เอ็นไอเอปลื้มผลงานสร้างนวัตกรรุ่นใหม่ และหวังให้สถานศึกษาร่วมโครงการมากขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769201

เอ็นไอเอปลื้มผลงานสร้างนวัตกรรุ่นใหม่  และหวังให้สถานศึกษาร่วมโครงการมากขึ้น

เอ็นไอเอปลื้มผลงานสร้างนวัตกรรุ่นใหม่ และหวังให้สถานศึกษาร่วมโครงการมากขึ้น

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เผยความสำเร็จโครงการ “ศูนย์สร้างนวัตกรรุ่นใหม่ STEAM4INNOVATOR CENTER” ที่นำองค์ความรู้และกระบวนการ STEAM4INNOVATOR พร้อมด้วย แนวคิดทางด้านธุรกิจที่เป็นระบบถ่ายทอดให้เยาวชนที่ร่วมโครงการ ขณะนี้มีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเปิดศูนย์เครือข่ายแล้วรวม 18 ศูนย์ สร้างครูอาจารย์เป็นโค้ชผู้สร้างนวัตกรกว่า 500 คน สอนนักเรียน นักศึกษามาแล้วกว่า 10,000 คน และจัดงาน “STEAM4INNOVATOR’S DAY ปล่อยของ 9.9” ก็จัดขึ้นเพื่อให้ครู อาจารย์ นักศึกษา และนักเรียนในเครือข่ายได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์สร้างนวัตกร

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อํานวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า โครงการ “ศูนย์สร้างนวัตกรรุ่นใหม่ – STEAM4INNOVATOR CENTER” ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2565 ได้เข้าถึงเยาวชนอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถกระจายการดำเนินงานได้อย่างกว้างขวาง ทั้งในระบบมหาวิทยาลัยและโรงเรียน ได้พัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษาด้วยการจัดห้องเรียนนวัตกรรมที่สอดแทรกหลักสูตรSTEAM4INNOVATOR ในรายวิชาหลัก8 รายวิชาพื้นฐาน รายวิชาเพิ่มเติมหรือกิจกรรมพิเศษเพื่อพัฒนาผู้เรียน ในส่วนของการฝึกสอนครู อาจารย์ให้เป็น “ผู้สร้างนวัตกร” โดยก่อนจะทำหน้าที่ดังกล่าว ต้องเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างเข้มข้น เพื่อเรียนรู้เนื้อหาและทักษะการโค้ชหลักสูตร เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน ซึ่งเป็นการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง หลังจบหลักสูตร อาจารย์หรือคุณครูจะนำหลักสูตรดังกล่าวเข้าไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนในห้องเรียนนวัตกรรมของตนเอง โดยมีทีมงานจาก NIA คอยช่วยสนับสนุนและติดตามผลการดำเนินงาน

ดร.กริชผกากล่าวเพิ่มเติมว่าศูนย์สร้างนวัตกรรุ่นใหม่-STEAM4 INNOVATOR CENTER มีมาตรฐานการทำงานบนแกนหลัก 4C อย่างเข้มข้นคือ Content ครูสามารถใช้กระบวนการและเครื่องมือจาก STEAM4INNOVATOR ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเข้มข้น, Coaching ครูสามารถเป็นโค้ชให้กับนักเรียนได้, Connection ครูสามารถหาเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาผลงานนวัตกรรมของนักเรียน และ  Cluster โรงเรียนจัดพื้นที่ในการสร้างเครือข่ายให้นวัตกรเยาวชน เกิดการเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความคิดและแรงบันดาลใจร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญ 5 ระดับ คือ  Ignition สร้างแรงบันดาลใจในการคิดและสร้างนวัตกรรมในกลุ่มเยาวชน, Capability  สร้างความรู้ความเข้าใจและความสามารถด้านนวัตกรรมให้กับนักเรียนไทย, Connectivity สร้างสังคมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และลงมือปฏิบัติรูปแบบใหม่ที่สนุกและวัดผลสำเร็จด้านการศึกษาและการต่อยอดผลงานเพื่อการเป็นผู้ประกอบการได้, STEAM4INNOVATOR CENTER สร้างโรงเรียนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเยาวชนบนมาตรฐานและการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องยั่งยืนร่วมกับNIA และNew Platform สร้างระบบการเชื่อมโยงงานข้ามกระทรวงฯ เพื่อเสริมจุดแข็งด้านนวัตกรรม

สำหรับการจัดงาน “STEAM4 INNOVATOR’S DAY ปล่อยของ 9.9” มีครู อาจารย์ นักศึกษา และนักเรียนในเครือข่ายทั้ง 18 ศูนย์ มาร่วมงานโดยมีไฮไลต์ของงานคือ การจัดแสดงเครื่องมือใหม่ๆ ของโค้ช เพื่อส่งเสริมการสอนทักษะนวัตกรตามขั้นตอนของหลักสูตร STEAM4INNOVATOR และมอบป้ายเพื่อรับรอง 3 มหาวิทยาลัยและ 10 โรงเรียนเป็น “ศูนย์สร้างนวัตกรรุ่นใหม่- STEAM4INNOVATOR CENTER” แห่งใหม่ ลำดับที่ 6-18 เปิดพื้นที่นำเสนอผลงานของเยาวชนในโครงการสนามการเรียนรู้นวัตกรรมสำหรับเยาวชน ทั้ง 10 โรงเรียน บนโจทย์การสร้างธุรกิจนวัตกรรมในกลุ่ม BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งจะช่วยสร้างทักษะนวัตกรและแนวคิดในการเป็นผู้ประกอบการให้กับน้องเยาวชนในอนาคต

สถาบันการศึกษาที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม กลุ่มเยาวชน โทร.02-0175555 Facebook page : STEAM4INNOVATOR

BIMobject -CPAC มอบรางวัลนิสิต-นักศึกษา ชนะออกแบบอาคาร ‘คาร์บอนต่ำ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769199

BIMobject -CPAC มอบรางวัลนิสิต-นักศึกษา  ชนะออกแบบอาคาร ‘คาร์บอนต่ำ’

BIMobject -CPAC มอบรางวัลนิสิต-นักศึกษา ชนะออกแบบอาคาร ‘คาร์บอนต่ำ’

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

BIMobject Thailand พร้อมด้วยCPAC Green Solution ในฐานะผู้สนับสนุนหลักการประกวดแบบ“BIMobject Green Design Competition 2023” ปีที่ 2 ที่ให้นิสิต-นักศึกษาทั่วประเทศส่งผลงานไอเดียการออกแบบอาคาร “คาร์บอนต่ำ” ภายใต้หัวข้อ “ Low Carbon Toward Net Zero Building” เพื่อเป็นการผลักดันให้เกิดองค์ความรู้ และให้เกิดการนำกระบวนการ BIM และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ร่วมกับการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งเเวดล้อมและผลักดันความร่วมมือในทุกภาคส่วนเพื่อมุ่งสู่ Low Carbon Society โดยประกาศผลผู้ชนะประกวดที่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทยจำกัด สำนักงานใหญ่ บางซื่อ กรุงเทพมหานคร

สำหรับกิจกรรมการประกวดแบบ BIM ระดับประเทศครั้งนี้ มีนิสิต-นักศึกษาที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นิสิตชั้นปีที่ 3 จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีสมาชิกในทีม ได้แก่ นายธีร์ธวัช เกียวกุล, นางสาวอัชญา อินทรสงเคราะห์, นางสาวศศมน พูลพิพัฒน์, นางสาวรุจิรา ปานผล และนางสาววีรดา สนธิโพธิ์ “ทีมคบเด็กตึกเขียว” รองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้แก่ “ทีม Inner_circle_architect” นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายในทีมมี นายธนภัทร จินวงษ์, นายศราวิน กาญจนาคม,นายปรัชญ์ โรจนพานิช และนายปฏิพล ศักดิ์ธนวัฒน์ และรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้แก่ “ทีม SPEAR STUDIO” จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาชิกในทีมคือ นายต้นฉบับ จรูญโรจน์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 และ นางสาวพิชญาวีร์ วงศ์ถิรพร นักศึกษาชั้นปีที่ 5 รางวัลชมเชย และรางวัลพิเศษ Green Circular สำหรับโครงการที่ออกแบบ Waste Management การบริหารจัดการขยะได้เหมาะสมมากที่สุด ได้แก่ “ทีม ZAB-KERN” จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คือ นางสาวเฟื่องลดา วันทองสุข, นางสาวชุติมา อันแสน, นายจักรพงษ์ เวียงรัตน์ และ นายโอมนันท์ แมดพิมาย

ทั้งนี้ ภายในงานมี ดร.วิลสา วิจิตรวาทการ กรรมการผู้จัดการ BIMobject Thailand ร่วมงาน พร้อมด้วย ดร.ณรงค์วิทย์ อารีมิตร Executive Director, Regional manager Architects 49 Limited, นางสาวกัลยา วรุณโณ Green Solution and New Business Marketing Director – Marketing and Branding, Cement and Green Solution Business ในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี,นายไพทยา บัญชากิติคุณ Managing Director จาก Atom Design,นางสาวเกศินี วัฒนะวีระชัย เลขาธิการ สมาคมแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (TBIM), ดร.สรัสไชย องค์ประเสริฐ ผู้อำนวยการ ธุรกิจด้านนวัตกรรม บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จํากัด (มหาชน) ทีมกรุ๊ป และนายธงชาติ ชินสีห์ Managing
Director Hook Architects &Goodwill of Work Company Limited ร่วมเป็นกรรมการตัดสิน

รร.นานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ จัดงาน Open House

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769193

รร.นานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ จัดงาน Open House

รร.นานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ จัดงาน Open House

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ เขาใหญ่ จัดงาน Open House เพื่อแนะนำหลักสูตรการเรียนการสอนแบบอังกฤษ หลักสูตรสำหรับเด็กๆ อายุ 2-18 ปี โดยมีกิจกรรมไฮไลท์ อาทิ พบกับโปรแกรมการศึกษาที่ส่งเสริมจิตสำนึกและกระตุ้นความสนใจในการเรียนรู้ของเด็กๆ พูดคุยกับบุคลากรและคุณครูที่มีประสบการณ์และมุ่งมั่นในเส้นทางการศึกษา สัมผัสประสบการณ์ชีวิตนักเรียนประจำและนักเรียนที่เดินทางไป-กลับ สำรวจสภาพแวดล้อมโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในเขาใหญ่ เป็นต้น จัดขึ้นวันที่ 4-14 ธันวาคม 2566 ที่โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ เขาใหญ่

ผอ. และรองผอ. สพป.พิษณุโลก เขต 2 ตรวจเยี่ยมเปิดภาคเรียน 2 โรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769195

ผอ. และรองผอ. สพป.พิษณุโลก เขต 2  ตรวจเยี่ยมเปิดภาคเรียน 2 โรงเรียน

ผอ. และรองผอ. สพป.พิษณุโลก เขต 2 ตรวจเยี่ยมเปิดภาคเรียน 2 โรงเรียน

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 (ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2) พร้อมด้วย ศึกษานิเทศก์ ตรวจเยี่ยมความพร้อมและให้กำลังใจผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู นักเรียน ในการเปิดภาคเรียน โรงเรียนบ้านท่ายาง โรงเรียนราษฎร์เจริญ โรงเรียนวัดบึงลำ และโรงเรียนชุมชน 12 ท่าตาลประชาสฤษฏ์

นอกจากนี้ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 ได้มอบหมายให้ นายแสนโฮม สันเพราะ รอง ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 พร้อมด้วย นายอนุชา สุวรรณสถิตย์ ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมายและคดี ตรวจเยี่ยมความพร้อม ให้กำลังใจผู้บริหาร ครู นักเรียน ในการเปิดภาคเรียนโรงเรียนบ้านบุใหญ่ โรงเรียนบ้านทุ่งน้อยและโรงเรียนวัดบางกระทุ่ม เมื่อช่วงเปิดเทอมที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน

LEARN เปิด ‘Medical Career School’ หลักสูตรเตรียมพร้อมสู่อาชีพหมอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769194

LEARN เปิด ‘Medical Career School’  หลักสูตรเตรียมพร้อมสู่อาชีพหมอ

LEARN เปิด ‘Medical Career School’ หลักสูตรเตรียมพร้อมสู่อาชีพหมอ

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

LEARN Corporation เปิด “Medical Career School” หลักสูตรเตรียมความพร้อมเยาวชนสู่อาชีพแพทย์ รุ่นที่ 1 สำหรับนักเรียนมัธยมปลาย ที่ต้องการศึกษาต่อในคณะแพทย์ทุกมหาวิทยาลัยในไทย ด้วยหลักสูตรวิชาการเข้มข้น ศูนย์ฝึกฝนทำข้อสอบ และการค้นหาตัวตนผ่านการทำกิจกรรมเพื่อค้นพบกลุ่มแพทย์เฉพาะทางที่เหมาะกับผู้เรียน พัฒนาศักยภาพผู้เรียนด้วยการผสานการเรียนรู้ 3 รูปแบบเข้าในหลักสูตร คือ การวางแผนการเตรียมตัวอย่างมีกลยุทธ์โดยผู้เชี่ยวชาญ คัดเลือกหลักสูตรออนไลน์ที่เหมาะกับผู้เรียน และเรียนรู้ด้วยการลงมือทำผ่านกิจกรรมแคมป์ หรือเวิร์กช็อป

นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรมCareer Plus ที่ช่วยปรับระดับการเรียนรายบุคคลกับครูผู้สอนแบบส่วนตัวหรือ 1-1 เพื่อติดตามผล วิเคราะห์และปรับแผนการเรียน พร้อมพัฒนาศักยภาพผู้เรียนอย่างใกล้ชิด ส่งเสริมการบูรณาการการเรียนและปลูกฝังความเข้าใจระหว่างผู้สอน ผู้เรียน และผู้ปกครองร่วมกันอีกด้วย

สกสว.ร่วมมือสถาบันคลังปัญญา จัดอบรม RDI Executive สร้างความเข้มแข็งการบริหารทิศทางยุทธศาสตร์งานวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769259

สกสว.ร่วมมือสถาบันคลังปัญญา จัดอบรม RDI Executive สร้างความเข้มแข็งการบริหารทิศทางยุทธศาสตร์งานวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

สกสว.ร่วมมือสถาบันคลังปัญญา จัดอบรม RDI Executive สร้างความเข้มแข็งการบริหารทิศทางยุทธศาสตร์งานวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 20.49 น.

สกสว. ร่วมกับ สถาบันคลังสมองของชาติ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการพัฒนานักบริหารระบบงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมขององค์กร (RDI Executive) มุ่งสร้างความเข้มแข็งการบริหารทิศทางยุทธศาสตร์งานวิจัยและนวัตกรรมระดับองค์กรของประเทศ

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ สถาบันคลังสมองของชาติ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการพัฒนานักบริหารระบบงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมขององค์กร (Executive Program for Organizational Research Development and Innovation System หรือ RDI Executive) ให้แก่บุคลากรระดับบริหารระบบงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม ของหน่วยรับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund: FF) ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของหน่วยงานในระบบ ววน. กลไกสำคัญในการบริหารทิศทางยุทธศาสตร์งานวิจัยและนวัตกรรม สร้างการเปลี่ยนแปลงระดับองค์กรของประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 40 คน จาก 23 หน่วยงาน ระยะเวลาอบรม 6 เดือน (ระหว่างเดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน 2566)

รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวถึง ทิศทางการพัฒนายุทธศาสตร์วิจัยของหน่วยงานในระบบ ววน. และระบบสนับสนุน ระบุว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์การวิจัยที่สำคัญของผู้บริหารงานวิจัย คือ การคัดเลือกโจทย์งานวิจัยจากข้อมูลแผนงานและการจัดลำดับความสำคัญ ซึ่งการตัดสินใจจะพิจารณาตั้งแต่โจทย์งานวิจัย กระบวนการวิจัย และงานต้องมีความชัดเจนว่าทำมาเพื่อใคร (User) และ ผู้ได้รับประโยชน์ (Beneficiary) ภายใต้ทรัพยากรด้านกำลังคนของนักวิจัย และงบประมาณที่จำกัด เพื่อให้เกิดผลผลิต ผลลัพธ์และผลกระทบตามเป้าหมาย ซึ่งอาจต้องวางแผนในระยะ 3-5 ปี และมีระบบสนับสนุนในการบริหารงานวิจัยที่มีธรรมาภิบาลและมีประสิทธิภาพ การพัฒนานักวิจัย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การติดตามประเมินผล การให้รางวัลและ career path ขณะที่ ทาง สกสว. อยู่ระหว่างการพัฒนาเครื่องมือ RDI การสร้างเครือข่ายนักวิจัย การพัฒนากลไกสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพัฒนาเครื่องมือการประเมิน และฐานข้อมูลงานวิจัยที่เข้าถึงได้

รศ. ดร.ชลิตา ศรีนวล รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบ ววน. ด้านการส่งเสริมความเข้มแข็งของหน่วยงานในระบบ ววน. สกสว. กล่าวว่า ที่ผ่านมา สกสว. ได้ร่วมกับสถาบันคลังสมองของชาติ ที่มีบทบาทในการพัฒนาบุคลากรด้านการบริหารจัดการงานวิจัยของประเทศ ดำเนินการพัฒนากำลังคนด้านการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมให้กับหน่วยงานในระบบ ววน. โดยเฉพาะในกลุ่มหน่วยรับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน ผ่านหลักสูตรอบรมปฏิบัติการต่าง ๆ ต่อยอดมาสู่หลักสูตร RDI Executive  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้ผู้แทนหน่วยงานในระดับบริหารและรับผิดชอบด้านยุทธศาสตร์งานวิจัยและนวัตกรรมขององค์กร มีแนวคิดเชิงระบบ วิเคราะห์ ออกแบบ สามารถปรับยุทธศาสตร์ RDI ขององค์กรบนฐานทรัพยากร และทุนความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้รองรับทิศทางการพัฒนาประเทศและความคาดหวังผลลัพธ์จากการวิจัยได้ต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ รศ. ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. ได้กล่าวสรุป พร้อมทั้งขอบคุณสถาบันคลังสมองของชาติที่เป็นพันธมิตรสำคัญในครั้งนี้ โดยเชื่อว่าการพัฒนาระบบการบริหารแผนงานวิจัยและนวัตกรรมของหน่วยงานจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง และทำให้การใช้งบวิจัยของประเทศนั้นเกิดความคุ้มค่าอย่างสูงสุดและขอบคุณผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานทั้ง 23 หน่วยงาน ได้แก่สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กรมวิทยาศาสตร์บริการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กรมปศุสัตว์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก มหาวิทยาลัยสวนดุสิต คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ให้ความสำคัญและเข้าร่วมรับฟัง แลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นต่อกิจกรรมประมวลผลการเรียนรู้ผ่านการนำเสนอและอภิปรายยุทธศาสตร์การวิจัยองค์กรและแผนการดำเนินของผู้แทนองค์กรแต่ละหน่วยงานในครั้งนี้ด้วย
 

‘กัญจนา’ให้กำลังใจพ่อ-แม่’ครูเจี๊ยบ’ ลั่นไม่ใช้แค่เสียเสาหลักของบ้าน แต่สังคมไทยสูญเสียแม่พิมพ์ของชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769253

'กัญจนา'ให้กำลังใจพ่อ-แม่'ครูเจี๊ยบ' ลั่นไม่ใช้แค่เสียเสาหลักของบ้าน แต่สังคมไทยสูญเสียแม่พิมพ์ของชาติ

‘กัญจนา’ให้กำลังใจพ่อ-แม่’ครูเจี๊ยบ’ ลั่นไม่ใช้แค่เสียเสาหลักของบ้าน แต่สังคมไทยสูญเสียแม่พิมพ์ของชาติ

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 20.17 น.

กัญจนา ให้กำลังใจพ่อ-แม่ “ครูเจี๊ยบ” ถึงสุพรรณบุรี เสียงสั่น บอก ไม่แค่เสียเสาหลักของบ้าน แต่สังคมไทยสูญเสียแม่พิมพ์ของชาติ

เมื่อวันที่ 14 พ.ย.66 น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ที่ปรึกษาคณะที่ปรึกษาติดตามและเร่งรัดขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะที่ปรึกษาศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่ อ.สองพี่น้อง จ. สุพรรณบุรี เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจครอบครัวของน.ส.ศิรดา สินประเสริฐ หรือครูเจี๊ยบ จากเหตุการณ์ถูกกลุ่มวัยรุ่นยิงเสียชีวิต 

โดยน.ส.กัญจนา เปิดเผยว่า ได้มาให้กำลังใจพ่อและแม่ของครูเจี๊ยบ เพราะพรุ่งนี้จะมีพิธีฝัง โดยได้นำเงินมาช่วยเหลือครอบครัวครูเจี๊ยบจำนวนหนึ่ง พร้อมกับพูดคุยว่าตนขอให้กำลังใจ ทราบดีว่าเป็นการสูญเสียอย่างกระทันหัน ซึ่งครูเจี๊ยบก็เป็นหลักของครอบครัวรู้สึกเห็นใจพ่อและแม่รวมถึงครอบครัว อย่างไรก็ตามทราบว่าทางกระทรวงศึกษาธิการมีเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือครูให้จำนวนหนึ่งจากกองทุนฯครูแล้ว ซึ่งคิดว่าจำนวนนี้น่าจะช่วยเหลือพ่อแม่เขาได้ แต่อย่างไรก็ตามทราบว่าห่วงเดียวของครูเจี๊ยบ นอกจากพ่อแม่แล้ว คือหลานชาย ซึ่งเป็นลูกของพี่ชายที่เสียชีวิตไปแล้ว ขณะนี้กำลังสอบต่อเข้าเรียนปวส. ทางตน และ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา จะช่วยกันสมทบทุนการศึกษาให้คนละ 2,000/เดือน รวมเป็น 4,000/เดือน จนจบปวส.ในอีก2ปี

”เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจเพราะไม่ใช่เพียงครอบครัวครูเจี๊ยบที่เสียครูเจี๊ยบซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวไป แต่สังคมไทยก็เสียบุคลากรที่มีคุณค่า ครูเจี๊ยบเป็นครูมา 27 ปี เป็นครูดีเด่นได้รับรางวัลมากมาย เป็นที่รักของลูกศิษย์ ถือเป็นความสูญเสียของสังคมไทย ที่สูญเสียแม่พิมพ์ของชาติ ที่จะผลิตบุคลากรให้กับประเทศไทยได้ ซึ่งตนก็รู้สึกเสียใจ ส่วนคดีก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ“ น.ส.กัญจนา กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
 

‘ศุภมาส’มอบนโยบาย-หนุนเสริมภารกิจของสถาบันการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769226

'ศุภมาส'มอบนโยบาย-หนุนเสริมภารกิจของสถาบันการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้

‘ศุภมาส’มอบนโยบาย-หนุนเสริมภารกิจของสถาบันการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 19.00 น.

“ศุภมาส” เปิดปาฐกถาพิเศษโดย Dr.Sir Richard J.Roberts เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมมอบนโยบายอุทยานวิทยาศาสร์ภาคใต้ก่อนลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี พร้อม พ.ญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว.มอบนโยบายและหนุนเสริมภารกิจของสถาบันการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้

วันที่ 14 พ.ย.66 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 15 – 16 พ.ย.นี้ ตนพร้อมด้วย พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว.จะลงพื้นที่เพื่อปฎิบัติราชการที่จังหวัดสงขลาและปัตตานี โดยในวันที่ 15 พ.ย.จะไปเป็นประธานเปิดการแสดงปาฐกถาพิเศษโดย Dr.Sir Richard J.Roberts นักชีวเคมีและนักชีววิทยาระดับโมเลกุล ชาวอังกฤษ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ในปี 1993 จากการค้นพบอินตรอนในดีเอ็นเอ ยูคาริโอต และกลไกการต่อยีน ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากนั้นจะไปตรวจเยี่ยมอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้พร้อมมอบนโยบายการดำเนินงานในพื้นที่ ซึ่งในเบื้องต้นอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ได้มีการขับเคลื่อนผลงานที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนผ่านนวัตกรรมยางพารา อุตสาหกรรมฮาลาล ศิลปะอิสลามกับการพัฒนาผู้ประกอบการเชิงสร้างสรรค์ ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการฟาร์มและสร้างความเป็นอัตลักษณ์สินค้าปศุสัตว์ชายแดนภาคใต้

รมว.กระทรวง อว.กล่าวต่อว่า ส่วนในวันที่ 16 พ.ย.จะไปยังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี เพื่อมอบนโยบายในการสนับสนุนและส่งเสริมมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่ คือ ให้สถาบันการศึกษามีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมเพื่อความเป็นเลิศและเพื่อความมั่นคงของชีวิตและเศรษฐกิจ ที่มุ่งเน้น “เรียนดี มีความสุข มีรายได้” โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และ “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ” โดยเน้นประเด็นสำคัญของประเทศ  ทั้งนี้ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ได้มอบหมายให้ พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. ทำหน้าที่กำกับติดตามและให้ข้อเสนอแนะการทำงานของสถาบันการศึกษาเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่รวมทั้งการเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้การเกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาคราชการ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน

น.ส.ศุภมาส กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะติดตามโครงการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตปูทะเลในพื้นที่ภาคใต้สู่การเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดใหม่ของประเทศด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การตลาด และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งมุ่งยกระดับจังหวัดปัตตานีให้เป็นเมืองแห่งปูทะเลรวมทั้งติดตามโครงการการพัฒนาและยกระดับการจัดการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขจัดความยากจนและสร้างโอกาสทางสังคม โครงการการจัดการพื้นที่และทุนทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างเสริมศักยภาพผู้ประกอบการและวิสาหกิจวัฒนธรรม ต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมในวงแหวนพหุวัฒนธรรมเมืองปัตตานี เน้นการนำทุนทางวัฒนธรรมทั้งด้านประวัติศาสตร์ ด้านวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้มาสร้างคุณค่าและสร้างมูลค่า

วธ.เตรียมเสนอยูเนสโก ขึ้นทะเบียน ลอยกระทง มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769211

วธ.เตรียมเสนอยูเนสโก ขึ้นทะเบียน ลอยกระทง มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

วธ.เตรียมเสนอยูเนสโก ขึ้นทะเบียน ลอยกระทง มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 18.20 น.

วธ.เตรียมเสนอยูเนสโก ขึ้นทะเบียน ลอยกระทง มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ชวนปชช.แต่งไทย ไปลอยกระทง ส่งเสริมผ้าไทย

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 เวลา 17.00 น. นายเสริมศักดิ์  พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานประเพณีลอยกระทง พ.ศ.2566 “ลอยกระทง สายน้ำแห่งวัฒนธรรม Loy Krathong : River of Culture” โดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดวธ. นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) พร้อมผู้บริหารวธ. และหน่วยงานร่วมจัดได้แก่  พล.ร.ท.พาสุกรี วิลัยรักษ์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ นายสุรพล  เศวตเศรนี ประธานการจัดงาน Bangkok River Festival 2566 นางอาทินันท์  พีชานนท์ รองประธานกรรมการ บริหารบริษัทไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าว 

นายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า ประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีที่สำคัญของคนไทยปี 2566 นี้ วธ.ได้จัดทำแนวทางขอความร่วมมือหน่วยงานและประชาชนร่วมกันปฏิบัติ ดังนี้ 1.ส่งเสริมกิจกรรมที่สร้างสรรค์สามารถพัฒนาต่อยอดจากคุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทงเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจของชุมชนและประเทศ 2.จัดกิจกรรมตามประเพณีนิยมของแต่ละท้องถิ่น ใช้กระทงที่ทำจากวัสดุย่อยสลายได้ง่าย ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3.จัดสถานที่จัดงานให้เหมาะสม กว้างขวาง ไม่แออัด พร้อมให้มีการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยทางการจราจรทางบกและทางน้ำ ตลอดจนบริเวณท่าน้ำให้มีความมั่นคง สะดวก และปลอดภัย  4.ควรงดการจำหน่ายสุรา และเครื่องดื่มมึนเมา และห้ามดื่มกินในบริเวณงานหรือใกล้เคียง งดการเล่นดอกไม้ไฟ พลุ หรือวัสดุที่ก่อให้เกิดอันตรายในที่สาธารณะหรือชุมชน 5.การจัดการแสดงต่าง ๆ สามารถทำได้ตามความเหมาะสม 6.ขอเชิญชวนให้ประชาชน “แต่งไทย ไปลอยกระทง” เพื่อร่วมกันส่งเสริมการใช้ผ้าไทย

 “สำหรับปีนี้ วธ.ได้กำหนดจัดงาน “ลอยกระทง สายน้ำแห่งวัฒนธรรม Loy Krathong : River of Culture” ในวันที่ 27 พฤศจิกายน ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ โดยมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การประกวดกระทงสวยงาม-สร้างสรรค์ การแสดงทางวัฒนธรรม นิทรรศการให้ความรู้คุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทง การจัดแสดงผลงานของเด็กและเยาวชนที่ได้รับรางวัลจากการประกวดสื่อแนวคิดสร้างสรรค์ ยกระดับวันลอยกระทงท้องถิ่น จาก Local สู่เลอค่า เป็นต้น“ นายเสริมศักดิ์ กล่าว 

ด้าน นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า ปี 2566 นี้ วธ.จัดกิจกรรมเพื่อสืบสานคุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทง ภายใต้แนวคิดการรณรงค์ให้แต่ละท้องถิ่นรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทยและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เน้นเผยแพร่คุณค่าสาระของวัฒนธรรมอันดีงาม ร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม ให้แต่ละครอบครัวใช้กระทงร่วมกัน 1 กระทง สร้างจิตสำนึกรักษาความสะอาดให้แหล่งน้ำหลังจากจัดกิจกรรม “กิจกรรมที่จะจัดให้คำนึงถึงความสอดคล้องต่อการที่ประเทศไทยเตรียมเสนอประเพณีลอยกระทง เป็นรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก ซึ่งจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ให้ความเห็นชอบ ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2567 เนื่องด้วยประเพณีลอยกระทงเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของคนไทยมายาวนาน สะท้อนวิถีชีวิตของคนไทยที่มีความผูกพันกับน้ำอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานริมน้ำ การใช้น้ำในการทำเกษตรและอุปโภคบริโภคประจำวัน ใช้เป็นเส้นทางสัญจรและเป็นพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน”นายโกวิท กล่าว 

นายโกวิท กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จากการศึกษาประเพณีลอยกระทงในเชิงลึกพบว่า เป็นประเพณีที่บ่งบอกวิถีชีวิตคนไทยในหลายมิติ ได้แก่ -ด้านการเกษตร โดยในเดือน 12 ของทุกปีเป็นช่วงเวลาน้ำมาก ชาวนารอเก็บเกี่ยวผลผลิต ลอยกระทงจึงเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้  -ด้านสังคม ประเพณีลอยกระทงทำให้มีการรวมตัวของผู้คน ร่วมแรงร่วมใจทำกิจกรรมตามความเชื่อและศาสนา ก่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี  -ด้านศาสนา เป็นการสร้างจิตสำนึกในการแทนคุณ บำเพ็ญกุศลทำความดีให้จิตใจเบิกบาน  -ด้านวัฒนธรรม สะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ขนบธรรมเนียมประเพณี คติความเชื่อ และนิทานเรื่องเล่า  -ด้านศิลปกรรม เกิดการคิดค้นประดิษฐ์กระทงในรูปแบบต่าง ๆ ด้วยภูมิปัญญางานดอกไม้ ใบตอง เครื่องหอม และเกิดงานสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ เช่น กระทงรักษาสิ่งแวดล้อมย่อยสลายง่าย อีกด้วย

ด้านนายสุรพล เศวตเศรนี ประธานการจัดงาน River Festival 2o23 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย กล่าวว่า งาน Bangkok River Festival 2o23 จัดขึ้นเป็นปีที่ 9 แล้ว มีกำหนดการจัดงานในระหว่างวันที่ 25 – 27 พฤศจิกายน 2566 ภายใต้แนวคิด “ลำนำ วันเพ็ญ” เน้นหลัก ESG รักษาสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนในทุกมิติ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนใกล้เคียงพื้นที่จัดงาน จัด ณ 1o ท่าน้ำสำคัญทางประวัติศาสตร์ในกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร / วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร / วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร / วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร / วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร / ท่ามหาราช / ท่ายอดพิมาน / เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ / สุขสยาม ณ ไอคอนสยาม และ ล้ง 1919 และต่างจังหวัดจัด ณ บริเวณถนนรถแก้ว จังหวัดลำพูน ในชื่องาน “Lamphun River Festival 2023” ที่นักท่องเที่ยวจะได้ไหว้พระ ทำบุญ ร่วมกิจกรรมลอยกระทงรักษ์โลก ชมการแสดงทางวัฒนธรรม และดนตรีหลากหลาย ในบรรยากาศความงดงามของสายน้ำยามค่ำคืน ร่วมอุดหนุนสินค้าและเมนูอาหารอันเลื่องชื่อของชุมชน ถือเป็นการสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ในการผลักดัน Soft Power ความเป็นไทยและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อีกด้วย

ในส่วนผู้สนับสนุนการจัดงาน Bangkok River Festival 2023 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย นางอาทินันท์  พีชานนท์ รองประธานกรรมการบริหารบริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า งาน “ลอยกระทง สายน้ำแห่งวัฒนธรรม” ในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือกับวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร กระทรวงวัฒนธรรม และบริษัท ไทยเบฟฯ จัดงานเพื่อสืบสานประเพณีทรงคุณค่าที่เป็นอัตลักษณ์ของไทย ให้อยู่คู่สังคมไทย พร้อมสร้างการตระหนักรู้ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมโลก ปีนี้ได้สร้างสรรค์พื้นที่บริเวณ “ลานอรุณ” เป็นลานแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ในรูปแบบของจิตรกรรม การแสดงดนตรีไทย และนาฏศิลป์ไทย โดยได้เชิญ อาจารย์สมเถา สุจริตกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี 2565 มานำเสนอผลงานเพลงที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษเพื่องานลอยกระทงครั้งนี้ บรรเลงโดยวงออเคสตร้า 35 ชิ้นดนตรี ในแบบเพลงร่วมสมัย นอกจากนี้ ยังพร้อมให้การสนับสนุนและงานเทศกาลและประเพณีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ เทศกาลปีใหม่ และสงกรานต์ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมไทยอันเป็นเอกลักษณ์ และผลักดันให้เป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ในการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย Soft Power ไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกและยั่งยืนสืบไป

ทั้งนี้ จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว เข้าร่วมกิจกรรมประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2566 ในงาน “ลอยกระทง สายน้ำแห่งวัฒนธรรม Loy Krathong : River of Culture” วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2566 ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร และในจังหวัดต่าง ๆ ที่จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริม สืบสานประเพณีวัฒนธรรมไทยให้ยั่งยืน สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.culture.go.th หรือ เฟสบุ๊กกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ สายด่วนวัฒนธรรม 1765
 

‘กัน จอมพลัง’พานักเรียนพร้อมแม่ ร้องศธ. เหตุรุ่นพี่บังคับฉีดอวัยวะเพศจนเน่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769175

'กัน จอมพลัง'พานักเรียนพร้อมแม่ ร้องศธ. เหตุรุ่นพี่บังคับฉีดอวัยวะเพศจนเน่า

‘กัน จอมพลัง’พานักเรียนพร้อมแม่ ร้องศธ. เหตุรุ่นพี่บังคับฉีดอวัยวะเพศจนเน่า

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 16.22 น.

“กัน จอมพลัง” พานร.พร้อมแม่ ร้องศธ.เหตุรุ่นพี่บังคับฉีดอวัยวะเพศเน่า ด้านสพฐ.สั่งสพม.นครศรีธรรมราชตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงไม่เกิน7 วันรู้ผล 

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 กัน จอมพลัง หรือนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ ได้พา ดช.เอ (นามสมมติ) อายุ 15 ปี ที่ถูกรุ่นพี่ชั้น ม.4 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช แกล้งบังคับฉีดขอเหลวเข้าที่อวัยวะเพศ จนเน่สปริแตกเกือบขาดสองท่อน  มาพร้อมมารดา เพื่อมาร้องขอความเป็นธรรมจาก พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)ให้ช่วยเหลือเรื่องการย้ายโรงเรียน และให้ลงโทษรุ่นพี่ และครูที่ไม่ช่วยแก้ไขปัญหาทั้งที่เรื่องเกิดขึ้นมาหลายเดือนแล้ว โดยมีนายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. ได้รับมอบหมายให้รับเรื่องแทน 

โดย กัน จอมพลัง กล่าวว่า ตนได้ช่วยเหลือในด้านการรักษาพยาบาลเนื่องจากแผลติดเชื้อรุนแรงอัตรายถึงเสียชีวิตได้ ทางโรงพยายบาลเลอลักษณ์จึงรักษาให้ฟรีจนกว่าจะหาย ตนจึงหมดความกังวลใจ ซึ่งตนมีความกังวลใจเรื่องความเป็นธรรมเรื่องการเรียนของ ดช.เอ เนื่องจากที่ผ่านมาแม่ของ ดช.เอได้ไปข้อความช่วยเหลือกับทางโรงเรียน เพราะเหตุเกิดขึ้นในโรงเรียน ทางโรงเรียนก็ให้กระเช้ากับเงิน 1 พันบาท ตนมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่พร้อม และในโรงเรียนมีการปล่อยคริปภาพของน้องถือเป็นการอนาจารทำให้เด็กเกิดความอับอายเรียนที่เดิมไม่ได้ จึงมาขอให้ทางรมว.ศึกษาธิการ ให้ช่วยเหลือหาที่เรียนใหม่ให้กับดช.เอ และฝากตรวจสอบครูที่บอกว่าถ้าดช.เอ ไปแจ้งความก็จะเรียนที่เดิมไม่ได้ เท่ากับเด็กไม่มีสิทธิ์เรียกร้องความเป็นธรรมหรือ ทางโรงเรียนห่วงชื่อเสียโรงเรียนกับสุขภาพเด็กห่วงอะไรมากกว่ากัน ครูควรจะปกป้องเด็ก และเรื่องเกิดขึ้นมากว่า 3 เดือนทำไมโรงเรียนไม่แจ้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯให้ทราบเรื่อง ทางโรงเรียนควรห่วงเด็กมากกว่าชื่อเสียงโรงเรียน 

นายพัฒนะ กล่าวว่า สำหรับเรื่องการย้ายโรงเรียน ตนก็จะสอบถามผู้ปกครองและนักเรียนว่าสะดวกย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนใด ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราชกำลังหาที่เรียนให้แล้วทั้งดช.เอ และน้อง ไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องครูที่ข่มขู่ ดช.เอ นั้น ในวันนี้(14 พ.ย.2566)ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ได้ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงแล้ว และจะหาข้อสรุปให้เสร็จโดยเร็วที่สุดอาจจะไม่ถึง 7 วันก็จะทราบผล เพราะเรื่องไม่ได้สลับซับซ้อน ว่ามีใครบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ใครข่มขู่เด็ก และมีความผิด หรือมีความบกพร่องในหน้าที่บ้าง ก็จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ร่วนรุ่นพี่ก็จะมีระเบียบว่าด้วยการลงโทษนักเรียนอยู่แล้ว ก็ต้องไปสืบข้อเท็จจริงว่ามีการบังคับข่มขู่รุ่นน้อง หรือมีการยินยอมอย่างไร ก็ต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง ส่วนเรื่องทางคดีอาญาก็ต้องแยกไปอีกเรื่องหนึ่ง           

ด้านนางจุฑามาศ แม่ผู้เสียหาย กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้ไปถามคุุณครูถึงเหตุที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ในวันนั้นคุณครูเงียบไปพักหนึ่ง แล้วบอกกับแม่ว่า ถ้าแม้เด็กไปแจ้งความบันทึกประจำวันหรือไปแจ้งความ เด็กชายเอ ก็จะไม่ได้เรียนที่เดิม เพราะมีปัญหากับรุ่นพี่ พูดเสร็จก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่ให้เหตุผลอะไรอีก หลังเกิดเหตุทางโรงเรียนได้ให้กระเช้าและเงิน 1 พันทบาท และไปเยี่ยม 1 ครั้งก็ไม่ได้ไปเยี่ยมอีกเลย 

“แม่รู้สึกเสียใจ เคลียดมากไม่รู้จะไปพึ่งใคร ลูกก็ต้องผ่าตัด บ้านก็ต้องเช่า ทำงานก็เคลียด ลูกผ่าตัดไป 2 ครั้งเพราะแผลมีหนองไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้ว จึงหาคุณกันซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้าย ก็อยากให้เคสนี้เป็นเคสสุดท้าย อย่าเกิดกับลูกใครอีกเลย จึงอยากให้ทางกระทรวงฯหาที่เรียนใหม่ให้กับลูกทั้งสองคน เพราะลูกคนเล็กก็เรียนที่เดียวกับดช.เอ เพราะเขาอายเพื่อนในโรงเรียน”

ขณะที่ ดช.เอ กล่าวว่า เหตุเกิดวันที่ 1 ส.ค.2566 ในวันเกิดเหตุ ตนเดินไปเข้าห้องน้ำทำธุระเสร็จตนก็เดินออกมา แต่มีรุ้นพี่มาดึงข้อมือตนกลับเข้าไปในห้องน้ำอีกแล้วสั่งให้ตนนั่นในห้องน้ำแล้วรุ่นพี่ก็เอายาใส่ช้อนแล้วเอาไฟแช็กรนและเอาไซลิ้งค์ฉีดใส่อวัยวะเพศ และขู่ตนว่าถ้าเสียงดังจะเอาเข็มแทงให้ตาย ตอนนั้นตนรู้สึกกลัวเข็มมากจึงไม่กล้าขัดขืน ก็มีรุ่นพี่หนึ่งคนช่วยห้าม แต่ตอนนี้ไปเข้าข้างรุ่นพี่ด้วยกันแล้ว  ซึ่งในวันเกิดเหตุมีรุ่นพี่อยู่ในที่เกิดเหตุ 2-3 คน ส่วนตนไปเข้าห้องน้ำคนเดียว