‘ศธ.’เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา‘ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774435

‘ศธ.’เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา‘ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้’

‘ศธ.’เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา‘ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้’

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 08.26 น.

‘คารม’เผย‘ศธ.’เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา‘ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้’ มุ่งเน้นลดภาระ สร้างความสุข

11 ธันวาคม 2566 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งให้นักเรียน เรียนหนังสืออย่างมีความสุข และให้ความสำคัญต่อคุณภาพของครูและเด็กนักเรียนทั้งประเทศ และที่สำคัญที่สุด รัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เป็นรากฐานสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสังคมไทย รวมไปถึงการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจของนักเรียนทุกคน

นายคารม กล่าวว่า พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ประกาศนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 – 2568  มุ่งหวังให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาในทุกมิติ โดยเน้นให้ผู้เรียน “เรียนดี มีความสุข” ใช้หลักการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาจากทุกภาคตามคำกล่าว “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” และกำหนดแนวทางให้หน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการนำไปใช้ในการขับเคลื่อนนโยบาย คือ ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาและลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง

นายคารม กล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ตามนโยบายของรัฐบาลและเจตนารมณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำแนวทาง “การลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” สำหรับครูผู้สอนใช้เป็นแนวทางในการมอบหมายการบ้านแก่ผู้เรียนให้มีความเหมาะสม และใช้การบ้าน เป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเรียนรู้และประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อีกทางหนึ่ง โดยได้

ทั้งนี้ แจ้งให้สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาทุกเขตเน้นย้ำ ให้สถานศึกษาในกำกับ ดำเนินการให้การมอบหมายการบ้านแก่นักเรียนเป็นไปอย่างเหมาะสม เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างสูงสุด มุ่งหวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ให้การบ้านเป็นเครื่องมือในการ พัฒนาการเรียนรู้และเป็นเครื่องมือประเมินเพื่อ พัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน

ม.มหิดล จับมือธนาคารทรัพยากรชีวภาพฯ พัฒนาฐานข้อมูลจัดเก็บทรัพยากรชีวภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774368

ม.มหิดล จับมือธนาคารทรัพยากรชีวภาพฯ พัฒนาฐานข้อมูลจัดเก็บทรัพยากรชีวภาพ

ม.มหิดล จับมือธนาคารทรัพยากรชีวภาพฯ พัฒนาฐานข้อมูลจัดเก็บทรัพยากรชีวภาพ

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล โดยโครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand) หรือ NBT ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนา เรื่อง “การพัฒนาระบบบริหารจัดการและเผยแพร่ฐานข้อมูลพืชและทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน” โดยได้รับเกียรติจาก ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และ ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ปฏิบัติการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลและการจัดเก็บทรัพยากรทางชีวภาพที่พบในอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ อาทิ ฐานข้อมูลออนไลน์ แพลตฟอร์มสารสนเทศสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเผยแพร่และเชื่อมโยงข้อมูลทรัพยากรชีวภาพระหว่างหน่วยงาน ในการศึกษา วิจัย และพัฒนานวัตกรรมด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน

ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า NBT เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศที่สำคัญกำกับดูแลโดยไบโอเทค สวทช. มีพันธกิจหลักในการสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพที่มีค่าของประเทศอย่างยั่งยืน โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพที่สำคัญ ยกระดับการบริหารจัดการด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพผ่านดูแลตัวอย่างทรัพยากรฯ แบบระยะยาว รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายอนุรักษ์ฯ เพื่อช่วยประเทศไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติเป็นแหล่งปลูกและรวบรวมพืชสมุนไพรมากกว่า 900 ชนิด ซึ่งถือว่ามีจำนวนที่มากที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศไทย จาก Botanic Gardens Conservation International สหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังเป็นต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวด้านการเรียนรู้สมุนไพร พฤกษศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน SDGs และโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย

ทั้งนี้การร่วมมือกันของสองหน่วยงานจะนำไปสู่การบริหารจัดการตัวอย่างทรัพยากรชีวภาพพืชและเผยแพร่ฐานข้อมูลตัวอย่างเหล่านี้ รวมไปถึงการจัดเก็บตัวอย่างพืชและทรัพยากรชีวภาพที่พบในอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ เพื่อการศึกษา วิจัย และพัฒนาและนวัตกรรมต่างๆ ด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและทรัพยากรชีวภาพ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

“ความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยเฉพาะทางเทคโนโลยีและกำลังคนผู้เชี่ยวชาญด้านระบบฐานข้อมูล จะช่วยให้ระบบการบริหารจัดการและเผยแพร่ฐานข้อมูลพืชและทรัพยากรชีวภาพของอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ ได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศชาติ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมสังคม และเศรษฐกิจอย่างเข้มแข็ง” ศ.นพ.บรรจง ระบุ

อย่างไรก็ดีหนึ่งในเป้าหมายหลักด้านการอนุรักษ์ฯ ของโครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ คือการผลักดันให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้ทรัพยากรชีวภาพของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าไปช่วยในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทรัพยากรชีวภาพในส่วนต่างๆ ของประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาประเทศและสร้างมูลค่าทางเศรฐกิจของประเทศจากการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

สำหรับอุทยานฯ มีพื้นที่รวม 140 ไร่ ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยมหิดล ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรอย่างครบวงจร และเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านสมุนไพรและธรรมชาติวิทยาระดับโลก

มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านราชมงคล67 ชูมหา’ลัยนวัตกรรม จุดพลังเยาวชน ศึกษา ป.ตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774367

มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านราชมงคล67 ชูมหา’ลัยนวัตกรรม จุดพลังเยาวชน ศึกษา ป.ตรี

มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านราชมงคล67 ชูมหา’ลัยนวัตกรรม จุดพลังเยาวชน ศึกษา ป.ตรี

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) จัดงาน “เปิดบ้านราชมงคลธัญบุรี 2567” โดยมี นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน ณ หอประชุมราชมงคล มทร.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ชูจุดเด่นเพื่อตอกย้ำมหาวิทยาลัยนวัตกรรมด้วยผลงานวิจัย นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและจุดพลังแก่เยาวชน ในการเลือกศึกษาระดับปริญญาตรี

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยได้จัดงานวิชาการราชมงคลธัญบุรี “RMUTT Open House 2024-เปิดประตูสู่ มทร.ธัญบุรี”ในรูปแบบของกิจกรรมการเปิดบ้าน เพื่อแสดงผลงานวิจัย นวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ แสดงศักยภาพการจัดการศึกษา หลักสูตรการเรียนการสอน โดยทั้งหมดนี้อยู่บนฐานแนวคิดมหาวิทยาลัยนวัตกรรม ที่สร้างคุณค่า สู่สังคมและประเทศ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดของทั้ง 12 คณะ และหน่วยงานภายใน มุ่งเน้นไปที่เรื่องราวของนวัตกรรมที่มุ่งหมายสู่มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมหรือ INNOVATIVE UNIVERSITY ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ 1.การเรียนรู้สู่การเป็นนวัตกรรม 2.การวิจัยเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม 3.การบริการวิชาการและเพิ่มคุณค่าด้านศิลปวัฒนธรรมด้วยนวัตกรรม และ 4.การบริหารจัดการด้วยนวัตกรรม เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาผู้ปกครอง คุณครู อาจารย์แนะแนว และผู้สนใจทุกคนได้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดประตูสู่ มทร.ธัญบุรี เพื่อสัมผัส ทดลองและเจาะลึกเกี่ยวกับการเรียนการสอน 12 คณะ โดยเฉพาะหลักสูตรที่รองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมในอนาคต นอกจากนี้ยังมีนำเสนอผลงานวิจัยนวัตกรรมในระดับนานาชาติ รวมทั้งมีโชว์สุดยอดกิจกรรม การแสดง และการประกวดของเหล่านักศึกษา ศิษย์เก่าและคณาจารย์ และยังมีมหกรรมสินค้าอาหารจาก Rmutt Walking Street

ตัวอย่างผลงานวิจัย นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ ที่นำมาจัดแสดงภายในงาน เช่น เครื่องมือวัดทางรถไฟขนาด 1 เมตร สำหรับวัดขนาดทางและระดับตามขวาง,รถตรวจการณ์ ทางรถไฟแบบอัตโนมัติ, นวัตกรรมแห่งพู่กันสีน้ำ-Innovation Brush Watercolor Painting, กรรมวิธีการผลิตเฟรนด์ฟรายส์จากผงโปรตีนจิ้งหรีดเพื่อทดแทนการใช้มันฝรั่ง และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีสารสกัดสเต็มเซลล์จากพืชสมุนไพรที่กักเก็บรูปแบบไมโคร/นาโนพาร์ทิเคิลเพื่อขับเคลื่อนโมเดล BCG โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.rmutt.ac.th และ Facebook Fanpage : rmutt.official

ด้าน นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยว่า กิจกรรม RMUTT Open House 2024 ถือเป็นกิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งในด้านวิชาการ และสอดรับกับแนวนโยบายสำคัญหนึ่งของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยเฉพาะการมุ่งสู่มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม ของ มทร.ธัญบุรี ซึ่งกิจกรรมที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้นับเป็นประโยชน์ด้านวิชาการ ที่จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้แสดงถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาและขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย ทั้งยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมความคิด เพื่อการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย แนะนำหลักสูตร การเรียนการสอน ที่จะทำให้เห็นภาพ และเห็นเป้าหมายของตนเองในอนาคต เกี่ยวกับการเลือกศึกษาต่อในสาขาวิชาที่ต้องการ และการประกอบอาชีพ ซึ่งจะช่วยให้ได้คำตอบและมองเห็นโอกาสต่อไป

หนาวนี้เช็คอิน ลำตะคอง ศึกษาพรรณไม้หายาก ผ่านนิทรรศการ‘มหัศจรรย์พรรณไม้ Flora’s Tale’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774365

หนาวนี้เช็คอิน ลำตะคอง ศึกษาพรรณไม้หายาก ผ่านนิทรรศการ‘มหัศจรรย์พรรณไม้ Flora’s Tale’

หนาวนี้เช็คอิน ลำตะคอง ศึกษาพรรณไม้หายาก ผ่านนิทรรศการ‘มหัศจรรย์พรรณไม้ Flora’s Tale’

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ลมหนาวมาเยือน อากาศเริ่มเย็นสบาย หากใครกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนแห่งใหม่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ชวนเช็คอิน “ลานกางเต็นท์” เปิดโล่งบนพื้นที่ 7 ไร่ พร้อมชมวิวจากเขื่อนลำตะคอง ที่ถูกรายล้อมรอบด้วยพื้นน้ำและภูเขา ซึ่งเป็นกิจกรรมมิติใหม่ที่สถานีวิจัยลำตะคอง จ.นครราชสีมา จัดขึ้นในช่วงหน้าหนาวปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ลานกางเต็นท์ @วว. Lamtakhong Camping Site ประกอบด้วย ลาน Camp Car บนพื้นที่ 2 ไร่ ลานจอดรถพื้นที่ 1 ไร่ พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับให้บริการผู้มาเยือนอย่างครบครัน อาทิ ห้องน้ำ ห้องสุขา จุดล้างจาน จุดต่อไฟฟ้า รถเข็นสำหรับขนย้ายสัมภาระ พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่จะดูแลนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีคาเฟ่ที่บริการเครื่องดื่มและขนมจำหน่ายภายในสถานี เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มีหัวใจรักษ์โลก และพร้อมรับพลังงานชีวิตจากธรรมชาติไปด้วยกัน ที่สำคัญ วว. Lamtakhong Camping Site อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าพื้นที่ได้แต่เจ้าของต้องดูแลเรื่องการขับถ่ายและไม่ให้ไปรบกวนนักท่องเที่ยวคนอื่น

สำหรับคนที่ชื่นชอบบันทึกการเดินทางด้วยภาพถ่าย บริเวณโดยรอบที่ไม่ไกลจากลานกางเต็นท์ สถานีวิจัยลำตะคอง วว. ได้สร้างสรรค์จุดเช็คอินในบรรยากาศ Chic & Cool ที่รายล้อม
ด้วยพรรณไม้ดอกนานาชนิด ซึ่งนักวิจัยของ วว. ได้พัฒนาสายพันธุ์ให้แข็งแรง ปลอดโรคพืช และนำไปส่งเสริมให้กับเกษตรกร สามารถสร้างงาน เสริมรายได้อีกด้วย

นอกจากลานกางเต็นท์ ณ สถานีวิจัยลำตะคอง ยังมีจุดไฮไลท์สำคัญที่แนะนำให้นักท่องเที่ยวแวะไปเยี่ยมชม เพื่อเพิ่มความรู้จากแหล่งเรียนรู้ทางด้านเกษตรและพฤกษศาสตร์ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการ “มหัศจรรย์พรรณไม้ (Flora’s Tale)” โดยที่รวบรวมพรรณไม้หายากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศรวมทั้งเยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์แมลงเขตร้อน ซึ่งเป็นจุด Check-in ที่ไม่ควรพลาด ในการชมแมลงมีชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและการเกษตร รวมถึงห้องภาพที่รวบรวมภาพถ่ายแมลงนานาชนิดและงานศิลป์ที่เชื่อมโยงระหว่างวิถีชีวิตของคนและแมลง

สามารถจองและสอบถามรายละเอียดได้ที่ https://page.line.me/429msfab หรือโทร. 086-8663189 (วิเซ็น), 087-8793330 (อรุณวรรณ) Location : https://maps.app.goo.gl/BhEoAHCbfVd5DfoU6

‘ท่านอ้น วัชเรศร’เยือนสวนนงนุช เข้าชมพิพิธภัณฑ์-ปลูกต้นสาละอินเดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774284

'ท่านอ้น วัชเรศร'เยือนสวนนงนุช เข้าชมพิพิธภัณฑ์-ปลูกต้นสาละอินเดีย

‘ท่านอ้น วัชเรศร’เยือนสวนนงนุช เข้าชมพิพิธภัณฑ์-ปลูกต้นสาละอินเดีย

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.35 น.

ท่านอ้น วัชเรศร วิวัชรวงศ์ นำคณะเยือนสวนนงนุชเป็นการส่วนตัว เข้าชมพิพิธภัณฑ์รถ พิพิธภัณฑ์หัวโขน – ปลูกต้นสาละอินเดีย

วันที่ 9 ธันวาคม 2566 ท่านอ้น วัชเรศร วิวัชรวงศ์  กลับมาประเทศไทยต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 แล้ว และยังคนเดินสายปฎิบัติภารกิจส่วนตัว โดยวันนี้ใช้เวลาเกือบทั้งวัน นำพาคณะเดินชมสวนนงนุช มีคุณโต้ง กัมพล ตันสัจจา เจ้าของสวนนงนุชพาชม ตั้งแต่การแสดงโชว์​ในโรงละคร การแสดงช้าง จากนั้น ขึ้นรถรางชมรอบส่วนนงนุช ซึ่งมีเนื้อที่มากกว่า 1,700 ไร่ ทั้งพืชพันธุ์ต่างๆ รวมถึงรูปปั้นไดโนเสาร์และรูปปั้นสัตว์ต่างๆ ที่ทางสวนจัดแสดง

ท่านอ้น ให้ความสนใจกับพิพิธภัณฑ์รถ พิพิธภัณฑ์หัวโขน การปักสดึงไทยหุ่นกระบอกและพิพิธภัณฑ์พระเป็นพิเศษ เพราะมองแล้วเป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้ 

นอกจากนี้ ท่านอ้น ได้นั่งรถขึ้นไปบนเขาบันไดกฤษ เพื่อปลูกต้นสาละอินเดีย โดยพื้นที่เขาแห่งนี้ เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และรักษาพันธุ์ไม้ของสวนนงนุช อย่างไรก็ตาม ระหว่างเดินชมสวนนงนุช มีประชาชนจำนวนมากมาขอถ่ายรูปกับท่านอ้นและบอกว่าโชคดีมากที่ได้เจอท่านอ้นวันนี้

เปิดใจ ‘กฤตัชญ์ กรรณิกา’ กับสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774259

เปิดใจ 'กฤตัชญ์ กรรณิกา' กับสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดน

เปิดใจ ‘กฤตัชญ์ กรรณิกา’ กับสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดน

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 18.06 น.

ตามไปดูสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดน “กฤตัชญ์ กรรณิกา” ดีกรีเหรัญญิกสมาคมนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกา เยาวชนไทยผู้ไม่ลืมความเป็นคนไทย

อาจกล่าวได้ว่าการศึกษาที่ดีเป็นแหล่งบ่มเพาะความรู้ความสามารถให้เด็กและเยาวชนของชาติก้าวไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพ ดังนั้นจังหวะก้าวในการศึกษาจึงเป็นโอกาสสำคัญที่เด็กหลายคนตักตวงไขว่คว้าหาความรู้กันเต็มที่เพื่อแสดงศักยภาพในตัวเองออกมาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเองและส่วนรวม 

ดังเช่น นายกฤตัชญ์ กรรณิกา หรือ น้องมิว นักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาด้วยวัย 19 ปี ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ลูกชายของ ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพลและนักวิชาการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ชื่อดัง เปิดความในใจต่อสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดนที่ครั้งหนึ่งตนเองรู้สึกต่างคนต่างอยู่โดดเดี่ยวแบบ Bowling Alone ในประเทศอันกว้างใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและสะท้อนให้เห็นระบบการศึกษาที่แตกต่างไปจากระบบการศึกษาของประเทศไทยว่าการศึกษาไทยที่เคยประกาศปฏิรูปมาร่วม 30 ปีแล้วควรเปลี่ยนแปลงให้ทันโลกยุคดิจิทัลและก้าวล้ำไปข้างหน้า แต่ไม่ลืมความเป็นคนไทยควบคู่กับสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างผู้เรียนรู้ในโลกใบใหญ่นี้

น้องมิว เกิดที่รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา สมัยที่คุณพ่อ คือผศ.ดร.นพดล กรรณิกา เรียนที่นั่น และชีวิตแห่งการเรียนก็ไปกลับไทย-อเมริกา ตอนมาไทยก็เรียนโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ไปเรียนไฮสกูลที่ Walter Johnson รัฐแมรี่แลนด์ เรียกว่าเกาะติดตามคุณพ่อไปทุกที่ที่คุณพ่อไปเรียน 

ปัจจุบันน้องมิวกำลังเรียนที่คณะบริหารธุรกิจ สนใจการเงินการบัญชีและความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มหาวิทยาลัยจอร์ชวอชิงตัน สหรัฐอเมริกาชั้นปีสอง เรียกว่าตามรอยคุณพ่อมาติดๆ ตอนจบปีหนึ่งได้มีโอกาสฝึกงานด้านการเงินการบัญชี ช่วงปิดภาคฤดูร้อนที่บริษัท RSM ประเทศไทยในส่วนหนึ่งของ RSM International บริษัทอันดับสี่ของสหรัฐอเมริกาและอันดับหกของโลกมีความเชี่ยวชาญด้านบริการตรวจสอบบัญชี ภาษีและที่ปรึกษา มีความมุ่งมั่นเข้าใจความต้องการลูกค้า รักษาคุณภาพและช่วยผลักดันให้ลูกค้าประสบความสำเร็จ ด้วยค่านิยมหลักคือ ความซื่อตรง ซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นหุ้นส่วนกัน และความเป็นเลิศ

น้องมิว ด้วยวัยเพียง 19 ปี บอกว่า แม้จะได้สัญชาติอเมริกันและได้โอกาสเรียนกับนักศึกษานานาชาติในสหรัฐอเมริกา แต่ไม่เคยลืมความเป็นคนไทย พร้อมยังสำนึกรู้คุณชาติกำเนิดของเราที่เป็นคนไทย นอกจากนี้ยังมีโอกาสร่วมงาน วันชาติของราชอาณาจักรไทย และวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือวันพ่อของประเทศไทย ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ได้มีโอกาสถ่ายภาพกับเพื่อนสนิทนักเรียนไทยและท่านเอกอัครราชทูต นายธานี แสงรัตน์ ผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีดูแลพวกเราเสมือนเป็นลูกหลานอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง ในงานนั้นได้มีโอกาสพบปะกับ พันเอก มาร์ค มิลลิแกน (Col. Marc Milligan) และรองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และท่านผู้ใหญ่ใจดีอื่น ๆ อีกด้วย

น้องมิว ยังเล่าให้ฟังต่อว่า วันนี้ดีใจมากที่ พี่ ๆ และเพื่อน ๆ รวมถึงผู้ใหญ่คนไทยให้ความไว้วางใจ และมอบตำแหน่ง เหรัญญิกหรือตำแหน่งนี้ภาษาอังกฤษคือ Treasurer ของสมาคมนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกา หรือ Association of Thai Students in the United States of America, ATSA  ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ที่น้องมิวต้องหลอมรวม สติ สมาธิและปัญญาให้เป็นตัวเดียวกันในการจัดการระบบการบัญชีและภาษีด้วยความซื่อตรงและรักษาผลประโยชน์ของสมาคมและของสมาชิกทุกคนด้วยการจัดการข้อมูลทางการเงิน บัญชีและทักษะทางเทคโนโลยีที่ต้องมีความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security) ตามความสนใจของน้องมิวเรื่อง ความปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วย

สมาคมนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกานี้เป็นองค์กรที่มีคณะบริหารองค์กรและบอร์ดอำนวยการเชื่อมประสานและทำกิจกรรมร่วมกันของนักศึกษาไทยเปิดกว้างทุกมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกามีภารกิจสำคัญหลายอย่าง เช่น มุ่งเน้นการสร้างชุมชน การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการสนับสนุนทางการศึกษา โดยภารกิจคือการสร้างเครือข่ายสนับสนุนสำหรับนักศึกษาไทย เพื่อส่งเสริมการตระหนักรู้ทางวัฒนธรรมและการพัฒนาทั้งทางส่วนบุคคลและวิชาชีพผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ น้องมิวบอกว่าส่วนตัวคือไม่ลืมความเป็นคนไทย สำนึกรักบ้านเกิดเมืองนอน และเชื่อว่านักศึกษาไทยทุกคนก็คิดแบบนี้เช่นกัน

สำหรับบทบาทของน้องมิวในฐานะเหรัญญิกของ ATSA คือจัดการด้านการเงินขององค์กรด้วยความโปร่งใสและปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร รวมถึงการจัดทำงบประมาณ การวางแผนทางการเงิน การดูแลระบบค่าสมาชิกและแหล่งทุนเพื่อรักษากิจกรรมในภารกิจบทบาทของเราเชื่อมสายสัมพันธ์นักเรียนไทยในต่างแดนให้ยั่งยืน

น้องมิว เล่าให้ฟังต่อว่า หลังจบการศึกษา มีเป้าหมายจะได้รับโอกาสร่วมงานในฐานะส่วนหนึ่งของการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยและขององค์กรบนความเชี่ยวชาญผสมผสานระหว่างการเงินการบัญชีและเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างเช่น ความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม อยากฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เห็นความสำคัญของอนาคตชาติ และต้องการสนับสนุนอนาคตนักเรียนไทยที่จะกลับมาทำคุณประโยชน์ให้ส่วนรวมได้อีกมากให้กับประเทศด้วย

‘สพฐ.’ออกประกาศ’ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้’หวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774212

'สพฐ.'ออกประกาศ'ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้'หวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข

‘สพฐ.’ออกประกาศ’ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้’หวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 15.06 น.

สพฐ.ออกประกาศ “ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” หวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข

วันที่ 9 ธันวาคม 2566 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2566 ได้ลงนามประกาศ “แนวทางการมอบหมายการบ้าน” ตามนโยบาย ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และ ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) โดยเป็นการประกาศหลักการและแนวปฏิบัติในการมอบหมายการบ้าน “ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” ที่มุ่งหวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ให้การบ้านเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเรียนรู้และเป็นเครื่องมือประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน

หลักการ “ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” มุ่งเน้นให้ครูลดปริมาณการบ้านที่ต้องทำนอกเวลาในชั้นเรียนให้เน้นการมอบหมายการบ้านเฉพาะรายวิชาที่จำเป็นทักษะสำคัญ เช่น การอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น ให้มีการบูรณาการการบ้าน ซึ่งการบ้านชิ้นงานเดียวอาจตอบโจทย์การเรียนรู้ข้ามรายวิชา และส่งเสริมให้นักเรียนได้มีเวลาศึกษาค้นคว้าตามความสนใจของตนเองมากขึ้น

“การประกาศแนวทางการมอบหมายการบ้าน “ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” ของ สพฐ. เพื่อให้คุณครู รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองได้เข้าใจร่วมกันว่า หัวใจของการให้การบ้าน คือ การให้เด็กๆ ได้ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ ให้ได้ฝึกฝนทำซ้ำจนเกิดทักษะ ซึ่งเด็กแต่ละคนต้องการเวลาเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เรียนไม่เท่ากัน หรือสำหรับเด็กโต การบ้านที่ให้ได้ค้นคว้าอย่างอิสระ จะยิ่งส่งเสริมการเรียนรู้ ช่วยบ่มเพาะความรับผิดชอบในตนเอง จึงขอเน้นย้ำกับคุณครูว่า การให้โจทย์ที่ไม่ยากไม่ง่าย ไม่ใช้เวลามากเกินไป แล้วมีการตรวจการบ้าน อธิบาย ให้ feedback จุดที่ควรพัฒนาอย่างตรงประเด็น จึงจะเป็นการพัฒนานักเรียนอย่างแท้จริง ซึ่งความสุขที่เกิดจากการลดปริมาณแต่เพิ่มคุณภาพของการบ้าน เช่น ทำการบ้านหนึ่งชิ้นงานส่งคุณครูเพื่อวัดผลการเรียนรู้ได้หลายวิชา จะสร้างความสุขให้ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง รวมถึงคุณครูเองด้วย ซึ่งเชื่อได้ว่าจะทำให้เด็กไทย “เรียนดี มีความสุข” ตามเจตนารมณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

จัดกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวอินเดีย มุ่งเผยแผ่-ฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลับสู่มาตุภูมิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774204

จัดกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวอินเดีย มุ่งเผยแผ่-ฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลับสู่มาตุภูมิ

จัดกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวอินเดีย มุ่งเผยแผ่-ฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลับสู่มาตุภูมิ

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.00 น.

‘คณะสงฆ์ไทย-ชมรมไตรรัตนภูมิ-เครือข่ายองค์กรชาวพุทธไทย-อินเดีย’จัดกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวอินเดีย มุ่งเผยแผ่-ฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลับสู่มาตุภูมิ ถวายพระกุศลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

8 ธันวาคม พ.ศ. 2566 คณะกรรมการจัดกิจกรรม “ปลูกหน่อพุทธบุตร สืบพระศาสนา สู่แดนพุทธภูมิ” บรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวพุทธอินเดีย อันเป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการ “พลิกฟื้นคืนพุทธธรรมสู่พุทธภูมิ” โดยชมรมไตรรัตนภูมิ มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแผ่และฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลับสู่ดินแดนต้นกำเนิด และยังถือเป็นโอกาสมงคลที่จะได้ถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2566 และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ ในโอกาสครบ 100 ปี วันประสูติ 6 พฤษภาคม 2566 กิจกรรมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2566 ถึง 15 มกราคม 2567

ทั้งนี้เ มื่อวันที่ 7 ธันวาคม ที่ผ่านมา นายนาเคศ ซิงห์ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ในนามตัวแทนชาวอินเดียทั้งประเทศ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีสมโภชผ้าไตรพระราชทานและพิธีเจริญ
พระพุทธมนต์ถวายพระกุศล เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระอุโบสถ วัดธาตุทอง เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ด้วย

สำหรับการบรรพชาอุปสมบทหมู่ชาวพุทธอินเดียในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ชื่อกิจกรรม “ปลูกหน่อ พุทธบุตร สืบพระศาสนา สู่ดินแดนพุทธภูมิ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “พลิกฟื้นคืนพุทธธรรมสู่พุทธภูมิ” ที่ทางชมรมไตรรัตนภูมิ วัดธาตุทอง, มูลนิธิกากัน มาลิก, มูลนิธิอาชเรย์ ร่วมกับภาคีเครือข่ายองค์กรทางพระพุทธศาสนา 2 ประเทศ (ไทย – อินเดีย) ได้จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแผ่และฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลับสู่ดินแดนมาตุภูมิ ซึ่งมีกิจกรรมที่ดำเนินการไปแล้วและยังดำเนินการอยู่อีกมากมาย เช่น กิจกรรม 84,0000 พระพุทธปฏิมาคืนลมหายใจพระพุทธศาสนาสู่แดนพุทธภูมิ เป็นกิจกรรมส่งมอบพระพุทธรูปจากพุทธศาสนิกชนไทยให้กับอาราม-วิหาร ชุมชนชาวพุทธทั่วประเทศอินเดีย ซึ่งขณะนี้ดำเนินการไปแล้วกว่า 40 เปอร์เซ็นต์, กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธทั่วประเทศอินเดีย เพื่อให้ชาวพุทธจากทั่วโลกได้เห็นว่าในประเทศอินเดียไม่ได้มีพุทธสถานเฉพาะแค่ในแถบพื้นที่ 4 สังเวชนียสถาน ที่ชาวพุทธไทยส่วนมากรู้จัก แต่หากยังมีพุทธสถานโบราณอีกมากมายทั่วประเทศอินเดีย และบางแห่งยังคงวิถีชาวพุทธอยู่กว่า 1000 ปี ไม่เคยจางหาย, กิจกรรมธุดงค์ธรรมยาตรา ที่จัดในพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ของอินเดีย และได้รับความสนใจจากชาวพุทธอินเดียจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากสถานเอกอัครราชทูตอินเดีย ประจำประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยว รัฐบาลอินเดีย และหน่วยงานองค์กรต่าง ๆ ของไทย เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี กรมการศาสนา กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โครงการกำลังใจ กระทรวงยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คณะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย – เนปาล ฯลฯ

กิจกรรม “ปลูกหน่อพุทธบุตร สืบพระศาสนา สู่แดนพุทธภูมิ” นำชาวพุทธอินเดียที่ถือเป็นลูกหลานทายาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเข้าพิธีบรรพชาอุปสมบทเพื่อเรียนรู้หลักธรรมคำสอนและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องของพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท ซึ่งในครั้งนี้มีชาวพุทธอินเดียเข้าร่วมกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทจำนวน 47 ท่าน ถือเป็นครั้งที่ 4 ที่ทาง พระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดธาตุทอง 
ได้มีโอกาสดำเนินการ โดยในครั้งนี้ได้รับเมตตาจาก สมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานอุปถัมภ์ พระพรหมวชิรากร เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานคณะทำงาน และยังได้รับเมตตาจากพระเถรานุเถระ พระสังฆาธิการ พระภิกษุสงฆ์ทุกภาคส่วนทั้งปริยัติและปฏิบัติ และเรื่องที่เป็นมหามงคลอีกประการคือ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตร จำนวน ๑ ไตร และเครื่องไทยธรรม ๑ ชุด ถวายพระอุปัชฌาย์ และพระราชทานผ้าไตรจำนวน ๔๗ ไตร แก่ผู้อุปสมบท นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดไม่ได้

ระหว่างการอุปสมบทผู้เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้พระธรรมวินัย วิถีชาวพุทธแบบเถรวาท และการศึกษาดูงานพุทธสถานสำคัญต่าง ๆ ภาควิชาการได้รับความร่วมมือจาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการส่งพระวิทยากร / วิทยากรเพื่อถวายความรู้แก่พระนวกะทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฮินดี ภาคปฏิบัติมีกิจกรรมธุดงค์ธรรมยาตรา จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาถึงจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งได้รับเมตตาจาก พระพรหมวชิรากร พระราชวัชรวิสุทธิวงศ์ พร้อมพระเถรานุเถระผู้มีภูมิรู้ภูมิธรรมอีกมากมาย อาทิ พระธรรมศากยวงศ์วิสุทธิ์, ดร., พระเทพมงคลโสภณ, พระเทพวชิรสุนทร, พระเมธีวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. ฯลฯ ร่วมอบรมสั่งสอนและถ่ายทอดความรู้อันจะเป็นประโยชน์แก่การฟื้นฟูพระพุทธศาสนากับสู่ประเทศอินเดียอีกครั้ง โดยตลอดระยะเวลาจัดกิจกรรม นายกากัน มาลิก หรือ ทิดกากัน (อดีตพระกากัน อโสโก) นักแสดงชาวอินเดียผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เป็นที่รู้จักของคนไทยจำนวนไม่น้อยและเคยมาอุปสมบทที่วัดธาตุทอง เมื่อปี 2565 เป็นเวลา 99 วัน จะรับหน้าที่เป็นโยมอุปัฏฐาก ร่วมถวายความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ แก่พระนวกะทั้ง 47 รูป

ตลอดโครงการด้วย นายกากัน มาลิค กล่าวว่า “ชาวพุทธอินเดีย ที่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทในครั้งนี้ มีความแน่วแน่ ตั้งใจฝึกซ้อมท่องจำคำขานนาคที่มีการออกเสียงแบบภาษามคธ ตามที่คณะสงฆ์ไทยได้เน้นย้ำ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับภาษาท้องถิ่นของตนอย่างมาก และนอกจากนี้ยังมีคณะจิตอาสาชาวอินเดียอีกจำนวนหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยอุปัฏฐาก คณะพระนวกะในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้ชาวอินเดียจำนวนไม่น้อยหันมาให้ความสำคัญ และตระหนักถึงคุณค่าของพระพุทธศาสนาในประเทศตน” ทั้งนี้นายกากัน ยังกล่าวถึงความรู้สึกปราบปลื้มอย่างหาที่สุดมิได้ ในการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ผ้าไตรให้กับชาวอินเดียที่จะเข้าอุปสมบททั้ง 47 คน ด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารระหว่างการจัดกิจกรรม สามารถติดตามได้ทางช่องทาง Facebook: ชมรมไตรรัตนภูมิ, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย หรือหน่วยงานเครือข่ายองค์กรชาวพุทธที่เข้าร่วมกิจกรรม

‘ศุภมาส’เปิดงาน 9 ทศวรรษ รวมตัวสร้างสรรค์ ร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774103

'ศุภมาส'เปิดงาน 9 ทศวรรษ รวมตัวสร้างสรรค์ ร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน

‘ศุภมาส’เปิดงาน 9 ทศวรรษ รวมตัวสร้างสรรค์ ร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.44 น.

“ศุภมาส”เปิดงาน“9 ทศวรรษ รวมตัวสร้างสรรค์ ร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน : SDU Community Engagement Expo 2023” โชว์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของ ม.สวนดุสิต ร่วมพัฒนาให้ชุมชน จ.สุพรรณบุรี

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิด “งาน 9 ทศวรรษ รวมตัวสร้างสรรค์ ร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน : SDU Community Engagement Expo 2023” ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยมี นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.อว. ผศ.ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร และ รศ.ดร.ชนะศึก นิชานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เข้าร่วมที่ ห้องประชุมพวงเงิน ชั้น 2 อาคารจันทร์เจริญ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี

นางสาวศุภมาส ได้มอบนโยบายในการให้มหาวิทยาลัยมีส่วนร่วมในการพัฒนาเชิงพื้นที่ ว่า การพัฒนาเชิงพื้นที่ถือเป็นภารกิจที่สำคัญของสถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งเน้นยุทธศาสตร์ในกลุ่มที่มุ่งพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ ซึ่งเป้าหมายหลักของการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ คือ การพัฒนาระดับท้องถิ่นและผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ความสามารถเป็นหลักในการขับเคลื่อน พัฒนา และเปลี่ยนแปลงในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค การดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนา การผลิตบัณฑิต ให้บริการวิชาการ ประยุกต์ความรู้ สู่การปฏิบัติ และสร้างองค์ความรู้จากการปฏิบัติ และการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งนี้ ในส่วนของการส่งเสริมการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ของกระทรวง อว. ได้มอบนโยบายด้านการวิจัยและนวัตกรรม ตามแนวคิด “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ” และ “เน้นประเด็นสำคัญของประเทศ อาทิ ความพอเพียง ความยั่งยืน เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)” มุ่งส่งเสริมการสร้างและสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรม เพิ่มจำนวนผู้ประกอบการนวัตกรรมทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเยาวชน สตาร์ทอัพ SMEs และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ รวมไปถึงการทำให้ อว. เป็นกระทรวงเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชน และกับประเทศด้วยความรู้และนวัตกรรม โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่เปิด หรือพื้นที่สำหรับโอกาสให้กับคนไทยทุกคน ตลอดจนเน้นการมีส่วนร่วมกับพื้นที่และชุมชน เพื่อนำองค์ความรู้ไปพัฒนาชุมชนในพื้นที่โดยรอบของมหาวิทยาลัยขับเคลื่อนงานวิจัยนำไปสู่การแก้ไขปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ

ด้าน ผศ.ดร.พิทักษ์ กล่าวว่า งาน 9 ทศวรรษ รวมตัวสร้างสรรค์ ร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก โดยกิจกรรมแรก SuanDusitness เป็นกิจกรรมการนำเสนอการเดินทางผ่านกาลเวลาของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต จากความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ ผลงาน สู่แรงบันดาลใจ สะท้อนผ่านนิทรรศการสู่การอยู่รอดอย่างยั่งยืน ตลอดจนการนำองค์ความรู้จากระบบเมืองของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตสู่การบริการวิชาการให้แก่ชุมชนและท้องถิ่น กิจกรรมต่อมาเป็นกิจกรรม การประกวดงานเย็บร้อย ค่อยจีบ ประดิษฐ์ใบตอง ระดับชาติ ครั้งที่ 11  ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมไทย บนรากฐานแห่งความเชี่ยวชาญด้วยการปฏิบัติอย่างประณีตของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตในด้านคหกรรมศาสตร์ และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนท้องถิ่นและประเทศชาติ และกิจกรรม SDU Community Engagement Expo 2023 ที่ท่านรัฐมนตรีฯ ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี หน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้ง 8 หน่วยงาน ประกอบด้วย

1) โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) 2) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) 3) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) 4) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) 5) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล 6) กรมราชทัณฑ์ 7) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) และ 8) สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย โดยเป็นกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดแสดงผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเชิงพื้นที่ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ประกอบไปด้วย กิจกรรมการเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาท้องถิ่น กิจกรรมการนำเสนอผลงานวิจัยการพัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ได้รับทุนงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กิจกรรมการจัดนิทรรศการของหน่วยงานภาคีในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น กิจกรรมการนำเสนอชิม ช้อป ชิล สินค้าเกษตรปลอดภัยวิถีใหม่ ซึ่งนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้ร่วมพัฒนาเพื่อยกระดับสินค้าเกษตรปลอดภัยในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าผักผลไม้สด สินค้าเกษตรแปรรูป ประเภทผักผลไม้ ปศุสัตว์ และประมง และกิจกรรมในการสนองงานพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.)

ขณะที่ รศ.ดร.ชนะศึก ผู้รับผิดชอบหลักด้านการวิจัยและการจัดงาน SDU Community Engagement Expo 2023 ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า งาน SDU Community Engagement Expo 2023 เป็นการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้มีการร่วมพัฒนาให้แต่ละชุมชนในจังหวัดสุพรรณบุรีสร้างสรรค์นวัตกรรม และงานนี้จะเป็นการส่งเสริมเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนให้นำผลิตภัณฑ์ที่มหาวิทยาลัยได้ร่วมพัฒนามาจัดจำหน่าย ภายใต้กิจกรรม ชิม ช้อป ชิล สินค้าเกษตรปลอดภัยวิถีใหม่ ทั้งผักผลไม้สด สินค้าเกษตรแปรรูป ประเภทผักผลไม้ ปศุสัตว์ และประมง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแพลตฟอร์มการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ของชุมชนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มลูกค้า และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

– 006

สอศ.คลอดหลักสูตรเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ฉบับใหม่ 23 สาขาวิชา ระดับปวช.-ปวส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774052

สอศ.คลอดหลักสูตรเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ฉบับใหม่ 23 สาขาวิชา ระดับปวช.-ปวส.

สอศ.คลอดหลักสูตรเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ฉบับใหม่ 23 สาขาวิชา ระดับปวช.-ปวส.

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.15 น.

สอศ.คลอดหลักสูตรเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ฉบับใหม่ 23 สาขาวิชา ระดับปวช.และปวส.ที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นฐาน (Outcome Based Education) ตามมาตรฐานอาชีพของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) และมาตรฐานสากล

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการบรรณาธิการกิจหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์โดยยึดผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นฐาน (Outcome Based Education : OBE) โดยมี นายประพัทธ์ รัตนอรุณ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธาน และมีผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูจากโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) วิทยาลัยเทคนิคสุรนารี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน วิทยาลัยเทคนิคพังงา และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี และอาจารย์จากมหาวิทยาลัย เข้าร่วมประชุม ณ มีโฮเทล เอสเคป กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 นายประพัทธ์  รัตนอรุณ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ ร่วมกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) ดำเนินการจัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการบรรณาธิการกิจระดับ ปวช.และระดับ ปวส.โครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ โดยยึดผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นฐาน (Outcome Based Education : OBE) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรณาธิการกิจหลักสูตรโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์โดยเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome) ระดับ ปวช.และระดับ ปวส.ซึ่งการดำเนินงานเริ่มจากระยะที่ 1 พัฒนาหลักสูตร และระยะที่ 2 วิพากษ์หลักสูตร โดยการประชุมในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ครั้งสุดท้ายของการพัฒนาหลักสูตรที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นฐาน (Outcome Based Education) ยึดโยงกับมาตรฐานสากล มาตรฐานอาชีพตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) มาตรฐานของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความถูกต้องและได้เอกสารหลักสูตรตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด

รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ คือ ในแต่ละสาขาวิชามีความเชื่อมโยงกับมาตรฐานอาชีพตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ในเรื่อง Skill Certificate และยังสามารถเชื่อมโยงผลลัพธ์การเรียนรู้ในระดับรายวิชาที่นำไปเทียบโอนความรู้ในระบบ Credit bank โดยมีสาขาวิชาทั้งหมด 23 สาขา ดังนี้ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ได้แก่ 1.สาขาวิชาเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ เชื่อมโยงกับ 3 มาตรฐานอาชีพ กล่าวคือ เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับวุฒิ ปวช.และ 3 ใบประกาศนียบัตร (Certificate) ตามมาตรฐอาชีพ

2.สาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องมือกล เชื่อมโยงกับ 3 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวช.และ 3 Certificate 3.สาขาวิชาเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก เชื่อมโยงกับ 4 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวช.และ 4 Certificate 4.สาขาวิชาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เชื่อมโยงกับ 3 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวช.และ 3 Certificate 5.สาขาวิชาเทคโนโลยีเมคคาทรอนิกส์และระบบควบคุมอัตโนมัติ เชื่อมโยงกับ 5 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิปวช.และ 5 Certificate 6.สาขาวิชาเทคโนโลยีโยธา เชื่อมโยงกับ 3 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวช.และ 3 Certificate

7.สาขาวิชาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ เชื่อมโยงกับ 3 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวช.และ 3 Certificate 8.สาขาวิชานวัตกรรมการท่องเที่ยวฐานวิทยาศาสตร์ เชื่อมโยงกับ 4 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวช.และ 4 Certificate 9.สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมแปรรูปอาหาร เชื่อมโยงกับ 6 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวช.และ 6 Certificate 10.สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร เชื่อมโยงกับ 1 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวช.และ 1 Certificate

ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพสูง (ปวส.) ได้แก่ 1.สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่เชื่อมโยงกับ 1 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 1 Certificate 2.สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมการผลิต เชื่อมโยงกับ 2 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 2 Certificate 3.สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก เชื่อมโยงกับ 2 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 2 Certificate 4.สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและปัญญาประดิษฐ์ เชื่อมโยงกับ 1 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 1 Certificate 5.สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมระบบอัตโนมัติ เชื่อมโยงกับ 2 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 2 Certificate

6.สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมโยธา เชื่อมโยงกับ 1 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 1 Certificate 7.สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ เชื่อมโยงกับ 1 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 1 Certificate 8.สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงาม เชื่อมโยงกับ 3 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 3 Certificate 9.สาขาวิชานวัตกรรมเชิงธุรกิจไมซ์และอีเวนต์ เชื่อมโยงกับ 2 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 2 Certificate 10.สาขาวิชานวัตกรรมแปรรูปและวิเคราะห์คุณภาพอาหาร เชื่อมโยงกับ 3 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 3 Certificate 11.สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตพืช เชื่อมโยงกับ 2 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 2 Certificate 12.สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตสัตว์ เชื่อมโยงกับ 6 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 6 Certificate 13.สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการผลผลิตทางการเกษตรโครงการ เชื่อมโยงกับ 5 มาตรฐานอาชีพ หรือได้รับวุฒิ ปวส.และ 5 Certificate

นอกจากนี้ สอศ.ยังได้มีการพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ต่อเนื่อง 5 ปี) ยึดผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นฐาน (Outcome Based Education : OBE) โดยเป็นการพัฒนาหลักสูตรเดิมที่มี 2 สาขาวิชา เป็น 3 สาขาวิชา คือ 1.สาขาวิชาวิศวกรรมทรอนิกส์และหุ่นยนต์ 2.สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและ 3.สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งหลักสูตรมีการเชื่อมโยงมาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานสากล โดยผู้สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรนี้จะได้รับใบประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพด้วย

“โดยขั้นตอนการดำเนินการต่อจากนี้ สอศ.จะนำเสนอคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเพื่อพิจารณาต่อไป” รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวทิ้งท้าย