‘เสมา 1’ตั้งมาตรการคุมเข้ม กำชับสถานศึกษาทุกพื้นที่ต้องปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770565

'เสมา 1'ตั้งมาตรการคุมเข้ม กำชับสถานศึกษาทุกพื้นที่ต้องปลอดภัย

‘เสมา 1’ตั้งมาตรการคุมเข้ม กำชับสถานศึกษาทุกพื้นที่ต้องปลอดภัย

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.38 น.

“เสมา 1″ตั้งมาตรการคุมเข้ม กำชับสถานศึกษาทุกพื้นที่ต้องปลอดภัย ไร้อาวุธ​ สิ่งเสพติด และความรุนแรงทุกรูปแบบ​

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีข้อห่วงใยเรื่องการใช้ความรุนแรงภายในสถานศึกษา การกลั่นแกล้ง​ ทำร้ายร่างกาย​กัน รวมถึงเรื่องการแอบพกอาวุธ สารเสพติด สิ่งมึนเมา เข้ามาในสถานศึกษา กำชับโรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศคอยรับมือสถานการณ์ไม่ปลอดภัย สังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างใกล้ชิด หากสุ่มเสี่ยงต้องรีบทำความเข้าใจและให้คำแนะนำอย่างเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของผู้เรียนเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีข้อห่วงใยต่อสถานศึกษาทุกแห่ง ในการยกกระดับมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาพฤติกรรม เพื่อป้องกันการก่อเหตุความรุนแรง การแอบพกอาวุธ ยาเสพติด และสารมึนเมาเข้ามาในโรงเรียน จึงกำชับครูและบุคลากรในสถานศึกษาเพิ่มความเข้มงวดจริงจังอย่างต่อเนื่อง จัดเวรเดินตรวจตราตามจุดอับ พื้นที่สุ่มเสี่ยง ป้องกันเหตุเยาวชนทะเลาะวิวาท พร้อมกวดขัน ดูแล ติดตามพฤติกรรมผู้เรียน จากภาวะความเครียด ความกดดัน เพื่อความปลอดภัยของผู้เรียนรอบด้าน สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครองไว้วางใจในการส่งผู้เรียนมาอยู่ภายใต้การดูแลของสถานศึกษา

รมว.ศธ.กล่าวว่า ได้รับทราบมาว่าสถานศึกษาในสังกัด สอศ.มีการจัดเวรให้ครูเดินตรวจตราความเรียบร้อยตามจุดเสี่ยง มุมอับของสถานศึกษาอยู่แล้ว จึงขอชื่นชมและให้กำลังใจในการปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง ทั้งนี้ ขอให้ขยายแนวทางดังกล่าวไปยังสถานศึกษาในทุกสังกัดของ ศธ.ด้วย เนื่องจากภาวะสังคมในปัจจุบันอาจทำให้ผู้เรียนมีปัญหาด้านต่างๆ ทั้งภัยจากความรุนแรง ภัยจากสุขภาพกายและจิตใจ​ จนอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ประสิทธิภาพการเรียนลดลง หากครูผู้ใกล้ชิดเด็กคอยสังเกตเห็นความผิดปกติและใช้ความเข้าใจพูดคุย  เด็กอาจจะเปิดใจบอกเล่าถึงปัญหาที่มีอยู่ เพื่อช่วยเหลือได้ถูกต้องเหมาะสมและทันท่วงที สิ่งสำคัญคือเน้นย้ำให้สถานศึกษาปลอดการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ

ทั้งนี้ หากนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และประชาชนทุกคน พบเจอสิ่งผิดสังเกตที่จะเป็นบ่อเกิดของความไม่ปลอดภัย สามารถแจ้งขอความช่วยเหลือได้ที่ “ศูนย์ความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ” (MOE Safety Center) โดยสามารถแจ้งเหตุได้ 4 ช่องทาง ดังนี้ แอปพลิเคชัน MOE Safety Center, เว็บไซต์ http://www.MOESafetyCenter.com, LINE @MOESafetyCenter และ Call Center 0-2126-6565 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ติดตามข้อมูลและเร่งประสานงานช่วยเหลือตลอดเวลา มาร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมของโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย สอดคล้องนโยบาย “เรียนดี มีความสุข”

สอศ.ขานรับ mou 4 กระทรวง สู่การเรียนรู้เชิงรุกวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770364

สอศ.ขานรับ mou 4 กระทรวง สู่การเรียนรู้เชิงรุกวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย

สอศ.ขานรับ mou 4 กระทรวง สู่การเรียนรู้เชิงรุกวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 16.09 น.

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นหน่วยงานผลิตและพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง เพื่อการพัฒนาประเทศ ขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ “เรียนดี มีความสุข” และนำแนวนโยบายจากความร่วมมือ 4 กระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติ สร้างจิตสำนึกความเป็นไทย” สู่การปฏิบัติ โดยให้ความสำคัญและมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกรักชาติ ภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ชาติไทย และยึดมั่นสถาบันหลัก

ซึ่งในปีการศึกษานี้ สอศ.ได้เน้นย้ำและกำหนดรายวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย วิชาหน้าที่พลเมือง เป็นวิชาสำคัญอันดับต้นๆ โดยให้สำนักที่เกี่ยวข้องดำเนินการในเรื่องของการปรับหลักสูตร บูรณการการจัดการเรียนการสอนใหม่แบบเชิงรุก (Active Learning) สร้างกระบวนการคิด วิเคราะห์ ให้เกิดความเหมาะสม ทันสมัย มุ่งเน้นการสอนประวัติศาสตร์แนวใหม่ เชิงสร้างสรรค์ นำการสอนแนวใหม่โดยไม่เน้นการท่องจำ เชื่อมโยงกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวโดยนำเทคนิควิธีการสอนสมัยใหม่มาผสมผสานให้เป็นความรู้ใกล้ตัว เช่น การใช้โซเชียลมีเดีย (Tiktok หรือ Podcast) และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้นอกห้องเรียน โดยใช้แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นห้องเรียน รวมทั้งยังย้ำให้สถานศึกษาบูรณาการในกิจกรรมวันสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ภายใต้องค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย (อวท.) และองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อกท.) เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักรู้และนำไปสู่การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพในอนาคต

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า สอศ.ได้นำรายวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย และส่งเสริมองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ชาติไทยสู่อาชีวศึกษา เพื่อนักเรียนจะได้เข้าใจและเห็นบทเรียนจากเรื่องราวประวัติศาสตร์ของไทย สู่การเชื่อมโยงและสร้างความตระหนัก สู่การปฏิบัติที่เป็น Soft Power ให้ผู้เรียนได้เห็นคุณค่าเกิดพัฒนาตนเอง ซึ่งจะสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปต่อยอด ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และเกิดเป็นจริยธรรมของนักเรียนนักศึกษา เป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต ก่อเกิดความรักชาติ ความสามัคคี อย่างยั่งยืนต่อไป

‘เพิ่มพูน’เน้นย้ำข้อห่วงใยสถานศึกษาอาชีวะ ให้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยผู้เรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770360

'เพิ่มพูน'เน้นย้ำข้อห่วงใยสถานศึกษาอาชีวะ ให้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยผู้เรียน

‘เพิ่มพูน’เน้นย้ำข้อห่วงใยสถานศึกษาอาชีวะ ให้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยผู้เรียน

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.54 น.

“เพิ่มพูน” เน้นย้ำข้อห่วงใยสถานศึกษาอาชีวะให้ปฏิบัติตามมาตรการและแนวทางการสร้างความปลอดภัยของผู้เรียน

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ  ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายให้สถานศึกษาทุกแห่งเป็นสถานศึกษาแห่งความสุขและมีความปลอดภัย ประกอบกับในช่วงเดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงการเปิดภาคเรียน และมีเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นกับผู้เรียนหลายครั้ง ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกัน ดูแล และช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิดความปลอดภัย ซึ่งพลตำรวจเอก เพิ่มพูน  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา ได้สั่งการให้นายยศพล  เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้เน้นย้ำสถานศึกษาอาชีวศึกษาให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยของผู้เรียน โดยได้ขอความร่วมมือสถานศึกษาทุกแห่งให้ปฏิบัติตามมาตรการและแนวทางการสร้างความปลอดภัยของผู้เรียน ดังนี้ 

1.ห้ามมีกิจกรรมหรือการรวมกลุ่มเพื่อการรับน้องใหม่ทั้งในและนอกสถานศึกษาโดยเด็ดขาด  2.ให้งานปกครอง งานครูที่ปรึกษา และครูทุกแผนกมีข้อมูลผู้เรียนรายบุคคล ดังนี้

– สถานที่อยู่อาศัย อาชีพผู้ปกครอง สภาพเศรษฐกิจของครอบครัว ความสัมพันธ์และสถานภาพของบุคคลในครอบครัว 

– ต้องมีมาตรการคัดกรองผู้เรียน และให้การดูแลและใกล้ชิดกับผู้เรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการก่อเหตุความรุนแรง ยาเสพติด และเรื่องชู้สาวเป็นกรณีพิเศษ โดยต้องมีมาตรการเฝ้าระวังความปลอดภัยร่วมกับผู้ปกครอง ชุมชน สถานประกบการ และบุคลากรในสถานศึกษา

3. การนำนักเรียน นักศึกษาไปนอกสถานศึกษาต้องปฏิบัติตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เรื่องมาตรการความปลอดภัยในการพานักเรียน นักศึกษาไปนอกสถานศึกษา  ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 และคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เรื่องมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  วันที่ 28 เมษายน 2566

4.สถานศึกษาทุกแห่งต้องเป็นสถานศึกษาปลอดบุหรี่ โดยให้ปฏิบัติตาม 7 มาตรการ เพื่อสถานศึกษาปลอดบุหรี่ โดย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  5. หากมีเหตุความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นกับผู้เรียนทั้งในและนอกสถานศึกษา ต้องแจ้งเหตุการณ์ดังกล่าวให้เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาทราบโดยเร็วที่สุด และให้ดำเนินการแจ้งเป็นเอกสารทางราชการมายังศูนย์ความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาด้วย ทั้งนี้ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ฝากข้อห่วงใยถึงสถานศึกษาทุกแห่งให้วางมาตรการและแนวทางการสร้างความปลอดภัย โดยให้มีการตรวจเข้มอาวุธและยาเสพติดในสถานศึกษา ตลอดจนการจัดครูและการตรวจเวรยามในพื้นที่จุดเสี่ยงด้วย

เลขาธิการ กพฐ.สั่ง ผอ.สพท.-ผอ.โรงเรียน ทบทวนวิธีสอนประวัติศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770175

เลขาธิการ กพฐ.สั่ง ผอ.สพท.-ผอ.โรงเรียน ทบทวนวิธีสอนประวัติศาสตร์

เลขาธิการ กพฐ.สั่ง ผอ.สพท.-ผอ.โรงเรียน ทบทวนวิธีสอนประวัติศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.58 น.

เลขาธิการ กพฐ.สั่ง ผอ.สพท.-ผอ.โรงเรียน ทบทวนวิธีสอนประวัติศาสตร์ ยินดี 4 กระทรวง MOU ช่วยปลูกฝังนักเรียนรักชาติ ภูมิใจประวัติศาสตร์ไทย ยึดมั่นสถาบันหลัก

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2566 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รักษาราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า จากการที่ รัฐบาลให้ความสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ของชาติ เป็นคนที่มีจิตสำนึกรักชาติ ภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติไทย และยึดมั่นสถาบันสำคัญของชาติ โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) “แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทย สร้างจิตสำนึกความเป็นไทย” ระหว่าง 4 กระทรวงหลัก มี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี) ร่วมลงนามที่กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมานั้น

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะที่ดูแลเด็กและเยาวชนกว่า 6.5 ล้านคน ให้ความสำคัญกับการสร้างจิตสำนึกความเป็นไทย ภูมิใจในชาติและยึดมั่นสถาบันหลักอย่างมาก ได้กำหนดเป็นนโยบายและจุดเน้นของ สพฐ.ปีงบประมาณ 2567 – 2568 ซึ่งทันทีที่รัฐมนตรีทั้ง 4 กระทรวงได้ลงนาม MOU ช่วงเช้าวันที่ 17 พฤศจิกายน 2566 สพฐ.พร้อมรับลูก สั่งการนโยบายแก่ผู้บริหาร สพฐ.ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ณ ที่ประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตพื้นที่ จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ

สำหรับจุดเน้นและนโยบายของ สพฐ.ปีงบ 67 – 68 นี้ สองข้อแรก เราให้ความสำคัญต่อการสร้างสำนึกความเป็นไทย ภาคภูมิใจในชาติและยึดมั่นสถาบันหลัก โดยข้อที่ 1 การปลูกฝังความรักในสถาบันหลักของชาติ ซึ่งทุกโรงเรียนทั่วประเทศมีกิจกรรมการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา เพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติ โดยเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่เป็นวิถีชีวิตประจำวันในโรงเรียน และข้อที่ 2 การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และประชาธิปไตย ที่เน้นให้ผู้เรียนได้มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นพลเมืองคุณภาพ รู้จักรากเหง้าตัวตน ประวัติศาสตร์ชาติ ด้วยการใช้สื่อการสอนที่ทันสมัย เหมาะกับเด็กยุคใหม่ ซึ่งการที่รัฐบาลมีวิสัยทัศน์บูรณาการแนวทางปฏิบัติร่วมกัน ระหว่าง 4 กระทรวงดังกล่าว เป็นการช่วยลดภาระครู เพราะจะมีภาคีเครือข่ายจากกระทรวงต่างๆ เป็นแนวร่วม สนับสนุนองค์ความรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ ช่วยให้สามารถพัฒนาเด็กและเยาวชนได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งตนได้กำชับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา พร้อมเปิดรับการทำงานร่วมกับองค์กรภาคส่วนต่างๆ เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดกับนักเรียนเป็นสำคัญ

“มั่นใจว่าโรงเรียนทุกแห่งมีการเรียนการสอนที่ปลูกฝังความรักความภาคภูมิใจในชาติและยึดมั่นสถาบันสำคัญของชาติ ที่เป็นวิถีปฏิบัติของโรงเรียนอยู่แล้ว โดยเฉพาะรายวิชาประวัติศาสตร์ ที่ สพฐ.ได้ประกาศให้สถานศึกษาจัดรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ แยกออกมา 1 รายวิชาอย่างชัดเจน กำหนดให้ระดับประถมศึกษา ใช้เวลาเรียน 40 ชั่วโมงต่อปี (สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 40 ชั่วโมงต่อปี และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 3 ปี 80 ชั่วโมง ในการนี้ ได้มอบหมายรองเลขาธิการ กพฐ. (นางเกศทิพย์ ศุภวานิช) และทีมวิชาการพัฒนารูปแบบแนวทางการปลูกฝังจิตสำนึกรักชาติ และได้สั่งการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต เป็นพี่เลี้ยงแก่โรงเรียน ดำเนินการทบทวนรูปแบบ วิธีการจัดการเรียนการสอนที่ทำอยู่ว่าเป็นอย่างไร ให้ใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อนักเรียนได้รู้จักรากเหง้า เข้าใจเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นและประเทศชาติในแง่มุมต่างๆ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ให้มีการฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ วิพากษ์ เชิงประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ท่องจำตามหนังสือ คลิปวิดีโอ หรือจำตามที่ครูบอกเล่า เพื่อนักเรียนจะได้เข้าใจและเห็นบทเรียนจากเรื่องราวในอดีต เชื่อมโยงความเป็นมาเป็นไปสู่สังคมปัจจุบัน เห็นแนวทางภูมิปัญญาที่เป็น Soft Power เห็นคุณค่าอดีตที่ต่อยอดสู่อนาคต ในมิติเศรษฐกิจ สังคม และหน้าที่พลเมืองได้” เลขาธิการ กพฐ.เน้นย้ำ

‘สุวัจน์’ยินดี’แอนโทเนีย โพซิ้ว’หลานย่าโม คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์ส 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770172

'สุวัจน์'ยินดี'แอนโทเนีย โพซิ้ว'หลานย่าโม คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์ส 2023

‘สุวัจน์’ยินดี’แอนโทเนีย โพซิ้ว’หลานย่าโม คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์ส 2023

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.29 น.

‘สุวัจน์’ยินดี’แอนโทเนีย โพซิ้ว’หลานย่าโม คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์ส 2023 ยกเป็นตัวแทนประเทศ เผยแพร่ซอฟท์พาวเวอร์ในเวทีระดับโลก  

เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2566 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า แสดงความยินดีกับ น.ส.แอนโทเนีย โพซิ้ว มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2023 ตัวแทนประเทศไทย ที่สามารถคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับที่ 1 Miss Universe 2023 ในการประกวดนางงามจักรวาล ครั้งที่ 72 รอบตัดสิน (Final Competition) ที่จัดขึ้น ณ ยิมเนเซียมแห่งชาติ ในกรุงซานซัลวาดอร์ ประเทศเอลซัลวาดอร์ เช้าวันนี้ (ตามเวลาประเทศไทย)
 
โดยนายสุวัจน์ ได้แสดงความชื่นชมและขอบคุณแอนโทเนีย โพชิ้ว ซึ่งเป็นชาวโคราช หลานย่าโม ที่ได้ทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยอย่างดีที่สุด จนสามารถคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับที่ 1  Miss Universe 2023 มาครอง นอกจากนี้แอนโทเนียยังได้เผยแพร่ซอฟต์พาวเวอร์วัฒนธรรมไทยที่งดงามโดดเด่นแก่สายตาชาวโลก โดยเฉพาะชุดแต่งกายประจำชาติ ‘เทพธิดาอาณาจักรอยุธยา’ ที่ได้รับแรงบันดาลจากรูปปั้นพระแม่ธรณีในช่วงยุคสมัยอยุธยาของอาณาจักรสยามที่มีอยู่ในช่วงทศวรรษที่ 14 ถึง 18 

“ปีนี้เป็นปีครบ 555 ปี เมืองโคราช การได้ครองตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ครั้งนี้ของแอนโทเนีย นับเป็นเรื่องที่ชาวโคราชภาคภูมิใจและมีความสุขกับความสำเร็จของหลานย่าโมคนนี้ ที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีระดับโลก ได้ใจคนโคราชและคนไทยทั้งประเทศ” นายสุวัจน์กล่าว   

สำหรับแอนโทเนีย โพซิ้ว เธอเกิดเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 1996 (พ.ศ.2539) ปัจจุบันอายุ 27 ปี เป็นเจ้าของแฮชแท็ก #หลานย่าโมจะGOจักรวาล มารดาของแอนโทเนียเป็นคนไทยและเป็นชาวโคราช บิดาเป็นชาวเดนมาร์ก ก่อนการประกวด เธอได้เข้าสักการะกราบเท้าย่าโม ณ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และยังเข้ากราบขอพรที่วัดศาลาลอย ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่ท้าวสุรนารีสร้างขึ้น นอกจากนี้ แอนโทเนีย ยังชอบทำและชอบกินผัดหมี่โคราชด้วย —017

‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ’ ปลงผมลาบวช วัดไทยพุทธคยา อินเดีย กำหนดสึก 25 พ.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769998

'พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ' ปลงผมลาบวช วัดไทยพุทธคยา อินเดีย กำหนดสึก 25 พ.ย.นี้

‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ’ ปลงผมลาบวช วัดไทยพุทธคยา อินเดีย กำหนดสึก 25 พ.ย.นี้

วันเสาร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 08.15 น.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2566 ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ภาพของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขณะปลงผม พร้อมระบุข้อคววามดังนี้

“ขออนุโมทนาบุญกับ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พิธีปลงผม ณ วัดไทยพุทธคยา-อินเดีย 17 พ.ย. 2566 อนุโมทนาบุญกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล กับกุศลครั้งใหญ่”

ทั้งนี้จากการตรวจสอบจากบุคคลใกล้ชิดระบุว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ขอลาบวชจริง และมีกำหนดลาสิกขาในวันที่ 25 พ.ย. นี้

‘กูรูนางงาม’ เคาะ5ชาติน่าเข้ารอบสุดท้าย‘Miss Universe 2023’ ปลื้ม‘แอนโทเนีย’สวยสง่าในชุดประจำชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769996

‘กูรูนางงาม’ เคาะ5ชาติน่าเข้ารอบสุดท้าย‘Miss Universe 2023’ ปลื้ม‘แอนโทเนีย’สวยสง่าในชุดประจำชาติ

‘กูรูนางงาม’ เคาะ5ชาติน่าเข้ารอบสุดท้าย‘Miss Universe 2023’ ปลื้ม‘แอนโทเนีย’สวยสง่าในชุดประจำชาติ

วันเสาร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 07.54 น.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2566 พี่ตี่-ทิศนา ดำรงศักดิ์ กูรูความงาม-นางงาม กล่าวในรายการ “แนวหน้าTalk” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ซึ่งมี นายบุญยอด สุขถิ่นไทย เป็นพิธีกร เมื่อววันที่ 17 พ.ย. 2566 ที่ผ่านมา ในประเด็นวิเคราะห์ใครจะได้เป็น Miss Universe 2023 ในปีนี้ ว่า เวทีระดับ Miss Universe ใครจะได้ก็ขึ้นอยู่กับกรรมการ และแต่ละคนที่มาเป็นกรรมการมีกฎห้ามคุยกัน แยกแม้กระทั่งการรับประทานอาหารและการเข้าห้องน้ำ เพราะไม่ต้องการให้เจอกันแล้วปรึกษาหารือกัน ต่างคนต่างก็ให้คะแนนของตนเองไป โดยการเลือกบุคคลมาเป็นกรรมการตัดสิน จะคละกันทั้งด้านแฟชั่น ด้านการแสดง เป็นต้น

ซึ่งแต่ละเวทีการประกวดก็จะมีการวางมาตรฐานกรรมการของเวทีนั้นๆ ยิ่งปัจจุบันเป็นยุคสื่อสังคมออนไลน์ คนจ้องจับผิดรุนแรงมาก สปอนเซอร์หรือใครก็แล้วแต่จะมาก้าวก่ายจึงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างรายการ Miss Universe แม้ แอน-จักรพงษ์ จะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่ก็ไม่ได้เป็นกรรมการและไม่ได้มีส่วนร่วมกรรมการ จึงไม่มีผลต่อการตัดสินใจของกรรมการ โดยปีนี้มีสาวงามจาก 86 ประเทศ คัดเลือกให้เหลือ 20 ประเทศ เหลือ 10 ประเทศ 5 ประเทศ และ 3 ประเทศ ตามลำดับ 

เมื่อถึงรอบ 5ประเทศ หรือ 5 คนสุดท้าย จะเป็นการตอบคำถามที่หยิบจากซอง และรอบ 3 คนสุดท้าย จะมีคำถามเดียวให้แต่ละคนตอบ ซึ่งรอบตอบคำถาม 5 คน และ 3 คนสุดท้าย คือจุดชี้เป็นชี้ตาย จะได้ลุ้นกันก็ตรงรอบนี้ โดยกรรมการจะเลือกคนที่ตอบคำถามได้ดีที่สุด ตรงประเด็นที่สุด ซึ่งต้องย้ำเรื่องความตรงประเด็นเพราะจะได้คะแนนมาก ไม่ใช่ถามแบบนี้แต่ไปตอบแบบน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง แต่ต้องตอบให้ตรงคำถาม อีกอย่างสติสำคัญมาก แม้แต่คนที่ผ่านการประกวดมาจนชินกับเวทีก็ยังอาจตอบผิด-ตอบถูกได้

ส่วนประเด็นการเปลี่ยนแปลงกติกาการประกวด Miss Universe ในปีนี้ ที่ไม่มีข้อกำหนดด้านอายุและสถานภาพการแต่งงาน อีกทั้งอนุญาตให้หญิงข้ามเพศเข้าร่วมประกาดได้ด้วยนั้น ต้องบอกว่าในแวดวงนางงามดูจะชอบเพราะถือเป็นโอกาส เช่น แต่งงานมีลูกแล้วก็ยังมาประกวดได้ แต่ก็ต้องดูแลร่างกายตนเองให้ดีด้วย ส่วนหญิงข้ามเพศมีข้อกำหนดว่าต้องผ่านการแปลงเพศแล้ว ซึ่งในต่างประเทศจะมีใบรับรองแพทย์ สามารถไปยื่นกับศาลเพื่อเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อได้ แต่ประเทศไทยยังทำอะไรแบบนั้นไม่ได้ จึงยังไม่สามารถส่งประกวด Miss Universe

สำหรับสาวงามในปีนี้ที่เข้าตา นอกจาก แอนโทเนีย โพซิ้ว Miss Universe Thailand แล้วยังมีตัวแทนจากเวเนซุเอลา โคลอมเบีย ฝรั่งเศส แอฟริกาใต้ เชื่อว่านางงามจาก 5 ประเทศนี้ จะไปถึงรอบ 5 คนสุดท้าย แต่ก็อย่าเชื่อตนมากเพราะเป็นเพียงสายตาของคนที่ดูผ่านจอโทรทัศน์ ไมได้ไปอยู่ในสถานที่ประกวดจริงซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนกว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับรอบชุดประจำชาติ ต้องขอชื่นชม แอนโทเนีย ที่สวมใส่ชุดซึ่งอย่างที่ทราบกันว่ามีน้ำหนักมากแล้วยังเดินโชว์ได้อย่างสวยงาม โดยการตัดสินรอบชุดประจำชาติ กรรมการจะดูทั้งความละเอียดลออ ความสวย และความเป็นมา 

“เมืองไทยเรื่องปัก เรื่องมงกุฎ อะไรแบบนี้คนไทยเก่ง ปักละเอียด ใส่แล้วดูสวยตรงพอดีเป๊ะ แล้วเดินได้สวยงามมาก สง่ามาก คนกรี๊ดทั้งฮอลล์เลย เพราะนางเดินออกมา ร่ายรำออกมา แล้วนางสะบัดผมมาบิด เริ่ด! พี่ว่าเด็ดมาก เด็ดกว่าหลายๆ ปี คือมันเป็นเอกลักษณ์ไทย พระแม่ธรณีบีบมวยผม เราก็เห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ที่สนามหลวง แล้วอันนี้เขาเอามาจากกรุงศรีอยุธยา แล้วพระแม่เป็นเทพที่มาทำให้บ้านเมืองเราอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เล่าเรื่องได้ มีหมดเลย มันมีความเป็นมา มีประวัติ แล้วมันมีของจริง คุณมาดูได้ที่สนามหลวง” พี่ตี่-ทิศนา กล่าว

ทั้งนี้ การประกวด Miss Universe 2023 หรือการประกวดนางงามจักรวาล ครั้งที่ 72 จัดขึ้นที่ประเทศเอลซัลวาดอร์ โดยการประกวดรอบตัดสิน จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 19 พ.ย. 2566 เวลา 07.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ถ่ายทอดสดให้รับชมพร้อมกันทั่วประเทศ ทางช่อง JKN18 Topnews 
 

ประธาน กกต. พร้อมด้วยคณะ ร่วมถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769976

ประธาน กกต. พร้อมด้วยคณะ ร่วมถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2566

ประธาน กกต. พร้อมด้วยคณะ ร่วมถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2566

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 20.57 น.

ประธาน กกต. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และปชช.ร่วมถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2566 ณ วัดธรรมามูล อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระ หม่อมพระราชทานผ้าพระกฐิน ตามที่สำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ได้ขอรับพระราชทานผ้าพระกฐิน ประจำปีพุทธศักราช 2566 เพื่อนำไปถวายพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา ณ วัดธรรมามูล ตำบลธรรมามูล อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท ในวันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2566 เวลา 13.30 นาฬิกา  โดยมี นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ
กรรมการการเลือกตั้ง นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วยพ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา ส.ว. และอดีตเลขาธิ การ กกต. รวมทั้งผู้บริหารระดับสูง อาทิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตลอดทั้งผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เข้าร่วมพิธี โดยมียอดเงินที่ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2566 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,837,757  บาท

สำหรับการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานประจำปี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยในปีนี้นับเป็นครั้งที่ 19 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากวัดธรรมามูลและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยนาท ในการจัดระเบียบทำความสะอาด เตรียมการจัดสถานที่ตกแต่งไม้ดอกไม้ประดับ สถานีตำรวจภูธรเมืองชัยนาท สนับสนุนในการรักษาความปลอดภัยการจัดระบบจราจร และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชัยนาท สนับสนุนในการให้บริการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

โดยวัดธรรมามูล เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร สร้างอยู่บนไหล่เขา ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น เป็นวัดที่กษัตริย์แห่งวงศ์สุโขทัย (พระร่วง) หรือพระมหาธรรมราชาเป็นผู้สร้าง มีหลักฐานคือพระพุทธรูปบูชาบรรจุอยู่ในองค์พระเจดีย์ที่พังลงมา และพระเครื่อง(พระร่วง) เป็นจำนวนมาก อีกอย่างหนึ่งมีใบเสมาคู่ เป็นศิลปะสมัยอยุธยาเป็นหลักฐาน สำหรับพระพุทธรูปนั้นเป็นศิลปะสมัยสุโขทัย ซึ่งผู้สร้างวัดได้นำมาประดิษฐานไว้ ในทะเบียนวัดได้ระบุประมาณ พ.ศ. 2120 เป็นปี ที่สร้างวัด เดิมวัดนี้ตั้งอยู่บนที่ราบตรงกลางแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน เมื่อแม่น้ำได้เซาะตลิ่งพังเข้ามา จึงย้ายเสนาสนะมาจัดสร้างขึ้นบนไหล่เขาอันเป็นที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าวัดธรรมามูล ถือว่าเป็นน้ำศักดิ์นำไปใช้ในพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาอีกด้วย
 

‘ศุภมาส’เปิดข้อเสนอใหม่ลุ้นผ่าทางตัน สางปมพิพาทย้าย‘อุเทนถวาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769816

‘ศุภมาส’เปิดข้อเสนอใหม่ลุ้นผ่าทางตัน สางปมพิพาทย้าย‘อุเทนถวาย’

‘ศุภมาส’เปิดข้อเสนอใหม่ลุ้นผ่าทางตัน สางปมพิพาทย้าย‘อุเทนถวาย’

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 10.55 น.

‘ศุภมาส’ชี้สางปมพิพาท‘จุฬาฯ-อุเทนถวาย’ ต้องคำนึงกฎหมายควบคู่ความรู้สึกนักศึกษา เผยมีความระแวงกลัวเอาพื้นที่ไปใช้เชิงพาณิชย์

เมื่อเวลา 09.45 น.วันที่ 17 พฤศจิกายน 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิสรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้สัมภาษณ์ถึงข้อพิพาทระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย เรื่องการย้ายอุเทนถวายออกจากพื้นที่ ว่า ได้รับรายงานจากที่ประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนยุติข้อพิพาทการย้ายมหาวิทยาลัยที่มีปลัดกระทรวง อว.เป็นประธานเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ว่า บรรยากาศในการประชุมเป็นไปด้วยเหตุและผล ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่าง ซึ่งมีข้อเสนอ 2 ทางเลือก โดยมีการเสนอให้ไปศึกษาก่อนว่าข้อเสนอที่เสนอมานั้นเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ก่อนที่จะมาสรุปกันในการประชุมครั้งต่อไป ถ้าเป็นไปได้จะเดินต่ออย่างไร แต่ถ้าเป็นไปไม่ได้ก็ต้องหาแนวทางใหม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า จุดยืนนักศึกษาอุเทนถวาย ถึงอย่างไรก็จะไม่ออกจากพื้นที่ใช่หรือไม่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า เท่าที่ฟังไม่ถึงขนาดนั้น เพียงแต่นักศึกษาอุเทนถวายต้องการภาพที่ชัดเจน โดยบอกว่าเคยมีการพูดคุยกันแบบนี้ แต่กลับไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งเป็นมาหลายครั้งแล้ว เพราะฉะนั้นครั้งนี้นักศึกษาจึงกลัวว่าเมื่อตกลงไปแล้วถึงเวลาก็จะไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้อีก

“นักศึกษาต้องการความชัดเจนว่าก่อนที่เขาจะเรียนจบจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง หรือเขาต้องไปอยู่ที่ไหน อย่างไร ใครจะดูแลแบบไหนอย่างไร เขาไม่รู้ว่าในอนาคตบทสรุปจะเป็นอย่างไร” น.ส.ศุภมาส กล่าว

เมื่อถามว่า ไทม์ไลน์การเจรจา จะได้ข้อสรุปเมื่อไร น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า เราคงไปกำหนดแบบนั้นไม่ได้ เพราะการไปตีกรอบก็เหมือนกับยิ่งไปเพิ่มอารมณ์ความรุนแรง เพียงแต่ตอนนี้ทุกคนอยากได้ข้อยุติที่เร็วที่สุด

เมื่อถามถึงรุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปแล้ว แต่ยังมาสนับสนุนรุ่นน้องให้ดำเนินการแบบนี้อยู่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ในวงหารือเมื่อวันที่ 16 พ.ย. ก็มีศิษย์เก่ามาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย ซึ่งในที่ประชุมได้มีข้อเสนอว่าอยากรับฟังจากอุเทนถวายว่าต้องการอะไรบ้าง และทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสามารถสนับสนุนข้อเสนอเหล่านี้อย่างไรได้บ้าง

“มีความเป็นไปได้ว่าถ้าอุเทนถวายเห็นภาพชัดว่าทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ที่คืนไปแล้ว ไม่ได้เอาไปใช้ในเชิงพาณิชย์ แต่เอาไปใช้เป็นสาธารณประโยชน์ อาจจะเป็นสวนสาธารณะหรือพิพิธภัณฑ์สำหรับเด็กเพื่อการศึกษาเหมือนกับหอศิลป์ใน กทม. แบบนี้อาจจะเป็นข้อเสนอใหม่ที่ทางอุเทนถวายอาจจะพิจารณาได้ ซึ่งน่าจะเป็นแนวโน้มที่ดี” รมว.อว. กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหานี้จะสามารถจบได้ในยุคนี้หรือไม่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ปัญหานี้มีมานานแล้ว คงไม่สามารถใช้คำว่าจบ แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ และบังเอิญว่าช่วง 20 ปีที่ผ่านไม่มีคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด มีแต่การฟ้องร้องกันมาเรื่อยๆ ซึ่งยุคนี้ทุกฝ่ายต้องถือเอากฎหมายสูงสุด เพียงแต่ไม่สามารถยึดหลักกฎหมายอย่างเดียวได้ แต่ต้องยึดหลักความสงบเรียบร้อยและต้องดูแลความรู้สึกของบุคลากรทุกคนในอุเทนถวายด้วย เพราะเราคงไม่อยากเห็นสถาบันที่เราเรียนมาหายไปในช่วงข้ามคืน ดังนั้นเรื่องความรู้สึกของคน ของนักศึกษาถือเป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้เรื่องของหลักกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องเป็นการบังคับใช้กฎหมายโดยสมัครใจ และทุกคนเห็นตรงกัน

สกสว.จัดระดมความเห็น ‘การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเชิงกระบวนการเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการทุนในระบบ ววน.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769782

สกสว.จัดระดมความเห็น 'การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเชิงกระบวนการเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการทุนในระบบ ววน.'

สกสว.จัดระดมความเห็น ‘การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเชิงกระบวนการเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการทุนในระบบ ววน.’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 21.13 น.

สกสว.จัดระดมความเห็น การประเมินเพื่อการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิ สกสว. ร่วมระดมความเห็น “การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเชิงกระบวนการเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการทุนในระบบ ววน.” ที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และระดมความเห็น หรือ Developmental Evaluation Forum (DE Forum) ในหัวข้อ “การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเชิงกระบวนการ เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการทุนในระบบ ววน.” เพื่อสร้างความร่วมมือและการมีส่วนร่วมในการนำผลการประเมินเชิงกระบวนการรวมถึงข้อเสนอแนะเพื่อการ พัฒนาและการประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานของหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่างๆ ที่จะนำไปสู่การออกแบบแนวทางการใช้การประเมินเพื่อการพัฒนาระบบ ววน. (Next Steps of DE)  โดยมี รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. นายกานต์ ตระกูลฮุน ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุน ววน. ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช ผู้ก่อตั้งและอดีตผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พร้อมด้วย รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน กรรมการติดตามและประเมินผลฯ ดร.วิรไท สันติประภพ กรรมการติดตามและประเมินผลฯ และ ผู้ทรงคุณวุฒิระบบ ววน. ตลอดจนผู้บริหาร สกสว. และ หน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และระดมความเห็น

โอกาสนี้ รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล กล่าวว่า สกสว.มีหน้าที่ในการจัดทำนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผน รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณด้าน ววน. ของประเทศ ตลอดจนการติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกองทุนส่งเสริม ววน. และการประเมินการดำเนินงานของหน่วยงานในระบบ ววน. ที่ผ่านมา สำนักติดตามและประเมินผล สกสว. ในฐานะ เลขานุการของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุน ววน. ได้ทำการประเมินผลการ ดำเนินงานเชิงกระบวนการ (Process Evaluation) ของหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563-2565 โดยใช้หลักการประเมินเพื่อการพัฒนา (Developmental Evaluation) ไม่ใช่เป็นการประเมินให้คุณ ให้โทษ ซึ่งมีแนวทางประเมินแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ด้านความสามารถในการดำเนินงานได้ตามแผน ทั้งประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การส่งมอบผลผลิตและผลสัมฤทธิ์ตามตัวชี้วัด (OKRs) รวมถึงตัวอย่างผลงานที่สร้างผลลัพธ์และผลกระทบ ส่วนที่ 2 ด้านกระบวนการทำงาน (Process Evaluation) ซึ่งพิจารณากระบวนการบริหารจัดการงานวิจัยตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและมีความโปร่งใส 

ที่ผ่านมา สำนักติดตามและประเมินผล สกสว. ได้ดำเนินการประเมินผลการดำเนินงานเชิงกระบวนการของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ที่ได้รับการสะท้อนผล (Feedback) และนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการติดตามและประเมินผลฯ และ คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ภายใต้โครงการศึกษาเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการงานวิจัยด้านระบบสุขภาพ 2 โครงการ อีกทั้งได้จัดประชุมสะท้อนผลการประเมินเชิงกระบวนการดังกล่าวให้แก่หน่วยบริหารและจัดการทุนอีก 6 แห่ง ได้แก่ (1) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) (2) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) (3) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) (4) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) (5) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน (บพค.) และ (6) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.)  เช่น การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เครือข่ายทางสังคมผ่านการเก็บข้อมูล ซึ่งสามารถนำมาเสนอรูปแบบของแผนภาพและช่วยให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือองค์กรเพื่อนำมาใช้ในการวางแผนการทำงาน และความต้องการของแต่ละองค์กร หรือบุคคล

สำหรับการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และระดมความเห็น ครั้งนี้ เป็นการประชุมสะท้อนผลการประเมินเชิงกระบวนการ อีกครั้ง โดยการเสวนา “ประสบการณ์การใช้ Developmental Evaluation เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการทุนในระบบ ววน.” ร่วมเสวนาโดย รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. ดร.นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุน ววน. นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผูู้อำนวย สวรส. รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการ บพข. ซึ่งดำเนินการเสวนาโดย ดร.ปิยะทัศน์ พาฬอนุรักษ์ ผู้อำนวยการ สำนักติดตามและประเมินผล สกสว.

ทั้งนี้ สกสว.หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อคิดเห็นจากการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนที่ได้ จะนำไปสู่การพัฒนาและออกแบบการทำงานให้หน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) เดิม 7 แห่ง รวมถึงหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ อีก 2 แห่ง คือ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ ศลช. (TCELS) และ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (NVI) ที่อยู่ระหว่างเลือกประเด็นที่จะพัฒนา เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมและขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศต่อไป