เปิดเวทีนิวเจน ติวเข้ม 10 ทีมสุดท้าย ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่ Coffee Truck คันจริง

เปิดเวทีนิวเจน ติวเข้ม 10 ทีมสุดท้าย ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่ Coffee Truck คันจริง

เปิดเวทีนิวเจน ติวเข้ม 10 ทีมสุดท้าย ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่ Coffee Truck คันจริง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดพื้นที่ให้นักศึกษารุ่นใหม่ได้ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับ 10 ทีมสุดท้ายจากโครงการประกวดออกแบบกราฟิก “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” หลังได้รับความสนใจจากผู้สมัครมากกว่า 300 ทีมทั่วประเทศ โดยผู้เข้ารอบจะต้องต่อยอดแนวคิดการออกแบบรถ Coffee Truck ภายใต้โจทย์การสร้าง Brand Experience ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์กาแฟพันธุ์ไทย เพื่อชิงทุนการศึกษารวมมูลค่า 690,000 บาท พร้อมโอกาสในการพัฒนาผลงานสู่ Coffee Truck คันจริง ที่เตรียมออกเดินทางสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ 

ฑิตยา ตันเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บจก.กาแฟพันธุ์ไทย กล่าวว่า กิจกรรมเวิร์กชอปครั้งนี้ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านการออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารแบรนด์ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการสื่อสารแบรนด์และการสร้าง Brand Experience ร่วมกับกูรูระดับแนวหน้าของวงการนักสร้างสรรค์ ประกอบด้วย     “อาจารย์ต้น – นุวีร์ เลิศบรรณพงศ์ Chief Creative Officer จาก Craft Co., Ltd. และอดีต Head of Invention แห่ง WPP ถ่ายทอดแนวคิดเรื่อง “การสื่อสารแบรนด์ด้วยการสร้าง Brand Experience” เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของงานดีไซน์ในการเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภค และ “บอสหยาม – สยาม อัตตะริยะ Design Director และผู้ร่วมก่อตั้ง Pink Blue Black & Orange เจ้าของรางวัล Designer of the Year 2019 ร่วมแชร์แนวคิดด้านการออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ที่โดดเด่นและสามารถนำไปใช้งานได้จริง   

สำหรับ 10 ทีมเยาวชนที่ผ่านเข้ารอบและจะเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ มาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ ได้แก่  1.ทีมผ่านเป็นพอค่ะ จาก มหาวิทยาลัยศรีปทุม , 2.ทีมเหมียวๆ จาก มหาวิทยาลัยบูรพา , 3.ทีม What ever ตี้นี้อะไรก็ได้ จาก มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ , 4.ทีมกุ้งพันธุ์อ้อย จาก มหาวิทยาลัยศิลปากร , 5.ทีม Zoo Zoo Za Za จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , 6.ทีมนางสาวปุณยนุช พึ่งภักดี จาก มหาวิทยาลัยศรีปทุม , 7.ทีม NSP49 จาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง , 8.ทีม DEVORIGI จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น , 9.ทีม เฮงเฮง จาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ 10.ทีม Puppy จากมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด 

ทีมเฮงเฮง จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้เผยถึงความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมว่า พันธุ์ไทยเป็นแบรนด์ที่สะท้อนความเป็นไทยได้ชัดเจนมาก โดยเฉพาะการสนับสนุนวัตถุดิบจากเกษตรกรและสินค้า OTOP เราจึงดึงความหลากหลายของวัตถุดิบเหล่านี้มาเป็นคอนเซปต์หลักในการออกแบบ Coffee Truck พอได้มาร่วมเวิร์กชอปทำให้มุมมองการทำงานของเรากว้างขึ้นมาก ได้เรียนรู้ว่างานออกแบบที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่ต้องมองให้ครบ 360 องศา ทั้งฟังก์ชันการใช้งานและการสะท้อนตัวตนของแบรนด์”

สอดคล้องกับมุมมองของ ทีม Puppy จากมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ที่เสริมว่า ก่อนหน้านี้เรารู้จักแบรนด์แค่ผิวเผินว่าเครื่องดื่มอร่อย แต่พอได้ทำโปรเจกต์นี้ทำให้เห็นถึงความตั้งใจของพันธุ์ไทยที่ช่วยเหลือเกษตรกรอย่างจริงจัง เราจึงอยากสะท้อนเจตนารมณ์นี้ออกมาในผลงานเพื่อให้คนไทยรู้จักผลิตภัณฑ์ของบ้านเรามากขึ้น กิจกรรมเวิร์กชอปวันนี้เหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ ทำให้เราเข้าใจว่าการออกแบบต้องผสานมุมมองด้านการตลาด เข้าไปด้วยเพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้ผู้บริโภค ต้องขอบคุณกาแฟพันธุ์ไทยที่เปิดโอกาสและจัดโครงการดีๆ แบบนี้ขึ้นมา  

กิจกรรมเวิร์กชอปในครั้งนี้ ถือเป็นการติดอาวุธทางความคิดครั้งสำคัญ โดยเหล่ากูรูในวงการได้ร่วมถ่ายทอดอินไซต์แก่นักออกแบบรุ่นใหม่ ว่าหัวใจของการสร้าง Brand Experience คือการใช้ Storytelling และงานดีไซน์ต้องมีรสนิยม ผสานกลยุทธ์การตลาดเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ และแก้ปัญหาให้ผู้บริโภคได้จริง ซึ่งองค์ความรู้และประสบการณ์แบบ 360 องศานี้ จะช่วยให้ทั้ง 10 ทีมนำไปพัฒนาผลงานต่อในรอบชิงชนะเลิศ เพื่อค้นหาสุดยอดดีไซน์ที่จะถูกนำไปสร้างเป็น Coffee Truck พันธุ์ไทยคันจริง ออกเดินทางมอบประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภคทั่วประเทศ  

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและร่วมส่งกำลังใจให้ทั้ง 10 ทีม ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 พร้อมดูรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการ “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” ได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ: http://www.facebook.com/PunthaiDesignContest (พันธุ์ไทยดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้) 

เด็กไทยเจ๋ง! ‘อัสสัมชัญ’ผงาดคว้าแชมป์วิศวกรรมอวกาศ CanSat 2026 ที่สหรัฐฯ

เด็กไทยเจ๋ง! 'อัสสัมชัญ'ผงาดคว้าแชมป์วิศวกรรมอวกาศ CanSat 2026 ที่สหรัฐฯ

เด็กไทยเจ๋ง! ‘อัสสัมชัญ’ผงาดคว้าแชมป์วิศวกรรมอวกาศ CanSat 2026 ที่สหรัฐฯ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.21 น.

ทีม DAEDALUS โรงเรียนอัสสัมชัญ ในนามทีมจากประเทศไทย ได้รับรางวัลชนะเลิศ “แชมป์โลก” ในการปฏิบัติภารกิจและการแข่งขัน Annual CanSat Competition 2026 รอบชิงชนะเลิศ ณ เมือง Monterey รัฐ Virginia ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 4–7 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ซึ่งเป็นทีมระดับมัธยมศึกษา ทีมเดียว ในการแข่งขัน โดยทำคะแนนรวม 93.0778 คะแนน  จาก 100.0000 คะแนน

ท่ามกลางทีมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำจากนานาประเทศ ทีม DAEDALUS ซึ่งเป็น ทีมระดับมัธยมศึกษาเพียงทีมเดียวของการแข่งขัน สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของเวทีวิศวกรรมอวกาศระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา สมาชิกทุกคนได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และเวลานับไม่ถ้วน เพื่อออกแบบ สร้าง ทดสอบ และพัฒนาภารกิจ CanSat จนสามารถนำผลงานของเยาวชนไทยไปแสดงศักยภาพบนเวทีนานาชาติ

การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ประกอบด้วย

– Flight Readiness Review (FRR)

– Launch Mission

– Post Flight Review (PFR)

ทุกคะแนนที่ได้รับ ไม่ได้สะท้อนเพียงความสามารถทางวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความอดทน และหัวใจของเยาวชนไทยที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อความฝัน

ทีม DAEDALUS โรงเรียนอัสสัมชัญ ประกอบด้วย

นายพรรวินท์ ชินอมรพงษ์ ชั้น ม.5/1

นายวัชรพงศ์ กีรัตยาภรณ์ ชั้น ม.5/2

นายตีรณ์ญาณ บุญธกานนท์ ชั้น ม.6/1

นายเตชิต หมั่นสกุล ชั้น ม.6/1

นายธนกร หันทะนันท์ ชั้น ม.6/1

นายวัชระวิชญ เล็กสุวรรณกุล ชั้น ม.6/2

นายรภัสกร ลีลารุจาวาณิช ชั้น ม.6/3

นายนพรุจ อึ้งพิพัฒนพงศ์ ชั้น ม.6/3

นายวริทธิ์นันท์ คล้ายสุวรรณ ชั้น ม.6/3

นายภสิน ถาวรวิริยกุล ชั้น ม.6/3

นายกฤษฎิ์ เรืองฤทธิ์ ชั้น ม.6/3

ศธ.สนุน ‘อีสปอร์ต’ จัดการแข่งขันอีสปอร์ตในประเทศไทย

ศธ.สนุน ‘อีสปอร์ต’ จัดการแข่งขันอีสปอร์ตในประเทศไทย

ศธ.สนุน ‘อีสปอร์ต’ จัดการแข่งขันอีสปอร์ตในประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หารือแนวทางการดำเนินงานโครงการพระดำริด้านความเท่าเทียมสู่โอกาสทางดิจิทัล-อีสปอร์ต ร่วมกับสมาคมอีสปอร์ตเพื่อการศึกษาและพัฒนาส่งเสริมศักยภาพเยาวชน มูลนิธิ TO BE NUMBER ONE โดยมี หม่อมหลวงยุพดี ศิริวรรณ เลขาธิการทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และเลขาธิการมูลนิธิ TO BE NUMBER ONE, นายฐณณ ธนกรประภา นายกสมาคมอีสปอร์ตเพื่อการศึกษา และพัฒนาส่งเสริมศักยภาพเยาวชน, ดร.ณัฐพงศ์ โมกขพันธ์ รองนายกสมาคมฯ ด้านเครือข่ายยุทธศาสตร์และความยั่งยืน, นายวราวุธ โพธิ์ยิ้ม ผู้ประสานงานโครงการตามพระดำริ และผู้จัดการโครงการ “บัฟทูบิลด์นัมเบอร์วัน” และนายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดศธ. เข้าร่วม ที่ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า หม่อมหลวงยุพดี ศิริวรรณ เลขาธิการทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และเลขาธิการมูลนิธิ  TO BE NUMBER ONE ได้มาประสานงานเรื่องโครงการ TO BE NUMBER ONE โดยมีการริเริ่มความร่วมมือเรื่องของกีฬาอีสปอร์ต และมีแนวทางที่จะมีโครงการจัดการแข่งขันอีสปอร์ตขึ้นในประเทศไทย

กิจกรรมเกี่ยวกับโครงการ TO BE NUMBER ONE ทุกโรงเรียนทำอยู่แล้ว ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์หลายอย่าง ก็จะเพิ่มกิจกรรมอีสปอร์ตเข้าไปในโรงเรียนที่มีโครงการ TO BE NUMBER ONE ด้วย ขณะนี้กิจกรรมอีสปอร์ตยังไม่มีในหลักสูตรแต่ก็สามารถเป็นกิจกรรมเสริมเข้าไปได้ ส่วนเรื่องหลักสูตรเป็นเรื่องอนาคต เรากำลังเรียนรู้จากต่างประเทศ เพราะทราบมาว่าบางประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ อีสปอร์ตเป็นวิชาเลือก และหลายประเทศในโลกนี้อีสปอร์ตก็มีในหลักสูตรด้วย ดังนั้น ตนจะขอหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน ว่าควรจะนำเรื่องอีสปอร์ตเข้าไปอยู่ในหลักสูตรหรือไม่ ซึ่งเร็วๆนี้ตนก็จะหารือเรื่องการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับสถานการต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่แล้ว

ย้อนรอย 63 ปี นวัตกรรมโคนมไทย จากห้องเรียนสัตวบาล มก. สู่ ‘นมเกษตร’ และเทคโนโลยีอาหารเพื่อสุขภาวะยั่งยืน

ย้อนรอย 63 ปี นวัตกรรมโคนมไทย จากห้องเรียนสัตวบาล มก. สู่ ‘นมเกษตร’ และเทคโนโลยีอาหารเพื่อสุขภาวะยั่งยืน

ย้อนรอย 63 ปี นวัตกรรมโคนมไทย จากห้องเรียนสัตวบาล มก. สู่ ‘นมเกษตร’ และเทคโนโลยีอาหารเพื่อสุขภาวะยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปีเป็นวันดื่มนมโลก (World Milk Day) เพื่อรณรงค์ให้ประชากรทั่วโลกตระหนักถึงคุณค่าทางโภชนาการของน้ำนมโคแท้ ซึ่งเป็นแหล่งแคลเซียมและโปรตีนชั้นดีที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงในทุกช่วงวัย

สำหรับประเทศไทย จุดเริ่มต้นของการบริโภคนมพาสเจอร์ไรส์ที่ได้มาตรฐาน ถูกบ่มเพาะขึ้นจากการเรียนการสอนและการศึกษาวิจัย ณ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2495 ศาสตราจารย์ ม.ร.ว.ชวนิศนดากร วรวรรณ ได้นำโคนมพันธุ์เจอร์ซี่เข้ามาศึกษาวิจัยและใช้ในการเรียนการสอนเป็นครั้งแรก จนกระทั่งในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2506 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลออสเตรเลียภายใต้แผนโคลัมโบ ในการจัดตั้ง “โรงนมภาควิชาสัตวบาล มก.” พร้อมติดตั้งเครื่องพาสเจอร์ไรส์ระบบแผ่นเครื่องแรกของไทย นับเป็นโรงงานนมพาสเจอร์ไรส์แห่งแรกของประเทศที่ใช้นมโคเป็นวัตถุดิบและทันสมัยที่สุดในยุคนั้น

เปิดไลน์ผลิตภัณฑ์ “ศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มก.” จากนมถุงในตำนานสู่นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ปัจจุบัน ศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มก. ได้พัฒนาสู่ศูนย์ผลิตภัณฑ์นมครบวงจรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลทั้ง GMP และ HACCP โดยมีการยกระดับผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่หลากหลายประเภท อาทิ นมพาสเจอร์ไรส์ (KU Milk) ผลิตจากน้ำนมโคแท้ 100% คุณภาพสูง คงคุณค่าสารอาหารไว้อย่างครบถ้วน มีทั้งรูปแบบบรรจุถุงคลาสสิกและแบบขวด รวมถึงสูตรพิเศษ KU Fresh Milk ที่มีให้เลือกถึง 8 รสชาติ , โยเกิร์ตและนมเปรี้ยว จุลินทรีย์โปรไบโอติกส์คุณภาพสูง เพื่อการปรับสมดุลระบบขับถ่าย , ไอศกรีมนมสด นวัตกรรมของหวานเพื่อสุขภาพ อาทิ ไอศกรีมนมน้ำผึ้งสูตรแลคโตสฟรี , นวัตกรรมใหม่ “KU Lactova Milk” นมสำหรับสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) สูตรปราศจากน้ำตาลแลคโตส (Lactose-Free) เสริมพรีไบโอติกปรับสมดุลลำไส้ ซึ่งเป็นงานวิจัยชิ้นสำคัญล่าสุดที่ยกระดับขีดความสามารถของสถาบันสู่อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงสัตว์เลี้ยง

3 กระทรวงพลิกโฉม ‘โคราชโมเดล’ ยกระดับทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย ดัน Zero Dropout-Cloud Kitchen-Credit Bank

3 กระทรวงพลิกโฉม 'โคราชโมเดล' ยกระดับทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย ดัน Zero Dropout-Cloud Kitchen-Credit Bank

3 กระทรวงพลิกโฉม ‘โคราชโมเดล’ ยกระดับทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย ดัน Zero Dropout-Cloud Kitchen-Credit Bank

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.48 น.

6 มิถุนายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมกิจกรรมบูรณาการการขับเคลื่อนการยกระดับทุนมนุษย์และปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนไทยทุกช่วงวัย  ณ ห้องประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ. นครราชสีมา โดยมี นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวนำเสนอปัญหาและข้อเสนอการพัฒนาจังหวัดนครราชสีมา และมีผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดนครราชสีมา ทั้ง 3 กระทรวง เข้าร่วมประชุม

โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า วันนี้ทั้ง 3 กระทรวงที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของจังหวัดนครราชสีมา และเป็นรัฐมนตรีของพรรคไทย ได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะบูรณาการการขับเคลื่อนการยกระดับทุนมนุษย์และปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนไทยทุกช่วงวัย โดยกำหนดให้จังหวัดนครราชสีมาเป็นพื้นที่นำร่อง ภายใต้ “โคราชโมเดล” เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากต่างคนต่างทำ (Silos) สู่การทำงานแบบบูรณาการเชื่อมโยงทุกภาคส่วน โดยจับมือในการขับเคลื่อนงานในทุกมิติ อย่างโครงการ Thailand Zero Dropout หรือ “เด็กทุกคนต้องได้เรียน” บูรณาการฐานข้อมูลและกลไกในระดับพื้นที่ เพื่อติดตาม ค้นหา และนำเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่การเรียนรู้ ผ่านรูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น พร้อมเชื่อมโยงสวัสดิการสังคมเพื่อช่วยเหลือครอบครัวและเด็กกลุ่มเสี่ยงอย่างครบวงจร ขณะเดียวกัน จะผลักดัน ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และแรงงาน สามารถสะสมผลการเรียนรู้และประสบการณ์ทำงานไว้ในระบบ เพื่อนำไปเทียบโอนและศึกษาต่อได้ตลอดชีวิต โดยไม่จำกัดอายุหรือช่วงเวลาเรียน 

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการสร้าง ระบบนิเวศการเรียนรู้ในชุมชน โดยใช้สถานศึกษาและพื้นที่สาธารณะเป็นแหล่งเรียนรู้ เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และพื้นที่แสดงผลงานของนักเรียน รวมถึงสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล และอำเภอทุกแห่งในจังหวัดนครราชสีมา จัดตั้ง “สภาเด็กและเยาวชน” เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการพัฒนาท้องถิ่น

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ด้านการคุ้มครองและสวัสดิการสังคม ทั้ง 3 กระทรวงจะร่วมกันยกระดับการดูแลคนพิการ โดยกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบค้นหาและสำรวจข้อมูลผู้พิการที่ตกหล่นจากระบบ ขณะที่ กระทรวง พม. จะดำเนินการลงทะเบียนและจัดสวัสดิการ ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ จะจัดการศึกษาให้เด็กพิการทุกคน พร้อมสนับสนุนให้สถานศึกษาปรับปรุงสภาพแวดล้อมและหลักสูตรรองรับการเรียนร่วมมากขึ้น และจะเดินหน้า บริการบัตรคนพิการเชิงรุก โดยกำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลทุกแห่งในจังหวัดนครราชสีมา เป็นจุดรับคำขอทำบัตรคนพิการ ก่อนส่งต่อให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดดำเนินการออกบัตร เพื่อให้ผู้พิการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุและประชาชนเปราะบาง จะมีการอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ควบคู่กับการวางแผนพัฒนา “ซีเนียร์คอมเพล็กซ์” และการส่งเสริมกองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่

นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า ส่วนด้านความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต กระทรวงมหาดไทย จะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินโครงการ Cloud Kitchen หรือระบบครัวกลาง สำหรับโรงเรียน โดยรับผิดชอบด้านการจัดซื้อจัดจ้างและกระจายอาหาร ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ จะกำหนดมาตรฐานโภชนาการและติดตามผลด้านสุขภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน พร้อมเริ่มนำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ในจังหวัดนครราชสีมา 

นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในและรอบสถานศึกษา ป้องกันยาเสพติด ความรุนแรง และปัญหาสังคม โดยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และ กระทรวง พม. จะร่วมกันดูแล คุ้มครอง เยียวยา และฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นระบบ และขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง สนับสนุนการดำเนินงาน “ศูนย์สร้างสุข” เพื่อเป็นกลไกช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาความรุนแรงในสังคม 

ทั้งนี้ ทั้ง 3 กระทรวง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา จะร่วมกันจัดทำแผนงานและโครงการที่สอดคล้องกัน และพร้อม ขับเคลื่อนให้เห็นผลชัดเจนเพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในการยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และคุ้มครองสิทธิสวัสดิการของประชาชนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน 

“การดำเนินงาน “ โคราช โมเดล” มุ่งบูรณาการขับเคลื่อน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้านการคุ้มครอง จัดสวัสดิการและเสริมพลังคนพิการและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการสร้างความปลอดภัย โภชนาการ และการป้องกันความรุนแรงในสังคม โดย มีเจตนารมย์ที่จะให้เห็นผลโดยเร็ว นายประเสริฐ กล่าว
 

ประเสริฐ ปักธงโคราช Sandbox ปฏิรูปการศึกษา ชู All For Education ขับเคลื่อน 5 นโยบายหลัก

ประเสริฐ ปักธงโคราช Sandbox ปฏิรูปการศึกษา ชู All For Education ขับเคลื่อน 5 นโยบายหลัก

ประเสริฐ ปักธงโคราช Sandbox ปฏิรูปการศึกษา ชู All For Education ขับเคลื่อน 5 นโยบายหลัก

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.45 น.

‘ประเสริฐ’ ปักธงโคราช Sandbox ปฏิรูปการศึกษา ชู All For Education ขับเคลื่อน 5 นโยบายหลัก เร่งดัน พ.ร.บ.สภาครูฯ โละคำสั่ง คสช. มั่นใจ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ใช้ทันปี 70 ปรับโฉมการศึกษาไทย

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ที่จังหวัดนครราชสีมา และเป็นประธานเปิดการประชุมการขับเคลื่อนนโยบายในระดับพื้นที่ Korat Next-Gen All For Education ยกระดับคุณภาพการศึกษาจังหวัดนครราชสีมา สู่อนาคตแห่งโอกาส และฟังเสียงสะท้อนจากพื้นที่ โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ผู้บริหารระดับสูงองค์กรหลักของศธ. ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วม กว่า 1,500 คน 

โดยนายประเสริฐ กล่าวว่า จังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดที่ตนมาตรวจราชการแล้วมีความคุ้นเคยมากที่สุด เนื่องจาก เป็น ส.ส.จังหวัดนครราชสีมา ถึง 7 สมัย จังหวัดนครราชสีมาถือเป็นจังหวัดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ แต่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือจีดีพีเป็นอันดับ 10 ความท้าทายในการพัฒนา ต่อจากนี้มีหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการ อย่างแรกคือจำนวนประชากรที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนแปลงไป จำนวนนักเรียนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ลงการลงทุนด้านการศึกษาก็จะต้องมีความเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จากเดิมเรามีการลงทุนด้านโครงสร้าง เช่น การก่อสร้างอาคารเรียน มาเป็นการตั้งงบประมาณสนับสนุน เรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา โดยเฉพาะเรื่อง เทคโนโลยี ที่มีความสำคัญ กับการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ อีกส่วนคือเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปมีสงครามความขัดแย้งเกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อการศึกษา โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในพื้นที่ของความขัดแย้ง ที่จะขาดโอกาส เพราะงบประมาณของประเทศจะถูกนำไปใช้ในเรื่องของความมั่นคงมากขึ้น เกิดปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ดังนั้น จึงต้องเร่งดำเนินการพัฒนาการศึกษา โดยบูรณาการการจัดการศึกษาร่วมกันทุกภาคส่วน ซึ่งตนใช้คำว่า  All For Education การศึกษาต้องไม่ใช่เรื่องของการเมืองแต่เป็นการทำงานร่วมกัน  

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพราะมาเน้นย้ำนโยบายและติดตามการทำงาน ความพร้อมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งก็เป็นไปด้วยดี และจากการ ลงรายละเอียดนโยบายเพิ่มเติมและการ ทำเวิร์กช็อปเพื่อให้ได้คำตอบจากพื้นที่สู่ระดับกระทรวงฯ และสัมมนาวันนี้จึงมีความสำคัญที่สามารถนำข้อได้ไปประกอบการพิจารณาเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ในอนาคต ทั้งนี้ ตั้งใจจะทำให้โคราชเป็น Sandbox ของการปฏิรูปการศึกษาของประเทศต่อไป โดยจะร่วมกับทุกหน่วยงาน ต้องบูรณาการทำงานร่วมกันไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เพื่อให้เห็นภาพเดียวกันอย่างเป็นระบบ และส่งต่อคุณภาพการศึกษาให้กับเด็กทุกคน ตนอยากเห็นการประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของระบบนิเวศที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดนครราชสีมา โดยขอย้ำ นโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษา 5 ด้าน  1. คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก 2. รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำ ด้านงบประมาณและโอกาส 3. ยกระดับการเรียนรู้ สู่โลกความจริง 4. โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง 5. สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…  อีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือ ร่าง พ.ร.บ. ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ…. ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภา หากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะเป็นการยกเลิกคำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีการปรับโครงสร้างองค์ประกอบของ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) 

ถือเป็นภารกิจที่สำคัญ ที่ต้องดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 6 มิถุนายน นี้ จะมีความร่วมมือ ระหว่าง ศธ. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงมหาดไทย(มท.) เป็นการมอบนโยบายในทุกมิติ โดยมิติที่เกี่ยวข้องกับศธ. คือการเดินหน้านโยบาย Thailand Zero Dropout ดึงเด็กหลุดจากระบบการศึกษา กลับเข้าเรียน  และประเด็นสุดท้าย คือ โคราช  Sandbox ก้าวสู่ Learning and Innovation City ซึ่ง คำว่า Sandbox คือพื้นที่นำร่องในเรื่องต่าง ๆ ระบบครัวกลาง “Cloud Kitchen” ในพื้นที่ ซึ่งตนให้ความสำคัญ ทั้งในโรงเรียนนวัตกรรมทางการศึกษา และโรงเรียนทั่วไป อื่นๆ โคราชจะเป็นต้นแบบ ที่ส่งผลกระทบกับโรงเรียนทั่วประเทศและถ้าเราสามารถบูรณาการข้อมูล ทั้งท้องถิ่นและโรงเรียนในสังกัดทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการดูแลคน จะทำให้โครงการนี้ ประสบผลสำเร็จมากขึ้น

“สิ่งที่ผมพูดหลายๆเรื่องไม่ใช่ความฝัน วันนี้ผมมาจุดประกายมาสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความไว้ใจ และมาสร้างโอกาสให้กับทุกคนในพื้นที่โคราช  มาศึกษาจุดอ่อนจุดแข็ง และศธ.จะพัฒนาไปทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยยึดประโยชน์ของเด็กเป็นศูนย์กลางและไม่ให้ใครหลุดจากระบบการศึกษาจะร่วมสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับระบบการศึกษาไทย เพื่อให้เด็กไทยเป็นเด็กที่มีความรู้ความสามารถเป็นพลเมืองของชาติและเป็นพลเมืองของโลกในอนาคต ครูและผู้บริหาร คือหัวใจของความเปลี่ยนแปลง และถ้าสามารถประกาศใช้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ได้ภายในปี 2570 จะเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” นายประเสริฐ  กล่าว 

ด้านนายอัครนันท์ กล่าวว่า ตลอด 2 เดือนที่มาดูการศึกษาถือว่าได้ทำงานที่มีความท้าทายต่อเนื่อง เพื่อสร้าง ศธ.ยุคใหม่ที่สามารถทะลวงปัญหาต่าง ๆและหนึ่งเรื่องที่ยากทำมากที่สุด คือ การลดภาระครู โดยในวันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ประกาศยกเลิกการประเมินและกิจกรรมที่เป็นภาระครูไปได้หลายโครงการ และเร็ว ๆนี้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. จะออกปนะกาศ ยกเลิกโครงการโรงเรียนสีขาวในปี 2570 อย่างเป็นทางการ 

“การลดระครู ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ศธ. ภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่ตั้งใจจะดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ และเชื่อว่าผู้บริหารองค์กรหลักของศธ. ทุกคน จะช่วยกันดำเนินการให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เป็นยุคทองของศธ. และเกิดการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง” นายอัครนันท์ กล่าว 
 

ลุยพื้นที่ไม่สะดุด! ‘อัครนันท์’วิดีโอคอลส่งกำลังใจ’ครูรักษ์ถิ่น’ ขอช่วยกันพัฒนาบ้านเกิดด้วยชุดกากีที่น่าภูมิใจ

ลุยพื้นที่ไม่สะดุด! 'อัครนันท์'วิดีโอคอลส่งกำลังใจ'ครูรักษ์ถิ่น' ขอช่วยกันพัฒนาบ้านเกิดด้วยชุดกากีที่น่าภูมิใจ

ลุยพื้นที่ไม่สะดุด! ‘อัครนันท์’วิดีโอคอลส่งกำลังใจ’ครูรักษ์ถิ่น’ ขอช่วยกันพัฒนาบ้านเกิดด้วยชุดกากีที่น่าภูมิใจ

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.52 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวแสดงความยินดีและส่งกำลังใจแก่ครูในโครงการครูรักษ์ถิ่น ผ่านระบบ Zoom ขณะลงพื้นที่ พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ จ.นครราชสีมา มอบแนวคิดในการปฏิบัติตน เพื่อให้ทุกคนพร้อมกลับไปพัฒนาการศึกษาและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนบ้านเกิดของตนเอง

นายอัครนันท์ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าทุกคนที่เลือกเข้ามาเป็นครูล้วนมีแรงบันดาลใจในการทำงาน และที่สำคัญกว่านั้น ครูรักษ์ถิ่นยังต้องมีความรักในบ้านเกิดและความเสียสละอย่างแท้จริง ที่จะกลับไปทุ่มเทเพื่อท้องถิ่นของตนเอง จึงขออวยพรให้ทุกคนมีพลังกายพลังใจที่แข็งแกร่งตลอดเส้นทาง

“หลายคนตัดสินใจที่จะอยู่กับโครงการนี้ยาว ๆไปตลอด ไม่ใช่เพียงแค่ 6 ปี ในวันที่ต้องเผชิญอุปสรรค อยากให้ทุกคนจำวันแรกที่ตัดสินใจเข้ามาไว้ให้ดี ให้อุปสรรคเป็นแค่ทางผ่าน และเป็นแรงผลักดันในการต่อสู้เพื่อเด็กและเพื่อการศึกษาของพวกเรา เพราะทุกคนไม่ได้เสียสละเพียงแค่การเป็นครู  แต่กำลังเสียสละเพื่อกลับไปดูแลและสร้างชุมชนให้แข็งแรง” นายอัครนันท์ กล่าว 

รมช.ศธ.กล่าวต่อว่า ชุดข้าราชการสีกากีที่ทุกคนจะได้สวมใส่หลังจากนี้ ไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจส่วนตัว แต่คือแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนและคนในชุมชน และเป็นความภาคภูมิใจของกระทรวงศึกษาธิการ ทุกคนคือฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศเข้มแข็ง ขอให้ยึดมั่นในการทำความดี ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในหน้าที่ครูท้องถิ่น และประสบความสำเร็จบนเส้นทางแม่พิมพ์ของชาติต่อไป

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังสะท้อนให้เห็นว่า “ระยะทางไม่ใช่อุปสรรค” ต่อการทำงานด้านการศึกษา โดยแม้อยู่ระหว่างภารกิจลงพื้นที่ในต่างจังหวัด ก็ยังได้วิดีโอคอลผ่านระบบ Zoom พูดคุย พบปะ และให้กำลังใจครูในโครงการ “ครูรักษ์ถิ่น” อย่างใกล้ชิด สะท้อนความมุ่งมั่นในการดูแลครูทุกพื้นที่
 

เปิดบรรยากาศงานวันภาษารัสเซีย รำลึกกวีเอก ‘ปุชกิน’ เชื่อมวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย

เปิดบรรยากาศงานวันภาษารัสเซีย รำลึกกวีเอก 'ปุชกิน' เชื่อมวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย

เปิดบรรยากาศงานวันภาษารัสเซีย รำลึกกวีเอก ‘ปุชกิน’ เชื่อมวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.34 น.

เปิดบรรยากาศงานวันภาษารัสเซีย รำลึกกวีเอก ‘ปุชกิน’ เชื่อมวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย

บรรยากาศงานวันภาษารัสเซียในประเทศไทย

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานใหญ่คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ได้มีการจัดงานเฉลิมฉลอง “วันภาษารัสเซีย” อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของภาษาและวัฒนธรรมที่เป็นดั่งสะพานเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย และผู้แทนถาวรของรัสเซียประจำ ESCAP พร้อมด้วย นางอาร์มิดา ซัลเซียะฮ์ อาลิสจะฮ์บานา (Armida Salsiah Alisjahbana) เลขาธิการบริหาร ESCAP ร่วมเป็นประธานในพิธี

ผู้แทนจากรัสเซียและ ESCAP ร่วมงานวันภาษารัสเซีย

นายเยฟกินี โทมิคิน กล่าวถึงที่มาของการจัดงานว่า วันภาษารัสเซียจะตรงกับวันที่ 6 มิถุนายน ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของ อเล็กซานเดอร์ ปุชกิน (Alexander Pushkin) กวีเอกผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเสมือนบิดาแห่งภาษารัสเซียในวรรณกรรมสมัยใหม่

“ผลงานของปุชกินไม่ได้เป็นเพียงสมบัติของรัสเซีย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมโลก และที่สำคัญ ภาษารัสเซียยังคงทำหน้าที่เป็นภาษาหลัก 1 ใน 6 ภาษาขององค์การสหประชาชาติ ที่ช่วยสร้างความเข้าใจอันดีและเชื่อมโยงผู้คนนับล้านเข้าด้วยกัน” ทูตรัสเซียกล่าว

นายเยฟกินี โทมิคิน เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย

นอกเหนือจากความร่วมมือด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง นายเยฟกินี โทมิคิน ยังเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางด้านมนุษยธรรมระหว่างไทยและรัสเซียที่แน่นแฟ้น โดยในปีหน้าทั้งสองประเทศจะก้าวเข้าสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 130 ปี

เอกอัครราชทูตกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันคนไทยหันมาสนใจเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมรัสเซียเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ชาวรัสเซียเองก็มีความชื่นชอบในวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไทยเช่นกัน การแลกเปลี่ยนในระดับประชาชนนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน

ภายในงานยังมีการจัดเสวนาพิเศษโดยกลุ่มล่ามและนักแปลจาก ESCAP ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานด้านการแปลภาษารัสเซีย รวมถึงบทบาทสำคัญของนักแปลที่เป็นฟันเฟืองในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน คือการอ่านบทกวีของอเล็กซานเดอร์ ปุชกิน โดยนักศึกษาไทยที่ร่วมถ่ายทอดผลงานชื่อดัง อาทิ “ฉันเคยรักเธอ…” (I loved you), “อนุสาวรีย์” (Exegi Monumentum), “เช้าวันฤดูหนาว” (Winter Morning), “ฉันยังจำช่วงเวลาอันงดงามนั้นได้” (I Remember a Wondrous Moment) และ “ศาสดา” (The Prophet)

ปิดท้ายด้วยนิทรรศการชีวประวัติของปุชกิ้น ในเมืองมอสโก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน Rossotrudnichestvo โดยมีการนำผลงานจากพิพิธภัณฑ์อเล็กซานเดอร์ ปุชกิ้น มาจัดแสดงเพื่อให้สาธารณชนชาวไทยได้สัมผัสถึงรากเหง้าแห่งวรรณกรรมรัสเซียอย่างใกล้ชิด

นิทรรศการชีวประวัติปุชกินจากพิพิธภัณฑ์มอสโก
งานเฉลิมฉลองวันภาษารัสเซีย ณ สำนักงาน ESCAP
ภาพถ่ายรวม งานเฉลิมฉลองวันภาษารัสเซีย ณ สำนักงาน ESCAP

สำนักงานสลากฯ เปิดตัว กล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนแก่เยาวชน ด้วยนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์

สำนักงานสลากฯ เปิดตัว กล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนแก่เยาวชน ด้วยนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์

สำนักงานสลากฯ เปิดตัว กล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนแก่เยาวชน ด้วยนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.48 น.

สำนักงานสลากฯ เปิดตัว “กล่องความรู้ ปูทางฝัน” สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนแก่เยาวชน ด้วยนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์

​สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) เดินหน้าภารกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้กับเยาวชน จัดแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการสนับสนุนโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ ประจำปีงบประมาณ 2569″ ภายใต้แนวคิด “กล่องความรู้ ปูทางฝัน: สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืน” จัดสร้างและส่งมอบห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ที่ทันสมัย ให้กับโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ทั่วประเทศ จำนวน 73 แห่ง ณ อาคารออกรางวัล ชั้น 3 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569

​พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงานฯ มุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนให้สังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง จากความสำเร็จในการส่งมอบพลังงานสะอาดผ่านระบบโซลาร์เซลล์ในปี 2567 และการสร้างเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและเสริมทักษะในการอยู่ร่วมกันให้กับเยาวชน ผ่านเครื่องเล่นสนามในปี 2568 และในปี 2569 นับเป็นก้าวสำคัญ สู่การ “ส่งมอบปัญญา” ด้วยการนำนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ที่ได้มาตรฐานวิศวกรรมมาพัฒนาเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งศตวรรษใหม่ที่ครบครันด้วย สื่อความรู้ที่ทรงคุณค่า เพื่อติดอาวุธทางปัญญาให้เยาวชน

​“สำนักงานฯ เล็งเห็นความสำคัญของเยาวชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติ โดยมุ่งสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาในครบทุกมิติ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และภูมิปัญญา ซึ่งมุ่งหวังว่ากล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนในปีนี้ จะเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่สำคัญ ให้กับเยาวชนไทย”

​สำหรับ กล่องความรู้ ปูทางฝัน: สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืน สำนักงานฯ ได้ให้การสนับสนุนในดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ พร้อมเครื่องปรับอากาศ และจัดหาหนังสือที่เหมาะสำหรับห้องสมุดโรงเรียน มีเนื้อหาเหมาะกับเด็กและเยาวชน อาทิ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน และหนังสือน่าอ่านนอกเวลา ที่เหมาะกับเด็กและเยาวชน ตลอดจนมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีและการใช้นวัตกรรมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการติดตั้งสมาร์ททีวี และชุดจอ Kiosk เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เพื่อการเรียนรู้แบบไร้พรมแดน พร้อมจัดอบรมการใช้งานสื่อดิจิทัลให้กับคุณครูบรรณารักษ์หรือผู้ดูแล เพื่อให้คุณครูสามารถดึงศักยภาพของอุปกรณ์เหล่านี้มาใช้สร้างสรรค์การเรียนรู้ให้กับเยาวชนได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

​นายสุริยา เด็นลีเมาะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองเพรางาย (สลากกินแบ่งสงเคราะห์ที่ 364 หอม-บุญนาค อนุเคราะห์) กล่าวว่า โครงการนี้คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยทลายข้อจำกัดเดิม ๆ ของโรงเรียน ซึ่งเชื่อว่าห้องสมุดที่ได้มาตรฐานจะเป็นแรงดึงดูดสำคัญให้เด็กๆ หันมาเข้าห้องสมุดมากขึ้น อีกทั้งการบูรณาการเทคโนโลยีสื่อดิจิทัลเข้ากับการเรียนการสอนและการสืบค้นข้อมูล เพื่อเปิดโลกกว้างและสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับนักเรียน

​นางวชิราวรรณ ทับเสือ นักวาดภาพประกอบนิทานเด็กชื่อดัง จากสตูดิโอ Littleblackoz Studio ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของหนังสือและภาพประกอบว่า ภาพวาดที่ดีคือสะพานเชื่อมที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการและดึงดูดใจเด็ก ๆ การที่โครงการบรรจุ “หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฉบับการ์ตูน” ไว้ในห้องสมุด จะช่วยลดความซับซ้อนของวิชาวิทยาศาสตร์ และเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานกระบวนการเรียนรู้แบบ สะเต็มศึกษา (STEM) ได้อย่างเป็นธรรมชาติ


 
​สำหรับโครงการสนับสนุนโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ ประจำปี 2569 จะทยอยติดตั้งและส่งมอบห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ (ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้) พร้อมจัดกิจกรรม “GLO ส่งมอบปัญญา ปูทางฝันให้น้อง” ซึ่งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานฯ จะลงพื้นที่ร่วมทำกิจกรรมจัดหนังสือเข้าชั้น และนั่งเล่านิทานเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในการปูทางฝันและสร้างพลเมืองคุณภาพของชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

ท่านสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมดี ๆ ของสำนักงานฯ ได้ทาง Website http://www.glo.or.th , Facebook Fanpage สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล , Line Official Account GLOLottery และ TikTok GLOสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

สพฐ.จับตาสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมเฝ้าระวังอุทกภัยปี69

สพฐ.จับตาสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมเฝ้าระวังอุทกภัยปี69

สพฐ.จับตาสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมเฝ้าระวังอุทกภัยปี69

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.18 น.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จับตาสถานการณ์น้ำ ปี 69 ใช้บทเรียน 3 ปี ย้อนหลังทำข้อเสนอเชิงนโยบาย “ภัทรวรรณ” กำชับโรงเรียน-เขตพื้นที่ฯ เฝ้าระวังติดตาม ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอุทภภัยเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยผลการประชุมเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบเหตุอุทกภัย ว่า ทุกภูมิภาคของประเทศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ น้ำท่วมฉับพลัน ได้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ซึ่ง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ.มีความเป็นห่วงนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ปกครองนักเรียน ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2569 นี้ โดยตนได้มอบนโยบายให้ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ศสป.สพฐ.)ประเมินแนวโน้มสถานการณ์อุทกภัย ปี 2569 จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังเพื่อช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบเหตุอุทกภัย สพฐ. ปี 2569 พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน  เตรียมความพร้อม การสนับสนุนการปฏิบัติงานของส่วนกลาง โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังเหตุอุทกภัย ,ประชุมหารือ กับ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หน่วยงานปกครอง และสาธารณสุขพื้นที่,จัดกำชับมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุอุทกภัย สพฐ. และจัดประชุมชี้แจงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ในการดำเนินงานเฝ้าระวัง เพื่อช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบเหตุอุทกภัย ปี 2569

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมได้สรุปผลการดำเนินงานช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบเหตุอุทกภัย ปี 2568 โดย มี นักเรียน ได้รับผลกระทบ 167,106 คน ครูและบุคลากร ได้รับผลกระทบ 13,245 คน และสถานศึกษา ได้รับผลกระทบ 1,900 แห่ง ซึ่ง สพฐ.ได้ให้การช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้น เป็นจำนวนเงิน 11,854,620 บาท โดยตนได้มอบหมายให้ ศสป.สพฐ.ติดตามงบประมาณช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบเหตุอุทกภัย ตั้งแต่ปี 2567-2568 ซึ่งแต่ละพื้นที่ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ทั้งนี้ มีข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2566 พบว่า สถานศึกษาหลายแห่งประสบเหตุอุทกภัยซ้ำซ้อน โดยจะนำข้อมูลทั้งหมดมาพิจารณาและจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ในการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ส่งต่อความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ดูแลนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา และช่วยฟื้นฟูสถานศึกษาให้กลับมาแข็งแรงโดยเร็วต่อไป  

“ สพฐ.ได้ประกาศมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันอุทภภัย ดังนี้ มาตรการระยะสั้น 1.ให้ถือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยพิบัติของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อย่างเคร่งครัด 2.ติดตามคำพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และประสานงานร่วมกับฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อเตรียมพร้อมตามแผนเผชิญเหตุ 3.ให้ผู้บริหารสถานศึกษาประเมินความเสี่ยงการเดินทาง และสั่งปิดสถานศึกษาชั่วคราวได้ทันที เพื่อความปลอดภัยแล้วรายงานตามลำดับชั้น พร้อมปรับรูปแบบการเรียนการสอนตามความเหมาะสม (Online, On-Hand, On-Demand, On-Site ในพื้นที่ปลอดภัย หรือระบบเพื่อนช่วยเพื่อน) ทั้งนี้ ให้ครูสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครองอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลจิตใจ ตลอดจนผ่อนปรนการส่งงาน การบ้าน หรือการสอบในช่วงวิกฤต 4. จัดเตรียมพื้นที่ภายในโรงเรียนเพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราวกรณีจำเป็นต้องอพยพผู้ประสบภัยในพื้นที่ 5.ซ่อมแซมอาคาร โครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้า-ประปา และกั้นพื้นน้ำให้อยู่ในสภาพแข็งแรง พร้อมจัดเก็บครุภัณฑ์ และเอกสารสำคัญไว้ในที่สูงพ้นน้ำ 6.ประสานงานใกล้ชิดกับศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต/จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือหรือส่งต่อผู้ประสบภัยทันท่วงที และ 7.สำรวจผู้ได้รับผลกระทบและรายงานข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน Line กลุ่ม ศสป.สพฐ.ทันที พร้อมทั้งเร่งมอบถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา

ส่วนมาตรการระยะยาว 1.ปฏิบัติตามมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติของ ศธ. 2.จัดทำแผนสอบชดเชยในรูปแบบที่เหมาะสมหลังสถานการณ์คลี่คลาย เพื่อเติมเต็มเนื้อหาหลักสูตรที่ขาดหายไป และเร่งรัดหาหนังสือเรียน และอุปกรณ์การเรียนทดแทนส่วนที่เสียหาย เพื่อให้นักเรียนกลับเข้าสู่ระบบการเรียนปกติโดยเร็ว 3.สำรวจความเสียหายของอาคาร ครุภัณฑ์ และบ้านพัก เพื่อรายงานขอรับงบประมาณซ่อมแซมจาก สพฐ.ตามระเบียบ พร้อมทั้งประสานศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ของอาชีวศึกษา ร่วมเร่งซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและสิ่งก่อสร้างทันที 4.ปรับปรุงระบบระบายน้ำและทางน้ำไหล โดยประสานความร่วมมือเชิงพื้นที่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 5. ให้ สพท.กำกับดูแล ติดตาม และรายงานผลการดำเนินงานภาพรวมของสถานศึกษามายัง สพฐ.อย่างต่อเนื่อง” นางภัทรวรรณ กล่าว.