงขอเน้นย้ำนโยบาย เรียนดี มีความสุข ทั้งนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งหมายถึงการทำอะไรสักอย่างขอให้มีความสุขที่จะทำ ถ้าไม่มีความสุข ขอให้บอก จะจัดสรรให้อยู่ในที่ที่มีความสุข มีความอยากที่จะทำ ทั้งนี้ เชื่อว่าถ้าทุกคนมีความสุข จะส่งผลให้ผลการเรียนดีขึ้น รวมถึงขอฝากให้ไปดูว่า จะทำอย่างไรเพื่อลดภาระครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา ส่วนการปฏิบัติงานประจำ ขอให้เน้นความถูกต้อง รวดเร็ว ประโยชน์ ประหยัด มองประโยชน์องค์กร ประเทศชาติ ประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ก่อนจึงนึกถึงประโยชน์ส่วนตน

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ขอให้ทุกคนช่วยกันดำเนินการตามนโยบายเรียนดี มีความสุข นโยบายการศึกษาถ้าขาดสพฐ. ก็ไม่อยากจะดำเนินการได้สัมฤทธิ์ผล ถ้ากระแสสังคมจะเป็นอย่างไรก็ตามอย่าไปหวั่นไหว เพียงแต่ต้องรับฟัง และนำมาเป็นแนวทางปรับปรุง ระมัดระวัง การทำงาน สพฐ. และศธ.เป็นองค์กรที่ใหญ่ เชื่อว่าน่าจะมีด็อกเตอร์(ดร.)มากที่สุดในองค์กร เชื่อว่า หากพวกเราช่วยกันดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ เชื่อว่าการศึกษาของเราคงจะมีการพัฒนาขึ้น โจทย์ที่จะต้องดำเนินการคือ ทำอย่างไรจะให้ เด็กนักเรียน และเยาวชนโตขึ้นไปเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศไทย ในวันนี้ต้องทำอย่างไรให้นักเรียนอยากเรียน อยากมาโรงเรียน

“สิ่งที่ต้องทำอีกเรื่องที่เป็นนโยบายของนายเศรษฐา  ทวีสิน นายกรัฐมนตรี คือ ช่วยกันค้นหาเด็กที่หลุดออกนอกระบบที่ไม่ได้เรียนให้กลับเข้ามาเรียน  ทำอย่างไรให้นักเรียนผ่านการศึกษาภาคบังคับกันทุกคน ผมเข้าใจว่าเป็นความเหนื่อยยาก ซึ่งคงต้องร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหา เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ที่เด็กออกนอกระบบการศึกษา ก็คงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ดังนั้น คงต้องหาวิธีการ ซึ่งในส่วน ศธ. เองพยายามตอบโจทย์นี้โดยจัดทำแพลคฟอร์ม any where any time เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา แต่เมื่อระบบยังไม่พร้อมก็ข้อความร่วมมือ ช่วยค้นหาเด็กให้กลับมาเรียน รวมถึงการช่วยเหลือเด็กพิเศษต่าง ๆ ด้วยก็ต้องช่วยกันดำเนินการ” รมว.ศธ. กล่าว

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวเพิ่มเติมว่า  สพฐ.ได้นำเสนอการดำเนินการที่ผ่านมา พบว่า มีเรื่องต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐมนตรี เป็นที่น่าชื่นชม เช่น การลดภาระครู ที่มีการเพิ่มคะแนนครูคืนถิ่น และมีการปรับลดการดำเนินการต่าง  ๆ ในการประเมิน หรือ เรื่องโรงเรียนขนาดเล็กที่มีการใช้ธุรการร่วมกันหรือทางเขตพื้นที่การศึกษาเข้าไปสนับสนุนการทำงาน เป็นต้น นอกจากนี้ มีการติดตามการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) โดยจะมีการจัดประกวดโรงเรียน The Best of The Best 183 โรงเรียนที่จะเป็นโรงเรียนต้นแบบในการดำเนินการจัดการเรียนการสอนผ่าน DLTV  ซึ่ง DLTV เป็นการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมที่ดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2538 เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี  ซึ่งสามารถช่วยสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ช่วยเหลือโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล หรือ โรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูไม่ครบชั้นได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จทั้ง 100%  ทั้งนี้ รัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก จะมาติดตามการดำเนินการ เพื่อมาประชุมปรับปรุงให้มีมาตรฐานเท่าเทียมกันมากขึ้น

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า ในการประชุมได้มีการกำชับเรื่องการป้องกันการทุจริต ซึ่งเลขาธิการ กพฐ. และผู้บริหารก็ให้ความสำคัญ เช่น กรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นที่โรงเรียนการศึกษาพิเศษแห่งหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็ได้มอบหมายให้ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ.ไปติดตามข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบโรงเรียนการศึกษาพิเศษมีอยู่จำนวนมากและมีข้อจำกัดเยอะมาก ซึ่งจากที่ได้รับฟังรายงานแล้วยอมรับว่าเป็นความเหนื่อยยากของครูและผู้บริหารโรงเรียนในการที่จะต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆก็ได้ขอใช้เวทีการประชุมวันนี้ส่งกำลังใจไปถึงครูและผู้บริหารการศึกษาพิเศษทุกโรงเรียน ที่อาจจะเสียกำลังใจหรือท้อใจเวลาโรงเรียนในกลุ่มการศึกษาพิเศษเกิดปัญหา  ซึ่งอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันก็ได้ เพราะฉะนั้น ขอให้รอดูข้อเท็จจริงก่อนแล้วมาหารือกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวถึงนโยบายการประเมินรูปแบบใหม่ ว่า เป็นการให้ผู้รับการประเมินเป็นคนบอกเองว่า ทำอะไรได้ขนาดไหน เพราะเราต้องยอมรับว่าทรัพยากร ไม่ว่าจะเรื่องงบประมาณ บุคลากร สถานที่ หรือสิ่งต่าง ๆ แต่ละพื้นที่มีบริบทไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน  ซึ่งแต่ละคนจะรู้ตัวว่ามีศักยภาพขนาดไหน ทำอะไรได้บ้าง บางพื้นที่อาจจะไม่มีอะไรเลย เช่น พื้นที่ห่างไกล มีทรัพยากรน้อย ผู้มีจิตศรัทธาที่จะสนับสนุนก็น้อย ซึ่งเท่ากับเริ่มจากศูนย์ ถ้าสามารถทำได้ถึง 3 ก็จะได้เพิ่ม 3 แต้ม แต่บางพื้นที่อย่าง กทม. มีครบหมดแล้วทำนิดหน่อยก็เสมอตัว ดังนั้น การประเมินแบบใหม่ก็จะให้ตัวเองบอกเองว่าจะทำอะไรได้แค่ไหนแล้วมาประเมินผล

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวด้วยว่า  สำหรับแพลตฟอร์มการเรียนรู้เพื่อสนองนโยบาย เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา  Anywhere Anytime นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการซึ่งมีความก้าวหน้าพอสมควร ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับระบบสอบเทียบ เมื่อนำมาใช้ทุกคนจะสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลาตามนโยบายนายกรัฐมนตรี โดย สพฐ.จะทำร่วมกับ กรมส่งเสริมการเรียนรู้( สกร.) และ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จะเป็นหลักในการประเมิน

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานคติธรรมวันครู 16 ม.ค.2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780822

'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานคติธรรมวันครู 16 ม.ค.2567

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานคติธรรมวันครู 16 ม.ค.2567

วันจันทร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2567, 14.34 น.

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2567 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานคติธรรม เนื่องในวันครู 16 มกราคม 2567 ความว่า เกียรติยศของความเป็นครู อยู่ที่ความเจริญรุ่งเรืองทางความรู้และคุณธรรมของศิษย์ ครูที่แท้จริง จึงต้องมีความขยันหมั่นเพียร มีสติรอบคอบ ไม่ประมาท ประกอบด้วยความซื่อตรงต่อตนเอง ต่อหน้าที่ และคุณความดี เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับศิษย์ในการพัฒนาตนให้ถึงพร้อมด้วยความรู้และความดีอยูเสมอ ผู้ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เฉลียวฉลาดรอบคอบ ไม่สำรวมระวังความประพฤติทางกาย วาจา ใจ ให้เป็นไปโดยชอบ และไม่มีความหนักแน่นมั่นคงในคุณธรรมจริยธรรม จึงไม่พึงได้รับเกียรติยศยกย่องในฐานะครูผู้เป็นแม่พิมพ์ของชาติได้ สมเด็จพระบรมครู กล่าวคือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จึงประทานพระพุทธานุศาสนีสั่งสอนไว้ว่า

อุฎฐานวโต สติมโต สุจิกมฺมสฺส
นิสมุมการิโน สณุญตสุส จ ธมุมชีวิโน
อปุปมตฺตสุส ยโสภิวทุฒติ

แปลความว่า “เกียรติยศย่อมเจริญแก่ผู้ขยัน มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญแล้วจึงทำ สำรวมแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม และไม่ประมาท.”

เนื่องในวันครู พุทธศักราช 2567 ขออนุโมทนากุศลจริยาของครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน และขออำนวยพรให้ท่านจงเจริญด้วยเกียรติยศ อันบังเกิดแต่ความขยัน มีสติ มีการงานสะอาด ไคร่ครวญแล้วจึงทำสำรวมแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม และไม่ประมาท เพื่อเป็นกำลังอุดหนุนค้ำจุนสังคมไทยสืบไป เทอญ.

ผิดพลาดอีก! ทปอ.ประกาศปรับคะแนนวิชา TGAT3 ใหม่ ข้อ 143 และ 150 ข้อสอบชุดที่ 1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780774

ผิดพลาดอีก! ทปอ.ประกาศปรับคะแนนวิชา TGAT3 ใหม่  ข้อ 143 และ 150 ข้อสอบชุดที่ 1

ผิดพลาดอีก! ทปอ.ประกาศปรับคะแนนวิชา TGAT3 ใหม่ ข้อ 143 และ 150 ข้อสอบชุดที่ 1

วันจันทร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2567, 12.10 น.

ทปอ.ออกประกาศแก้ไขผลสอบรายวิชา TGAT3 ขยายระยะเวลาการขอทวนนคะแนน ถึง 22 ม.ค. 2567

วันที่ 15 มกราคม 2567 ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ได้ออกประกาศ เรื่อง การแก้ไขผลสอบรายวิชา TGAT ส่วนที่ 3  สืบเนื่องจากขอทบทวนคะแนนในช่วงที่ผ่านมา ทีมงานตรวจข้อสอบตรวจพบว่า การตรวจให้คะแนนวิชา  TGAT 3  ข้อ 143 และ 150 ของข้อสอบชุดที่ 1 และข้อสอบแบบ CBT มีการให้คะแนนส่วนย่อยรายคำตอบผิดพลาด ทำให้ผู้เข้าสอบบางส่วนได้รับคะแนนเกินไปประมาณ  0.8-2.1% 

คณะกรรมการดำเนินงาน TCAS67 ได้พิจารณาแล้ว มีมติให้ปรับคะแนน 2 ข้อดังกล่าวให้ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เข้าสอบทุกราย โดยผู้เข้าสอบกลุ่มดังกล่าวสามารถตรวจสอบคะแนนและค่าสถิติใหม่ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ขอขยายระยะเวลาการขอทวนคะแนน ถึง 22 ม.ค. 2567

แคนนอน สานต่อ‘มอบไออุ่นสู่น้องๆ ปีที่ 4’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780670

แคนนอน สานต่อ‘มอบไออุ่นสู่น้องๆ ปีที่ 4’

แคนนอน สานต่อ‘มอบไออุ่นสู่น้องๆ ปีที่ 4’

วันจันทร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด นำโดย นายพงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร จัดกิจกรรม “แคนนอนมอบไออุ่นสู่น้องๆ ปีที่ 4” นำผ้าห่มกันหนาวกว่า 1,200 ผืน รวมถึงอุปกรณ์การศึกษา เสื้อผ้า และสิ่งของเครื่องใช้ที่พนักงานแคนนอนร่วมกันบริจาค ส่งมอบให้แก่มูลนิธิโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (มรช.) ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี พล.ต.ท.ดร ปิ่นเฉลียว ประธานคณะกรรมการมูลนิธิโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนฯ เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้นักเรียนในโรงเรียนในพื้นที่ชายแดนที่อยู่ในสังกัดของมูลนิธิฯ ต่อไป

นายพงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผอ.ฝ่ายสื่อสารองค์กร กล่าวว่า ในช่วงหน้าหนาวของทุกปีจะมีเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลจำนวนมากต้องเผชิญกับภัยหนาว แคนนอนจึงมุ่งมั่นช่วยเหลือและแบ่งปันความอบอุ่นให้แก่เด็กๆในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ผ่านกิจกรรมแคนนอนมอบไออุ่นสู่น้องๆ มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สำหรับปีนี้เรานำผ้าห่มกันหนาว อุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้า และสิ่งของบริจาคจากพนักงานมามอบให้มูลนิธิโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนฯ ซึ่งมีโรงเรียนชายแดนในการดูแลกว่า 222 โรงเรียนทั่วทุกภาค โดยหวังว่า จะช่วยสร้างรอยยิ้ม มอบความอบอุ่น และเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ให้แก่น้องๆ นักเรียนในทุกภูมิภาคของประเทศในอนาคต และพร้อมเดินหน้าสานต่อกิจกรรมดีๆ เพื่อช่วยเหลือสังคมไทยต่อไปอย่างเต็มกำลัง

‘ตุ๊กๆ ออนทัวร์’ฝีมือเด็กไทย คว้าแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติ 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780669

‘ตุ๊กๆ ออนทัวร์’ฝีมือเด็กไทย คว้าแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติ 2567

‘ตุ๊กๆ ออนทัวร์’ฝีมือเด็กไทย คว้าแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติ 2567

วันจันทร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดส่งทีมนักศึกษาอาชีวศึกษา จำนวน 3 ทีม เข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักน้ำแข็งจากหิมะระดับนานาชาติ ประจำปี 2567 (ครั้งที่ 16) ณ เมือง Harbin สาธารณรัฐประชาชนจีน ในระหว่างวันที่ 4-7 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา โดยมีตัวแทนจาก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน รัสเซีย อังกฤษ อิตาลี ออสเตรเลีย และไทย รวมทั้งหมด 58 ทีม เข้าร่วม

ผลปรากฏว่า ทีมนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ประกอบด้วย นายกวินท์ ศตะภัค นักศึกษาชั้น ปวช.3, นายองศา ยุทธสะอาด นักศึกษาชั้น ปวช.3, นายณัฐวุฒิ แสงภู นักศึกษาชั้น ปวช.3,นางสาวสุดากาญจน์ จาดแก้ว นักศึกษาชั้น ปวช.3 โดยมี ครูต้อม หรือ นายศรชัยชนะสุข เป็นครูผู้ควบคุมทีม คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 เหรียญทอง จากผลงาน “ตุ๊กๆ ออนทัวร์” โดยนำรถตุ๊กๆ มาเป็นสื่อตัวกลางในการพาตัวละครต่างๆ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมและประเพณีในประเทศไทย เพื่อให้ชาวโลกได้เห็นศิลปะไทยในรูปแบบร่วมสมัย

ส่วนทีมนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ได้รับรางวัลที่ 3 ร่วมกัน จากผลงาน “มนุษย์ กับ ธรรมชาติ” ภายใต้แนวคิด ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของมนุษย์ และผลงาน “โลกแห่งสันติภาพ World of peace” ภายใต้แนวคิด เพื่อให้ทุกคนบนโลก ตระหนักถึงความสำคัญ และงดใช้ความรุนแรง ร่วมมือร่วมใจในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น โดยทั้ง 3 ทีมได้รับโล่รางวัลพร้อมประกาศนียบัตรสำหรับการแข่งขันครั้งนี้

นำร่อง 3 จว.วัดสายตาเด็ก ลดเสี่ยงบกพร่องการเรียนรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780668

นำร่อง 3 จว.วัดสายตาเด็ก ลดเสี่ยงบกพร่องการเรียนรู้

นำร่อง 3 จว.วัดสายตาเด็ก ลดเสี่ยงบกพร่องการเรียนรู้

วันจันทร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

แม้ว่าเด็กไทยอายุ 3-12 ปี หากจักษุแพทย์ตรวจยืนยันมีภาวะสายตาผิดปกติควรได้รับการแก้ไข ก็จะได้รับแว่นตาฟรีทุกปีจากหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่ข้อมูลจาก กสศ. ชี้ว่า เด็กยากจนด้อยโอกาสยังประสบปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการทั้งการวัดสายตา เพราะปัญหาสุขภาพสายตา เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และมีส่วนทำให้เด็กหลุดจากระบบในระยะยาวได้ กสศ. สปสช. และสมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศ จึงร่วมกันจัด “โครงการ I SEE THE FUTURE แค่มองเห็นก็เปลี่ยนอนาคต” โดยร่วมมือกับ 3 จังหวัด ปัตตานี สุรินทร์ สมุทรสงคราม สร้างกลไกท้องถิ่นเป็นต้นแบบของประเทศ เพื่อเด็กทุกคนเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพทันที

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช. ร่วมมือกับ กสศ. และสมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศไทย ริเริ่มโครงการออกแบบนวัตกรรมเพื่อคัดกรองสายตา I SEE THE FUTURE เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานท้องถิ่น เป็นกลไกเชื่อมโยงการทำงานของเครือข่ายทั้งด้านสาธารณสุขและการศึกษาในพื้นที่ ช่วยให้เด็กยากจน ด้อยโอกาสเข้าถึงสิทธิสวัสดิการและชุดสิทธิประโยชน์ทางสุขภาพที่เหมาะสมกับช่วงวัย โดยเริ่มต้นที่ “ปัญหาสายตาบกพร่องในเด็ก” ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไข จะเป็นอุปสรรคและส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสทางการศึกษาและคุณภาพการเรียนรู้ ทำให้เด็กไม่สามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ มีปัญหาการเรียนในระยะยาว เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลุดจากระบบการศึกษา และกระทบต่ออนาคตในที่สุด

“แม้ว่าที่ผ่านมากองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้จัดบริการทางด้านสาธารณสุขให้กับคนไทยทั่วประเทศผ่านสิทธิประโยชน์บริการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันและรักษาโรคด้วยการบริการอย่างครอบคลุมและทั่วถึง สำหรับปัญหาสายตานั้น เด็กไทยอายุ 3-12 ปี หากจักษุแพทย์ตรวจยืนยันมีภาวะสายตาผิดปกติควรได้รับการแก้ไข ก็จะได้รับแว่นตาเพื่อแก้ภาวะสายตาตามสิทธิประโยชน์ที่ชัดเจนตั้งแต่ปี 2564 โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทุกปี แต่พบว่ายังมีประชากรบางกลุ่ม อาทิ เด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส เข้าไม่ถึงบริการการคัดกรองและรักษาปัญหาสายตาผิดปกติ” เลขาฯ สปสช. ระบุ

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่าข้อมูลจากโครงการชัดแจ๋ว ระบุว่า มีเด็กไทยระหว่างอายุ 3 ขวบ ถึง 12 ปี ถึง 4.1% มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการวัดสายตาและตัดแว่น โดยหากไม่ได้รับแว่นหรือมีการดูแลสายตาอย่างเหมาะสม สายตาของเด็กกลุ่มนี้ ก็มีโอกาสที่จะลุกลามไปสู่การมีอาการตาขี้เกียจหรือตาบอด ซึ่ง 4.1% ดังกล่าว เมื่อเทียบกับจำนวนเด็กกลุ่มเป้าหมายของ กสศ. ในช่วงวัยเดียวกัน จากข้อมูลของปี 2563 พบว่าทั่วประเทศอาจจะมีเด็กยากจนหรือยากจนพิเศษ ที่ต้องได้รับการตัดแว่นเร่งด่วน ถึง 50,000 คน

อย่างไรก็ตามงานวิจัยของ กสศ. พบว่า เด็กยากจนด้อยโอกาสยังประสบปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการทั้งการวัดสายตา การส่งต่อเด็กที่มีปัญหาสายตาผิดปกติเพื่อเข้ารับการรักษา และการรับแว่นสายตาที่สถานพยาบาล เพราะต้องมีภาระค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเดินทางเพื่อรับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด บางรายต้องมีค่าใช้จ่ายในการเหมารถเพื่อไปพบแพทย์ ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดซึ่งอยู่ห่างออกไปหลาย 10 กิโลเมตร มากกว่า 900 บาท

“เพื่อแก้ไขอุปสรรคเหล่านี้ โครงการดังกล่าวจึงพัฒนาต้นแบบการทำงานที่สนับสนุนให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพเชื่อมโยงความร่วมมือในพื้นที่ และทำแผนขอสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือให้เด็กและเยาวชนที่ยากจน ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองสายตาและเข้ารับการรักษา และรับแว่นตา กรณีสายตามีปัญหาได้อย่างทันท่วงที โดยจะนำร่องจัดกิจกรรมเพื่อคัดกรองสายตา ก่อนส่งมอบแว่นให้เด็กที่มีความผิดปกติทางสายตา พร้อมกับเก็บข้อมูลเพื่อค้นหาผลลัพธ์การเรียนรู้หลังจากได้รับแว่นสายตาแล้ว ในพื้นที่ต้นแบบ 3 จังหวัด คือ จังหวัดปัตตานี สุรินทร์และสมุทรสงคราม รวมจำนวนเด็กกว่า 15,000 คน โดยคาดว่าหลังจากดำเนินการ จะมีนักเรียนกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับแว่นตา ประมาณ 2,000 คนทำให้ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจากปัญหาสุขภาพซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาได้” ดร.ไกรยส กล่าวและว่า

โครงการนี้จะช่วยให้โรงเรียนมีแนวทางในการลดภาระเรื่องการตรวจคัดกรองและส่งมอบแว่นให้เด็กที่มีความผิดปกติทางสายตา และยังพัฒนาชุดคัดกรองปัญหาสายตาเพื่อให้ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุข ครู ผู้ปกครอง ในการสังเกตอาการเบื้องต้น และช่วยให้มีเครื่องมือวัดสุขภาพสายตาที่มีการอัปเดตและใช้งานง่ายขึ้น โดยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลสุขภาพสายตาให้เด็กและเยาวชนในชุมชนในระยะยาว เพื่อเป็นระบบคุ้มครองทางสังคม เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาที่ยั่งยืนเพิ่มโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนยากจนด้อยโอกาสในทุกพื้นที่

SGU เปิดประตูสู่ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780671

SGU เปิดประตูสู่ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาระดับโลก

SGU เปิดประตูสู่ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาระดับโลก

วันจันทร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ (SGU) จัดโปรแกรม Familiarization สร้างความคุ้นเคยเป็นเวลา 3 วัน สำหรับตัวแทนจัดหาการศึกษาและทีมแนะแนวจากโรงเรียนทั่วโลก โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เยี่ยมชมแคมปัส True Blue ของ SGU ในเกรเนดา ทะเลแคริบเบียน พร้อมสิทธิในการเข้าชมห้องปฏิบัติการ อาทิ ห้องตรวจทางคลินิก ห้องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง ห้องปฏิบัติการจำลองเฉพาะทางและกายวิภาคศาสตร์ เป็นต้น

คอริน วิช ผอ.การรับนักศึกษานานาชาติ SGU กล่าวว่า โปรแกรมนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ที่ปรึกษา และตัวแทนสามารถเข้าใจเข้าถึงชุมชน และวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของนักศึกษาแพทย์ SGU เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านการศึกษาได้เห็นถึงแนวทางการศึกษาที่หลากหลาย และการอุทิศตนดูแลช่วยเหลือนักเรียนของเราในทุกแง่มุมของเส้นทางการศึกษาและการพัฒนาตนเอง

สจวร์ต มาร์กส์ จาก Rugby International School ในกรุงเทพฯ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ครั้งนี้ว่า “ผมไม่ได้คาดหวังเมื่อมาถึง SGU ในครั้งแรก แต่ผมกลับมีความรู้สึกประทับใจ เพราะทุกคนเป็นมิตรและให้การต้อนรับเป็นอย่างดี แคมปัส True Blue และคณาจารย์ก็ตอบรับเกินความคาดหมายมาก ผมจึงมั่นใจที่จะแนะนำ SGU ให้กับนักศึกษาแพทย์ที่ต้องการค้นหาทางเลือกในการเรียนของพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง”

อแมนดา โลเปซ จากโรงเรียนนานาชาติ IGB ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่ได้รับจากการมาเยือนในครั้งนี้คือระบบการสนับสนุนที่ครอบคลุมสำหรับนักศึกษา ไม่ว่าพวกเขาจะเริ่มในปีที่ 7 หรือก้าวเข้าสู่ปีแรกของโปรแกรมนักศึกษาแพทย์ก็ตาม ด้วยข้อดีเหล่านี้จึงรู้สึกมั่นใจที่จะแนะนำ SGU ให้กับนักเรียนของเรา เพราะมั่นใจว่าเด็กเหล่านั้นจะได้รับการสนับสนุน และการดูแลเป็นอย่างดีในทุกขั้นตอนของเส้นทางการศึกษาของพวกเขา”

‘เสมา 2’ลุยตรวจเยี่ยมให้กำลังใจโรงเรียนประสบอุทกภัย จ.นราธิวาส​

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/780710

'เสมา 2'ลุยตรวจเยี่ยมให้กำลังใจโรงเรียนประสบอุทกภัย จ.นราธิวาส​

‘เสมา 2’ลุยตรวจเยี่ยมให้กำลังใจโรงเรียนประสบอุทกภัย จ.นราธิวาส​

วันอาทิตย์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2567, 21.45 น.

“เสมา 2″ลุยตรวจเยี่ยมให้กำลังใจโรงเรียนประสบอุทกภัย จ.นราธิวาส​ พร้อมรับฟังข้อมูลความเสียหาย ก่อนของบกลางดูแลช่วยเหลือเร่งด่วน​ตามลำดับ”โรงเรียนสีแดง​-เหลือง-เขียว”

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2567 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจโรงเรียนที่ประสบอุทกภัยพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะ ณ โรงเรียนอัลเราะห์มานวิทยา , โรงเรียนบ้านสาเมาะ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 3 อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส โดยมี นายพิษณุ พลธี ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นายคมกฤช จันทร์ขจร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ร่วมคณะมาด้วย และมี นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายชาร์รีฟท์ สือนิ ศึกษาธิการจังหวัดนราธิวาส ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น นักเรียน และผู้ปกครอง ร่วมให้การต้อนรับ

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า การมาในครั้งนี้ตนได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ให้มาตรวจเยี่ยมและติดตามโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม จากนั้นก็จะทำการรวบรวมข้อมูลความเสียหายต่างๆและนำไปรายงานต่อ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ก่อนสรุปข้อมูลและดำเนินการทำเรื่องเสนอของงบกลางจากนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วนกับโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายต่อไป โดยเบื้องต้นได้รับรายงานว่ามีโรงเรียนได้รับผลกระทบประมาณ 300 แห่ง ซึ่งทางเขตพื้นที่การศึกษาได้มีการแยกโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายออกเป็น สีแดง สีเหลือง และสีเขียว เพื่อให้การช่วยเหลือตามลำดับความจำเป็นเร่งด่วนก่อน สำหรับความเสียหายที่ได้รับรายงานเบื้องต้น พบว่ามีทั้งอุปกรณ์การเรียนต่างๆ เช่น  คอมพิวเตอร์ โต๊ะ เก้าอี้ หนังสือ รวมไปถึงห้องเรียน กำแพงโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำที่กัดเซาะ เป็นต้น

“การลงพื้นที่ในครั้งนี้ทำให้ได้เห็นภาพความเสียหายและได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งข้อมูลที่ได้รับจะช่วยทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด สำหรับการช่วยเหลือเมื่อกลับไปจะเร่งดำเนินการของบกลาง โดยเริ่มจากโรงเรียนสีแดงซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน ตามด้วยสีเหลือง และสีเขียวตามลำดับ ส่วนโรงเรียนที่ไม่ได้รับผลกระทบแต่มีความขาดแคลนและต้องการความช่วยเหลือในด้านอื่นที่จำเป็นกระทรวงก็จะมีการจัดสรรโดยใช้งบของปี 2568 ในการดำเนินการต่อไป วันนี้ผมรู้สึกดีใจที่ได้มาเยี่ยมให้กำลังใจ ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และผู้ปกครองทุกท่าน ในยามที่ท่านลำบาก แต่ไม่ได้ดีใจเพราะท่านลำบาก ที่ดีใจเพราะเมื่อท่านลำบากแล้วท่านได้เห็นหน้าผม อย่างไรก็ตามถึงแม้ไม่ใช่ในยามวิกฤตก็จะมาเป็นกำลังใจให้กันและกัน ขอบคุณทุกท่านที่มาให้การต้อนรับ” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

รมช.ศธ.กล่าวต่อว่า ตนขอนำกำลังใจจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ซึ่งถึงแม้ท่านจะไม่ได้มาด้วยตัวเองแต่ก็ฝากกำลังใจมายังบุคลากรทางการศึกษา พ่อแม่พี่น้องประชาชน และลูกๆนักเรียนทุกคน ซึ่งท่านได้กำชับให้ตนลงพื้นที่มาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจให้การช่วยเหลือทุกท่านอย่างเร่งด่วน ในส่วนของนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของท่าน รมว.ศธ.เป็นความหมายที่เข้าใจง่าย คือ ความสุขเกิดที่ไหน ประสิทธิภาพประสิทธิผลและความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นได้โดยไม่ยาก โดยความสุขต้องเริ่มจากทุกท่าน​ทั้ง ครู​ ผู้ปกครอง นักเรียน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกๆคน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ส่วนการลดภาระครู ลดภาระบุคลากรทางการศึกษา​ ลดภาระผู้ปกครองและนักเรียนนั้น ขณะนี้กระทรวงกำลังลดภาระครูด้วยการคืนนักการภารโรงให้กับโรงเรียน ซึ่งความสำเร็จต่างๆจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดความร่วมมือจากทุกท่าน

– 006