​สพฐ. ยกระดับการสอนภาษาจีน ใช้ AI เสริมการประเมินทั่วประเทศ

​สพฐ. ยกระดับการสอนภาษาจีน ใช้ AI เสริมการประเมินทั่วประเทศ

​สพฐ. ยกระดับการสอนภาษาจีน ใช้ AI เสริมการประเมินทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 43/2568 พร้อมด้วย นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน โดยมีผู้อำนวยการสำนักต่างๆและผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โดยในที่ประชุมได้รายงานความก้าวหน้าภารกิจสำคัญด้านคุณภาพการศึกษา และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการเข้าร่วมประชุม World Chinese Language Conference 2025 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่ง นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง “โอกาสและความท้าทายของการประเมินผลภาษาจีนด้วยระบบอัจฉริยะ AI” พร้อมชี้ถึงบทบาทของเทคโนโลยีต่อการพัฒนาการวัดและประเมินผลในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมองว่า AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ได้มาแทนที่ครู และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการเรียนรู้แบบผสมผสานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

อีกทั้ง สพฐ. ยังเดินหน้ายกระดับการเรียนการสอนภาษาจีน โดยใช้มาตรฐาน HSK และ YCT ในการพัฒนาหลักสูตร การวัดผล และการพัฒนาครู รวมถึงส่งเสริมทั้งห้องเรียนทั่วไปที่เรียนภาษาจีนเป็นรายวิชาเพิ่มเติมและเน้นทักษะสื่อสารพื้นฐาน และห้องเรียนพิเศษภาษาจีนที่ใช้ภาษาจีนสอนวิชาคณิตศาสตร์/วิทยาศาสตร์ เตรียมพร้อมศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ โดยเน้นพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน และสามารถใช้ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินได้ โดยเฉพาะด้านการออกเสียง ความคล่องแคล่ว และการปรับข้อสอบตามระดับผู้เรียน และยังมีศึกษานิเทศก์ให้การสนับสนุน ครอบคลุมทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรายงานสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา โดย สพฐ. กำชับการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัย การสนับสนุนทรัพยากร และการปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ ขณะที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชายแดน 7 จังหวัดได้สะท้อนความต้องการเร่งด่วน เช่น งบประมาณตั้งศูนย์พักพิง การบริหารอาหารกลางวันช่วงปิดภาคเรียน การซ่อมแซมอาคารเรียน การเรียนทางไกล การเตรียมหลุมหลบภัย และการดูแลด้านสภาพจิตใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

พร้อมกันนี้ สพฐ. ได้จัดทำระบบรายงานสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ (obecbordersafe) ให้เขตพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 16 แห่ง ใช้งานได้อย่างถูกต้องและทันต่อเวลา โดยกำหนดให้รายงานข้อมูลวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้า เวลา 09.00 น. และช่วงบ่าย เวลา 15.00 น. รวมถึงตั้งไลน์กลุ่มประสานงานเพื่อให้การติดตามสถานการณ์เป็นไปอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

​ม.นครพนม – เรือนจำกลางนครพนม ‘ลงแขกเกี่ยวข้าว’ สืบสานวิถีพอเพียง ปลูกฝังวินัย ฟื้นฟูจิตใจนักศึกษาผู้ต้องขัง

​ม.นครพนม - เรือนจำกลางนครพนม ‘ลงแขกเกี่ยวข้าว’ สืบสานวิถีพอเพียง ปลูกฝังวินัย ฟื้นฟูจิตใจนักศึกษาผู้ต้องขัง

​ม.นครพนม – เรือนจำกลางนครพนม ‘ลงแขกเกี่ยวข้าว’ สืบสานวิถีพอเพียง ปลูกฝังวินัย ฟื้นฟูจิตใจนักศึกษาผู้ต้องขัง

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมกับเรือนจำกลางนครพนม จัดโครงการ “สืบสานประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว ประจำปี 2568” ณ แปลงนาใหญ่ ภายในเรือนจำกลางนครพนม โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสาวคนธ์ เหมวงษ์ คณบดีคณะเกษตรและเทคโนโลยี และ นายฉลาด อ่อนหัวโทน ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครพนม ร่วมเป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยนักศึกษา บุคลากร เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาผู้ต้องขังทั้งชายและหญิง เข้าร่วมกิจกรรม

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อ ส่งเสริมการเรียนรู้วิถีเกษตรไทยตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับนักศึกษาซึ่งอยู่ในสถานะผู้ต้องขัง ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่นา อันเป็นการปลูกฝังคุณค่าของแรงงาน ความสามัคคี ความอดทน และความภาคภูมิใจในตนเอง อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตร และสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างมหาวิทยาลัยกับหน่วยงานราชการในพื้นที่

อาจารย์สรินทรเทพ สายเนตร ภูกฤตธาดา อาจารย์ประจำสาขาวิชาสหวิทยาการศึกษา คณะเกษตรและเทคโนโลยี เปิดเผยว่า โครงการ “ลงแขกเกี่ยวข้าว” เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ภาคปฏิบัติในหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาเกษตรศาสตร์ ภายใต้โครงการความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยนครพนมกับเรือนจำกลางนครพนม ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2565 ปัจจุบันมีผู้เรียนในระบบรวมประมาณ 350 คน จาก 3 เรือนจำ ได้แก่ เรือนจำกลางนครพนม เรือนจำจังหวัดสกลนคร และเรือนจำจังหวัดมุกดาหาร

หลักสูตรดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) และมีระยะเวลาพ้นโทษไม่น้อยกว่า 3 ปี ได้ศึกษาในหลักสูตรเต็มรูปแบบ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ วิทยาศาสตร์พื้นฐาน อาหาร สัตวศาสตร์ พืชศาสตร์ ประมง และด้านช่าง โดยผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับวุฒิ ปวช. ซึ่งสามารถนำไปใช้สมัครงานในภาครัฐหรือเอกชนได้ตามคุณสมบัติ

นอกจากนี้ สำหรับผู้ต้องขังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษระหว่างศึกษา หากประสงค์จะศึกษาต่อ สามารถโอนย้ายเข้าสู่ระบบการเรียนปกติที่คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม ได้ทันทีโดยไม่เสียสิทธิ์ทางการศึกษา

โครงการสืบสานประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่ง ตัวอย่างของการใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการพัฒนา ฟื้นฟู และคืนคนดีสู่สังคม ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้กับการสืบสานวัฒนธรรมเกษตรไทย

มอบรถกอล์ฟไฟฟ้า ใช้ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

มอบรถกอล์ฟไฟฟ้า ใช้ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพ 'สมเด็จพระพันปีหลวง'

มอบรถกอล์ฟไฟฟ้า ใช้ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.57 น.

มอบรถกอล์ฟไฟฟ้า ใช้ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

24 พ.ย.68 เมื่อเวลา 14.45 น. นายธนัท เชี่ยวชาญอักษร ประธานกรรมการ บริษัท ธนัทเฮิร์บ พาณิชย์ จำกัด ร่วมกับ นางสาวอัญรินทร์  กุลเกียรติเดช ประธานกรรมการ บริษัท  บีวายบี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด พร้อมคณะ จำนวน 14 คน มอบรถกอล์ฟไฟฟ้า 6 ที่นั่ง และ 2 ที่นั่ง จำนวน 2 คัน แก่พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการสำนักพระราชวัง ณ อาคารสำนักพระราชวัง เพื่อใช้ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ยุคใหม่บริการภาครัฐ สถาบันศึกษาประชาธิปไตย ชี้ AI คือหัวใจขับเคลื่อน Digital Governance

ยุคใหม่บริการภาครัฐ สถาบันศึกษาประชาธิปไตย ชี้ AI คือหัวใจขับเคลื่อน Digital Governance

ยุคใหม่บริการภาครัฐ สถาบันศึกษาประชาธิปไตย ชี้ AI คือหัวใจขับเคลื่อน Digital Governance

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.12 น.

สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ร่วมกับ Konrad Adenauer Stiftung จัดงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ “AI กับ อนาคตรัฐบาลดิจิทัล: สู่การยกระดับมาตรฐานบริการภาครัฐ 2025 

24 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง กรุงเทพฯ ว่า สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ร่วมกับ Konrad Adenauer Stiftung ได้จัดงานเสวนาวิชาการครั้งสำคัญในหัวข้อ “AI กับ อนาคตรัฐบาลดิจิทัล: สู่การยกระดับมาตรฐานบริการภาครัฐ 2025 (AI and the Future of Digital Governance: Advancing Public Service Transformation in 2025)” เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่รัฐบาลดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยงานเสวนาฯ ได้รับเกียรติจาก ดร. ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ สมาชิกสภากรุงเทพ มหานคร พรรคเพื่อไทย แสดงวิสัยทัศน์ AI และ Digital Platform กับ การยกระดับการบริการภาครัฐ และกล่าวต้อนรับโดย ดร.ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ ผู้อำนวยการ สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย

การเสวนาครั้งนี้ได้รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย ผู้แทนจากกระทรวงและหน่วยงานที่รับผิดชอบรัฐบาลดิจิทัล ผู้ปฏิบัติงานภาครัฐ ผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาสังคม มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น

โดยมี วิทยากรผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นางสาวศนิ จิวจินดา ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นายจตุรวิทย์ นิโรจน์ธนรัฐ รองนายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์, นาย เปรมชาย จงเจริญ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์ดิจิทัล สำนักดิจิทัลกรุงเทพมหานคร, นายเอกวรัญญู อัมระปาล ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการ กทม. และโฆษก กทม. และ ดร.บุรเทพ โชคธนานุกล สถาบันวิจัยประชาการและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมกันนี้ นายพลรักษ์ รักษาพล อดีตคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และ รัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้เดินทางมาร่วมรับฟังการเสวนาด้วย

สำหรับเนื้อหาในวงเสวนาเน้นย้ำว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเครื่องมือทางเทคนิคเฉพาะทาง มาเป็น เทคโนโลยีที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างการบริหารภาครัฐ การนำ AI มาใช้จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เป็นการสะท้อนแนวโน้มใหม่ของ “รัฐบาลดิจิทัล” ที่เปลี่ยนบทบาทของรัฐจาก “ผู้ให้บริการแบบรวมศูนย์” ไปสู่ “ผู้ออกแบบระบบบริการสาธารณะที่มีฐานบนข้อมูลและเทคโนโลยี” ซึ่งมีการยกตัวอย่างความสำเร็จของประเทศต่างๆ เช่น เอสโตเนีย สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่แสดงให้เห็นว่า AI สามารถ ลดความซ้ำซ้อนของระบบราชการ เสริมความโปร่งใส และ ยกระดับคุณภาพบริการสาธารณะ ให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ ในวงเสวนาได้กล่าวถึงความคืบหน้าและอุปสรรคในไทย ว่าประเทศไทยได้ดำเนินงานภายใต้แนวนโยบาย “Thailand 4.0” และ “Digital Government Development Plan” รวมถึงการออก “แผนยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ พ.ศ. 2565–2570” ที่วางรากฐานสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI และกรอบจริยธรรมการกำกับดูแล โดยมี สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) และ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) เป็นแกนหลักในการจัดตั้ง แพลตฟอร์มกลางของรัฐ เพื่อสร้างมาตรฐานข้อมูลและลดการพัฒนาแบบแยกส่วน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล, การขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี, การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ ความจำเป็นในการสร้างความไว้วางใจ ให้ประชาชนเชื่อมั่นต่อการใช้ AI ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

ทั้งนี้ ได้มีการหยิบยกกรณีศึกษา: กรุงเทพมหานคร (BMA) ถูกนำมาเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนความพยายามของหน่วยงานท้องถิ่นในการใช้ AI ยกระดับคุณภาพชีวิต เช่น ระบบบริหารจัดการจราจรด้วย AI (AI Traffic Control System) เพื่อวิเคราะห์และปรับสัญญาณไฟจราจรลดความแออัด

แพลตฟอร์ม BMA OSS (One Stop Service) สำหรับบริการประชาชนแบบดิจิทัลครบวงจรในการยื่นคำขอและติดตามสถานะ

แพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” กลไกส่งเรื่องร้องเรียนของประชาชนไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยอัตโนมัติ

การดำเนินการเหล่านี้เป็นก้าวแรกของ “มหานครดิจิทัล” แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล การฝึกอบรมบุคลากร และการจัดทำแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมและความเป็นส่วนตัวให้รัดกุมยิ่งขึ้น

การเสวนาในครั้งนี้จึงถูกมองว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการ สร้าง “ระบบนิเวศของความไว้วางใจ” และกำหนดแนวทางเชิงนโยบายที่ชัดเจน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมอย่างยั่งยืน 

8โรงครัวอาชีวะ ลุยช่วยน้ำท่วมใต้ ผลิต2,500กล่อง/วัน ‘รมว.นฤมล’สั่งเต็มกำลัง

8โรงครัวอาชีวะ ลุยช่วยน้ำท่วมใต้ ผลิต2,500กล่อง/วัน 'รมว.นฤมล'สั่งเต็มกำลัง

8โรงครัวอาชีวะ ลุยช่วยน้ำท่วมใต้ ผลิต2,500กล่อง/วัน ‘รมว.นฤมล’สั่งเต็มกำลัง

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.37 น.

“รมว.นฤมล”สั่งอาชีวะลุยช่วยน้ำท่วมใต้ เปิดโรงครัว 8 แห่งทำอาหาร 2,500 กล่องต่อวัน ส่งถึงมือชาวหาดใหญ่–รัตภูมิ–นาทวี–พะโค๊ะ เตรียมตั้งศูนย์ Fix It ฟื้นฟูหลังน้ำลด

24 พ.ย.2568 เวลา 12.30 น.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงวิกฤตสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังส่งผลกระทบอย่างหนักในหลายจังหวัดภาคใต้ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ระดมกำลังทุกวิทยาลัยอาชีวศึกษาลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วนในพื้นที่ โดยขณะนี้ได้สั่งการให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาในจังหวัดสงขลา 5 แห่ง เปิดโรงครัวประกอบอาหารแห่งละ 500 กล่อง รวมกว่า 2,500 กล่องต่อวัน ส่งกระจายให้ประชาชนตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในอำเภอหาดใหญ่ อำเภอรัตภูมิ อำเภอนาทวี และอำเภอพะโค๊ะ เพื่อให้ชาวบ้านที่ติดอยู่ในจุดเสี่ยงต่าง ๆ ได้รับอาหารและน้ำดื่มอย่างทั่วถึง พร้อมกันนี้ ได้ประสานวิทยาลัยจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีอีก 3 วิทยาลัย เข้าตั้งโรงครัวเสริมในพื้นที่ศูนย์พักพิงที่จังหวัดจัดตั้งขึ้น เพื่อรองรับผู้ประสบภัยที่อพยพออกมาจากพื้นที่น้ำท่วมลึก

ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ส่วนวิทยาลัยเทคโนโลยีพานิชนาวี จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้จัดส่งเรือท้องแบนจำนวน 3 ลำ มาช่วยภารกิจเคลื่อนย้ายและลำเลียงสิ่งของในจังหวัดสงขลา เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงผู้ประสบภัยในจุดที่รถไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว หากในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ ระดับน้ำในอำเภอรัตภูมิ สงขลา กลับสู่ภาวะปกติ กระทรวงศึกษาฯ จะเร่งตั้ง ศูนย์ “Fix It Center” โดยเป็นความร่วมมือของวิทยาลัยในจังหวัดสงขลาและสุราษฎร์ธานี เพื่อฟื้นฟู ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์การเกษตร รถจักรยานยนต์ และสิ่งของต่าง ๆ ของประชาชน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายหลังน้ำลด

“กระทรวงศึกษาธิการ จะเดินหน้าสนับสนุนทุกภารกิจช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกหน่วยที่กำลังทำงานแข่งกับเวลา เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ประชาชนทั่วทุกสารทิศเข้ากราบพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

ประชาชนทั่วทุกสารทิศเข้ากราบพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

ประชาชนทั่วทุกสารทิศเข้ากราบพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.53 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 สำนักพระราชวัง รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น.

สำหรับวันนี้ สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 14.00 น.ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้ปรับเวลาเนื่องจากวันที่ 24 – 25 พ.ย.2568 มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอภิลักขิตสมัย วันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ครบ 100 ปี พุทธศักราช 2568  และ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอภิลักขิตสมัยวันคล้ายวัสสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ครบ 100 ปี และถวายพระราชสมัญญา พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช 2568

เช้าวันนี้ได้มีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์ เดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ เบื้องหน้าพระโกศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ มีคณะบุคคลจากจังหวัดต่างๆ อาทิ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ปราจีนบุรี, ปัตตานี,พระนครศรีอยุธยา, คณะนักเรียนโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ, สมาคม สรีตาบอดในประเทศไทย, สมาคมบัณฑิตตาบอดไทย, สมาคมส่งเสริมอาชีพและสวัสดิการคนตาบอด, สมาคมคนตาบอดกรุงเทพมหานคร อำนวยความสะดวกโดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), สภาการแพทย์แผนไทยและนักศึกษาแพทย์แผนไทย รุ่น 22 โรงเรียนภัทรเวชสยามการแพทย์แผนไทย เป็นต้น เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงพระราชทานโครงการต่างๆช่วยเหลือประชาชนให้มีอาชีพมีความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนขึ้น

โดยมีข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ เจ้าหน้าที่สํานักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อย รวมถึงให้คำแนะนำอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่นั่งวิวแชร์และประชาชนตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ และมีบริการ “ชัตเตอร์ บัส” รับ-ส่งบริเวณทางออกหน้าประตูเทวาภิรมย์ ไปยังท้องสนามหลวงด้วย

ด้าน นายพรชัย หาญศรี อายุ 54 ปี ชาว จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งพิการเนื่องจากประสบอุบัติเหตุรถทับเมื่อปี 2555 กล่าวว่า ตนปั่นวีลแชร์มาจาก อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.มาถึงท้องสนามหลวง เที่ยงคืนของวันที่ 23 พ.ย.แล้วเข้าจุดคัดกรองที่ท้องสนามหลวง เช้าวันนี้ปั่นวีลแชร์เพื่อจะเข้าไปกราบสักการะพระบรมศพ โดยมีจิตอาสาคอยอำนวยความสะดวกดีมากๆ

“ที่ผมถือพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระพันปีหลวงทรงอุ้มในหลวง ร.10 ตอนทรงพระเยาว์ สื่อความหมายแม่รักลูก ซึ่งผมก็ถือเป็นลูกของพระองค์ท่านคนหนึ่ง เมื่อปี 2559 ผมก็ตั้งใจมากราบสักการะพระบรมศพพ่อหลวง ร.9 วันนี้อยากมากราบแม่แห่งแผ่นดิน ที่ทรงพระราชทานอาชีพ และหลักเศรษฐกิจพอเพียง ผมได้เข้าไปฝึกอาชีพที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งในหลวง ร.9 และสมเด็จพระพันปีหลวง ทรงให้สร้างไว้ ทั้งสองพระองค์เสด็จฯไปศูนย์อพยพที่ จ.สระแก้ว หลังจากที่ท่านเสด็จกลับมา ก็ทรงเห็นว่าที่ตรงนั้นเป็นดินทราย ท่านก็ขอซื้อที่ดินตรงนั้น แต่ชาวบ้านถวายให้พระองค์ท่าน เพื่อสร้างโครงการฯนี้ขึ้นมา เพื่อพัฒนาดินที่เป็นดินทราย และส่งเสริมการปลูกป่า การสร้างอาชีพให้เกษตรกร ผ่านการฝึกอบรม การเกษตรทฤษฎีใหม่, การเกษตรผสมผสาน, การประมง, และศิลปาชีพพิเศษ ฝึกการเย็บปักถักร้อย การจักสาร สร้างอาชีพให้กับประชาชน ในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง ให้มีรายได้เพิ่ม ณ วันนี้ตรงนี้ก็อุดมสมบูรณ์ ผมก็ได้มีโอกาสไปฝึกอาชีพทางด้านจักสานเย็บปักถักร้อยและตอนนี้ผมก็ยึดอาชีพเกษตรกร เพื่อสร้างรายได้ และตอบโจทย์เศรษฐกิจพอเพียง เราสามารถเก็บเล็กผสมน้อย พ่อหลวงสอนไว้อย่างแยบยลมาก แม่หลวงก็สอนให้เรามีอาชีพ สอนการแปรรูปสิ่งของที่เรามีเพื่อให้มีรายได้เพิ่ม

ความทรงจำที่มีต่อสมเด็จพระพันปีหลวง ผมจำทุกอย่าง ทั้งด้านรักลูก ด้านอาชีพ พระองค์ท่านทรงส่งเสริมเกี่ยวกับเรื่องผ้า และของที่อยู่ในป่า พระองค์ท่านทรงมีพระเนตรกว่างไกล ว่าของนั้นสามารถมีประโยชน์ นำมาสร้างเป็นอาชีพ สร้างเป็นของใช้ในครัวเรือนได้ หรือนำมาเป็นของแบรนเนมขึ้นชื่อของประเทศไทยได้ ผมเห็นตรงนี้ ผมจึงเคารพและศรัทธาพระองค์ท่านอย่างมาก และเป็นแรงบันดาลใจให้ผมปั่นวีลแชร์มา การสูญเสียแม่แห่งแผ่นดินรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง ผมเดินทางมาผมไม่รู้จักใคร แต่ระหว่างทางมีคนยิ้มให้และทักทาย ก็มีกำลังใจ บางคนบอกกับผมว่าเขามากราบไม่ได้นะ เขาขอฝากใจไปด้วยและขอจับมือผม วันนี้มือที่เขาจับ ผมจะมากราบพระองค์ท่าน” นายพรชัย กล่าวด้วยน้ำตาแห่งความตื้นตัน

ขณะที่ ดร.พท.ภัทราภรณ์ เอกวิทยาเวชนุกูล จิตอาสาสภาการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า คณะจิตอาสาสภาการแพทย์แผนไทย เข้ากราบพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน เมื่อครั้งที่สมเด็จพระพันปีหลวง เสด็จฯ ไปต่างจังหวัดหรือท้องถิ่นที่ห่างไกล จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พระราชทานตรวจรักษาประชาชนและทรงสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทยในการรักษาชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศไทย รวมถึงทรงมีโครงการพระราชดำริอนุรักษ์ป่า ซึ่งป่าที่อุดมสมบูรณ์ถือเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะสมุนไพรธรรมชาติมากมาย อดีตคนในชนบทเข้าถึงการแพทย์ได้ยาก ซึ่งแพทย์แผนไทยอยู่ใกล้ชิดประชาชน มีแพทย์พื้นบ้านแนะนำสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคแก่ชาวบ้าน แม้แต่พืชผักสวนครัวนำมาใช้ดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาวได้ โดยเริ่มต้นจากดูแลตัวเอง ครอบครัว และชุมชน

“สมเด็จพระพันปีหลวงทรงมีพระวิสัยทัศน์กว้างไกลส่งเสริมการใช้แพทย์แผนไทย นำสิ่งใกล้ตัวมารักษา ปรับสมดุลร่างกายก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต โดยที่ต้นทุนไม่มาก รวมถึงเป็นต้นทุนที่มีอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ช่วยเหลือประชาชนให้มีสุขภาพที่ดี พึ่งพาตัวเองได้ ชุมชนดูแลชุมชน โดยไม่เป็นภาระของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งมีผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล ทั้งยังทรงเป็นแบบอย่างให้กับเหล่าแพทย์แผนไทยทุ่มเททำงานเพื่อดูแลสุขภาวะของประชาชน เพื่อสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระพันปีหลวง ตลอดเดือนพฤศจิกายนนี้สภาการแพทย์แผนไทยจัดทีมจิตอาสาแพทย์แผนไทยตั้งจุดบริการประชาชนในพื้นที่สนามหลวง เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนที่เดินทางมาเข้ากราบ แจกจ่ายยาดมสมุนไพรสูตรดอกไม้หอมมีส่วนประกอบสำคัญ คือ ดอกมะลิ ซึ่งนอกจากมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ลดอาการวิงเวียนศรีษะแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของแม่แห่งชาติ สื่อความรักบริสุทธิ์ ความกตัญญู  แล้วยังมียาดมสมุนไพรเปลือกสมุลแว้งมีกลิ่นหอมเฉพาะ ประชาชนที่เข้ากราบจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุ รวมถึงคณะเดินทางไกลจากต่างจังหวัด พบมีอาการวิงเวียนศรีษะและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ สามารถมารับยาดมและใช้บริการนวดแผนไทยได้ เหล่าจิตอาสาแพทย์แผนไทยจะทำหน้าที่ดูแลประชาชนด้วยหัวใจเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณพระองค์ท่าน” ดร.พท.ภัทราภรณ์ กล่าว

– 006

นายกฯเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์-พิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

นายกฯเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์-พิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

นายกฯเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์-พิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.57 น.

นายกฯเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พ.ย.68 และถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ครบ 100 ปี 24 พ.ย.68

วันนี้ (24 พฤศจิกายน 2568) เวลา 07.30 น. ณ วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ พีธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พ.ย.68 และถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ครบ 100 ปี 24 พ.ย.68 โดยมีประธานวุฒิสภา (ผู้แทนประธานรัฐสภา) ผู้แทนประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรอิสระและคู่สมรส คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานราชการในพระองค์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า และผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีในครั้งนี้ด้วย

นายกรัฐมนตรี จุดรูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และจุดรูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะพระรูปสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา (ผู้แทนประธานรัฐสภา) ผู้แทนประธานศาลฎีกา ถวายเครื่องไทยธรรมและถวายผ้าไตรแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์สดับปกรณ์ อนุโมทนา ถวายอดิเรก นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำ และกราบลาพระรัตนตรัย ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระรูปสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ก่อนจะนำผู้เข้าร่วมในพิธีร่วมตักบาตร โดยมีพระสงฆ์ จำนวน 100 รูป เดินออกรับบิณฑบาต

ต่อจากนั้น เวลา 08.00 น.นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วย ประธานวุฒิสภา (ผู้แทนประธานรัฐสภา) ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และวางพุ่มดอกไม้ถวายสักการะสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

สำหรับ ส่วนภูมิภาคทุกจังหวัด จัดพิธีระหว่างวันที่ 24 – 25 พฤศจิกายน 2568 ณ สถานที่ที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และศาลากลางจังหวัด ในต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุล และหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั่วไป ณ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุล และส่วนราชการจัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล ถวายพระราชกุศลถวายพระกุศล แสดงความจงรักภักดี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี โดยดำเนินการระหว่างวันที่ 1 – 30 พฤศจิกายน 2568

– 006

OKMD เร่งปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

OKMD เร่งปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

OKMD เร่งปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.47 น.

OKMD ขานรับนโยบายรัฐบาล เร่งเดินหน้าปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ สร้างโอกาสเข้าถึงความรู้เท่าเทียมทั่วประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

22 พฤศจิกายน 2568 นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD และได้มอบนโยบายสำคัญเพื่อใช้เป็นกรอบขับเคลื่อนภารกิจด้านการเรียนรู้ของประเทศ โดยเน้นให้การดำเนินงานของ OKMD สอดคล้องกับยุทธศาสตร์รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาส และยกระดับศักยภาพคนไทยด้วยทุนความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และการแข่งขันระดับโลกที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสันติ กล่าวว่า การพัฒนาคนไทยให้มีทักษะและศักยภาพที่เท่าทันโลกเป็นภารกิจเร่งด่วนของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยีดิจิทัล เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และรูปแบบการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงมุ่งส่งเสริมให้ OKMD ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงองค์ความรู้ที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองใหญ่ ชุมชนเมือง หรือพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งต้องทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับวิถีชีวิตยุคใหม่ เพื่อให้คนไทยสามารถอยู่รอด แข่งขันได้ และพัฒนาต่อยอดคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างยั่งยืน

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า ในฐานะองค์การมหาชนภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ของประเทศ ผ่านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ การผลิตองค์ความรู้ที่เข้าถึงง่าย และการขยายโอกาสด้านการเรียนรู้ไปยังประชาชนทุกกลุ่ม โดยมีเป้าหมายให้ความรู้เป็น ‘ทุนของทุกคน’ ไม่ใช่เพียงของคนบางกลุ่ม พร้อมย้ำว่าการเข้าถึงความรู้คุณภาพคือกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นรากฐานของการพัฒนาทุนมนุษย์ในยุคเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างแท้จริง

ดร.ทวารัฐกล่าวต่อว่า OKMD พร้อมเดินหน้าภารกิจตามนโยบายที่รัฐมนตรีมอบหมายทั้ง 7 ด้านอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการยกระดับ TK Park, Museum Siam และเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบของการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์เด็กและเยาวชนยุคดิจิทัล พร้อมทั้งขยายความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อเพิ่มจำนวนแหล่งเรียนรู้คุณภาพในภูมิภาค และพัฒนาระบบแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างแท้จริง

ในด้านการนำนวัตกรรมมาพัฒนาการเรียนรู้ OKMD จะดำเนินโครงการที่ผสมผสานเทคโนโลยี การเล่น และประสบการณ์จริง เช่น Play-based Learning, Digital Content และเครื่องมือการเรียนรู้สมัยใหม่ เพื่อทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน OKMD จะร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรเพื่อพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมเสริมทักษะสำคัญสำหรับอนาคต ได้แก่ ความรู้ดิจิทัล ความรู้ด้านการเงินและผู้ประกอบการ ความรู้ด้านสุขภาพและการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ และความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถปรับตัวทันต่อกระแสโลกและใช้ทักษะเหล่านี้ในการยกระดับคุณภาพชีวิต

ดร.ทวารัฐยังระบุว่า OKMD จะสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมไทย ผ่านสื่อความรู้ และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ  เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ไทย สร้างคุณค่าและรายได้แก่ประชาชน รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงความรู้ เพื่อพัฒนาเมืองสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ และสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจท้องถิ่น

สำหรับโครงการเชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศ OKMD พร้อมเร่งรัดการพัฒนา National Knowledge Center (NKC) บนถนนราชดำเนินให้เป็น ‘แลนด์มาร์กของชาติ’ และเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ตลอดจนผลักดันโครงการ OKMD Sustainable Development Learning Center (OKSD) ที่สวนเบญจกิติ ให้เป็นต้นแบบศูนย์เรียนรู้ด้านความยั่งยืนของประเทศ และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ในระยะต่อไป

ดร.ทวารัฐกล่าวปิดท้ายว่า ‘OKMD มุ่งทำให้การเรียนรู้เป็นพลังของประชาชนทุกคน เพราะเมื่อคนไทยเข้าถึงความรู้ที่มีคุณภาพ ประเทศไทยจะมีรากฐานที่แข็งแรงในการรับมืออนาคต และสามารถสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้’

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบการเรียนรู้ของประเทศให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และผลักดันให้ OKMD เป็นฟันเฟืองหลักในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการเปิดโอกาสด้านความรู้อย่างเท่าเทียม เพิ่มพูนศักยภาพคนไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยพลังขององค์ความรู้และนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อวางรากฐานสู่สังคมแห่งโอกาส ความรู้ และความยั่งยืนในอนาคต

‘พระราชินี’ทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ พระราชทานฉลองพระองค์ชุดไทย จัดแสดงนิทรรศการ 45 ปีพิจิตรา

'พระราชินี'ทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ พระราชทานฉลองพระองค์ชุดไทย จัดแสดงนิทรรศการ 45 ปีพิจิตรา

‘พระราชินี’ทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ พระราชทานฉลองพระองค์ชุดไทย จัดแสดงนิทรรศการ 45 ปีพิจิตรา

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.10 น.

21 พฤศจิกายน 2568 เวลา 19.25 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการแสดงผลงานห้องเสื้อพิจิตรา ในโอกาสก่อตั้งและดำเนินงานครบ 45 ปี และบริษัท แอตเตอลิเยร์ พิจิตรา จำกัด และทอดพระเนตรงานแสดงแฟชั่นโชว์ ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร โดยมีนางพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ เฝ้าฯรับเสด็จ

การนี้ ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ ร่วมกับคณะผู้บริหาร และผู้สนับสนุนการจัดงาน จำนวน 3 ชุด และทอดพระเนตรนิทรรศการวิดีทัศน์ และการแสดงผลงานห้องเสื้อพิจิตรา ในโอกาสก่อตั้งและดำเนินงานมาครบ 45 ปี และบริษัท แอตเตอลิเยร์ พิจิตรา ซึ่งได้อัญเชิญฉลองพระองค์ ในสมเด็จพระสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 3 องค์ ประกอบด้วยฉลองพระองค์ชุดกลางคืน ตัดเย็บด้วยผ้าไหมสีดำแต่งแขนด้วยผ้าชาวเขาเผ่าเย้า ฉลองพระองค์ชุดกลางวันตัดเย็บด้วยผ้าไหมมัดหมี่ลายโคมห้าซึ่งออกแบบและตัดเย็บ โดยพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ และฉลองพระองค์ชุดกลางวัน ตัดเย็บด้วยผ้าไหมมัดหมี่ ปักฉลุเป็นลายลูกไม้สานเชื่อมเป็นตะแกรงองค์ในตัดเย็บด้วยผ้าไหมมัดหมี่ ออกแบบและตัดเย็บโดยอาจารย์ลำยงค์ บุณยรัตพันธุ์ โรงเรียนสอนตัดเสื้อระพี

พร้อมกันนี้ ยังได้เชิญฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี มาจัดแสดง 3 องค์ ประกอบด้วย ฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมานสีน้ำเงิน เมื่อครั้งโดยเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา แห่งอังกฤษ ณ มหาวิหารเวสต์มินเตอร์ ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรี สีส้ม เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ทรงรับ พลเอก เดวิด เฮอร์ลีย์ ผู้สำเร็จราชการแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย และนางลินดา เฮอร์ลีย์ภริยา

ชุดต่อมา ฉลองพระองค์ชุดไทยอมรินทร์ สีน้ำตาล เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมในงานถวายพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี และสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน จัดถวาย ณ พระราชวังเดเชนโชลิง กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน ซึ่งฉลองพระองค์ทั้ง 3 องค์ ออกแบบและตัดเย็บโดย พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์พิจิตรา

จากนั้น เสด็จไปประทับบริเวณจัดงานแสดงแฟชั่นโชว์ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นางสาวฑาทิม รักษะจิตร เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวาย หนังสือที่ระลึก ผู้ช่วยศาตราจารย์นาถรพี ตันโซ เข้าเฝ้าฯทูลเกล้าฯถวายกระเช้าผลิตภัณฑ์รุ่งฟ้า จากบริษัท ทูบีไคนด์ จำกัด และนางพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทแอตเตอลิเยร์พิจิตรา จำกัด กราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และกราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงานฯ พร้อมทั้งกราบบังคมทูลเชิญทอดพระเนตรงานแสดงแฟชั่นโชว์ 

โดยการแสดงแฟชั่นโชว์และจัดนิทรรศการแสดงผลงานของห้องเสื้อพิจิตรา ในโอกาสก่อตั้งและดำเนินงานมาครบ 45 ปี จัดขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีบทบาทโดดเด่นอย่างยิ่งในการฟื้นฟูหัตถกรรมไทยและเผยแพร่ความงดงามของผ้าไทยสู่สายตาชาวโลก และเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ เทคนิค และกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานจากรุ่นสู่รุ่นของห้องเสื้อพิจิตรา ผ่านการแสดงผลงานการออกแบบเสื้อผ้าที่หลากหลายและมีความละเมียด

ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Golden Metamorphosis เพื่อบ่งบอกศิลปะแห่งการเปลี่ยนผ่าน ที่สะท้อนถึงการเติบโต ความแข็งแกร่ง และความละเมียดละไมอย่างงดงาม อันเปรียบเสมือนยุคทอง’ ของผ้าไทยที่พระองค์ท่านได้ทรงมอบไว้เป็นมรดก โดยสร้างสรรค์ ความงดงามและความแข็งแกร่งเชิงสัญลักษณ์ของ “แมลงสีทอง” ถ่ายทอดการแปรสภาพ (Metamorphosis) โดยนำมาตีความถึงการวิวัฒนาการและการเกิดใหม่ของแบรนด์อย่างลึกซึ้ง หัวใจของคอลเลกชันนี้คือการหลอมรวมสองคู่ตรงข้ามที่ทรงพลัง ระหว่างโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่เฉียบคม และความอ่อนช้อยพริ้วไหวแบบเฟมินีน เข้าไว้ด้วยกัน”

ผลงานในคอลเลกชันนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอันงดงาม สร้างเรื่องเล่าผ่านภาพของ “ดักแด้ที่กำลังคลี่ตัวออกสู่ชีวิตใหม่” การเกิดใหม่นี้เปรียบเสมือนความฝันอันแสนงดงาม  การเดินทางเหนือจริงที่ทั้งให้เกียรติต่อประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และเปิดรับอนาคตที่เปี่ยมด้วยความงามและนวัตกรรม ผ่านการใช้ “สีทอง” ที่แทรกอยู่ทั่วทั้งคอลเลกชันไม่ได้เป็นเพียงการเลือกสี หากแต่คือสัญลักษณ์ของ “ยุคทองแห่งความสำเร็จ” และ “อนาคตอันเจิดจรัส” ที่รออยู่ข้างหน้า

เมื่อจบงานแสดงแฟชั่นโชว์แล้ว พระราชทานช่อดอกไม้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ แก่นางพิจตรา บุณยรัตพันธุ์ เมื่อสมควรแก่เวลา ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

ทั้งนี้ การแสดงแฟชั่นโชว์และจัดนิทรรศการแสดงผลงานของห้องเสื้อพิจิตรา ในโอกาสก่อตั้งและดำเนินงานมาครบ 45 ปี จะเปิดให้ทุกคนเข้าชมฟรี ระหว่างวันที่ 21 – 29 พฤศจิกายน 2568  ที่เอ็มสเฟียร์ (EMSPHERE)

‘เสียงของเด็กคือพลังที่เปลี่ยนโลกได้’ ศุภนิมิตฯย้ำบทบาทเด็กและเยาวชนไทยบนเวทีนานาชาติ เนื่องในวันเด็กสากล

'เสียงของเด็กคือพลังที่เปลี่ยนโลกได้' ศุภนิมิตฯย้ำบทบาทเด็กและเยาวชนไทยบนเวทีนานาชาติ เนื่องในวันเด็กสากล

‘เสียงของเด็กคือพลังที่เปลี่ยนโลกได้’ ศุภนิมิตฯย้ำบทบาทเด็กและเยาวชนไทยบนเวทีนานาชาติ เนื่องในวันเด็กสากล

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.52 น.

“เสียงของเด็ก คือ พลังที่เปลี่ยนโลกได้” ศุภนิมิตฯ ย้ำบทบาทเด็กและเยาวชนไทยบนเวทีนานาชาติ เนื่องในวันเด็กสากล

เนื่องในวันที่ 20 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันเด็กสากล (World Children’s Day) เป็นวันที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดขึ้นเพื่อเน้นย้ำถึง สิทธิ เสียง และสวัสดิภาพของเด็กทั่วโลก มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรสาธารณกุศลเพื่อการพัฒนาและรณรงค์ความยุติธรรมในสังคม กว่า 50 ปีที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือเด็ก ครอบครัว และชุมชนเปราะบางยากไร้ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เพื่อสะท้อนมุมมอง ความต้องการ และประสบการณ์จริงของพวกเขา พร้อมสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนมีบทบาทในการกำหนดทิศทางอนาคตของสังคมโลกโดยเฉพาะในประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของพวกเขา เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) หรือ การยุติความรุนแรงต่อเด็ก (End Violence Against Children)

นับตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนถึงตลอดปี 2025 เด็กและเยาวชนที่เติบโตจากโครงการพัฒนาเยาวชนของศุภนิมิตฯ ได้รับโอกาสสำคัญในการเข้าร่วมเวทีระดับสากลหลายเวที เพื่อเป็นกระบอกเสียงแทนเด็กไทยและเด็กทั่วโลก อาทิ การประชุมรัฐมนตรีเอเชียแปซิฟิกว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Asia-Pacific Ministerial Conference on Disaster Risk Reduction – APMCDRR) จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 Thailand Children’s Consultation on the ASEAN RPA on EVAC 2025 Regional Children’s Consultation on RPA on EVAC 2025 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงการมีส่วนร่วมใน วาระครบรอบคำมั่นสัญญาของคณะมนตรีเพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็ก (Ministerial Moment Anniversary of Commitments to End Violence Against Children) จัดโดย UNICEF และ World Health Organization

เหตุการณ์เหล่านี้เป็นความภาคภูมิใจของมูลนิธิฯ ที่ได้เห็นเด็กและเยาวชนได้รับโอกาส เติบโต และพัฒนาตัวเองจนสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

นายศาศวัต (น้องมิ่ง) ผู้นำกรรมการสภาเด็กและเยาวชนมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้แบ่งปันประสบการณ์การเป็นตัวแทนเด็กและเยาวชน ในการขับเคลื่อนนโยบายอาเซียนว่าด้วยการยุติความรุนแรงต่อเด็ก ในงาน Regional Children’s Consultation on RPA on EVAC ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยกล่าวว่า “ผมได้รับโอกาสเปิดโลกกว้างอย่างมากเลยครับ ได้เห็นมุมคิดของเยาวชนจากประเทศต่าง ๆ เป็นสิ่งกระตุ้นให้ผมต้องกลับมาเรียนรู้เพิ่ม ผมเข้าร่วมสะท้อนและให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการอาเซียน ว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อเด็กฉบับปัจจุบัน ซึ่งจะครบกำหนดในปี 2025 นี้ และยังได้ร่วมกันกับเพื่อนเยาวชนประเทศอาเซียน จัดทำข้อเสนอแนะและได้เข้าร่วมในการประชุมครั้งที่ 41 ของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนระหว่างรัฐบาลอาเซียน (AICHR) กล่าวข้อเสนอแนะของพวกเราให้ผู้ใหญ่ระดับอาเซียนรับฟัง โดยข้อเสนอแนะของพวกเราจะถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำแผนปฏิบัติการอาเซียนฉบับใหม่ ว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อเด็กต่อไปด้วยครับ เป็นความภูมิใจที่สุดเลยครับ”

นายชัยรัตน์ (น้องอเล็กซ์) เยาวชนศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้มีโอกาสเข้าร่วมเวทีระดับนานาชาติในงาน COP30 และ The APMCDRR 2024 ภายใต้ธีม Surge to 2030: Enhancing Ambition in Asia-Pacific to Accelerate Disaster Risk Reduction ณ ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อเป็นตัวแทนนำเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยกล่าวว่า “ผมภูมิใจที่ได้มีโอกาสเป็นตัวแทนเยาวชนไทย รวมถึงตัวแทนเด็ก ๆ จากภาคพื้นเอเชียและทั่วโลก ที่ได้ส่งเสียงสะท้อนถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและข้อเสนอแนะสู่สาธารณชน ความเป็นเด็กของเรา เป็นพลังขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราทุกคน โดยเฉพาะเด็ก ควรได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ ในอนาคตข้างหน้า ถ้าเราไม่ใช้เสียงของตัวเอง ผมคิดว่า โลกคงโหดร้ายยิ่ง ๆ ขึ้นไป เด็กรุ่นใหม่ที่จะลืมตามขึ้นมาดูโลกจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ทำร้ายสุขภาพและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเขา ทั้ง ๆ ที่เขาเหล่านั้นไม่ได้มีส่วนในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายแบบนั้น ผมคิดว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมกันแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนครับ ผมอยากเชิญชวนเด็ก ๆ ทุกคน รวมถึงผู้ใหญ่ ภาครัฐ และภาคเอกชน ออกมาเรียกร้องแกละแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น”

การมีส่วนร่วมของเยาวชนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เด็กไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ถูกคุ้มครอง” แต่ยังเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ที่สามารถผลักดันประเด็นสำคัญระดับโลกได้ เมื่อได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม

นางรสลิน โกแวร์  ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “สำหรับศุภนิมิตฯ เราเชื่อมั่นเสมอมาว่า เด็กและเยาวชนควรเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ไม่ใช่เพียงผู้รับการคุ้มครอง แต่ต้องได้รับสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจที่ส่งผลต่อชีวิตของพวกเขา การสร้างพื้นที่ปลอดภัย การส่งเสริมทักษะชีวิต การศึกษา และสุขภาวะที่ดี คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้เด็กเติบโตอย่างมั่นคงและมีศักยภาพเต็มที่”

“ในปีที่ผ่านมาและปี้นี้ เราภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นเด็กและเยาวชนจากโครงการของเรา ไม่ว่าจะเป็นน้องมิ่ง น้อง อเล็กซ์ และยังมีน้อง ๆ เยาวชนอีกหลายคน ที่ได้เป็นตัวแทนเยาวชนก้าวขึ้นสู่เวทีระดับสากลและเปล่งเสียงในประเด็นสำคัญของโลก นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าเมื่อเด็กได้รับโอกาส ได้รับการพัฒนาศักยภาพ และการสนับสนุนที่เหมาะสม พวกเขาสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้จริง เราเชื่อว่าเสียงของเด็กมีคุณค่าและสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อทั้งสังคมและนโยบายระดับโลก และเราจะเดินหน้าทำงานเพื่อให้เด็กทุกคนในประเทศไทยมีโอกาสเช่นนี้ต่อไป”

“ความสำเร็จที่เยาวชนสามารถลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในเวทีระดับประเทศและระดับสากล เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของผลลัพธ์ที่ศุภนิมิตฯ สร้างขึ้นตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เบื้องหลังคือความพยายามอย่างต่อเนื่องในการเสริมพลังเด็ก สนับสนุนครอบครัว และพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งและยืนหยัดได้ด้วยตนเอง  เรายังมีอีกหลายโครงการที่ทำงานอย่างเงียบ ๆ ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้เด็กทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในภาวะเปราะบางที่สุด ได้รับโอกาสที่ควรมีตั้งแต่แรกเริ่ม”

ศุภนิมิตฯ จะยังคงเดินหน้าสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชีวิตเด็ก ครอบครัว และชุมชนทั่วประเทศ ด้วยความเชื่อมั่นว่าเมื่อเด็กได้รับโอกาสที่เหมาะสม พวกเขาจะเติบโตขึ้นเป็นพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และนี่คือพันธกิจที่เราจะยึดมั่นไม่ว่าสถานการณ์โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร