ครั้งแรกในอาเซียน! ‘ทรู-จุฬาฯ MIT-เอกชนชั้นนำ’พลิกโฉมการศึกษาไทยด้วย Chula LGO

ครั้งแรกในอาเซียน! ‘ทรู-จุฬาฯ MIT-เอกชนชั้นนำ’พลิกโฉมการศึกษาไทยด้วย Chula LGO

ครั้งแรกในอาเซียน! ‘ทรู-จุฬาฯ MIT-เอกชนชั้นนำ’พลิกโฉมการศึกษาไทยด้วย Chula LGO

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.41 น.

ครั้งแรกในอาเซียน! ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ผนึกกำลัง‘จุฬาฯ MIT’ และเอกชนชั้นนำ พลิกโฉมการศึกษาไทยด้วยหลักสูตรรูปแบบใหม่ Chula LGO เร่งปั้นผู้นำระดับเวิลด์คลาส ครบเครื่องทั้งทักษะด้านวิศวกรรม x บริหารธุรกิจ

21 พฤศจิกายน 2568 สร้างมิติใหม่ ปฏิวัติวงการศึกษาไทย…จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Massachusetts Institute of Technology (MIT) สหรัฐอเมริกา ผสานกำลังกับ 5 องค์กรธุรกิจพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดหลักสูตรปริญญาโทรูปแบบใหม่ Chula Leaders for Global Operations (Chula LGO) ซึ่งเป็นหลักสูตรสองปริญญาโท จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี โดยผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญา วท.ม. สาขานวัตวิศวกรรมเพื่อความยั่งยืน (Master of Science in Innovative Engineering for Sustainability) และ บธ.ม. สาขาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (Master of Business Administration) พร้อมด้วยประกาศนียบัตร MIT LGO

ทั้งนี้ เพื่อเร่งสร้างผู้นำรุ่นใหม่เปี่ยมด้วยทักษะและศักยภาพทัดเทียมนานาชาติ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้ก้าวทันโลกแห่งอนาคต และสร้างเศรษฐกิจประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยครั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร (ที่ 3 จากซ้าย) อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยผู้บริหารจาก 5 องค์กรพันธมิตร รวมถึง นายซิกเว่ เบรกเก้ (ขวา) ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ Chula LGO อย่างเป็นทางการ ณ ห้อง Yulania ชั้น 9 วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า “เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยหลักสูตร MBA คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และหลักสูตรนวัตวิศวกรรมเพื่อความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับ Massachusetts Institute of Technology (MIT) สหรัฐอเมริกา จัดทำหลักสูตรปริญญาโท Chula LGO (Chula Leaders for Global Operations) เพื่อสร้างชุมชนผู้นำที่วิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรม ซึ่งรวมเอาความรู้เชิงลึกด้านวิศวกรรม การดำเนินงาน และกรอบความคิดทางธุรกิจ เข้าไว้ด้วยกัน อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายระดับโลก โดยความร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชน มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้หลากหลายแขนง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมและก้าวสู่ระดับโลกได้จริง

สำหรับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บทบาทของทรู ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านเทคโนโลยีการสื่อสารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนผ่านนวัตกรรมดิจิทัลอีกด้วย ความร่วมมือนี้ จึงเชื่อมั่นได้ว่าจะช่วยสร้างผู้นำรุ่นใหม่ให้มีมุมมองรอบด้าน ทั้งในด้านการสื่อสารโทรคมนาคม ทักษะดิจิทัล และความสามารถในการบูรณาการความรู้ร่วมกับองค์กรต่างๆ ในเครือซีพี เพื่อสร้างผู้นำที่ตอบโจทย์อนาคตของประเทศอย่างแท้จริง”

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ด้วยความมุ่งมั่นของเครือซีพีและทรู ที่จะยกระดับศักยภาพด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศไทยสู่ระดับเวิลด์คลาส เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของไทยบนเวทีโลกในระยะยาว และพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรและเศรษฐกิจในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  จึงนับเป็นโอกาสสำคัญยิ่งที่ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้ง Chula LGO หลักสูตรปริญญาโทรูปแบบใหม่ที่ผสานองค์ความรู้ด้านบริหารธุรกิจและวิศวกรรมจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย ซึ่งจะบ่มเพาะผู้นำรุ่นใหม่ที่มีทั้งความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี มีมุมมองเชิงกลยุทธ์ และทักษะบริหารจัดการ ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญต่ออนาคตดิจิทัลของประเทศ พร้อมรับมือกับโลกอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันยังเปิดทางให้ภาคธุรกิจซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ได้มีโอกาสเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าถึงและแบ่งปันองค์ความรู้ มีส่วนร่วมในการพัฒนานวัตกรรมและงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้จริง สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจและสังคม  ความร่วมมือนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของทรู ที่ได้ร่วมงานกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการนำความร่วมมือระดับโลกกับ MIT มาสู่ประเทศไทย ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศบนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง และนับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถผลักดันความร่วมมือครั้งนี้จนเกิดขึ้นได้ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้า และมีบทบาทสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านการศึกษา เทคโนโลยี และการพัฒนาคนของประเทศให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างแท้จริง

ภายใต้ความร่วมมือของหลักสูตร Chula LGO ซึ่งผู้เรียนจะได้ศึกษาใน 6 ทักษะหลัก ได้แก่ ความเป็นผู้นำ การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI ความเฉียบแหลมทางธุรกิจ วิศวกรรมเชิงนวัตกรรม และการดำเนินงาน ทรู คอร์ปอเรชั่น จะมีบทบาทสำคัญในการสร้าง Talent พัฒนาศักยภาพและทักษะบุคลากรขององค์กร ตลอดจนสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในหลายมิติ อาทิ

• สนับสนุนทุนการศึกษา เปิดโอกาสให้พนักงานทรูและเครือซีพีเข้าร่วมศึกษาในหลักสูตรดังกล่าว

• ร่วมพัฒนางานวิจัยและโครงการ Capstone ที่สามารถสร้างผลลัพธ์และตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมได้จริง

• เปิดโอกาสฝึกงานและเรียนรู้เชิงปฏิบัติในด้านเทคโนโลยีสำคัญๆ เช่น AI แพลตฟอร์มดิจิทัล คลาวด์ และนวัตกรรมเครือข่าย

• จัดวิทยากรรับเชิญและการบรรยายจากผู้บริหารเครือซีพีและทรู ให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี การปรับเปลี่ยนองค์กรเพื่อความยั่งยืน และธรรมาภิบาล

• วางแผนและพัฒนาเส้นทางการปั้น Talent ทรู ด้านเทคโนโลยี AI ดาต้า วิศวกรรม และนวัตกรรมดิจิทัล

• ร่วมจัดตั้งศูนย์ Center of Excellence เพื่อพัฒนากระบวนการออกแบบ การสร้าง และประยุกต์ใช้ระบบด้านเทคโนโลยี AI เพื่อความยั่งยืน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมเรียนหลักสูตร Chula Leaders for Global Operations (Chula LGO) สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ https://www.chulalgo.chula.ac.th  

มูลนิธิศรีเทพไทยร่วมนิคมฯราชบุรี ส่งมอบห้องสมุดให้โรงเรียน จังหวัดราชบุรี

มูลนิธิศรีเทพไทยร่วมนิคมฯราชบุรี ส่งมอบห้องสมุดให้โรงเรียน จังหวัดราชบุรี

มูลนิธิศรีเทพไทยร่วมนิคมฯราชบุรี ส่งมอบห้องสมุดให้โรงเรียน จังหวัดราชบุรี

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.18 น.

มูลนิธิศรีเทพไทยร่วมนิคมฯราชบุรี ส่งมอบห้องสมุดให้โรงเรียน จังหวัดราชบุรี

มูลนิธิศรีเทพไทย ร่วมกับ บริษัท มหาชัยพัฒนาที่ดิน จำกัด ภายใต้กลุ่มศรีเทพไทย ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมราชบุรี สนับสนุนมูลนิธิกระจกเงาจัดทำโครงการ “ อ่านสร้างชาติ” สร้างห้องสมุดให้โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล โดยได้ร่วมกันส่งมอบห้องสมุดให้ โรงเรียนรุจิรพัฒน์ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ในวันที่ 16 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา

โดยทางมูลนิธิศรีเทพไทย และ บริษัท มหาชัยพัฒนาที่ดิน จำกัด ได้เล็งเห็นความสำคัญของโครงการ “อ่านสร้างชาติ”  ก่อตั้งโดยมูลนิธิกระจกเงา โดยมีแนวคิดที่ว่า “หนังสือ” มีส่วนช่วยเพิ่มความสำเร็จสร้างรากฐานของสังคมแห่งการเรียนรู้  โดยมูลนิธิกระจกเงาได้รวบรวมหนังสือมือสองจากการรับบริจาคเป็นจำนวนมาก ส่งต่อไปยังโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล รวมทั้งปรับปรุงห้องสมุด ให้มีสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ เหมาะสมต่อการเรียนรู้ของนักเรียน โดยมีนายจรัญ มาลัยกุล เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ร่วมกับภาคเอกชนและจิตอาสา ที่ร่วมกันส่งมอบ “ทรัพย์แห่งปัญญา” ให้เยาวชนในโรงเรียนห่างไกล ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียน

โดยการส่งมอบห้องสมุด ในโครงการ “อ่านสร้างชาติ” ที่โรงเรียนรุจิรพัฒน์ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ได้รับเกียรติจาก นายวิรัช สุทธิโรจน์พัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท มหาชัยพัฒนาที่ดิน จำกัด เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมีนายนันทโชค  เกียรติ์ภูมิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนรุจิรพัฒน์ รับมอบห้องสมุดอย่างเป็นทางการ ซึ่งคณะครูและนักเรียนในโรงเรียนต่างดีใจและมีความสุขกับห้องสมุดใหม่เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้อันทรงคุณค่า ที่พี่ๆจิตอาสาทุกภาคส่วนได้ร่วมมือร่วมใจมอบทรัพย์แห่งปัญญา เพื่อประโยชน์สูงสุดกับสังคมและนักเรียนทุกคน โดยท่านที่มีความประสงค์อยากร่วมบริจาคหนังสือสามารถติดต่อไปที่มูลนิธิกระจกเงา

‘ธรรมศาสตร์’วิจัย’ผ้าไทย ต.ก้อ’ ส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่น สืบสานพระราชปณิธาน ‘พระพันปีหลวง’

'ธรรมศาสตร์'วิจัย'ผ้าไทย ต.ก้อ' ส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่น สืบสานพระราชปณิธาน 'พระพันปีหลวง'

‘ธรรมศาสตร์’วิจัย’ผ้าไทย ต.ก้อ’ ส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่น สืบสานพระราชปณิธาน ‘พระพันปีหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.22 น.

‘ธรรมศาสตร์’ วิจัย ‘ผ้าไทย ต.ก้อ’ ส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่น สืบสานพระราชปณิธาน ‘พระพันปีหลวง’

ทีมนักวิชาการธรรมศาสตร์ ลุยวิจัยยกระดับ “ผ้าไทยในชุมชนตำบลก้อ จังหวัดลำพูน” หนึ่งเดียวในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง สร้างความยั่งยืนชุมชน ต่อยอดจุดแข็งเดิมเพิ่มเติมมูลค่าด้วยลวดลาย-การตัดเย็บ-เทคนิคใหม่ หวังส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่น-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตามพระราชปณิธาน และแนวทางพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมเปิดนิทรรศการ SDGs แสดง 40 ผลงาน คณาจารย์สายสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ มธ. ถึงเดือน ก.พ. 2569

ผศ. ดร.วุฒิไกร ศิริผล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากปี 2567 พบว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมากกว่า 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และยังสร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมแฟชั่น และวงการผ้าไทยเติบโต ที่ยังเป็นที่ต้องการของตลาด

สำหรับการเติบโตของวงการผ้าไทย ถือเป็นมรดกจากพระราชกรณียกิจต่างๆ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ทั้งการสร้างบรรยากาศที่ดีต่อผ้าไทย การใช้งานผ้าไทย ทรงเป็นแบบอย่างในการใช้ผ้าไทย และที่สำคัญสร้างให้เป็นอาชีพที่มั่นคงให้กับคนไทย

ผศ. ดร.วุฒิไกร กล่าวว่า เพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธานตามแนวทางพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประกอบกับโอกาสทางเศรษฐกิจ และความต้องการในการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทีมวิจัยคณะศิลปกรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จึงได้ร่วมกันดำเนินโครงการวิจัยการพัฒนาแนวคิดการออกแบบแบบองค์รวม เพื่อการพัฒนาสินค้าหัตถกรรมชุมชน กรณีศึกษาสิ่งทอของ ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน ชุมชนแห่งเดียวในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมอาชีพของคนในชุมชน

สำหรับโครงการวิจัยนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของ ผศ. ดร.วุฒิไกร และ ดร. นลินี เนติธรรมากร หัวหน้าสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนมีมูลค่าสูงขึ้น และใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติอย่างเหมาะสม เพื่อลดโอกาสในการเกิดไฟป่า อันจะนำไปสู่ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 รวมถึงในแง่ของวิชาการก็จะเป็นการพัฒนากรอบแนวคิด (Framework) ในการทำงานด้านการออกแบบร่วมกับชุมชน เพื่อให้ในอนาคตสามารถถูกนำไปใช้ต่อยอด และสร้างประโยชน์ในวงกว้างเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ชุมชน ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีความพิเศษคือกระบวนการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถทำได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำภายในชุมชนเอง ทั้งการปลูกฝ้าย การทำให้เป็นเส้นใย การทอ การตัดเย็บ ไปจนถึงการจำหน่าย ด้วยกระบวนการผลิตนี้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุน และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ส่วนหนึ่ง ทีมวิจัยจึงเข้าไปให้ความรู้และพัฒนาทักษะคนในชุมชน เช่น การอบรมในการทำลวดลายผ้า การตัดเย็บ เทคนิคการทำแบบใหม่ ฯลฯ และอีกส่วนคือการออกแบบผลิตภัณฑ์ของชุมชน ได้แก่ การย้อมสีโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ อาทิ เปลือกต้นประดู่ เปลือกต้นเพกา ฯลฯ จากนั้นนำไปแปรรูปเป็นผ้าทอ ก่อนพัฒนาเป็นเครื่องแต่งกาย เพื่อให้ชุมชนมีรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ นอกจากนี้ ยังมีการมอบอุปกรณ์อย่างจักรเย็บผ้า และอุปกรณ์ย้อมผ้าให้ด้วย

ผศ. ดร.วุฒิไกร กล่าวว่า ผลจากการดำเนินการดังกล่าวได้ทำให้คนในชุมชน ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีทักษะในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เพิ่มขึ้น ภายใต้การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ในเป้าหมายที่ 11 เมืองและชุมชนยั่งยืน เป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ และเป้าหมายที่ 15 การปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน

“ที่ผ่านมาก็มีการนำผลงานเครื่องแต่งกายจากงานวิจัยชิ้นนี้ไปจัดแสดงในหลายๆ แห่งแล้ว เช่น Bangkok Design Week งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ และช่วงปลายปีนี้ก็จะมีไปจัดแสดงที่งาน Chiangmai Design Week ส่วนปัจจุบันมีการจัดแสดงอยู่ที่ธรรมศาสตร์” ผศ. ดร.วุฒิไกร ระบุ

อนึ่ง ปัจจุบันผลงานเครื่องแต่งกายจากการวิจัยดังกล่าว ถูกจัดแสดงรวมกับอีกกว่า 40 ผลงานจากหลากหลายคณะสายสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ในงานนิทรรศการหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน (SDGs) Phase 2 ในธีม “เมืองและชุมชนยั่งยืน” ที่จัดขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568 – ก.พ. 2569 ณ SDG Lab อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ทุกวันอังคาร และวันพฤหัสบดี ตั้งแต่ 10.00 – 16.00 น. โดยผู้ที่สนใจสามารถจองเพื่อเข้าชมนิทรรศการได้ที่ https://forms.gle/n9a4z3HYqzskLeLh8

สำหรับงานนิทรรศการครั้งนี้ เป็นการจัดแสดงผลงานเพื่อถ่ายทอดแนวคิดความยั่งยืน ผ่านมุมมองของมนุษย์ สังคม และวัฒนธรรม โดยแบ่งเป็น 5 โซนสำคัญ ได้แก่ 1. โซนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งด้าน Mitigation และ Adaptation 2. โซนเกี่ยวกับเมืองและชุมชนยั่งยืน 3. โซนด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและนวัตกรรมเพื่อการผลิตที่ยั่งยืน 4. โซนด้านความยั่งยืนด้านเกษตร อาหาร และสุขภาพ และ 5. โซนความหลากหลาย ความเป็นธรรม ความครอบคลุม ประเด็นด้านมนุษยศาสตร์ศิลปวัฒนธรรม ชาติพันธุ์

ม.วลัยลักษณ์ เปิดตัว ‘ระบบเตือนภัยดินถล่ม AIoT’ แจ้งเตือนเรียลไทม์

ม.วลัยลักษณ์ เปิดตัว ‘ระบบเตือนภัยดินถล่ม AIoT’ แจ้งเตือนเรียลไทม์

ม.วลัยลักษณ์ เปิดตัว ‘ระบบเตือนภัยดินถล่ม AIoT’ แจ้งเตือนเรียลไทม์

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) ประสบความสำเร็จในการคิดค้น “ระบบเครือข่ายเตือนภัยพิบัติดินถล่มต้นทุนต่ำแบบเรียลไทม์” ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AIoT สุดล้ำ บูรณาการเครือข่าย LoRaWAN, การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วย AI และโหนดเซ็นเซอร์พลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้ระบบสามารถทำงานได้อัตโนมัติแม้ในภาวะวิกฤตที่ไฟฟ้าดับหรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตล่ม สร้างความอุ่นใจและช่วยเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติช่วงมรสุมแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการวิจัยนี้เป็นผลงานของทีมนักวิจัยจากสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.อจลวิชญ์ ฉันทวีโรจน์ พร้อมด้วย Asst. Prof. Dr. Eshrat E. Alah, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กรกต สุวรรณรัตน์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทิรา รัตนรัตน์ ภายใต้การสนับสนุนจากมูลนิธิ Asia Pacific Network Information Centre (APNIC)

รศ.ดร.อจลวิชญ์ ฉันทวีโรจน์ หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า พื้นที่ ต.เทพราช และ ต.สี่ขีด อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่เสี่ยงสูงที่ต้องเผชิญภัยพิบัติดินถล่มซ้ำซาก ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 1,000 ครัวเรือน ระบบเฝ้าระวังแบบดั้งเดิมยังขาดประสิทธิภาพและความรวดเร็ว ทำให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินล่าช้า ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาระบบเตือนภัยนี้ขึ้นเพื่อบริหารจัดการภัยพิบัติเชิงรุก โดยใช้เทคโนโลยี AIoT (Artificial Intelligence of Things) ซึ่งผสมผสานอุปกรณ์ตรวจวัด IoT เข้ากับการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้สามารถตรวจวัด วิเคราะห์ และแจ้งเตือนภัยได้อย่างทันท่วงทีและเฉพาะจุด ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ระบบนี้ถูกออกแบบให้ทำงานผ่านเครือข่ายการสื่อสาร 2 ระดับ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการแจ้งเตือนจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์ โดยในภาวะปกติ อุปกรณ์เกตเวย์จะส่งข้อมูลจากโหนดเซ็นเซอร์ทั้ง 5 จุด ไปยังผู้ดูแลระบบเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วย AI ก่อนแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน LINE และหน้าจอสรุปผลของเว็บไซต์ (Web Dashboard) แบบเรียลไทม์  ส่วนในภาวะฉุกเฉิน (ไฟฟ้าดับ/อินเทอร์เน็ตล่ม) ระบบสื่อสารสำรอง LoRaWAN จะส่งสัญญาณเตือนภัยโดยตรงไปยังผู้ดูแลระบบ ซึ่งจะใช้วิทยุสื่อสาร (ว.แดง) กระจายข่าวแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ทันที

“โดยอุปกรณ์เกตเวย์และโหนดเซ็นเซอร์ทั้งหมดทำงานโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างอิสระตลอด 24 ชั่วโมง โดยโหนดเซ็นเซอร์ถูกติดตั้งในพื้นที่เสี่ยงเพื่อตรวจวัดค่าต่างๆ อย่างครบวงจร ทั้งการสั่นสะเทือน, ความชื้นในดิน, ปริมาณน้ำฝน และความลาดเอียง พร้อมระบบ GPS และระบบบันทึกข้อมูลสำรอง เพื่อความแม่นยำสูงสุด” หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าว

วว.เพิ่มมูลค่า ‘มะนาว’ พัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรย์ให้ความสดชื่น สร้าง soft power ให้ชุมชน

วว.เพิ่มมูลค่า ‘มะนาว’ พัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรย์ให้ความสดชื่น สร้าง soft power ให้ชุมชน

วว.เพิ่มมูลค่า ‘มะนาว’ พัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรย์ให้ความสดชื่น สร้าง soft power ให้ชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มะนาว (Lime) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Citrus aurantifolia (Christm. et Panz.) Swing หรือ Citrus Aurantifolia Swing เป็นพืชสวน ซึ่งในอดีตเป็นไม้ที่ปลูกไว้เพื่อใช้ผลในการนำมาปรุงรสอาหาร ปัจจุบันการบริโภคมะนาวได้พัฒนาไปสู่การเป็นเครื่องดื่ม  เป็นวัตถุปรุงรสทั้งในครัวเรือนและในอุตสาหกรรมอาหาร

แต่ราคาจำหน่ายผลมะนาวมีความผันผวน โดยมีทั้งช่วงราคาแพงและราคาที่ถูกมาก ซึ่งส่งผลกระทบให้เกษตรกรขายมะนาวได้ในราคาต่ำ เกิดภาวะมะนาวล้นตลาด  ดังนั้นอุตสาหกรรมผลิตน้ำมะนาวแช่แข็งจึงมีบทบาทในการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาเหมาะสม แต่ในกระบวนการผลิตมะนาวแช่แข็ง จะมีกากเปลือกมะนาวเป็นของเหลือทิ้ง  ที่เป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและ Climate change

ดร.ขนิษฐา ชวนะนรเศรษฐ์ นักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะที่ปรึกษาโครงการหลัก ได้เล็งเห็นความสำคัญในการแก้ปัญหาและเพิ่มมูลค่าเปลือกมะนาวและไลม์ไฮโดรซอล ที่เป็นผลผลิตพลอยได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกมะนาว  นำมาเป็นวัตถุดิบในการพัฒนาต่อยอดสู่การผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางใหม่ที่ได้มาตรฐานสากล

โดยมี ดร.สิทธิพงศ์  สรเดช  นักวิจัยอาวุโส ศนส.วว. เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีไมโครอิมัลชั่นและเครื่องสำอาง จึงได้จับมือกับภาคอุตสาหกรรม นายวิวัฒน์ พริ้งจำรัส  กรรมการผู้จัดการ บริษัท เลม่อนโกลด์ (แอล. เอ็ม. จี) จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมผลิตน้ำมะนาวแช่แข็ง ณ ต.ท่าไม้ลวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ปี พ.ศ. 2568 ภายใต้การดำเนิน “โครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรย์ให้ความสดชื่นและบํารุงหน้าจากผลผลิตพลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำมะนาวโดยใช้เทคโนโลยีไมโครอิมัลชั่น” โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก หน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม ประจำพื้นที่ภาคตะวันตก ปีงบประมาณ 2568 มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี

ผลสำเร็จของโครงการฯ ได้พัฒนา “ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต้นแบบจากนวัตกรรมไมโครอิมัลชั่นของไลม์ไฮโดรซอลและน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกมะนาวผสมผสานกับน้ำมะนาว” ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศไทย มีช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตมะนาวเข้าสู่ท้องตลาดและในกระบวนการผลิตน้ำมะนาวมากขึ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าและห่วงโซ่คุณค่าของมะนาวและผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางด้วย 

โครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรย์ฯ เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาของประเทศในด้านปัญหามะนาวราคาตกต่ำ แก้ปัญหาและเพิ่มมูลค่าเปลือกมะนาว รวมทั้งการใช้ประโยชน์ผลผลิตพลอยได้ของวัตถุดิบน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกมะนาว น้ำมะนาว และ “ไลม์ ไฮโดรซอล” จากกระบวนการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีไมโครอิมัลชั่น ได้ผลผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง Facial Mist ที่มีคุณภาพจากนวัตกรรมไมโครอิมัลชั่น

ผลการวิเคราะห์ทดสอบวัตถุดิบหลักตามมาตรฐานสากลของเครื่องสำอาง  Certificate of analysis การทดสอบปนเปื้อนจุลินทรีย์และโลหะหนักผ่านมาตรฐานเครื่องสำอาง  ผลการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือ GC-MS และ HPLC ไม่พบสารเบอร์เกปเทนและองค์ประกอบกลุ่มสารคูมารินที่จะก่อการแพ้จากกระบวนการ Photo-oxidation ในไลม์ไฮโดรซอลและน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกมะนาวตามมาตรฐาน สมอ. และการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีไมโครอิมัลชั่นที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวของน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกมะนาว  ไลม์ไฮโดรซอลและน้ำมะนาวที่มีคุณสมบัติด้านความงามจากผลการทดสอบการกระตุ้นคอลลาเจน การยับยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนส

โดยสูตรตำรับผลิตภัณฑ์มีความคงตัว และมีการทดสอบความปลอดภัยในอาสาสมัครจำนวน 30 คน ผลิตภัณฑ์ได้มีใบรับจดแจ้งเลขที่ 76-1-680035265 วันที่ 29 ตุลาคม 2568 รวมระยะเวลา 3 ปี  มีความพร้อมเชิงพาณิชย์ในการเข้าสู่ตลาดของประเทศไทยและตลาดโลก ทำให้ผลผลิตจากผลมะนาวเกิดการเพิ่มมูลค่าได้  ส่งผลกระทบในสังคม เศรษฐกิจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสิ่งแวดล้อม สนับสนุน Zero waste และเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นการสานต่อและต่อยอดนวัตกรรมทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ลดต้นทุนจากการซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศ

การคาดการณ์จากการดำเนินงานตามรูปแบบของโครงการฯ จะสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชนได้โดยประมาณปีละ 3,000,000 บาท/ปี ลดรายจ่ายในการกำจัดเปลือกมะนาวเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตได้โดยประมาณ 500,000 บาท/ปี นับเป็นการสร้าง “soft power” ให้กับชุมชนและประเทศได้อย่างสมบูรณ์ จากการใช้ประโยชน์ของมะนาวได้อย่างหลากหลาย ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าไปเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งในด้านความงาม การดูแลสุขภาพ อาหาร ปศุสัตว์ รวมทั้งวัสดุศาสตร์ ซึ่งเป็นการนำความรู้และการใช้ประโยชน์ครบวงจรลงสู่ชุมชนและสังคม

​สพฐ.ชู ‘หมอนทองโมเดล’ ขับเคลื่อน ‘กีฬา สพฐ. เกมส์’ ปี 2568–2569

​สพฐ.ชู ‘หมอนทองโมเดล’ ขับเคลื่อน ‘กีฬา สพฐ. เกมส์’ ปี 2568–2569

​สพฐ.ชู ‘หมอนทองโมเดล’ ขับเคลื่อน ‘กีฬา สพฐ. เกมส์’ ปี 2568–2569

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุมหารือร่วมกับ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา ณ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อกำหนดทิศทางและวางแผนการจัดการแข่งขัน กีฬา สพฐ. เกมส์ ปี 2568–2569 พร้อมนำเสนอการประยุกต์ใช้ “หมอนทองโมเดล” เป็นแนวทางในการยกระดับการพัฒนากีฬาในสถานศึกษา

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานด้านการพัฒนาเยาวชน เพื่อสร้างระบบการจัดการแข่งขันกีฬาระดับโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งด้านการบริหารจัดการ การคัดเลือกนักกีฬา การพัฒนาศักยภาพครูผู้ฝึกสอน รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬาและการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของประเทศ “หมอนทองโมเดล” จะถูกนำมาใช้เป็นกรอบแนวคิดสำคัญ เน้นการสร้างโครงสร้างการพัฒนาแบบครบวงจร ตั้งแต่ระดับโรงเรียน ชุมชน อำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ มุ่งให้เยาวชนมีพื้นที่ในการแสดงศักยภาพ เสริมสร้างทักษะการเป็นผู้นำ ความมีวินัย ความสามัคคี และสุขภาวะที่ดี ผ่านกิจกรรมกีฬาอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ รองเลขาธิการ กพฐ. ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเครือข่ายต่างๆ เพื่อให้การแข่งขันกีฬา สพฐ. เกมส์ เป็นเวทีระดับประเทศที่สามารถค้นหาและต่อยอดนักกีฬาดาวรุ่งสู่เวทีอาชีพและนานาชาติ ขณะเดียวกันยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของไทย

มมส เพิ่มพื้นที่ออกกำลังกายแห่งใหม่ เปิด ‘สนามฟุตบอลหญ้าเทียม’ เดินหน้าสู่ ‘มหาวิทยาลัยสุขภาพ’

มมส เพิ่มพื้นที่ออกกำลังกายแห่งใหม่ เปิด ‘สนามฟุตบอลหญ้าเทียม’ เดินหน้าสู่ ‘มหาวิทยาลัยสุขภาพ’

มมส เพิ่มพื้นที่ออกกำลังกายแห่งใหม่ เปิด ‘สนามฟุตบอลหญ้าเทียม’ เดินหน้าสู่ ‘มหาวิทยาลัยสุขภาพ’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธีเปิดสนามฟุตบอลหญ้าเทียมแห่งใหม่ เดินหน้าสู่ “มหาวิทยาลัยสุขภาพ” โดยมี อาจารย์ ดร.วัฒนพงษ์ คงสืบเสาะ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาการกีฬา นำคณาจารย์และนิสิตร่วมกิจกรรมในโอกาสเปิดใช้งานสนามฟุตบอลหญ้าเทียม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เขตพื้นที่ขามเรียง) เป็นวันแรก

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี มมส เปิดเผยว่า การจัดสร้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียมแห่งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเป็น “พื้นที่ออกกำลังกายแห่งใหม่” ของมหาวิทยาลัย ในการส่งเสริมการออกกำลังกายและการเล่นกีฬา ให้แก่นิสิต นักเรียน และบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ภายใต้แนวคิด “มหาวิทยาลัยสุขภาพ” (Health University)

“สนามฟุตบอลแห่งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่สำหรับกิจกรรมกีฬาเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์และ ภาพลักษณ์เชิงบวก ของมหาวิทยาลัยในมิติด้านสุขภาวะและกีฬาด้วย ซึ่งกองกิจการนิสิตร่วมกับคณะกรรมการพัฒนานิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จะได้ร่วมกันกำหนดแนวปฏิบัติในการใช้สนาม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งนิสิตและบุคลากรเป็นสำคัญ” อธิการบดี มมส ระบุ

กิจกรรมในวันเปิดใช้งานสนาม ได้มีการจัดการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตร โดยมีทีมบุคลากรและทีมนิสิตของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้าร่วมแข่งขัน พร้อมด้วยทีมจากหน่วยงานราชการในจังหวัดมหาสารคาม อาทิ ทีมรวมเพื่อน (ผู้พิพากษา ทนาย และตำรวจ) ทีมคณะครู/บุคลากร สพฐ. เขต 1 มหาสารคาม และทีมตำรวจ สภ.เขวาใหญ่ เพื่อสร้างความสามัคคีและส่งเสริมสุขภาพ

จุฬาฯ – Degree Plus ปั้นหลักสูตร ‘NEXUS AI’ ติดสปีดด้าน AI ให้ผู้บริหาร เชื่อมองค์กรไทยกับ Big Tech อย่างยั่งยืน

จุฬาฯ - Degree Plus ปั้นหลักสูตร ‘NEXUS AI’ ติดสปีดด้าน AI ให้ผู้บริหาร เชื่อมองค์กรไทยกับ Big Tech อย่างยั่งยืน

จุฬาฯ – Degree Plus ปั้นหลักสูตร ‘NEXUS AI’ ติดสปีดด้าน AI ให้ผู้บริหาร เชื่อมองค์กรไทยกับ Big Tech อย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Degree Plus สร้างความสำเร็จครั้งสำคัญกับหลักสูตร NEXUS AI (Network for Executive Xceleration & Unbounded Scale) รุ่นที่ 1 ที่มุ่งปั้นผู้นำไทยให้คิดและขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมเชื่อมโลกนวัตกรรม Big Tech สู่การขับเคลื่อนองค์กรยุคใหม่อย่างยั่งยืน

ตลอดระยะเวลา 12 สัปดาห์ของหลักสูตร ผู้บริหารจากหลากหลายอุตสาหกรรมได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 คนครอบคลุมทั้งเรื่อง Machine Learning, NLP, Generative AI, AI Governance และ Cybersecurity รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI ในภาคธุรกิจจริง อาทิ Healthcare, Retail, Agriculture และ Financial Services โดยเริ่มต้นจากหัวข้อ AI Thinking for Leaders เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ต่อยอดสู่แนวคิด Agentic AI ที่สามารถตัดสินใจและลงมือทำได้อย่างอิสระ พร้อมกิจกรรม “Bring Your Team Workshop” จัดโดย Skooldio ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation ในเครือ LEARN Corporation ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมได้ลงมือทำจริง ในหัวข้อ AI for Marketing, HR, Sales และ Automation  เพื่อเรียนรู้การใช้เครื่องมือ AI ในบริบทองค์กรจริงเพื่อต่อยอดสู่การใช้งานได้ทันที

นอกจากการเรียนรู้เชิงลึกในห้องเรียน ผู้เข้าอบรมยังได้เปิดโลกนวัตกรรมและระบบนิเวศ AI ผ่านการศึกษาดูงานทั้งในไทยและต่างประเทศภายใต้แนวคิด “เรียนรู้จากของจริง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงจริง” โดยในประเทศได้เยี่ยมชมองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำ อาทิ Google Thailand, Microsoft Thailand, AWS Thailand, WHA Group และ Thailand Digital Valley & AIS EEC เพื่อเรียนรู้แนวทางการนำ AI มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่ต่างประเทศได้ศึกษาดูงานภายใต้โครงการ China AI Immersion Trip ณ ปักกิ่ง หางโจว และเซี่ยงไฮ้ ผู้เข้าอบรมได้เยี่ยมชมองค์กรเทคโนโลยีระดับโลก อาทิ Tencent, Zhipu AI, Baidu, Alibaba, Huawei, และ CloudWalk Technology รวมถึงการหารือความร่วมมือด้าน AI กับ มหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของการเชื่อมเครือข่ายนวัตกรรม

ตลอดหลักสูตร ผู้เข้าอบรมยังได้ต่อยอดความรู้สู่การปฏิบัติจริงผ่าน Capstone Project ที่ออกแบบโครงการด้าน AI สำหรับองค์กรของตนเอง โดยหลายโครงการได้ถูกนำไปทดลองใช้จริง เช่น การใช้ Generative AI วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า และการสร้างระบบอัตโนมัติในกระบวนการทำงาน สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนกรอบความคิดจาก “ผู้เรียนรู้สู่ผู้นำที่ขับเคลื่อน” อีกด้วย

นายวรพล รัตนพันธ์ ผู้จัดการทั่วไปและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ดีกรีพลัส จำกัด กล่าวว่า AI ไม่ใช่เทคโนโลยีของอนาคตแต่เป็นเครื่องมือของผู้นำ Degree Plus มุ่งพัฒนาหลักสูตรที่ช่วยสร้างผู้นำยุคใหม่ให้เข้าใจเทคโนโลยี และใช้ AI อย่างมีวิสัยทัศน์เพื่อขับเคลื่อนองค์กรและประเทศอย่างยั่งยืน จุดแข็งของ NEXUS AI ไม่ได้อยู่แค่ความรู้ด้านเทคนิค แต่คือการเปลี่ยนกรอบความคิดของผู้นำให้สามารถคิดและขับเคลื่อนด้วย AI ได้จริง เราร่วมกับจุฬาฯ เพื่อออกแบบประสบการณ์ที่ต่อยอดได้ทั้งในห้องเรียนและการทำงาน โดยเชื่อมั่นว่าผู้สำเร็จหลักสูตรจะเป็นแรงขับสำคัญในการพาไทยก้าวทันโลกอย่างแท้จริง

หลักสูตร NEXUS AI รุ่นที่ 1 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการสร้างเครือข่ายผู้นำไทยที่พร้อมก้าวสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบ โดยเกิดจากความร่วมมือของ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Degree Plus และพันธมิตรในเครือ LEARN Corporation เพื่อพัฒนาผู้นำไทยให้ขับเคลื่อนองค์กรและสังคมด้วยเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน เพราะในโลกที่ AI ไม่ได้มาแทนคน แต่จะ “ยกระดับผู้นำที่พร้อมใช้ AI เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้โลกธุรกิจ” ผู้สนใจหลักสูตร NEXUS AI สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://lifelong.chula.ac.th/nexus/ หรือ LINE: @ChulaNEXUS

ก้าวสู่ปีที่ 9! มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา ยกระดับการศึกษาโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี 7,019 ทั่วประเทศ

ก้าวสู่ปีที่ 9! มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา ยกระดับการศึกษาโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี 7,019 ทั่วประเทศ

ก้าวสู่ปีที่ 9! มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา ยกระดับการศึกษาโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี 7,019 ทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.32 น.

ก้าวสู่ปีที่ 9! มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี รวมพลัง 3 ภาคส่วน ยกระดับการศึกษาโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี 7,019 ทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าเข้มแข็ง มุ่งสร้างอิมแพ็คระดับชาติอย่างยั่งยืน

19 พฤศจิกายน 2568 มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี นำโดย องคมนตรี พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ในฐานะประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ เป็นประธานเปิดงาน “CONNEXT ED Education Forum 2025” ภายใต้แนวคิด “Thailand’s Education Future: อนาคตการศึกษาไทย อนาคตประเทศไทย” ผนึกกำลังขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 9 สะท้อนความสำเร็จอันเกิดจากพลังแห่งความร่วมมือ 3 ภาคส่วน ซึ่งได้ร่วมกันสร้างผลลัพธ์และอิมแพ็คที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี 7,019 แห่งทั่วประเทศ  เร่งขยายผลการดำเนินงานระยะที่ 4 ยกระดับโรงเรียนก้าวสู่มาตรฐานสากล ส่งเสริมให้เด็กไทยเป็นเด็กดี มีความสามารถ พร้อมก้าวสู่โลกอนาคตอย่างมีคุณภาพ และร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

โดยมีคณะที่ปรึกษามูลนิธิฯ รองศาสตราจารย์ นราพร จันทร์โอชา และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ พร้อมด้วยซีอีโอ คณะผู้บริหารจากองค์กรผู้ร่วมก่อตั้ง อาทิ นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ นายวีระเจตน์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพลังงานและบริหาร กลุ่มมิตรผล นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บจก. โตชิบา ไทยแลนด์ บจก. ไทยโตชิบาอุตสาหกรรม  และ บจก. สวนอุตสาหกรรมบางกระดี นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซีพี ออลล์  นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานคณะผู้บริหารทรัพยากรบุคคล เครือเจริญโภคภัณฑ์ นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ กรรมการบริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และนายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ TCP กลุ่มธุรกิจ ทีซีพี และมูลนิธิใจกระทิง ตลอดจนผู้บริหารเครือข่ายพันธมิตร 61 องค์กร ร่วมงาน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

#ชู 5 ยุทธศาสตร์หลัก สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง

จากจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในปี 2559 ปัจจุบัน มีองค์กรเอกชนพันธมิตรกว่า 61 องค์กร มีโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีที่อยู่ในสังกัด สพฐ.จำนวน 7,019 แห่งทั่วประเทศ มีนักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาสะสมแล้วกว่า 2.47 ล้านคน ขณะที่มีผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) จำนวน 2,145 คน ร่วมพัฒนาโรงเรียน พร้อมด้วย ICT Talent อีก 6,700 คน  เพื่อเสริมทักษะดิจิทัลและเอไอ ครอบคลุมในระดับพื้นที่ อีกทั้งยังพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษากว่า 82,000 คน ทำให้ครู 76% ใช้เทคโนโลยีในการสอนมากขึ้น และจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ Learning Center ในโรงเรียนกว่า 2,000 แห่ง และได้จัดสรรคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คและอุปกรณ์การเรียนรู้ดิจิทัล พร้อมการอบรมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและเอไอเพื่อการเรียนการสอนแก่ครูและนักเรียน รวมมูลค่ากว่า 115 ล้านบาท ทำให้ครูและนักเรียนมีทักษะ Digital & Computer Literary เพิ่มขึ้น 75% โดยผลการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ได้สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องตามกลไก 5 ยุทธศาสตร์หลัก ผ่านความร่วมมือในการดำเนินงานของ 5 คณะทำงาน ภาครัฐ-เอกชน ที่มาช่วยเสริมแกร่งให้เป็นไปตามเป้าหมายของมูลนิธิฯ ได้แก่

1.ยุทธศาสตร์ที่ 1: การเปิดเผยข้อมูลสถานศึกษาที่ได้มาตราฐานอย่างโปร่งใสสู่สาธารณะ (Standard & Transparency) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับมูลนิธิฯ สนับสนุนการดำเนินงาน กำกับติดตาม และประเมินผลการบันทึกข้อมูลในระบบ School Management System (SMS) ของโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีทั่วประเทศตามช่วงเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ยังมีการขยายผลการใช้ระบบ SMS จาก 7,019 โรงเรียน ไปสู่ 29,000 โรงเรียนทั่วประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนด้าน Cloud Server จากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ข้อมูลสถานศึกษามีมาตรฐาน โปร่งใส และเป็นระบบ รวมถึงปรับปรุงเกณฑ์ KPI ให้ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกยุคดิจิทัล ซึ่งได้รับคำปรึกษาเชิงกลยุทธ์จาก McKinsey ตลอดจนการสนับสนุนทางด้านวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ผลลัพธ์จากความร่วมมือดังกล่าว ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนอยู่ในเกณฑ์ดี (GOOD) เพิ่มขึ้นกว่า 58%

2.ยุทธศาสตร์ที่ 2: กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม (Market Mechanisms) ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยมี School Partner กว่า 2,100 คน ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง ร่วมพัฒนาครอบคลุมโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี ทั้งหมด 7,019 แห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้ School Partners เหล่านี้ เติบโตเป็นผู้นำรุ่นใหม่กว่า 23% พร้อมขับเคลื่อนการศึกษาที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

3.ยุทธศาสตร์ที่ 3: การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน (High Quality Principals & Teachers) โครงการ ICT Talent ภาครัฐ ได้รับการยอมรับและผลักดันจากกระทรวงศึกษาธิการ และมีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม แต่งตั้ง ICT Talent ภาครัฐกว่า 6,700 คน ครอบคลุมทุกโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี สนับสนุนให้ผู้บริหารสถานศึกษา และครู พัฒนาความรู้และทักษะดิจิทัล ครูมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ AI ในการเรียนการสอนเพิ่มขึ้นถึง 80% พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญภาคเอกชน ช่วยพัฒนาทักษะด้าน Facilitator และ Coaching ให้แก่ผู้บริหารและครูเพิ่มขึ้นอีก 53%

4.ยุทธศาสตร์ที่ 4: เด็กเป็นศูนย์กลาง เสริมสร้างคุณธรรมและความมั่นใจ (Child Centric & Curriculum) จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ Learning Centers กว่า 2,000 แห่งในโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี พร้อมทั้งมีภาคเอกชนร่วมเปิดพื้นที่เป็น Learning Center เพิ่มอีกกว่า 27 แห่ง ซึ่งการเรียนรู้แบบ Child-Centric ใน Learning Center ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์เพิ่มขึ้น 82% และมีทักษะชีวิตและทักษะอาชีพเพิ่มขึ้น 73% ทั้งนี้ ยังร่วมกับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำวิจัยการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หรือ Learning Center ต้นแบบสำหรับโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี เพื่อขยายผลไปยังโรงเรียนในสังกัดสพฐ.ทั่วประเทศ และมูลนิธิฯ มีการจัดทำคลังความรู้ World Library แพลตฟอร์มที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้จากองค์กรพันธมิตรที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของเยาวชน ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษา

5.ยุทธศาสตร์ที่ 5: การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของสถานศึกษา (Digital & AI Infrastructure) จัดสรรคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและอุปกรณ์การเรียนรู้ดิจิทัล พร้อมการอบรมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและเอไอเพื่อการเรียนการสอนแก่ครูและนักเรียน รวมมูลค่ากว่า 115 ล้านบาท ทำให้ครูและนักเรียนมีทักษะ Digital & Computer Literary เพิ่มขึ้น 75% และเปิดรับบริจาคคอมพิวเตอร์พร้อมใช้ โดยเริ่มจากองค์กรพันธมิตรของมูลนิธิฯ และสร้างแพลตฟอร์มบริจาคคอมพร้อมใช้ควบคู่กับการระดมทุน พร้อมทำงานร่วมกับ สพฐ. และสถาบันอาชีวศึกษา ในการรับมอบ ตรวจมาตรฐานคอมพิวเตอร์พร้อมใช้ และติดตั้งการคัดกรองข้อมูล (Filtering Software) เพื่อให้เยาวชนเข้าถึงแหล่งข้อมูลอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัยก่อนส่งมอบ ทั้งนี้ ยังส่งเสริมให้ครูและนักเรียนมีทักษะการประยุกต์ใช้ AI ในการเรียนการสอนอย่างมีจริยธรรมและวางระบบดูแล AI ให้เกิดการใช้งานได้อย่างปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล (AI Governance)

#เจาะไฮไลท์ CONNEXT ED Education Forum 2025

งานครั้งนี้ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี ได้จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งพูดคุยแบ่งปันองค์ความรู้ เวิร์กชอปเปิดมุมมองการศึกษาไทยในยุคดิจิทัล

• ภาครัฐ–ประชาสังคม–เอกชน ผนึกกำลังขับเคลื่อนพันธกิจสร้างผลลัพธ์และอิมแพ็คที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี ส่งเสริมให้เด็กไทยเติบโตเป็น “เด็กดี มีความสามารถ” โดยในงาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มอบเกียรติบัตรให้แก่โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีที่มีผลสัมฤทธิ์ดีอย่างต่อเนื่อง ประจำปี 2568

• จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจ ไปกับ 7 โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีต้นแบบจากทุกภูมิภาคที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และความสำเร็จ ให้ผู้อำนวยการ คุณครู และบุคลากรทางการศึกษา ได้นำไปต่อยอด เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโรงเรียนในพื้นที่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น รร.บ้านบ่อหลวง จ.เชียงใหม่ รร.บ้านตากแดด จ.พังงา รร.บ้านโคกมะเมียน (ธรรมสุชาติอุทิศ) จ.สุรินทร์ รร.บ้านห้วยจรเข้ โคราช รร.กรับใหญ่ว่องกุศลกิจพิทยาคม จ.ราชบุรี  รร.วัดกระทุ่ม (โสมประชาสรรค์) จ.ฉะเชิงเทรา และ รร.บ้านร่องแมด จ.พะเยา

• ปั้นเด็กไทย Shaping Digital Citizenship & Future Skills จัดบรรยายพิเศษหัวข้อ “พลเมืองดิจิทัลและทักษะแห่งอนาคต” ตามด้วยปฏิบัติการเวิร์กช็อป “Empowering CONNEXT ED Schools for the Future World” ดำเนินการโดย Slingshot Group ที่เปิดพื้นที่ให้คณะทำงานรัฐร่วมเอกชน บุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี School Partner และ ICT Talent ระดมความคิด-ทดลอง-ออกแบบ-ลงมือวางแผน เพื่อพลิกโฉมโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีให้ตอบโจทย์โลกอนาคตอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น งานครั้งนี้ ยังยกทัพ Best Practice Sharing จากโรงเรียนคอนเน็กซ์ อีดี มาจัดแสดงในรูปแบบนิทรรศการ บอกเล่าเรื่องราว The Key of Success, The Future We Learn ถ่ายทอดพลังแห่งความร่วมมือด้านการศึกษา ภายใต้แนวคิด “ความสำเร็จวันนี้ คืออนาคตของพวกเรา” รวมถึง Learning Center Experience:  สัมผัสประสบการณ์ในรูปแบบจำลอง “ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หรือ Learning Center” ที่มูลนิธิฯ ภาครัฐ และภาคเอกชน ได้ร่วมกันผลักดัน พร้อมชมกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child-Centric) สนับสนุนการเรียนรู้ตามความสนใจ (Extracurricular) สามารถค้นพบศักยภาพของตนเองและมีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)  ปิดท้ายด้วยโซนโชว์เคสความสำเร็จจากโรงเรียนทั่วประเทศ และบูธจากเครือข่ายพันธมิตรเอกชนกว่า 61 องค์กร ที่ร่วมสร้างผลลัพธ์การศึกษาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

สำหรับองค์กรที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-858-1881-2 หรืออีเมล : Partners.connexted@gmail.com รวมถึงสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิฯ ได้ที่ connexted.org

#มูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์อีดี #CONNEXTEDfoundation

เว็บไซต์: http://connexted.org

FB: CONNEXT ED

#เกี่ยวกับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี (CONNEXT ED Foundation)

มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2559 จากโครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ ภายใต้ความร่วมมือ 3 ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ต่อมาจดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิในปี 2563 โดยมีเจตนารมณ์และความมุ่งมั่น ในการขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้มั่นคงและยั่งยืน ตามแนวทาง 5 ยุทธศาสตร์หลัก พร้อมเดินหน้าสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้ามาส่งเสริมการศึกษาเยาวชนไทย

ปัจจุบัน มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี มีเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชนชั้นนำของไทยรวมแล้ว 61 องค์กร โดยมี 12 องค์กรเอกชน ร่วมเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิฯ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์, กลุ่มเซ็นทรัล, บมจ. ซีพี ออลล์, บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร, กลุ่มมิตรผล, กลุ่มปตท., ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), เอสซีจี, บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ, บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป และ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น

ต่อมาในระยะที่ 2 มีเครือข่ายพันธมิตรเข้าร่วม ได้แก่ บมจ. บ้านปู, สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์, บจ. ไทยฮอนด้า, บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น , บมจ. บีอีซี เวิลด์, บจ. เบอร์แทรม (1958), บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย), บจ. เอดู พาร์ค, โรงเรียนเอ็นคอนเส็ปท์ อี แอคเคเดมี่, บจ. โกลบิช อคาเดเมีย (ไทยแลนด์), บจ. เควี อิเล็กทรอนิกส์, บจ. เอส เค โพลีเมอร์, บจ. สลิงชอท กรุ๊ป, บจ. ไทยโตชิบาอุตสาหกรรมไฟฟ้า และบจ. สวนอุตสาหกรรมบางกะดี, บจ. เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย)

หลังจากนั้นในระยะที่ 3 มีเครือข่ายพันธมิตรเข้าร่วม ได้แก่ บจ. แอมิตี,  บมจ. บี.กริม เพาเวอร์,  บมจ. ซี.พี.แลนด์, บจก. เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร (ข้าวโพด), บมจ. ซีพี แอ็กซ์ตร้า, บมจ. ทิปโก้แอสฟัลท์, บมจ. วีจีไอ

บมจ. เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, กลุ่มธุรกิจ ทีซีพี, บมจ. สมิติเวช, บจ. โพรนาลิตี้, ธนาคารออมสิน, บจ. ไตรโซลูชั่น, เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล, บจ. เอ็ดดูเคชั่น อีซี่ (ไทยแลนด์), สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, บจ. ฟู้ดแพชชั่น, สํานักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน), บจ. ทรู ดิจิทัล พาร์ค, แพคริม กรุ๊ป, สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.), บริษัท ทีทรี เทคโนโลยี จำกัด และ บจ. ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ 

ล่าสุด ในระยะที่ 4 นี้ มีเครือข่ายพันธมิตรใหม่เข้าร่วม ได้แก่ บจ. โชว์ไร้ขีด, บมจ. โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์, วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์, บมจ. กรุงไทยพานิชประกันภัย, บจ. อินสครู, บจ.  เพลินจะเรียน เพียรจะเล่น, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE)

กว่าจะเป็นภาพถ่ายสุดทึ่ง ‘The Fall of Icarus’ ผสานทั้งตำนาน-เทคโนโลยี-ศิลปะเข้าด้วยกัน

กว่าจะเป็นภาพถ่ายสุดทึ่ง 'The Fall of Icarus' ผสานทั้งตำนาน-เทคโนโลยี-ศิลปะเข้าด้วยกัน

กว่าจะเป็นภาพถ่ายสุดทึ่ง ‘The Fall of Icarus’ ผสานทั้งตำนาน-เทคโนโลยี-ศิลปะเข้าด้วยกัน

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.11 น.

กว่าจะเป็นภาพถ่ายสุดทึ่ง ‘The Fall of Icarus’ ผสานทั้งตำนาน-เทคโนโลยี-ศิลปะเข้าด้วยกัน

เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2568 เพจเฟซบุ๊ก “NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ” ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความระบุว่า “นี่คือภาพถ่ายแนว Silhouette เงาของมนุษย์ที่ดูเสมือนกำลังตกจากสวรรค์ โดยมีดวงอาทิตย์ที่ถูกบันทึกในช่วงคลื่นไฮโดรเจน-อัลฟา เป็นพื้นหลัง

ภาพถ่ายอันน่าทึ่งนี้มีชื่อว่า “The Fall of Icarus” ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานเทพปกรณัมกรีกโบราณ ซึ่งเล่าว่า อิคารุส พยายามบินไปบนท้องฟ้าด้วยปีกเทียม แต่กลับบินเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากเกินไปจนขี้ผึ้งเชื่อมปีกเทียมละลาย และตกลงสู่พื้น ซึ่งช่างภาพต้องการสร้างสรรค์ภาพลวงตา ให้ดูเหมือนมนุษย์กำลังร่วงหล่นลงมาจากสวรรค์ โดยมีพื้นหลังเป็นดวงอาทิตย์ที่ปั่นป่วนราวกับเปลวเพลิงในตำนาน

ผลงานชิ้นนี้เกิดจากความร่วมมือของนักถ่ายภาพดาราศาสตร์ Andrew McCarthy และนักโดดร่ม Gabriel C. Brown สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อจับภาพของมนุษย์ที่กำลังดิ่งพสุธา ตัดกับพื้นผิวดวงอาทิตย์อันปั่นป่วนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการวางแผนที่ซับซ้อนอย่างมาก ช่างภาพต้องใช้การคำนวณที่แม่นยำเพื่อตั้งกล้องอยู่ห่างออกไปกว่า 2.4 กิโลเมตร ในขณะที่นักโดดร่มต้องกระโดดจากเครื่องบินที่ความสูงจากพื้นดินกว่า 1 กิโลเมตร เพื่อให้สามารถโฟกัสได้ทั้งนักโดดร่มที่เป็นฉากหน้าและดวงอาทิตย์ที่เป็นฉากหลังได้อย่างคมชัด

ทีมงานใช้การโทรศัพท์แบบ 3 สาย ระหว่าง ช่างภาพ นักบินพารามอเตอร์ และนักโดดร่ม เพื่อควบคุมจังหวะการกระโดดให้ตรงกับแนวเล็งของกล้องในเสี้ยววินาที นอกจากนี้ พื้นผิวของดวงอาทิตย์ที่ปรากฏในภาพไม่ได้เป็นเพียงแสงจ้า แต่เป็นภาพรายละเอียดของบรรยากาศชั้นโครโมสเฟียร์ ที่ถูกบันทึกผ่านแผ่นกรองแสงในช่วงคลื่นไฮโดรเจน-อัลฟา ซึ่งเป็นแผ่นกรองแสงเฉพาะทางที่กรองแสงที่เปล่งจากแก๊สไฮโดรเจน ทำให้สามารถบันทึกภาพของจุดบนดวงอาทิตย์ และพื้นผิวที่ปั่นป่วนของดวงอาทิตย์ได้อย่างชัดเจน โดยรายละเอียดคมชัดเหล่านี้มาจากเทคนิคการซ้อนภาพถ่ายดวงอาทิตย์หลายร้อยภาพเข้าด้วยกัน

ภาพถ่าย “The Fall of Icarus” นับเป็นการผสานตำนานเข้ากับเทคโนโลยีและศิลปะแห่งความแม่นยำอย่างแท้จริง

เรียบเรียง: ธนกฤต สันติคุณาภรต์ – หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร.”