สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่1แม่ฮ่องสอนจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์’พฤกษามหามงคล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774864

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่1แม่ฮ่องสอนจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์'พฤกษามหามงคล'

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่1แม่ฮ่องสอนจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์’พฤกษามหามงคล’

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 12.09 น.

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สาขาแม่ฮ่องสอน จัดโครงการพิธีเจริญพระพุทธมนต์ “พฤกษามหามงคล”ขึ้น เพื่อจัดเตรียมกล้าไม้มงคลที่ผ่านพิธีเจริญพระพุทธมนต์สำหรับเป็นของขวัญวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2567ให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตลอดจนเป็นการสร้างคุณค่าให้กับกล้าไม้ของกรมป่าไม้ สนับสนุนให้ประชาชนรักการปลูกต้นไม้และหวงแหนกล้าไม้ที่ได้รับ สามารถนำกลับไปปลูกในพื้นที่ของตนเพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับครอบครัว

วันที่ 13 ธ.ค.66 เวลา 09.00 น.นายเกษม คำมา ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สาขาแม่ฮ่องสอน ได้มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรี กฤต วงษาลังการ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการปลูกป่า เป็นประธานในพิธี เจริญพระพุทธมนต์ “พฤกษามหามงคล”พร้อมด้วย นายสุรัชฐนพ สิงหาคำ ผู้อำนวยการส่วนจัดการป่าชุมชน, นายทวีชัย กันทใจผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้แม่ฮ่องสอน , นายอนุสรณ์ ปูเครือ หัวหน้าสถานีเพาะชำกล้าไม้แม่ฮ่องสอน และ นายนิพนธ์ เฟื่องฟู ผู้อำนวยการส่วนการอนุญาต เพื่อจัดเตรียมกล้าไม้มงคลที่ผ่านพิธีเจริญพระพุทธมนต์สำหรับเป็นของขวัญวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2567ให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตลอดจนเป็นการสร้างคุณค่าให้กับกล้าไม้ของกรมป่าไม้ สนับสนุนให้ประชาชนรักการปลูกต้นไม้และหวงแหนกล้าไม้ที่ได้รับ สามารถนำกลับไปปลูกในพื้นที่ของตนเพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับครอบครัว

ทั้งนี้ทางด้านกรมป่าไม้ โดยสำนักส่งเสริมการปลูกป่า มีภารกิจหลักด้านงานผลิตกล้าไม้ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนหน่วยงานภาครัฐ-ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ ศาสนสถาน สถานศึกษา และหน่วยงานต่างๆ นำไปปลูกในพื้นที่รับผิดชอบร่วมกันเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ดังนั้น จึงได้จัดทำ โครงการพิธีเจริญพระพุทธมนต์ “พฤกษามหามงคล” ขึ้นเพื่อจัดเตรียมกล้าไม้มงคลที่ผ่านพิธีเจริญพระพุทธมนต์สำหรับเป็นของขวัญวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2567 ให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ ตลอดจนเป็นการสร้างคุณค่าให้กับกล้าไม้ของกรมป่าไม้ สนับสนุนให้ประชาชนรักการปลูกต้นไม้และหวงแหนกล้าไม้ที่ได้รับ สามารถนำกลับไปปลูกในพื้นที่ของตนเพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับครอบครัวและดูแลรักษากล้าไม้ให้เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ เมื่อประเทศไทยมีต้นไม้เพิ่มขึ้น ก็จะช่วยลดปัญหามลพิษ ลดบัญหาภาวะโลกร้อน

หลังเสร็จพิธี ทางสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สาขาแม่ฮ่องสอน ได้มอบกล้าไม้ให้กับผู้นำชุมชนในพื้นที่เพื่อนำไปปลูกในพื้นที่ของตนเอง เพื่อเป็นสิริมงคล ต่อไป 

จุฬาฯออกแบบ ‘แก้วน้ำกันสำลัก’ หวังลดอันตรายของผู้ป่วยระบบประสาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774750

จุฬาฯออกแบบ ‘แก้วน้ำกันสำลัก’  หวังลดอันตรายของผู้ป่วยระบบประสาท

จุฬาฯออกแบบ ‘แก้วน้ำกันสำลัก’ หวังลดอันตรายของผู้ป่วยระบบประสาท

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

แพทย์จุฬาฯ ออกแบบแก้วน้ำกันสำลัก เพิ่มคุณภาพชีวิต และความปลอดภัย ผู้ป่วยด้วยโรคทางระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น โดยคำนวณมุมการไหลของน้ำ ปริมาณ และระยะเวลาการไหลของน้ำจากแก้วถึงริมฝีปาก หวังลดอัตราการสำลักที่อาจนำไปสู่ภาวะปอดบวม ปอดติดเชื้อ ติดเชื้อในกระแสโลหิต จนเป็นสาเหตุการเสียชีวิต

 ศาสตราจารย์ นายแพทย์ รุ่งโรจน์ พิทยศิริ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประสาทวิทยา และปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยกล่าวว่า อาการสำลักที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุผู้มีอาการกล้ามเนื้อคออ่อนแรงผู้ป่วยระบบประสาทที่กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน เช่น คนไข้โรคพาร์กินสันและผู้มีภาวะกลืนยาก ผู้สูงวัยบางรายมีปัญหาเรื่องการกลืนยากและมีความเสี่ยงที่จะสำลักสูง จนแพทย์วินิจฉัยว่า เขาถึงจุดที่ควรใส่สายให้อาหารทางจมูก หรือเจาะหน้าท้องให้อาหารได้แล้ว แต่ครอบครัวคนไทยส่วนใหญ่กลัวการทำแบบนี้ และมักให้เหตุผลว่า สงสารผู้สูงวัย แต่ความสงสารนี้นำมาซึ่งความเสี่ยงที่สูงมากๆ

ศ.นพ.รุ่งโรจน์ กล่าวต่อไปว่า แก้วน้ำกันสำลัก ผลิตด้วยวัสดุประเภทเดียวกับขวดนมของเด็กทารก ดีไซน์ให้เหมือนแก้วน้ำปกติทั่วไป และใช้สีสันสดใสเพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้อยากดื่มน้ำมากขึ้น ให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกว่ากำลังใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์อยู่ สามารถพกไปใช้ที่ไหนก็ได้ ภายนอกจะดูไม่แตกต่างจากแก้วน้ำทั่วไป แต่ภายในมีกลไกพิเศษเพื่อกันการสำลัก ที่ทีมวิจัยได้ศึกษาและคำนวณอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นมุมการไหลของน้ำ ปริมาณน้ำ และระยะเวลาการไหลของน้ำจากแก้วมาถึงริมผีปากผู้ใช้งานที่เหมาะสม ผู้สูงวัยสามารถดื่มน้ำได้โดยไม่ต้องเงยคอ จะช่วยลดการสำลักลงได้มาก และที่สำคัญสามารถควบคุมปริมาณน้ำต่อการดื่มแต่ละครั้งให้ไม่มากจนเกินไป  และกำหนดเวลาในการดื่มให้ไม่เร็วเกินไปได้ด้วยปริมาณการดื่มที่เหมาะสม มุมที่เหมาะสม ท่าดื่มที่เหมาะสม เวลาดื่มที่ไม่เร็วจนเกินไป สิ่งที่จะช่วยให้ผู้สูงวัยหรือผู้ป่วยสำลักน้อยลง และแก้วน้ำกันสำลัก ยังมีดีไซน์พิเศษเพื่อช่วยผู้ป่วยพาร์กินสันด้วย โดยหูของแก้วน้ำมีลักษณะนูนขึ้นมา เพื่อช่วยคนไข้พาร์กินสันที่มีภาวะเกร็งกำมือได้ไม่สุด สามารถจับแก้วน้ำได้ถนัด มั่นคง และมั่นใจในการดื่มน้ำมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน แก้วน้ำกันสำลักยังเป็นต้นแบบ (Prototype) ที่ผ่านการวิจัยขั้นแรก และกำลังอยู่ในช่วงการวิจัยทดสอบ (Testing) กับผู้ใช้งานจริงจำนวนมาก ทั้งคนไข้ที่อยู่ในโรงพยาบาลและคนไข้ที่นำแก้วน้ำไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีการติดเครื่องเซ็นเซอร์จับพฤติกรรมขณะดื่มน้ำไว้  และจะนำมาพัฒนาดีไซน์ที่เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด แล้วจึงต่อยอดการผลิตในระดับโรงงานอุตสาหกรรมต่อไป

สำหรับผู้ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบวิจัยแก้วน้ำกันสำลัก ติดต่อได้ที่  ศาสตราจารย์ นายแพทย์รุ่งโรจน์ พิทยศิริ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยโทร.02-2564000 ต่อ 70702-3 โทรสาร 02-2564000 ต่อ 70704  โทรศัพท์มือถือ 081-1079999 Website : www.chulapd.org

นักศึกษาแพทย์ ม.วลัยลักษณ์ ชนะเลิศนวัตกรรมแก้ไขปัญหาสุขภาพจิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774751

นักศึกษาแพทย์ ม.วลัยลักษณ์  ชนะเลิศนวัตกรรมแก้ไขปัญหาสุขภาพจิต

นักศึกษาแพทย์ ม.วลัยลักษณ์ ชนะเลิศนวัตกรรมแก้ไขปัญหาสุขภาพจิต

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักศึกษาสำนักวิชาแพทยศาสตร์ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) ประกอบด้วย นายกรวิชญ์ ด้วงฉีด นางสาวนันทน์ณิชา หยังหลัง นางสาวจีรณัชย์ ฤทธิเดช และนางสาวณิชาดา ตันติบรรพกุล ภายใต้ชื่อทีมป้าข้างบ้าน คว้ารางวัลชนะเลิศโครงการ Thailand Youth Policy Initiative (TYPI) เวทีประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่ในการแก้ไขปัญหาสุขภาวะทางจิตในชุมชน ผ่านการจัดทำร่างนโยบายสาธารณะและนวัตกรรมทางสังคมในหัวข้อ “Community Mental Wellbeing” ซึ่งสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์นานาชาติแห่งประเทศไทย (International Federation of Medical Students’ Associations – Thailand) ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้ ที่กรุงเทพมหานคร

นวัตกรรมและนโยบายสาธารณะด้วยการแก้ปัญหาสุขภาวะทางจิตอย่างเป็นระบบ (Mental Wealth) ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศดังกล่าว เป็นผลงานที่สร้างนวัตกรรมที่เกิดจากค่านิยมของคนไทยที่มองว่า “ป้าข้างบ้าน” เป็นคนอื่นที่มาสนใจเรื่องชาวบ้าน โดยการศึกษาชุมชนต้นแบบพบปัญหาสำคัญต่อสุขภาพจิต คือ ขาดแคลนความรู้และขาดการเข้าถึง ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความปลอดภัย และการซ่อนเร้นความรู้สึกและผู้ป่วยแอบแฝง โดยมีหลักสำคัญคือ นโยบาย Community Heroes คือ ด้วยการให้อสม. เป็นแกนนำในการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตร่วมกับทางกาย นโยบายวัคซีนใจคือ การมีพื้นที่ในการเป็นที่ปรึกษาทางใจให้กับชาวบ้าน พัฒนาการสื่อสารสร้างความเข้าใจ และ Protect your Heart เสนอให้มีการตรวจสุขภาพจิตในการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อการคัดครอง Family First Safe หน่วยงานที่เกี่ยวกับเด็กและครอบครัว เข้ามาให้ความรู้พ่อแม่ในการมีบุตรตั้งแต่ก่อนและหลังตั้งครรภ์ เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ และ Mental Wealth for Education ส่งเสริมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางจิตในสถานศึกษา รวมทั้งสนับสนุนให้มีนักจิตวิทยาในโรงเรียน

‘ครูเบล’ครูติวสอบ AEIS สิงคโปร์ แนะการเตรียมตัวผู้สนใจเรียนต่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774752

‘ครูเบล’ครูติวสอบ AEIS สิงคโปร์  แนะการเตรียมตัวผู้สนใจเรียนต่อ

‘ครูเบล’ครูติวสอบ AEIS สิงคโปร์ แนะการเตรียมตัวผู้สนใจเรียนต่อ

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ครูเบล ครูติวสอบ Admissions Exercise for International Students (AEIS) ของการเรียนประเทศสิงคโปร์ แนะผู้ปกครองที่ต้องการส่งบุตร-หลานไปเรียนต่อที่ประเทศสิงคโปร์ ที่มีระบบการศึกษาอยู่ในอันดับต้นๆ เด็กต้องเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ 1-2 ปี ทั้งการติวภาษาอังกฤษ-คณิตศาสตร์ เพื่อสอบเข้าโรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนนานาชาติ ในประเทศสิงคโปร์

ศุภนุช ชือรัตนกุล (ครูเบล) อดีตนักศึกษาทุนแลกเปลี่ยน 10 ประเทศ และเป็นครูติวสอบ Admissions Exercise for International Students (AEIS)เข้าเรียนที่สิงคโปร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันการส่งลูกเข้าไปเรียนที่ประเทศนี้เป็นที่สนใจมากขึ้นทั่วโลก หลังจากจีนเปิดประเทศ โรงเรียนที่สิงคโปร์ ที่มีอยู่ 3 ประเภท คือ โรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนอินเตอร์ แต่ละแห่งจะมีความแตกต่างกัน

โรงเรียนรัฐบาลเป็นระบบการศึกษาที่ถือว่าดีมาก และคุ้มค่าที่สุดค่าเล่าเรียนพร้อมกินอยู่ งบประมาณอยู่ที่ 8-9 แสนบาทต่อปี แต่ต้องสอบแข่งขันกับเด็กทั่วโลกให้ผ่าน AEIS ให้ได้ก่อน ถือว่าสอบเข้ายากที่สุด มีทุนเรียนฟรี คือทุนอาเซียน (ASEAN Scholarship)ที่รัฐบาลให้จำนวนประมาณ 10 คนต่อปีสำหรับเด็กระดับชั้น ม.3 และ ม.5ที่เรียนเก่ง มี Profile ดี ทางรัฐบาลสิงคโปร์จะดูกิจกรรมที่ทำ (Portfolio) ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมวิชาการ การแข่งขันกีฬาและมีการสอบข้อเขียน เมื่อสอบข้อเขียนผ่านแล้ว ทางรัฐบาลสิงคโปร์จะเรียกไปสัมภาษณ์ที่สถานทูต เมื่อผ่านการสัมภาษณ์แล้วจะจัดหาโรงเรียนให้ตามลำดับต่อไป เช่น ถ้าได้ทุนเรียนฟรี ม.3 จะได้เข้าเรียน ม.3-ม.6 และอยู่ที่นั่นประมาณ 4 ปี ส่วนคนไหนที่อายุเกิน ยังสามารถสมัครรับทุนเรียนฟรี ม.5 ได้อีก ก็จะเรียนแค่ม.5-ม.6 ก็จบทุน ทุนอาเซียนเป็นที่นิยมกันอย่างมาก น้องๆ จึงควรเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสอบ

โรงเรียนเอกชนที่ประเทศสิงคโปร์ ที่มีชื่อเสียงจะมี 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียน SANYU Adventist School, โรงเรียน St Francis Methodist School ทั้ง 2 โรงเรียนนี้มีข้อดีคือใช้ระบบการเรียนของรัฐบาลสิงคโปร์ แต่ต้องสอบเข้าตรงกับทางโรงเรียน มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าโรงเรียนรัฐ ผู้ปกครองต้องเตรียมประมาณ 1.2 ล้านบาทต่อปี (รวมค่าเรียนและกินอยู่) ที่ผ่านมามีเด็กไทยนิยมเข้าโรงเรียน SANYU มากพอสมควร

สำหรับโรงเรียนอินเตอร์ที่สิงคโปร์ จะใช้ระบบเช่นเดียวกับโรงเรียนของรัฐบาล เป็นที่นิยมของเด็กไทย เช่น ACS International School, Hwa Chong International School โรงเรียนนานาชาติก็ต้องสอบเข้า แต่ข้อสอบไม่ยากเท่าโรงเรียนของรัฐบาล ข้อเสียคือค่าใช้จ่ายสูงประมาณ 1.6 ล้านบาทต่อปี (ทั้งค่าเทอม และค่ากินอยู่) อีกอย่างการไปเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ หอพักภายในโรงเรียนจะไม่มี เพราะเป็นประเทศเล็ก เดินทางสะดวก เด็กๆ จะพักกับ Host Family ซึ่งเป็นมืออาชีพในการดูแลเด็ก ทำอาหารให้ ดูแลความเป็นอยู่

ม.มหาสารคาม ทำบุญครบรอบ 55 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774753

ม.มหาสารคาม ทำบุญครบรอบ 55 ปี

ม.มหาสารคาม ทำบุญครบรอบ 55 ปี

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 9 รูปในโอกาส วันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ครบรอบ 55 ปีวันที่ 9 ธันวาคม 2566 โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี เป็นประธานในพิธี พร้อม กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร ศิษย์เก่า นิสิต และนักเรียนมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมพิธี

กรุงศรี-สจล. ร่วมมือทางวิชาการ และสร้างนวัตกรรมด้าน Tech Ecosystem

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774755

กรุงศรี-สจล. ร่วมมือทางวิชาการ  และสร้างนวัตกรรมด้าน Tech Ecosystem

กรุงศรี-สจล. ร่วมมือทางวิชาการ และสร้างนวัตกรรมด้าน Tech Ecosystem

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ)ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ สจล. สร้างความเข้มแข็งให้กับ Tech Ecosystem ของประเทศไทย ผ่านการสนับสนุนด้านการศึกษา งานวิจัย การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงการแบ่งปันความรู้และโอกาสให้กับนักศึกษา ชุมชน และสังคม เพื่อต่อยอดการเติบโตของทั้งสองสถาบัน พร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โลกอนาคตอย่างยั่งยืนด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม

ดร.วศิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านทรัพยากรบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดแรงงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือ Tech Talent มีความต้องการสูง กรุงศรี และบริษัทในเครือ จึงเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาต่อยอดความรู้ความสามารถ และได้ลงมือทำงานในสภาพแวดล้อมจริง แก้ไขปัญหาไปกับทีมงาน นอกจากนี้ ยังพร้อมส่งเสริมงานวิจัยทางด้านเทคโนโลยี เพื่อนำไปต่อยอดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งนี้เพื่อเป้าหมายในการสร้าง Tech Ecosystem ที่เอื้อต่อการพัฒนาธุรกิจและประเทศต่อไป

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า การร่วมมือกับกรุงศรีในครั้งนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ สจล. ในการเป็นผู้นำนวัตกรรมระดับโลก หรือ The World Master Of Innovation และด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม วิจัย สจล. พร้อมเดินหน้าร่วมสร้างเครือข่ายการทำงานทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เพื่อผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคู่จริยธรรม และรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมอันดีของประเทศ

โครงการความร่วมมือในครั้งนี้มีการดำเนินงานแบบเป็นรูปธรรมผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ การจัดตั้งโครงการศึกษาและวิจัยร่วมกัน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสารสนเทศ และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องการจัดตั้งโปรแกรมการฝึกอบรม สัมมนา พัฒนาบุคลากรและนักศึกษาร่วมกัน การสนับสนุนการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ (Startup) ให้แก่นักศึกษาและบุคลากรจากทั้งธนาคารและบริษัทในเครือ และสจล. เป็นต้น

สมศ. รับสมัครประธานและกรรมการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774754

สมศ. รับสมัครประธานและกรรมการ

สมศ. รับสมัครประธานและกรรมการ

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. รับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นประธานกรรมการและกรรมการพัฒนาระบบการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา จำนวน 10 ตำแหน่ง ดังนี้ ประธานกรรมการ จำนวน 1 ตำแหน่ง และ กรรมการ จำนวน 9 ตำแหน่ง ผู้ที่สนใจสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายเลขานุการฯ โทรศัพท์ 02-2163955 ต่อ 264 หรือต่อ 290

กองทุนพัฒนาสื่อฯ เร่งพัฒนาบุคลากรวงการสื่อ จัดเสวนา ‘Bridging Humanity and AI’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774808

กองทุนพัฒนาสื่อฯ เร่งพัฒนาบุคลากรวงการสื่อ จัดเสวนา 'Bridging Humanity and AI'

กองทุนพัฒนาสื่อฯ เร่งพัฒนาบุคลากรวงการสื่อ จัดเสวนา ‘Bridging Humanity and AI’

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 20.19 น.

กองทุนพัฒนาสื่อฯ เร่งพัฒนาบุคลากรวงการสื่อ จัดเสวนา “Bridging Humanity and AI”

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เร่งพัฒนาบุคลากรวงการสื่อ เตรียมรับมือเทคโนโลยี AI (Artificial intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ที่ก้าวมาสู่สังคมดิจิทัลอย่างรวดเร็ว จัดเสวนา “Bridging Humanity and AI” จะเป็นอย่างไร เมื่อปัญญามนุษย์และ ปัญญาประดิษฐ์ร่วมมือกันสร้างสรรค์สื่อ เพื่อพัฒนาให้เกิดการใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เจาะกลุ่ม ผู้ผลิตสื่อทั้ง Pre-Production, Production และ Post-Production โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ ตลอด 2 วันเต็ม ณ โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท 

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า “ในปัจจุบัน เทคโนโลยี AI [Artificial intelligence] หรือ ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันและถูกนำมาใช้ในการทำงาน มากขึ้น กองทุนสื่อ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสื่อ จึงจัดงานเสวนา “Bridging Humanity and AI” จะเป็นอย่างไร เมื่อปัญญามนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ร่วมมือกันสร้างสรรค์สื่อ เพื่อเตรียมความพร้อมให้บุคลากรในวงการสื่อได้ปรับตัว เสริมความรู้ ความเข้าใจ และสามารถใช้งาน  AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาวต่อไป

ในการจัดเสวนา “Bridging Humanity and AI” จะเป็นอย่างไรเมื่อปัญญามนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ ร่วมมือกันสร้างสรรค์สื่อ ได้เชิญวิทยากรผู้มีความรู้และประสบการณ์ในการทำงาน มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในการใช้งาน ได้แก่

เสวนาหัวข้อ“การเข้ามาของ AI ในวงการสื่อแบบ 360 องศา โดย ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, ผศ.ดร. สุกรี สินธุภิญโญ กรรมการสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายนพ ธรรมวานิช กรรมการสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์ กราฟฟิกส์ไทย (TACGA) อาจารย์คณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์  มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และนางสาวภาพเพรง เลี้ยงสุข Program Director บริษัท เทคซอส มีเดีย จํากัด

• บรรยายในหัวข้อ AI กับ Data-driven เตรียมพร้อมทุกการแข่งขัน โดย นายพงษ์ปิติ ผาสุขยืด ผู้ก่อตั้ง Ad Addict

• บรรยายในหัวข้อ AI ผู้ช่วยบริหารกับการจัดการมืออาชีพ” โดย นายโชค วิศวโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัณฑิต เซ็นเตอร์ จํากัด

• บรรยายหัวข้อ ใช้ AI Tools ทางเลือกใหม่ในงาน Pre-Production  โดย ผศ.ดร.กิตติพงษ์ สุวรรณราช ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 

• บรรยายหัวข้อ “ศาสตร์ & ศิลป์ การสร้างภาพจาก AI” โดย นายเมธากวี สีตบุตร Prompt Engineer ผู้สร้างสรรค์ผลงานจาก AI 

• บรรยายหัวข้อ “เล่าเรื่องด้วย Generative AI” โดย 
คุณกุลพงษ์ ไวยามัจมัยกุล Virtual Art Director และคุณกฤษฏิ์พิชญ์ นิพิษฐานันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท กันตนา โพสต์ โปรดักชั่น (ไทยแลนด์) จํากัด 

• บรรยายหัวข้อ “จริยธรรมในการใช้ AI” โดย 
ผศ.ดร.รัชฎา คงคะจันทร์ อุปนายก สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ข้อมูล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

• เสวนาหัวข้อ “Generative AI ใช้อย่างไรไม่ละเมิดลิขสิทธิ์” โดย ผศ.ดร.รัชฎา คงคะจันทร์ อุปนายก สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ข้อมูล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ตัวแทนกรมทรัพย์สินทางปัญญา และ นายอัศวิน อัศวพิทยานนท์ Senior Graphic Designer บริษัท ดาต้าเอ็กซ์ จำกัด

กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมงานเสวนา “Bridging Humanity and AI” จะเป็นอย่างไร เมื่อปัญญามนุษย์และ ปัญญา ประดิษฐ์ร่วมมือกันสร้างสรรค์สื่อ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มบุคลากรในวงการสื่อไม่ว่าจะเกี่ยวข้องทางใด ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม เช่นสื่อมวลชน, สื่อออนไลน์, คอนเทนครีเอเตอร์ หรือผู้ผลิตสื่อ ทั้งในส่วนของ Pre-production ,Production และ Post-Production และอื่น ๆ ทั้งนี้ คาดหวังว่า ผู้เข้าร่วมงานครั้งนี้ จะได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ AI และเห็นถึงมุมมองต่าง ๆ ได้รู้จัก พร้อมทดลองใช้ Tools และสามารถเลือก ลักษณะ AI ที่สอดคล้องกับการทำงาน นำมาปรับใช้เพื่อช่วยในการผลิตสื่อได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ 

สำหรับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มีพันธกิจสนับสนุนและสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วนในการผลิต พัฒนาเนื้อหา และส่งเสริมผู้ผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรม เพื่อพัฒนาไปสู่สังคมแห่งการ เรียนรู้ อีกทั้ง พัฒนาองค์ความรู้ด้านสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ การเฝ้าระวังสื่อไม่ปลอดภัย และทักษะการรู้ เท่าทันสื่อแก่เด็กและเยาวชน รวมถึงประชาชนทั่วไป อีกทั้งพัฒนาองค์กรไปสู่องค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูง เพื่อการขับเคลื่อนภารกิจด้านสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผ่านยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ได้แก่  ส่งเสริมการผลิต, ส่งเสริมการวิจัย, เสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อ, ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และสร้างมูลค่าเพิ่มของสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  ทั้งนี้ ในการจัด ร่วมงานเสวนา “Bridging Humanity and AI” นับเป็นอีกกิจกรรมในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ของ  กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สำหรับผู้สนใจ กิจกรรม หรือ ข้อมูลรายละเอียด สามารถติดตามได้ที่  Website : www.thaimediafund.or.th  FACEBOOK : กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

‘ท่านอ้น’ซึ้งใจ!! คุณลุงหนองคาย ‘ขอซับเหงื่อ’ เหมือนที่เคยทำให้ท่านตอนเด็กๆ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774722

'ท่านอ้น'ซึ้งใจ!! คุณลุงหนองคาย 'ขอซับเหงื่อ' เหมือนที่เคยทำให้ท่านตอนเด็กๆ

‘ท่านอ้น’ซึ้งใจ!! คุณลุงหนองคาย ‘ขอซับเหงื่อ’ เหมือนที่เคยทำให้ท่านตอนเด็กๆ

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 16.48 น.

“ท่านอ้น”ซึ้งใจ คุณลุงจังหวัดหนองคาย “ขอซับเหงื่อ” เหมือนที่เคยทำมา

“ท่านอ้น” วัชเรศร วิวัชรวงศ์  มีโอกาสเดินทางไปร่วมกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดหนองคาย โดยได้มอบเครื่องผลิตออกซิเจน 10 ลิตร ให้กับโรงพยาบาล 5 แห่ง ในจังหวัดหนองคาย หลังจากนั้น ได้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านหม้อ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ได้พบปะพูดคุยและถ่ายรูปอย่างเป็นกันเอง โดยระหว่างพูดคุยกับชาวบ้านมีคุณลุงท่านหนึ่งได้มา “ขอเช็ดเหงื่อ” ให้ท่านอ้น ซึ่งแม้จะแปลกใจแต่ท่านอ้นก็ได้เปิดโอกาสให้คุณลุงได้เช็ดเหงื่อท่านด้วยผ้าขาวม้าที่ชาวบ้านเตรียมมาอย่างดี จากการพูดคุยสอบถามจึงได้ทราบว่า สาเหตุที่คุณลุงได้มา “ขอเช็ดเหงื่อ” ให้ท่านอ้น เนื่องจากตอนท่านอ้นเด็กๆ คุณลุงก็เคยได้เช็คเหงื่อให้ท่านอ้นมาแล้ว 

เรืออากาศโท สุริยะ ใจดี หรือ คุณลุงเช็ดเหงื่อ เดิมทำงานเป็นช่างประจำเครื่องบิน F5 ที่เคยเข้าเฝ้ารับใช้ใกล้ชิดเมื่อตอนที่ท่านอ้นยังเป็นเด็กๆ ทำให้มีโอกาสได้เจอกับท่านอ้นและพี่น้องที่มายังลานจอดเครื่องบิน ด้วยอากาศในลานจอดเครื่องบินที่ค่อนข้างร้อน ทำให้ท่านอ้นมักมีเหงื่อออกมาก คุณลุงสุริยะ จึงได้มีโอกาสช่วยเช็ดเหงื่อให้กับท่านและในวันนี้แม้เกษียณอายุราชการมานาน แต่การได้กลับมาพบกับท่านอ้นที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านที่ตนอยู่ ทำให้คุณลุงสุริยะ ยังคงคิดถึงเหตุการณ์ตอนที่ท่านอ้นยังเป็นเด็ก ยิ่งได้มาเห็นท่านให้ความเป็นกันเอง พบปะผู้คุยกับชาวบ้านท่ามกลางอากาศที่ร้อน ทำให้คุณลุงอยากเข้าไปช่วยเช็ดเหงื่อให้ท่าน เหมือนที่เคยได้ทำตอนที่ท่านยังเด็กๆ เรื่องราวดังกล่าว ได้สร้างความประทับใจให้กับท่านอ้นเป็นอย่างมาก จึงได้พูดคุยย้อนอดีตอย่างมีความสุขกับคุณลุงสุริยะ นับเป็นภาพประทับใจที่ชาวบ้านหม้อ อำเภอศรีเชียงใหม่ หนองคายได้พบในวันนี้

‘ทิชา’ นำทีมยื่น 7 ข้อ เรียกร้อง รมว.ศึกษาฯ รื้อใหญ่ระบบแจ้งเหตุ วอนศธ. ปกป้องเด็กมากกว่าห่วงชื่อเสียงโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774668

'ทิชา' นำทีมยื่น 7 ข้อ เรียกร้อง รมว.ศึกษาฯ รื้อใหญ่ระบบแจ้งเหตุ  วอนศธ. ปกป้องเด็กมากกว่าห่วงชื่อเสียงโรงเรียน

‘ทิชา’ นำทีมยื่น 7 ข้อ เรียกร้อง รมว.ศึกษาฯ รื้อใหญ่ระบบแจ้งเหตุ วอนศธ. ปกป้องเด็กมากกว่าห่วงชื่อเสียงโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 13.26 น.

‘ทิชา’ นำทีมยื่น 7 ข้อ เรียกร้อง รมว.ศึกษาฯ รื้อใหญ่ระบบแจ้งเหตุ  วอนศธ. ปกป้องเด็กมากกว่าห่วงชื่อเสียงโรงเรียน เป็นเจ้าทุกข์ช่วยคดีนักเรียนถูกละเมิดทางเพศ ประสานช่วยเหลือ เยียวยา พร้อมวางมาตรการป้องกันแก้ไขที่ปฏิบัติได้จริง

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2566 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นางทิชา ณ นคร ที่ปรึกษามูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว พร้อมด้วย น.ส.อังคะนา อินทะสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พร้อมด้วยตัวแทนภาคีเครือข่ายองค์กรด้านเด็ก  สตรี ครอบครัว กว่า 40 คน ยื่นหนังสือที่มีองค์กรด้านเด็ก สตรี ครอบครัว และภาคประชาสังคม กว่า 100 องค์กร ร่วมลงชื่อ ถึงพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแสดงจุดยืน และข้อเรียกร้องต่อ ศธ. ภายหลังศาลจังหวัดมุกดาหาร มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2566 ให้จำคุกจำเลย 6 ราย แบ่งเป็นครู 4 คน รุ่นพี่ 2 คน ตลอดชีวิต และให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งรวมกว่า 3 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ฐานก่อเหตุข่มขืน รุมโทรม นักเรียน 3 คนต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562-2563 โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำศธ. ในฐานะโฆษกศธ. รับเรื่องแทน 

นางทิชา กล่าวว่า การที่ศาลตัดสินถือเป็นความสำเร็จระดับปัจจัยเจก แต่หากต้องการให้โรงเรียนเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับเด็กอย่างแท้จริง ศธ. ต้องส่งสัญญาณเพื่อแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ทางเครือข่ายยุติความรุนแรงทางเพศในสถานศึกษา กว่า 100 องค์กร เห็นว่า เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยกับนักเรียนในความดูแลของศธ. และเกิดจากการกระทำของบุคลากรทางการศึกษาเอง สะท้อนถึงความรุนแรงทางเพศที่ฝังรากลึกในระบบการศึกษาไทย เครือข่ายจึงมีข้อเรียกร้อง ดังนี้

1.เมื่อเกิดเหตุความรุนแรงต่อเด็กนักเรียนที่เป็นการละเมิดกฎหมายให้ศธ. ทำหน้าที่เป็นเจ้าทุกข์ร่วมในการแจ้งความและฟ้องดำเนินคดีทางอาญา ประสานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เด็กผู้เสียหายและผู้ปกครอง ช่วยจัดการให้ถึงความคุ้มครองสวัสดิภาพและได้รับการเยียวยาทางจิตใจโดยด่วน

2.หากสอบสวนพบครูหรือบุคลากรทางการศึกษาอื่นล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียน  ให้ศธ.ลงโทษทางวินัยขั้นสูงสุด ถอดถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ไม่ให้ปฏิบัติงานในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนโดยเด็ดขาด

3. รัฐมนตรีหรือผู้บริหารระดับสูงของศธ.รีบดำเนินการเอาผิด ป้องกันไม่ให้เกิดการแทรกแซงช่วยเหลือผู้กระทำผิด ต้องรีบลงพื้นที่สร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้เสียหาย ครอบครัว รวมถึงครู นักเรียนที่ไม่ได้กระทำผิด  

4.เร่งจัดเวทีระดมสมองจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนานโยบาย และมาตรการเชิงรุกในการป้องกัน แก้ไขปัญหาที่ปฏิบัติได้จริง สำหรับโรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศ

5.ทบทวนการทำงานของศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ (ศคพ.) และพัฒนาให้มีความเป็นอิสระ เป็นมิตรต่อผู้เสียหาย มีองค์กรภายนอกที่เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็กและแก้ปัญหาความรุนแรงทางเพศเข้าร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง 

6.ให้การศึกษาแก่ครูและผู้บริหารโรงเรียนทั่วประเทศเกี่ยวกับหลักการและแนวปฏิบัติเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็ก การเคารพความเสมอภาคมทางเพศ และมีแนวปฏิบัติเพื่อสร้างให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากความรุนแรงทางเพศ 

และ7.ขอให้ประชาชน ผู้ปกครอง ช่วยจับตา สอดส่องความผิดปกติของครู นักเรียน และโรงเรียนที่อาจนำไปสู่การคุกคามทางเพศ เพื่อให้เกิดการป้องปราม ตัดวงจรที่จะนำไปสู่ความเสียหาย 

ด้าน น.ส.อังคะนา กล่าวว่า ทางมูลนิธิฯ เคยมาที่นี่เมื่อหลายปีก่อน และพยายามจะให้การแก้ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน ซึ่งเกิดขึ้นจริง มีข้อมูลว่า ผู้ก่อเหตุ ส่วนใหญ่จะเป็นบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้ทางมูลนิธิฯ เราคาดหวังและมีความหวังให้ศธ.มีกลไกทำงานขับเคลื่อนทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยกับเด็กๆ อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม จากการรวบรวมข่าวความรุนแรงทางเพศ ปี2564 จากหนังสือพิมพ์ 13 ฉบับ พบข่าวความรุนแรงทางเพศรวม 98 ข่าว กว่าครึ่งหนึ่งกลุ่มผู้ถูกกระทำอายุระหว่าง 11-15 ปี ร้อยละ 60 ผู้ถูกกระทำเป็นเด็ก วัยรุ่น และนักเรียน ร้อยละ 16 ของข่าวผู้กระทำเป็นบุคลากรทางการศึกษา และเมื่อลงรายละเอียดพบว่า เครื่องดื่มแอลอฮอล์ ยาเสพติดเป็นปัจจัยสำคัญในการก่อเหตุถึงร้อยละ 38 และร้อยละ 19 ตามลำดับ สอดคล้องกับกรณีมุกดาหาร ที่พบว่าหลังบ้านพักครูจะพบกองขวดเหล้าเบียร์จำนวนมาก จุดที่น่าสังเกตุคือเหตุการณ์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว ทำไมคนในพื้นที่จึงไม่เห็นความผิดปกติ ดังนั้นการมีส่วนรวมของชุมชน คนในพื้นที่ นักเรียนรวมถึงครูที่ไม่ได้อยู่ในขบวนการจึงมีความสำคัญมาก  

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า  รัฐมนตรีว่าการศธ.ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ ตามนโยบายเรียนดี มีความสุข และแน่นอนว่าความสุขในสถานศึกษา และความสุขของผู้เรียนจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ายังมีการใช้ความรุนแรงในโรงเรียน หรือมีการคุกคามทางเพศในสถานศึกษา ทั้งนี้กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้ว ส่วนตัวมองว่า ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี แต่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดที่สุดในกระบวนการศึกษา ตลอดเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการศธ. ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มาก ทุกวันจะมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาที่ ศูนย์ความปลอดภัย หรือ MOE Safety Center  ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลโดยเร็วที่สุด

โดยจะมีบางกรณีที่คล้ายกับมุกดาหาร แนวทางของศธ. มีความชัดเจนว่า เมื่อมีประจักษ์พยายนชัด จะแยกผู้ล่วงละเมิดออกจากเหยื่อก่อน และสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยที่ยังไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า ศธ.ใช้ยาแรงเพื่อที่จะป้องปรามผู้ที่ก่อเหตุในลักษณะนี้ อย่างไรก็ดีเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ศธ. ยินดีที่จะเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้โรงเรียนเป็นสถานที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง —017