‘ศุภมาส’ประชุมองค์กรสื่อ ร่วมประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

'ศุภมาส'ประชุมองค์กรสื่อ ร่วมประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

‘ศุภมาส’ประชุมองค์กรสื่อ ร่วมประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.47 น.

“ศุภมาส”ประชุมองค์กรสื่อ ร่วมประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ผนึกกำลังสื่อไทย-อินฟลูฯ ร่วมสื่อสารให้ปชช.เข้าใจง่ายทุกช่วงวัย-ถูกต้องตามโบราณราชประเพณีอย่างสมพระเกียรติ

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมองค์กรสื่อ – สื่อออนไลน์ เพื่อร่วมประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ต่อมา น.ส.ศุภมาส แถลงผลการประชุมว่า ในฐานะประธานทีมประชาสัมพันธ์ ได้เชิญหลายหน่วยงานที่เป็นสื่อมวลชน ทั้งสื่อดิจิทัล ออนไลน์ และแพลตฟอร์มใหญ่ๆมาพูดคุยร่วมกันวางแผน วางแนวการประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และเข้าถึงได้ง่ายที่สุด หน่วยงานที่เข้ามาร่วมคุยวันนี้มีหลายภาคส่วน ได้แก่ สมาคมผู้ประกอบการสื่อดิจิทัล สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย รวมทั้งตัวแทนจากแพลตฟอร์มต่างๆ โดยมีกรมประชาสัมพันธ์เป็นแกนกลาง

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ตนอยากให้ข้อมูลที่เราสื่อออกไปเป็นข้อมูลที่ประชาชนเข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย และที่สําคัญต้องถูกต้องตามโบราณราชประเพณี เพราะพระราชพิธีครั้งนี้เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนให้ความสําคัญอย่างสูงที่สุด และเป็นโอกาสให้เราทุกคนร่วมกันเทิดพระเกียรติด้วยความสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตนจึงให้กรมประชาสัมพันธ์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูล ทั้งเว็บไซด์ เพจพระลาน เพื่อให้ทุกช่องทางสื่อสารสามารถนําข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบแล้วไปใช้ได้ทันที เพื่อให้ไม่มีการคลาดเคลื่อนและมีความเชื่อถือได้ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าสื่อออนไลน์มีบทบาทสูงมาก ตนจึงอยากให้พวกเราทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดขึ้น ทั้งการทำคอนเทนต์ที่เหมาะกับคนทุกช่วงวัย ทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ การใช้ภาษาให้อ่านง่าย สื่อสารง่าย เข้าใจง่าย รวมถึงการผสานพลังของอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เพื่อช่วยกระจายข้อมูลไปสู่ประชาชนทั้งในและนอกประเทศให้มากที่สุด การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนจะทําให้การสื่อสาร ของเราเป็นระบบขึ้น และทําให้งานการประชาสัมพันธ์พระราชพิธีสําคัญครั้งนี้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติมากที่สุด

‘ศาสนิกชน5ศาสนา-กลุ่มชาติพันธุ์-ผู้พิการ’ เข้ากราบถวายความอาลัยพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

'ศาสนิกชน5ศาสนา-กลุ่มชาติพันธุ์-ผู้พิการ' เข้ากราบถวายความอาลัยพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

‘ศาสนิกชน5ศาสนา-กลุ่มชาติพันธุ์-ผู้พิการ’ เข้ากราบถวายความอาลัยพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.54 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.2568 เวลา 08.00 – 21.00 น. โดยมีข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ เจ้าหน้าที่สํานักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อย รวมถึงคอยให้คำแนะนำอำนวยความสะดวกผู้สูงอายุ ผู้พิการและประชาชนตลอดเส้นทางเพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

สำหรับบรรยากาศวันนี้ นับเป็นวันที่ 11 ประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและหลายจังหวัด พร้อมใจแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์เดินทางมาผ่านจุดคัดกรองที่ท้องสนาทหลวง และพักยังจุดพักคอยที่อุโมงค์หน้าพระลาน เข้าประตูมณีนพรัตน์ มุ่งหน้าเข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

และมีคณะบุคคลจากจังหวัดต่างๆ อาทิ จ.ชัยนาท, จ.ชัยภูมิ , จ.ชุมพร, จ.เชียงราย มีกลุ่มชาติพันธุ์ 6 กลุ่ม ประกอบด้วยอาข่า ลาหู่ ม้ง เย้า จิน และลีซอ แต่งกายด้วยชุดชาติพันธุ์พื้นเมือง, สภาสถาปนิก, คณะนักศึกษา วปรอ. รุ่น 4313, คณะนักเรียนอนุบาลโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ, กลุ่มผู้พิการ และเครือข่ายองค์กรคนพิการทั่วประเทศ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นางสาวซาบิดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นำคณะผู้บริหาร วธ.กรมการศาสนา และศาสนิกชนทั้ง 5 ศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์–ฮินดู และศาสนาซิกข์ จาก 15 องค์การ เข้าร่วมกราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง 

ทั้งนี้ ประชาชนจะได้รับภาพพระฉายาลักษณ์ และภาพพระโกศ พระบรมศพ ไว้เป็นที่ระลึก พร้อมทั้งมีการแจกเข็มกลัดโบว์ดำไว้อาลัย พระราชทาน จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ตรงประตูทางออกแก่ประชาชนที่มาถวายบังคมพระบรมศพด้วย

5 ผู้นำศาสนาถวายความอาลัย

ด้าน ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ ประธานร่วมกรรมการประสานงานคริสตจักรโปรเตสแตนท์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า องค์กรคริสต์ทั้ง 5 องค์กร พร้อมใจมาถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เราทุกคนต้องยอมรับว่า เราอยู่ในประเทศไทยซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังมีพระชนม์ชีพ รับรู้เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจที่ทรงงานเพื่อราษฎรมาโดยตลอด

ที่ผ่านมา สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงให้การสนับสนุนช่วยเหลือองค์กรศาสนาคริสต์หลายองค์กร ในด้านพันธกิจต่างๆ ทั้งในทางตรงทางอ้อม เคยเสด็จฯ ไปทรงร่วมงานของโรงเรียนคาทอลิกหลายครั้ง เนื่องจากทรงศึกษาในโรงเรียนคาทอลิกเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ และเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรบนภูเขา ทรงริเริ่มโครงการต่างๆมากมาย ชนเผ่าต่างๆที่นับถือศาสนาคริสต์ก็ได้รับประโยชน์ ถ้าจะพรรณนาก็คงไม่หมด  

”ส่วนตัวผมมีเรื่องราวซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่จดจำได้ไม่ลืม คือเมื่อตอนน้ำท่วมใหญ่ที่กรุงเทพฯ ผมเขียนหนังสือชื่อว่า น้ำท่วมใจ ใจท่วมน้ำ สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ แจ้งมาเพื่อขอให้ใส่หนังสือไปในถุงยังชีพพระราชทาน เพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้ประสบภัย ภายหลังสมเด็จพระพันปีหลวง สวรรคต คริสตชนพร้อมใจกันจัดกิจกรรมถวายความอาลัยแด่พระองค์ท่านอย่างต่อเนื่อง เพื่อน้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

นายอนันต์ สัจเดว์ สมาคมตรีคุรุสิงห์สภา กล่าวว่า การสูญเสียพระองค์ท่านเป็นความโศกเศร้าของพสกนิกรไทยทั้งประเทศ ขณะที่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงพระประชวรประทับโรงพยาบาลจุฬาฯ ชาวไทยซิกข์สวดมนต์ให้พระองค์ทรงหายจากพระประชวร แต่เมื่อสวรรคตทรงเป็นแม่แห่งชาติและเป็นองค์อุปถัมภ์ศาสนาซิกข์ ชาวไทยซิกข์พร้อมใจถวายอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตนและพี่น้องชาวไทยซิกข์นับหมื่นคนเฝ้าฯ รับเสด็จพระองค์ท่านเสด็จในโอกาสโอกาสเฉลิมฉลองศาสนาซิกข์ 500 ปี ณ โรงละครแห่งชาติ สร้างความปลาบปลื้มให้กับชาวไทยซิกข์ ทรงดูแลชาวซิกข์ตลอดมา สมาคมตรีคุรุสิงห์สภาเป็นศูนย์กลางศาสนาซิกข์ในประเทศไทยจะสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ในด้านช่วยเหลือประชาชนและการสาธารณสุขต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไป 

นายกิตติพันธ์ ใจดี ที่ปรึกษาสมาคมนามธารีสังคัตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังสวรรคตชาวไทยซิกข์ร่วมจัดพิธีน้อมรำลึกพระราชกรณียกิจนานัปการที่ทรงทำเพื่อคุณณูปการของชาวไทย โดยไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนา ทั้งที่ศาสนสถานและองค์กรต่างๆ รวมถึงศาสนิกชนของเราร่วมบริจาคโลหิตและบริจาคทรัพย์แก่สภากาชาดไทย เพราะสมเด็จพระพันปีหลวงทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนากิจการสภากาชาดไทยเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ ชาวไทยซิกข์ได้มาอาศัยใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ได้รับโอกาสที่ดีในการพัฒนาชีวิต ความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพ ต่างน้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ พร้อมใจกันมาแสดงความจงรักภักดีและถวายความอาลัยร่วมกับ 4 ศาสนา ซึ่งกรมศาสนานำคณะ 5 ศาสนามาถวายอาลัยอย่างพร้อมเพรียง

คนพิการร่วมน้อมารำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

นายวรกร ไหลหรั่ง ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านคนพิการ ทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาส (สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์)​ และ ดร.ณรงค์ ไปวันเสาร์ อุปนายกสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย กล่าวพร้อมกันว่า วันนี้ เป็นโอกาสที่คนพิการได้มาถวายอาลัยต่อสมเด็จพระพันปีหลวง พระองค์ทรงรักคนพิการ ทรงดูช่วยเหลือคนพิการตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ คนด้อยโอกาส คนชรา ผู้ยากไร้ 

“สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงช่วยเหลือคนพิการในทุกด้าน ทั้งเรื่องงาน อาชีพ กลุ่มศิลปาชีพ การทอผ้า การแนะนำการใช้ชีวิตต่างๆ ให้การดูแลรักษา เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิ์ต่างๆ พระองค์พระราชทานเบ็ดตกปลา เพื่อให้สามารถตกปลาหากินได้ ทรงทำให้คนพิการมีรายได้ทั้งครอบครัว นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ซึ่งคนพิการไม่ได้หวังรับเพียงอย่างเดียว เราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนชีวิตให้เป็นไปตามขบวนการที่จะเป็นไปได้ ตามที่พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงทำเพื่อประชาชนจริงๆ พระองค์ทรงสละแรงกายแรงใจในการทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนทุกประเภท ไม่ใช่แค่คนพิการเท่านั้น ทรงช่วยเหลือทุกอย่าง ทุกคนโดยไม่เคยละเว้นเลย”

ดร.ณรงค์-นายวรกร กล่าวอีกว่า ในฐานะผู้นำคนพิการ จะน้อมนำความรู้และอาชีพที่พระองค์พระราชทานไว้ ถ่ายทอดให้กับคนพิการรุ่นต่อๆไป เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือกันเป็นทอดๆ และดูแลกันต่อๆไป

น.ส.ประภาวัลย์ เมฆประสาท คนพิการด้านการเคลื่อนไหว กล่าวว่า ตนเข้าร่วมคณะคนพิการที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำกลุ่มคนพิการมาร่วมถวายอาลัยและถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  ก่อนหน้านี้ ตนได้มาถวายสักการะพระบรมศพหน้าพระฉายาลักษณ์ที่ศาลาสหทัยสมาคม ด้วยตนเองคนเดียว  ด้วยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเพื่อจะได้แนะนำคนพิการที่อยากมากราบ ตนเคยถวายฎีกาเพื่อรอรับพระราชทานความช่วยเหลือต่อในหลวง ร. 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง จากนั้น ได้รับจดหมายตอบกลับจากสำนักพระราชวังและมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานให้ความช่วยเหลือ เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตผ่านพ้นความทุกข์ยากลำบาก  มีอาชีพดูแลตัวเอง และมีส่วนร่วมช่วยเหลือคนพิการเพื่อตอบแทนคุณพระองค์ท่าน นอกจากนี้ ตนกับเพื่อนผู้พิการอีก 3 คน ประดิษฐ์เข็มกลัดโบว์สีดำถักจากไหมพรมจำนวนกว่า 1,500 ชิ้น เตรียมนำมาแจกจ่ายให้ประชาชนที่เดินทางมากราบพระบรมศพภายในสัปดาห์หน้า รวมถึงจะหาเวลามากราบพระบรมศพพระองค์ท่านอยู่เสมอด้วย

นางสาววณิชา สงวนศักดิ์ อายุ 63 ปี ชาวบางซื่อ กทม. กล่าวว่า ตนเดินทางมากราบทุกวันตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.ที่เปิดให้เข้ากราบวันแรก จนถึงวันนี้ ตนได้เข้ากราบแล้วกว่า 30 รอบ ตนอยู่ในกลุ่ม “รวมพลคนรักสถาบัน” ตั้งใจจะเดินทางมาทุกวัน จะมาเข้ากราบให้ได้ 999 ครั้งจนถึงวันถวายพระเพลิง มีความซาบซึ้งเพราะตั้งแต่เด็กก็เห็นพระองค์ท่านเดินเคียงคู่กับในหลวง ร.9 เสด็จไปทุกที่ไปเยี่ยมราษฎรในถิ่นธุรกันดารเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีอาชีพในการดำรงค์ชีวิตการกินดีอยู่ที่ดีขึ้น 

“ถึงแม้ตนจะไม่เคยได้รับพระมหากรุณาโดยตรงแต่ก็รักพระองค์ท่านที่ทรงเสียสระเพื่อดูแลประชนมาโดยตลอด พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ดูแลประชาชนดีมากๆ สิ่งที่เราทำให้พระองค์ท่านต่อไป คือ มาน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 และสมเด็จพระพันปีหลวง พวกเราเดินตามคำสอนของพระองค์ท่านมาโดยตลอดในการทำความดีมีความซื่อสัตย์ รู้หน้าที่ วันนี้พระองค์ท่านไม่อยู่แล้ว พวกเราก็จะมาแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีต่อในหลวง ร.9 สมเด็จพระพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์พระทุกพระองค์ อย่างนี้ตลอดไป“.

012

ถวายอาลัย! ผู้พิการเดินทางเข้ากราบพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

ถวายอาลัย! ผู้พิการเดินทางเข้ากราบพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

ถวายอาลัย! ผู้พิการเดินทางเข้ากราบพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.44 น.

19 พฤศจิกายน 2568 ตามที่สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น.โดยมีข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อย รวมถึงคอยให้คำแนะนำอำนวยความสะดวกผู้สูงอายุ ผู้พิการและประชาชนตลอดเส้นทางเพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

ต่อมา ที่บริเวณท้องสนามหลวง เขตพระนคร กทม.ได้มีการติดป้ายประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง กำหนดการเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ช่วงวันที่ 24-25 พฤศจิกายน 2568 เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมถวายความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวังโดยประกาศระบุว่า การเข้าสักการะภายในพระบรมมหาราชวัง เปิดให้เข้าระหว่างเวลา 08.00-14.00 น.ซึ่งจุดคัดกรองจะปิดในเวลา 13.00 น.เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างเรียบร้อยและปลอดภัยต่อประชาชนที่เดินทางมาจำนวนมาก

โดยวันนี้ มีผู้พิการเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยมีเจ้าหน้าที่และจิตอาสาได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเข้าถวายสักการะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

ศธ.ประกาศแนวปฏิบัติฉบับใหม่ การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์

ศธ.ประกาศแนวปฏิบัติฉบับใหม่ การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์

ศธ.ประกาศแนวปฏิบัติฉบับใหม่ การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เดินหน้าขับเคลื่อนฯ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาและการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้ 1.เน้นย้ำการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาในวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองตามหลักสูตรแกนกลางฯ ตั้งแต่ระดับชั้น ป.1 – ม.6 , 2.ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง ทั้งด้านหลักสูตรสถานศึกษา การจัดการเรียนรู้ การเลือกใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ , 3.จัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ในยุคปัจจุบัน เน้นบูรณาการสาระการเรียนรู้ร่วมกัน ใช้ข่าวสารและสถานการณ์ร่วมสมัยเป็นฐานการเรียนรู้ เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ และส่งเสริมการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล , 4.เลือกใช้สื่อที่หลากหลายและตอบสนองรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่าง ทั้งสื่อแบบดิจิทัล และสื่อพื้นบ้าน เช่น นิทาน ภาพถ่ายท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงกับบริบทของผู้เรียน เช่น ใช้คลิปสารคดีสั้นหรือใช้แผนที่ท้องถิ่น ประกอบการเรียนประวัติศาสตร์ และ 5.การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ควรเน้นการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน มีความยืดหยุ่นมากขึ้นและไม่จำกัดเฉพาะการวัดผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ เช่น ประเมินจากการอภิปราย การเขียนสะท้อนความคิด แฟ้มสะสมผลงาน โครงงาน ชิ้นงาน เป็นต้น

“ตามประกาศฉบับนี้ ครูจะมีแนวปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอน การวัดประเมินผล ที่ยืดหยุ่น คล่องตัวมากขึ้น ส่วนนักเรียนมีโอกาสได้เรียนรู้อย่างหลากหลายรูปแบบ และได้รับการวัดและประเมินผลที่มีความสอดคล้องกับความถนัดและความสนใจอย่างหลากหลาย ขณะที่โรงเรียนจะมีแนวปฏิบัติในการส่งเสริมสนับสนุนให้ครูจัดการเรียนรู้ โดยมีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนและให้การสนับสนุนเชิงนโยบายของโรงเรียน ซึ่งจะมีการประชุมใหญ่ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อสื่อสารนโยบายแก่คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศต่อไป

นำร่อง 20 มหา’ลัยสีเขียว เปิดตัว ‘จากครัว…สู่เครื่อง’ ดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

นำร่อง 20 มหา’ลัยสีเขียว เปิดตัว ‘จากครัว...สู่เครื่อง’ ดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

นำร่อง 20 มหา’ลัยสีเขียว เปิดตัว ‘จากครัว…สู่เครื่อง’ ดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดโครงการความร่วมมือนโยบาย Quick Win “มหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University)” ภายใต้โครงการความร่วมมือ “จากครัว…สู่เครื่อง” การจัดการน้ำมันพืชใช้แล้วเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน ระหว่างกระทรวง อว. ร่วมกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) โดยมี นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) นายนิคม ปัญญาทวีกิจไพศาล รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และแผนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารหน่วยงาน สถาบันอุดมศึกษา เข้าร่วมพิธีพร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) และรับฟังบรรยายเกี่ยวกับโครงการ “จากครัว…สู่เครื่อง” โดย ศุภฤกษ์ สุเสงี่ยม ผู้จัดการส่วนหน่วยงานเทคนิคโรงกลั่นน้ำมัน บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ คุณสุจิตรา เตรยาวรรณ ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท เอนไรส์ ไบโอ ซัพพลาย จำกัด ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (ถนนพระรามที่ 6)

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า จุดเริ่มต้นโครงการ “จากครัว…สู่เครื่อง” เพื่อรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วจากครัวเรือนมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งโครงการนี้จะดำเนินงานภายใต้นโยบาย มหาวิทยาลัยสีเขียว โดยมีเป้าหมายให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญและเป็นต้นแบบในการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในระยะแรก กระทรวง อว. จะสนับสนุนการตั้งจุดรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วในมหาวิทยาลัยนำร่องกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ

​กทม.มอบรางวัล ‘โรงเรียนติดดาว – ครูผู้พิทักษ์’ ปี 3 ต่อยอดสร้างเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบความปลอดภัยทางถนน

​กทม.มอบรางวัล ‘โรงเรียนติดดาว – ครูผู้พิทักษ์’ ปี 3 ต่อยอดสร้างเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบความปลอดภัยทางถนน

​กทม.มอบรางวัล ‘โรงเรียนติดดาว – ครูผู้พิทักษ์’ ปี 3 ต่อยอดสร้างเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบความปลอดภัยทางถนน

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร จัดงานพิธีมอบรางวัลให้กับโรงเรียนที่มีวัฒนธรรมองค์กรด้านความปลอดภัยทางถนนและพิธีมอบรางวัลให้กับ “ครูผู้พิทักษ์” กิจกรรมการประกวดโรงเรียนต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนนของกรุงเทพมหานคร (Road Safety Culture School) ปี 3 ภายใต้แนวคิด “เด็กเริ่ม ผู้ใหญ่ร่วม ปี 3” พิทักษ์ความปลอดภัยบนท้องถนน ประจำปี 2568 โดยมี นายสิทธิพร สมคิดสรรพ์ ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน

นายสิทธิพร สมคิดสรรพ์ ผอ.สจส.กทม. กล่าวว่า สำหรับปีนี้กิจกรรมการแข่งขันค้นหาตำแหน่ง “โรงเรียนติดดาวไอดอล” และ “ครูผู้พิทักษ์” กับกิจกรรมโรงเรียนต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนนของกรุงเทพมหานคร (Road Safety Culture School) มีโรงเรียนเข้าร่วมกว่า 437 โรงเรียนทั่วกรุงเทพมหานคร โดยมีโรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้ายทั้งหมด 18 โรงเรียน พร้อมทั้งคัดเลือกครู เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนละ 2 คน โดยมีการนำเสนอผลการดำเนินกิจกรรม และความยั่งยืนในการดำเนินกิจกรรม ชิงรางวัลมูลค่ารวมมากกว่า 170,000 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร ป้ายประกาศเกียรติคุณ และโล่รางวัล

สำหรับรายละเอียดผลการตัดสิน มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ “โรงเรียนติดดาวไอดอล” จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ โรงเรียนวัดธรรมมงคล (หลวงพ่อวิริยังค์อุปถัมภ์) สำนักงานเขตพระโขนง , รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 “โรงเรียนติดดาวไอดอล” จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ โรงเรียนคลองสาม สำนักงานเขตมีนบุรี , รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 “โรงเรียนติดดาวไอดอล” จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ โรงเรียนวัดดอกไม้ สำนักงานเขตยานนาวา , รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 3 “โรงเรียนติดดาวไอดอล”จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ 1.โรงเรียนวัดบางโพโอมาวาส สำนักงานเขตบางซื่อ 2.โรงเรียนคลองทวีวัฒนา (ทองน่วมอนุสรณ์) สำนักงานเขตทวีวัฒนา , รางวัลดีเด่น จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ 1.โรงเรียนวัดอ่างแก้ว (จีบ ปานขำ) สำนักงานเขตภาษีเจริญ 2.โรงเรียนวัดไผ่เงินโชตนาราม สำนักงานเขต บางคอแหลม 3.โรงเรียนวัดดอน สำนักงานเขตสาทร 4.โรงเรียนสุเหร่าทับช้าง สำนักงานเขตประเวศ 5.โรงเรียนพรหมราษฎร์รังสรรค์ สำนักงานเขตบางบอน , รางวัลชมเชย จำนวน 8 รางวัล ได้แก่ 1.โรงเรียนวัดปทุมคงคา สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ 2.โรงเรียนวัดประชาระบือธรรม สำนักงานเขตดุสิต 3.โรงเรียนหัวหมาก สำนักงานเขตสวนหลวง 4.โรงเรียนวัดพระยาสุเรนทร์ (บุญมีอนุกูล) สำนักงานเขตคลองสามวา 5.โรงเรียนวัดคู้บอน (วัฒนานันท์อุทิศ) สำนักงานเขตคลองสามวา 6.โรงเรียนบางขุนเทียนศึกษา สำนักงานเขตบางขุนเทียน 7.โรงเรียนสถานีพรมแดน (รักษาศุขราษฎร์บำรุง) สำนักงานเขตบางบอน 8.โรงเรียนวัดวิมุตยาราม สำนักงานเขตบางพลัด

รางวัล “ผู้บริหารสถานศึกษาต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน” จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ 1.นางสาวนิตยา กัณณิกาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนคลองสาม สำนักงานเขตมีนบุรี 2.นางนันทพร บุญสิทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนคลองทวีวัฒนา (ทองน่วมอนุสรณ์) สำนักงานเขตทวีวัฒนา

รางวัล “ครูผู้พิทักษ์” จำนวน 10 รางวัล ได้แก่ 1.นายไพรบูรณ์ จารีต โรงเรียนวัดดอกไม้ สำนักงานเขตยานนาวา 2.นายธนัยนันท์ รุ่งเรืองสุขเจริญ โรงเรียนวัดดอกไม้ สำนักงานเขตยานนาวา 3.นายประภาส สุพรรณดี โรงเรียนพรหมราษฎร์รังสรรค์ สำนักงานเขตบางบอน 4.นายนพพล คิมประโคน โรงเรียนพรหมราษฎร์รังสรรค์ สำนักงานเขตบางบอน 5.นางสาวจิรารัตน์ เนียมนิ่ม โรงเรียนวัดธรรมมงคล สำนักงานเขตพระโขนง 6.นางสาวจินตนา ประกายแก้ว โรงเรียนวัดธรรมมงคล สำนักงานเขตพระโขนง 7.นางสาวสุนันทา ตันสิงห์ โรงเรียนสุเหร่าทับช้าง สำนักงานเขตประเวศ 8.นายวสิษฐ์พล สภาโรงเรียนสุเหร่าทับช้าง สำนักงานเขตประเวศ 9.นายอุทัย คำศรี โรงเรียนคลองทวีวัฒนา (ทองน่วมอนุสรณ์) สำนักงานเขตทวีวัฒนา 10.นางสาววัชรี รัศมีดิษฐ์ โรงเรียนคลองทวีวัฒนา (ทองน่วมอนุสรณ์) สำนักงานเขตทวีวัฒนา

รางวัล “ครูดีเด่นด้านความปลอดภัยทางถนน” จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ 1.นายสุภีย์ ใหมจันทา โรงเรียนวัดไผ่เงินโชตนาราม สำนักงานเขตบางคอแหลม 2.นางสาวสิริลภัส ถิตย์ประเดิม โรงเรียนวัดไผ่เงินโชตนาราม สำนักงานเขตบางคอแหลม

นอกจากนี้ทาง ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนกรุงเทพมหานคร (ศปถ.กทม.) ได้ดำเนินการตรวจติดตามผลงานของโรงเรียนที่ได้รับรางวัลต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนนของกรุงเทพมหานคร (Road Safety Culture School) เมื่อปีที่ผ่านมา จึงได้มอบเกียรติบัตร ให้แก่ “โรงเรียนต้นแบบที่ดำเนินการด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง” จำนวน 9 โรงเรียน ได้แก่ 1.โรงเรียนวัดแสนสุข สำนักงานเขตมีนบุรี 2.โรงเรียนวัดเทวสุนทร สำนักงานเขตจตุจักร 3.โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย สำนักงานเขตสายไหม 4.โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐาราม สำนักงานเขตภาษีเจริญ 5.โรงเรียนฉิมพลี สำนักงานเขตตลิ่งชัน 6.โรงเรียนพิชัยพัฒนา สำนักงานเขตบึงกุ่ม 7.โรงเรียนวัดขุนจันทร์ สำนักงานเขตธนบุรี 8.โรงเรียนนาหลวง สำนักงานเขตทุ่งครุ 9.โรงเรียนวัดทัศนารุณ สุนทริการาม สำนักงานเขตราชเทวี

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้  สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร เล็งเห็นถึงความสำคัญและเชื่อมั่นว่า การส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านความปลอดภัยทางถนนให้กับทุกภาคส่วนโดยมุ่งหวังสร้างจิตสำนึก ด้านความปลอดภัยในการเดินทาง จะกลายเป็น “ต้นแบบ” และ “เครือข่าย” นำไปต่อยอดให้เกิดสังคมที่พร้อมขับเคลื่อนวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน พร้อมส่งต่อพฤติกรรมรักษ์วินัยจราจร จากเด็กสู่ผู้ใหญ่ สอดรับนโยบายผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร เดินทางดี ปลอดภัย เพื่อให้กรุงเทพมหานครเป็นถนนปลอดภัย และเป็น “เมืองที่น่าอยู่” สำหรับทุกคน

จัดพิธี’วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’ ประจำปี 2568 เผยแพร่พระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9

จัดพิธี'วันพระบิดาแห่งฝนหลวง' ประจำปี 2568 เผยแพร่พระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9

จัดพิธี’วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’ ประจำปี 2568 เผยแพร่พระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.41 น.

จัดพิธี’วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’ ประจำปี 2568 เผยแพร่พระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 สืบสานพระราชปณิธานในโอกาส 70 ปีฝนหลวง ‘กรมฝนหลวงและการบินเกษตร’ พัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับประเทศ

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีวางพานพุ่ม ดอกไม้สด เนื่องใน“วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2568” ณ Jewel Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพ มหานคร ระหว่างวันที่ 14 -16 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระ บรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงเป็น“พระบิดาแห่งฝนหลวง” ที่ทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริฝนหลวงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ โดยเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ได้รับเกียรติจากนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รวมถึงผู้บริหาร ข้าราชการในสังกัดกระ ทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนราชการ และอาสาสมัครฝนหลวง เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

บรรยากาศภายในพิธี ประธานในพิธีได้วางพานพุ่มดอกไม้สดถวายราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร“พระบิดาแห่งฝนหลวง” และกล่าวรำลึกในพระมหา กรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระปรีชาสามารถในการคิดหาวิธีในการบังคับเมฆให้เกิดเป็นเม็ดฝน ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเกษตรและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในชั้นบรรยา กาศของประเทศมาตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา

จากนั้น รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบรางวัลอาสาสมัครฝนหลวงดีเด่น ประจำปี 2568 จำนวน 5 รางวัล เพื่อเชิดชูบุคคลผู้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสานพระราชปณิธานแห่งพระบิดาแห่งฝนหลวง 

ต่อมาหลังจากนั้น นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดนิทรรศการ “70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา” ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดจนพัฒนาการของเทคโนโลยีฝนหลวงที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้พัฒนาต่อยอดอย่าง
ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับประเทศ

นายนเรศ ได้กล่าวย้ำว่า  ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา โครงการพระราชดำริฝนหลวงไม่เพียงช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้ง แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการ
น้ำในชั้นบรรยากาศของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯพร้อมสนับสนุนให้กรมฝนหลวงฯ พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆที่สามารถทำให้การปฏิบัติการฝนหลวงให้มีความก้าวหน้า
และปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และเป็นหลักประกันความมั่นคงทางน้ำของประเทศไทยต่อไป”

ด้าน นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า
ในโอกาสครบรอบ 70 ปี กรมฝนหลวงฯ ได้วางแผนพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงให้เป็น Smart Weather Modification Center พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำฝนให้ครอบ
คลุมทั่วประเทศ และขยายความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อให้ฝนหลวงไทยเป็น
ต้นแบบของภูมิภาคอาเซียน

โดยบรรยากาศภายในงาน ได้มีการจัดนิทรรศการ “70 ปีฝนหลวง สืบสานพระราชปณิธานพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อพสกนิกรของพระราชา” ณ Jewel Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพ มหานคร เพื่อร่วมรำลึกในพระมหากรุณา ธิคุณและเรียนรู้ศาสตร์แห่งฝนหลวง มรดกทางภูมิปัญญาอันล้ำค่าของแผ่นดินไทย ปรากฏว่ามีประชาชน นักเรียน นักศึกษา  จำนวนมากเข้าร่วมงาน ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมงานต่างล้วนมีความซาบซึ้งและความภาคภูมิใจที่ได้เข้าร่วมพิธีและได้มีโอกาสร่วมกันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิ คุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้“สายฝนแห่ง ความหวัง” ยังคงโปรยปรายสู่ผืนดินไทยตราบจนทุกวันนี้

ครม.เห็นชอบ! ‘แมวไทย’เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

ครม.เห็นชอบ! 'แมวไทย'เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

ครม.เห็นชอบ! ‘แมวไทย’เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.03 น.

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ 

โฆษกฯ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 – 2567 คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทยในมิติต่าง ๆ เช่น กำหนดให้ “ช้างไทย” เป็นสัตว์ประจำชาติ กำหนดให้ “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ กำหนดให้ “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน กำหนดให้ “การไหว้” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย

โดย กอช. ได้ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามมติ กอช. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ที่เห็นชอบการเสนอให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง อันเนื่องมาจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทยพบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่าง ๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย แมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการประกาศให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเห็นคุณค่านำไปสู่การอนุรักษ์และร่วมมือกันกำหนดมาตรฐานของแมวไทยพันธุ์แท้ในแนวทางเดียวกัน ส่งเสริมการเลี้ยงแมวไทยพันธุ์แท้ให้มากขึ้น และเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสายพันธุ์แมวไทยและป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เกี่ยวเนื่องกับแมวไทย ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม

ชื่นชมจีน! ถวายอารักขา ‘ในหลวง-พระราชินี’ ใส่ใจทุกรายละเอียด แม้จุดเล็กๆ แต่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่

ชื่นชมจีน! ถวายอารักขา 'ในหลวง-พระราชินี' ใส่ใจทุกรายละเอียด แม้จุดเล็กๆ แต่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่

ชื่นชมจีน! ถวายอารักขา ‘ในหลวง-พระราชินี’ ใส่ใจทุกรายละเอียด แม้จุดเล็กๆ แต่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.49 น.

นักเขียนดังชื่นชมจีน ถวายอารักขา ‘ในหลวง-พระราชินี’ อย่างใส่ใจทุกรายละเอียด ชี้แม้จุดเล็กๆ แต่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2568 เพจเฟซบุ๊ก “สถานะการณ์ สำคัญในปัจจุบัน” ได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน จตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยขณะทรงพระราชดำเนินลงบันไดนั้น จะเห็นว่านายทหารจีน ได้คอยดูแลอารักขาอย่างใกล้ชิด จนทำให้โซเชียลต่างชื่นชมทางการจีนที่ให้การต้อนรับ และใส่ใจทุกรายละเอียดเป็นอย่างดี โดยระบุข้อความว่า “ดูวนๆหลายรอบ เห็นนายทหารจีนท่านนี้ คอยดูแลอารักขาพ่อหลวงของเราแบบใกล้ชิดมากๆ ขอบคุณมากๆ ที่คอยดูแลพระราชาและพระราชินีของพวกเรา เรื่องการใส่ใจดูแลต้องยกให้จีนเลย”

นอกจากนี้ นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “Padipon Apinyankul” ระบุว่า “ภาพคลิปวีดีโอที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินี เสด็จไปเยือนจีน มีมากมาย คนไทยหลายคนเห็นแล้วชื่นใจในการต้อนรับของคนจีน .. ตั้งแต่รถพระที่นั่ง ซึ่งมีรถพยาบาลตามหลัง รวมถึงรถป้องกันการเกิดเหตุร้าย

ตามสองข้างทาง ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่สองพระองค์เสด็จไป ก็มีคนจีนชื่นชมจำนวนมาก

ในเว๊ปต่าง ๆ ของจีน ล้วนลงเรื่องราวและยกย่องความสง่างาม ความสวยงามของทั้งสองพระองค์

แต่ผมเลือกและชอบมองภาพในจุดเล็ก ๆ . ที่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่

มันเป็นภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี ทรงเสด็จไปวางพวงมาลา อนุสาวรีย์วีรชน จัตุรัสเทียนอันเหมิน

อนุสาวรีย์ ฯ นี้ มีบันไดหลายขั้นมาก ตอนเดินขึ้นบันได ไม่ค่อยเท่าไร เพราะเดินช้า … ขาขึ้นนั้นการทรงตัวง่ายกว่าขาลง

แต่ตอนเดินลงบันได บางครั้งคนเรามักจะเดินลงด้วยความเร็วกว่าปกติอยู่บ้าง เพราะการส่งแรงของน้ำหนักตัว

เท่าที่สังเกตหลาย ๆ ครั้ง ทางจีนจะมีเจ้าหน้าที่แยกประกบผู้นำต่าง ๆ ตลอดเวลาที่อยู่ในจีน

เจ้าหน้าที่ชาย คนขวามือสุด ทำหน้าที่ได้ดีมาก . เขาจะหันมองทุกครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยกเท้าก้าวลงบันได

พอพระองค์ยกเท้าอีกข้าง เพื่อก้าวลงขั้นถัดไป .. เจ้าหน้าที่คนนั้น จะหันไปมองจนกว่าเท้าของพระองค์จะสัมผัสพื้นบันได

เจ้าหน้าที่จะหันมองเช่นนี้ จนสิ้นสุดถึงบันไดขั้นสุดท้าย

นั้นคือ การป้องกัน ถ้าเกิดพระองค์ก้าวไถลพลาด . เขาจะได้เข้าไปช่วยเหลือประคองได้ทัน

ขอชื่นชมการใส่ใจของฝ่ายจีน

ผมชอบดูจุดเล็ก ๆ .. เพราะจุดเล็ก ๆ มันคือการใส่ใจในเรื่องที่ยิ่งใหญ่

ถ้าจุดเล็ก ๆ ยังทำได้ไม่ดี แล้วจะคิดการณ์ไกลได้อย่างไร”

‘หลวงปู่เชอรี่’อาพาธ หลังประสบอุบัติเหตุล้มภายในกุฏิวัดป่าบ้านตาด

'หลวงปู่เชอรี่'อาพาธ หลังประสบอุบัติเหตุล้มภายในกุฏิวัดป่าบ้านตาด

‘หลวงปู่เชอรี่’อาพาธ หลังประสบอุบัติเหตุล้มภายในกุฏิวัดป่าบ้านตาด

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.36 น.

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก วัดป่าบ้านตาด “วัดเกษรศีลคุณ” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “หลวงปู่เชอร์รี่หกล้มตอนนี้ปลอดภัยดีแล้ว ในช่วงนี้ขอญาติโยมงดเข้าเยี่ยมอาการอาพาธองค์หลวงปู่”

แถลงการณ์อาพาธ หลวงปู่เชอรี่ อภิเจโต ฉบับที่ ๑

เรียนศิษยานุศิษย์และพุทธบริษัททุกท่าน

ตามที่ หลวงปู่เชอรี่ อภิเจโต พระมหาเถระ วัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) จ.อุดรธานี ประสบอุบัติเหตุล้มภายในกุฏิ เมื่อเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ และเข้ารับการตรวจรักษา ณ โรงพยาบาลอุดรธานี ช่วงเช้าของวันเดียวกัน

ได้ตรวจพบ “กระดูกสะโพกด้านขวาหัก (closed fracture interchanter of Rt.femur) และบาดแผลผิวหนังถลอกที่หัวไหล่ขวา”

คณะแพทย์จึงขอโอกาสถวายการรักษาด้วยการผ่าตัด ยึดตรึงกระดูกด้วยแกนเหล็ก ในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๐๘ ผลการผ่าตัดเป็นที่น่าพอใจของคณะแพทย์ โดยมีการดูแลรักษาหลังผ่าตัด ณ หอผู้ป่วยหนักศัลยกรรมทั่วไป ๒ โดยมีคณะแพทย์ พระและโยมอุปัฏฐากดูแลอย่างใกล้ชิด

จึงขอเรียนศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่เชอรี่ อภิเจโต ติดตามข่าวอาการอาพาธ และการรักษาจากคณะแพทย์อย่างเป็นทางการได้ทางการแจ้งข่าวของคณะผู้ถวายการรักษา ผ่านทางประกาศของโรงพยาบาลอุดรธานีเป็นระยะ และขอเรียนศิษยานุศิษย์ ปฏิบัติการเข้ากราบเยี่ยมตามข้อกำหนดของคณะแพทย์และอุปัฏฐากอย่างเคร่งครัด และร่วมกันปฏิบัติบูชาถวายแด่หลวงปู่โดยทั่วกันขออนุโมทนาในความร่วมมือร่วมใจ เพื่อรักษาธาตุขันธ์หลวงพ่อมา ณ ที่นี่ด้วย

คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา
วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๘

หมายเหตุ

ทางวัดขอแจ้งว่า ตามประกาศของโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานีนั้น บัดนี้องค์หลวงปู่เชอร์รี่ อภิเจโต พึ่งเสร็จการการผ่าตัดและปลอดภัยดีแล้ว รู้สึกตัวดี ในวันพรุ่งนี้ทางแพทย์จะได้กราบนิมนต์เพื่อรอดูอาการที่ห้องพักฟื้นหลังการผ่าตัดอีกประมาณ ๑ ถึง ๒ วัน แล้วจึงจะได้กราบนิมนต์องค์หลวงปู่ไปพักที่ตึกหลวงตาพระมหาบัว เพื่อพักตรวจดูอารการอีก ๒ ถึง ๓ วัน หากไม่มีอะไรทางแพทย์ก็จะได้กราบนิมนต์องค์หลวงปู่เชอร์รี่ กลับที่วัดป่าบ้านตาดต่อไป

ดังนั้นจึงขอญาติโยมศิษยานุศิษย์หลวงปู่เชอร์รี่ ไม่ต้องวิตกกังวลในอาการอาพาธองค์หลวงปู่ และติดตามประกาศแจ้งจากคณะแพทย์ผู้ทำการรักษา ซึ่งทางเพจวัดป่าบ้านตาดจะได้นำเสนออีกครั้งเมื่อได้รับแจ้งต่อไป

และหากว่าญาติโยมจะกราบเยี่ยมก็ขอเป็นหลังจากที่องค์หลวงปู่กลับไปพักที่วัดป่าบ้านตาดในกาลต่อไป

ขอองค์หลวงปู่เชอร์รี่ อภิเจโต ดำรงธาตุขันธ์แรงหายจากอาการอาพาธโดยเร็วพลันสืบต่อไปด้วยเทอญ

– 006