เชิญชวนประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าทีปังกรฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2569

เชิญชวนประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าทีปังกรฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2569

เชิญชวนประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าทีปังกรฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2569

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.48 น.

เชิญชวนประชาชนลงนามถวายพระพร “สมเด็จพระเจ้าทีปังกรฯ” ผ่านระบบออนไลน และร่วมเจริญอริยมรรค “สัมมาทิฏฐิ” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2569

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 29 เมษายน 2569 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 28 – 30 เมษายน 2569

โอกาสนี้ สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเจริญอริยมรรค “สัมมาทิฏฐิ” ระลึกถึงพระรัตนตรัย ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ยึดถือ อันเป็นทางเป็นธรรมที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้โดยชอบ เพื่อถวายเป็นพระกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ระหว่างวันที่ 28 – 30 เมษายน 2569 ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ทั้ง PLAY STORE และ APP STORE

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.45 น.

ย้อนที่มาฉลองพระองค์สี่วาระ พระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 เพจเฟซบุ๊ก ”เจริญกรุง” ซึ่งเป็นเพจที่เผยแพร่เรื่องราวศิลปะ วัฒนะธรรม ได้โพสต์บทความเรื่อง “ฉลองพระองค์สี่วาระพระพันปีหลวง ที่จำลองในการพระราชกุศลกงเต๊ก” เขียนโดย “นพรัศมี” โดยมีเนื้อหา ระบุว่า “ในพระราชพิธีกงเต๊กหลวง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะสงฆ์จีนนิกายประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

เครื่องกระดาษที่จัดสร้างขึ้นถวายในพิธีครั้งนี้สะท้อนความประณีตละเอียดอ่อนทั้งในเชิงช่างฝีมือและในเชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์ โดยเฉพาะเครื่องกระดาษฉลองพระองค์ ซึ่งถูกเลือกจำลองจากฉลองพระองค์จริงในวาระสำคัญต่าง ๆ แห่งพระชนมชีพ อันเป็นที่จดจำของพสกนิกร และสัมพันธ์กับบทบาทพระราชฐานะในบริบทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ฉลองพระองค์เครื่องกระดาษวาระแรกเป็นฉลองพระองค์แบบสากล ตัดเย็บด้วยผ้าไหมไทยสีเบอร์กันดี อันจำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงในคราวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์ของ Dior เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นการเสด็จส่วนพระองค์ สีสัน และรูปแบบของฉลองพระองค์สะท้อนพระรสนิยมอันสง่างาม เรียบ สุขุม และเชื่อมโยงโลกแฟชั่นสากลเข้ากับวัสดุพื้นถิ่นไทยอย่างแนบแน่น

ฉลองพระองค์วาระที่สองเป็นฉลองพระองค์ชุดไทยสีน้ำตาลทอง ประยุกต์จากชุดไทยเรือนต้น ฉลองพระองค์ซิ่นจีบหน้านางประดับลูกปัด และสายสะพายเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) (ฝ่ายใน) พร้อมดาราประดับเพชร ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๑ ปฐมจุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน) และเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๙ ชั้นที่ ๑ (ภ.ป.ร.๑) อันจำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงเมื่อเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ฉลองพระองค์ชุดนี้สะท้อนบทบาทพระบรมราชินีนาถในฐานะศูนย์รวมแห่งวัฒนธรรมราชสำนัก ความงดงามของเครื่องแต่งกายไทยซึ่งถูกนำเสนอในบริบทพิธีการสูงสุดของแผ่นดิน ถูกถ่ายทอดลงสู่เครื่องกระดาษอย่างประณีต สมจริง และเปี่ยมความเคารพ

ฉลองพระองค์วาระที่สามเป็นฉลองพระองค์สีแดงสไตล์จีนประยุกต์ จำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงในคราวเสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดงานเทศกาลตรุษจีนเยาวราช เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ณ ย่านเยาวราช สีแดงซึ่งเป็นสีมงคลตามคติจีน ประกอบกับลวดลายและรูปทรงแบบจีนร่วมสมัย สะท้อนพระราชบทบาทในการเชื่อมโยงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมไทย และพระเมตตาที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกเชื้อสาย ซึ่งถูกนำมาถ่ายทอดในเครื่องกระดาษกงเต๊กอย่างมีนัยสำคัญ

ฉลองพระองค์วาระสุดท้ายเป็นฉลองพระองค์ชุดราตรียาวสีน้ำตาลทอง ประดับลูกปัด อันจำลองจากฉลองพระองค์ที่ทรงในคราวพระราชทานเลี้ยงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระราชวงศ์ ทรงต้อนรับประธานาธิบดีฌัก ชีรัก และภริยาแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ณ กรุงเทพมหานคร ฉลองพระองค์ชุดนี้สะท้อนพระราชฐานะในเวทีการทูตระหว่างประเทศ ความสง่างามของราชสำนักไทยซึ่งปรากฏต่อสายตานานาชาติ ถูกถ่ายทอดผ่านเครื่องกระดาษด้วยความวิจิตรและสมพระเกียรติ

เครื่องกระดาษฉลองพระองค์ทั้งสี่วาระที่จัดสร้างขึ้นในการพระราชกุศลกงเต๊กหลวงครั้งนี้ จึงทำหน้าที่เป็นภาพแทนแห่งพระชนมชีพในมิติต่าง ๆ ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่พระราชจริยวัตรส่วนพระองค์ พระราชพิธีแห่งแผ่นดิน บทบาททางวัฒนธรรม ไปจนถึงพระราชภารกิจด้านการทูต อันถูกร้อยเรียงไว้ในพิธีกรรมจีนอย่างกลมกลืน สงบ งดงาม และเปี่ยมด้วยความอาลัยรักของพสกนิกรไทยทั้งประเทศ

การที่ฉลองพระองค์สีฟ้าแบบชุดไทยเรือนต้นองค์นี้กลับมาปรากฏอีกครั้งในพระราชพิธีกงเต๊กถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ชวนให้หวนระลึกถึงช่วงเวลาที่พระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์อันเป็นสิริมงคลยิ่ง จากวันแห่งความปลื้มปีติของพระราชภารกิจสำคัญต่าง ๆ ในรัชสมัยที่ล่วงแล้ว สู่วันแห่งการน้อมรำลึกและการอุทิศพระราชกุศลด้วยความกตัญญูกตเวทีอย่างสงบงาม

ฉลองพระองค์ซึ่งเคยอยู่ท่ามกลางเสียงสรรเสริญและความเบิกบาน จึงแปรสภาพมาเป็นสื่อแห่งความทรงจำในพิธีกรรมแห่งการอาลัย แสดงให้เห็นว่าเครื่องแต่งกายหนึ่งชุดสามารถบรรจุเรื่องราว ความรู้สึก และความหมายทางจิตใจได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าบทบาทเชิงรูปธรรมของการแต่งกาย หากเป็นหลักฐานทางความทรงจำที่จะดำรงอยู่ในกาลเวลาไปอีกตราบนานเท่านาน”

มท.ซักซ้อม 76 จังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ สมเด็จพระพันปีหลวง

มท.ซักซ้อม 76 จังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ สมเด็จพระพันปีหลวง

มท.ซักซ้อม 76 จังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.08 น.

“มท.”ซักซ้อมแนวทาง 76 จังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนทั่วประเทศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ

23 เมษายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา ด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ ว่า สำหรับการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาค จังหวัด และอำเภอ จะมีการเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนจิตอาสา ร่วมกันจัดทำดอกไม้จันทน์ เพื่อร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ โดยจะมีการเชิญดอกไม้จันทน์ตัวแทนของจังหวัด จังหวัดละ 1 ช่อ มายังกรุงเทพมหานคร เพื่อเชิญไปถวายที่หอเปลื้อง พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ในวันและเวลาถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง ขณะเดียวกัน ในวันดังกล่าว จะมีการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในพื้นที่จังหวัด/อำเภอ แบ่งเป็น 2 รอบเวลา ได้แก่ รอบเวลาที่ 1 เวลา 09.00 น.และรอบเวลาที่ 2 ตั้งแต่เวลา 17.30 – 22.00 น. ณ สถานที่ตั้งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ โดยอำเภอเมืองของจังหวัดและอำเภอพระนครศรีอยุธยาจะจัดร่วมกับจังหวัด ขณะที่อำเภออื่นๆ จะจัด ณ สถานที่ที่อำเภอกำหนด

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า ในการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนฯ จังหวัดและอำเภอจะร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งสถานศึกษา สมาคม ชมรมศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่ จัดแสดงมหรสพสมโภช ในวันจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ นอกจากนี้ จะมีการจัดแสดงนิทรรศการถ่ายทอดพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวเนื่องด้วยพื้นที่จังหวัดและอำเภอ ณ สถานที่จัดตั้งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระแม่แห่งแผ่นดิน” ของปวงชนชาวไทยโดยพร้อมเพรียงกัน

มฟล.จัดใหญ่! ‘ฉลอง 10 ปีหอประวัติฯ’ จุดเริ่มต้นจากผืนดิน-สู่สถาบันระดับสากล

มฟล.จัดใหญ่! ‘ฉลอง 10 ปีหอประวัติฯ’ จุดเริ่มต้นจากผืนดิน-สู่สถาบันระดับสากล

มฟล.จัดใหญ่! ‘ฉลอง 10 ปีหอประวัติฯ’ จุดเริ่มต้นจากผืนดิน-สู่สถาบันระดับสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

มฟล.จัดใหญ่! ‘ย้อนความทรงจำ’ ฉลอง 10 ปีหอประวัติฯ ดึงอธิการบดีผู้ก่อตั้งเล่าจุดเริ่มต้นจากผืนดินเชียงรายสู่สถาบันระดับสากล

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) โดยศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา จัดกิจกรรมสำคัญในวาระครบรอบ 10 ปีแห่งการดำเนินงานหอประวัติมหาวิทยาลัย ในชื่อกิจกรรม ‘ย้อนความทรงจำ…เมื่อครั้งอยู่ มฟล.’ ณ อาคารศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรแห่งภาคเหนือฯ เพื่อรวบรวมและบันทึกเรื่องราวอันทรงคุณค่าจากปากคำของผู้มีส่วนร่วมวางรากฐานสถาบัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดี มฟล. เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมเน้นย้ำว่า การอนุรักษ์ความทรงจำของสถาบันถือเป็นภารกิจสำคัญ เพราะเรื่องราวในอดีตคือพลังที่หล่อหลอมความสำเร็จในปัจจุบัน พร้อมแสดงความขอบคุณบุคคลกรยุคเริ่มแรกที่เสียสละร่วมสร้างมหาวิทยาลัยท่ามกลางความยากลำบาก

ภายในงานมีการจัดนิทรรศการภาพถ่าย ‘MFU Then & Now’ ที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมงานด้วยภาพความเปลี่ยนแปลงของอาคารสถานที่และภูมิทัศน์ในรอบหลายทศวรรษ รวมถึงกิจกรรมวงสนทนา ‘ล้อมวงเล่า…เรื่องราวชาว มฟล.’ โดยมีบุคคลสำคัญร่วมแบ่งปันเกร็ดประวัติศาสตร์ อาทิ 1.ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ (นายกสภาฯ และอธิการบดีผู้ก่อตั้ง) เล่าย้อนถึงวันแรกที่ลงพื้นที่สำรวจป่าเขาในเชียงรายเพื่อคัดเลือกสถานที่ก่อตั้ง หลักการทำงานยุคบุกเบิก และการวางรากฐานวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นเอกลักษณ์ 2.รองศาสตราจารย์ ดร.ชลอ ว่องวัฒนาภิกุล คณบดีผู้ก่อตั้งสำนักวิชานิติศาสตร์ และ 3.คุณเพ็ญสุวรรณส์ นาคะปรีชา ผู้อำนวยการศูนย์บรรณสารฯ คนแรก

ทั้งนี้ หอประวัติมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 อย่างมั่นคง ด้วยพันธกิจในการเป็นคลังข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มีเพียงเอกสาร แต่ยังรวมถึง ‘ประวัติศาสตร์บอกเล่า’ (Oral History) จากประสบการณ์จริง เพื่อให้นักศึกษา บุคลากร และสาธารณชนได้เรียนรู้ พร้อมสืบสานปณิธานของสถาบันที่มุ่ง ‘ปลูกป่า สร้างคน’ และพัฒนาสังคมสืบต่อไป

/////////-026

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือความร่วมมือหนุนกิจการศาสนา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือความร่วมมือหนุนกิจการศาสนา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือความร่วมมือหนุนกิจการศาสนา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.33 น.

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือแนวทางความร่วมมือสนับสนุนกิจการศาสนา ความมั่นคงรัฐ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นภาครัฐ–ผู้นำศาสนา

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 เม.ย. 2569 ที่ห้องรับรองสำนักจุฬาราชมนตรี นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ให้การต้อนรับ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4  และทำหน้าที่ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4)  ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนรับฟังข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานด้านกิจการศาสนาอิสลาม

โดยพล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย , นายชัช  หะซาเล็ม ผู้ทรงคุณวุฒิ จุฬาราชมนตรี, นายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี  ดร.ปัณฑิพาณ์ ธาราภิบาล , ดร.ศรีสุดา  เลิศยิ่งเจริญชัย ร่วมให้การต้อนรับ

ด้าน จุฬาราชมนตรีได้กล่าวแสดงความขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกิจการศาสนาอิสลามด้วยดีมาโดยตลอด เพื่อเสริมสร้างประโยชน์แก่พี่น้องมุสลิมและสังคมไทยโดยรวม พร้อมยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด

การเข้าพบในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และการประสานความร่วมมืออย่างมีเอกภาพระหว่างภาครัฐและองค์กรศาสนาอิสลาม ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกิจการศาสนาอิสลามของประเทศ และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนต่างศาสนาในสังคมไทยให้ยั่งยืนต่อไป

โค้งสุดท้าย! ‘VIPA Pitching Project 2026’ เวิร์กชอปเข้ม ปั้นไอเดียสู่การผลิตจริง สมัครก่อน 3 พ.ค.นี้

โค้งสุดท้าย! 'VIPA Pitching Project 2026' เวิร์กชอปเข้ม ปั้นไอเดียสู่การผลิตจริง สมัครก่อน 3 พ.ค.นี้

โค้งสุดท้าย! ‘VIPA Pitching Project 2026’ เวิร์กชอปเข้ม ปั้นไอเดียสู่การผลิตจริง สมัครก่อน 3 พ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

โค้งสุดท้าย! ‘VIPA Pitching Project 2026’ เวิร์กชอปเข้ม ปั้นไอเดียสู่การผลิตจริง สมัครก่อน 3 พ.ค.นี้

โค้งสุดท้าย! อย่าพลาด “VIPA Pitching Project 2026” เวทีพัฒนาไอเดียสารคดีสู่การผลิตจริงอัดแน่น 2 เวิร์กชอป เทคนิคเล่าเรื่อง-ลงมือผลิต ใกล้ชิดตัวจริงของวงกสน ทั้งผู้กำกับและนักสร้างสรรค์สารคดีระดับแนวหน้าของไทย พร้อมเปิดประสบการณ์เรียนรู้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของไอเดียสู่การ Pitch ผลงานอย่างมืออาชีพรีบสมัครได้ถึง 3 พ.ค.นี้

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดย Thai PBS Academy และ VIPA เปิดรับสมัครเยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการ “VIPA Pitching Project 2026” ภายใต้แนวคิด “The Power of Human : Behind the Scene” หรือ “เบื้องหลัง…พลังคนธรรมดา” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ผ่านมุมมองสารคดีเชิงสร้างสรรค์ โดยเปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ – 3 พ.ค. 2569

นางสาวกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส ในฐานะคณะทำงานโครงการฯ  กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ผู้เข้าร่วมได้ “คิดและลงมือทำจริง” ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการไฮไลต์สำคัญของโครงการปีนี้ คือ เวิร์กชอปเชิงปฏิบัติการแบบเข้มข้น ที่ออกแบบให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ครบทุกมิติของการผลิตสารคดี ตั้งแต่การพัฒนาไอเดีย ไปจนถึงการลงมือผลิตและนำเสนอผลงานจริง โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ได้แก่

ช่วงแรก “The Power of Story” ระหว่างวันที่ 25 – 28 มิ.ย. 2569 (4 วัน) การอบรมเพื่อพัฒนาแนวคิดและโครงสร้างการเล่าเรื่องสารคดี ตั้งแต่การค้นหาเรื่อง มุมมองผู้กำกับ จนถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการนำเสนอผลงาน ต่อเนื่องด้วย “The Power of Production” ระหว่างวันที่ 22 – 26 ก.ค. 2569 (5 วัน) การอบรมเชิงปฏิบัติการที่ต่อยอดสู่การผลิตจริง ครอบคลุมการวางแผนการถ่ายทำ การจัดการกอง เทคนิคภาพและเสียง การตัดต่อ และการ Pitch อย่างมืออาชีพ

“อยากให้เวิร์กชอปครั้งนี้ เป็นมากกว่าการอบรม แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้เข้าร่วมได้ทดลองสร้างงานของตัวเองจริง ได้เรียนรู้ตั้งแต่การตั้งคำถามกับเรื่องเล่า ไปจนถึงการผลิตและนำเสนอผลงานอย่างมืออาชีพ ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถต่อยอดสู่การทำงานในอุตสาหกรรมสื่อได้” นางสาวกนกพร กล่าว

ด้าน นายประสาน อิงคนันท์ ผู้ก่อตั้ง บ.บุญมีฤทธิ์ มีเดีย และ สื่อออนไลน์ มนุษย์ต่างวัย และคณะทำงานโครงการฯ กล่าวถึงความเข้มข้นของเวิร์กชอปว่า ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของคนทำงานสารคดีตัวจริงในทุกขั้นตอน ทั้งการเล่าเรื่องแบบปราณีต ค้นคว้าข้อมูลดี ๆ พาตัวเองไปสู่โลกกว้าง เจอผู้คนหลากหลาย ล้วนเป็นเสน่ห์ของงานสารคดี ดังนั้น เวิร์กชอปครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่ได้ความรู้ แต่คือประสบการณ์ตรงที่สามารถเข้าถึงหัวใจของงานสารคดี

เวิร์กชอปครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญในวงการภาพยนตร์และสื่อสารคดี มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จริงอย่างใกล้ชิด อาทิ อาทิ พัฒนะ จิรวงศ์ เจ้าของผลงาน “ติดถ้ำ”, เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์ จาก “Breaking The Cycle” และ นนทวัฒน์ นำเบญจพล ผู้กำกับผลงานระดับนานาชาติอย่าง Boundary และ By the River และ ปฏิภาณ บุณฑริก ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ทะเลของฉัน มีคลื่นเล็กน้อย ถึงปานกลาง (Solids by the Seashore) รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเสียง การตัดต่อ กฎหมาย และการผลิตสื่อดิจิทัล ที่จะมาร่วมเติมเต็มทุกมิติของการสร้างสรรค์ผลงาน

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 20 ทีมที่ผ่านการคัดเลือก จะได้พัฒนาผลงานสารคดีสั้นความยาว 10–15 นาที พร้อมโอกาสเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม VIPA และชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท รวมถึงโอกาสต่อยอดผลงานร่วมกับไทยพีบีเอสในอนาคต

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ – 3 พฤษภาคม 2569 และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.VIPA.me/PitchingProject2026

มพก. – สปสช. จัดอบรมนักสื่อสารฯ รุ่นที่ 1 เข้าถึงสิทธิสุขภาพอย่างเท่าเทียม

มพก. – สปสช. จัดอบรมนักสื่อสารฯ รุ่นที่ 1 เข้าถึงสิทธิสุขภาพอย่างเท่าเทียม

มพก. – สปสช. จัดอบรมนักสื่อสารฯ รุ่นที่ 1 เข้าถึงสิทธิสุขภาพอย่างเท่าเทียม

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ (มพก.) ร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และภาคีเครือข่าย จัดอบรม “นักสื่อสารสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคนพิการ” รุ่นที่ 1 (ตามโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายคนพิการทางการได้ยินและทางการเห็น สู่การเป็นนักสื่อสารหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อการผลิตสื่อสร้างสรรค์และการสื่อสารเชิงรุกที่เข้าถึงสิทธิสุขภาพอย่างถ้วนหน้า) ณ ห้องประชุมสุนทรี ชั้น 3 อาคาร มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ

อธิปัตย์ บุญเลี้ยง คนพิการทางการได้ยินที่ได้เข้าร่วมอบรมฯ เพื่อร่วมเผยแพร่และสร้างความเข้าใจในข้อมูลหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ให้กับกลุ่มคนพิการทางการได้ยิน กล่าวว่า การเข้ามารับการอบรมและอาสาในการสื่อสารในสิทธิบัตรทอง เนื่องจากยังมีคนหูหนวกจำนวนมาก ไม่ทราบถึงสิทธิการรักษาพยาบาลของตนเอง ทำให้หลายคนต้องสำรองจ่ายค่ารักษาไปก่อน หรือในบางกรณีไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ แม้ว่าทาง สปสช. จะได้บรรจุสิทธิประโยชน์ไว้ ดังนั้นเมื่อมีรุ่นพี่มาชักชวนจึงเข้ามาร่วมรับการอบรมเพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางไปยังกลุ่มคนหูหนวกดัวยกัน เพื่อเข้าถึงสิทธิบริการสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมเหมือนคนปกติอื่นๆ ทั่วไป

ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญในการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลว่า ปัญหาหลักสำคัญคือเรื่องการสื่อสาร เนื่องจากคำศัพท์ทางการแพทย์เป็นคำเฉพาะที่เข้าใจยาก และบางคำไม่มีภาษามือรองรับโดยตรง จึงเสี่ยงต่อการสื่อสารที่ผิดพลาด การมีล่ามภาษามือเข้ามาช่วยอธิบายขั้นตอนการรักษาและคำศัพท์เฉพาะทางจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหลังจากเข้าอบรม ตั้งใจที่จะผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบวิดีโอ เพื่อให้เพื่อนผู้พิการทางการได้ยินทั่วประเทศ เข้าถึงข้อมูลสิทธิบัตรทองและข้อมูลจาก สปสช. ได้อย่างสะดวกและง่ายที่สุด

“โครงการนี้ถือเป็นความร่วมมือแรกๆ ที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนหูหนวกอย่างพวกเรา ในเรื่องของความรู้เกี่ยวกับการรักษาสิทธิรักษาพยาบาลและบริการสุขภาพต่างๆ  เชื่อมั่นว่าจุดเริ่มต้นในวันนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้พิการทางการได้ยิน สามารถเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา” อธิปัตย์ กล่าว

ปนัดดา ประสิทธิเมกุล กรรมการมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ กล่าวว่า ที่มาของโครงการนี้ เริ่มจากการดำเนินโครงการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของคนพิการทางการได้ยินและทางการเห็น เพื่อการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งได้ค้นพบข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่สำคัญเกี่ยวกับรูปแบบสื่อเฉพาะของคนพิการ เนื่องจากผลสำรวจพบว่าแม้คนหูหนวกส่วนใหญ่จะเคยเห็นข้อมูล สปสช. ผ่านสื่อต่างๆ แต่ยังไม่เข้าใจความหมายที่ชัดเจน โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ข้อมูลที่ถูกต้องเหล่านี้ เข้าถึงคนหูหนวกทั่วประเทศได้อย่างครอบคลุม ผ่านช่องทางที่ใช้งานเป็นประจำ อย่างสื่อออนไลน์ทั้ง Facebook และ TikTok เป็นต้น

ทั้งนี้ อุปกรณ์สำหรับผู้พิการทางการได้ยินภายใต้ระบบบัตรทองที่ให้ความคุ้มครอง ได้แก่ 1.เครื่องช่วยฟังแบบกล่องระบบดิจิทัลและระบบแอนาล็อก ใช้กับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการใช้มือในการควบคุมปุ่มต่างๆ และมีความผิดปกติของใบหู 2.เครื่องช่วยฟังแบบกัดหลังใบหูระบบดิจิทัล ใช้กับเด็กทุกวัยที่มีการสูญเสียการได้ยินระดับน้อยถึงรุนแรงมาก 3.เครื่องช่วยฟังแบบใส่ในช่องหูระบบดิจิทัล ใช้กับผู้ที่มีกิจกรรมมากและผู้ที่ไม่มีปัญหาในการใช้มือ และ 4.เครื่องช่วยฟังแบบนำเสียงผ่านกระดูกแบบหูเดียวระบบดิจิทัล ใช้กับผู้ที่มีการสูญเสียการได้ยินแบบทางนำเสียงบกพร่อง ซึ่งไม่สามารถใช้เครื่องช่วยฟังแบบอื่นได้ เช่น มีการติดเชื้อที่หู หรือน้ำหนวกเรื้อรัง

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสนับสนุนบริการรับ–ส่งผู้ป่วยสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดในการเดินทางเข้ารับบริการสาธารณสุข ครอบคลุมผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยที่มีความยากลำบากในการเข้าถึงบริการ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยต้องเป็นหน่วยบริการในระบบ สปสช. และสำหรับผู้มีสัญชาติไทยที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ทุกสิทธิการรักษาผู้มีสิทธิสามารถลงทะเบียนได้ด้วยตนเองผ่านไลน์ @ZENDAI เมนู “ลงทะเบียนรับสิทธิ” หรือโทรสายด่วน สปสช. 1330 โดยสามารถจองใช้บริการรถรับ–ส่งได้ ไม่เกิน 22 เที่ยวต่อคนต่อปี

สพฐ.เปิดผลแข่ง AI สร้างนวัตกรรมชุมชนแห่งอนาคต

สพฐ.เปิดผลแข่ง AI สร้างนวัตกรรมชุมชนแห่งอนาคต

สพฐ.เปิดผลแข่ง AI สร้างนวัตกรรมชุมชนแห่งอนาคต

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.26 น.

สพฐ. จับมือ ไมโครซอฟท์ เปิดประชันม.ปลาย โชว์ไอเดีย  AI Hackathon: “My Future Community – ชุมชนแห่งอนาคต” รอบชิง “ทีมตาสระอิสระโอ” จาก รร.เบญจมราชูทิศจันทบุรี คว้าชนะเลิศ พร้อมเตรียมแผนขยายการเข้าถึงสู่โรงเรียนในสังกัด ให้ได้ 29,000 แห่งภายในปี 2569

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ที่โรงแรมเอวาน่า กรุงเทพฯ นายสมคิด จรียานุวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับมอบหมายจาก นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ภายใต้หัวข้อ “My Future Community: ชุมชนแห่งอนาคต” รอบชิงชนะเลิศ โดยมีคณะผู้บริหารจากบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด คณะกรรมการตัดสิน คณะครู และนักเรียน เข้าร่วม

โดยนายสมคิด กล่าวเปิดการแข่งขันตอนหนึ่ง ว่า สพฐ. ได้ร่วมกับ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ในการยกระดับทักษะดิจิทัล และเตรียมความพร้อมเยาวชนไทยสู่สังคมที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-Driven Society) ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของ สพฐ.ในการขับเคลื่อนและขยายผลในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาเป็นเครื่องมือในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานใน 3 มิติหลัก คือ การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้อย่างยั่งยืน การยกระดับสมรรถนะผู้เรียนรอบด้าน และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเชิงรุก โดยริเริ่มโครงการแข่งขันนี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้ใช้เทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านการเรียนรู้บนแพลตฟอร์ม NDLP (National Digital Learning Platform) ของ สพฐ.ที่ได้จัดเตรียมหลักสูตรครอบคลุมเนื้อหาทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ พร้อมทั้งเสริมทักษะสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 โดยปัจจุบัน แพลตฟอร์ม NDLP มีสื่อการเรียนรู้ที่สมบูรณ์พร้อมใช้งานแล้วกว่า 1,300 เรื่อง ครอบคลุมการพัฒนาทักษะสำคัญทั้ง 16 ด้านตามกรอบ World Economic Forum เพื่อเดินหน้าสู่การยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ก้าวทันบริบทโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง เราไม่ได้มุ่งเน้นความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) การทำงานเป็นทีม และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในบริบทของชุมชนและสังคมอย่างเป็นระบบ โดย สพฐ.และไมโครซอฟท์ ตั้งเป้าหมายผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ดิจิทัลและ AI ทั่วประเทศ ด้วยการขยายการเข้าถึงไปยังโรงเรียนในสังกัดให้ครอบคลุมทั้งหมดกว่า 29,000 แห่ง ให้ได้ภายในปลายปี 2569

ด้าน นางสุภารัตน์ จูระมงคล ผู้อำนวยการด้านทักษะเอไอ บริษัท ไมโครซอฟท์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์และ สพฐ. เป็นแผนพัฒนาและเติมเต็มศักยภาพให้แก่เยาวชนไทยระยะยาว ซึ่งแนวคิดการแข่งขัน AI Hackathon ครั้งนี้เกิดจากความเชื่อพื้นฐานที่ว่า เยาวชนไทยไม่ใช่เพียงผู้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี แต่คือผู้สร้างอนาคตของชุมชนตัวเอง การออกแบบหัวข้อ My Future Community จึงตั้งใจให้นักเรียนมองไปที่ปัญหาจริงในพื้นที่ชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่ แล้วใช้เครื่องมือ AI เป็น “ภาษาใหม่” ในการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข หรือความปลอดภัยในชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของไมโครซอฟท์ในการส่งเสริมให้ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างเป็นรูปธรรม และขอให้นักเรียนทุกคนอย่าหยุดเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาตนเองให้ทันทุกการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ ในปีนี้ ไมโครซอฟท์ได้จัดทำคอร์สเรียน AI คุณภาพไว้บนแพลตฟอร์ม NDLP เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา

การแข่งขันในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากโรงเรียนนำร่องแพลตฟอร์ม NDLP ทั้ง 1,018 แห่ง มีนักเรียนส่งผลงานเข้าร่วมทั้งสิ้น 228 ทีม จาก 122 โรงเรียนทั่วประเทศ และคณะกรรมการได้คัดเลือกผลงานที่โดดเด่นและมีศักยภาพสูงสุด จำนวน 8 ทีม เพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โดยทั้ง 8 ทีมได้ผ่านการเข้าค่าย Hackathon Bootcamp และ Mentorship Program เพื่อพัฒนา Pitch Deck และขัดเกลาไอเดียการสร้าง Smart Community ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในวันนี้เป็นการนำเสนอไอเดีย (Pitching) ต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 150,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร  ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏ ว่า  “ทีมตาสระอิสระโอ” จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดจันทบุรี รับรางวัลชนะเลิศ  “ทีม KKS re NPK”จากโรงเรียนขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ “ทีม Bergamot” จากโรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพฯ รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2

รายงานพิเศษ : 20 ปี สทน. วางรากฐานเทคฯนิวเคลียร์ของประเทศ พร้อมต่อยอดเศรษฐกิจ-การแพทย์-ความมั่นคงสุขภาพในอนาคต

รายงานพิเศษ : 20 ปี สทน. วางรากฐานเทคฯนิวเคลียร์ของประเทศ พร้อมต่อยอดเศรษฐกิจ-การแพทย์-ความมั่นคงสุขภาพในอนาคต

รายงานพิเศษ : 20 ปี สทน. วางรากฐานเทคฯนิวเคลียร์ของประเทศ พร้อมต่อยอดเศรษฐกิจ-การแพทย์-ความมั่นคงสุขภาพในอนาคต

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ครบรอบ 20 ปีแห่งการก่อตั้ง ในวันที่ 21 เมษายน 2569 นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 โดยตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา สทน. ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักของประเทศในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีนิวเคลียร์และการฉายรังสี เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การแพทย์ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา สทน. ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศ พร้อมทั้งสร้างผลงานเชิงประจักษ์ในหลายมิติ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในภาคส่วนต่างๆ “สทน. มุ่งนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศ ทั้งในด้านการแพทย์ อาหาร เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย”

ความสำเร็จที่สำคัญ อาทิ ยกระดับระบบสาธารณสุขไทย สนับสนุนการใช้รังสีในทางการแพทย์ ทั้งการวินิจฉัยและการรักษาโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง รวมถึงการผลิตไอโซโทปและการให้บริการฉายรังสีเพื่อความปลอดภัยทางการแพทย์ , เสริมความมั่นคงทางอาหารและการเกษตร พัฒนาพันธุ์พืชด้วยเทคนิคการฉายรังสี เพิ่มผลผลิตและความทนทานต่อสภาพแวดล้อม  พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารและสมุนไพรไทยด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี , เพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม นำเทคโนโลยีรังสีมาใช้ในกระบวนการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ เช่น การตรวจสอบโดยไม่ทำลาย (NDT) ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความปลอดภัยในภาคการผลิต การตรวจวิเคราะห์ปริมาณกัมมันตรังสีในสินค้าส่งออกของประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับประเทศคู่ค้า , สนับสนุนการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ใช้เทคนิคไอโซโทปในการติดตามและวิเคราะห์มลพิษ รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ , เป็นศูนย์กลางวิจัยและพัฒนานวัตกรรมขั้นสูง พัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอนาคต พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย , สร้างบุคลากรและความร่วมมือระดับสากล พัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศ

ขณะเดียวกัน สทน. ยังได้พัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีการฉายรังสีของประเทศอย่างครบวงจร โดยสามารถให้บริการการฉายรังสีได้ครบทุกเทคโนโลยีที่กฎหมายอนุญาต ได้แก่ รังสีแกมมา (Gamma Ray) รังสีเอกซ์ (X-Ray) และลำอิเล็กตรอน (Electron Beam) โดยเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำไปใช้เพื่อยกระดับความปลอดภัยและเพิ่มมูลค่าให้กับอาหาร ผลผลิตทางการเกษตร เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ช่วยให้สินค้าไทยมีมาตรฐานและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

นอกจากนี้ สทน. ยังได้ติดตั้ง เครื่องไซโคลตรอนเพื่อใช้ในการวิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์รังสี (Radiopharmaceuticals) ซึ่งมีความสำคัญต่อการวินิจฉัยและรักษาโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวจะช่วยลดการนำเข้าเภสัชรังสีจากต่างประเทศ และเพิ่มความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชนและการแพทย์ของประเทศในอนาคต

ในด้านการวิจัยขั้นสูง สทน. ได้พัฒนาและติดตั้งเครื่องโทคาแมค (Tokamak) ภายใต้ชื่อ Thailand Tokamak-1 เพื่อใช้ศึกษาวิจัยด้านพลาสมาและเทคโนโลยีฟิวชัน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต และเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่ช่วยยกระดับศักยภาพงานวิจัยและเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต

รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การก้าวสู่ปีที่ 21 ของ สทน. จะเป็นการต่อยอดศักยภาพด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศ เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต โดย สทน. เตรียมผลักดัน 2 โครงการสำคัญของประเทศ ได้แก่ 1.โครงการสร้างคุณค่าและความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ และอุตสาหกรรมของประเทศ ด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี โครงการพัฒนาและขยายศูนย์ฉายรังสีระดับอุตสาหกรรมในภูมิภาคต่างๆของประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีการฉายรังสีของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และเครื่องมือแพทย์ ช่วยยกระดับความปลอดภัยของสินค้า เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

2.โครงการเพิ่มสมรรถนะการผลิตสารเภสัชรังสีเพื่อรองรับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งในอนาคต โครงการจัดตั้งโรงผลิตสารเภสัชรังสีมาตรฐาน GMP ภายในสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ จังหวัดนครนายก เพื่อผลิตสารเภสัชรังสีที่ใช้ในการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็ง เช่น ไอโอดีน-131 ช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ เพิ่มความมั่นคงด้านการแพทย์ และรองรับผู้ป่วยมะเร็งที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

การดำเนินโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการฉายรังสีระดับอุตสาหกรรม และโครงการเพิ่มสมรรถนะการผลิตสารเภสัชรังสี จะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหาร เกษตร และเครื่องมือแพทย์ ขณะเดียวกันยังช่วยเสริมความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ ด้วยการผลิตสารเภสัชรังสีเพื่อรองรับการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

ในระยะยาว โครงการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค เพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในตลาดโลก และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านอาหารที่ปลอดภัยและการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ สทน. จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีอย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

สกสค.ตรึงราคาสินค้า ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ลดภาระผู้ปกครอง

สกสค.ตรึงราคาสินค้า ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ลดภาระผู้ปกครอง

สกสค.ตรึงราคาสินค้า ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ลดภาระผู้ปกครอง

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 22.05 น.

สกสค.ขานรับนโยบาย ศธ. ตรึงราคาสินค้า ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ลดภาระผู้ปกครอง ลดราคาสินค้ากว่า 50%

20 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มอบนโยบายลดภาระผู้ปกครอง นักเรียน และประชาชน โดยให้ทุกส่วนงานเดินหน้าขับเคลื่อน “วาระเร่งด่วนที่สุด” เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ปกครองในช่วงใกล้เปิดภาคเรียน โดยประกาศ 3 มาตรการสำคัญ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและทลายกำแพงข้อจำกัด มุ่งเป้าให้เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างต่อเนื่องและต้องไม่มีอุปสรรคทางการเงินมาขวางกั้น ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีข้อสั่งการมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน

รมว.ศธ.เปิดเผยว่า กฎระเบียบเรื่องเครื่องแต่งกายหรือ ค่าใช้จ่ายแฝง จะต้องไม่เป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา จึงได้ออก “ข้อสั่งการแรก” ที่มุ่งเน้นการลดภาระผู้ปกครองอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถทำได้ทันที โดยแบ่งเป็น 3 แนวทางหลัก ซึ่ง สกสค.ได้รับมอบหมายให้จัดหาและตรึงราคาอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น จัดหาหนังสือ แบบเรียน เครื่องเขียน และอุปกรณ์การเรียน นำมาจัดจำหน่ายใน “ราคาควบคุม” โดยเฉพาะสิ่งของที่จำเป็นต่อการเรียนรู้จริงๆ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองให้ตรงจุด และการบูรณาการข้ามกระทรวง โดยมอบหมาย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการประชุมร่วมกัน เพื่อแก้วิกฤตค่าครองชีพระดับมหภาค ซึ่ง ศธ.ได้เร่งประสานงานทำงานร่วมกับกระทรวง และหน่วยงานรัฐอื่นๆ อาทิ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันออกแบบมาตรการลดค่าใช้จ่าย ที่ครอบคลุมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมด้านอื่นๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือกระจายไปถึงมือทุกครอบครัวอย่างแท้จริง

ด้าน ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.กล่าวว่า สกสค.ขานรับนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมดำเนินงานอย่างเต็มกำลังในการช่วยผู้ปกครอง และประชาชนลดค่าครองชีพ ก่อนเปิดภาคเรียน โดยดำเนินการ ดังนี้

1.มอบให้องค์การค้าของ สกสค.จัดทำส่วนลดพิเศษกว่า 50% สำหรับร้านค้าศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ 7 สาขา และผ่านออนไลน์ ให้ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีสินค้าเข้าร่วมมากกว่า 260 รายการ กว่า 150,000 ชิ้น

2.ได้มอบหมายผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค.จังหวัดทั่วประเทศ ประชุมร่วมกับคณะกรรมการ สกสค.จังหวัด ประสานความร่วมมือร้านค้าในพื้นที่ จัดทำส่วนลดพิเศษกว่า 478 แห่งทั่วประเทศ รองรับช่วงเปิดภาคเรียน

“การดำเนินงานครั้งนี้เป็นภารกิจเร่งด่วนที่ทุกจังหวัดพร้อมขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ โดยได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ คัดเลือกร้านค้าที่มีคุณภาพและมีมาตรฐาน เพื่อจัดจำหน่ายสินค้าในราคายุติธรรม พร้อมมอบส่วนลดพิเศษให้กับสมาชิก และผู้ปกครอง”

3.ประสานกับองค์กรภาคี โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อจัดส่วนลดร่วมกับร้านธงฟ้า และมินิธงฟ้า การจัดรถสินค้าเคลื่อนที่ การจัดกิจกรรมธงฟ้าที่สถานศึกษากว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ

เลขาธิการ สกสค.กล่าวในตอนท้ายว่า “เราเชื่อว่าการลดภาระเล็กๆ ในวันนี้ จะช่วยต่อโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทยได้อย่างยั่งยืน สกสค.ขอเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมเคียงข้างครูและผู้ปกครองทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกการเปิดเทอมเป็นก้าวเริ่มต้น ที่มั่นคงของอนาคตลูกหลาน”