‘กระจายอำนาจการศึกษา’ ทางออกไทยแก้จน-เหลื่อมลํ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674735

‘กระจายอำนาจการศึกษา’ ทางออกไทยแก้จน-เหลื่อมลํ้า

‘กระจายอำนาจการศึกษา’ ทางออกไทยแก้จน-เหลื่อมลํ้า

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการปรับปรุงข้อเสนอ โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ปี 2565 ครั้งที่ 2ซึ่งเปิดให้มีเวทีเสวนาของภาคีร่วมดำเนินงานทั้ง 12 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น ปัตตานี พะเยา พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน ระยอง ลำปาง สงขลา สมุทรสงคราม สุโขทัย สุราษฎร์ธานี และสุรินทร์

ผศ.ดร.วิยดา เหล่มตระกูล คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง กล่าวว่า เป็นปีที่ 3 แล้วที่สมัชชาการศึกษานครจังหวัดลำปาง ร่วมเป็นภาคีจังหวัดจัดการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพราะเชื่อว่าอนาคตของเด็กคืออนาคตของลำปาง โดยได้ตั้งเป้าหมายการทำงานไว้ 3 ระยะ คือ 1.ระยะยาว (อีก 3-4 ปีข้างหน้า) ลำปางจะต้องเกิดการยกระดับสมัชชาการศึกษานครลำปาง ให้เป็นองค์กรเชิงโครงสร้าง มีบทบาทในการระดมทุน ระดมสมอง และระดมทรัพยากรจัดตั้งเป็นกองทุนการศึกษา

2.ระยะกลาง กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสหรือเด็กเสี่ยงและเด็กหลุดจากระบบการศึกษาสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ในรูปแบบต่างๆ ตามความสนใจ ส่วนเด็กที่อยู่ในระบบจะต้องมีผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้น และ 3.ระยะแรก จังหวัดลำปางต้องเกิดการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศเป็นของตัวเอง ใช้ได้จริง และบูรณาการได้กับทุกภาคส่วน

นายคำรณ นิ่มอนงค์ บริษัท สร้างสรรค์ปัญญา จำกัด ซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจแบบ “โซเชียลเอ็นเตอร์ไพรส์” กล่าวว่า แนวคิดการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของจังหวัดสมุทรสงครามคือ การสร้างกลไกปกป้อง คุ้มครอง เยียวยา รักษา ส่งเสริมและสนับสนุนเด็กและเยาวชนในจังหวัด โดยบริษัทจะทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงกลไกภาครัฐ ภาคเอกชน วัด และภาคประชาสังคมให้เข้ามาบูรณาการการทำงานร่วมกัน ภายใต้แนวคิดการทำงานแบบ 3 ชั้น ได้แก่ 1.ชั้น Nano เป็นการเคลื่อนงานของกลไกระดับแนวราบทุกตำบล

2.ชั้น Micro เป็นการทำงานขับเคลื่อนโดยกลุ่ม ครอบครัว ชุมชน สถานศึกษาในระดับพื้นที่ และเครือข่ายเด็กเยาวชนเพื่อเคลื่อนงานกับเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กลุ่มเด็กและเยาวชนที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา กลุ่มเด็กเยาวชนนอกระบบ และ 3.ชั้น Mesoเป็นการทำงานชั้นผสมผสานของเจ้าหน้าที่หน่วยงานในระดับอำเภอและท้องถิ่นเข้ามาเป็นแกนกลาง ที่ต้องทำงานประสานและเชื่อมโยงกันในทุกระดับชั้น

โดยชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 เป็นกลไกหลักทำหน้าที่ดูภาพรวมการทำงานทั้งหมด มีคณะอำนวยการระดับจังหวัดที่มีศึกษาธิการจังหวัดมาเป็นกลไกหลักร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งการทำงานของคนทำงานทั้ง 3 ชั้นจะก่อให้เกิดระบบ “นิเวศการเรียนรู้” ที่มีเด็กเยาวชนทั้งในและนอกระบบเข้ามามีส่วนร่วมทำงานร่วมกับผู้ใหญ่จากทุกภาคส่วน โดยบริษัทจะทำหน้าที่เชื่อมประสาน นอกจากนี้ยังมีการทำระบบข้อมูล 2 ส่วน คือ

1.การทบทวนข้อมูลเดิม กับ 2.ทำข้อมูลใหม่ ผ่านข้อมูลแอปพลิเคชั่น เพื่อให้คนในพื้นที่เกิดการตระหนักรู้แทนการทำข้อมูลเพื่อจัดเก็บ โดยในปีแรกอยากให้เกิดโมเดลการทำงานของทั้งเด็กในระบบและนอกระบบใน 3 อำเภอ 6 ตำบล เพื่อสร้างนวัตกรรมในการดูแลปกป้อง คุ้มครอง เยียวยา รักษา ส่งเสริมและสนับสนุน ส่วนแผนระยะยาวคือ อยากให้เกิดกองทุนเพื่อการศึกษาของจังหวัดเอง

น.ส.สุภัคกมล ชินวงค์ ศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอนขออาสาเป็น “ข้อกลาง”ในการประสานทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้ามาเป็นภาคีเครือข่ายร่วมดำเนินงาน โดยเน้นทำงานกับกลุ่มเด็กที่ด้อยโอกาสที่พ่อแม่มีฐานะยากจนและเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบส่วนเด็กที่ต้องการอยู่นอกระบบก็จะจัดการศึกษาตามความสนใจและศักยภาพของเด็กและครอบครัว เช่น หลักสูตรระยะสั้นเพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพ ทักษะชีวิต เพื่อให้พ้นจากเส้นความยากจนได้

ที่ผ่านมา “การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่” ซึ่งหมายถึง “การกระจายอำนาจ” เป็นสิ่งที่ กสศ. ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดย รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม อนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ. กล่าวว่าการจัดการศึกษาจะประสบผลสำเร็จได้ต้องลดขนาดการจัดการลง ไม่ใช้รูปแบบเดียวตายตัว แต่เปลี่ยนความคิดว่าการแก้ปัญหาการศึกษาต้องแก้ที่พื้นที่ เพราะพื้นที่จะเห็นบริบทปัญหา เห็นกลุ่มเป้าหมาย สามารถทำงานได้อย่างใกล้ชิดชัดเจนในฐานะที่เป็นคนของพื้นที่ และไม่เพียงแต่เป็นเจ้าของพื้นที่เท่านั้น แต่ยังเป็นเจ้าของปัญหาด้วย

ดังนั้นการดำเนินงานดังกล่าวหัวใจสำคัญคือ ความรู้สึกร่วมของคณะทำงานในพื้นที่ การใช้ข้อมูล การสร้างการรับรู้ การสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ที่จะเข้ามาร่วมขยายพื้นที่การทำงานในการสร้างโอกาสทางการศึกษา สุดท้ายสิ่งที่จะทำร่วมกันก็คือ แต่ละจังหวัดมีแผนบูรณาการระดับจังหวัดว่าจะรับมือและให้โอกาสช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้อย่างไร ซึ่งแผนนี้จะกลายเป็น “เข็มทิศ” นำทางการช่วยเหลือในระยะยาว

ทั้งนี้ นับจากปี 2562 ประเทศไทยมีคนยากจนที่พิจารณาจากเส้นความยากจนประมาณ 4.3 ล้านคน แต่ปี 2563เพิ่มขึ้นเป็น 4.8 ล้านคน ซึ่งการเพิ่มขึ้นราว 5 แสนคน ภายใน 1 ปี นับว่าไม่น้อยอีกทั้ง “ภาพรวมทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนทั้งประเทศ มีลักษณะที่เปราะบางมากขึ้น เห็นได้จาก เงินออมในกลุ่มรายได้น้อยมีแนวโน้มลดต่ำลงหรือแทบไม่มีเลย” อีกทั้งประชากรวัยแรงงานที่มีสมาชิกในครอบครัวจะต้องดูแลมีจำนวนมากขึ้น ครัวเรือนที่มีขนาดใหญ่มีสัดส่วนความยากจนมากกว่าครอบครัวขนาดเล็ก

ขณะที่ครอบครัวแหว่งกลางที่เด็กอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย ยิ่งมีความยากจนมากขึ้นไปอีก โอกาสที่เด็กกลุ่มนี้จะได้รับการศึกษาก็น้อยลงตามไปด้วย นอกจากนี้ ฐานข้อมูลของ กสศ. ที่มีการคัดกรองเด็กยากจนพิเศษรอบใหม่เมื่อภาคเรียนที่ 1/2564 ที่ผ่านมา ยังพบว่า มีเด็กยากจนพิเศษยากจนเพิ่มขึ้นราว 1.3 ล้านคน และพบว่ายังมีเด็กกว่า 40,000 คนไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าเด็กนอกระบบเหล่านี้เขาไปอยู่ไหน และไม่รู้ว่าเด็กเหล่านั้นได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือยัง หากเราสามารถติดตามเด็กกลุ่มนี้ก็จะทำให้เขาได้รับโอกาสทางการศึกษาเพิ่มขึ้น

“ข้อมูลที่ผมนำเสนอข้างต้นฉายภาพปัญหาเด็กและเยาวชนในเชิงปริมาณ ขณะที่เชิงคุณภาพก็สาหัสพอกันเป็นเรื่องจริงที่น่ากังวลมากและเกิดขึ้นแล้วกับทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ ดังนั้นการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ กสศ.มุ่งหวังพัฒนาต้นแบบการดูแล การคิดค้นนวัตกรรมวิธีการในการแก้ไขปัญหา” รศ.ดร.ซุกรี กล่าว

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

‘สสส.’หนุน‘สื่อสุขภาวะ-ภาคประชาสังคม’ เปิดพื้นที่พัฒนาศักยภาพ‘นักสื่อสาร’รุ่นใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674737

‘สสส.’หนุน‘สื่อสุขภาวะ-ภาคประชาสังคม’  เปิดพื้นที่พัฒนาศักยภาพ‘นักสื่อสาร’รุ่นใหม่

‘สสส.’หนุน‘สื่อสุขภาวะ-ภาคประชาสังคม’ เปิดพื้นที่พัฒนาศักยภาพ‘นักสื่อสาร’รุ่นใหม่

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ (Work Shop) “หัวใจการสื่อสาร…หัวใจความเป็นมนุษย์” ซึ่งจัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ระหว่างวันที่ 9-11 ส.ค. 2565 โดยโครงการพัฒนาเครือข่ายสื่อสุขภาวะลดปัจจัยเสี่ยงสู่ชุมชน (Health Media) และภาคีเครือข่ายลดปัจจัยเสี่ยง อาทิ เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม (Media Move), มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน, มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และมูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ คณะวิทยาการจัดการสาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

กิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในประเด็นการสื่อสารลดปัจจัยเสี่ยง บุหรี่ เหล้า อุบัติเหตุ และการพนัน กับแนวทางการศึกษา และการประกอบอาชีพนักสื่อสารในอนาคตของนิสิตนักศึกษา ให้มีความรอบรู้ในการนำเสนอเนื้อหา และสร้างสรรค์เทคนิคการนำเสนอเรื่อง/ประเด็น โดยมีคุณสมบัติของการเป็น “Content Creator” ที่สามารถเล่าเรื่องอย่างสร้างสรรค์ สื่อสารได้อย่างเหมาะสมกับรูปแบบการสื่อสารในปัจจุบัน สามารถปลุกกระแสให้สังคมตื่นตัวในการปรับเปลี่ยนมุมมอง แนวคิด อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพและสังคม

รศ.ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิกรรมการกองทุน สสส. กล่าวถึงแนวคิดในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ว่า การขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. และภาคีเครือข่าย เน้นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนให้เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขทุกขภาวะจากปัจจัยเสี่ยง ทั้ง เหล้า บุหรี่-ยาเสพติดการพนัน และอุบัติเหตุ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมสุขภาวะ

โดยมีพลังของการสื่อสาร เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการเชื่อมความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องให้ประชาชน เพื่อนำไปสู่การสร้างทัศนคติ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสม โดยนิสิตนักศึกษาที่ศึกษามาทางสาขานิเทศศาสตร์นั้น เป็นเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ที่พร้อมจะเติบโตเป็นนักสื่อสารสุขภาวะที่ดี ซึ่งจะหลอมรวมการสื่อสารในภูมิทัศน์ใหม่ที่มีทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันอย่างมีจริยธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม

ผศ.ดร.จุฑาทิพย์ พหลภาคย์ คณบดีคณะวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร กล่าวว่าด้วยคณะฯ มีการมุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตสาขาวิชานิเทศศาสตร์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารที่ทันสมัย สามารถใช้ทักษะที่หลากหลายในการทำงานด้านวิชาชีพอย่างโดดเด่น เน้นหลักคุณธรรมจริยธรรม และสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม

การอบรม Work Shop หัวใจการสื่อสาร…หัวใจความเป็นมนุษย์ จึงนับเป็นโอกาสสำคัญที่นิสิตนักศึกษาจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์เชิงประเด็น และเทคนิคการนำเสนอเนื้อหาในภาคปฏิบัติมาใช้กับภาคทฤษฎีที่ได้ร่ำเรียนมา เพื่อมาสร้างสรรค์ผลงานสื่อที่มีสไตล์ของตนเอง สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมคุณภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบทางสังคมต่างๆ และขอขอบคุณสสส. และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ประสานความร่วมมือมาในครั้งนี้

วิชิต เอื้ออารีวรกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทย เคเบิล บรอดแคสติ้ง จำกัด หรือสถานีข่าวสุขภาวะ Cable Cahnnel37HDกล่าวว่า สถานีฯ ซึ่งมีโครงการข่ายการออกอากาศอยู่ทั่วประเทศ ยินดีให้ความร่วมมือในการเป็นสื่อกลางเชื่อมความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ลดปัจจัยเสี่ยงทางสังคมออกสู่สายตาผู้รับชมในทุกพื้นที่ด้วยพลังของเครือข่ายเคเบิลท้องถิ่น ซึ่งการติดตามข้อมูลข่าวสารในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นทางสื่อหลักสื่อออนไลน์ และสื่อท้องถิ่นอย่างเคเบิลทีวีมีความสำคัญมาก

เพราะในแต่ละวันทีมผลิตต้องไปนำเสนอ Content หรือ เนื้อหา เพื่อสร้างความรอบรู้ในการดูแลและป้องกันตนเองให้มีสุขภาวะที่ดีทั้งกายและใจ เพื่อให้พี่น้องผู้ชมได้มีพลังในการก้าวต่อไปในยามวิกฤติทางสังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพเช่นนี้ และด้วยบทบาทของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าเยาวชนที่เดินมาบนเส้นทางสายนี้ จะต้องถูกบ่มเพาะเรื่องการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่คำนึงถึงความถูกต้อง เชื่อถือได้ ไม่เป็นข่าวปลอมและข่าวลวง

รวมถึงเนื้อหาข่าวต้องเป็นไปในการสร้างสรรค์สังคมคุณภาพ มิใช่มอมเมาให้งมงายกับประเด็นที่ไม่สร้างสรรค์ ส่วนเนื้อหาจะชวนติดตามอย่างไรนั่น อยู่ที่กลเม็ดของวิธีการเล่าเรื่องและเทคนิคการนำเสนอที่น่าสนใจนั่นเอง การอบรมในครั้งนี้ผมในฐานะสถานีข่าวสุขภาวะยินดีเปิดพื้นที่นำผลงานของนิสิตนักศึกษามาเผยแพร่ทางช่องทางของเรา และพร้อมให้โอกาสในการเรียนรู้ด้านวิชาชีพสายวิทยุ-โทรทัศน์ กับรายการต้นแบบทางสุขภาวะที่เราทำร่วมกับ สสส. ทางสถานี Cable Channel 37HD อีกด้วย

สำหรับอบรมเชิงปฏิบัติการ “หัวใจการสื่อสาร…หัวใจความเป็นมนุษย์” ได้รับเกียรติจากวิทยากรมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อบูรณาการร่วมกับหลักสูตรการเรียนการสอนของคณะฯ ให้กับนิสิตนักศึกษาในเครือมหาวิทยาลัยราชภัฏฯ อาทิคุณภานุรัจน์ ศนีบุตร ผู้สื่อข่าว/ผู้ประกาศข่าว สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD,คุณชูวิทย์ จันทรส นักขับเคลื่อนรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยง สสส., คุณจะเด็จ เชาว์วิไลนักต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางสังคม สสส.

โดยนักศึกษาจาก มหาวิทยาราชภัฏพระนคร และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาที่เข้าร่วมทุกคนจะได้รับบัตรประกาศนียบัตรฯ จากคุณรุ่งอรุณลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. และผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการเติบโตเป็นนักสื่อสารสุขภาวะฯ ที่ดี

พร้อมสร้างสรรค์สื่อเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้มีคุณภาพต่อไป!!!

ไขปริศนาแห่งธรรมชาติ ด้วย‘เทคโนโลยีโอมิกส์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674736

ไขปริศนาแห่งธรรมชาติ ด้วย‘เทคโนโลยีโอมิกส์’

ไขปริศนาแห่งธรรมชาติ ด้วย‘เทคโนโลยีโอมิกส์’

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โครงสร้างทางชีวภาพของพืช สัตว์จุลินทรีย์ รวมถึงมนุษย์ เปรียบเหมือนโลกลี้ลับที่รอคอยการค้นพบด้วย“เทคโนโลยีโอมิกส์ (Omics Technology)”ซึ่งเป็นการศึกษาสิ่งมีชีวิตแบบองค์รวมตั้งแต่ระดับสารพันธุกรรม การแสดงออกของรหัสพันธุกรรม ไปจนถึงกลไกการสร้างสารชีวโมเลกุลในสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของการวิจัยระดับชาติและนานาชาติที่จะนำไปสู่การค้นพบคำตอบแห่งปริศนาทางธรรมชาติได้ในอนาคต

ดร.นที เจียรวิริยะไพศาล อาจารย์ประจำศูนย์วิจัยธาลัสซีเมียสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในนักวิจัยผู้ใช้องค์ความรู้ทางเทคโนโลยีโอมิกส์ในการศึกษาวิจัยเพื่อคิดค้นแนวทางการรักษาโรค “ธาลัสซีเมีย” ซึ่งเป็นโรคโลหิตจางที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยเกิดจากความผิดปกติในการสร้าง “ฮีโมโกลบิน”โปรตีนในเม็ดเลือดแดงที่มีหน้าที่นำออกซิเจนไปตามเซลล์เนื่อเยื่อ (tissue) ต่างๆ ภายในร่างกาย

โดยผู้ป่วยธาลัสซีเมียที่มีการสร้างฮีโมโกลบินลดลง หรือไม่สามารถสร้างได้เลย จึงมีภาวะซีดและรู้สึกเหนื่อยง่าย ในประชากรไทยสามารถพบผู้มี“ยีนแฝง” หรือเป็น “พาหะ” ของโรคธาลัสซีเมียสูงถึงร้อยละ 30-40 ของประชากร ดังนั้นโรคธาลัสซีเมียจึงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ ซึ่ง หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ได้สนับสนุนให้ทุนวิจัยแก่ ดร.นที เพื่อใช้เทคโนโลยีโอมิกส์ในการศึกษาการควบคุมการแสดงออกของฮีโมโกลบิน

เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการพัฒนายา หรือวิธีการรักษาแบบใหม่สำหรับโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งอาจช่วยลดความรุนแรงของโรค และทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีโอมิกส์ด้วยการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ “MAP-C” (Mahidol Apprenticeship Program Curriculum)” ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาศึกษาในรายวิชาระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล

เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะต่อยอดสำหรับผู้มีความรู้พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์หรือผู้ที่ต้องการเรียนเพื่อสะสมหน่วยกิตเพื่อใช้เทียบโอนศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาในระบบปกติของมหาวิทยาลัยมหิดลต่อไปในอนาคต โดยผู้เรียน “MAP-C รายวิชา MBSB 501 Systems Biosciences” จะได้ศึกษาเทคโนโลยีโอมิกส์ตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ โดยในชั้นเรียนจะได้แลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างเครือข่ายทางการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นด้านจีโนมิกส์ (Genomics) ที่เป็นการศึกษาโครงสร้างทางพันธุกรรม

ซึ่งเป็นหัวข้อวิจัยด้านสุขภาพที่ประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญ (โครงการ Genomics Thailand หรือจีโนมิกส์ประเทศไทย) รวมทั้งเทคโนโลยีทรานสคริปโตมิกส์ (Transcriptomics) และโปรตีโอมิกส์ (Proteomics) ซึ่งเป็นการศึกษาการแสดงออกของยีนในระดับอาร์เอ็นเอและโปรตีนตามลำดับไปจนถึงการศึกษาระดับเมตาโบโลมิกส์ (Metabolomics) หรือการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสารเมตาบอไลท์(Metabolite) ภายในร่างกาย รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโอมิกส์ชนิดต่างๆในการศึกษาวิจัยแบบบูรณาการ ฯลฯ

ที่สำคัญ..ผู้เรียนจะได้ศึกษาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางการวิจัยได้โดยตรงจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญตัวจริง โดยผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.mb.mahidol.ac.th

ปรับทีแคสปี’66! แยกสอบTGAT-TPATเป็น 2 ช่วง ยืดหยุ่น-นักเรียนได้ประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674746

ปรับทีแคสปี'66! แยกสอบTGAT-TPATเป็น 2 ช่วง ยืดหยุ่น-นักเรียนได้ประโยชน์

ปรับทีแคสปี’66! แยกสอบTGAT-TPATเป็น 2 ช่วง ยืดหยุ่น-นักเรียนได้ประโยชน์

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 17.24 น.

มติ ทปอ.ปรับทีแคสปี 66 แยกสอบ TGAT – TPAT เป็น 2 ช่วง ยืดหยุ่นขึ้นเป็นประโยชน์กับนักเรียน

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 256 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จ.ปทุมธานี นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) แถลงข่าวระบบการคัดเลือกกลางคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2566 หรือทีแคส 66 ว่า ที่ประชุมได้มีมติปรับการดำเนินการงานทีแคสปี 2566 ให้เหมาะสม โดยปรับ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ระบบการจัดสอบ TGAT และ TPAT เพื่อลดความซ้ำซ้อนของรายวิชาสอบ 2.กำหนดให้แยกการสอบออกเป็น 2 ช่วงเวลา คือ การสอบ TGAT และ TPAT สอบเดือน ธ.ค.ส่วนการสอบ A-Level จะสอบเดือน มี.ค.และ 3.ระบบการคัดเลือก ทีแคส 66 มีเรื่องการปรับเพิ่มให้มีการสละสิทธิรอบ 3 เพื่อให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับนักเรียน

ด้าน นายชูศักดิ์ ลิ่มสกุล ประธานคณะกรรมการดำเนินงานทีแคส 66 กล่าวว่า การแบ่งการสอบออกเป็น 2 ช่วงนั้น เนื่องจากการสอบ TGAT และ TPAT เป็นการสอบเนื้อหาไม่เกี่ยวกับวิชาการ จึงให้สอบเดือน ธ.ค. ส่วนการสอบ A-Level เป็นการสอบเนื้อหาในหลักสูตร จึงจัดสอบเดือน มี.ค. หลังจากที่เด็กเรียนจบหลักสูตรแล้ว ส่วนรูปแบบการสอบ จะสอบทั้งแบบคอมพิวเตอร์และสอบแบบกระดาษ ยกเว้น TPAT 1 ซึ่งเป็นการสอบของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท) จะจัดสอบด้วยกระดาษทั้งหมด ส่วน TGAT และ TPAT 2 – 5 จะสอบทั้งคอมฯ และกระดาษ นักเรียนสามารถเลือกแบบสอบแบบใดก็ได้ สำหรับค่าสมัครสอบ ที่ประชุม ทปอ.เห็นชอบให้กลับไปใช้อัตราที่ใช้เมื่อปี 2564 คือ เริ่มที่ 150 – 900 บาท ขึ้นกับจำนวนอันดับที่นักเรียนเลือก นอกจากนี้ ทปอ.ยังมีมติเห็นชอบการเทียบวุฒิ ม.6 สำหรับผู้เรียนสายวิชาชีพจากต่างประเทศให้สามารถเทียบโอนเพื่อศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยได้

นายชาลี เจริญลาภนพรัตน์ ผู้จัดการระบบทีแคส 66 กล่าวว่า สำหรับทีแคส66 ยังคงรอบการสมัคร 4 รอบ และมีรูปแบบการสมัคร 4 รูปแบบ ดังนี้ รอบที่ 1 แฟ้มสะสมผลงาน รอบที่ 2 โควต้า รอยที่ 3 แอดมิสชั่นส์ และรอบที่ 4 รับตรงอิสระ หรือ (Direct Admission) ส่วนการเปลี่ยนแปลงด้านการสอบ มีการเปลี่ยนแปลง 6 ประเด็น ดังนี้ 1.ปรับรายวิชาสอบใหม่ โดยใช้รูปแบบการสอบใหม่ คือ การสอบ TGAT แบ่งการสอบ 3 ส่วน คือ English Communication , Critical & Logical Thinking Part และ  Working Competencies , TPAT 5 วิชา คือ TPAT 1 วิชาเฉพาะของ กสพท TPTA 2 ศิลปกรรมศาสตร์ TPTA 3 วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ TPTA 4 สถาปัตยกรรมศาสตร์ และ TPTA 5 ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ และ A-Level 16 วิชา คือ คณิตพื้นฐานประยุกต์ 1 คณิตศาสตร์ประยุกต์ 2 วิทยาศาสตร์ประยุกต์ ฟิสิกส์ เคมี ชวีวิทยา ภาษาไทย สังคมศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศ 7 ภาษา 2.การประกาศคะแนนสอบ ปีนี้จะมีการประกาศคะแนนสอบแยกรายส่วนย่อยด้วย ได้แก่วิชา TGAT และ TPAT2 3.การสอบ A-Level วิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ 1 และ คณิตศาสตร์ประยุกต์ 2 จัดสอบสองวิชาและสอบคนละเวลากัน เพื่อให้ผู้สมัครสามารถสอบได้ทั้ง 2 พร้อมกับ ยกเลิกการสอบ วิชาภาษาอาหรับ

นายชาลี กล่าวต่อว่า 4.แยกการสอบ 2 ช่วง ช่วงแรก สอบ TGAT/TPAT เดือนธันวาคม 2565 และ ช่วงที่สอง สอบวิชา A-Level เดือนมีนาคม 2566 เพื่อลดภาระการสอบให้นักเรียนจากเดิมที่การสอบจะกระจุกตัวเดือนมีนาคมเท่านั้น 5.การสอบ TGAT/TPAT 2 – 4 มีทั้งแบบ Computer-based และ Paper-based ค่าสมัครสอบเท่ากัน แต่การสอบผ่านคอมพิมเตอร์ มีข้อดีคือ ลดความผิดพลาดในเรื่องของการฝนกระดาษผิด หรือกระดาษข้อสอบหาย และทราบคะแนนเร็วกว่าการสอบผ่านทางกระดาษ โดยจะประกาศผลภายในสามวันหลังจากสอบวิชาสุดท้ายเสร็จ และ 6.ผลสอบวิชา TGAT/TPAT สามารถใช้ประกอบการพิจารณาในรอบที่ 1 และ 2 ได้ ถือเป็นโอกาสที่จะให้นักเรียนแสดงความสามารถผ่านการสอบเพื่อส่งให้มหาวิทยาลัยพิจารณาได้

ทั้งนี้ ทปอ.ได้ปรับปฏิทินดำเนินการ ทีแคสใหม่ ดังนี้ 1 พ.ย.2565 เริ่มลงทะเบียนใช้งานในระบบทีแคส 66 รอบที่ 1 มหาวิทยาลัยจะกำหนดวันประกาศรับสมัครเอง ประกาศผลในระบบ 7 ก.พ.2566 ยืนยันสิทธิในระบบ 7 – 8 ก.พ.2566 สละสิทธิในระบบ 9 ก.พ.2566 หรือ 6 พ.ค.2566 รอบ 2 มหาวิทยาลัยจะกำหนดวันประกาศรับสมัครเอง ประกาศผลในระบบ วันที่ 4 พ.ค.2566 ยืนยันสิทธิในระบบ 4 – 5 พ.ค.2566 สละสิทธิในระบบ วันที่ 6 พ.ค.2566 รอบ 3 แอดมิสชั่นส รับสมัครผ่านระบบ mytcas.com วันที่ 7 – 13 พ.ค.2566 ประกาศผลรอบที่ 1 วันที่ 20 พ.ค.2566 ประกาศผลรอบที่ 2 วันที่ พ.ค.2566 ยืนยันสิทธิในระบบ 20 – 21 พ.ค.2566 สละสิทธิในระบบ 27 พ.ค.2566 รอบ 4 มหาวิทยาลัยประกาศรับสมัคร 28 พ.ค. – 9 มิ.ย.2566 ประกาศผลในระบบครั้งที่ 1 วันที่13 มิถุนายน 2566 ประกาศผลครั้งที่ 2 วันที่ 23 มิ.ย.2566 ยืนยันสิทธิในระบบครั้งที่ 1 วันที่ 13 – 14 มิ.ย.ประกาศผลครั้งที่ 2 วันที่ 23 – 24 มิ.ย.

นายชาลี กล่าวต่อว่า ปฏิทินการสอน TGAT – TPAT มีการปรับเช่นกัน โดยการสอบครั้งนี้ ผู้สมัครเลือกสอบด้วยกระดาษหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยจะทำการสอบพร้อมกัน วันและเวลาเดียวกัน สามารถเลือกสนามสอบแบบเรียงลำดับ 5 ลำดับได้ โดยจะรับสมัครสอบ 1 – 10 พ.ย.2565 รับสมัครสอบเพิ่มเติมกรณีที่นั่งสอบด้วยคอมพิวเตอร์ว่าง 14 – 20 พ.ย.2565 วันที่ 24 พ.ย. – 12 ธ.ค.2565 พิมพ์บัตรที่นั่งสอบ วันที่ 10 – 12 ธ.ค.2565 สอบ TGAT และ TPAT 2 – 5 ส่วนการสอบ TPAT 1 เป็นวิชาเฉพาะของ กสพท.จะสอบ 17 ธันวาคม 2565 โดยจะสอบด้วยกระดาษทั้งหมด ส่วนปฏิทินการสอบ A-Level ยังคงปฏิทินเดิมไว้อยู่

นายชาลี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการสละสิทธิ ทีแคส 66 กำหนดให้ผู้ผ่านการคัดเลือกที่ได้ยืนยันสิทธิในระบบแล้ว ต้องสละสิทธิผ่านระบบเท่านั้น จึงจะถือว่าการสละสิทธิมีความสมบูรณ์ สามารถใช้สิทธิสมัครในรอบต่อไปตามข้อกำหนดได้ โดยระบบกำหนดให้สละสิทธิได้เพียง 1 ครั้ง เพื่อสมัครรอบต่อไปได้  ทั้งนี้ในรอบที่ 3 ผู้ที่ยืนยันสิทธิรอบ 3 และไม่เคยสละสิทธิมาก่อน สามารถสละสิทธิในรอบที่ 3 เพราะรอบที่ 3 เดิมที ทปอ.จะเปิดให้มีการยืนยันสิทธิหลังจากประกาศผลครั้งที่ 1 หากผู้สมัครขอยื่นประมวลผลครั้งที่ 2 หากผู้สมัครติดสาขามดสาขาหนึ่งที่เลือก ระบบจะทำการยืนยันสิทธิให้อัตโนมัติ ซึ่งการยืนยันสิทธิอัตโนมัติ หลายคนมองว่าเป็นข้อจำกัด เพราะผู้สมัครไม่ทราบล่วงหน้า ทปอ.จึงเปิดโอกาสให้สละสิทธิในรอบดังกล่าวได้ด้วย โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือผู้สมัครจะต้องไม่เคยสละสิทธิในรอบก่อนหน้านี้

นายชาลี กล่าวต่อว่า ทั้งนี้มีข้อกำหนดเพิ่มเติมของผู้ยืนยันสิทธิ แล้วสละสิทธิในระบบ (ยกเว้นมหาวิทยาลัยเอกชน) มีดังนี้ ผู้ยืนยันสิทธิในสาขาแพทยศาสตร์ รอบที่ 1 – 2 แล้วสละสิทธิ จะไม่สามารถสมัครสาขาแพทยศาสตร์ในรอบต่อไปได้ ผู้ยืนยันสิทธิในสาขาทันตแพทยศาสตร์แล้วสละสิทธิ จะไม่สามารถสมัครสาขาทันตแพทยศาสตร์ในรอบต่อไปได้ และผู้ยืนยันสิทธิในสาขาเภสัชศาสตร์แล้วสละสิทธิ จะไม่สามารถสมัครสาขาเภสัชศาสตร์ในรอบต่อไปได้

“จากปีที่ผ่านมา ทปอ.มีประเด็นเรื่องการพิมพ์ข้อสอบผิด และเฉลยข้อสอบผิด ดังนั้น ทปอ.จะปรับปรุงเรื่องดังกล่าวให้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามปีที่ผ่านมา ทปอ.พบว่ามีผู้เข้าสอบการนำอุปกรณ์ไฮเทคเข้ามาในห้องสอบ จนข้อสอบรั่ว อีกทั้งในปีนี้จะมีการสอบผ่านคอมพิวเตอร์และกระดาษ ทปอ.จะมีระบบป้องกันที่แน่นหนา มีกระบวนการป้องกันการลอกข้อสอบ ส่วนการสอบผ่านกระดาษ ปีนี้ ทปอ.จะอบรมผู้คุมสอบให้มากขึ้น เช่น นำตัวอย่างอุปกรณ์มาให้ดู พร้อมกับอบรมให้ผู้คุมสอบสังเกตุพฤติกรรมที่น่าสงสัย เป็นต้น” นายชาลี กล่าว

การศึกษา‘สิงคโปร์’ เผยเหตุผลทำไมที่นี่ห้ามลูกหลานคนท้องถิ่นเรียนรร.นานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674695

การศึกษา‘สิงคโปร์’ เผยเหตุผลทำไมที่นี่ห้ามลูกหลานคนท้องถิ่นเรียนรร.นานาชาติ

การศึกษา‘สิงคโปร์’ เผยเหตุผลทำไมที่นี่ห้ามลูกหลานคนท้องถิ่นเรียนรร.นานาชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 14.32 น.

“หมอวรงค์”เล่าเรื่องการศึกษา”สิงคโปร์” เผยเหตุผลทำไมที่นี่ห้ามลูกหลานคนท้องถิ่นเรียนรร.นานาชาติ

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2565 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Warong Dechgitvigrom” เนื้อหาดังนี้ #เล็กๆน้อยๆกับการศึกษาของสิงคโปร์

ผมมาสิงคโปร์ 2 คืนครับ ตอนนี้อยู่ที่สนามบิน กำลังจะกลับบ้าน ช่วงนี้พอมีเวลา เลยถือโอกาส มาสิงคโปร์ เพื่อเยี่ยมเยียนลูกหลานที่นี่ ได้มีโอกาสคุยกับคนสิงคโปร์ เรื่องการศึกษา มีประเด็นที่น่าสนใจ ที่อยากเล่าให้ฟัง

สิงคโปร์มีโรงเรียนนานาชาติ เหมือนประเทศอื่น แต่รัฐบาลสิงคโปร์ ไม่อนุญาตให้คนสิงคโปร์ ส่งลูกหลานเรียนในโรงเรียนนานาชาติ เพราะเขาไม่ต้องการให้เหลื่อมล้ำ และเขาเชื่อว่า การปลูกฝังความรักชาติ วัฒนธรรมประเพณี ต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ ที่สำคัญ เขาสามารถพัฒนา ระบบกาศึกษาได้ไม่แพ้ชาติอื่น

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง สิงคโปร์มีมหาวิทยาลัย ที่ติดอันดับโลกถึง 3 มหาวิทยาลัย ที่แปลกไปกว่านั้น คนสิงคโปร์ ไม่ได้เอาสถาบันการศึกษา ระดับมหาวิทยาลัย มาสร้างconnection แต่กลายเป็นว่า เอาโรงเรียนระดับประถมศึกษา ตั้งแต่ชั้นประถม1 มาสร้างconnection

ระบบการศึกษา ตอนเข้าประถม1 เขาใช้วิธีบ้านใกล้ เหมือนประเทศไทยของเรา ถ้าสมัครเกินจะใช้จับสลาก ที่นี่เข้มงวด ไม่มีระบบเส้นสาย จ่ายใต้โต๊ะ จึงไม่แปลกที่คนสิงคโปร์ ที่มีฐานะจึงพยายาม ย้ายบ้านหรือซื้อบ้านมาอยู่ในย่าน โรงเรียนประถมที่ เป็นโรงเรียนประถมเก่าแก่ เพื่อสร้างconnection

ระบบของคนที่สิงคโปร์ จึงแตกต่างจากบ้านเรา บ้านเรามามีconnection ตอนมหาวิทยาลัย หรือเรียนปริญญาโท หรือแม้แต่หลักสูตรพิเศษเช่นวปอ. วตท. ปปร.เป็นต้น แต่ของสิงคโปร์คือ โรงเรียนประถมศึกษา

เปิดผลสำรวจ‘โลกยุคใหม่ ครูไทย ไปทางไหนดี?’ กาง 5 สเปก-ปัจจัยต่อการพัฒนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674661

เปิดผลสำรวจ‘โลกยุคใหม่ ครูไทย ไปทางไหนดี?’ กาง 5 สเปก-ปัจจัยต่อการพัฒนา

เปิดผลสำรวจ‘โลกยุคใหม่ ครูไทย ไปทางไหนดี?’ กาง 5 สเปก-ปัจจัยต่อการพัฒนา

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 08.28 น.

สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจ‘โลกยุคใหม่ ครูไทย ไปทางไหนดี?’ กาง 5 สเปก-ปัจจัยต่อการพัฒนา

21 สิงหาคม 2565 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,059 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 16-19 สิงหาคม 2565 หัวข้อ “โลกยุคใหม่ ครูไทย…ไปทางไหนดี?” เพื่อสะท้อนความคิดเห็นกรณีโควิด-19 ส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ทำให้คนต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคใหม่ที่มาถึงเร็วขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษาซึ่งปัจจุบันนั้นมีปัญหาในหลากหลายมิติ ครูในฐานะผู้เป็นบุคคลสำคัญของการขับเคลื่อนการศึกษาจึงต้องพัฒนาตนเองอย่างมากในยุคของการเปลี่ยนแปลงนี้ สรุปผลได้ ดังนี้ 

1. ประชาชนคิดว่าปัญหาการศึกษาไทย ณ วันนี้ เกิดจากสาเหตุใด

อันดับ 1 ความเหลื่อมล้ำทางสังคม 61.19%

อันดับ 2 การบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการ 59.49%

อันดับ 3 งบประมาณไม่ทั่วถึง 58.64%

อันดับ 4 นโยบายการศึกษาที่เปลี่ยนไปมา 55.43%

อันดับ 5 ระบบการเรียนการสอน 54.39%

2. ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่กับประโยคที่ว่าในช่วงโควิด-19  “ครูไทย” ปรับตัวได้ดีทันกับการเปลี่ยนแปลง

อันดับ 1 เห็นด้วย 70.71%

อันดับ 2 ไม่เห็นด้วย 16.30%

อันดับ 3 ไม่แน่ใจ 12.99%

3. ประชาชนคิดว่าปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อการพัฒนา “ครูไทย” 

อันดับ 1 เงินเดือนและค่าตอบแทน 65.34%

อันดับ 2 การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น โควิด-19 64.49%

อันดับ 3 กระทรวงศึกษาธิการ 63.93%

อันดับ 4 ความคิดและทัศนคติของครู 61.00%

อันดับ 5 นโยบายด้านการศึกษา 59.68%

4. ประชาชนคิดว่า “ครูไทยที่ดีในโลกยุคใหม่” ควรมีลักษณะอย่างไร

อันดับ 1 รักในอาชีพ มีจิตวิญญาณความเป็นครู 74.98%

อันดับ 2 กล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ  ไม่ยึดติดอยู่กับวิธีการแบบเดิมๆ 67.42%

อันดับ 3 มีทัศนคติที่ดีต่อตนเองและผู้เรียน 61.10%

อันดับ 4 ทำงานร่วมกับผู้อื่น บูรณาการทำงาน เรียนรู้ร่วมกัน 59.96%

อันดับ 5 ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย ประยุกต์ความรู้มาใช้พัฒนาการเรียนการสอน 58.07%

5. ในโลกยุคใหม่ ประชาชนคิดว่าคนอยากเป็น “ครู” หรือไม่

อันดับ 1 อยากเป็น 57.97%

อันดับ 2 ไม่อยากเป็น 40.99%

อันดับ 3 ไม่แน่ใจ 1.04%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจของสวนดุสิตโพลเกี่ยวกับ “การศึกษาและครูไทย” หลายปีที่ผ่านมา พบว่า สาเหตุของปัญหาการศึกษาไทยยังคงมาจากความเหลื่อมล้ำและการบริหารงานที่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายบ่อยครั้ง แม้จะต้องการปฏิรูปการศึกษาไทยให้ดีขึ้นแต่ก็ยังคงมีปัญหาสะสมมาอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์โควิด-19 กลับพบว่าบุคลากรสำคัญอย่าง “ครูไทย” นั้นปรับตัวได้เป็นอย่างดี สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้แลกเปลี่ยนกันอย่างหลากหลาย ทั้งนี้บทบาทของครูไทยที่ประชาชนคาดหวังก็คือการเป็นครูที่รักในอาชีพและกล้าที่จะทำสิ่งใหม่อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้อาชีพครูเป็นอาชีพที่คนไทยอยากเป็น และเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาวงการศึกษาไทยต่อไป

ด้าน ผศ.ดร.วีณัฐ สกุลหอม คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า จากผลการเสวนากลุ่มเรื่อง “VUCA World…ครูไทยไปทางไหนดี” เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2565 มีผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาเข้าร่วมจำนวน 7 ท่าน สะท้อนให้เห็นว่าตราบใดที่ระบบโครงสร้างหลักสูตรยังไม่สอดคล้องกับสภาพบริบทของสังคมไทย  ไม่สามารถผลิตบัณฑิตให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานได้ ครูไทยจึงต้องปรับตัวให้เท่าทันต่อสถานการณ์ที่ผันผวน เปิดใจฟังผู้เรียนเพื่อสร้างความเข้าใจมากกว่าการตัดสินว่าถูกหรือผิด รักและศรัทธาในวิชาชีพพร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู เพื่อทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าโรงเรียนคือพื้นที่ปลอดภัย และเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ด้วยการลงมือทำ และที่สำคัญควรปรับนโยบายด้านการประเมินครูด้วยเทคนิคการสอนในรูปแบบใหม่ ๆ ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

วช.หนุนนักวิจัยจุฬาฯ คิดค้นนวัตกรรมยางพาราผง สู่ผ้าเบรกรถยนต์ รับแรงเสียดทาน-ลดการสึกหรอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674409

วช.หนุนนักวิจัยจุฬาฯ คิดค้นนวัตกรรมยางพาราผง สู่ผ้าเบรกรถยนต์ รับแรงเสียดทาน-ลดการสึกหรอ

วช.หนุนนักวิจัยจุฬาฯ คิดค้นนวัตกรรมยางพาราผง สู่ผ้าเบรกรถยนต์ รับแรงเสียดทาน-ลดการสึกหรอ

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.16 น.

วช. หนุนนักวิจัยจุฬาฯ คิดค้นนวัตกรรมยางพาราผงสู่ผลิตภัณฑ์ผ้าเบรกรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพรับแรงเสียดทานและลดอัตราการสึกหรอ

ยางพารานับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของประเทศไทย นิยมปลูกกันมากในพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้  ปัจจุบันมีการนำไปปลูกในจังหวัดทางภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อนำไปแปรรูปในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อการจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ ที่ผ่านมาเกษตรกรมักจะประสบปัญหาความผันผวนเรื่องราคาของยางพารา กระทั่งมีการคิดค้นนวัตกรรมที่ใช้วัตถุดิบจากยางพาราสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางธรรมชาติ ซึ่งรวมไปถึงนวัตกรรมยางพาราผงที่นำไปผลิตเป็นชิ้นส่วนผ้าเบรกรถยนต์ในอุตสาหกรรมยานยนต์  เป็นนวัตกรรมจากทีมวิจัยจาก ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นองค์กรสำคัญของภาครัฐในการขับเคลื่อนพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง สร้างองค์ความรู้จากการวิจัยและสามารถนำมาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรมในประเทศ เสริมสร้างกระบวนการผลิตอย่างครบวงจรโดยอาศัยเทคโนโลยี หนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อาทิ พืชเศรษฐกิจอย่างยางพารา ด้วยคุณสมบัติความเหนียว ยืดหยุ่น แข็งแรงคงทนต่อทุกสภาวะ นำมาใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อื่นๆ  อย่างงานวิจัยพัฒนายางพาราผงสำหรับใช้เป็นสารตัวเติมในการทำผ้าเบรกรถยนต์ ที่ทาง วช. ให้การสนับสนุนให้นักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินการเป็นผลสำเร็จและนำใช้ประโยชน์ได้จริง

ศาสตราจารย์ ดร.ศราวุธ  ริมดุสิต อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ และบริษัท SCG โดยการสนับสนุนจาก วช. ในการพัฒนาอนุภาคยางพาราผงละเอียดยิ่งยวด ด้วยการกราฟต์โคพอลิเมอไรเซชั่นสไตรีนอะคริโลไนไตล์ลงบนน้ำยางธรรมชาติผ่านกระบวนการอิมัลชั่นพอลิเมอร์ไรเซชั่น และนำไปผ่านกระบวนการเชื่อมขวางด้วยลำอิเล็กตรอน เพื่อผลิตเป็นอนุภาคยางพาราผงธรรมชาติละเอียดยิ่งยวดด้วยกระบวนการอบแห้งและพ่นฝอย โดยในปฏิกิริยากราฟต์โคพอลิเมอร์ไรเซชั่นด้วยสไตรีนและอะคริโลไนไตรล์สูงอยู่ที่ 71 % และมีประสิทธิภาพในการทำกราฟต์โคพอลิเมอไรเซชั่นสูงถึง 63%

ด้วยอนุภาคยางพาราผงละเอียดยิ่งยวดมีลักษณะไม่เหนียวติดกันหรือเกาะกลุ่ม สามารถปรับสภาพขั้วบนพื้นผิวให้เหมาะสมกับการนำไปผสมกับวัสดุอื่น และมีขนาดโดยเฉลี่ย 3.56 um รวมถึงมีคุณสมบัติทางความร้อนสูง ซึ่งเหมาะแก่การนำไปประยุกต์ใช้เป็นสารตัวเติมในวัสดุเสียดทานชนิดพอลิเบนซอกซาซีนคอมพอสิทที่ จากการประเมินสมบัติทางไทรโบโลยีพบว่าชิ้นงานมีค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานและอัตราการสึกหรอ อยู่ในช่วงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมผ้าเบรกสำหรับยานยนต์ มาตรฐานเลขที่ มอก. 97-2557 กำหนด ทดแทนยางสังเคราะห์ได้ ซึ่งนับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางธรรมชาติ

สำหรับต้นทุนการผลิตอนุภาคยางพาราขนาดละเอียดคิดเป็น 140 บาทต่อกิโลกรัม ต้นทุนการผลิตวัสดุเสียดทานชนิดพอลิเบนซอกซาซีนคอมพอสิทที่มีการเติมอนุภาคยางผงละเอียดยิ่งยวดที่ถูกปรับปรุงคุณสมบัติด้วยกราฟต์โคพอลิเมอไรเซชั่นด้วยสไตรีนและอะคริโลไนไตรส์ คิดเป็น 60 – 75 ต่อชิ้น จากองค์ความรู้ของนวัตกรรมผ้าเบรกจากยางพาราผงนี้ จะมีการขยายผลพัฒนาต่อยอดเสริมศักยภาพในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงเป็นการช่วยส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนยางพาราให้ได้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์แปรรูปนี้มากยิ่งขึ้น

งานเข้า‘สอศ.’ไล่สอบเหตุ2อาชีวะตีกัน ฮึ่ม!ผู้บริหารเกียร์ว่างโดนแน่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674377

งานเข้า‘สอศ.’ไล่สอบเหตุ2อาชีวะตีกัน ฮึ่ม!ผู้บริหารเกียร์ว่างโดนแน่

งานเข้า‘สอศ.’ไล่สอบเหตุ2อาชีวะตีกัน ฮึ่ม!ผู้บริหารเกียร์ว่างโดนแน่

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 15.20 น.

สอศ.ยกระดับป้องกันปัญหาอาชีวะตีกัน สั่งตรวจสอบทั้งตัวผู้ก่อเหตุ-ผู้บริหารสถานศึกษา หากไม่ดำเนินการตามที่ สอศ.กำหนด มีโทษตามระเบียบ ศธ.

19 สิงหาคม 2565 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้ผู้บริหารวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี และวิทยาลัยเทคโนโลยีปทุมธานี ที่มีนักเรียนนักศึกษาร่วมก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันและใช้อาวุธมีดทำร้ายกัน ที่บริเวณท่ารถรังสิต จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา เข้าไปตรวจสอบถึงสาเหตุการทะเลาะวิวาท ร่วมกับฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าเหตุเกิดจากอะไร และจะดูว่าสถานศึกษาได้ดำเนินการตามมาตรการการป้องกันแก้ไขปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กำหนดไว้หรือไม่ ถ้าสถานศึกษาไม่ได้ดำเนินการตามที่ สอศ.กำหนดไว้ อาจจะมีมาตรการให้ดำเนินการตามมาตรการที่ สอศ.กำหนด

นายสุเทพ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ สอศ. ได้ประชุมชี้แจงกับเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 6 กลุ่ม เพื่อทบทวนว่าสถานศึกษาได้มีการควบคุมปัญหาหรือไม่อย่างไร แต่ก็ยังเกิดเหตุทะเลาะวิวาทขึ้น ซึ่ง สอศ.จะมีการยกระดับการป้องกันเหตุอย่างไรนั้น ตนได้เพิ่มมาตรการลงไปว่านอกเหนือจากกระบวนการป้องกันจุดเสี่ยงแล้ว ให้ตรวจสอบตัวผู้บริหารว่าได้ดำเนินการตามมาตรการที่ สอศ.กำหนดไว้หรือไม่ และดูว่าถ้าดำเนินการตามมาตรการแล้ว ทำไมถึงยังเกิดเหตุ แต่ถ้าไม่ดำเนินการตามมาตรการก็ต้องว่ากันไปตามการกำกับเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการอย่างเคร่งครัด

“เมื่อเกิดเหตุทะเลาะวิวาทแล้วผู้บริหารจะต้องเข้าไปมีส่วนในการรับผิดชอบ เช่น ถ้าเกิดเหตุขึ้นผู้บริหารจะต้องเข้าไปในที่เกิดเหตุทันที ไม่ปล่อยให้เหตุการณ์นั้นผ่านเลยไป จะต้องนำเหตุการณ์นั้นมาทบทวนว่าสาเหตุที่เกิดขึ้นใครเป็นผู้กระทำผิด และต้องดำเนินการตามกรอบและวินัยของระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทั้งในส่วนของตัวผู้ก่อเหตุและตัวผู้บริหารสถานศึกษาด้วย ขณะนี้ผมให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน ภายใน 2-3 วันนี้ก็จะทราบผลว่าเหตุเกิดจากอะไร” นายสุเทพ กล่าว

เลขาธิการ กอศ. กล่าวอีกว่า ในวันเกิดเหตุนักเรียนทะเลาะวิวาท คนที่แจ้งเหตุเป็นประชาชนที่อยู่ในอู่รถเมล์ จึงอยากให้ประชาชนทั่วไปร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังในการแจ้งเหตุความเสี่ยงต่าง ๆผ่านศูนย์ความปลอดภัยของกระทรวงศึกษาธิการ (MOE Safety Center) ด้วยการเข้าไปดาวโหลดแอพพลิเคชั่น 4 ช่องทาง ได้แก่ http://www.MOESafetyCenter.com , LINE @MOESafetyCenter หรือที่ call center    0-2126-6565  เมื่อพบเห็นเหตุการณ์เสี่ยงสามารถแจ้งได้ เพื่อ ศธ.จะได้เข้าไปแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที

ล้างหนี้กยศ.ระอุ!กระตุกแล้วจะเอาเงินจากไหนให้น้องๆ กฤษฎีกาย้ำต้องชดใช้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674367

#ล้างหนี้กยศ.ระอุ!กระตุกแล้วจะเอาเงินจากไหนให้น้องๆ กฤษฎีกาย้ำต้องชดใช้

#ล้างหนี้กยศ.ระอุ!กระตุกแล้วจะเอาเงินจากไหนให้น้องๆ กฤษฎีกาย้ำต้องชดใช้

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 14.59 น.

#ล้างหนี้กยศ.ระอุ!กระตุกแล้วจะเอาเงินจากไหนให้น้องๆ กฤษฎีกาย้ำต้องชดใช้

19 สิงหาคม 2565 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกระแสข่าวเกี่ยวกับการรวบรวมรายชื่อผ่านเว็บไซต์ “ศูนย์วิจัยรัฐสวัสดิการ” 10,000 รายชื่อ เพื่อยื่นแก้ไขกฎหมายกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยให้รัฐบาลเป็นลูกหนี้แทนผู้กู้ เพื่อให้ยกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) นั้น ล่าสุดเมื่อวานนี้ (18 ส.ค.65) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ชี้แจงว่า “การยกหนี้ กยศ. ไม่ใช่การแก้ปัญหาหนี้ กยศ. แต่จะทำให้ผู้กู้ขาดวินัยทางการเงิน ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต แต่รัฐบาลเข้าใจปัญหาของหนี้ กยศ. ตามกฎหมายปัจจุบัน จึงได้เสนอแก้ไขให้การชำระหนี้ กยศ. ยังคงเป็นไปตามหลักเป็นหนี้ต้องใช้หนี้ แต่ผ่อนปรนการชำระหนี้ กยศ. ให้สอดคล้องกับรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ดังกล่าวอยู่ในชั้นการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร” โดยการชี้แจงดังกล่าวของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาหนี้ กยศ.

นายอนุชากล่าวว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ห่วงใยต่อประเด็นนี้ และได้สั่งการเร่งให้การช่วยเหลือลูกหนี้ กยศ. อย่างเต็มที่ครอบคลุมการลดภาระหนี้ ลดความเสี่ยงถูกดำเนินคดี แก้กฎหมายให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น งานมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ ที่กองทุน กยศ. ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม จัดขึ้นทั่วประเทศเพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ รวมถึง การขยายระยะเวลามาตรการลดหย่อนหนี้ เพื่อจูงใจให้ผู้กู้ยืมมาชำระเงินคืน จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2565 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ภายใต้เงื่อนไขของมาตรการ และการที่คณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามีอำนาจในการปลดภาระผู้ค้ำประกัน เมื่อผู้กู้ยืมได้ผ่อนชำระเงินต้นมาแล้วร้อยละ 25 ของเงินต้นที่ค้างชำระ รวมถึงเสนอการปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยและดอกเบี้ยผิดนัดให้เหมาะสม โดยขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติฯ อยู่ในชั้นการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

“นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาหนี้ กยศ. มาโดยตลอด นอกจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ลดผลกระทบต่อผู้ค้ำประกัน และเสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาฯ ที่มีเป้าหมายเพื่อปฏิรูปโครงสร้างสินเชื่อ ช่วยเหลือผู้กู้ที่เดือดร้อน สร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้กู้และผู้ค้ำประกัน ช่วยให้การชำระหนี้มีความเป็นธรรม และสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้มากยิ่งขึ้นแล้ว ประเด็นสำคัญที่นายกรัฐมนตรีห่วงกังวลคือ โอกาสในการเข้าถึงเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาและรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของทรัพยากรบุคคล เพิ่มโอกาสทางการแข่งขันของไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป” นายอนุชา กล่าว

ด้านนายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นประเด็นที่มีข้อโต้แย้งในสื่อสังคมออนไลน์ #ล้างหนี้ กยศ. โดยการล่ารายชื่อเพื่อยื่นแก้ไขกฎหมายยกเลิกหนี้ กยศ. นั้น กองทุนขอชี้แจงว่า กองทุนเป็นหน่วยงานของรัฐ ดำเนินการในลักษณะทุนหมุนเวียนที่ไม่ได้มีการแสวงหาผลกำไร เพื่อให้โอกาสทางการศึกษากับนักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์โดยการให้กู้ยืมเงินด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 1% ต่อปี และให้ระยะเวลาผ่อนชำระนานถึง 15 ปี ปัจจุบัน มีผู้กู้ยืมได้รับโอกาสทางการศึกษาไปแล้ว 6,217,458 ราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 696,802 ล้านบาท และกองทุนมีเงินหมุนเวียนจากการชำระคืนกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี ทำให้กองทุนมีเงินให้นักเรียน นักศึกษารุ่นน้องกู้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 เป็นต้นมา โดยในปีการศึกษา 2565 กองทุนได้เตรียมเงินกว่า 38,000 ล้านบาท เพื่อรองรับผู้กู้ยืมจำนวนกว่า 600,000 ราย

“ที่ผ่านมา กยศ. เป็นหน่วยงานที่ให้โอกาสและช่วยเหลือผู้กู้ยืมมาโดยตลอด ซึ่งการยกเลิกหนี้ กยศ. ไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหาการเข้าถึงการศึกษา นอกจากจะส่งผลกระทบต่องบประมาณแผ่นดินแล้ว ยังส่งผลต่อบรรทัดฐานของสังคมด้านความซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบและวินัยทางการเงินของคนรุ่นใหม่ ที่จะเป็นอนาคตของประเทศ ปัจจุบัน มีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างชำระหนี้จำนวน 3,458,429 ราย เป็นยอดหนี้คงเหลือจำนวน 337,857 ล้านบาท หากยกเลิกหนี้ดังกล่าวจะทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา” ผู้จัดการ กยศ. กล่าว

ผู้จัดการ กยศ. กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม กองทุนอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายให้มีความผ่อนปรนและช่วยเหลือลดภาระของผู้กู้ยืม โดยจะมีการปรับโครงสร้างหนี้ การแปลงหนี้ เพื่อขยายระยะเวลาในการผ่อนชำระและลดอัตราเบี้ยปรับให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น และในขณะนี้กองทุนได้ขยายระยะเวลามาตรการลดหย่อนหนี้ช่วยเหลือผู้กู้ยืมต่อเนื่องจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 โดยลดอัตราการคิดเบี้ยเหลือ 0.5% ต่อปี สำหรับผู้กู้ยืมที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี ลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเหลือ 0.01% ต่อปี ส่วนผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนกองทุนและไม่เคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ ลดเงินต้น 5%  สำหรับผู้กู้ยืมที่ไม่เคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้และต้องการปิดบัญชีในคราวเดียว ลดเบี้ยปรับ 100% สำหรับผู้กู้ยืมทุกกลุ่มที่ชำระหนี้ปิดบัญชี ลดเบี้ยปรับ 80%  ผู้กู้ยืมที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีที่ชำระหนี้ค้างทั้งหมดให้มีสถานะปกติ (ไม่ค้างชำระ)

“ทางกองทุนได้มีมาตรการชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดี ชะลอการบังคับคดีไว้  เว้นแต่คดีที่จะใกล้ขาดอายุความ และงดการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้กู้ยืม และ/หรือผู้ค้ำประกันอีกด้วย ทั้งนี้ กองทุนขอยืนยันว่า จะเป็นหลักประกันให้ทุกครอบครัวว่าน้อง ๆที่ขาดแคลนสามารถกู้เงินได้ทุกคนโดยไม่มีข้อจำกัด เพื่อให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา” ผู้จัดการ กยศ. กล่าว

‘รมว.ตรีนุช’ฝากศึกษานิเทศก์นำ Best Practice พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้สู่โรงเรียน-เขตพื้นที่ทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674350

'รมว.ตรีนุช'ฝากศึกษานิเทศก์นำ Best Practice พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้สู่โรงเรียน-เขตพื้นที่ทั่วประเทศ

‘รมว.ตรีนุช’ฝากศึกษานิเทศก์นำ Best Practice พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้สู่โรงเรียน-เขตพื้นที่ทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 14.11 น.

“รมว.ตรีนุช” ฝากศึกษานิเทศก์นำ Best Practice พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้สู่โรงเรียน-เขตพื้นที่ทั่วประเทศ 

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการเพื่อพัฒนาวิชาชีพศึกษานิเทศก์ การประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 สมาคมศึกษานิเทศก์แห่งประเทศไทย พร้อมมอบรับโล่ประกาศเกียรติคุณในการปฏิบัติหน้าที่อย่างดีเยี่ยม ในการสนับสนุนและผลักดันนโยบายรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพัฒนาประเทศ โดยมี นายพันธ์ศรี พลศรี นายกสมาคมศึกษานิเทศก์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหาร  ที่ปรึกษาสมาคมฯ วิทยากร ศึกษานิเทศก์ ข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ 

รมว.ศธ.กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทางด้านการศึกษา ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (No one left behind) ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส และความเสมอภาคทางการศึกษา  ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ เพื่อยกระดับคุณภาพทางการศึกษา สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกศตวรรษที่ 21 โดยมีเป้าหมายพัฒนาศักยภาพของคน อันเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติในทุกช่วงวัย การจัดการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น และมีความเหมาะสมตามความถนัด ความชอบในแต่ช่วงวัย

“การปฏิรูปขบวนการเรียนรู้ การศึกษาตลอดชีวิตและการสร้างความพร้อมให้ทันการเปลี่ยนแปลงในโลกศตวรรษที่ 21  กระทรวงศึกษาธิการ คุณครู ศึกษานิเทศก์ และทุกหน่วยงานลงเรือลำเดียวกันที่ยังต้องฝ่าคลื่นของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การศึกษาจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ดังนั้น จึงต้องอาศัยทุกท่านเป็นกำลังสำคัญที่จะทำให้การศึกษาตอบโจทย์ศตวรรษที่ 21 และทำอย่างไรให้เด็ก ๆเข้าใจและเรียนรู้อยู่กับการเปลี่ยนแปลงของโลก” รมว.ศธ. กล่าว 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า บทบาทของศึกษานิเทศก์ ในฐานะผู้แทนของกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่ ทำหน้าที่ใกล้ชิดกับสถานศึกษา และคุณครูมากที่สุด มีหน้าที่สำคัญในการขับเคลื่อนคอยชี้แนะให้คำแนะนำ ส่งเสริมสนับสนุนช่วยเหลือครูผู้สอนให้ปรับตัวและสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้นักเรียนได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพสูงสุดตามศักยภาพ รวมทั้งพัฒนาการค้นคว้าวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้เกิดการพัฒนาในวงวิชาการของประเทศไทย และส่งต่อองค์ความรู้ให้กับคุณครูทั่วประเทศ ส่งผลต่อคุณภาพของการศึกษาในภาพรวมของประเทศอีกด้วย ซึ่งสมาคมศึกษานิเทศก์แห่งประเทศไทย ได้ให้การสนับสนุน และพัฒนาศักยภาพของศึกษานิเทศก์ด้วยดีเสมอมา กระทรวงศึกษาธิการ มุ่งมั่นอย่างเต็มที่เพื่อสร้างคุณภาพทางการศึกษาไทย ผ่านการจัดทำโครงการ และกิจกรรมที่สอดคล้องกับนโยบายที่ต้องการยกระดับคุณภาพทางการศึกษา โดยได้ผลักดันการเพิ่มเงินอุดหนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเพิ่มคุณภาพในการจัดการศึกษาได้อย่างเหมาะสม

“ขอฝากท่านศึกษานิเทศก์ ในการให้ข้อแนะนำแก่ผู้บริหารและครูในการสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอน ด้วยการใช้เงินอุดหนุนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด พร้อมมุ่งเน้นนโยบายการเรียนการสอนให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ตามแนวทาง Active Learning การบูรณาการข้ามสถานศึกษาของโรงเรียนแต่ละระดับได้ใช้ทรัพยากรร่วมกัน การสนับสนุนให้เด็กได้ค้นหาตัวตนเจอ รวมถึงการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ที่ส่งเสริมภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เป็น soft power ที่สำคัญของประเทศ การเพิ่มเติมวิชาประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมืองในการเรียนการสอนมากขึ้น และนโยบายด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา รวมถึงการขยายผลการใช้ Application MOE safety center เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยเหลือในการป้องกันและแก้ไข พร้อมทำให้ทั้งครูและนักเรียน ได้รู้จักกับการเรียนรู้ผ่านรูปแบบออนไลน์

การขับเคลื่อนทั้งหมดนี้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกันดูแลนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเต็มที่ จึงประสบผลสำเร็จ โดยศึกษานิเทศก์เป็นปัจจัยหลักที่จะถ่ายทอดและนำนโยบายสู่การปฏิบัติเชิงพื้นที่ได้ดีที่สุด ซึ่งขอให้ศึกษานิเทศก์นำ Best Practice ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน หรือในเขตพื้นที่ที่ท่านดูแล มานำเสนอ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทาง วิธีการ จะได้เกิดการต่อยอดและพัฒนาองค์ความรู้ได้มากยิ่งขึ้น” รมว.ศธ. กล่าว