ศธ.ยอมรับภาระงานมาก เร่งบรรจุ‘ครูผู้ช่วย’ทดแทน-เพิ่มอัตราธุรการ ภารโรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736725

ศธ.ยอมรับภาระงานมาก เร่งบรรจุ‘ครูผู้ช่วย’ทดแทน-เพิ่มอัตราธุรการ ภารโรง

ศธ.ยอมรับภาระงานมาก เร่งบรรจุ‘ครูผู้ช่วย’ทดแทน-เพิ่มอัตราธุรการ ภารโรง

วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 11.52 น.

ศธ.ยอมรับภาระงานมาก เร่งบรรจุ‘ครูผู้ช่วย’ทดแทน-เพิ่มอัตราธุรการ ภารโรง

12 มิถุนายน 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า กรณีนักวิชาการออกมาเปิดเผยข้อมูลว่าขณะนี้กำลังเกิดปัญหาครูที่ตั้งใจทำงาน ทยอยลาออก สาเหตุเพราะทนระบบไม่ไหว ต้องแบกภาระอื่น ทำให้ไม่มีเวลาทุ่มเทกับงานสอน ทำหมดแพชชั่น เลิกเคารพตัวเอง โดยขอให้ ศธ. เร่งแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น ยอมรับว่าปัจจุบันครูทำงานค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เจอความท้าทายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานสอนแล้ว ยังต้องร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในการให้ความเรื่องสุขภาพ ยังไม่นับภัยอื่นๆที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

“ดังนั้นที่ผ่านมาจึงพยายามแก้ไขปัญหา โดยพยายามคืนครูกลับสู่ห้องเรียน เพิ่มอัตราธุรการ ภารโรง เข้ามาเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระงานของครู โดยได้กำชับให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เข้าไปดูแลความเหมาะสม โดยขอให้เร่งจัดสรรอัตราดังกล่าวให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนก่อนเป็นลำดับแรก” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า ศธ. เข้าใจสภาพปัญหา ส่วนหนึ่งเพราะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยได้ ตรงนี้ ยิ่งทำให้เกิดความขาดแคลน ส่งผลให้ครูทำงานหนักยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงได้เร่งให้มีการจัดสอบครูผู้ช่วย โดยจะมีการสอบในวันที่ 24-25 มิถุนายน นี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ เชื่อว่าเมื่อจัดสอบและบรรจุเรียบร้อยแล้ว ก็จะช่วยผ่อนคลายภาระงานของครูได้มากขึ้น เป็นการคืนครูสู่ห้องเรียนได้ส่วนหนึ่ง ศธ. พยายามแก้ปัญหานี้ในทุกมิติ แต่เนื่องจากมีองคาพยพค่อนข้างใหญ่ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจึงต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ในหลายส่วน ทั้งการปรับระบบการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ มาเป็นการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ว9/2564) หรือเกณฑ์ PA (Performance Agreement) ซึ่งจะมีการประเมินที่สอดคล้องกับลักษณะภาระงานของครู ประเมินผ่านระบบออนไลน์ ลดการทำเอกสาร เป็นต้น

“เรื่องดังกล่าวคงต้องใช้เวลา ดังนั้นจากนี้คงเป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารงาน สิ่งที่ตนพยายามดำเนินการมาตลอด คือ การคืนครูสู่ห้องเรียน เพราะเป้าหมาย สำคัญคือ คุณภาพของผู้เรียน ปัญหาสำคัญคือ ภาระงานของครูที่มาก แน่นอนที่สุดคือ เรื่องงบประมาณ ที่จะมาดูแลบุคลากร เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับครูในการทุ่มเทการทำงานดูแลนักเรียน รวมถึงต้องดูแลเรื่องการจัดสรรอัตราครูธุรการ ภารโรง เพื่อมาช่วยแบ่งเบาภาระงานอื่นๆ ของครูให้น้อยลง โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก” น.ส.ตรีนุช กล่าว

‘สศร.’พัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยส่วนภูมิภาค ปักหมุดชวนชมนิทรรศการ‘โรงสี สุพรรณ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736617

‘สศร.’พัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยส่วนภูมิภาค ปักหมุดชวนชมนิทรรศการ‘โรงสี สุพรรณ’

‘สศร.’พัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยส่วนภูมิภาค ปักหมุดชวนชมนิทรรศการ‘โรงสี สุพรรณ’

วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประสพ เรียงเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.)กล่าวว่า สศร. ได้ผลักดันโครงการพัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยสู่ภูมิภาค เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และสร้างภาคีเครือข่ายศิลปิน หอศิลป์ ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมที่กระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย โดยริเริ่มขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินงานของหอศิลป์และแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมในส่วนภูมิภาค ตั้งแต่ปี 2565-2566รวม 10 แห่ง

ได้แก่ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จ.เชียงราย หอศิลป์ริมน่านจ.น่าน หอโหวด 101 จ.ร้อยเอ็ด ศูนย์ศิลป์สิรินธร โรงเรียนศรีสงครามวิทยา จ.เลย สวนศิลป์บ้านดิน จ.ราชบุรี และศาลเจ้าเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง จ.กระบี่ เฮินศิลป์ใจ๋ยอง จ.เชียงใหม่ KULTX Collaborative Space จ.ขอนแก่น แกลเลอรี 1984+1 จ.สุพรรณบุรี และเดอลาแป อาร์ท สเปซ นราธิวาส จ.นราธิวาส โดยส่งเสริมการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม

รวมถึงมีการวางแผนพัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยสู่ภูมิภาคในระยะยาวเพื่อให้มีความยั่งยืน อาทิ การผลักดันด้านกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของหอศิลป์และแหล่งเรียนรู้ การสนับสนุนเชิงวิชาการ การศึกษาดูงาน การจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาด้านการบริหารองค์กรด้านศิลปะ และการมอบรางวัลประจำปีในด้านต่างๆ เป็นต้น โดยล่าสุด สศร. ได้ให้การสนับสนุน กลุ่มศิลปินจ.สุพรรณบุรี จัดนิทรรศการ “SUPHAN’s Echoes” หรือ เสียงสะท้อนจากสุพรรณ นำโดยนายปรีชา รักซ้อน ศิลปินผู้ก่อตั้งแกลเลอรี 1894+1

โดยได้พัฒนาโกดังโรงสีข้าวของครอบครัว ให้เกิดประโยชน์ในเชิงสร้างสรรค์ เป็นพื้นที่แสดงผลงานศิลปะแห่งใหม่ใน จ.สุพรรณบุรี ซึ่งแทบจะไม่มีหอศิลป์หรือแกลเลอรีสาธารณะอื่นๆ ดังนั้น สศร.จะสนับสนุนให้ แกลเลอรี 1894+1 เป็นหมุดหมายสำคัญของการบ่มเพาะความรักและเข้าใจในศิลปะให้กับชุมชนและสังคม รวมถึงจะมีการขยายความร่วมมือ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ จัดกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมให้ยั่งยืนต่อไป

“สำหรับนิทรรศการ “SUPHAN’s Echoes” ได้รวบรวมเทคนิควิธีการสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม มัลติมีเดีย ภาพถ่าย ตลอดจนศิลปะการแสดง ของศิลปิน จ.สุพรรณบุรีและจากพื้นที่อื่น รวม 16 คน อาทิ ผลงานภาพถ่าย “บ้านเรา (Our Home)” ผลงานชุด “กระปุกออมสินริมทาง” เป็นต้น โดยนิทรรศการดังกล่าวเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 6 ส.ค. นี้” ผอ.สศร. กล่าว

สำหรับข้อมูลนิทรรศการ “SUPHAN’S Echoes” หลังการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินงานของหอศิลป์และแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมในส่วนภูมิภาค เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2566 แกลเลอรี 1984+1 โดย ปรีชา รักซ้อน ซึ่งในครั้งนี้รับหน้าที่ภัณฑารักษ์ ได้วางแผนการจัดนิทรรศการกลุ่มครั้งแรก ณ แกลเลอรี 1984+1 ที่สะท้อนถึงจังหวัดสุพรรณบุรี ภายใต้ชื่อ “SUPHAN’S Echoes” หรือเสียงสะท้อนจากสุพรรณ

ผ่านการสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างศิลปินทั้งชาวจังหวัดสุพรรณบุรีและจากพื้นที่อื่น ทั้งศิลปินอาวุโสและศิลปินหน้าใหม่ รวมจำนวน 16 คนจนเกิดเป็นนิทรรศการกลุ่มที่รวบรวมเทคนิควิธีการสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม มัลติมีเดีย ตลอดจนศิลปะการแสดง ด้วยความรุ่มรวยของ “สุพรรณบุรี” พื้นที่ที่เต็มไปด้วยมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สามารถสืบย้อนไปถึงศตวรรษที่ 9 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ความซับซ้อนในมิติด้านวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ความเป็นชุมชน เศรษฐกิจ ตลอดจนสิ่งแวดล้อม

นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสะท้อนหรือสนทนากับประเด็นเหล่านี้ รวมถึงพื้นที่แกลเลอรี 1984+1 เองที่มีบริบทจำเพาะของการเป็นโกดังโรงสีข้าวเก่า ผลงานสร้างสรรค์ในนิทรรศการฯ อาทิ การแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัย (Contemporary Dance) ในชุด “โรงสี” ของนักศึกษาจากวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ที่รังสรรค์ขึ้นใหม่โดยชานนท์ ทัสสะ ผู้กำกับการแสดง สำหรับนิทรรศการนี้โดยเฉพาะ ร้อยเรียงเรื่องราวตั้งแต่จุดเริ่มต้นของอารยธรรมโบราณอู่ทอง สู่ความเชื่อและวิถีชีวิตที่ผูกติดกับสังคมเกษตรกรรม วัฒนธรรมข้าว และการมาถึงของยุคอุตสาหกรรม พร้อมเพลงประกอบการแสดงที่มีการใส่เสียงต่างๆ จากโรงสีข้าวเป็นพื้นหลัง,

การแสดง Sound Art แบบสดของพชร ปิยะทรงสุทธิ์ ผู้สร้างเครื่องดนตรีจากอะไหล่ต่างๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโรงสีข้าวแห่งนี้ ซึ่งเขาเคยได้เห็นเมื่อครั้งที่โรงสียังเปิดทำการ, ผลงานชุด “บ้านเรา (Our Home)” ของ วิสูตร สุทธิกุลเวทย์ ศิลปินภาพถ่ายชาวจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้นำเสนอผลงานภาพถ่ายในมุมต่างๆ ที่ทั้งคุ้ยเคยและแปลกตาในจังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดงพร้อมกับชุดผลงานภาพถ่ายของลูกชายศิลปินที่กำลังศึกษาในโครงการแลกเปลี่ยน AFS ณ ประเทศอิตาลี เพื่อสร้างบทสนทนาในความเป็นบ้านเขาและบ้านเรา,

กระปุกออมสินปูนปลาสเตอร์ผลงานสร้างสรรค์ร่วมกันของ ชญานิษฐ์ ม่วงไทย และพรยมล สุทธัง สะท้อนมุมมองของนักท่องเที่ยวจาก จ.นครปฐมที่มีต่อกระปุกออมสิน ของที่ระลึกที่วางจำหน่ายตลอดสองข้างทางระหว่างนครปฐมสู่สุพรรณบุรี กระปุกออมสินหลากสีสันในรูปแบบปลาสลิด มังกร กระทั่งแมวที่พบในโรงสี จัดแสดงบนรถเข็นหาบเร่ ผลงานเหล่านี้ล้วนส่ง “เสียงสะท้อน” ถึงความเป็นสุพรรณบุรีในมิติที่แตกต่างกันไป

จับมือ3ประสานมจธ.-โอสถสภา-หัวเว่ย’ เปิดหลักสูตร‘วิศวกรรมระบบอัจฉริยะ(ISE)’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736616

จับมือ3ประสานมจธ.-โอสถสภา-หัวเว่ย’ เปิดหลักสูตร‘วิศวกรรมระบบอัจฉริยะ(ISE)’

จับมือ3ประสานมจธ.-โอสถสภา-หัวเว่ย’ เปิดหลักสูตร‘วิศวกรรมระบบอัจฉริยะ(ISE)’

วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

งานวิจัยของสถาบัน MIT ชี้ว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรมได้ 35% และลดเวลาการทำงานลง 14% และผลการสำรวจของ World Economic Forum ตั้งแต่ปี 2565-2566 ระบุว่า บุคลากรด้าน AI จะขาดแคลนอย่างมหาศาล เพราะอุตสาหกรรมการผลิตของทั้งโลกต้องพึ่งพา AI มากยิ่งขึ้น แต่การเรียนการสอนด้าน AI ของไทยที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะบรรจุในเนื้อหาของวิชาคอมพิวเตอร์ เน้นทักษะความรู้เฉพาะทาง มีการเชื่อมโยงกับโจทย์หรือความต้องการจริงในภาคอุตสาหกรรมค่อนข้างน้อย

จึงเป็นที่มาของการออกแบบหลักสูตรวิศวกรรมระบบอัจฉริยะ (Intelligence Systems Engineering : ISE) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ราชบุรี) บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) และบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด โดยได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางด้านวิชาการร่วมกันขึ้น เมื่อวันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน 2566 มี รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี และนายนุกิจ ชลคุป Chief Manufacturing Officer ร่วมลงนาม พร้อมด้วย ศ.ดร.บุญเจริญ ศิริเนาวกุลที่ปรึกษา มจธ.(ราชบุรี) และตัวแทนจากบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนาม

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ.กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังคนด้าน AI ไม่เพียงพอ ประกอบกับอุตสาหกรรมในประเทศกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป จึงมีความต้องการบุคลากรด้าน AI เข้าไปช่วยพัฒนาและดูแลระบบ หากเราไม่เร่งผลิตบุคลากรด้านนี้ ในระยะยาวแล้วอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็จะมีปัญหาเรื่องกำลังคนอย่างแน่นอน

“ต้องเข้าใจว่าอุตสาหกรรมของไทยส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยียุค 3.0 และกำลังต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเป็นเทคโนโลยี 4.0 หากเราสามารถสร้างคนที่มีทักษะ และมีประสบการณ์ทำงานด้าน AI กับภาคอุตสาหกรรมเข้าไปเติมในจุดนี้ นอกจากจะสามารถใช้ AI มาช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้อย่างเหมาะสมแล้ว ยังเป็นประโยชน์สูงสุด ทั้งกับตัวผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมของไทยโดยรวม”

ดังนั้น เพื่อให้หลักสูตรวิศวกรรมระบบอัจฉริยะ (Intelligence Systems Engineering : ISE) สามารถพัฒนาให้นักศึกษามีคุณลักษณะและความสามารถตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ระหว่างสถาบันการศึกษาและสถานประกอบการ ที่เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ด้วยบริบทจริง (Content) ของอุตสาหกรรมยุคใหม่โดยใช้โจทย์ที่ได้รับจากสถานประกอบการจริงจึงเป็นจุดเด่นที่สำคัญของหลักสูตรนี้

ศ.ดร.บุญเจริญ ศิริเนาวกุล ที่ปรึกษา มจธ. (ราชบุรี) และประธานหลักสูตร ISE กล่าวว่า ภายใต้หลักสูตรนี้ นักศึกษาจะมีความรู้และทักษะทั้งทางด้านวิศวกรรม อุตสาหกรรมและปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงเครื่องมืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น IoT และ Cloud เพราะเป็นการเรียนรู้แบบพหุวิทยาการที่ส่งเสริมให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ การประยุกต์และความคิดสร้างสรรค์ ให้เขาได้มีโอกาสใช้ความรู้ทางวิศวกรรมระบบในสาขาเครื่องกล ไฟฟ้า พลังงานและเคมี และชีวภาพ

มาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ปัญหาหรือความต้องการของผู้ประกอบการได้จริง รวมถึงมีการฝึกปฏิบัติงานร่วมกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยที่นักศึกษามีอิสระในการออกแบบแนวทางการเรียนรู้ของตนเอง สามารถเลือกเรียนตามหัวข้อโครงงานที่ตนเองสนใจ ผ่านการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน พร้อมไปกับที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันแบบสังคม และการเป็นสมาชิกของสังคมที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบ Residential College ของ มจธ. ราชบุรี

“เป้าหมายของหลักสูตร คือ “ผลิตนักเทคโนโลยี AI” หรือ “วิศวกร AI” โดยจุดเด่นของหลักสูตร คือ นักศึกษาได้ปฏิบัติงานกับโรงงานอุตสาหกรรมจริง โดยใช้เทคโนโลยีระดับโลกตั้งแต่ปี 1 การศึกษาจะไม่จำกัดเฉพาะทฤษฎีเท่านั้น แต่เรียนกับเทคโนโลยีและโจทย์ปัญหาจริงจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งผู้ที่จบจากหลักสูตร ISE นี้จะสามารถนำเครื่องมือและเทคโนโลยี AI ไปใช้กับงานของตนเอง ซึ่งนอกจากในโรงงานแล้ว ยังประกอบอาชีพอื่นๆ ได้ เช่น ด้านการเกษตร Smart Farming ยานยนต์อัตโนมัติ เป็นต้น”

ศ.ดร.บุญเจริญ กล่าวต่อว่า ภายใต้ความร่วมมือนี้ นักศึกษาจะได้ฝึกปฏิบัติจริงในโรงงานของโอสถสภา และการใช้ AI มาแก้ปัญหาหรือตอบโจทย์ความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม ผ่านการใช้งานเครื่องจักรกล และเทคโนโลยีด้าน AI และ IoT ระดับสูงของโอสถสภา ตั้งแต่เรียนในชั้นปีที่ 1 ซึ่งการเริ่มต้นได้เร็ว จะทำให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง สามารถเป็นบุคลากรคุณภาพที่ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างแน่นอน

นายนุกิจ ชลคุป Chief Manufacturing Officer บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า ปัจจุบันโอสถสภามีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะระบบอัจฉริยะหรือปัญญาประดิษฐ์ มาบริหารจัดการในกระบวนการต่างๆ อย่างครบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการผลิต จึงมีความเชื่อมั่นว่าหลักสูตร ISE นี้จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมที่สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง พร้อมส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีทักษะและประสบการณ์ พร้อมเป็นบุคลากรคุณภาพที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ระดับสากลและเติบโตอย่างยั่งยืน

“ความร่วมมือ 3 ประสานระหว่างผู้ให้บริการเทคโนโลยี (Technology provider) อย่างหัวเว่ย นักศึกษา และบริษัทเอกชนเช่นนี้ ยังไม่เคยมีที่ไหนทำมาก่อน ถือเป็นครั้งแรก และหวังว่าจะเป็นโครงการนำร่องความร่วมมือในลักษณะนี้เพิ่มขึ้นในอนาคต เพราะเป็นโครงการที่เอื้อประโยชน์กับทุกฝ่าย ตัวนักศึกษาเขาก็จะได้รับโจทย์ที่เป็นของจริง โดยมีพี่เลี้ยงที่เป็นพี่ๆ วิศวกรและบุคลากรของโรงงานคอยสนับสนุนและช่วยเหลือ จนได้เป็นนวัตกรรมด้าน AI ออกมา ซึ่งความร่วมมือที่ต่อเนื่องกับ มจธ. ภายใต้หลักสูตร จะทำให้สิ่งที่นักศึกษา ISE รุ่นก่อนทำมาแล้ว ถูกพัฒนาต่อและทำให้ดีขึ้น จนสามารถนำไปใช้จริงกับโรงงานของเราได้ในที่สุด”

นอกจากนี้ มจธ.ยังได้ร่วมกับ บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด ผ่านโครงการ Huawei ICT Academy ที่มีการลงนามความร่วมมือตั้งแต่ปี 2020 โดยหัวเว่ย ประเทศไทยจะสนับสนุนด้านองค์ความรู้ ด้าน AI และ IoT หรือ big data ต่างๆ ให้มหาวิทยาลัยในการนำไปใช้เป็นการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มพูนทักษะด้านไอซีทีให้แก่นักศึกษา ผ่านคอร์สการเรียนการสอนแบบปฏิบัติงานจริง พร้อมมอบโอกาสการฝึกงานในสายอาชีพด้านนวัตกรรมการศึกษาเพื่อดิจิทัล เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับตลาดงานในยุคดิจิทัล และนักศึกษายังมีโอกาสในการฝึกงานรวมไปถึงการเข้าทำงานกับบริษัทฯ รวมถึงบริษัทพาร์ทเนอร์ของหัวเว่ย

หลักสูตรวิศวกรรมระบบอัจฉริยะ (Intelligence Systems Engineering : ISE) นี้เป็นหลักสูตรระดับปริญญาตรี 4 ปี ปัจจุบันมีนักศึกษาที่กำลังศึกษาในรุ่นที่ 1 แล้วกว่า 20 คนและกำลังเปิดรับสมัครนักศึกษาในรุ่นถัดไป โดยสามารถติดตามข่าวสารของหลักสูตร ได้ที่ https://ratchaburi.kmutt.ac.th/teaching/intelligent-systems-engineering-course/ และ https://www.facebook.com/RCKMUTT

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

‘ม.มหิดล-UNDP’เตรียมขยายผลวิจัย สร้างความเข้าใจประเด็น‘เพศหลากหลาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736618

‘ม.มหิดล-UNDP’เตรียมขยายผลวิจัย สร้างความเข้าใจประเด็น‘เพศหลากหลาย’

‘ม.มหิดล-UNDP’เตรียมขยายผลวิจัย สร้างความเข้าใจประเด็น‘เพศหลากหลาย’

วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สิ่งที่ยากจะเปลี่ยนแปลง คือ“ค่านิยม” ของคนในสังคม จึงนับเป็นความท้าท้ายสำหรับนักวิชาการไทยในการสร้างสรรค์งานวิจัยที่จะนำไปสู่การเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจรอช้า ซึ่ง รศ.ดร.ณัฐวุฒิ พิมพา ผู้ช่วยคณบดีด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability) และประธานสาขาการจัดการที่ยั่งยืน (Managing for Sustainability) วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)ได้เปิดเผยถึงการต่อยอดโครงการวิจัยสร้างเครื่องมือเพื่อความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายทางเพศ (Gender Toolkit for LGBTQ+ in Business)

โดยเริ่มต้นศึกษาจากภาคธุรกิจ เพื่อทลายกำแพงอุปสรรคของการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารของพนักงานที่มีความแตกต่างหลากหลายทางเพศ และจะได้มีการปรับใช้กับการบริหารจัดการของภาครัฐเพื่อมุ่งผลักดันสู่ระดับนโยบายต่อไป ซึ่งเป็นโครงการวิจัยที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้สอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน SDG5 แห่งสหประชาชาติ ที่ว่าด้วยความเท่าเทียมทางเพศ (Gender Equality) ที่อาจส่งผลต่อการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งมีการเปิดกว้างในด้านดังกล่าวที่ชัดเจนกว่าในระดับชาติ

“เครื่องมือเพื่อความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายทางเพศที่สร้างนี้จัดทำเป็นคู่มือ โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้ในการบริหารบุคลากร สร้างความเข้าใจให้เกิดการยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย และปฏิบัติต่อเพศทางเลือกโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งรวมถึงการออกกฎระเบียบ และสวัสดิการต่างๆ ด้วยความเท่าเทียมกัน” รศ.ดร.ณัฐวุฒิ กล่าว

รศ.ดร.ณัฐวุฒิ มองว่าในการปรับเปลี่ยนจำเป็นต้องพิจารณาของบริบทของสังคมไทย ที่ปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงเป็นแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งการมุ่งผลในระยะยาวอาจต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ก่อนขยายผลให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างสมบูรณ์ในระดับนโยบาย และคาดว่าด้วย “พลังของคนรุ่นใหม่” จะทำให้การปรับตัวเพื่อการสร้างค่านิยมให้เกิดการยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางเพศตามการเปลี่ยนแปลงของโลกต่อไปไม่ใช่เรื่องยาก

เมื่อเร็วๆ นี้ รศ.ดร.ณัฐวุฒิ ได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับมหาวิทยาลัยมหิดล จากการสามารถคว้ารางวัล Innovations that Inspire จากผลงาน “Gender Toolkit for LGBTQ+ in Business” ที่ได้ส่งเข้าประกวดในโครงการ 2023 Innovations that Inspire จัดโดย สถาบันการรับรองมาตรฐานการศึกษาทางด้านการบริหารธุรกิจ และการบัญชีในระดับสากล (AACSB – Association to Advance Collegiate Schools of Business)

โดยก้าวต่อไปคือการเตรียมพัฒนาสู่การจัดตั้งขึ้นเป็นหลักสูตร ภายใต้ความร่วมมือกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development : UNDP) ประเทศไทย หวังปลูกฝังคนไทยรุ่นใหม่ให้มีความรู้ความเข้าใจในวิถีของการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ด้วยจิตสำนึกแห่งการเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์!!

มหาวิทยาลัยมหิดล

ในหลวง โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯปัตตานี เชิญพวงมาลาหลวง วางหน้าหีบศพ สิบตำรวจโท พิจักษณ์ บัวแก้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736676

ในหลวง โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯปัตตานี เชิญพวงมาลาหลวง วางหน้าหีบศพ สิบตำรวจโท พิจักษณ์ บัวแก้ว

ในหลวง โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯปัตตานี เชิญพวงมาลาหลวง วางหน้าหีบศพ สิบตำรวจโท พิจักษณ์ บัวแก้ว

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 21.08 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯปัตตานี เชิญพวงมาลาหลวงไปวางหน้าหีบศพ สิบตำรวจโท พิจักษณ์  บัวแก้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดรักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟนาประดู่  เสียชีวิตจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ขณะปฏิบัติหน้าที่

11 มิถุนายน 2566 เวลา 14.00 น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้  นางพาตีเมาะ สะดียามู  ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เชิญพวงมาลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ  พระบรมราชินี  ไปวางที่หน้าหีบศพ สิบตำรวจโท พิจักษณ์  บัวแก้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดรักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟนาประดู่  ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณป้อมกั้นทางรถไฟ ถนนเพชรเกษม สาย 409 หมู่ที่ 6 ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี  เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2566 โดยตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา  เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรมหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี  สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร  พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม และโปรดให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เชิญพวงมาลาพระราชทาน และพวงมาลาประทาน วางที่หน้าหีบศพด้วย -009

‘กรมพลศึกษา’จัดประกวดศิลปะการแสดงพื้นบ้านโนรา ชิงถ้วยพระราชทานฯที่พัทลุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736543

‘กรมพลศึกษา’จัดประกวดศิลปะการแสดงพื้นบ้านโนรา ชิงถ้วยพระราชทานฯที่พัทลุง

‘กรมพลศึกษา’จัดประกวดศิลปะการแสดงพื้นบ้านโนรา ชิงถ้วยพระราชทานฯที่พัทลุง

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.42 น.

‘กรมพลศึกษา’จัดประกวดศิลปะการแสดงพื้นบ้านโนรา ชิงถ้วยพระราชทานฯที่พัทลุง

ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษาเป็นประธานในพิธีเปิดการประกวดศิลปะการแสดงพื้นบ้านโนรา ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ประจำปี พ.ศ. 2566 ในงานมหกรรมภูมิปัญญานันทนาการท้องถิ่นภาคใต้ “มโนราห์” โดยมี นายฉัตรชัย อุสาหะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง พร้อมด้วย ดร.วนิดา พันธ์สอาด รองอธิบดีกรมพลศึกษา ,นายจรูญ แก้วมุกดากุล รองอธิบดีกรมพลศึกษา ,นางสาวลิปิการ์  กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม , ดร.ยศพนธ์ สุกุมลนันทน์

ผู้ช่วยอธิบดีกรมพลศึกษา ,ว่าที่ร้อยตรีปราโมทย์ เลิศจิตรการุณ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมและพัฒนานันทนาการ กรมพลศึกษา ,นางสาวฉันทนา ศิวกุล ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพัทลุง , นายสุรัตน์ จรณโยธิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ ,นางพรเพ็ญ แป๋วประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนพัทลุง ,หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดพัทลุง และคณะกรรมการผู้ตัดสิน ร่วมเป็นเกียรติ ณ หอประชุมโรงเรียนพัทลุง อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง

กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับจังหวัดพัทลุง จัดประกวดศิลปะการแสดงพื้นบ้านโนรา ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ประจำปี พ.ศ. 2566 ในงานมหกรรมภูมิปัญญานันทนาการท้องถิ่นภาคใต้ “มโนราห์” ระหว่างวันที่ 10-11 มิถุนายน 2566 เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ได้มีความรู้ ความเข้าใจ เห็นคุณค่าของกิจกรรมนันทนาการ และนำกิจกรรมนันทนาการไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม ก่อเกิดความรู้ ความรัก ความภูมิใจ ความผูกพันในภูมิปัญญานันทนาการท้องถิ่นภาคใต้ของตน เป็นการเผยแพร่และปลูกจิตสำนึกในการร่วมอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางนันทนาการของชาติให้แก่เด็กและเยาวชน และยังเป็นการสร้างเครือข่ายในการสืบสานและเผยแพร่ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ทางนันทนาการของท้องถิ่นภาคใต้ โดยการประกวดศิลปะการแสดงพื้นบ้านโนรา ชิงถ้วยพระราชทานฯ ในครั้งนี้แบ่งประเภทออกเป็น 2 รุ่นอายุ ประกอบด้วย รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี และรุ่นอายุไม่เกิน 25 ปี ซึ่งได้รับเกียรติจากคณะกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญในทุกๆศาสตร์ของโนรา ร่วมตัดสินพร้อมให้คำแนะนำเพื่อพัฒนาทักษะสู่ความเป็นเลิศ สร้างอาชีพ และสืบสานวัฒนธรรมต่อไป

ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา เปิดเผยว่า กรมพลศึกษา มีภารกิจในการดำเนินการส่งเสริม สนับสนุนให้เด็ก เยาวชนและประชาชนได้เล่นกีฬาออกกำลังกาย และประกอบกิจกรรมนันทนาการ อย่างต่อเนื่องจนเป็นวิถีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมดนตรี และศิลปะการแสดงพื้นบ้าน เป็นการแสดงอัตลักษณ์อย่างทรงคุณค่า อันเป็นการดึงดูด ความสนใจให้ประชาชนได้เห็นถึงศิลปวัฒนธรรม ท้องถิ่น ร่วมอนุรักษ์สืบสานให้คงอยู่ สำหรับ”โนรา” (Nora) หรือ “มโนราห์” นั้นเป็นศิลปะการแสดงพื้นเมืองอย่างหนึ่งของภาคใต้ เป็นศาสตร์การร่ายรำของไทย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2564 นั้นแสดงให้เห็นถึงบทบาทอันเข้มแข็งของชุมชนที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการและรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมดังกล่าวไว้ให้แก่ชนรุ่นหลัง อีกทั้ง ยังเป็นการแสดงออกถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมในภูมิภาคและในประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งคณะรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการใช้ SofPower เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติสังคม เศรษฐกิจวัฒนธรรม ความมั่นคงและการสร้างเกียรติภูมิ รวมถึงภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยเช่น อาหาร ดนตรี นาฎศิลป์ และศิลปหัตถกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบยั่งยืนตลอดไป

สำหรับผลรางวัลการประกวดมีดังนี้

รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พร้อมทุนส่งเสริม 45,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรา Nora Pura จังหวัดพัทลุง

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับถ้วยเกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 30,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรานาทวีศิลป์ถิ่นทักษิณา จังหวัดสงขลา

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับถ้วยเกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 20,000 บาท ได้แก่ คณะโนรา โรงเรียนอนุบาลศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง

รางวัลชมเชย ได้รับถ้วยเกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม  10,000 บาท ได้แก่  คณะมโนราห์นํ้าเพชรศิลป์ถิ่นพัทลุง จังหวัดพัทลุง

-รางวัลการออกพรานดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรา Nora Pura จังหวัดพัทลุง

-รางวัลท่ารำดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรา Nora Pura จังหวัดพัทลุง

-รางวัลบทและการร้องกลอนสดดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรา Nora Pura จังหวัดพัทลุง

 -รางวัลการแต่งกายดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรา Nora Pura จังหวัดพัทลุง

-รางวัลลูกคู่ดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรานาทวีศิลป์ถิ่นทักษิณา จังหวัดสงขลา

-รางวัลความเป็นเอกภาพดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรา Nora Pura จังหวัดพัทลุง

-รางวัลเครื่องดนตรีประเภทปี่ดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรานาทวีศิลป์ถิ่นทักษิณา จังหวัดสงขลา

-รางวัลเครื่องดนตรีประเภทกลองดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรานาทวีศิลป์ถิ่นทักษิณา จังหวัดสงขลา

-รางวัลเครื่องดนตรีประเภททับดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรานาทวีศิลป์ถิ่นทักษิณา จังหวัดสงขลา

บอร์ด กกส.หนุนจัดการศึกษา เชื่อม Career Path รองรับคนเก่งพลังกิฟต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736369

บอร์ด กกส.หนุนจัดการศึกษา เชื่อม Career Path รองรับคนเก่งพลังกิฟต์

บอร์ด กกส.หนุนจัดการศึกษา เชื่อม Career Path รองรับคนเก่งพลังกิฟต์

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 22.02 น.

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 2/2566 ร่วมกับกรรมการสภาการศึกษา (กกส.) โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการสภาการศึกษา ร่วมหารือข้อเสนอการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ พร้อมทบทวนและปรับปรุงแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560 – 2579

คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า การจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ (Gifted Education) เป็นดัชนีบ่งชี้แนวโน้มความเจริญหรือสมรรถนะของประเทศในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมามีการสนับสนุนอย่างชัดเจนในด้านวิทยาศาสตร์ แต่พบว่าเยาวชนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งเมื่อเรียนจบแล้วไม่มีงานทำในประเทศ หรือทำงานที่ไม่ตรงสายหรือไม่เต็มตามศักยภาพ กกส.จึงเสนอให้มีการจัดทำเส้นทางความรู้และเส้นทางอาชีพ (Learning Path – Career Path) ให้ประเทศได้รับประโยชน์จากสมรรถนะของผู้มีความสามารถพิเศษอย่างแท้จริง รวมถึงเร่งส่งเสริมสาขาอื่นๆ โดยเฉพาะงบประมาณด้านอุปกรณ์กีฬา ศิลปะ และการดนตรี ซึ่งเป็นสาขาที่มีคุณค่าทางสังคมและอิทธิพลทางวัฒนธรรม (Soft Power) ทั้งนี้อาจต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจน ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะหน่วยงานราชการเพื่อให้มีความคล่องตัวสูง เบื้องต้นที่ประชุมมีมติให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดทำแผนการส่งเสริมการจัดการศึกษาฯ ให้ครอบคลุมตั้งแต่ระบบการคัดกรอง การพัฒนา และการใช้ความเชี่ยวชาญจากผู้มีความสามารถพิเศษ เพื่อนำเสนอ กกส.ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาความเห็นชอบต่อไป

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า จากการติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติฯ ในช่วง 5 ปี (พ.ศ.2560 – 2564) พบว่ายังมีหลายประเด็นต้องเร่งแก้ไข อาทิ ผลการทดสอบ PISA การเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้เรียนรายบุคคล นอกจากนี้ มีข้อสังเกตว่าตัวชี้วัดตามเป้าหมายของแผนการศึกษาแห่งชาติฯ มีจำนวน 53 ตัวชี้วัด ซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างมากและบางตัวชี้วัดต้องปรับใหม่ให้สอดคล้องกับการยกเลิกใช้ผลคะแนนสอบ O-NET ในการตัดสินผลการเรียน สกศ.จึงเสนอให้ควรปรับตัวชี้วัดที่เน้นการวัดข้อมูลเชิงปริมาณเป็นหลัก ส่วนตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ ควรใช้การวัดผลที่เน้นเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์สำคัญแบบ OKRs (Objective and Key Results) มาช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินงานได้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของแผนฯ อีกทั้งจะมีการพัฒนา Big Data เพื่อรายงานผลอย่งเป็นระบบและเผยแพร่ผลการประเมินให้สาธารณชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง

– 006

‘ธนกร’ติดตามความคืบหน้าประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ’สมเด็จพระสังฆราช’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736301

'ธนกร'ติดตามความคืบหน้าประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ'สมเด็จพระสังฆราช'

‘ธนกร’ติดตามความคืบหน้าประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ’สมเด็จพระสังฆราช’

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.50 น.

“ธนกร”ติดตามความคืบหน้าการประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2566 เร่งหน่วยงานต่างๆสร้างการรับรู้พระกรณียกิจ หลักธรรมคำสอน สร้างการรับรู้ในวงกว้าง

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ณ ห้องประชุม 203 กรมประชาสัมพันธ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยมีกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐ และสื่อมวลชน เข้าร่วม

นายธนกร กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าการประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งเหลือเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ก็จะถึงวันจัดงานพิธี ในวันที่ 26 มิถุนายน 2566 และขอให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเร่งเผยแพร่เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง อาทิ หลักธรรมคำสอนของพระองค์ ตลอดจนพระกรณียกิจที่สำคัญ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง

นายธนกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ยังมีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติที่น่าสนใจ อาทิ โครงการบรรพชาอุปสมบทถวายพระกุศล สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2566 ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยผู้ร่วมบรรพชาอุปสมบท เป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักศึกษา และประชาชน จำนวน 97 คน โดยจะมีพิธีปลงผมและพิธีรับประทานผ้าไตรและเข้ารับประทานพระโอวาทจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในวันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน 2566 ตั้งแต่เวลา 08.30 น.เป็นต้นไปจนเสร็จพิธี ณ วัดราชบพิธสถิตสีมาราม และ ในวันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน 2566  เวลา 08.30 น.เป็นต้นไป ประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบทตามโครงการฯ ณ วัดราชบพิธสถิตสีมาราม วัดพระยายัง และวัดบุรณศิริมาตยาราม

นอกจากนี้ ขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆ ปริณายก ในวันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน 2566 เวลา 07.30 น. ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

“ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยกันประชาสัมพันธ์และขอให้ดำเนินการต่อไปอย่างเข้มข้น ทั้งนี้คณะกรรมการได้จัดทำช่องทางให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารและการจัดกิจกรรมต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ : https://www.prd.go.th/th/page/item/index/id/85 โดยลิงค์เข้าไปที่เว็บไซต์ กรมประชาสัมพันธ์ : www.prd.go.th และ Facebook 96 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่น่าเชื่อถือมาให้ประชาชนรับรู้ และเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” นายธนกร กล่าว

– 006

‘มรภ.ราชนครินทร์’จับมือวิทยาลัยเวียดนาม ขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736296

‘มรภ.ราชนครินทร์’จับมือวิทยาลัยเวียดนาม ขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการ

‘มรภ.ราชนครินทร์’จับมือวิทยาลัยเวียดนาม ขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการ

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.36 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (RRU) ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ ร่วมกับวิทยาลัย Baria – Vungtau  College of Education (BVCE) ประเทศเวียดนาม เพื่อขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการ พร้อมกับกำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาของทั้งสองสถาบันการศึกษา

9 มิถุนายน 2566 ที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์  อ.เมืองฉะเชิงเทรา ได้มีพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU)  ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (RRU) โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดี และ วิทยาลัย Baria – Vungtau (บาเรีย วุงเต่า) College of Education (BVCE) ประเทศเวียดนาม นำโดย ดร.ฟาม หง็อก ซอน นายกสภาวิทยาลัย BVCE ซึ่งมีคณะผู้บริหารของทั้งสองสถาบันการศึกษา เข้าร่วมในพิธี

รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ มีกิจกรรมร่วมกับวิทยาลัย Baria – Vungtau (บาเรีย วุงเต่า) College of Education (BVCE) มาก่อนหน้านี้ อาทิ  การส่งนักศึกษาไทยฝึกสอนภาษาไทยให้แก่นักศึกษาเวียดนาม นักศึกษาเวียดนามเดินทางมาฝึกสอนภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ รวมไปถึงโครงการ Host Family ซึ่งเป็นโครงการที่นักศึกษาเวียดนามเดินทางมาประเทศไทย และพักบ้านของนักศึกษาไทย โดยใช้ชีวิตร่วมกับนักศึกษาไทย เพื่อเป็นกระตุ้นในการใช้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยและนักศึกษาเวียดนามในการสื่อสารจริงในชีวิตประจำวัน ตลอดจนโครงการค่ายแม่โขงและค่ายอาเซียน เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ และสถาบันการศึกษาต่างประเทศ 

สำหรับการลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสานสัมพันธ์ความร่วมมือทางวิชาการ ขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการ พร้อมกับกำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาของทั้งสองสถาบันการศึกษาได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงานวิจัยซึ่งกันและกัน  และการตีพิมพ์งานวิจัย การพัฒนาและดำเนินการเปิดหลักสูตรร่วม การจัดหลักสูตรระยะสั้น การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การแลกเปลี่ยนบุคลากรทางด้านวิชาการ ตลอดจนการร่วมจัดหานักศึกษาระหว่างสถาบันการศึกษาทั้งสองแห่ง

ทางด้านรองศาสตราจารย์ ดร.ทิพย์วิมล วังแก้วหิรัญ คณบดีคณะครุศาสตร์ กล่าวว่าหลังจากการลงนามความร่วมมือแล้ว คณะครุศาสตร์จะมีโครงการพัฒนานักศึกษาครูเรียนรู้วิถีอาเซียน ในช่วงระหว่างวันที่ 22 – 26 มิถุนายน 2566 โดยจะเชิญผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศ รวมทั้ง Baria-Vungtau (บาเรีย วุงเต่า)  College of Education เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมซึ่งกันและอีกด้วย   นอกจากนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏราชราชนครินททร์ จะขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการไปยังสาขาวิชาอื่นๆ ซึ่งสาขาวิชาภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยจะมีการพูดคุยหารือแนวทางการแลกเปลี่ยนนักศึกษาเวียดนามกับคณะผู้บริหารของวิทยาลัย Baria – Vungtau (บาเรีย วุงเต่า)  College of Education เพื่อมาศึกษาในหลักสูตรภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในรูปแบบหลักสูตร 2+2 และอาจจะมีการแลกเปลี่ยนอาจารย์ไทยไปสอนภาษาไทย ณ ประเทศเวียดนาม ต่อไปในอนาคต

วช. จับมือ ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช พร้อมเครือข่ายวิจัยภาคใต้ จัด มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 12

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736264

วช. จับมือ ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช พร้อมเครือข่ายวิจัยภาคใต้ จัด มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 12

วช. จับมือ ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช พร้อมเครือข่ายวิจัยภาคใต้ จัด มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 12

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.45 น.

วช. จับมือ ม.วลัยลักษณ์ และ จ.นครศรีธรรมราช พร้อมเครือข่ายวิจัยภาคใต้ เตรียมจัด “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค 2566 ครั้งที่ 12” ชูแนวคิด “ภาคใต้โมเดล” นำงานวิจัยพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน 

วันที่ 8 มิถุนายน 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยภาคใต้ จัดงานแถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 (Regional Research Expo 2023) ครั้งที่ 12” ภายใต้แนวคิด “วิจัย นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ภาคใต้โมเดล” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 มิถุนายน 2566 ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ จังหวัดนครศรีธรรมราช 

การแถลงข่าวมุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมในการพัฒนาท้องถิ่นภาคใต้ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน และ ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมกับนายสมพงษ์ มากมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมแถลงข่าวการเตรียมจัดงานดังกล่าวในปลายเดือนมิถุนายน 2566 นี้ ณ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สำหรับ “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 (Regional Research Expo 2023) ครั้งที่ 12” ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 มิถุนายน 2566 ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับเกียรติจากท่าน ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มาเป็นประธานเปิดงานฯ ซึ่งวช. ภายใต้กระทรวง อว. ได้เริ่มจัดมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ (Thailand Research Expo) ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีระดับชาติในการแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมและกิจกรรมการวิจัยที่มีคุณภาพของหน่วยงานเครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ เพื่อมุ่งหวังให้ผลงานวิจัยและกิจกรรมการวิจัยได้เผยแพร่สู่ผู้ใช้ประโยชน์ ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายขอบเขตของการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยในภูมิภาคต่างๆ จึงได้กำหนดให้มีการจัดงานนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศด้วย ทั้งนี้ การจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค (Regional Research Expo)” ได้ดำเนินการจัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 – ถึงปัจจุบัน ซึ่งได้หมุนเวียนการจัดงานไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ โดยมีมหาวิทยาลัยในแต่ละภูมิภาค เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงาน โดยการสนับสนุนของ วช. 

ทั้งนี้ งาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค (Regional Research Expo)” ครั้งที่ 12  กำหนดจัดขึ้นในภาคใต้ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์  เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน ภายใต้แนวคิด “วิจัย นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ภาคใต้โมเดล” เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมในการพัฒนาท้องถิ่นภาคใต้ โดยใช้การวิจัยพัฒนาเชิงพื้นที่และสร้างเศรษฐกิจภูมิภาคบริหารจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืนและต่อเนื่องไปสู่อนาคตต่อไป

นายสมพงษ์ มากมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชมีความยินดีและพร้อมให้การสนับสนุน วช. และ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในการดำเนินการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 (Regional Research Expo 2023)” ครั้งที่ 12 ที่กำหนดจัดระหว่างวันที่ 28 – 30 มิถุนายน 2566 ถือเป็นโอกาสอันดี ที่พี่น้องชาวนครศรีธรรมราชได้ต้อนรับประชาคมวิจัย ตลอดจนประชาชนทั่วไปทุกจังหวัดในภาคใต้ รวมถึงภูมิภาคอื่น ๆ ที่เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ ในนามของจังหวัดนครศรีธรรมราช ขอเชิญผู้มาเยือนทุกท่านได้ใช้ช่วงเวลานี้สัมผัสกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช  

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้รับเกียรติจาก วช. ในการสนับสนุนเป็นเจ้าภาพจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 (Regional Research Expo 2023)” ครั้งที่ 12 ถือเป็นสิ่งที่น่ายินดียิ่ง การจัดมหกรรมในครั้งนี้ได้สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเครือข่ายวิจัยในพื้นที่ภูมิภาค : ภาคใต้ และเป็นการขับเคลื่อนการทำงานของเครือข่ายมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมและเร่งให้เกิดการขยายผลในการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรมต่อเนื่องในทุกพื้นนี้ได้อย่างครอบคลุมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และการนำองค์ความรู้จากผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปสู่การใช้ประโยชน์ระดับพื้นที่ในวงกว้าง และเป็นกลไกขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมในการพัฒนาชุมชนต่อไป

ภายหลังการแถลงข่าว คณะผู้บริหาร วช. และหน่วยงานต่าง ๆ ได้เยี่ยมชมการจัดแสดงนิทรรศการตัวอย่างตัวอย่างผลงานวิจัยและกิจกรรม Highlight จำนวน 4 ผลงาน ได้แก่ 1. ผลงาน “ธนาคารปูม้า” โดย ผศ.ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ มวล. 2. ผลงาน “วิธีการอบและการใช้ประโยชน์ไม้ปาล์มน้ำมันในรูปแบบใหม่แบบครบวงจร” โดย รศ.ดร.นิรันดร มาแทน หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านไม้และวัสดุชีวภาพ มวล. 3. ผลงาน “ยกระดับน้ำมันปาล์มดิบ จากเกรดอาหารสัตว์เป็นเกรดเวชสำอาง” โดย รศ.ดร.หมุดตอเล็บ หนิสอ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มวล. และ 4. ผลงาน “งานวิจัยเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร” โดย รศ.ดร.มนัส ชัยจันทร์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร มวล.

สำหรับ “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 (Regional Research Expo 2023) ครั้งที่ 12” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 มิถุนายน 2566 ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้งนี้มีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ, การนำเสนอผลงานวิจัย ในด้านการเกษตรและอาหารแนวใหม่ ด้านพลังงานและวัสดุ ด้านการท่องเที่ยว บริการและการพัฒนาสังคม และด้านการแพทย์และสุขภาพ, การจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช., การจัดแสดงผลงานวิจัยของหน่วยงานและนักวิจัยในพื้นที่โดยเครือข่ายการวิจัยในภูมิภาค, กิจกรรมการประชุมและเสวนาในหัวข้ออันโดนเด่นที่เกี่ยวกับภูมิภาค, การประกวดผลงานวิจัยและนวัตกรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา, นิทรรศการ Highlight เพื่อแสดงอัตลักษณ์ของภูมิภาค, พื้นที่ให้คำปรึกษาความรู้จากงานวิจัย และตลาดนัดสินค้าชุมชน 

ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วม “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 12” สามารถติดตามข่าวสารการจัดมหกรรมฯ ได้ที่ https://southresearchexpo2023.wu.ac.th