สิ้นปูชนียบุคคล! ‘คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต’ อดีต ผอ.หอสมุดแห่งชาติ สิริอายุ 104 ปี

สิ้นปูชนียบุคคล! 'คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต' อดีต ผอ.หอสมุดแห่งชาติ สิริอายุ 104 ปี

สิ้นปูชนียบุคคล! ‘คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต’ อดีต ผอ.หอสมุดแห่งชาติ สิริอายุ 104 ปี

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก National Library of Thailand หอสมุดแห่งชาติ โพสต์ข้อความว่า  แจ้งข่าวเศร้า  ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต อดีตผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ อดีตรองอธิบดีกรมศิลปากร และอดีตนายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ  ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 สิริอายุ 104 ปี

ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ปูชนียบุคคลสำคัญผู้พากเพียรวางรากฐานและพัฒนางานบรรณารักษศาสตร์ของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2465 ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับทุนไปศึกษาระดับปริญญาโทด้านบรรณารักษศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา นับเป็นคนไทยรุ่นแรก ๆ ที่ได้ศึกษาวิชาชีพนี้โดยตรงจากต่างประเทศเพื่อนำความรู้มาพัฒนาประเทศ

คุณหญิงแม้นมาสได้ดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย อาทิ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ และรองอธิบดีกรมศิลปากร โดยคุณูปการที่สำคัญยิ่งต่อหอสมุดแห่งชาติและวงการบรรณารักษ์มีดังนี้:

การบุกเบิกและก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติ: ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางแผนและควบคุมการก่อสร้างอาคารหอสมุดแห่งชาติ ณ ท่าวาสุกรี โดยเป็นผู้พิจารณากำหนดพื้นที่ปฏิบัติงานและออกแบบครุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งบริหารจัดการการขนย้ายทรัพยากรสารสนเทศจากตึกถาวรวัตถุมายังอาคารใหม่ได้อย่างเรียบร้อย

การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้: ท่านเป็นผู้ริเริ่มนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในหอสมุดแห่งชาติเพื่อจัดทำบรรณานุกรมแห่งชาติ (National Bibliography) นับเป็นหอสมุดแห่งแรกในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้

การยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสู่ระดับสากล: ท่านริเริ่มการนำเลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) มาใช้ และก่อตั้งศูนย์ข้อมูลวารสารระหว่างชาติแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ISDS-SEA) โดยมีสำนักงานตั้งอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ รวมถึงการร่วมก่อตั้งสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยและดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ คนแรก

การพัฒนาบุคลากร: ท่านให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพบุคลากร โดยสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่หอสมุดแห่งชาติได้รับทุนการศึกษาและฝึกอบรมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านบรรณารักษศาสตร์ให้แก่สังคมไทย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ได้อุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในระดับนานาชาติ จนได้รับการยกย่องเป็นปูชนียบุคคลบรรณารักษศาสตร์ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์

ไทยผงาดเมืองคานส์! ซาบีดา นำทัพเปิดเวที Director Talk เชื่อมเครือข่ายภาพยนตร์ระดับโลก

ไทยผงาดเมืองคานส์! ซาบีดา นำทัพเปิดเวที Director Talk  เชื่อมเครือข่ายภาพยนตร์ระดับโลก

ไทยผงาดเมืองคานส์! ซาบีดา นำทัพเปิดเวที Director Talk เชื่อมเครือข่ายภาพยนตร์ระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

วันที่ 15 พฤษถาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้กำกับภาพยนตร์ไทย (Director Talk) ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 เมื่อ วันที่ 14 พฤษภาคม เวลา 14.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐฝรั่งเศส) ณ คูหาหมายเลข 112 หมู่บ้านนานาชาติ (Village International) เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส

โดยมี นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาวชลิดา เอื้อบำรุงจิต ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) นางสาวอุรุษยา อินทรสุขศรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

ผู้บริหารจากกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ ผู้ประกอบการภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง  เวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ “Thai Cinema Rising – Shaping the Future of Film in Thailand” ถ่ายทอดมุมมอง แนวคิด และประสบการณ์จากผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ชื่อดังของไทย เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมเปิดโอกาสสร้างเครือข่ายความร่วมมือใหม่ ๆ ในระดับนานาชาติ

อีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย สู่การเป็นพลังสร้างสรรค์ระดับโลก 

นอกจากกิจกรรมดังกล่าวนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เยี่ยมชม Marché du Film (ตลาดภาพยนตร์เมืองคานส์) ซึ่งเป็นงานเทศกาลภาพยนตร์ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุด มีนักธุรกิจในวงการภาพยนตร์เข้าชมมากที่สุดในโลก ภายในงานมีกิจกรรมทางธุรกิจ อาทิ การเจรจาการค้า การสัมมนาศักยภาพและแนวโน้มธุรกิจ การนำเสนอผลงาน โดยผู้เข้าร่วมชมงานส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคยุโรป และรองลงมาคือสหรัฐอเมริกา
 

นักวิจัย มช. ถอดรหัสฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือย้อนหลัง 10 ปี ด้วย Machine Learning

นักวิจัย มช. ถอดรหัสฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือย้อนหลัง 10 ปี ด้วย Machine Learning

นักวิจัย มช. ถอดรหัสฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือย้อนหลัง 10 ปี ด้วย Machine Learning

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะผู้วิจัยจากภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มช. พัฒนาแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เพื่อทำนายความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ย้อนหลัง 10 ปี ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ช่วยเติมเต็มช่องว่างข้อมูล PM2.5 ที่ขาดหายจากการตรวจวัดอย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยด้านระบาดวิทยาเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพประชาชน และสนับสนุนการกำหนดนโยบายสาธารณสุขและการจัดการคุณภาพอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม การศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพในระยะยาวยังประสบข้อจำกัดจากข้อมูลการตรวจวัด PM2.5 ในอดีตที่มีช่องว่างและขาดความต่อเนื่อง คณะผู้วิจัยจึงได้นำเทคโนโลยี Machine Learning มาประยุกต์ใช้ในการทำนายค่าความเข้มข้นของ PM2.5 ย้อนหลัง ระหว่างปี พ.ศ. 2554–2563 โดยใช้ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

ข้อมูลที่ใช้ในการพัฒนาแบบจำลอง ประกอบด้วยค่าความเข้มข้นของฝุ่น PM10 ข้อมูลก๊าซมลพิษ ได้แก่ CO2 และ O3 ข้อมูลจุดความร้อน (Fire Hotspots) รวมถึงข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เช่น ความกดอากาศ ปริมาณน้ำฝน ความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิ ทิศทางลม และความเร็วลม โดยได้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของอัลกอริทึม 5 รูปแบบ ได้แก่ Multi-layer Perceptron Neural Networks (MLP), Support Vector Machine (SVM), Multiple Linear Regressions (MLR), Decision Tree (DT) และ Random Forests (RF)

ผลการศึกษาพบว่า แบบจำลอง Random Forests (RF) มีประสิทธิภาพสูงสุดในการทำนายความเข้มข้นของ PM2.5 โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย (RMSE) เท่ากับ 6.82 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ย (MPE) 4.33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าความคลาดเคลื่อนสัมพัทธ์ (RPE) 22.50% และค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R2) สูงถึง 0.93 สะท้อนถึงศักยภาพของเทคโนโลยี Machine Learning ในการสนับสนุนงานด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข

งานวิจัยหัวข้อ “Long-Term Retrospective Predicted Concentration of PM2.5 in Upper Northern Thailand Using Machine Learning Models” ดำเนินการโดย อ.ดร.วรวุฒิ ศรีสุขคำ ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ ดร.แสวง กาวิชัย ดร.ปทุมรัตน์ ศรีพันธุ์ พญ.อมราภรณ์ ฤกษ์เกษม และ ศ.(เชี่ยวชาญพิเศษ) นพ.กิตติพันธุ์ ฤกษ์เกษม จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมุ่งหวังให้งานวิจัยดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการศึกษาผลกระทบระยะยาวของมลพิษทางอากาศ และช่วยยกระดับการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

เลขาฯพระปกเกล้า ต้อนรับ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน เชื่อมสัมพันธ์พร้อมเยี่ยมชมการอบรมหลักสูตร A-List

เลขาฯพระปกเกล้า ต้อนรับ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน เชื่อมสัมพันธ์พร้อมเยี่ยมชมการอบรมหลักสูตร A-List

เลขาฯพระปกเกล้า ต้อนรับ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน เชื่อมสัมพันธ์พร้อมเยี่ยมชมการอบรมหลักสูตร A-List

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.03 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ให้การต้อนรับ H.E. Mr. Elchin Ragub oglu Bashirov เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทย พร้อมด้วย Mr. Adil Suleymanov ที่ปรึกษา ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในอนาคต โดยเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทยได้แสดงความสนใจต่อบทบาท ภารกิจ และวิสัยทัศน์ของสถาบันพระปกเกล้าในการพัฒนาประชาธิปไตยและเสริมสร้างธรรมาภิบาลของประเทศไทย

นอกจากนี้ H.E. Mr. Elchin Ragub oglu Bashirov ยังได้ให้เกียรติเข้าเยี่ยมชมการเรียนการสอนของหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ (A-List) ซึ่งเป็นหลักสูตรสำคัญของสถาบันพระปกเกล้าในการพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ โดยได้กล่าวชื่นชมแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งสร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบต่อสังคม

พร้อมกันนี้ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทยยังได้กล่าวให้กำลังใจและอวยพรแก่นักศึกษาในหลักสูตร A-List ให้เติบโตเป็นผู้นำคุณภาพ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติในอนาคต

การเข้าพบในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์อันดีและส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันพระปกเกล้ากับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตลอดจนเปิดโอกาสสู่ความร่วมมือระดับนานาชาติในอนาคตต่อไป

เปิดเทอมนี้มีเฮ! ‘ประเสริฐ’ สั่งลุย ลดงานครู-เลิกบังคับชุดลูกเสือจัดเต็ม

เปิดเทอมนี้มีเฮ! ‘ประเสริฐ’ สั่งลุย ลดงานครู-เลิกบังคับชุดลูกเสือจัดเต็ม

เปิดเทอมนี้มีเฮ! ‘ประเสริฐ’ สั่งลุย ลดงานครู-เลิกบังคับชุดลูกเสือจัดเต็ม

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.54 น.

“ประเสริฐ” เร่งติดตามควิกวินนโยบาย 5 ด้าน เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้โรงเรียน ครู บุคลากร สลช.ย้ำไม่ต้องใส่เครื่องแบบลูกเลือใช้ชุดลำลองร่วมกิจกรรมได้ขอให้มีเพียงผ้าผูกคอและหมวก

14 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษก ศธ.,และผู้บริหารระดับสูงศธ.พร้อมหน่วยงานในกำกับเข้าร่วมประชุม ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องสำคัญ นอกจากติดตามงานปกติแล้ว ก็ได้ติดตาม Quick win ตามนโยบาย 5 ด้านของ ศธ. ที่จะเร่ง ดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเดินหน้า นโยบาย “ลดภาระงานครู” อย่างจริงจัง รับเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2569 โดยกำชับทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปีนี้ พร้อมมอบหมายให้ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ. ติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

นายประเสริฐ กล่าวว่า นอกจากการติดตามงานตามปกติแล้ว ที่ประชุมยังได้พิจารณาเรื่องสำคัญ 2 เรื่องคือ นโยบาย Quick win ที่ได้ประกาศไป 5 ด้าน โดยตนได้สั่งการให้ทำข้อสรุปในวันที่ 27 พ.ค.นี้  เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติให้กับโรงเรียนต่างๆ ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้ทราบถึงวิธีการ ว่า Quick win ที่ ศธ.ต้องการนั้นเป็นอย่างไร เช่น การลดภาระครู มีอะไรบ้าง ลดความเหลื่อมล้ำมีอะไรบ้าง ความปลอดภัยในสถานศึกษามีอะไรบ้าง เป็นต้น ส่วนเรื่องที่ 2 สืบเนื่องจาก พระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท มีผลบังคับใช้แล้ว และประกาศในราชกิจจาฯแล้ว  ในเรื่องนี้มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการอยู่ 2 เรื่อง ซึ่งเงินนี้มีอยู่ 2 ก้อน คือ ก้อนแรก 2 แสนล้านบาท  เป็นเงิน ที่ใช้ช่วยเหลือแก้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและเกษตรกร  อีก 2 แสนล้านบาท ใช้ในเรื่องการสร้างทักษะ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจไปสู่การแข่งขันในระยะยาว  ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคน ทั้งดำเนินการเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐาน  การศึกษาด้านอาชีพ หรืออาชีวศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งกระทรวงศึกษาจะนำภารกิจเหล่านี้มาแปลงเป็นนโยบาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ  ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระของพลังงาน ซึ่งเงินก้อนที่ 2 นี้จะนำมาใช้ในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และเกิดการแข่งขันในระยะยาว  

“ส่วนเรื่องการลดภาระครู จะเอาข้อมูลมากางดูว่า ครูมีภาระงานอะไรบ้างนอกจากการเรียนการสอน เพื่อดูว่าจะสามารถลดภาระงานอะไรได้บ้าง  รวมถึงการผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เข้ามาช่วยงานด้านเอกสาร รายงาน และงานธุรการ เพื่อลดภาระงาน ลดเวลาในการทำงานเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของครู และเมื่อลดภาระให้ครูแล้วก็จะนำ KPI วัดความสำเร็จด้วย  และหลังจากนโยบายนี้ออกไปแล้ว เราต้องหาคำตอบด้วยว่า เราสามารถลดภาระครูได้กี่เปอร์เซ็น และเมื่อลดภาาะครูแล้วเราก็หวังว่าจะได้ผู้เรียนที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงขึ้น 

นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มอัตรากำลัง และจะมีการปรับเปลี่ยนการบริหารงานภายในของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เช่น จะเอาตำแหน่งครูที่ว่างมาปรับเปลี่ยนเป็น 38 ค เพื่อให้สามารถทำหน้าที่อื่นได้  ส่วนโรงเรียนเอกชนก็ให้มีการเบิกจ่ายตรงได้ เพื่อลดขั้นตอน ทั้งนี้ ให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจนภายในปี 2569นี้“ รมว.ศธ. กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากใกล้เปิดภาคเรียนแล้ว ตนได้สั่งการให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สั่งการไปให้ทุกโรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมรองรับนักเรียนช่วงเปิดเทอม โดยเฉพาะความพร้อมเรื่องอาคารสถานที่เรียน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการสำรวจเรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากช่วงนี้มีเหตุวาตะภัย พายุฝนตกหนักบางพื้นที่ ดังนั้น หากโรงเรียนใดประสบปัญหาก็ให้แจ้งโดยด่วนเพื่อหาทางแก้ไข  อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็ยังไม่ได้มีรายงานเข้ามา ว่าโรงเรียนใดมีปัญหาเรื่องการส่งหนังสือเรียนให้กับนักเรียนไม่ทันเปิดเทอม

“กระทรวงศึกษาฯมีนโยบายหลายอย่างเพื่อจะลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในยุคที่น้ำมันมีราคาแพง และได้มีข้อซักถามถึงแนวทางปฏิบัติเข้ามาโดยเฉพาะเรื่องของเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ว่า นักเรียนต้องใส่อย่างไร จึงจะไม่ขัดกับข้อกำหนดของโรงเรียน ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจตนจึงขอให้ผู้บริหารที่ดูแลสำนักงานลูกเสือแห่งชาติเป็นผู้ชี้แจง“ 

นายวรัท พฤกษทวีกุล รองปลัด ศธ. และเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ(สลช.) ชี้แจงถึงแนวปฏิบัติการแต่งชุดลูกเสือ เนตรนารี  ว่า  ตามกฎหมายกำหนดว่าลูกเสือต้องแต่งเครื่องแบบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้มีสองมุม มุมแรกห่วงเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อผู้ปกครอง จึงมีการเรียกร้องให้ผ่อนปรนการแต่งเครื่องแบบลูกเสือ  ส่วนอีกมุมหนึ่ง โรงเรียนที่มีความพร้อมที่จะแต่งเครื่องแบบลูกเสือ ไม่มีปัญหาเรื่องเครื่องแบบ  ดังนั้น รมว.ศธ. จึงได้มอบหมายให้ สลช.ไปดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม  ปีที่ผ่านมา สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ได้มีหนังสือซักซ้อมแจ้งไปยังโรงเรียนเกี่ยวกับกาาแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี แล้ว ในการจัดกิจกรรมฝึกอบรมลูกเสือในโรงเรียน ว่า อนุโลมให้ใช้เครื่องแบบลำลองในการฝึกอบรมในโรงเรียนได้  รวมถึงการอยู่ค่ายพักแรม กิจกรรมเดินทางไกล หรือกิจกรรมในชุมชน  โดยเครื่องแบบลำลอง คือ ให้มีผ้าผูกคอ และหมวกลูกเสือแต่ละประเภท เพื่อแสดงความเป็นลูกเสือเท่านั้น ส่วนชุดที่สวมอาจจะเป็นชุดนักเรียน ชุดกีฬา หรือ ชุดอะไรก็ได้ที่โรงเรียนกำหนด  ซึ่งจากที่สั่งการไปตั้งแต่ปีที่ผ่านมาโรงเรียนก็เข้าใจและดำเนินการตามที่ สลช.สั่งการ  ส่วนการแก้ไขกฎกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบลูกเสือนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นการพิจารณาร่วมกันของ สลช.กับ คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ แต่คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็ว ๆ นี้ และทันใช้ในภาคเรียนที่ 2 นี้อย่างแน่นอน

สพฐ.กำชับ 7 มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองนักเรียน

สพฐ.กำชับ 7 มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองนักเรียน

สพฐ.กำชับ 7 มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองนักเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.35 น.

สพฐ.ส่งหนังสือด่วนที่สุด! ถึงทุกเขตพื้นที่ฯ กำกับสถานศึกษาถือปฏิบัติตามประกาศฯ 7 มาตรการ ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียนในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ปีการศึกษา 2569

14 พ.ค.69 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้มีหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตทั่วประเทศ ให้แจ้งสถานศึกษาในสังกัดทราบถึง ” ประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรื่อง มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียนในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ปีการศึกษา 2569” และ ให้ถือปฏิบัติ โดยสามารถดำเนินการได้ตามบริบทของสถานศึกษา เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ปกครองนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน และขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง ส่งเสริม สนับสนุน กำกับ และติดตาม การดำเนินงานของสถานศึกษาให้เป็นไปตามประกาศนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ 7 มาตรการ ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียนในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ปีการศึกษา 2569 มีสาระสำคัญที่ยังคงให้สถานศึกษาในสังกัดทุกแห่งดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามปกติอย่างมีคุณภาพ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้กระทบต่อคุณภาพการศึกษาและพัฒนาการของผู้เรียนในทุกระดับ เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเสมอภาค โดยมีแนวปฏิบัติตามประกาศ สพฐ.ดังนี้ 1.ให้สถานศึกษาพิจารณาลดหรือผ่อนผันการเก็บเงินบำรุงการศึกษา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียน 2.ให้สถานศึกษาพิจารณายกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียน ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ หรือเครื่องแต่งกายอื่นๆ ได้ตามความเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา 3.ให้สถานศึกษาพิจารณาลดหรืองดการใช้วัสดุ อุปกรณ์การเรียน ที่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียน 4.ให้สถานศึกษาพิจารณาลดหรืองดการจัดซื้อหนังสือเสริมหลักสูตรนอกเหนือจาก 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ที่เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียน 5.ให้ลดหรืองดการจัดกิจกรรมที่ต้องเรียกเก็บเงินเพิ่มจากผู้ปกครองนักเรียน 6.ให้ลดหรืองดการมอบหมายให้นักเรียนจัดทำชิ้นงาน หรือโครงงาน ที่เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียน และ 7.ให้สถานศึกษาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการบริหารจัดการศึกษาและการจัดการเรียนการสอน”

ประกาศ สพฐ.ฉบับนี้ ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาสามารถออกมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียนเพิ่มเติม ตามความเหมาะสมและบริบทของสถานศึกษาได้ เช่น ชุดนักเรียน อนุโลมให้นักเรียนสามารถใช้ชุดเดิมได้แม้เลื่อนชั้น หรือ ย้ายสถานศึกษา เพิ่มวันสวมใส่ชุดพละ ชุดสุภาพ ไม่บังคับจัดซื้อชุดลูกเสือ-เนตรนารีเต็มรูปแบบ โดยใช้เฉพาะผ้าผูกคอและหมวกร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้ กระเป๋าเปิดกว้างไม่จำกัดรูปแบบ ไม่ต้องมีตราโรงเรียน ออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ไม่จัดเก็บเงินเพิ่ม มอบหมายงานเป็นกลุ่ม จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการกลุ่มสาระ ติดตามผลการเรียนผ่านระบบดิจิทัล ยื่นเอกสาร-ส่งงานผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น. 

‘อัครนันท์’ลุยรื้อระบบประเมิน ชูโมเดล’ประเมินครั้งเดียวจบ’คืนครูให้ห้องเรียน

'อัครนันท์'ลุยรื้อระบบประเมิน ชูโมเดล'ประเมินครั้งเดียวจบ'คืนครูให้ห้องเรียน

‘อัครนันท์’ลุยรื้อระบบประเมิน ชูโมเดล’ประเมินครั้งเดียวจบ’คืนครูให้ห้องเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.13 น.

หมดยุคครูงานล้น ‘อัครนันท์’ ประกาศขออาสา สางภาระครู กลางที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ดันโมเดลควบรวมโครงการ-ลดความซ้ำซ้อน คืนเวลาสอนให้ครู แย้มจันทร์หน้าเตรียมแถลงความชัดเจน

14 พฤษภาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวว่า ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2  ตนได้รับมอบหมายจาก รมว.ศธ. ให้เป็นประธานในการหารือร่วมกับฝ่ายนโยบายและแผนของหน่วยงานในสังกัด ศธ. เพื่อทบทวนกิจกรรมโครงการที่เข้าไปสู่สถานศึกษา ที่จะช่วยลดภาระงานครูอย่างเป็นระบบ

นายอัครนันท์ กล่าวว่า ปัญหาที่ตนอยากเข้ามาดำเนินการแก้ไขมากที่สุดในช่วงแรกของการทำงาน คือการช่วยลดภาระงานของครู ตนอาสาจากท่าน รมว.ศธ.ว่าขอเข้ามาดูแลเรื่องนี้ด้วยตนเอง เนื่องจากที่ผ่านมาเมื่อมีการลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนจากครูผู้ปฏิบัติงาน พบว่าครูจำนวนมากรู้สึกท้อแท้กับภาระงานเอกสารจากโครงการที่ซ้ำซ้อน และต้องการเวลาเพื่อทุ่มเทให้กับการสอนมากกว่าการทำเอกสารเพื่อรับการประเมิน 

“จากนี้ ผมจะเร่งนำโครงการทั้งหมดของทุกหน่วยงานมากางดู เพื่อควบรวมโครงการที่มีเป้าหมายคล้ายกัน ผ่านโมเดล ‘การประเมิน 1 ครั้ง ครอบคลุมหลายโครงการ’ สำหรับโครงการที่ละเอียดอ่อนทางสังคม จะมีการวางแผนการสื่อสารอย่างรอบคอบเพื่อให้การดำเนินงานราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ส่วนโครงการโรงเรียนสีขาว ซึ่งคุณครูสะท้อนผ่านช่องทางต่างๆมายังผมจำนวนมากนั้น ได้มีเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาพูดคุยแล้วทราบว่า ยังยกเลิกไม่ทันในงบประมาณปี 69 นี้ แต่ในงบประมาณปี 70 จะมีการแก้ปัญหาโครงการนี้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ ผมให้ความสำคัญกับทุกเสียงของคุณครู จึงต้องการแสดงความจริงใจให้เกิดผลสำเร็จในระดับปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงนโยบายบนแผ่นกระดาษ พร้อมกันนี้เราจะส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังโรงเรียนด้วยว่า กระทรวงฯ จะไม่ทำแบบเดิม สิ่งไหนที่ซ้ำซ้อนและยกเลิกได้ เราจะยกเลิก สิ่งไหนรวมได้ เราจะนำมาบูรณาการรวมกัน เพื่อลดภาระงานเอกสาร คืนความสุข และคืนเวลาให้ครูได้กลับไปดูแลนักเรียนในห้องเรียนอย่างแท้จริง” นายอัครนันท์ กล่าว

ส่วนการขับเคลื่อน “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ” กระทรวงฯ พร้อมจะเป็น ‘ร่ม‘ ที่กางปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพความปลอดภัยและเยียวยาทั้งนักเรียนและครูอย่างครอบคลุมในทุกมิติ โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการการทำงานร่วมกันให้เป็นระบบ และต้องปรับจูนทิศทางทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้
 

ศธ. รับลูกเครือข่ายเด็ก ยกระดับคุมเข้มบุหรี่ไฟฟ้า สถานศึกษาต้องปลอด 100%

ศธ. รับลูกเครือข่ายเด็ก ยกระดับคุมเข้มบุหรี่ไฟฟ้า สถานศึกษาต้องปลอด 100%

ศธ. รับลูกเครือข่ายเด็ก ยกระดับคุมเข้มบุหรี่ไฟฟ้า สถานศึกษาต้องปลอด 100%

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.02 น.

“รมช.อัครนันท์”เอาจริง หลังเครือข่ายเด็กเยาวชน -ผู้ปกครองและครอบครัว ตบเท้าพบ หนุนคุมบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา100%  พร้อม ยื่น 4 ข้อเสนอปกป้องเด็กและเยาวชน

14 พฤษภาคม 2569 ที่ชั้น 1 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ มีแกนนำเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง, เครือข่ายครอบครัวปลอดบุหรี่เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม, เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง และมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เดินทางมาเข้าพบ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแสดงจุดยืนต่อปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา พร้อมยื่นข้อเสนอ 4 ข้อเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา และทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “สถานศึกษาต้องปลอดบุหรี่ไฟฟ้า100%” 

โดยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ. กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย  กระทรวงศึกษาธิการ โดย นายประเสริฐ  จันทรลวงทอง รมว.ศธ. มีมติให้ปกป้องบุหรี่ไฟฟ้าจากเยาวชนอยู่แล้ว เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นภัยของเด็ก ซึ่งผู้ปกครองก็อาจจะไม่ทราบว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีลักษณะเป็นอย่างไรบ้าง เพราะบุหรี่ไฟฟ้าปัจจุบันผลิตให้มีหน้าตาน่ารักขึ้น  อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการ จะเร่งออกมาตรการหรือแนวทางเพื่อให้ครูและผู้อำนวยการโรงเรียนทุกแห่งช่วยกันดูแลปราบปรามอย่างเด็จขาด เนื่องจากบุหรี่ไฟ้ฟ้าเป็นสิ่งผิดกฏหมายแล้วยังมีผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กด้วย ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจะเข้มงวดในเรื่องนี้ให้มากขึ้น 

”ผมจะประสานกับทาง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) และกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงประสารกับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯที่ดูแลเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า และประสารกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อร่วมกันดูแลในเรื่องนี้ เพราะบุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงเด็กและเยาวชน ทำให้ส่งผลกระทบหลายอย่างมาก ทั้งด้านจิตใจและสุขภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องดูแล บางคนเขาไม่ได้สูบบุหรี่ไฟฟ้าแต่เขาต้องได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ถือว่าเป็นพื้นที่เซฟโซน ดังนั้น ผมก็จะไม่ปล่อยผ่านในเรื่องนี้อย่างแน่นอน ก็ขอให้ทุกท่านสบายใจ เนื่องจาก รมว.ศธ. มอบหมายให้ผมมาดูแลเรื่องนี้ เพราะสถานศึกษาไม่ควรมีเรื่องอะไรพวกนี้ ศธ.จะให้อำนาจโรงเรียนเต็มที่ในการช่วยกันกวดขันอย่างเข้มงวด และขอให้ผู้ปกครองทราบว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ดังนั้น ต้องบอกลูกหลานไม่ให้ทำผิดกฏหมาย หากทำผิดก็รับผิดชอบ“ รมช.ศธ. กล่าว 

ด้านนางฐาณิชชา ลิ้มพานิช  ประธานเครือข่ายครอบครัวปลอดบุหรี่ กล่าวว่า ปัจจุบันการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสอดคล้องกับผลการสำรวจการบริโภคยาสูบของเยาวชนไทย (Global Youth Tobacco Survey Thailand : GYTS) ปี2565 โดยกรมควบคุมโรค พบเด็กอายุ 13-15 ปี ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 5.3 เท่า จาก 3.3% ในปี 2558 เป็น 17.6% ในปี 2565 และข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบคนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 11.44 เท่า จาก 78,742 คนในปี 2564 เพิ่มเป็น 900,459 ในปี 2567  แม้มาตรการของภาครัฐจะเข้มงวดมากขึ้น มีข้อกฎหมายที่ชัดเจนบทลงโทษหนักทั้งผู้ครอบครองและผู้จำหน่าย แต่จุดอ่อนสำคัญในปัจจุบัน คือเรื่องการตลาดออนไลน์ที่ยังเป็นปัญหา สามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชนได้ง่ายและเร็วมากทั้งนี้ เราขอชื่นชมที่กระทรวงศึกษาธิการได้มีมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา คือ 1.สร้างการตระหนักรู้ เท่าทันพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า และโทษของบุหรี่ไฟฟ้าทั้งสุขภาพร่างกายและโทษทางอาญา 2.สถานศึกษา สถานที่ทำงาน ต้องจัดให้มีเครื่องหมายแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 3.สอดส่องดูแลป้องกันมิให้ผู้เรียนและบุคลากรเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งการสูบ จำหน่ายครอบครอง หรือสนับสนุน 4.หากตรวจพบถูกร้องเรียนหรือน่าสงสัยว่าบุคลากรเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย และยังมีอีกหลายมาตรการตามมาเพื่อปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ก็ยังห่วงเรื่องความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ของครู ว่าสามารถทำอะไรได้แค่ไหนเมื่อพบบุหรี่ไฟฟ้า จะดำเนินการต่ออย่างไร

ขณะที่นางสาวศุภัทรา ภาแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง กล่าวว่า สถานการณ์การเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้ายังน่าห่วงโดยเฉพาะทางออนไลน์ จากข้อมูลผลการเฝ้าระวังของสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทยและภาคีเครือข่ายช่วงไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2569 พบว่ายังมีการขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่าน ออนไลน์ถึง 83 ช่องทาง แบ่งเป็นเว็บไซต์ 54 ช่องทาง ผ่านแอปพลิเคชัน 29 บัญชีรายชื่อและยังพบการโฆษณาผ่านกลุ่มปิดทางเฟสบุ๊ก 44.8% การโฆษณาผ่าน X หรือ Twitter 34.5% และInstagram 20.7% เป็นช่องทางสื่อสารภาพลักษณ์เชิงบวกระหว่างบุคคลที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น (Micro Influencers) กับบุหรี่ไฟฟ้า และยังมีบริการส่งถึงที่ภายใน 180 นาทีอีกด้วย

ส่วนนายบดินทร์ชัย บุญปก แกนนำเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง และอดีตผู้เคยก้าวพลาดใช้บุหรี่ไฟฟ้าจนต้องละทิ้งความฝันที่จะสอบเข้าตำรวจเนื่องจากมีปัญหาสุขภาพ กล่าวว่า  เครือข่ายขอใช้โอกาส เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก (World No Tobacco Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี เพื่อแสดงจุดยืนและยื่นข้อเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้ ข้อ1. เครือข่ายขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการต่อมาตรการปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า และให้เป็นสถานศึกษาปลอดบุหรี่ไฟฟ้า100% ข้อ 2. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ทุกโรงเรียนใช้โอกาสในวันปฐมนิเทศนักเรียน และวันประชุมผู้ปกครอง ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมทั้งให้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์สอดแทรกสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ในกิจกรรมอื่นๆ  เช่น วันกีฬาสี ค่ายลูกเสือ เป็นต้น  ข้อ 3. ขอให้ผู้ปกครอง ชุมชน ช่วยกันสอดส่อง ดูแล ให้โรงเรียนและชุมชนปลอดจากบุหรี่ไฟฟ้า โดยร่วมมือเฝ้าระวังแจ้งเบาะแสแก่หน่วยงานภาครัฐ พร้อมทั้งขอให้บุคลากรทางการศึกษาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนโดยการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า และลงโทษอย่างจริงจังกับผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง  และข้อ 4. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นพลังสำคัญ ยืนยันให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายต่อไป และยังคงกฎหมายการห้ามนำเข้าจำหน่าย และครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อเป็นการปกป้องเด็กและเยาวชน
 

น.ว.ค.รุดหน้า! พัฒนาหลักสูตร AI-นวัตกรรม ปั้นเด็กมัธยมสู่พลเมืองดิจิทัล

น.ว.ค.รุดหน้า! พัฒนาหลักสูตร AI-นวัตกรรม ปั้นเด็กมัธยมสู่พลเมืองดิจิทัล

น.ว.ค.รุดหน้า! พัฒนาหลักสูตร AI-นวัตกรรม ปั้นเด็กมัธยมสู่พลเมืองดิจิทัล

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

‘นครนายกวิทยาคม’รุดหน้า! เซ็น MOU พัฒนาหลักสูตร AI-นวัตกรรม ปั้นเด็กมัธยมสู่พลเมืองดิจิทัล รองรับโลกศตวรรษที่ 21

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนนครนายกวิทยาคม เปิดศักราชใหม่ทางการศึกษา มุ่งเน้นสร้างเยาวชนให้ก้าวทันเทคโนโลยีระดับโลก ผ่านการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ “ห้องเรียนสู่โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่”

ในพิธีดังกล่าว นางสาวสุกัญญา เพาะบุญ ผู้อำนวยการโรงเรียนนครนายกวิทยาคม ได้ลงนามความร่วมมือร่วมกับ นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท กอดไลค์ อินโนเวชัน จำกัด โดยมีคณะผู้บริหาร คณะครู และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 ร่วมเป็นสักขีพยานในความสำเร็จครั้งนี้

ความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการคิดเชิงนวัตกรรม เข้าสู่ระบบการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะดิจิทัลขั้นสูง (Advanced Digital Skills) การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 21

นอกจากนี้ บริษัท กอดไลค์ อินโนเวชัน จำกัด ในฐานะองค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทั้งในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางการพัฒนาหลักสูตรที่ทันสมัย เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่เชื่อมโยงระหว่างห้องเรียนและภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก ช่วยให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากการเรียนรู้ผ่านนวัตกรรมที่ใช้งานจริงในปัจจุบัน

ทางด้านโรงเรียนนครนายกวิทยาคม เชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการขยายโอกาสการเข้าถึงความรู้เทคโนโลยีระดับสูงให้กับเยาวชนในจังหวัดนครนายก ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพให้เยาวชนไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้ในตลาดแรงงานและโลกธุรกิจแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างมั่นคง

สสส.หนุน Dental Mind Connect 360° ใน’19 โรงเรียนทันตแพทย์’ รับมือวิกฤตเยาวชนเครียด-ซึมเศร้า

สสส.หนุน Dental Mind Connect 360° ใน’19 โรงเรียนทันตแพทย์’ รับมือวิกฤตเยาวชนเครียด-ซึมเศร้า

สสส.หนุน Dental Mind Connect 360° ใน’19 โรงเรียนทันตแพทย์’ รับมือวิกฤตเยาวชนเครียด-ซึมเศร้า

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

‘สสส.’หนุน Dental Mind Connect 360° สร้างระบบดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกใน‘โรงเรียนทันตแพทย์’ 19 สถาบัน รับมือวิกฤตเยาวชนเครียด-ซึมเศร้า

14 พฤษภาคม 2569 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับองค์กรผู้บริหารคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยนเรศวร จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “DENTAL MIND CONNECT 360° : Integrated Digital Counseling & Proactive Mental Health Screening for Dental Students”ขึ้น ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ ภายใต้โครงการส่งเสริมสุขภาพจิตและเสริมความเข้มแข็งเครือข่ายในโรงเรียนทันตแพทย์ เพื่อพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกสำหรับนิสิตทันตแพทย์ทั่วประเทศ

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ความร่วมมือในการสร้างระบบดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชนและนิสิตนักศึกษา ซึ่งกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ จากข้อมูลการประเมินสุขภาพจิตคนไทย ปี 2567 พบว่า กลุ่มเยาวชนวัยเรียนมหาวิทยาลัยและวัยทำงานตอนต้น อายุ 18–24 ปี มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตสูงกว่ากลุ่มอื่น โดยมีความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าร้อยละ 26.9 มีภาวะเครียดสูงร้อยละ 24.5 และนำไปสู่การป่วยซึมเศร้าถึงร้อยละ 6 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิต การเรียน การใช้ชีวิต และปัญหาอื่น ๆ ตามมา

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า สสส. จึงร่วมกับเครือข่าย พัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพจิตสำหรับกลุ่มเยาวชนในระดับมหาวิทยาลัยหลายโมเดล รวมถึงการพัฒนารูปแบบเฉพาะสำหรับเครือข่ายโรงเรียนทันตแพทย์ โดยร่วมกับองค์กรผู้บริหารคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยนเรศวร ออกแบบแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทปัญหาของโรงเรียนทันตแพทย์โดยเฉพาะ ตั้งแต่การส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านสุขภาพจิต การพัฒนาสภาพแวดล้อม หลักสูตรและแนวทางการเรียนการสอนที่เอื้อต่อสุขภาวะทางใจ การสร้างกลไกดูแลสุขภาวะทางจิต ระบบให้คำปรึกษาและเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงการพัฒนาแนวปฏิบัติร่วม นวัตกรรมด้านสุขภาพจิต และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านสุขภาพจิต

“เรื่องสุขภาพจิตในระบบการศึกษา ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต การเรียนรู้ การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาบุคลากรโรงเรียนทันตแพทย์จาก 19 สถาบัน ให้สามารถดูแลนิสิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการดำเนินงานสามารถถอดบทเรียนให้เห็นรูปแบบเพื่อขยายผลเป็นองค์ความรู้ให้หน่วยงานอื่นต่อไป” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ทพ.ภัชรพล สำเนียง คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้รับผิดชอบโครงการส่งเสริมสุขภาพจิตและเสริมความเข้มแข็งเครือข่ายในโรงเรียนทันตแพทย์ กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มนิสิตทันตแพทย์เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกสถาบันต้องร่วมกันให้ความสนใจอย่างจริงจัง จากการสำรวจนิสิตทันตแพทย์จำนวน 4,255 คน จาก 17 มหาวิทยาลัย พบว่าสถานการณ์สุขภาพจิตอยู่ในระดับน่ากังวล โดยมีนิสิตจำนวนมากที่มีภาวะเสี่ยง แต่ยังไม่เคยเข้าถึงบริการช่วยเหลือทางสุขภาพจิต สะท้อนช่องว่างสำคัญของระบบดูแลและการเข้าถึงบริการ ทั้งนี้ ปัจจัยความเครียดสำคัญของนิสิตทันตแพทย์เกิดจากภาระการเรียน การฝึกปฏิบัติทางคลินิก ความสัมพันธ์ในสังคมการเรียน และสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่มีความเข้มข้นสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คุณภาพชีวิต และสุขภาวะทางใจของนิสิต

รศ.ดร.ทพ.ภัชรพล กล่าวว่า โครงการนี้องค์กรผู้บริหารคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย จึงมุ่งพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตที่ครอบคลุมและยั่งยืนสำหรับบุคลากรและนิสิตทันตแพทย์ สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีคณะทันตแพทยศาสตร์ 19 สถาบันทั่วประเทศเข้าร่วม มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สามารถทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ในการดูแลนิสิตได้อย่างเหมาะสม ผ่านการเรียนรู้เรื่องการประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้น เทคนิคการฟังอย่างใส่ใจ การสร้างพื้นที่ปลอดภัย การรักษาความลับทางวิชาชีพ ตลอดจนการวางระบบส่งต่อและติดตามผู้มีความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมกันพัฒนาแนวทางปฏิบัติร่วมระหว่างสถาบัน เพื่อให้หวังให้เกิดกลไกการดูแลสุขภาพจิตที่เป็นระบบในโรงเรียนทันตแพทย์ ทั้งในมิติการคัดกรอง เฝ้าระวัง ให้คำปรึกษา ส่งต่อ และติดตามผล พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่เอื้อต่อการเติบโตของนิสิตทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ และสุขภาวะทางใจอย่างสมดุล