ปลัดมหาดไทยเยี่ยมชมสวนเกษตร ดร.สมหมาย วันสอน พร้อมยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745771

ปลัดมหาดไทยเยี่ยมชมสวนเกษตร ดร.สมหมาย วันสอน พร้อมยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบของโลก

ปลัดมหาดไทยเยี่ยมชมสวนเกษตร ดร.สมหมาย วันสอน พร้อมยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบของโลก

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 18.50 น.

ปลัดมหาดไทยเยี่ยมชมสวนเกษตร ดร.สมหมาย วันสอน พร้อมยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบของโลก และเตรียมเชิดชูเกียรติด้วยการขยายผลตัวอย่างความสำเร็จของการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

วันที่ 24 กรกฏาคม 2566 เวลา 13.00 น. ที่สวนเกษตร ดร.สมหมาย วันสอน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายประสพโชค อยู่สำราญ นายธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ ดร.ศิริมาเมธ์วดี ศิรธนิตรา ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารการจัดการศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นางสาวสิริมา วัฒโน ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายเอกวิทย์ มีเพียร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายวสันต์ สุภาภา รองอธิบดีกรมที่ดิน นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายอิทธิพงศ์ ตันมณี หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมโยธาธิการและผังเมือง ร่วมเยี่ยมชมสวนเกษตร ดร.สมหมาย วันสอน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สมหมาย วันสอน และ ดร.เพ็ญศรี วันสอน และคณะ ให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยนายสำรวย เกษกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นางมัลลิกา เกษกุล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดศรีสะเกษ นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต นายนพ พงศ์ ผลาดิศัย นางสาวชนมณัฐ รอดบุญธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ นายวิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมลงพื้นที่ด้วย

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รับมอบเกียรติบัตรคนดีของแผ่นดินจาก ดร.สมหมาย วันสอน ประธานมูลนิธิบัณฑิตคืนถิ่น และเยี่ยมชมพื้นที่ปลูกป่าในเนื้อที่ดินกว่า 200 ไร่ ที่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด อาทิ ทุเรียนภูเขาไฟ ไม้ยางพารา ลำไย มะขาม มะไฟ ส้มโอ ขนุน พะยูง มะค่า ยางนา กฤษณา สัก ตะเคียน ที่ถือเป็นต้นแบบของเกษตรกรผู้ปลูกป่าที่มีการสอดแทรกแนวคิดการทำเกษตรที่แตกต่าง พร้อมเพิ่มมูลค่าที่เหมาะกับการศึกษา การทำเกษตรกับธรรมชาติ และปรัชญาชีวิตการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง อยู่แบบพึ่งพิงธรรมชาติอย่างลงตัว พร้อมทั้งร่วมปลูกต้นมหาดไทย (ต้นมะหาด) ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ผลกินได้ มีรสหวานอมเปรี้ยว ใบ ยอด ดอก และเปลือก มีสรรพคุณทางยา เป็นยาขับพยาธิตัวตืดและพยาธิไส้เดือน หรือใช้ละลายน้ำ ทาแก้ผื่นคัน แก่นไม้เนื้อดี โตเร็ว นำไปสู่การผลิตข้าวของเครื่องใช้ 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณท่าน ดร.สมหมาย วันสอน และ ดร.เพ็ญศรี วันสอน ที่ให้โอกาสชาวมหาดไทยได้มาเป็นลูกศิษย์ เพราะสิ่งที่ท่านเป็น “ครู” นี้ ช่วยต่ออายุให้โลกใบเดียวของเราที่มีอยู่ให้มีอายุยืนยาว ด้วยการเดินตามรอยพระบาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีความมุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระ ดั่งพระราชเสาวนีย์ที่ได้พระราชทานไว้ว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” ด้วยการเสด็จพระราชดำเนินทรงงานเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ขึ้นเขาลงห้วย ทำให้ประชาชนได้ร่วมกันปลูกป่า ได้เล็งเห็นถึงคุณค่าของป่าไม้ ซึ่งอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน ได้ลุกขึ้นมาปิดทองหลังพระจนทองล้นไปถึงหน้าพระ นั่นคือการปลูกป่าไม้ในพื้นที่ขนาดใหญ่ ด้วยเวลาถึง 34 ปี จากป่าไม้ที่ใหญ่ กลายเป็นป่าไม้ที่ใหญ่มาก 200-300 ไร่

“ในวันนี้คณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยมีความตั้งใจที่จะมาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมการปกครอง และกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชน ในมิติต่าง ๆ ทั้งมิติด้านการปกครอง การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกมิติ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ รวมไปถึงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่เป็นหุ้นส่วนสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็ได้ส่งเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเสริมสร้างศักยภาพของเด็ก เยาวชน และประชาชน ด้วยการร่วมสมัครเป็นอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก พ.ศ. 2561 ซึ่ง อปท.สามารถจัดสรรงบประมาณในการศึกษา ฝึกอบรม สนับสนุนกิจกรรมทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ทั้งต้นไม้ ขยะ น้ำ อากาศ ผ่านกลไกอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก และกรมโยธาธิการและผังเมือง ที่เป็นหน่วยรับผิดชอบด้านการจัดทำผังเมืองของประเทศ และล่าสุดเป็นผู้รับผิดชอบการจัดทำ “ผังภูมิสังคมเพื่อการบริหารจัดการน้ำในหมู่บ้าน/ชุมชนแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน (Geo – Social Map)” ซึ่งขณะนี้ทำครบ 76 จังหวัดและจะได้เผยแพร่สร้างการรับรู้ให้กับภาคีเครือข่ายได้รับทราบและนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นการน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยเมื่อประชาชนมีความสุข ประเทศชาติก็จะเกิดความมั่นคง” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังได้กล่าวอีกว่า ดร.สมหมาย วันสอน และ ดร.เพ็ญศรี วันสอน นอกจากท่านเป็นครูสอนการปลูกป่าด้วยการทำให้เห็น ให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว ท่านยังเป็นครูที่สอนให้เราเป็นคนมีจิตอาสา นับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 34 ปีที่ทุ่มเทเป็นต้นแบบ ซึ่งท่านไม่ได้เป็นเพียงคนดีของจังหวัดศรีสะเกษ ไม่ได้เป็นเพียงคนดีของประเทศไทย แต่ท่านเป็นคนดีของโลก ที่หน่วยงานทั่วโลกเขาชื่นชมยกย่อง และมอบรางวัลประเภทต่าง ๆ 

“เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติท่าน ดร.สมหมาย วันสอน “ด้วยการกระทำ” กระทรวงมหาดไทย ขอนำสิ่งที่ท่านได้ทำเป็นต้นแบบ ไปขยายผลให้ทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่ ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล โดยขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และท่านประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดศรีสะเกษ ได้นำผลสำเร็จนี้ ทำให้ทุกส่วนราชการ ทุกอำเภอ ภายใต้การนำของท่านนายอำเภอ และหัวหน้าส่วนราชการทุกสังกัด ดำเนินการ 1) ให้ทุกหมู่บ้านค้นหาต้นไม้ต้นใหญ่ที่สุดของหมู่บ้านแล้วขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ไว้ 2) ค้นหาพื้นที่ในการปลูกต้นไม้ที่มีอายุร้อย ๆ ปี ตามพระราชดำริ ป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง (ป่า 5 ระดับ) 3) สร้างสรรค์ให้สถานที่ที่เป็นที่ทำงานของชาวมหาดไทย ทั้งศาลากลาง ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อปท. ด้วยการปลูกต้นไม้ที่มีไม้อายุยืนยาว เช่น ลำดวน มะหาด ยางนา ยางกราด (สะแบง) จำนวนต้นตามความเหมาะสม และน้อมนำโครงการอนุรักษ์พันธุ์พืชอันเนื่องจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) มาประยุกต์ เพื่อให้ต้นไม้ที่มีอยู่กลายเป็นโรงเรียนด้านพฤกษศาสตร์ รวมถึงนำโครงการ 1 อปท. 1 สวนสมุนไพรมาขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง และ 4) ให้สำนักนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้นำต้นแบบสิ่งที่ดีนี้ ขยายผลไปยังท่านผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดได้ทำไปพร้อมกับจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อให้เกิดพลังที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า มหาวิทยาลัยป่าไม้แห่งนี้ได้บูรณาการงานบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชนได้ ซึ่งสามารถน้อมนำพระดำริเรื่อง Sustainable Fashion ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในด้านการย้อมสีธรรมชาติ มาประยุกต์ในการปลูกต้นไม้ให้สีธรรมชาติ เป็นป่าไม้สีธรรมชาติ นอกจากนี้ ในเรื่อง “บัณฑิตคืนถิ่น” ยังสอดคล้องกับพระราชเสาวนีย์ ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในเรื่อง “คลังสมองของแผ่นดิน” และพระราชดำรัสของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงตรัสไว้ว่า “เราจะเกษียณอายุราชการได้ แต่อย่าได้เกษียณจากการทำประโยชน์ให้กับสังคมและส่วนรวมตามกำลังที่มี” เพื่อทำให้จังหวัดศรีสะเกษเป็นมหานครแห่งความยั่งยืนด้วยการนำของภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมมูลนิธิบัณฑิตคืนถิ่นตลอดไป

ดร.สมหมาย วันสอน กล่าวว่า ตนมีแนวคิดว่า “คนรุ่นเราต้องนำป่ากลับคืนสู่แผ่นดิน” และเมื่อสมัยเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยมหิดลนั้นก็ได้มีโอกาสรับพระราชทานทุนภูมิพลจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทำให้เป็นแรงบันดาลใจในการที่จะต้องเพิ่มพูนความคิดให้มากยิ่งขึ้น และยิ่งเมื่อได้ยินส่วนหนึ่งของเนื้อเพลงที่ว่า “…แผ่นดินแล้ง พ่อต้องปลูกต้นไม้ไว้ให้เรา…” ก็เกิดคำถามในใจว่า ทำไมเราไม่ปลูกต้นไม้ให้พ่อบ้าง เราต้องปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน

“ผมเริ่มทำเกษตรเมื่อปี 2532 ในรูปแบบ Weekend เพราะในช่วงเวลานั้นตนยังเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล จึงต้องใช้วันเสาร์-อาทิตย์ ปลูกทุกเมื่อ ทุกเวลาที่อยากปลูก โดยเย็นวันศุกร์นั่งรถกลับมา วันเสาร์ปลูก และเย็นวันอาทิตย์กลับกรุงเทพฯ ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย 33 ปี แต่เป็นเกษตรกร 34 ปี โดยเป้าหมายของการมาทำการเกษตร ไม่ใช่เพื่อร่ำรวย แต่ต้องการหาคำตอบให้พ่อแม่พี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะผู้ที่เป็นหนี้สิน และได้จัดทำโครงการบัณฑิตคืนถิ่นคู่กันไป เพราะศรีสะเกษบ้านเรา มีคนเก่ง แต่ทิ้งถิ่นไปหมด ดังนั้น “ถ้าทรัพยากรมนุษย์คือกำลังสำคัญของการพัฒนา คนเหล่านี้แหละคือกำลังสำคัญ เป็นกำลัง เป็นสมอง เป็นสองมือให้ท้องถิ่น ไม่ใช่ไปอยู่ที่โรงงาน ไปเป็นลูกจ้างเขา” จังหวัดศรีสะเกษมีพื้นที่กว่า 8,800 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก แต่เราไม่มีสมองและสองมือ เพราะเราทิ้งถิ่นไปหมด ผมจึงริเริ่มการเป็นบัณฑิตคืนถิ่น กลับมาพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน” ดร.สมหมายฯ กล่าว

ดร.สมหมายฯ กล่าวต่ออีกว่า ดินที่ศรีสะเกษเป็นดินที่สมบูรณ์ เพราะได้อิทธิพลจากภูเขาไฟเดิม ทำให้มีสิ่งดี ๆ คือ 1) ดินดี 2) น้ำดี (น้ำฝนและน้ำใต้ดิน) 3) ผลผลิตดี โดยพื้นที่ในบริเวณศูนย์เรียนรู้นี้ แต่เดิมเป็นพื้นที่ว่าง เกษตรกรนิยมปลูกพืชล้มลุก จำพวกข้าวโพด มันสำปะหลัง ฟัก แฟง คนจึงมาให้ความรู้และเปลี่ยนเป็นเกษตรยืนต้น เพราะได้ให้แนวคิดว่า พืชล้มลุกไม่เป็นไร แต่คนปลูกจะล้มไม่ลุก จึงเปลี่ยนเป็นการเกษตรพืชยืนต้น 100% มีไม้ผล ไม้ยางพารา ไม้เศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งตนขอชื่นชมแนวความคิดของท่านสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ได้กล่าวไว้ว่า “ในการที่เราจะเปลี่ยนคน เราต้องทำให้ดู เมื่อเราทำให้ดู เขาก็จะทำตาม” เช่น ตัว A ที่ท่านว่า คือ Agent ที่นี่ก็มีเกษตรกร มีผู้นำท้องถิ่น และมีคนมาศึกษาดูงานอบรมปีนึง 3-4 พันคน  และที่นี่ก็เป็นศูนย์แก้จน ทุกคนที่ยากจนเราจะช่วย ส่งเสริมให้เขามีแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพ อาทิ ทำนา 1 ไร่ได้ 1 ตัน ปลูกข้าว 1 กอให้แตก 50 รวง ส่งเสริมให้เขามีงาน มีอาชีพ มีรายได้ สามารถดูแลตนเองให้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และอีกประการหนึ่งคือการปลูกไม้ยืนต้นจำนวนมากก็จะส่งผลให้เกิดคาร์บอนเครดิตเพื่อที่จะส่งเสริมการแก้ไขปัญหาโลกร้อนอีกด้วย

ด้าน ดร.เพ็ญศรี วันสอน กล่าวว่า 35 ปีที่ผืนดินบริเวณนี้ที่ ดร.สมหมาย พยายามสร้าง ตอนนี้ต้นไม้เราโตมาก และเครือข่ายก็ขยายส่งไปเรื่อย ๆ 35 ปีเราส่งต่อความรัก ความผูกพันต่อป่า ต่อมาตุภูมิ ผ่านบัณฑิตคืนถิ่นและคนที่มาเยี่ยมชม ดูงาน เหนือสุดจรดใต้สุด ตะวันตกจรดตะวันออก รวมถึงในต่างประเทศ ขอเรียนว่าเป็น 35 ปีที่ไม่เคยมีวันหยุด ไม่เคยมีวันท้อ เราต้องการส่งต่ออุดมการณ์ความรักผืนป่า เพราะทุกวันนี้พิสูจน์แล้วว่า ป่าให้อะไรกับเรามาก และถึงเวลาที่เราจะต้องให้อะไรคืนสู่ป่า

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ หมายกำหนดการ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา กรกฎาคม พ.ศ. 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745668

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ หมายกำหนดการ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา กรกฎาคม พ.ศ. 2566

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ หมายกำหนดการ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา กรกฎาคม พ.ศ. 2566

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 14.58 น.

วันที่ 24 กรกฎาคม 2566 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ หมายกำหนดการ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา กรกฎาคม พุทธศักราช 2566 มีใจความว่า เลขาธิการพระราชวัง รับพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ สั่งว่า การพระราชพิธีศุภมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช 2566 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดดังรายการต่อไปนี้

วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม 2566 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตไปยังพระบรมมหาราชวัง เข้าทางประตูศักดิ์ไชยสิทธิ์ ประตูราชสำราญ รถยนต์พระที่นั่งเทียบที่ประตูกำแพงแก้วพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ด้านตะวันออก

เวลา 10 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยทางพระทวารเทวราชมเหศวร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ บนพระราชบัลลังก์ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร

เจ้าพนักงานรัวกรับและเปิดพระวิสูตร เจ้าพนักงานชูพุ่มดอกไม้ทองให้สัญญาณ ชาวพนักงานประโคมกระทั่งแตร มโหระทึก กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ขณะนั้นทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติ ฝ่ายละ 21 นัด

สมเด็จพระนางจ้าฯ พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ครั้นสุดเสียงประโคมแล้ว สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล ตามลำดับ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสตอบ จบแล้ว เจ้าพนักงานรัวกรับและปิดพระวิสูตร เจ้าพนักงานชูพุ่มดอกไม้ทองให้สัญญาณ ชาวพนักงานประโคมเช่นเวลาเสด็จออก กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณทางพระทวารเทวราชมเหศวรไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

เวลาบ่าย เจ้าพนักงานเตรียมการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลที่พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งตู้เทียนเท่าพระองค์ เทียนพระมหามงคล บัตรเทวดานพเคราะห์และเครื่องนมัสการไว้พร้อม

ส่วนที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร รัชกาลที่ 9 พระกรัณฑ์ดวงพระบรมราชสมภพประดิษฐานบนพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร และตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระพุทธรูป เทวรูปองค์อภิบาลและองค์แทรกพระชนมพรรษา พร้อมด้วยตู้เทียนเท่าพระองค์ เทียนพระมหามงคลและเครื่องนมัสการไว้พร้อม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมมหาราชวัง

เวลา 17 นาฬิกา รถยนต์พระที่นั่งเทียบที่ประตูเกยหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เสด็จพระราชดำเนินไปยังชานหน้าพระอุโบสถ บรรพชิตญวนและจีนถวายพระพร แล้วเสด็จเข้าพระอุโบสถ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนพระมหามคล เทียนเท่าพระองค์ แล้วทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ พระพุทธเลิศหล้านภาไลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนที่โต๊ะหน้าอาสน์สงฆ์ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ นวัคคหายุสมธัมม์ ทรงจุดเทียนที่บัตรเทวดานพเคราะห์ โหรหลวงบูชาเทวดานพเคราะห์ เสด็จลงชานหน้าพระอุโบสถ พระราชทานราชสังคหวัตถุแก่ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้สูงอายุฝ่ายหน้า-ฝ่ายใน แล้วเสด็จฯ ไปประทับรถยนต์พระที่นั่งที่ประตูเกยหลัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปเทียบที่หน้าพระทวารเทเวศรรักษา เสด็จเข้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์ กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการสถาปนาสมณศักดิ์ จบแล้ว พระสงฆ์ 10 รูป เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย แตร ดุริยางค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนหิรัญบัฏ สัญญาบัตร พัดยศ ผ้าไตร แด่พระสงฆ์ซึ่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ใหม่ตามลำดับ

พระสงฆ์ที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ถวายอนุโมทนา สมเด็จพระราชาคณะ ถวายอดิเรก เจ้าหน้าที่กรมการศาสนานิมนต์พระสงฆ์ 72 รูป ที่จะเจริญพระพุทธมนต์การพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาเข้านั่งอาสน์สงฆ์ในพระที่นั่งแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนพระมหามงคล เทียนเท่าพระองค์และธูปเทียนบูชาพระพุทธรูป เทวรูปองค์อภิบาลและองค์แทรกพระชนมพรรษาแล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร รัซกาลที่ 9 ทรงศีล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์การพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ระหว่างพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณทางพระทวารเทวราชมเหศวร ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระสยามเทวาธิราชแล้ว เสด็จลงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้ว ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรถยนต์พระที่นั่งที่พระทวารเทเวศรรักษา เสด็จพระราชดำเนินกลับ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

ในวันนี้ตั้งแต่เวลา 8 นาฬิกา ถึงเวลา 12 นาฬิกา สำนักพระราชวัง ได้จัดที่สำหรับลงพระนามและลงนามถวายพระพรไว้ที่ในพระบรมหาราชวัง

อนึ่ง เนื่องในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการและประชาชน เข้าถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชที่ปราสาทพระเทพบิดร ตั้งแต่เวลา 8 นาฬิกา ถึง 17 นาฬิกา

วันเสาร์ที่ 29 กรกฎาคม 2566 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตไปยังพระบรมมหาราชวัง เข้าทางประตูศักดิ์ไชยสิทธิ์ ประตูราชสำราญ รถยนต์พระที่นั่งเทียบที่ประตูกำแพงแก้ว พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ด้านตะวันออก

เวลา 10 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระสยามเทวาธิราช แล้วเสด็จลงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยทางพระทวารเทวราชมเหศวร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูป เทวรูปองค์อภิบาลและองค์แทรกพระชนมพรรษาแล้ว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร รัชกาลที่ 9

พระสงฆ์ถวายพรพระจบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนปิ่นโตภัตตาหารแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นอกนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศ์องคมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ประเคนตามลำดับแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ถวายศีลและถวายพระธรรมเทศนามงคลวิเศษกัณฑ์ 1 จบแล้ว พระสงฆ์ถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์แล้ว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมแด่สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะเจ้าคณะรองและพระราชาคณะ พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรถยนต์พระที่นั่งที่พระทวารเทเวศรรักษา เสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต

เจ้าพนักงานตั้งบายศรี แก้ว ทอง เงิน เวียนเทียนสมโภชดวงพระบรมราชสมภพ

อ่านหมายกำหนดการฉบับเต็ม

กองทุน ววน.เตรียมเปิดรับคำของบประมาณ พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปีแรก’67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745657

กองทุน ววน.เตรียมเปิดรับคำของบประมาณ พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปีแรก’67

กองทุน ววน.เตรียมเปิดรับคำของบประมาณ พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปีแรก’67

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 14.36 น.

กสว.เห็นชอบให้กองทุน ววน. เปิดรับคำของบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เริ่มปีแรกในปีงบ 2567 พร้อมเห็นชอบแนวทางการจัดทำแผนด้าน ววน. ปี 2571-2575 โดยให้ สกสว. เชิญทุกภาคส่วนร่วมให้ความเห็นเพื่อให้เป็นแผนของประเทศอย่างแท้จริง และเน้นเรื่องการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม 

ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีวาระสำคัญ คือ การเห็นชอบขอบเขตและแนวทางการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเปิดรับคำของบประมาณในปีงบประมาณ 2567 โดยจะเป็นปีแรกที่กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เปิดรับคำของบประมาณโครงการดังกล่าว รวมถึงเห็นชอบการจัดทำหลักเกณฑ์การจัดทำคำของบประมาณและการจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งจะต้องมีมิติของการเพิ่มศักยภาพหรือพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับแผนด้าน ววน.ของประเทศ เพื่อให้สามารถยกระดับความสามารถในการผลิตและการบริการ ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และความเป็นอยู่ของสังคม รวมถึงการเพิ่มสมรรถนะในการรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาประเทศ และการต่อยอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศสำหรับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ โดยประธาน กสว. เสนอว่าควรมีผู้แทนของกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตร สาธารณสุข อุตสาหกรรม ร่วมเป็นคณะอนุกรรมการกลั่นกรองคำของบประมาณสำหรับโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย 

ที่ประชุมยังให้ความเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการระยะยาว พ.ศ. 2566-2570 ของกองทุน ววน. ของประเทศ ฉบับทบทวน สำหรับปีงบประมาณ 2567 ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และพันธกิจของกองทุนฯ เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงาน และเป็นเครื่องมือติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนฯ โดยมุ่งหวังที่จะยกระดับศักยภาพและขับเคลื่อนระบบ ววน. อย่างมีส่วนร่วม ส่งมอบงานให้เป็นที่ประจักษ์ได้ตามเป้าหมาย ตอบสนองต่อโจทย์และความท้าทายของบริบทประเทศและบริบทโลก

พร้อมกันนี้ กสว. ได้ให้ความเห็นชอบ (ร่าง) แนวทางการจัดทำแผนด้าน ววน. ของประเทศ พ.ศ. 2571-2575 เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดทำแผนให้สอดคล้องกับแผนระดับประเทศ กรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงระดับโลก รวมถึงตอบสนองบริบทความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของภาคส่วนต่าง ๆ และความต้องการเชิงพื้นที่ นอกจากนี้ยังให้เน้นแผนในส่วนของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ที่ชัดเจนมากขึ้น และแผนด้านการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ต้องชัดขึ้นในแผนฉบับถัดไป ก่อนขออนุมัติต่อที่ประชุม ครม. ในเดือนมิถุนายน 2569 ต่อไป 

ประธาน กสว. ระบุว่า แผนดังกล่าวจะเป็นแผนที่ท้าทายที่จะนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณและการดำเนินงานตามเป้าหมาย จึงขอให้เชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมกันยกร่างแผนด้าน ววน. เพื่อให้เห็นว่าเป็นแผนของประเทศอย่างแท้จริง โดยมีจุดร่วมคือเป้าหมายและกลยุทธ์ในการขับเคลื่อน นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นว่าควรเน้นเรื่องการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยภายใต้แผนงานต่าง ๆ รวมถึงการต่อยอดความสำเร็จ เติมเต็มจุดอ่อนของแผนและประเด็นในรอบนี้

โครงการWorkshopเชิงวิจัย‘Next Leap’ เพื่อผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745482

โครงการWorkshopเชิงวิจัย‘Next Leap’ เพื่อผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

โครงการWorkshopเชิงวิจัย‘Next Leap’ เพื่อผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนทั้งโลกทั้งทางด้านการทำงาน ชีวิตประจำวัน การแพทย์ การศึกษา ธุรกิจต่างๆ และอื่นๆ การปรับตัวให้ทันกับการพัฒนาของเทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็น “ทางทีมวิจัยของ Research Unit in Finance and Sustainability in the Disruption Era ของสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ซึ่งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้คิดริเริ่มโครงการวิจัยเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (Technology Adoption) เพื่อผลักดันและกระตุ้นให้องค์กรต่างๆ ของประเทศไทยเห็นถึงความสำคัญในประเด็นนี้

รศ.ดร.ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ Head of Research Unit in Finance and Sustainability in the Disruption Era สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการวิจัยกล่าวว่า “ในปัจจุบันเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีอุบัติใหม่ (Emerging Technology) ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีอัตโนมัติอย่าง ChatGPT ที่จะเข้ามาปฏิวัติการทำงาน (Revolutionized Work) เทคโนโลยีบล็อกเชนที่จะเข้ามาปฏิวัติความเชื่อที่มีต่อตัวกลาง (Revolutionized the Trusted 3rd Parties)

หรือ เทคโนโลยีโลกเสมือนอย่าง Metaverse ที่จะเข้ามาปฏิวัติการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ (Revolutionized Human Interaction) มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็วมาก โดยองค์กรในเมืองไทยทั้งขนาด ใหญ่ กลาง และเล็ก ต่างก็อยู่ในคลื่นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเหล่านี้ทั้งสิ้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้มีโอกาสสูงที่จะมีผลกระทบมหาศาลต่อองค์กรจำนวนมากในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างเหมาะสมและ “อย่างทันท่วงทีเป็นเรื่องที่มีความท้าทายเป็นอย่างสูง” จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมวิจัยทำวิจัยโครงการนี้

สำหรับจุดเด่นของโครงการนี้ รศ.ดร.ปิยะชาติ กล่าวว่ามีอยู่หลักๆ 2 ประการ โดยประการแรก คือใช้ Action Research แทนการวิจัยแบบเดิมๆ โดย Action Research เป็นการทำการวิจัยที่เน้นการแก้ปัญหาไปพร้อมๆ กันกับการทำการศึกษาวิจัย เป็นการสร้างผลกระทบหรือ Impact ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่การทำวิจัย เขียนตำรา หรือตีพิมพ์ผลงานในวารสารทางวิชาการเพียงอย่างเดียว โดยทีมวิจัยจะเข้าไปร่วมกับองค์กรต่างๆในการช่วยให้องค์กรเหล่านี้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอุบัติใหม่ (หรืออย่างน้อยก็เริ่มต้นกระบวนการ) ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

ประการที่สอง คือโครงการนี้ใช้แนวคิดในการออกแบบกิจกรรมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรที่ได้ประยุกต์ใช้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ที่สามารถสรุปออกมาเป็นตัวย่อ “ACT” หรือ “Assessing” “Co-Creating ” และ “Targeting” โดยองค์ประกอบแรก Assessing จะเป็นการประเมิน (ผ่านแบบสอบถามออนไลน์) เพื่อให้ทราบว่าองค์กรมีระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอยู่ในระดับใดเมื่อเทียบกับองค์กรอื่นๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ซึ่งการประเมินนี้สามารถลงรายละเอียดได้ถึงระดับหน่วยงานหรือระดับบุคลากร โดยในปัจจุบันยังไม่มีฐานข้อมูลที่องค์กรต่างๆ สามารถนำไปเปรียบเทียบเพื่อให้ทราบว่าองค์กรมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอยู่ในระดับใด มากเกินไป (อาจเป็นการสร้างค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น) หรือน้อยเกินไป (อาจทำให้องค์กรขาดความสามารถในการแข่งขัน) หรือไม่ หากจะให้เปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ การประเมินนี้จะคล้ายๆ กับการที่คนเราจะต้องมีการตรวจสุขภาพโดยประจำ

การประเมินนี้อาจเรียกว่าเป็นการ “ตรวจสุขภาพองค์กร” อย่างที่เราทราบกันดีว่าการตรวจสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเรามีสุขภาพดี เพราะการทราบว่ากำลังมีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาในเรื่องใด ย่อมเป็นสาเหตุให้เราเริ่มปรับตัวเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงในด้านนั้นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ย่อมดีกว่าการรักษาภายหลังอย่างแน่นอน ดังนั้นการตรวจสุขภาพองค์กรในด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญในการจูงใจ (จากการเปรียบเทียบการปฏิบัติของผู้อื่นในสังคม หรือ Social Norm) ให้องค์กร หน่วยงาน และบุคลากรเริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างตรงเป้า

องค์ประกอบที่สอง Co-Creating คือการสร้างกิจกรรมให้บุคลากรในองค์กรได้มีส่วนร่วมในการออกแบบการเปลี่ยนแปลงขององค์กรแทนการรับคำสั่งจากผู้บริหารเพียงฝ่ายเดียว โดยในโครงการจะแบ่งบุคลากรออกเป็นกลุ่มๆ โดยแต่ละกลุ่มจะช่วยกันระดมสมองเพื่อเสนอแนวทางหรือโครงการเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กร ในปัจจุบันองค์กรจำนวนมากประสบปัญหาภาวะการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง (Resistant to Change)

อย่างไรก็ดี หากเราอาศัยแนวคิดทางจิตวิทยาที่เรียกว่าMotivational Interviewing จะทำให้เราเข้าใจธรรมชาติที่สำคัญประการหนึ่งว่า คนเราชอบทำในสิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็น “ความคิดของตัวเอง” มากกว่าความคิดของผู้อื่น (แม้ว่าอาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็ตาม) ดังนั้นการสร้างการมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงกับบุคลากรในองค์กรจะช่วยลดปัญหาภาวะการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้องค์กรยังได้รับแนวทางหรือโครงการใหม่ๆ ที่ถูกคิดขึ้นจากบุคลากรที่รู้จักธรรมชาติขององค์กรเป็นอย่างดี

และท้ายที่สุดกระบวนการนี้จะเป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่รับผิดชอบต่อสังคม (Responsible Transformation) เพราะแทนที่องค์กรจะแก้ปัญหาภาวะการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงโดยการปลดบุคลากรที่ต่อต้านออก (ด้วยวิธีหรือเทคนิคใดๆ ก็ตาม) ซึ่งเป็นการผลักภาระและสร้างปัญหาให้กับสังคม องค์กรที่เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วมร่วมจะสามารถช่วยให้บุคลากรเหล่านี้ ที่จริงๆ แล้วอาจจะเป็นทรัพยากรที่มีค่าอย่างมากต่อองค์กรสามารถปรับตัวและอยู่ร่วมพัฒนาองค์กรท่ามกลางคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงไปได้

องค์ประกอบที่สาม Targeting คือการกำหนดเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสมเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ทันท่วงทีและยั่งยืน โดยหลังจากที่บุคลากรได้นำเสนอแนวทางหรือโครงการเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงขององค์กรแล้ว ทางทีมวิจัยจะช่วยให้คำแนะนำในการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดของการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสม พร้อมทั้งร่วมติดตามผลของการเปลี่ยนแปลงโดยต่อเนื่อง

ซึ่งการกำหนดเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงที่ดีจะต้องมองการเปลี่ยนแปลงเสมือน “การเดินทาง” (Journey) ที่ประกอบไปด้วยเป้าหมายแห่งชัยชนะเล็กๆ (Small Wins) ที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงสามารถวัดผลและติดตามผลได้จริง ร่วมทั้งเป็นโอกาสให้บุคลากรได้ร่วมฉลองความสำเร็จแห่งชัยชนะเล็กๆ หลายๆ ครั้ง ซึ่งยิ่งจะเป็นตัวอย่างให้บุคลากรคนอื่นๆ อยากได้รับชัยชนะแบบนี้ด้วย

โดยในปีที่ผ่านมา ทางทีมวิจัยได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในโรงพยาบาล ทางทีมวิจัยได้เข้าไปร่วมมือกับ รพ.ศิริราช และ รพ.รามาธิบดี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ชั้นนำของประเทศ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าโรงพยาบาลเหล่านี้แต่ละวันมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในอนาคตที่ผู้สูงวัยจะเพิ่มขึ้น จำนวนผู้ที่ต้องไปโรงพยาบาลจะมีจำนวนมากขึ้นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันแพทย์ พยาบาล จะมีจำนวนน้อยลง ซึ่งนับว่าเป็นกรณีศึกษาที่ดีที่ทางทีมวิจัยจะเข้าไปเรียนรู้และช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

โดยผู้ที่เข้าร่วมในโครงการมี ผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล เภสัชกร ซึ่งหลังจากที่ผู้เข้าร่วมได้รับรู้ข้อมูลว่าเทคโนโลยีที่สำคัญเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง และกรอบแนวคิดในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้คืออะไร ผู้เข้าร่วมจึงได้ระดมสมองและนำเสนอแนวคิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละองค์กรให้กับผู้บริหารขององค์กรและทีมวิจัยฟัง โดยแนวคิดที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้

เช่น แนวคิดการสร้างแอปพลิเคชั่นที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถทราบสถานะว่าขณะนี้ขั้นตอนการมาพบแพทย์ถึงขั้นตอนไหน ต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการรอพบแพทย์ จ่ายเงิน รอยา ตอนนี้เหลืออีกกี่คิว เหลืออีกกี่นาที เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่จำเป็นต้องมารอหน้าห้องตรวจหรือห้องยาอย่างแออัด หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือแนวคิดการประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้นอย่างมีประสิทธิภาพ หากมีผู้ป่วยที่ต้องพบแพทย์โดยด่วน ก็จะสามารถทำได้รวดเร็วขึ้น

สุดท้ายนี้ รศ.ดร.ปิยะชาติ ได้เสริมว่า โครงการนี้เป็นการทำวิจัยรูปแบบใหม่ ที่นอกจากจะเน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ แล้ว ยังเน้นการสร้างผลกระทบหรือ “Impact” ให้เกิดขึ้นจริง ในขณะนี้ทางทีมวิจัยมีความยินดีที่จะร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ทั้งองค์กรขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก โดยองค์กรที่สนใจเข้าร่วมโครงการนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ce@sasin.edu

สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์

แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘สสว.-มข.’ร่วมจัดทำข้อมูลคู่ค้าต่างชาติ หนุน‘SMEs’ไทยบุกตลาดต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745484

‘สสว.-มข.’ร่วมจัดทำข้อมูลคู่ค้าต่างชาติ  หนุน‘SMEs’ไทยบุกตลาดต่างประเทศ

‘สสว.-มข.’ร่วมจัดทำข้อมูลคู่ค้าต่างชาติ หนุน‘SMEs’ไทยบุกตลาดต่างประเทศ

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จัดพิธีเปิดกิจกรรมเสวนา หัวข้อ “ก้าวให้ทันในวันที่ตลาดเปลี่ยน..กับเซียนยักษ์ใหญ่ 3 แผ่นดิน”ภายใต้กิจกรรมการศึกษาการจัดทำข้อมูลเครือข่ายผู้ให้บริการและรายละเอียดการให้บริการของต่างชาติ เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ โดยดร.วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการสสว. กล่าวว่า สสว. ร่วมกับ คณะเศรษฐศาสตร์ มข. จัดงานครั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลของเครือข่ายพันธมิตรสากล

ซึ่งในปัจจุบัน สสว. ให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)ต่อผลกระทบทั้งทางด้านบวกและด้านลบที่จะเกิดขึ้น เมื่อ SMEs ไทยก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ จากข้อมูลสถานการณ์ SMEs ของไทย พบว่า มีระดับการเข้าสู่สากลน้อยเกินไป ทั้งในแง่ของจำนวน SMEsที่เป็นผู้ส่งออกและมูลค่าการส่งออก จึงมีความจำเป็นต้องส่งเสริมให้ SMEs ที่มีศักยภาพสามารถเข้าไปแข่งขันในตลาดต่างประเทศให้ได้มากขึ้น เพื่อช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

สสว. จึงเล็งเห็นความสำคัญในการดำเนินงานพัฒนาข้อมูลการตลาดต่างประเทศเชิงลึกที่จะช่วยสนับสนุน SMEs ในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ หรือเรียกว่า Market intelligence ที่ครบถ้วน เพื่อให้ SMEs มีข้อมูลด้านสภาพแวดล้อมทางการตลาดของประเทศคู่ค้าที่เพียงพอและเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจวางแผนกลยุทธ์ด้านการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สภาพเศรษฐกิจ ข้อมูลด้านการตลาดเชิงลึก พฤติกรรมผู้บริโภค กฎระเบียบ ข้อบังคับ มาตรฐาน ขั้นตอนการส่งออก หน่วยงานสำคัญ เป็นต้น

ซึ่งจะช่วยให้ SMEs วิเคราะห์ถึงแนวโน้มและการคาดการณ์ความต้องการของตลาดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ดังนั้นสสว. จึงเห็นควรให้ดำเนินกิจกรรมการศึกษาการจัดทำข้อมูลเครือข่ายผู้ให้บริการและรายละเอียดการให้บริการของต่างประเทศ โดยร่วมกับ คณะเศรษฐศาสตร์มข. เพื่อพัฒนาให้มีข้อมูลสนับสนุนการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ (Market intelligence) ของ สสว. และเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการได้อย่างเหมาะสมต่อไปในอนาคต

ดร.วิมลกานต์ กล่าวต่อไปว่าในวันนี้ สสว. ร่วมกับ มข. จัดกิจกรรมงานเสวนาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลของเครือข่ายพันธมิตรสากล โดยที่นอกจากผู้ให้บริการ (Service Desk) จะมีหน้าที่หลักในการให้บริการผู้ประกอบการ SMEs แล้วผู้ให้บริการยังเป็นแหล่งข้อมูลการค้าการลงทุนในตลาดต่างประเทศ เช่น ประเทศจีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ได้ดี เนื่องจากเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงและประกอบกับมีความเชี่ยวชาญที่สามารถวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง และความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศได้เป็นอย่างดี

“และเพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพของเครือข่ายผู้ให้บริการพันธมิตรสากลของไทย ดังกล่าว ในปีนี้ สสว. จึงได้จัดดำเนินทำกิจกรรมเสวนาการเผยแพร่ข้อมูลเครือข่ายผู้ให้บริการพันธมิตรสากลจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ครอบคลุมมิติที่เป็นที่ต้องการของ SMEs ไทย เพื่อมาถ่ายทอดองค์ความรู้และเผยแพร่ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์หรือสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศต่อไปได้” รอง ผอ.สสว.กล่าว

งานครั้งนี้ยังมี ศ.ดร.กัลปพฤกษ์ ผิวทองงาม คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมในพิธี อนึ่ง ภายใต้กิจกรรมดังกล่าว จะมีการจัดงานเสวนาอีกจำนวน 2 ครั้ง ในวันอังคารที่ 29 ส.ค. 2566 เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องกมลมาศ ชั้น 6 โรงแรม เดอะสุโกศล กรุงเทพฯ และวันพฤหัสบดีที่ 31 ส.ค. 2566 เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้อง Glowfish event space ชั้น 2 โรงแรม Ad Lib Khon Kaen อ.เมือง จ.ขอนแก่น ต่อไป

‘ท่องเที่ยวฯDPU’สร้างแรงบันดาลใจเฟรชชี่ ‘เปิดโลก 2.3 M Followers’ต่อยอดอาชีพออนไลน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745486

‘ท่องเที่ยวฯDPU’สร้างแรงบันดาลใจเฟรชชี่  ‘เปิดโลก 2.3 M Followers’ต่อยอดอาชีพออนไลน์

‘ท่องเที่ยวฯDPU’สร้างแรงบันดาลใจเฟรชชี่ ‘เปิดโลก 2.3 M Followers’ต่อยอดอาชีพออนไลน์

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ. หรือ DPU) จัดกิจกรรม “เปิดโลก 2.3 M Followers” พบ “เชฟหยก” Influencer สายอาหารชื่อดังเจ้าของฉายา “เชฟกระทะยักษ์” ที่มีผู้ติดตามถึง 2.3 ล้านคนทาง TikTok มาบอกเล่าประสบการณ์ เติมเต็มไอเดียเตรียมความพร้อมให้แก่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ร่วมงาน เนื่องจากในปัจจุบันการสร้าง content ในสื่อ social นับว่าเป็นพลังด้านบวกให้กับผู้เริ่มต้นประกอบธุรกิจ

นางวสุกานต์ วิศาลสวัสดิ์ คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ. กล่าวว่า คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มุ่งเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและการลงมือปฏิบัติจริง โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญ เชฟ influencer หรือบุคคลที่ประสบความสำเร็จในอาชีพสายท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งเป็นสาขาที่สามารถทำงานได้หลากหลายมาเป็นวิทยากรหรืออาจารย์พิเศษ เพิ่มเติมไอเดียองค์ความรู้ และทักษะต่างๆ ที่มากกว่าการเรียนรู้ในห้องเรียน

“โดยครั้งแรกได้มีการจัดกิจกรรม A day with Chef Kapom @DPU” โดยเชิญ เชฟกะปอม แชมป์จากรายการ Master Chef Thailand Season 2 และ Youtuber ชื่อดังที่มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคนในเวลาเพียง 11 เดือน มาสาธิตการทำอาหารจากพืชผักสวนครัว ได้รับความนิยมสนใจจากนักศึกษาจำนวนมาก จากการจัดกิจกรรมครั้งที่ผ่านมา ได้เห็นการทำอาหารของนักศึกษาที่เน้นทั้งเรื่องรสชาติความอร่อย และหน้าตาของอาหารที่น่ารับประทาน ซึ่งรสชาติและหน้าตาของอาหารเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะในปัจจุบันเมื่อรสชาติอร่อย ถูกปาก หน้าตาดีถูกใจจะช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้บริโภค และทำให้ผู้บริโภคติดใจอาหารและอยากติดตามเชฟมากขึ้น” นางวสุกานต์ กล่าว

คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ. ยังกล่าวอีกว่า การที่นักศึกษาได้รับประสบการณ์จากเชฟผู้เชี่ยวชาญที่ประสบความสำเร็จ หรือ เชฟ influencer ที่ไม่ได้เก่งเฉพาะการทำอาหารแต่ยังเก่งในด้านการตลาด ทำให้เกิดการจุดประกายในการสร้างอาชีพอีกมากมายให้แก่เด็ก และทำให้นักศึกษาได้รู้และเข้าใจว่าการเป็นเชฟที่เก่งต้องประกอบกับอะไรบ้าง ต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ในการนำเสนอและการทำอาหารแข่งกันที่เวลา ที่สำคัญนักศึกษาจะได้รับแรงบันดาลในการประกอบอาชีพเชฟและต่อยอดสู่อาชีพอื่นๆ

สำหรับกิจกรรมเปิดโลก 2.3 M Followers เป็นการจัดกิจกรรมครั้งที่ 2 เพื่อเปิดโอกาสและเตรียมความพร้อมเฟรชชี่ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้มีมุมมอง ไอเดีย เรียนรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์จริง ทำให้นักศึกษาได้เห็นต้นแบบในการเป็นเชฟ ยิ่งในโลกทุกวันนี้ทุกอย่างไปอยู่ในโลกออนไลน์ การเป็นเชฟไม่ได้จำเป็นจะต้องขายตามหน้าร้านเท่านั้น แต่ยังทำให้นักศึกษาได้มีองค์ความรู้หลักการตลาดร่วมด้วย เพื่อทำให้นักศึกษาสามารถทำอาหารและเป็นที่รู้จักแก่คนในสังคม อนึ่ง การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้ร่วมมือกับทางสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และหลายๆ คณะ

เพราะการทำงานคณะเดียวอาจจะได้รับประสบการณ์ด้านเดียว แต่มหาวิทยาลัยมีคณาจารย์ มีรุ่นพี่นักศึกษาจากหลากหลายคณะ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำกิจกรรมร่วมกันโดยเฉพาะนักศึกษาคณะท่องเที่ยวและการโรงแรมที่ต้องมีทักษะรอบด้าน เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และต้องเน้นเรื่องของ service mind และทักษะภาษาที่ 3 ซึ่งจะเปิดภาษาเกาหลีในเร็วๆ นี้ รวมถึงการขายของออนไลน์ ทักษะเหล่านี้ต้องเติมเต็มให้แก่นักศึกษาเพื่อจะได้มีความพร้อมในการทำงาน หรือเป็นผู้ประกอบการขายของทางออนไลน์ได้เอง ลดความเสี่ยงเมื่อธุรกิจปิดตัวลง

ด้าน “เชฟหยก” นายปาฏิหาริย์ กว้างเจริญ เปิดเผยว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาถ่ายทอดความรู้ และสาธิตการทำอาหารฟิวชัน “เมนูผัดไทยหมี่ซั่ว” ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับจีน เนื่องจากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ รับนักศึกษาเข้าเรียนทั้งชาวไทย และชาวจีน จึงเป็นที่มาของเมนูดังกล่าว รวมทั้งเพื่อเป็นประโยชน์แก่น้องๆ นักศึกษา

ซึ่งที่เลือกมาร่วมกิจกรรมกับทางคณะท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ. เพราะต้องการถ่ายทอดองค์ความรู้ หรือเทคนิค ทักษะต่างๆ ที่เรามีแก่น้องๆ นักศึกษาคนรุ่นใหม่ ซึ่งการเรียนรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์อย่างแท้จริงควบคู่กับองค์ความรู้ที่พวกน้องๆได้เรียนมาจะเป็นเสมือนเส้นทางลัด เมื่อเข้ามาสู่อาชีพเชฟจะได้มีทักษะรอบด้าน และมีความโดดเด่น

“การจะอยู่รอดในทุกอาชีพนั้น หากอยู่อันดับต้นๆ ของสายอาชีพก็จะทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น ซึ่งการเป็นเชฟในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากหรือง่าย แต่ตำแหน่งงานน้อยลง อย่างเมื่อก่อนมีการจ้างเชฟครัวจีน 20 กว่าคน แต่ตอนนี้จ้างไม่ถึง 10 คน ดังนั้น การแข่งขันค่อนข้างสูง เชฟต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพราะการทำอาหารมีการเปลี่ยนแปลงตามความนิยมของผู้บริโภค” เชฟหยก กล่าวในตอนท้าย

น้อมนำพระดำริ ‘เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ’ ปลัดมท.สานต่อผ้าบาติก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745265

น้อมนำพระดำริ  ‘เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ’  ปลัดมท.สานต่อผ้าบาติก

น้อมนำพระดำริ ‘เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ’ ปลัดมท.สานต่อผ้าบาติก

วันเสาร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปลัดมหาดไทยจับมือนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เปิดงานพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ผ้าบาติก “บาติกโมเดล” สู่ตลาดสากล ร่วมกันน้อมนำพระดำริ “เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ” มุ่งพัฒนาผู้ผลิตผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อคนไทยมีความมั่นคงด้านเครื่องนุ่งห่มและเป็นผู้นำแฟชั่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดโครงการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ผ้าบาติก“บาติกโมเดล” สู่ตลาดสากล กิจกรรมที่ 3 จัดกิจกรรมทดสอบตลาด การประชาสัมพันธ์ การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์

โดยนายสุทธิพงษ์กล่าวว่า เป็นพระกรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงห่วงใยและทรงมีพระประสงค์อยากเห็นคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทรงมุ่งมั่นแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด” พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระอัยยิกาของพระองค์ท่าน ด้านงานหัตถศิลป์ หัตถกรรมไทย งานผ้าไทย โดยพัฒนาต่อยอดทักษะทางฝีไม้ลายมือ ศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ และเป็น DNA ของคนไทย มาแปรเปลี่ยนเป็นผ้าทอมือ ที่สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างชีวิตที่ดีให้กับประชาชน

“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานโครงการพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” พร้อมทั้งทรงออกแบบลวดลายผ้า และพระราชทานลายผ้าพระราชทาน ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ และผ้าลายพระราชทานผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา และล่าสุดลายผ้าบาติกลายดอกรักราชกัญญา ซึ่งพระองค์ทรง “ต่อยอด” จากพระราชปณิธานของพระอัยยิกา ด้านหัตถกรรมมาแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการ”สืบสาน รักษา” ที่มีต้นเค้าต้นแบบดั้งเดิมของบรรพบุรุษไทย โดยนำความสวยงามของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวมาประดิษฐ์เป็นลวดลายต่างๆ รวมถึงดัดแปลงให้เข้ากับลวดลายดั้งเดิม แสดงให้เห็นถึงน้ำพระทัยอันกว้างขวางยิ่ง ที่ทรงมีต่อศิลปกรรมไทย และทำให้เป็นที่ประจักษ์ว่าพระองค์ทรงชื่นชมชื่นชอบ เมื่อทอดพระเนตรผลงานของพวกเรา ซึ่งเป็นผู้ผลิตผ้าที่ใส่ความคิดสร้างสรรค์และทำผลงานตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรือผู้บริโภคได้ตามอิสระ”ปลัด มท.กล่าว

และว่า ทรงย้ำเตือนสิ่งสำคัญให้พวกเราพึงนำมาใช้อยู่เสมอคือ “สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” ด้วยการสอนให้ผู้ประกอบการตระหนักและคำนึงถึงสารเคมีที่เกิดจากการย้อมผ้า ที่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม จึงทรงพระราชทานพระดำริและทรงสอนให้ใช้สีธรรมชาติมาย้อมผ้า ถ้านึกย้อนไปจะสอดคล้องกับเมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพ ด้วยการทอผ้าไหมผ้าฝ้าย สอนให้ประชาชนที่เดือดร้อนทอผ้า ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างรายได้นอกเหนือจากทำไร่ทำนา ทำเกษตรกร เมื่อหมดฤดูกาลทำเกษตร นับเป็นอีกหนึ่งกุศโลบายที่พระองค์ทรงทำให้ชาวบ้านได้ฝึกฝนพัฒนาทักษะการทอผ้าเพื่อหารายได้มากขึ้น ทำให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

. ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันสามารถพูดได้แล้วว่า เราสำเร็จเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีต่อประชาชนโดยแท้จริง ด้วยพระกรุณาธิคุณ เพราะหลังจากพระองค์ได้พระราชทานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ช่วง 2-3 ปี ส่งผลให้ผู้ประกอบการ ช่างทอผ้า คนทำผ้าทั่วประเทศ มีรายได้รวมกว่า 48,000 ล้านบาท และล่าสุดต้นปีที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” มาผสมกับลายผ้าบาติกของคนใต้ เพิ่มเติมจากลวดลายผ้าบาติกเดิม

ซึ่งหลังลงพื้นที่เยี่ยมเยียนผู้ประกอบการจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะจ.นราธิวาส และปัตตานี ทำให้เราได้พบสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจคือ พวกเราได้เห็น “พระรูป” ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ถูกติดอยู่ที่ฝาผนังตามบ้านของกลุ่มผ้าบาติกต่างๆ

นอกจากนี้ สถานที่เหล่านั้นยังเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยกันฝึกฝนให้คนในกลุ่มได้มีทักษะทอผ้ามีฝีมือดีขึ้น และเมื่อลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบ้านดอนกอย อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ได้น้อมนำพระดำริมาขับเคลื่อนต่อเนื่อง ทั้งช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการคัดแยกขยะ ทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน และการพัฒนาชิ้นงานให้ทันสมัย การนำเอาสิ่งแวดล้อมรอบตัวมาเป็นวัตถุดิบทำเป็นสีย้อมผ้า และที่สำคัญคือ เราเห็นผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย ที่เป็นศิลปินการออกแบบมาร่วมลงพื้นที่ไปให้ความรู้สื่อสารตลอดไปทั่วทุกทิศในพื้นที่ห่างไกล เพื่อสานความฝันของพระองค์ท่านให้เกิดเป็นรูปธรรม ด้วยการโค้ชชิ่ง แนะนำ แนะแนวให้คำปรึกษากับพี่น้องในทุกกลุ่มทอผ้าทุกสาขาอาชีพ และได้เห็นประชาชนทุกคนมีอาชีพมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดียั่งยืน

นายสุทธิพงษ์กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ก่อให้เกิดความดีงามทั้งหลาย คือ การทำความดีต่อประชาชนส่วนรวม ซึ่งส่งผลทำให้ประเทศไทยมีจุดยืนอยู่บนเวทีโลก โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม ทำให้ไทยเป็นประเทศอันดับต้นๆของโลกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องหมู่บ้านยั่งยืน และแฟชั่นยั่งยืน เกี่ยวเนื่องไปถึงคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon footprint) ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่พระองค์ท่าน ทรงเป็นผู้นำขับเคลื่อนอย่างทรงพลัง

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวว่า พวกเราทุกคนน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และจะอัญเชิญมาปกเกล้าฯ เป็นพลังที่ไม่จบสิ้นในการสนองงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้มีความเจริญก้าวหน้า เป็นที่นิยมของผู้คน ก่อให้เกิดรายได้ที่เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น ส่งต่อไปถึงลูกหลานของพวกเรามีคุณภาพชีวิตที่ดี และทำให้สิ่งที่เรียกว่า “ความมั่นคงด้านเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม” ที่เป็น 1 ในปัจจัย 4 ของชีวิตมนุษย์ คงอยู่คู่กับคนไทยตราบนานเท่านาน ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ จะเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญในการนำผ้าไทยก้าวไปสู่สากลและตลาดโลกในอนาคตอันใกล้ อันจะยังผลทำให้พี่น้องประชาชนคนไทย มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

‘ตรีนุช’กำชับ ผอ.รร.มัธยม ใส่ใจความปลอดภัย-เน้นรับฟังเสียงนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745269

'ตรีนุช'กำชับ ผอ.รร.มัธยม ใส่ใจความปลอดภัย-เน้นรับฟังเสียงนักเรียน

‘ตรีนุช’กำชับ ผอ.รร.มัธยม ใส่ใจความปลอดภัย-เน้นรับฟังเสียงนักเรียน

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 20.42 น.

“ตรีนุช”กำชับ ผอ.รร.มัธยม ทั่วประเทศ ใส่ใจความปลอดภัย-เน้นรับฟังเสียงนักเรียนสร้างข้อตกลงร่วมกัน

วันนี้ (21 ก.ค. 66) ที่อิงธาร รีสอร์ท จังหวัดนครนายก  นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มอบนโยบายในการประชุมการขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการศึกษามัธยมศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางในการพัฒนาการจัดการศึกษาสำหรับระดับมัธยมศึกษาให้มีคุณภาพ โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.), นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ., นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ., ผู้บริหารระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) และผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วม

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างต่อเนื่อง โดยการประชุมการขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการศึกษามัธยมศึกษา เป็นพื้นที่ที่ ผอ.สพม. ทุกเขต และ ผอ.รร.มัธยมศึกษา ทั่วประเทศ ได้เพิ่มพูนความรู้และนำไปวางแผนในการพัฒนาสถานศึกษาไปสู่ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ และพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสถานศึกษาในปัจจุบันจะต้องจัดการศึกษาที่สามารถตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน ทั้งนักเรียนในกลุ่มเปราะบางและขาดโอกาสทางการศึกษา จะต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาจากโครงการพาน้องกลับมาเรียน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาที่มีความต้องการหลากหลาย จะต้องออกแบบหลักสูตรให้เหมาะสมกับความต้องการให้ได้

“ความปลอดภัยในสถานศึกษาก็เป็นอีกเรื่องที่เป็นนโยบายสำคัญ โดยเน้นย้ำให้ สพฐ. และโรงเรียนคอยตรวจสภาพความพร้อมของอาคาร สถานที่ และอุปกรณ์ต่างๆ อยู่เสมอและใส่ใจดูแลนักเรียนให้ได้รับความปลอดภัย ทั้งทางร่างกายและจิตใจ หากพบเหตุการณ์ที่นักเรียนไม่ได้รับความปลอดภัยก็ต้องรีบจัดการโดยเร็ว เพื่อทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการเรียนรู้สำหรับนักเรียนมากที่สุด รวมถึงให้เน้นการจัดการศึกษาอย่างมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนผู้เรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา และสถานศึกษา แสดงความคิดเห็นร่วมกันในการกำหนดกติกาต่าง ๆ ในโรงเรียน เช่น ทรงผม เครื่องแบบนักเรียน ฯลฯ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ผ่อนคลายหรือยกเลิกกฎเกณฑ์ เพื่อกระจายอำนาจให้แก่สถานศึกษาและเขตพื้นที่มากขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ขอบคุณ ผอ.สพม. และ ผอ.รร.มัธยมศึกษา ที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานทางการศึกษาในการนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ จนประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ” นางสาวตรีนุช กล่าว

– 006

‘ในหลวง’พระราชทานเลี้ยงอาหารเย็นแก่นักเรียน คณะครู และบุคลากร’วชิราวุธวิทยาลัย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745271

'ในหลวง'พระราชทานเลี้ยงอาหารเย็นแก่นักเรียน คณะครู และบุคลากร'วชิราวุธวิทยาลัย'

‘ในหลวง’พระราชทานเลี้ยงอาหารเย็นแก่นักเรียน คณะครู และบุคลากร’วชิราวุธวิทยาลัย’

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 19.49 น.

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยและให้ความสำคัญกับสุขภาพอนามัยและการโภชนาการที่ดีของเด็ก เยาวชน ตลอดจนประชาชนทุกหมู่เหล่า ให้มีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์แข็งแรง โดยเฉพาะเด็ก และเยาวชน เนื่องจากเป็นวัยที่สำคัญยิ่งต่อการเจริญเติบโต และการวางรากฐานที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต สมควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพที่เหมาะสมทางร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง และมีจิตใจที่ร่าเริงแจ่มใส ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอาหารไปพระราชทานเลี้ยงแก่นักเรียน คณะครูและบุคลากรของวชิราวุธวิทยาลัย ณ วชิราวุธวิทยาลัย เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2566

วันที่ 21 กรกฎาคม 2566 เวลา 18.05 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศตรี ธีระ เชียงทอง เป็นผู้เชิญอาหารพระราชทาน ไปพระราชทานเลี้ยงแก่นักเรียน คณะครู และบุคลากรของวชิราวุธวิทยาลัย เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จำนวนรวม 1,195 คน โดยมีรายการอาหาร อาทิ ไก่ย่าง เนื้อย่าง ข้าวหน้าหมูเกาหลี เคบับ และไอศกรีม

วชิราวุธวิทยาลัย เป็นโรงเรียนประจำสำหรับนักเรียนชาย เดิมชื่อโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้น เมื่อพุทธศักราช 2453 แทนการสร้างวัดประจำรัชกาล ด้วยทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการให้การศึกษาแก่เยาวชนเพื่อเป็นพื้นฐานในการเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่โรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2561 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานโฉนดที่ดินในพระปรมาภิไธย เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา และเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2566 ยังเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานประกาศนียบัตร ทุนการศึกษา และรางวัลแก่นักเรียน และบุคลากรวชิราวุธวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2562 – 2564 ซึ่งเมื่อประทับรถยนต์พระที่นั่ง จะเสด็จพระราชดำเนินกลับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ร่วมกันเข็นรถยนต์พระที่นั่งส่งเสด็จ อันเป็นประเพณีของโรงเรียนที่ปฏิบัติสืบมา เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและเป็นการถวายพระเกียรติสูงสูดแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี อีกด้วย

การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ นำมาซึ่งความสุข ความอิ่มเอมและปลื้มปีติ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของนักเรียน คณะครูและบุคลากรของวชิราวุธวิทยาลัยอย่างหาที่สุดมิได้

– 006

ปลัดมหาดไทยเปิดสัมมนา ‘การศึกษาท้องถิ่นก้าวไกล สร้างสมรรถนะเด็กไทย สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745115

ปลัดมหาดไทยเปิดสัมมนา 'การศึกษาท้องถิ่นก้าวไกล สร้างสมรรถนะเด็กไทย สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน'

ปลัดมหาดไทยเปิดสัมมนา ‘การศึกษาท้องถิ่นก้าวไกล สร้างสมรรถนะเด็กไทย สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน’

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 13.44 น.

ปลัดมหาดไทยเปิดสัมมนา “การศึกษาท้องถิ่นก้าวไกล สร้างสมรรถนะเด็กไทย สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เน้นย้ำ ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเป็น Partnership เป็น “ภาคีเครือข่ายการสร้างคน” ส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ปลูกฝังจิตวิญญาณการเป็นผู้มีจิตอาสาที่เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมให้กับลูกหลานเด็กและเยาวชนไทย เพื่อทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งความสุขอย่างยั่งยืน

วันที่ 21 กรกฎาคม 2566 เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมคุ้มภูคำ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาทางวิชาการสมาคมผู้บริหารโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “การศึกษาท้องถิ่นก้าวไกล สร้างสมรรถนะเด็กไทย สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง SDGs” โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายวิษณุ วิทยวราวัฒน์ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ นายมานิช ถาอ้าย นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย คณะกรรมการสมาคมฯ ผู้บริหารการศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และบุคลากรทางการศึกษา ร่วมประชุม

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่นายไพโรจน์ คลังนุช รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่การศึกษาท้องถิ่น ประจำปี 2566 และมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่สมาชิกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทยที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 อาทิ นางสาววรรณศรี ปัญญาประชุม ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ นายสมศักดิ์ นาคนาม ผู้อำนวยการโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร นายอำนาจ โพธิ์ศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนซำสูงพิทยาคม และมอบโล่ผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดทั่วประเทศ 30 คน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การประชุมสัมมนาทางวิชาการสมาคมผู้บริหารโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย เป็นกิจกรรมอันทรงเกียรติและทรงคุณค่าอย่างยิ่งที่ทำให้ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้บริหารการศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา ตลอดจนบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดทั่วประเทศ ได้มีโอกาสดีที่จะมาพบปะพูดคุยและยกย่องให้เกียรติพี่ ๆ ผู้เป็นข้าราชการที่มุ่งมั่นตั้งใจในการเสียสละ อุทิศแรงกาย แรงใจ อุทิศชีวิต เพื่อที่จะดูแลลูกหลานผ่านโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด กระทั่งครบเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ที่จะถึงนี้ และบางส่วนก็อาจจะแจ้งความประสงค์ขอย้ายกลับไปปฏิบัติราชการ ณ จังหวัดพื้นที่ภูมิลำเนา ทั้งนี้ ตนให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา เพราะการศึกษา คือ รากฐานของชีวิต สามารถทำให้คนเปลี่ยนหรือมีสถานภาพที่พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยกันดูแลสังคม ดูแลชีวิตครอบครัว ญาติมิตรของตนเองได้ดีขึ้น ความสำเร็จของคนมาจากการศึกษา ดังนั้น ถ้ามีงานการศึกษาผมให้ความสำคัญและเต็มใจที่จะมาเฉกเช่นงานในวันนี้ ซึ่งผู้ร่วมสัมมนาทุกท่าน ณ ที่นี้ ล้วนแต่คือผู้ที่เป็นพลังสำคัญของการสร้างชาติ สร้างบ้าน สร้างเมือง ให้มีความวัฒนาถาวร และมีความมั่นคงจากการพัฒนาคุณภาพของลูกหลานและผู้คนในสังคม

“ขอให้พี่ ๆ ผู้ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ทุกท่านได้น้อมนำพระราชดำรัสของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อันมีใจความสำคัญว่า “แม้เราจะเกษียณอายุราชการแล้วแต่เราต้องไม่เกษียณจากการทำคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ ถ้าสุขภาพร่างกายแข็งแรงก็ช่วย ถ้าสุขภาพไม่แข็งแรงก็ช่วยดูแลบางส่วน ตามกำลัง” เพราะการเกษียณอายุราชการไม่ได้เป็นข้อจำกัดที่จะทำให้พวกเราได้ใช้ความรู้ ใช้ความสามารถในการที่จะช่วยเหลือดูแลสังคม ช่วยเหลือกิจการงานของโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือแม้แต่โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการหรือการดูแลการศึกษา สุขภาพอนามัย การอบรม ให้คำแนะนำ ให้ข้อคิดเตือนใจลูกหลานที่อยู่ในชุมชน เพราะสังคมไทยเรานั้น ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ ผู้ที่เป็นผู้อาวุโส ทั้งตอนต้น ตอนกลาง ตอนปลาย ล้วนแต่เป็นผู้มีความสำคัญยิ่งต่อลูกหลาน ต่อสังคมไทย ในการช่วยกันรื้อฟื้นธรรมเนียมแห่งการมีสายสัมพันธ์ฉันญาติมิตรที่เป็นรากเหง้าความเป็นคนไทย ที่แม้ไม่ได้เป็นญาติทางสายโลหิตแต่เราก็เป็นญาติด้วยความเป็นคนไทย ทั้งการมีจิตใจที่ดี มีสัมมาคารวะ เรายกย่องให้เกียรติผู้ที่สูงวัยกว่า มีวัยวุฒิมากกว่า คุณวุฒิมากกว่า เมื่อเรายกย่องว่าเราเป็นพี่ พี่ก็ต้องช่วยน้อง เมื่อเรายกย่องให้เป็นญาติผู้ใหญ่ เป็นลุง ป้า น้า อา ผู้ใหญ่ก็จะเอ็นดู เมตตาเด็ก เด็กก็ให้ความรักความเคารพผู้ใหญ่ เป็นสังคมที่ทำให้เกิดความช่วยเหลือเกื้อกูล เริ่มตั้งแต่ช่วงเด็กปฐมวัยผ่านการขับเคลื่อนโครงการสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ที่จะบ่มเพาะให้เด็กมีความรัก ความผูกพัน มีการแบ่งปัน มีน้ำใจไมตรี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลให้เกิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพราะความสัมพันธ์เช่นนี้จะช่วยทำให้สังคมเราเดินไปข้างหน้าแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ด้วยความช่วยเหลือเกื้อกูล การมีจิตใจเมตตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จะช่วยทำให้ทุกคนในสังคมไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาพจิตที่ดี เช่นเมื่อครั้งที่ผมบรรจุเข้ารับราชการครั้งแรกเป็นปลัดอำเภอที่อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง หน้าบ้านทุกหลังจะมีโอ่งน้ำเล็ก ๆ ตั้งไว้หน้าบ้าน ตั้งไว้ริมถนน พร้อมทั้งกระบวยตักน้ำที่ทำจากกะลามะพร้าวมีด้ามจับ ไว้ให้คนที่ผ่านไปมาได้ตักน้ำมากิน ได้ตักน้ำมาลูบหน้าตามอัธยาศัย แสดงถึง “น้ำใจความเป็นไทย” ที่เราต้องช่วยกันฟื้นฟูให้กลับมา ช่วยกันดูแลลูกหลานให้ได้เรียนรู้ ได้ซึมซับ ด้วยการ socialization ให้เด็กและเยาวชนได้เห็นถึงวัฒนธรรมอันดีงามของความเป็นไทยควบคู่กับการศึกษาเล่าเรียนตามหลักสูตรในส่วนที่พวกเราจะจัดให้เขา” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวต่ออีกว่า กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) 17 เป้าหมาย อันสอดคล้องกับหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ 4,741 โครงการ ตลอด 70 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาคีเครือข่าย” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด โดยทรงประมวลเรียกว่าหลัก “บวร” คือ บ้าน วัด ราชการ รวมถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเพียรพยายามในการเชื้อเชิญผู้มีความรู้ความสามารถด้านผ้าและเครื่องแต่งกายมาเป็นภาคีเครือข่ายในการ “พัฒนาคน” เพื่อให้คนไปพัฒนางาน และงานจะพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยภาคีเครือข่ายประกอบด้วย 7 ภาคี คือ ภาคราชการ ภาควิชาการ ภาคผู้นำศาสนา ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน ซึ่งภาคีเครือข่ายสื่อมวลชนทุกคนสามารถเป็นได้ เพราะทุกคนมีช่องทางการสื่อสารของตนเอง ทั้งโทรศัพท์มือถือ Facebook Twitter Instagram Tiktok ดังนั้น กระทรวงมหาดไทยจึงได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ต้องทำงานแบบภาคีเครือข่าย ด้วยการเชื้อเชิญ 7 ภาคีเครือข่าย ผู้มีใจเสียสละ มีจิตอาสา ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเพียรพยายามในการกระตุ้นให้คนในสังคมได้ตระหนักถึงความเป็นคนมีจิตอาสา เพราะการทำงานแบบภาคีเครือข่ายที่มีจิตอาสาจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs ทั้ง 17 ข้อ 
 
“ขอให้ทุกท่านจับมือร่วมกันเป็นภาคีเครือข่ายเพื่อทำให้สิ่งที่เป็นอุดมการณ์ของทุกท่าน คือ “การสร้างคน” ประสบความสำเร็จ และเป็นความหวังของสังคมไทยตลอดไป โดยท่านที่จะเกษียณอายุราชการก็อย่ารังเกียจรังงอนในการเป็นผู้นำชุมชน เดินไปหานายอำเภอ ไปหาผู้ว่าราชการจังหวัด และประกาศตนในการเป็น “จิตอาสา” เป็นภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนดูแลชุมชน ตำบล หมู่บ้าน ของเราในด้านที่เราสนใจ เช่น ด้านของการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต ปลูกฝังให้ลูกหลานเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที เป็นคนดีของสังคมไทย เป็นผู้รู้รักษารากเหง้าของความเป็นไทย เรียนรู้และเข้าใจประวัติศาสตร์ชุมชน ตำบล หมู่บ้าน และประวัติศาสตร์ชาติไทย และร่วมรักษางานประเพณีวัฒนธรรม งานบุญ ช่วยทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ทั้งการเสริมสร้างหลักการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมการปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ใช้วิชาลูกเสือ-เนตรนารี ในการสร้างคนให้มีวินัย มีจิตอาสา ช่วยเหลือผู้อื่น ซื่อสัตย์ เคารพกฎ กติกา มีการใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อม มีการคัดแยกขยะ จัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน ปลูกฝัง DNA ของการเป็นผู้มีจิตสำนึกรักษ์โลก มาร่วมเป็นอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) ดูแลให้สิ่งแวดล้อมที่อยู่ในครัวเรือน ในสถาบันการศึกษา ในวัด ในพื้นที่ริมถนน เป็นพื้นที่ที่สะอาด มีความเขียวขจี ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสมบูรณ์แบบได้ “เพราะคนที่มีความรู้ความสามารถยังไม่ลืมความกล้าที่จะผลักดันขับเคลื่อนตามที่หัวใจของเรา ตามอุดมการณ์ของเรา ตาม Passion ของเราอยากให้เกิดขึ้น” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ยังได้กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนด้วยกลไก ศจพ.อำเภอ ท่านผู้บริหารการศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาทุกท่าน สามารถร่วมเป็นภาคีเครือข่ายภายใต้การนำของท่านนายอำเภอ ร่วมดูแลสังคม ดูแลช่วยเหลือกันและกันในสังคม เพราะคำว่า ความยากจน คือทุกปัญหาความเดือดร้อนที่พี่น้องประชาชนประจบอยู่และไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง เช่น ไม่มีทุนการศึกษา ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่ผู้สูงอายุอยู่ตามลำพัง ก็เป็นความยากจน ที่เราสามารถส่งเสริมให้เด็กได้ฝึกการไปดูแลผู้สูงอายุ ไปศึกษาประวัติสาแหรก ไปพูดคุยกับผู้สูงอายุในชุมชน ไปพูดคุยกับคนในหมู่บ้าน แล้วเด็กเหล่านั้นก็จะเป็นเหมือนโซ่ข้อกลาง นำเอาสิ่งที่เป็นทุกข์ร้อนที่ได้ไปพูดคุยมาบอกครู บอกผู้บริหารสถานศึกษา แล้วเราก็แจ้งต่อนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและท่านนายอำเภอเป็นแกนนำการบูรณาการทีม ให้ความช่วยเหลือได้” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวในช่วงท้ายว่า ขอให้สมาชิกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทยทุกท่านได้กลับไปช่วยเป็นผู้นำในการที่จะทำให้คนมหาดไทย อันประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และข้าราชการทุกกรมของกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และภาคีเครือข่าย ได้ช่วยกันดูแลสังคม ดูแลชุมชน ทั้งทำให้ลูกหลานของเราได้รับการพัฒนาในทุกด้าน ทั้งด้านสติปัญญา ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม เพื่อเติบใหญ่เป็นกำลังสำคัญของครอบครัว ของประเทศชาติ อันหมายความว่า เราทุกคนจะช่วยกันทำให้ลูกหลานไทยเติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่มีทั้งความรู้คู่คุณธรรม ซึ่งคุณธรรมที่สำคัญที่ต้องปลูกฝังต่อเนื่อง คือ “ความมีจิตอาสา ความเป็นคนมีความกตัญญูกตเวที” ช่วยดูแลให้บ้านเมืองของเรามีความมั่นคง เป็นพลังสำคัญของการสร้างชาติ สร้างบ้าน สร้างเมือง ให้มีความวัฒนาถาวรและมีความมั่นคงจากการพัฒนาคุณภาพของลูกหลานและผู้คนในสังคม ทำให้ครอบครัว ทำให้ผู้คนมีความสุขอย่างยั่งยืน