ม.รังสิต จุดไอเดียความคิดให้เด็กมัธยมปลาย จัด ‘ค่ายผู้นำนวัตกรรมสังคม รุ่นที่ 2/1’

ม.รังสิต จุดไอเดียความคิดให้เด็กมัธยมปลาย จัด ‘ค่ายผู้นำนวัตกรรมสังคม รุ่นที่ 2/1’

ม.รังสิต จุดไอเดียความคิดให้เด็กมัธยมปลาย จัด ‘ค่ายผู้นำนวัตกรรมสังคม รุ่นที่ 2/1’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

T&B Media Global Thailand นำ “Shelldon หอยกู้โลก” แอนิเมชันชื่อดังจาก T&B Media Global ที่ออกอากาศมาแล้วในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก และมีบทบาทในการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างต่อเนื่อง จับมือกับ วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โดย รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา  คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม จัดกิจกรรม “ค่ายผู้นำนวัตกรรมสังคม รุ่นที่ 2/1” ภายใต้แนวคิด “Shelldon’s Ocean Guardians” โดยมีทุนการศึกษารวมกว่า 18,000 บาท พร้อมรับเกียรติบัตรใส่ Portfolio โดยจุดประกายความคิดให้น้องๆ มัธยมปลายที่สร้างสรรค์กิจกรรมหลังจากการฟังวิทยากรแนะแนวแนวคิดจนออกมาอย่างน่าชื่นชมกันทีเดียวโดยมี รัชต์  จิรธรศิริ Acting  Group Chief  operating officer และ เมธวิน อังคทะวานิช Group chief  partnership officer  ของบริษัท T&B Media Global Thailand เข้าร่วมงาน

กิจกรรมดังกล่าวเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายได้พัฒนาทักษะสำคัญสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมสังคมในอนาคต เปิดความสนุกสนานกับ ทีม RSU Cheerleading ตามติดกันมาด้วย มาสคอตเชลล์ดอน พร้อมด้วย ซีโมน – ปุณณาสา ต้นวิชา และ เรมี่ – ไอริณ รณเกียรติ สองศิลปินสาวจากค่าย Rabbit Moon ในเครือ T&B Media Global

สำหรับ workshop สำหรับน้องๆที่เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วยน้องๆ นักเรียน มัธยมปลายที่มาร่วมกิจกรรมที่ก้าวสู่บทบาท “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ในค่ายผู้นำนวัตกรรมสังคม รุ่น 2/1 ตอน Shelldon’s Ocean Guardians เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ลงมือจริง กับสกิลสำคัญในโลกอนาคต กับ 3 วิทยากรที่มาจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้กับน้องๆใน 4 mission คือ Mission 1 วิธีคิดผู้นำแบบเชลล์ดอน IP ไทยก้าวไกลระดับโลก โดย พรวิรุณ แก้วทอง (พี่ตอง) Director of Leaning Business , Mission 2 Ocean Crisis & SDG 14 เจาะลึกวิกฤตใต้ทะเล และแนวคิดควํามยั่งยืน (ESG) โดย คณิน แก้วอินทร์(พี่แอมป์) Social Innovation Director , Mission 3 Design Mindset คิดเชิงออกแบบเพื่อพิทักษ์เชลล์แลนด์ กิจกรรม Workshop แบบกลุ่ม โดย ชรภัทธ์ สันติมํากร (พี่อ๋อง) Chief Experience Officer , Mission 4 Pitching & Communication เวทีนำเสนอแนวคิดผู้นำเยาวชน 

สำหรับผลการจัดกิจกรรมทำให้น้องๆที่เข้าร่วมงานได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Workshop-based Learning) โดยได้ฝึกฝนทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ผ่านสกิลสำคัญในโลกอนาคต ได้แก่ Leadership & Teamwork  – ฝึกการเป็นผู้นำและการทำงานเป็นทีม , Design Thinking – คิดเป็นระบบ แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ , Communication – สื่อสารไอเดียให้โดนใจ , Social Innovation – สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ยังจะได้สร้างผลงานเพื่อใช้ประกอบ Portfolio สำหรับการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา พร้อมลุ้นรับทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 18,000 บาท และรับเกียรติบัตรจากมหาวิทยาลัยรังสิตและ T&B Media Global ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในเส้นทางการศึกษาและอาชีพในอนาคต

มวล.-สวก. สานต่อความร่วมมือ เซ็น MOU หนุนทุนวิจัย เดินหน้ายกระดับนวัตกรรมเกษตรไทย

มวล.-สวก. สานต่อความร่วมมือ เซ็น MOU หนุนทุนวิจัย เดินหน้ายกระดับนวัตกรรมเกษตรไทย

มวล.-สวก. สานต่อความร่วมมือ เซ็น MOU หนุนทุนวิจัย เดินหน้ายกระดับนวัตกรรมเกษตรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. และ นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ สวก.ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง “การส่งเสริมสนับสนุนทุนเพื่อการพัฒนาการวิจัยการเกษตรและบุคลากรด้านการเกษตร” เพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมสนับสนุนทุนเพื่อพัฒนาการวิจัยและบุคลากรด้านการเกษตร ต่อยอดผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริงของประเทศ โดยมี ศ.ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยาน ท่ามกลางคณะผู้บริหารและบุคลากรของทั้งสองฝ่าย ณ ห้องประชุมโมคลาน อาคารศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ม.วลัยลักษณ์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. กล่าวว่า มวล.เห็นถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนภาคเกษตรด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นกลไกหลักในการพัฒนาประเทศ การส่งเสริมและต่อยอดโครงการวิจัยด้านการเกษตรให้นำไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งในเชิงนโยบาย เชิงสาธารณะและเชิงพาณิชย์ การเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถของบุคลากรวิจัยด้านการเกษตร ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และการจัดฝึกอบรมสัมมนาร่วมกัน รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากข้อมูล เครื่องมือ อุปกรณ์ และสถานที่ร่วมกันเพื่อให้การดำเนินงานวิจัยบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเพื่อสนับสนุนการสื่อสารข้อมูลมูลสารสนเทศ ด้านการวิจัยการเกษตรให้เข้าถึงเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมการเกษตรไทย

“มวล.มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญและโครงสร้างพื้นฐาน เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่มีกำหนดระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้จะนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนความมั่นคงของระบบเกษตรและอุตสาหกรรมของประเทศไทยไทยในระยะยาว” อธิการบดี มวล.กล่าว

ด้าน นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ สวก. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ สวก.และ มวล. ได้มีการจัดทำ MOU ร่วมกันเมื่อปี 2563 และสิ้นสุดลง เมื่อปี 2566 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว มีกิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนงานวิจัยแก่ มวล. จำนวน 8 โครงการ เป็นมูลค่างบประมาณ 15,644,550 บาท โดยเกิดเป็นผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์และสร้างผลกระทบเชิงบวกในพื้นที่ อาทิ โครงการพัฒนา RAINS for Thailand Food valley ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ตลอดจน โครงการการฟื้นฟูทรัพยากรและยกระดับการประมงปูม้าสู่มาตรฐานสากล การส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ผ่านโครงการ “พัฒนาทักษะเกษตรอัจฉริยะ” เพื่อพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยด้านการเกษตรสมัยใหม่สู่เกษตรกรในชุมชนอย่างเป็นระบบ

“การลงนาม MOU ในวันนี้ถือเป็นการต่อยอดผลสำเร็จความร่วมมือระหว่าง สวก.กับ มวล. และเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการสนับสนุนทุนวิจัยการพัฒนาบุคลากรด้านการเกษตร และการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่และเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับบทบาทของทั้งสองหน่วยงาน นำไปสู่การบูรณาการองค์ความรู้ด้านการเกษตรและสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดนวัตกรรมการเกษตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศต่อไป” ผอ.สวก. กล่าวทิ้งท้าย

กว่า 42 ปีแห่งการสืบสาน ‘สวดมนต์หมู่ฯ ทำนองสรภัญะ’ พลังศรัทธาของเยาวชนไทย สู่เวทีระดับประเทศ

กว่า 42 ปีแห่งการสืบสาน ‘สวดมนต์หมู่ฯ ทำนองสรภัญะ’ พลังศรัทธาของเยาวชนไทย สู่เวทีระดับประเทศ

กว่า 42 ปีแห่งการสืบสาน ‘สวดมนต์หมู่ฯ ทำนองสรภัญะ’ พลังศรัทธาของเยาวชนไทย สู่เวทีระดับประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ ถือเป็นกิจกรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 42 ปี โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2527 ในงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในเทศกาลวิสาขบูชา ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กทม. เพื่อชิงโล่รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า ปัจจุบันกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ ภาคคณะสงฆ์ และเครือข่ายสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยมีศูนย์ส่งเสริมศีลธรรม วัดชัยชนะสงคราม เป็นหน่วยงานหลักดำเนินการจัดการประกวดมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ควบคู่กับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไทย ในปี พ.ศ.2569 ได้จัดการประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ ประเภททีม 5 คน โดยมีการคัดเลือกตัวแทนจากระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานครเข้าสู่การแข่งขันระดับประเทศ แบ่งออกเป็น 4ประเภท ได้แก่ ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา/อาชีวศึกษา (ปวช.) ทั้งประเภททีมชายล้วนและทีมหญิงล้วน รวมผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 312 ทีม กว่า 2,800 คน จากทั่วประเทศ

ในพิธีเปิดการประกวด สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม ได้ให้สัมโมทนียกถาแก่ผู้เข้าร่วมประกวด ความตอนหนึ่งว่า “เราจะชนะหรือแพ้ อย่าไปคำนึงถึง ขอให้เราทำด้วยความเต็มใจ ดีใจ ปีติใจ ว่าเราได้มีโอกาสได้ผ่านเข้ามาในระดับประเทศ ข้อสำคัญที่สุด คือการที่เราได้มีโอกาสสวดมนต์สรรเสริญพระรัตนตรัย มีโอกาสทำการบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการปฏิบัติบูชา”

สำหรับผลการประกวดระดับประเทศ ประจำปี 2569 มีดังนี้ ระดับประถมศึกษา ประเภททีมชายล้วน รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ รร.วัดใหญ่บ้านบ่อ (บ้านบ่อราษฎรบำรุง) จ.สมุทรสาคร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ รร.อนุบาลทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ รร.มูลนิธิวัดศรีอุบลรัตนาราม ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี จ.อุบลราชธานี

ระดับประถมศึกษา ประเภททีมหญิงล้วน รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ รร.อนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี จ.ชลบุรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ รร.บ้านเขาช่องลม จ.ระยอง รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ รร.บ้านเวียงแก้ว จ.ขอนแก่น

ระดับมัธยมศึกษา/อาชีวศึกษา (ปวช.) ประเภททีมชายล้วน รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ รร.เรณูนครวิทยานุกูล จ.นครพนม รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ รร.สิเกาประชาผดุงวิทย์ จ.ตรัง รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ รร.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี

ระดับมัธยมศึกษา/อาชีวศึกษา (ปวช.) ประเภททีมหญิงล้วน รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ รร.ศรีกระนวนวิทยาคม จ.ขอนแก่น รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ รร.ชลกันยานุกูล จ.ชลบุรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ รร.เมตตาวิทยา จ.เพชรบูรณ์

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า เวทีแห่งนี้มิใช่เพียงการแข่งขัน หากแต่เป็นพื้นที่แห่งการสืบทอดศรัทธา คุณธรรม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยจากรุ่นสู่รุ่น เสียงสวดสรภัญญะที่ดังกังวานจากเยาวชนทั่วประเทศ ไม่เพียงสะท้อนความสามารถ หากยังสะท้อนพลังแห่งศรัทธาและความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรมไทย ที่ร่วมกันสืบสานมรดกทางพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า พร้อมส่งต่อเจตนารมณ์แห่งความดีงามสู่รุ่นน้อง เพื่อเป็นแบบอย่างของการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และร่วมสร้างสรรค์สังคมด้วยพลังแห่งคุณธรรม

ทั้งนี้ การสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ นอกจากเป็นการอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นกิจกรรมสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกอันดีงามแก่เด็กและเยาวชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมแห่งความดี และการสืบทอดคุณค่าพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยให้ดำรงคงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืนสืบไป

สพฐ.ปฐมนิเทศ 370 ครูอาสาสมัครสอนภาษาจีนรุ่นที่24 ก่อนลงพื้นที่

สพฐ.ปฐมนิเทศ 370 ครูอาสาสมัครสอนภาษาจีนรุ่นที่24 ก่อนลงพื้นที่

สพฐ.ปฐมนิเทศ 370 ครูอาสาสมัครสอนภาษาจีนรุ่นที่24 ก่อนลงพื้นที่

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

สพฐ.ปฐมนิเทศ 370 ครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 24 ให้รู้จักประเทศไทย-เรียนรู้วัฒนธรรม ก่อนลงพื้นที่สอนเด็กใน 304 โรงเรียน ได้เรียนจีนกับเจ้าของภาษา ปีการศึกษา 2569

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569  ที่โรงแรมเดอะพาลาสโซ่ กรุงเทพฯ ดร.พิเชษฐ์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานเปิดการปฐมนิเทศโครงการครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 24 ประจำปีการศึกษา 2569 ที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 370 คน โดยมี  นางหวัง เสี่ยวเยี่ยน รองผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการสาธารณรัฐประชาชนจีน สำนักงานกรุงเทพ ดร.ศุภสิน ภูศรีโสม ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ และ ดร.ณัฐริน เจริญเกียรติบวร ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานการพัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (HCEMC) สพฐ. เข้าร่วมงาน

ดร.พิเชษฐ์ วันทอง กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาชั้นพื้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งโครงการนี้เป็นไปตามแนวนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21โดยเฉพาะทักษะด้านภาษาและการสื่อสารในระดับนานาติ ซึ่งภาษาจีนถือเป็นภาษาที่มีบทบาทสำคัญในเวทีโลกยุคปัจจุบัน ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้โครงการครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน ถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้เรียนได้เข้าถึงองค์ความรู้จากเจ้าของภาษาโดยตรง อันจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพ ทั้งด้านภาษาและความเข้าใจทางวัฒนธรรม การจัดกิจกรรม

“ การปฐมนิเทศในครั้งนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่ครูอาสาสมัครทุกคนทั้งในด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยและแนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนไทย เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม และเกิดประสิทธิผลสูงสุดต่อผู้เรียน ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าครูอาสาสมัครจะใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมทั้งนำความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ ไปพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพยิ่งขึ้นต่อไป”

สพฐ.เสริมครูแกนนำใช้ AI พลิกโฉมการเรียนรู้รายบุคคล

สพฐ.เสริมครูแกนนำใช้ AI พลิกโฉมการเรียนรู้รายบุคคล

สพฐ.เสริมครูแกนนำใช้ AI พลิกโฉมการเรียนรู้รายบุคคล

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

ดีเดย์ 15 พ.ค.นี้สพฐ.เปิดรับสมัครครูแกนนำเข้าอบรม 3 หลักสูตรใช้ AI เป็นเครื่องมือวิเคราะห์-ประเมินผล-ผลักดันทุกศักยภาพของผู้เรียนรายบุคคล

13 พ.ค.68 นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาชั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำลังเร่งขับเคลื่อนและขยายผลในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ( AI ) มาเป็นเครื่องมือในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูสามารถใช้เครื่องมือ AI เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเด็ก ทำให้เด็กได้รับการพัฒนาตามศักยภาพรายบุคคล โดยวันที่ 20 พฤษภาคม วันที่ 27 พฤษภาคม และ วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นี้ สำนักทดสอบทางการศึกษา สพฐ.จะจัด“ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการประเมินเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียนรายบุคคล โดยการใช้สารสนเทศทางการประเมินและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ด้วยรูปแบบออนไลน์” จำนวน 3 หลักสูตร 4 โมดูล ซึ่งเป็นการอบรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ใช้เวลาวันเสาร์-อาทิตย์ หรือเวลาที่นอกเหนือจากการเรียนการสอน เพื่อไม่ดึงครูออกนอกชั้นเรียน โดยการอบรมเริ่มจากครูแกนนำ ซึ่งเป็นครูฝ่ายวิชาการของโรงเรียน ในทุกเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ประมาณ 500 คนก่อน เพื่อให้ครูแกนนำไปประยุกต์ใช้จริง และรายงานผลมาให้ สพฐ.ทราบว่า หลังใช้ AI เป็นผู้ช่วยแล้ว สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ส่วนระยะต่อไปจะขยายผลจัดอบรม โดยเปิดรับสมัครตามความสมัครใจของครู รวมถึงศึกษานิเทศก์ด้วย

“สพฐ.มีเป้าหมายว่า ครูที่ผ่านการอบรมจะสามารถอ่านและใช้ผลข้อมูลสารสนเทศทางการประเมินระดับชาติ เพื่อการวางแผนการพัฒนาการศึกษา การให้ข้อมูลย้อนกลับ (feedback) สามารถประยุกต์ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงานของครู ใช้เครื่องมือ AI เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเด็ก เด็กได้รับการพัฒนาตามศักยภาพรายบุคคล โดยครูใช้ผลการประเมินไปวางแผนออกแบบการพัฒนาผู้เรียน จัดกระบวนการเรียมรู้ของผู้เรียนรายบุคคล การวัดและประเมินผลที่สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งจะทำให้มีคุณภาพทั้งตัวหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ และวิธีวัดและประเมินผลที่ไม่ใช่แค่การตัดสิน แต่เป็นการผลักดันทุกศักยภาพของผู้เรียน” รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ด้าน นายชนาธิป ทุ้ยแป ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษา สพฐ.กล่าวว่า ครูแกนนำสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมการอบรมได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ผ่านทาง URL: https://forms.gle/Gxya2XK739yyPDUy7 ใน 3 หลักสูตร ดังนี้ หลักสูตรที่ 1 การนำผลการประเมินคุณภาพผู้เรียนระดับชาติไปใช้เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ โดยใช้ AI วิเคาระห์ ประมวลผล และนำเสนอข้อมูล อบรมวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 8.30-16.00 น. หลักสูตรที่ 2 การประเมินเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ โดยใช้ AI สร้างเครื่องมือและให้ข้อมูลป้อนกลับ อบรมวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 8.30-16.00 น. และ หลักสูตรที่ 3 การวัดและประเมินผลที่สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยใช้ GENT AI  อบรมวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 8.30-16.00 น. ซึ่งทั้ง 3 หลักสูตรอบรมผ่านระบบ Zoom หลังอบรมเสร็จต้องทำงานส่ง และจะได้รับเกียรติบัตร ทั้งนี้ การอบรมระยะต่อไปจะเป็นการเรียนรู้จากแพลตฟอร์ม หลักสูตรละ 6 ชั่วโมง อยู่ที่ไหนก็เข้าอบรมได้ Anywhere Anytime.

(ประมวลภาพ) ประชาชนแห่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ69

(ประมวลภาพ) ประชาชนแห่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ69

(ประมวลภาพ) ประชาชนแห่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ69

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.00 น.

13 พฤษภาคม 2569 ภายหลังพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เสร็จสิ้น ประชาชนที่รออยู่รอบมณฑลพิธีต่างพากันเข้ามาเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปโปรยในที่ดิน ที่ไร่ของตนเอง และเป็นสิริมงคลด้วย

ข่าวเพิ่มเติม : ‘พระโคพอ-พระโคเพียง’เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2569

นายกฯร่วมพิธีพืชมงคลฯ เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานครั้งแรก เตรียมนำปลูกแปลงนาส่วนตัวเสริมสิริมงคล

นายกฯร่วมพิธีพืชมงคลฯ เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานครั้งแรก เตรียมนำปลูกแปลงนาส่วนตัวเสริมสิริมงคล

นายกฯร่วมพิธีพืชมงคลฯ เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานครั้งแรก เตรียมนำปลูกแปลงนาส่วนตัวเสริมสิริมงคล

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

นายกรัฐมนตรี ร่วมเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานเนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ระบุ เป็นครั้งแรก เตรียมนำไปเพาะในแปลงนาตนเอง ย้ำรัฐบาลมีมาตรการดูแลภัยแล้วปีนี้ บูรณาการทุกหน่วยงานรับมือแล้ว

13 พฤษภาคม 2569 ภายหลังเสร็จสิ้น พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินมายังบริเวณ แปลงนาสาธิต ที่ได้ทำการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยได้ร่วมเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ถูกหว่านลงในแปลงนาสาธิต พร้อมกับประชาชนทั่วไปที่เดินทางมาร่วมในพิธี และเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูก ใส่ถุงที่จัดเตรียมมา ในระหว่างนี้นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เป็นครั้งแรกและซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยได้มาเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว และได้เห็นประชาชนมาร่วมในพิธีนี้ ซึ่งตนเองก็จะนำไปเพาะเพื่อให้เติบโต และเป็นสิริมงคล ในแปลงนาของตนเอง ซึ่งไม่ขอบอกว่าอยู่ที่ใด และในระหว่างนี้ได้มีประชาชนเข้ามาทักทายนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นกันเอง

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ร่วมถ่ายภาพกับเกษตรกรที่ได้รับรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อจากนั้นนายกรัฐมนตรีเปิดเผยถึง มาตรการดูแลเกษตรกรหลังคาดว่าในปีนี้จะมีภัยแล้งเกิดขึ้นว่า ได้มีการวางแผนไว้โดยบูรณาการตั้งแต่แผนในระดับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน ในการจัดหาน้ำ เช่นน้ำบาดาล น้ำใต้ดินให้กับเกษตรกร นอกจากนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย กรมโยธาธิการและผังเมือง จะมาร่วมทำงานกันอย่างบูรณาการ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะภัยแล้ง ซึ่งการพยากรณ์อากาศพบว่าจะเกิดสภาวะดังกล่าวขึ้นในปีนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการจัดหาแหล่งน้ำและ กักตุนน้ำ ให้มากที่สุด เพื่อให้เกษตรกรไม่ประสบความเดือดร้อน.

ข่าวเพิ่มเติม : ‘พระโคพอ-พระโคเพียง’เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2569

เลขาฯพระปกเกล้า ร่วมประชุมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

เลขาฯพระปกเกล้า ร่วมประชุมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

เลขาฯพระปกเกล้า ร่วมประชุมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.12 น.

เลขาฯพระปกเกล้า ร่วมประชุมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เนื่องในโอกาสประกาศยกย่องพระเกียรติคุณ พระราชกรณียกิจในวาระ 100 ปี

ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนายภูมินทร ปลั่งสมบัติ ที่ปรึกษาเลขาธิการ รักษาการผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย ประธานกรรมการมูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ และคณะ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เนื่องในโอกาสที่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (องค์การ UNESCO) ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณ พระราชกรณียกิจในวาระครบ 100 ปี พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน และความเสมอภาคทางเพศ

รัฐบาลโดย นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาเห็นชอบให้กำหนดชื่อ “การจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เนื่องในโอกาสประกาศยกย่องพระเกียรติคุณพระราชกรณีกิจในวาระครบ 100 ปี” โดยมีระยะเวลาการจัดงานระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 ซึ่งรัฐบาลจะจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 07.00 น. ณ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

ทั้งนี้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะทำหนังสือแจ้งเวียนหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเชิญชวนให้ร่วมจัดงานและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ โดยพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จะร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการ งานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ งานเสวนา และงานแสดงดนตรี ภาพยนตร์ ระหว่างปี 2569 – 2570

การเข้าร่วมประชุมในวันนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่สถาบันพระปกเกล้า โดยพิพิธิภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีส่วนร่วมผลักดันให้การเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 แพร่หลายสู่สาธารณะอย่างกว้างขวาง

– 006

‘พระโคพอ-พระโคเพียง’เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2569 (ประมวลภาพ)

'พระโคพอ-พระโคเพียง'เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2569 (ประมวลภาพ)

‘พระโคพอ-พระโคเพียง’เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2569 (ประมวลภาพ)

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.17 น.

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2569 เริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก เมล็ดพันธุ์พระราชทานหล่อเลี้ยงหัวใจเกษตรกรไทย มอบพรให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ เสี่ยงทายปีนี้น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่ม จะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง 

13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลาประมาณ 08.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งมายังพลับพลาที่ประทับ ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อเป็นองค์ประธานในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2569

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์ ซึ่งเป็นการประกอบพระราชพิธีวันแรกที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นพิธีทำขวัญพืชพันธุ์ธัญญาหารที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอธิษฐานเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ โดยประกอบพระราชพิธีในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

ทั้งนี้ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีการเพื่อความเป็นสิริมงคลและบำรุงขวัญเกษตรกร กำหนดจัดขึ้น ในราวเดือนหกของทุกปี หรือเดือนพฤษภาคมที่มีฤกษ์ยามที่เหมาะสมต้องตามประเพณี ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมที่จะเริ่มต้น การทำนาอันเป็นอาชีพหลักของประชาชนคนไทย

การจัดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ระหว่างช่วงเวลา 08.09 – 08.39 น. ผู้ทำหน้าที่เป็นพระยาแรกนา ประจำปี พ.ศ. 2569 คือ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนเทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และนางสาวอภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวพรจิตรา จันทร์เจริญ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาวศรัญญา ทองคำ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ กรมส่งเสริมการเกษตร ผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน 4 ราย คู่เคียงในกระบวนแห่อิสริยยศพระยาแรกนา จำนวน 16 รายและพระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอ และพระโคเพียง โดยพระโคพอ มีความสูง 165 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 226 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 210 เซนติเมตร อายุ 14 ปี ส่วนพระโคเพียง มีความสูง 169 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 239 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 213 เซนติเมตร อายุ 14 ปี พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูล ซึ่งเป็นโคพันธุ์ขาวลำพูน 

ซึ่งในปีนี้ กรมการข้าวทำหน้าที่ในการจัดเตรียมพันธุ์ข้าวพระราชทานและพันธุ์พืช ซึ่งนำมาใช้ในงานพระราชพิธีฯโดยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำพันธุ์ข้าวทรงปลูกในฤดูนาปี 2568 โครงการนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดามาใช้ในงานพระราชพิธีฯ ประจำปี 2569 ประกอบด้วย พันธุ์ข้าวนาสวน จำนวน 5 พันธุ์ ได้แก่ 1) ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 1,295 กิโลกรัม 2) กข 79 จำนวน 550 กิโลกรัม 3) กข 85 จำนวน 990 กิโลกรัม 4) กข 99 (หอมคลองหลวง 72) จำนวน 520 กิโลกรัม 5) กข 109 (หอมพัทลุง 72) จำนวน 600 กิโลกรัม และพันธุ์ข้าวเหนียว จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ 1) กข 6 จำนวน 592 กิโลกรัม และ 2) กข 26(เชียงราย 72) จำนวน 600 กิโลกรัม เป็นน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 5,147 กิโลกรัม ถือเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” บรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายให้บรรดาพสกนิกร ประชาชนผู้สนใจ และชาวนา ทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตร

ในวันประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจะมีการพยากรณ์ถึงความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารของประเทศ พระยาแรกนาได้ตั้งสัตยาธิษฐาน เสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกาย ซึ่งแต่ละผืนล้วนมีความหมายแตกต่างกันออกไป เป็นผ้าลายมีด้วยกัน 3 ผืน ได้แก่ หากหยิบได้ผ้า 4 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ หยิบได้ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี หยิบได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่ม จะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ไม่ได้ผลเต็มที่ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน สำหรับการอุปโภคและบริโภคอย่างเหมาะสม เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งที่อาจเกิดขึ้น   

ในการนี้ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ถวายรายงานการพยากรณ์เสี่ยงทายผ้านุ่งของพระยาแรกนา และพระโคกินเลี้ยง โดยในปีนี้พระยาแรกนาได้ตั้งสัตยาธิษฐาน เสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกาย หยิบได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่ม จะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ไม่ได้ผลเต็มที่ นอกจากนี้ พราหมณ์ได้เสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง ที่ตั้งเลี้ยงพระโค ซึ่งปีนี้พระโคกินถั่วพยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี พระโคกิน น้ำ และ หญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี พระโคกิน เหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคล เป็น “วันเกษตรกร” ประจำปีด้วย เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรพึงระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมมือกันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลเพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพของตน ทั้งยังก่อให้เกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศชาติ จึงได้จัดงานวันเกษตรกรควบคู่ไปกับงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญตลอดมา

อนึ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติและปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2569 โดย นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เบิกตัวผู้ได้รับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณในประเภทต่าง ๆ มีรายชื่อ ดังนี้

เกษตรกรและบุคคลทางการเกษตรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 จำนวน 16 ราย คือ
1) อาชีพทำนา ได้แก่ นายจิรกร จิวเจริญกาล จังหวัดนครปฐม
2) อาชีพทำสวน ได้แก่ นายคมญ์คริษฐ์ กล่อมสังข์ จังหวัดตราด
3) อาชีพทำไร่ ได้แก่ นางหนูเรียน เพียโคตร จังหวัดชัยภูมิ
4) อาชีพไร่นาสวนผสม ได้แก่ นายประเสริฐ ยุวกาฬกุล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
5) อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ได้แก่ นางสมพร แก้วคนตรง จังหวัดราชบุรี
6) อาชีพเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ นายสุรศักดิ์ แซ่ลี้ จังหวัดราชบุรี
7) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ได้แก่ นายอมร เหลืองนฤมิตชัย จังหวัดเพชรบุรี
8) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย ได้แก่ นายประโยชน์ โสรัจจกิจ จังหวัดฉะเชิงเทรา
9) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ ได้แก่ นางสาวภัทรนิษฐ์ ศิระวัฒนารุจน์ จังหวัดกาญจนบุรี
10) อาชีพปลูกสวนป่า ได้แก่ นายบุญธรรรม ทับทิมศรี จังหวัดนครสวรรค์

 
11) สาขาบัญชีฟาร์ม ได้แก่ นายสุริยา ขันแก้ว จังหวัดแพร่
12) สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้แก่ นางเกษร ทองคำ จังหวัดพัทลุง
13) สาขาการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช ได้แก่ นางสาวรัตฑณา จันทร์ดำ จังหวัดเชียงใหม่
14) สาขาเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ นางสาวอัญชรี อัสววิมล จังหวัดนนทบุรี
15) ที่ปรึกษากลุ่มยุวชนเกษตรกร ได้แก่ นายมนตรี วัดน้อย จังหวัดนครปฐม
16) สมาชิกกลุ่มยุวชนเกษตรกร ได้แก่ นายเพชรรัตน์ ม่วงสาย จังหวัดนครสวรรค์
สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569จำนวน 13 กลุ่ม คือ
1) กลุ่มเกษตรกรทำนา กลุ่มเกษตรกรทำนาดอนใหญ่ จังหวัดอุบลราชธานี
2) กลุ่มเกษตรกรทำสวน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรกรทำสวนไม้เรียง จังหวัดนครศรีธรรมราช
3) กลุ่มเกษตรกรทำไร่ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำไร่หนองโพรง จังหวัดปราจีนบุรี
4) กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ กลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อตำบลบ้านเสียว จังหวัดนครพนม
5) กลุ่มเกษตรกรทำประมง หรือกลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่วิสาหกิจชุมชนหอยนางรมท่าโสม จังหวัดตราด
6) กลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์ที่น้ำ ได้แก่ กลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงบ้านสมสะอาด จังหวัดบึงกาฬ
7) กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านเมาะหลวง จังหวัดลำปาง
8) กลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรนอกโรงเรียนศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน เขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี
9) กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหนองหิน จังหวัดอุบลราชธานี
10) สถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทาน ได้แก่ กลุ่มบริหารการใช้น้ำคุระบุรีร่วมใจ จังหวัดพังงา
11) ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวหอมมะลิ ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชนนาแปลงใหญ่นาเยีย ปี 59 จังหวัดอุบลราชธานี
12) ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวอื่น ๆ ได้แก่  ศูนย์ข้าวชุมชนกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหนองกุง จังหวัดบึงกาฬ
13) วิสาหกิจชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มยางก้อนถ้วย กยท. จังหวัดนครศรีธรรมราช
สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 จำนวน 7สหกรณ์ คือ
1) สหกรณ์การเกษตร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร  เมืองตรอน จำกัด จังหวัดอุตรดิตถ์
2) สหกรณ์โคนม ได้แก่ สหกรณ์โคนมสีคิ้ว จำกัด จังหวัดนครราชสีมา
3) สหกรณ์ผู้ผลิตยางพารา ได้แก่ สหกรณ์กองทุนสวนยางยูงทอง จำกัด จังหวัดสงขลา
4) สหกรณ์ออมทรัพย์ ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัด จังหวัดกาฬสินธุ์
5) สหกรณ์ร้านค้า ได้แก่ ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จำกัด จังหวัดนครราชสีมา
6) สหกรณ์บริการ ได้แก่ สหกรณ์บริการครูแพร่ จำกัด จังหวัดแพร่
7) สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ได้แก่ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เอ็น เอช เค สปริง จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ

ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2569จำนวน 3 สาขา คือ 
1) สาขาปราชญ์เศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ นางราตรี บัวพนัส จังหวัดนครสวรรค์
2) สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น ได้แก่ นายพรหม สอนสิริ จังหวัดปราจีนบุรี
3) สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย ได้แก่ นายบุญส่ง นับทอง จังหวัดกระบี่

อาชีวะ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาด้านศิลปะการออกแบบ ยกระดับ ผ้าไหม Soft Power ไทย สู่เวทีโลก

อาชีวะ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาด้านศิลปะการออกแบบ ยกระดับ ผ้าไหม Soft Power ไทย สู่เวทีโลก

อาชีวะ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาด้านศิลปะการออกแบบ ยกระดับ ผ้าไหม Soft Power ไทย สู่เวทีโลก

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายราตรีสวัสดิ์ ธนานันต์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการยกระดับและพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาด้านศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์และสิ่งทอ กับสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย โดยนายกิตติ (เอ็ดเวิร์ด) ประทีปนาฎศิริ นายกสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย โดยมีนางเบญจวรรณ ปกป้อง ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ นายอัศวิน ข่มอาวุธ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ นายรังสันต์ เทพมนตรี ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร และเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ เอกอัครราขทูตกัวเตมาลาประจำประเทศไทย ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตโมร็อกโก สถานเอกอัครราชทูตคิวบา ภาคเอกชนจากออสเตรเลีย และคณะกรรมการสมาคมเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สอศ.

นายราตรีสวัสดิ์ ธนานันต์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การลงนามความร่วมมือบันทึกความเข้าใจนี้มีระยะเวลา 3 ปี โดยจะร่วมกันพัฒนาและยกระดับการจัดการอาชีวศึกษาด้านศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์และสิ่งทอ ให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะขั้นสูง มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถสร้างนวัตกรรมส่งเสริมและต่อยอดพลังทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาและเผยแพร่ผ้าไหมไทยในฐานะทุนทางวัฒนธรรมสู่ระดับสากลให้กับครู และนักเรียน นักศึกษา  ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยการนำองค์ความรู้ด้านการออกแบบ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไหม และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจ สีเขียว โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาและภาคอุตสาหกรรมผ้าไหม และการออกแบบพัสตราภรณ์และสิ่งทอโดยยึดหลักการพัฒนากำลังคนที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน และให้ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางการจัดการศึกษา

ด้าน นายกิตติ (เอ็ดเวิร์ด) ประทีปนาฎศิริ นายกสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสองหน่วยงานได้กำหนดแนวทางดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้ 1.การพัฒนาหลักสูตร โดยร่วมกันออกแบบและปรับปรุงหลักสูตรด้านสิ่งทอและแฟชั่น บูรณาการองค์ความรู้ด้านศิลปะ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาผ้าไหมไทย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอทั้งในประเทศและต่างประเทศ 2.การพัฒนากำลังคน มุ่งยกระดับทักษะของครู และนักเรียน นักศึกษา ให้มีสมรรถนะทั้งด้านการออกแบบ การผลิต และการสร้างนวัตกรรม รวมถึงการเปิดโอกาสให้ได้ฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสถานประกอบการจริง โดยภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด 3.การวิจัยและพัฒนา โดยส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหม ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ควบคู่กับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว 4.การส่งเสริมอัตลักษณ์และ Soft Power ไทย โดยสนับสนุนการออกแบบผ้าไหมไทยให้มีความร่วมสมัย และผลักดันสู่เวทีระดับประเทศและนานาชาติ ผ่านกิจกรรม เช่น การจัดนิทรรศการ การแสดงผลงาน และแฟชั่นโชว์

5.การพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ ทั้งด้านการสร้างแบรนด์ การตลาด และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาสามารถต่อยอดสู่อาชีพและการเป็นผู้ประกอบการได้จริงและ 6.ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิตอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสนับสนุนชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยส่งเสริมการทำงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชน และนำองค์ความรู้ด้านอาชีวศึกษาไปใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ให้กับชุมชนผู้ผลิตผ้าไหม ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะมุ่งพัฒนาศักยภาพครูและผู้เรียนอาชีวศึกษาไทย ให้มีทักษะด้านการออกแบบ การสร้างสรรค์นวัตกรรมสิ่งทอ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแฟชั่นโลก พร้อมกันนี้ ยังเป็นการเปิดความร่วมมือกับหน่วยงานและสถาบันการศึกษาจากต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และประสบการณ์ด้านแฟชั่นและสิ่งทอ ต่อยอดสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ และสร้างโอกาสใหม่ให้เยาวชนไทยก้าวสู่สายอาชีพสร้างสรรค์แห่งอนาคต