ขุดพบ’ตุ๊กตาหินโบราณ’กว่า100ตัว ถูกฝังใต้กำแพงพระบรมมหาราชวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667031

ขุดพบ'ตุ๊กตาหินโบราณ'กว่า100ตัว ถูกฝังใต้กำแพงพระบรมมหาราชวัง

วันศุกร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.07 น.

ขุดพบประติมากรรมหินสลัก ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง

15 ก.ค.65 ศูนย์ข่าวหน่วยราชการในพระองค์ รายงานว่า เมื่อในเดือนกรกฎาคม 2565 มีการปรับปรุงเส้นทางเข้าชมภายในพระบรมมหาราชวัง บริเวณประตูมณีนพรัตน์ ไปยังประตูสวัสดิโสภา ระหว่างการดำเนินการปรับปรุงก่อสร้างได้ขุดพบประติมากรรมหินสลักจำนวนมาก จึงได้ทำการเปิดการขุดค้นทางโบราณคดี จากหลักฐานพบว่า เป็นประติมากรรมรูปบุคคลหลากหลายเชื้อชาติและสัตว์ในเทพนิยาย ซึ่งจารึกที่พบบนประติมากรรมหินสลักบางตัว ระบุเป็นภาษาจีน ว่าทำที่มณฑลกวางตุ้ง มณฑลกวางโจว

จากการสืบค้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ในเบื้องต้นพบว่า ประติมากรรมหินหลักเหล่านี้ ปรากฏในภาพถ่ายเก่าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดับตกแต่งอยู่โดยรอบพระอารามและมีการโยกย้ายในรัชสมัยต่อๆกันมา ซึ่งมีหลักฐานจากภาพที่ตีพิมพ์ในหนังสือทั้งในประเทศและต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ทำการอนุรักษ์ซ่อมแซมประติมากรรมหินสลัก และนำมาประดับในวัดพระศรีรัตนศาสดารามบริเวณตำแหน่งเดิมหรือใกล้เคียงตามหลักฐานที่ปรากฏ

ด้าน ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ (NIDA) ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ที่ใช้ชื่อว่า “Arnond Sakworawich” โดยระบุว่า “การค้นพบตุ๊กตาหินโบราณร่วม 100 ตัวที่ใต้ถนนข้างกำแพงแก้ววัดพระแก้ว  สำนักพระราชวังซ่อมถนนบริเวณกำแพงแก้ววัดพระศรีรัตนศาสดารามฝั่งศาลหลักเมืองและกระทรวงกลาโหม เมื่อทำท่อระบายน้ำและขุดถนนพบตุ๊กตาหินโบราณที่ชำรุดนิดหน่อยนับร้อยตัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ขุดค้นและให้กรมศิลปากรบูรณะให้สภาพดีเยี่ยมดังเดิม ตุ๊กตาหินเหล่านี้น่าจะมาจากเมืองจีนเป็นหินอับเฉาถ่วงท้องเรือใบสำเภาที่เราใช้ค้าขายกับจีน ขาไปบรรทุกหนัก ขากลับมีแต่ของเบาเช่นแพรไหม ใบชา เลยต้องซื้อตุ๊กตาหินถ่วงท้องเรือกลับมากันเรือโคลงเคลง

ผมไปวัดพระแก้วมา เห็นตุ๊กตาหินใหม่เอี่ยมอ่องมาตั้งเพิ่มเต็มไปหมดรอบวัดพระแก้วราวหนึ่งร้อยตัวเลยถามเจ้าหน้าที่ ได้ความว่าทรงพระกรุณาให้กรมศิลปากรขุดค้นข้างกำแพงแก้ว แต่ยังอยู่ในรั้วพระบรมมหาราชวัง แล้วนำมาบูรณะและจัดแสดงในวัดพระแก้ว

อย่าได้นึกว่าเป็นของใหม่หรือทำเลียนแบบของโบราณ แต่เนื่องจากฝังดินมาเป็นร้อยปี การสึกกร่อนจะน้อยกว่าตุ๊กตาหินที่ตากแดดตากลมมาเป็นร้อยปี

ล่าสุด วันนี้ 15 ก.ค.65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายใน วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง พบว่าภายหลังเรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปในโลกออนไลน์ ก็มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ให้ความสนใจเดินทางมาเยี่ยมชมกันเป็นจำนวนมาก

009

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ส่งสาส์นอนุโมทนา พิธีเปิดวัดพระธรรมกายมองโกเลีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666721

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ส่งสาส์นอนุโมทนา พิธีเปิดวัดพระธรรมกายมองโกเลีย

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.56 น.

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ส่งสาส์นอนุโมทนา พิธีเปิดวัดพระธรรมกายมองโกเลีย

พระชาญวิทย์ วรวิชฺโช เจ้าอาวาสพระธรรมกายมองโกเลีย กล่าวว่าเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2565 ที่ผ่านมา วัดพระธรรมกายมองโกเลีย จัดพิธีประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพิธีเปิดป้ายวัดพระธรรมกายมองโกเลีย สถาปนาวัดไทยแห่งแรกในประเทศมองโกเลีย ณ กรุงอูลานบาตาร์ ประเทศมองโกเลีย โดยได้รับความเมตตาจาก พระเดชพระคุณพระศรีสิทธิวิเทศ ที่ปรึกษาสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในเอเซียตะวันออก เดินทางมาเป็นประธานในการเปิดป้ายสถาปนาฯ พร้อมด้วย พระครูวิจิตรอาภากร เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี , พระครูศรีธัญญาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเขียนเขต พระอารามหลวง

ทั้งนี้ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เมตตามอบหมายให้ พระเดชพระคุณพระศรีสิทธิวิเทศ เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการเชื่อมความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนา ณ ประเทศมองโกเลีย ระหว่างวันที่ 6-9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 และอ่านสาส์นอนุโมทนาในพิธีด้วยว่า การเปิดวัดครั้งนี้ เป็นเครื่องอำนวยความสุขมาสู่ผู้เสียสละทรัพย์ภายนอก ให้เจริญงอกงามเป็นอริยทรัพย์ภายใน 7 ประการ กล่าวคือ 1.ศรัทธา 2.ศีล 3.หิริ 4.โอตตัปปะ 5.สุตะ 6.จาคะ และ 7.ปัญญา เพื่อให้วัดเป็นศูนย์รวมแห่งวิถีชีวิตของพุทธบริษัท เพื่อประโยชน์สุข เพื่อสันติ และเพื่อเกื้อกูลแก่มวลมนุษยชาติ เป็นบ่อเกิดแห่งคุณธรรมจริยธรรมของสังคมสืบไป

โดยอานิสงส์ในวิหารทาน ปรากฏในพระวินัยปิฎก จุลลวรรคว่า “การถวายวิหารแก่สงฆ์เพื่อปลีกวิเวก เพื่อความสุข เพื่อเพ่งฌาน และเพื่อเจริญวิปัสสนา พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงสรรเสริญว่าเป็นทานอันเลิศ เพราะเหตุนั้นแล คนผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ตน พึงร่วมสร้างวิหารอันรื่นรมย์ ให้ภิกษุสงฆ์ผู้เป็นพหูสูตอยู่ในวิหารนั้น พึงถวายข้าว น้ำ ผ้า และเสนาสนะ แก่ท่านเหล่านั้น ด้วยใจอันผ่องใส่ในท่านผู้ปฏิบัติตรงเถิด”

ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก พระลามะดัมบาจาว ชอยจินจาว ,ดร.  เจ้าอาวาสวัดจูงฮูเล ดัชชอยลิน รองประธานสมาคมพุทธโลก ประธานสมาคมมิตรภาพมองโกล-อินเดียในมองโกเลีย พร้อมด้วยคณะสงฆ์เถรวาทในมองโกเลีย สามเณรเถรวาทมองโกเลีย รุ่นแรกที่บวชฉลองเปิดวัดในครั้งนี้ และพุทธศาสนิกชนในมองโกเลีย กว่า 100 รูป/คน โดยได้ร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์เจริญจิตภาวนา ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เปิดป้าย “วัดพระธรรมกายมองโกเลีย” ซึ่งวัดไทยเถรวาทแห่งแรกในประเทศมองโกเลีย และมีการร่วมประชุมสนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลกิจการด้านพระพุทธศาสนาในมองโกเลียด้วย

ทั้งนี้ พระลามะดัมบาจาว ชอยจินจาว ได้มีกำหนดเดินทางไปเยือนประเทศไทยในระหว่างเดือนตุลาคมนี้ เพื่อร่วมประชุมสมาคมพุทธโลกและจะเข้ากราบถวายสักการะเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์  ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ  ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามในวันเวลาดังกล่าวด้วย

-005

วัดพระธรรมกายจัดงานบุญวันอาสาฬหบูชา – สงฆ์ทั่วโลก 1 ล้านรูป เจริญพระพุทธมนต์ออนไลน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666701

วัดพระธรรมกายจัดงานบุญวันอาสาฬหบูชา - สงฆ์ทั่วโลก 1 ล้านรูป เจริญพระพุทธมนต์ออนไลน์

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 13.28 น.

วัดพระธรรมกายจัดงานบุญวันอาสาฬหบูชา – สงฆ์ทั่วโลก 1 ล้านรูป เจริญพระพุทธมนต์ออนไลน์ อธิษฐานจิต แผ่เมตตาให้ทุกคนทั่วโลกรอดพ้นและปลอดภัยจากโรคภัย และจุดประทีป-ชวนนั่งสมาธิ ถวายเป็นพุทธบูชา

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกายกล่าวว่า เนื่องในวันอาสาฬหบูชา วันพระ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 วัดพระธรรมกายจัดพิธีบุญเนื่องในวันอาสาฬหบูชา ภาคเช้าพิธีเริ่มเวลา 09.30 น. เป็นพิธีถวายพระอาบน้ำฝนและโคมประทีปและพิธีถวายภัตตาหาร ณ บ้านแก้วเรือนทองคุณยายฯ สภาธรรมกายสากล

ภาคค่ำ เวลา 19.00 น. เป็นพิธีจุดอาสาฬหประทีปถวายเป็นพุทธบูชา ต่อด้วยพิธีเจริญพระพุทธมนต์ “โครงการคณะสงฆ์ทั่วโลกเจริญพระพุทธมนต์ผ่าน ZOOM 1 ล้านรูป” และอธิษฐานจิต แผ่เมตตาให้ทุกคนทั่วโลกสงบร่มเย็นเป็นสุข และปลอดภัยจากโรคทั้งหลาย ท้ายสุดคณะสงฆ์และสาธุชนร่วมกัยฉลองชัย สวดธรรมจักรครบ 4,555,555,555 จบ บูชาพระมหาธรรมกายเจดีย์ และมหาปูชานียาจารย์ ตลอดพิธีมีพระสงฆ์และสาธุชนจากทั่วโลกเข้าร่วมพิธีโดยปฏิบัติตามมาตรการควบคุม และป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด อีกทั้งมีพุทธศาสนิกชนร่วมอนุโมทนาออนไลน์ผ่านทางระบบ ZOOM และช่อง GBN ด้วย

“วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นได้แก่ 1.พระสัมมาสัมพุทธ เจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร 2.เกิดปฐมสาวก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ และได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน 3.เป็นวันที่มีพระรัตนตรัย ครบองค์ 3 คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยเหตุนี้ จึงจุดประทีปแปรเป็นภาพพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภาพพระธรรมจักร อันหมายถึงการประกาศพระศาสนาด้วยการแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรและภาพพระสงฆ์ อันเป็นตัวแทนของการเกิดพระสงฆ์สาวกรูปแรก และขอเชิญร่วมพุทธศาสนิกชนทั่วโลกมานั่งสมาธิเพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในวันอาสาฬหบูชา เข้าพรรษา และมาร่วมสร้างสถิติโลกและสร้างประวัติศาสตร์ให้กับพระพุทธศาสนา ด้วยการส่งภาพนั่งสมาธิเพื่อรวบรวม “สถิติภาพคนนั่งสมาธิมากที่สุดในโลก 1 ล้านภาพ” บันทึกสถิติ Guinness world records โดยส่งภาพได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันสมาธิโลก 6 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ที่ http://meditationphoto.com หรือที่ Line Open Chat : https://bit.ly/1milliongwr” พระครูสมุห์สนิทวงศ์ กล่าว

-005

‘อว.-วธ.’จับมือพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม-ระบบนิเวศนวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666484

‘อว.-วธ.’จับมือพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม-ระบบนิเวศนวัตกรรม

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 12.55 น.

อว. จับมือ วธ. ลงนามพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศนวัตกรรม ด้าน สอวช. เผยแนวทางพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม และ Soft power ของไทย ต่อยอดขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไปสู่ระดับสากล

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศนวัตกรรมทางวัฒนธรรม ด้วยการวิจัยและนวัตกรรม โดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. เป็นผู้ร่วมลงนาม และมีนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นสักขีพยาน ณ หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งในงานยังได้มีการจัดเวทีเสวนาหัวข้อ “การพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมด้วยการวิจัยและนวัตกรรม” โดยมี ดร. กาญจนา วานิชกร รองผู้อำนวยการ สอวช. เป็นวิทยากร ร่วมกับนายกรกต อารมย์ดี ศิลปินศิลปาธร นายสุทธิพงษ์ สุริยะ ฟู้ดสไตลิสท์ระดับโลก และนางวิรยาร์ ชำนาญพล ผู้อำนวยการกลุ่มระบบสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม กรมศิลปากร

ดร.กาญจนา กล่าวถึงมุมมองในการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม ที่บทบาทของการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) จะสามารถเข้าไปสนับสนุนได้ ทั้งในแง่การสร้างมูลค่าเพิ่มและการสร้างคุณค่าใหม่ ตั้งแต่ตาน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ในส่วนของระบบข้อมูลที่กระทรวงวัฒนธรรมมีการจัดเก็บไว้อยู่แล้วในหลายส่วน จะสามารถเข้าไปช่วยได้ในการทำดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อให้สามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และเก็บข้อมูลไว้ได้ในระยะยาว รวมถึงการทำ Cultural map ในด้านศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ที่ประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถาน ศิลปวัฒนธรรม อาหาร เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ฯลฯ ซึ่ง กระทรวง อว. เริ่มทำไปบ้างแล้ว ถือเป็นการทำงานและการบูรณาการในด้านข้อมูลร่วมกัน และเชื่อมโยงลงไปถึงในระดับพื้นที่

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น การใช้ข้อมูลจากการสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) การใช้ดาวเทียมในการถ่ายภาพ ให้เห็นแหล่งอารยธรรม เห็นเส้นทางใหม่ๆ ที่สามารถนำมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราว ที่สร้างความภาคภูมิใจและเข้าถึงชุมชนได้ รวมถึงการเชื่อมโยงไปกับจักรวาลนฤมิต หรือ Metaverse เป็นการถ่ายทอดผ่านสื่อในรูปแบบใหม่ สะท้อนภาพประวัติศาสตร์ เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ไปจนถึงการอนุรักษ์ และส่งต่อศิลปวัฒนธรรมไปยังคนรุ่นต่อไปได้ ที่สำคัญยังสามารถเชื่อมโยงไปยัง e-Market Place ให้เกิดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ในแง่ของการตั้งโจทย์วิจัยเชิงลึก ดร. กาญจนา กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ จะช่วยให้การทำงานวิจัยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยต้องมุ่งไปดูเป้าหมายร่วมใหญ่ๆ ในการขับเคลื่อนร่วมกันทั้ง 2 กระทรวง และถอดออกมาเป็นโจทย์ในการทำงานที่มีการบูรณาการข้ามศาสตร์ เป็นโอกาสในการทำวิจัยที่จะเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังต้องมองถึงการเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรม หรือการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นไปในระดับสากลด้วย

“หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทุนทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปข้างหน้า มีโอกาสในการจ้างงานสูง ซึ่งกระทรวง อว. มีกลไกในการบ่มเพาะนักศึกษาทั้งในมหาวิทยาลัยและนักศึกษาจบใหม่ ให้มีโอกาสเข้าสู่ตลาดงานได้ รวมถึงการต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการสร้างกลยุทธ์ร่วมกัน ในมิติเรื่อง Soft power ทั้งในมุมสังคม ท้องถิ่น และสิ่งแวดล้อม” ดร.กาญจนา กล่าว

สำหรับแนวทางการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ ในด้านการพัฒนากำลังคนและการใช้ประโยชน์ทุนทางวัฒนธรรม มีแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาช่างศิลป์ท้องถิ่นและต่อยอดศิลปะชุมชน การพัฒนากลไกและมาตรการพัฒนากำลังคนตลอดห่วงโซ่คุณค่าของทุนทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อีกทั้งยังมีการพัฒนาหลักสูตร upskill/reskill และการใช้ประโยชน์กำลังคนที่มีศักยภาพสูงของประเทศในด้านวัฒนธรรม (Young Talent Thailand) การพัฒนาผู้ประกอบการและผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมด้วยการวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาเครือข่ายงานวัฒนธรรม และการสนับสนุนนวัตกรรมวัฒนธรรมเพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมอย่างยั่งยืน

ในส่วนของกลไกการส่งเสริมการบริหารโอกาสจากทุนอารยธรรมด้วย อววน. มีการรวบรวมและพัฒนาองค์ความรู้ทุนทางวัฒนธรรม โดยรวบรวมความรู้จากแหล่งต่างๆ และเผยแพร่ด้วยการสื่อสารที่เข้าใจง่าย ออกสู่สาธารณะและประชาชนทั่วโลก มีการวิจัยและพัฒนาเพื่อต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรม ด้วยการส่งเสริมให้นำงานวิจัยไปถ่ายทอด/ต่อยอดขยายผลให้ผู้ประกอบการและชุมชน รวมถึงสนับสนุนให้เอกชนร่วมลงทุนวิจัยต่อยอดงานวิจัย มีการบ่มเพาะและพัฒนาผู้ประกอบการสร้างสรรค์ ผ่านการสนับสนุนการทำงานสร้างสรรค์ให้คนที่มีแนวคิดสร้างสรรค์มาทำธุรกิจร่วมกัน และสนับสนุนให้มี Research coach มีการพัฒนาพื้นที่และเครือข่ายสร้างสรรค์ ส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่/ย่านสร้างสรรค์ในพื้นที่ต่างๆ และสนับสนุนเครือข่ายอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้วย

-005

ก.มหาดไทย ทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลและถวายพระพรในวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666463

ก.มหาดไทย ทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลและถวายพระพรในวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 11.00 น.

กระทรวงมหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลและถวายพระเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ 13 กรกฎาคม 2565

13 ก.ค.65 เวลา 07:00 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลและถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ 13 กรกฎาคม 2565 โดยมี นายชยาวุธ จันทร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายชัยวัฒน์  ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านบริหาร นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายโสภณ สุวรรณรัตน์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ ร้อยโท ทศพล ไชยโกมินทร์ นายอภินันท์ เผือกผ่อง นายชัชวาลย์ ฉายะบุตร นายสันติธร ยิ้มละมัย และนายธวัชชัย ศรีทอง นายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสมเกียรติ ถนอมกิตติ รองอธิบดีกรมที่ดิน นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นางนิศากร วิศิษฏ์สรอรรถ ที่ปรึกษาด้านการบริหารงานจังหวัดและบูรณาการ นายบรรจบ จันทรัตน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย นายทรงกลด สว่างวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ช่วยราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชีระ วงศบูรณะ ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และพุทธศาสนิกชน ร่วมในพิธี

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 30 รูป เพื่อถวายเป็นพระกุศล โดยได้รับเมตตาจาก ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นำพระภิกษุสงฆ์ สามเณร เดินบิณฑบาต เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติฯ เสร็จแล้ว นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพ ถวายราชสักการะ และวางแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระรูป พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย วางแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระรูป พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีฯ กล่าวถวายพระพร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยมีใจความสำคัญว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการ สนองเบื้องพระยุคลบาทอย่างต่อเนื่อง ด้วยพระวิริยอุตสาหะ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่พสกนิกรชาวไทย ยังประโยชน์มหาศาลแก่ปวงชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต การสังคมสงเคราะห์ การสาธารณสุข โดยทรงรับโครงการต่าง ๆ ของสภากาชาดไทย ไว้ในพระอุปถัมภ์หลายโครงการ และทรงจัดตั้งมูลนิธิและโครงการส่วนพระองค์อีกหลายโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” ซึ่งเป็นองค์กรการกุศล ให้การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากจากอุทกภัยหรือภัยพิบัติที่รุนแรง ให้มีขวัญ กำลังใจ และมีชีวิตที่ดีขึ้น โดยได้จัดทำโครงการจัดและแจกถุงยังชีพพระราชทาน โครงการจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน โครงการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย โดยจัดทำบ้าน Knock  down ให้ผู้ประสบภัยได้อยู่อาศัยชั่วคราว และการสร้างบ้านถาวรให้กับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทรงโปรดให้มูลนิธิฯ ได้เป็นสื่อกลางเชื่อมน้ำใจความเอื้อเฟื้อของคนในสังคม ด้วยการจัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือป้องกันการแพร่ระบาดของโรคมอบให้แก่โรงพยาบาล หน่วยงานราชการ และชุมชนต่าง ๆ โครงการช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก สภากาชาดไทย ให้การช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ ทั้งการรักษาพยาบาล ยา และความเป็นอยู่ของผู้ติดเชื้อ พร้อมทั้งจัดตั้ง “กองทุนยาพระวรราชา ทินัดดามาตุ สำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์ สภากาชาดไทย” เพื่อช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลและค่ายาให้แก่ผู้ติดเชื้อที่ยากจน นอกจากนี้ ยังทรงรับสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีไว้ในอุปถัมภ์ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็ก ที่ประสบปัญหาวิกฤตชีวิต ผ่านกระบวนการช่วยเหลือฟื้นฟู สร้างความเข้มแข็ง โดยให้การศึกษาและฝึกอาชีพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสถานภาพให้ยืนหยัดได้ในสังคมอย่างเหมาะสม นับเป็นคุณูปการอันไพศาลและเปี่ยมล้นต่อปวงชนชาวไทยเป็นอเนกอนันต์

“เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันถวายความจงรักภักดี ด้วยการปฏิบัติบูชาผ่านกิจกรรมจิตอาสาเราทำความ ดี ด้วยหัวใจ ในทุกจังหวัด ทั่วประเทศ และร่วมลงนามถวายพระพร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 13 กรกฎาคม 2565 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ ระหว่างวันที่ 12 – 14 กรกฎาคม 2565 โดยพร้อมเพรียงกัน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

มท.ทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ’พระองค์เจ้าโสมสวลี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666460

มท.ทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ'พระองค์เจ้าโสมสวลี'

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 10.52 น.

กระทรวงมหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลและถวายพระเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ 13 กรกฎาคม 2565

เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 13 กรกฎาคม 2565 ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลและถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ 13 กรกฎาคม 2565 โดยมี นายชยาวุธ จันทร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านบริหาร นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย

นายโสภณ สุวรรณรัตน์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ ร้อยโท ทศพล ไชยโกมินทร์ นายอภินันท์ เผือกผ่อง นายชัชวาลย์ ฉายะบุตร นายสันติธร ยิ้มละมัย และนายธวัชชัย ศรีทอง นายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสมเกียรติ ถนอมกิตติ รองอธิบดีกรมที่ดิน นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นางนิศากร วิศิษฏ์สรอรรถ ที่ปรึกษาด้านการบริหารงานจังหวัดและบูรณาการ นายบรรจบ จันทรัตน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย นายทรงกลด สว่างวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ช่วยราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชีระ วงศบูรณะ ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และพุทธศาสนิกชน ร่วมในพิธี

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 30 รูป เพื่อถวายเป็นพระกุศล โดยได้รับเมตตาจาก ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นำพระภิกษุสงฆ์ สามเณร เดินบิณฑบาต เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติฯ เสร็จแล้ว นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพ ถวายราชสักการะ และวางแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระรูป พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย วางแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระรูป พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีฯ กล่าวถวายพระพร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยมีใจความสำคัญว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการ สนองเบื้องพระยุคลบาทอย่างต่อเนื่อง ด้วยพระวิริยอุตสาหะ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่พสกนิกรชาวไทย ยังประโยชน์มหาศาลแก่ปวงชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต การสังคมสงเคราะห์ การสาธารณสุข โดยทรงรับโครงการต่างๆ ของสภากาชาดไทย ไว้ในพระอุปถัมภ์หลายโครงการ และทรงจัดตั้งมูลนิธิและโครงการส่วนพระองค์อีกหลายโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” ซึ่งเป็นองค์กรการกุศล ให้การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากจากอุทกภัยหรือภัยพิบัติที่รุนแรง ให้มีขวัญ กำลังใจ และมีชีวิตที่ดีขึ้น โดยได้จัดทำโครงการจัดและแจกถุงยังชีพพระราชทาน โครงการจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน โครงการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย โดยจัดทำบ้าน Knock  down ให้ผู้ประสบภัยได้อยู่อาศัยชั่วคราว และการสร้างบ้านถาวรให้กับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทรงโปรดให้มูลนิธิฯ ได้เป็นสื่อกลางเชื่อมน้ำใจความเอื้อเฟื้อของคนในสังคม ด้วยการจัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือป้องกันการแพร่ระบาดของโรคมอบให้แก่โรงพยาบาล หน่วยงานราชการ และชุมชนต่างๆ

โครงการช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก สภากาชาดไทย ให้การช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ ทั้งการรักษาพยาบาล ยา และความเป็นอยู่ของผู้ติดเชื้อ พร้อมทั้งจัดตั้ง “กองทุนยาพระวรราชา ทินัดดามาตุ สำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์ สภากาชาดไทย” เพื่อช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลและค่ายาให้แก่ผู้ติดเชื้อที่ยากจน นอกจากนี้ ยังทรงรับสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีไว้ในอุปถัมภ์ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็ก ที่ประสบปัญหาวิกฤตชีวิต ผ่านกระบวนการช่วยเหลือฟื้นฟู สร้างความเข้มแข็ง โดยให้การศึกษาและฝึกอาชีพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสถานภาพให้ยืนหยัดได้ในสังคมอย่างเหมาะสม นับเป็นคุณูปการอันไพศาลและเปี่ยมล้นต่อปวงชนชาวไทยเป็นอเนกอนันต์

“เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันถวายความจงรักภักดี ด้วยการปฏิบัติบูชาผ่านกิจกรรมจิตอาสาเราทำความ ดี ด้วยหัวใจ ในทุกจังหวัด ทั่วประเทศ และร่วมลงนามถวายพระพร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 13 กรกฎาคม 2565 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ ระหว่างวันที่ 12 – 14 กรกฎาคม 2565 โดยพร้อมเพรียงกัน” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้าย

– 006

แกะปม 4 ชีวิต เหยื่อพิษสุรารุนแรง ประสบการณ์เฉียดตายเตือนใจนักดื่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666343

แกะปม 4 ชีวิต เหยื่อพิษสุรารุนแรง  ประสบการณ์เฉียดตายเตือนใจนักดื่ม

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

“วันเข้าพรรษา” ในปี 2565 นี้ตรงกับวันที่ 14 ก.ค. 2565 ซึ่งนอกจากวันดังกล่าวจะเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธ อันเป็นศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือแล้ว ในประเทศไทยยังกำหนดให้เป็น “วันงดดื่มสุราแห่งชาติ” อีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมามีการจัดกิจกรรมรณรงค์ “ลด-ละ-เลิกเหล้า” โดยถือเอาวันเข้าพรรษาเป็นฤกษ์ตั้งต้น ในขณะที่พระภิกษุสงฆ์อาศัยช่วงเข้าพรรษาที่อยู่ประจำวัดใดวัดหนึ่งตลอด 3 เดือน ศึกษาหลักธรรมอย่างจริงจัง ฆราวาสก็สามารถอาศัยช่วงเวลาเดียวกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองให้ห่างไกลจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้

ซึ่งในทุกปีเมื่อใกล้ถึงวันเข้าพรรษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักถึงพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ก็เพิ่งจัดเสวนา เรื่อง “แกะปม 4 ชีวิต..เหยื่อพิษสุรา(รุนแรง)” ณ รร.แมนดาริน สามย่านกรุงเทพฯ ชวนเหยื่อและผู้ที่เคยทำผิดพลั้งซึ่งเชื่อมโยงกับแครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาบอกเล่าบทเรียนไว้เป็นอุทาหรณ์

ประธานเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ เจษฎา แย้มสบาย เล่าว่า ตนและภรรยาขี่รถจักรยานยนต์กลับจากขายของ จอดรอสัญญาณไฟจราจร ถูกรถที่คนขับเมาเหล้าพุ่งชนจากด้านหลัง ลากไปไกล 15 เมตร ได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องกลายเป็นบุคคลทุพพลภาพ ต้องขายทรัพย์สินทุกอย่างเพื่อนำเงินมารักษาตัว ขณะที่คู่กรณีซึ่งยินยอมจ่ายเงินเยียวยา 150,000 บาท แต่ชดเชยให้จริงเพียง 40,000 บาทในเดือนแรก แล้วค่อยๆ ลดเหลือหลักพัน เป็นหลักร้อย สุดท้ายไม่สามารถติดต่อได้

จากคนปกติกลายเป็นคนพิการต้องนั่งวีลแชร์ เจษฎา เคยคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วเพราะรู้สึกว่าเป็นภาระครอบครัว ถึงขั้นพยายามทำร้ายตนเองหลายครั้ง แต่ได้ฮึดสู้เพื่อลูกสาว หลังจากร่วมงานกับมูลนิธิเมาไม่ขับ สสส. ได้เรียนซ่อมโทรศัพท์มือถือ และเปิดร้านรับซ่อมที่บ้าน จนมีรายได้เข้ามาบ้าง จึงอยากฝากว่า “ทุกครั้งที่จับพวงมาลัยขอให้มีสติอย่าประมาท ดื่มไม่ขับ ต้องนึกถึงเสมอว่าอาจเป็นต้นเหตุทำร้ายคนอื่นจนพิการหรือเสียชีวิต”

เช่นเดียวกับ นันทิยา พุ่มสุวรรณ เหยื่อคนเมาที่ก่อความรุนแรงในครอบครัว เผยชีวิตเคยตกนรกทั้งเป็นกับอดีตสามีที่ทั้งชอบดื่มเหล้าและเสพยาเสพติด ซึ่งเมื่อมีอาการเมาไม่ว่าเหล้าหรือยาก็มักจะลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายตน และแม้จะถูกดำเนินคดีฐานเสพยาเสพติด เมื่อออกจากเรือนจำมาอดีตสามีรายนี้ก็ยังไม่เลิกพฤติกรรมเดิมๆ กระทั่งถึงจุดที่ทนไม่ไหวแล้วคือถูกใช้มีดฟันเข้าที่มือจนเส้นเอ็นขาด เคราะห์ดีที่ญาติมาช่วยไว้ได้จึงขอแยกทางแบบลาขาดเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ “หากครอบครัวไหนมีสิ่งเสพติด มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้องมันจะเปลี่ยนจากรักเป็นความรุนแรงทันที”

จากเหยื่อสู่ผู้ที่เคยทำผิดพลาดและไม่อยากให้ใครเดินซ้ำรอย ชัยพฤกษ์ มีแท่ง กล่าวว่า เริ่มหัดดื่มเหล้าตั้งแต่อายุ 14 ปี เพราะมองว่าดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เป็นเรื่องปกติ “พอเข้าเรียนอาชีวะมีเพื่อน มีรุ่นพี่ ชวนกันดื่ม มีการใช้ความรุนแรง รุ่นพี่ให้ทำอะไรพร้อมทำทุกอย่าง แม้กระทั่งการปล้นเพื่อหาเงินซื้อเหล้า” รวมถึงตีรันฟันแทงกับนักศึกษาต่างสถาบัน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตคือ ตนถูกตำรวจจับจากการใช้ปืนยิงคนเพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคู่อริ

ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไป คิดว่าหากในช่วงวัยรุ่นตัดสินใจไม่ดื่ม ไม่คึกคะนอง เหตุการณ์เลวร้ายก็คงไม่เกิด แม้วันนี้จะได้รับอิสรภาพ กลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัว แต่ตราบาปยังติดอยู่ในใจตลอดว่าเราเกือบจะฆ่าลูก ฆ่าพ่อ หรือสามีของครอบครัวคนอื่น “หากย้อนเวลากลับได้คงไม่ทำเช่นนั้น” ได้แต่หวังว่าจะไม่มีใครก้าวพลาดแบบตน ศักดิ์ศรีไม่มีอยู่จริง เพราะในวันที่เราพลาด เราอยู่ในคุก ไม่เหลือใครเลยนอกจากครอบครัว รักเพื่อนได้ต้องรักตนเองด้วย

รวมถึง จักรพันธ์ กลั่นเรืองแสง ที่กล่าวว่า “จากเดิมที่อยากดื่มเพียงเพื่อสังสรรค์ แต่เวลาผ่านไปกลับยิ่งดื่มหนักขึ้นจนเป็นคนติดเหล้า ถึงขั้นต้องดื่มทุกเช้า กระทั่งสุขภาพเริ่มแย่ลง เวียนหัว อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นสีดำ ตาเหลือง หน้าคล้ำ ท้องบวมโต และเมื่อไปตรวจแพทย์ก็ระบุว่าโรคตับแข็ง ซึ่งด้วยความกลัวตายจึงตั้งใจเลิกดื่มอย่างเด็ดขาด” แม้ช่วงแรกมีอาการอยากดื่ม แต่ต้องเอาชนะใจตัวเอง มุ่งมั่นและตั้งใจ เห็นคุณค่าของชีวิต จนสามารถผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ และเลิกดื่มเหล้าได้ในที่สุด “แม้ปัจจุบันต้องทนทุกข์เพราะเหล้าทำลายชีวิต ทำลายตับไปแล้ว ต้องกินยาต่อเนื่อง แต่ก็ยังดีที่ได้ชีวิตใหม่และครอบครัวกลับคืนมา”

รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้มีความสำคัญ นำไปสู่การขับเคลื่อนสังคม กระตุ้นเตือนอันตรายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มไม่ขับ การสกัดนักดื่มหน้าใหม่ และกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มการดื่มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง กลุ่มผู้ดื่มประจำ กลุ่มผู้ดื่มหนัก และกลุ่มเยาวชน

ในเทศกาลเข้าพรรษาปี 2565 นี้ สสส. ขอเชิญชวนให้ประชาชนใช้ช่วงเข้าพรรษา เป็นจุดเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลด ละ เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และลดพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำลายสุขภาพและร่างกาย เพื่อตนเองและครอบครัว!!!

‘People Innovation Hackathon’ ระดมสมองปลดล็อกศักยภาพ‘HR’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666339

‘People Innovation Hackathon’  ระดมสมองปลดล็อกศักยภาพ‘HR’

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับกิจกรรม “People Innovation Hackathon” ซึ่งร่วมจัดโดย HUBBA Thailand, Kincentric. และ BrightSide People ณ Toemsakdi Krishnamra Hall ที่ Sasin School of Management (สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เปิดพื้นที่รวมตัว “People Innovators” ที่มีความสามารถด้าน HR, Business, Design และ Technology และสนใจตอบโจทย์ความท้าทายของ HR ยุคใหม่ โดยงานนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 40 คน ที่ทำการ Hack กับไอเดียนวัตกรรม 11 ไอเดีย

ไอเดียนวัตกรรมเหล่านี้ เน้นไปที่การแก้ปัญหาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ผ่านการใช้ Data ในหลากหลายมิติ เช่น การคาดการณ์ปัญหาเพื่อรักษาพนักงาน การวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ของคนในองค์กร (ONA) การสร้าง Engagement ในช่วง Work from Home การทำ Performance Evaluation โดยที่เห็นพัฒนาการระหว่างทาง และการหางานที่ตรงความต้องการและ Passion สำหรับทั้งผู้ที่เริ่มทำงานแล้วและเด็กจบใหม่ เป็นต้น ระหว่างกิจกรรม Hackathon ผู้เข้าร่วมแต่ละทีมได้รับโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากคณะ Mentors ผู้เชี่ยวชาญที่หลากหลาย

และการตัดสินจากคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ 4 ท่าน คือ คุณเวโรจน์ ลิ้มจรูญ (Group Senior Vice President, Office of CEO, Banpu), คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ (Co-Founder, Techsauce), คุณภาณุวัฒน์ เบ็ญเราะมาน (Chief People Officer, Minor Food and Minor Lifestyle) และ คุณบัญชา ธรรมารุ่งเรือง (CEO & Founder, AMPOS Group) ซึ่ง “ทีมที่ได้รางวัลชนะเลิศ คว้าเงินรางวัล 50,000 บาท คือทีม Happiness” ผู้เล็งแก้ปัญหาภาวะ Burn Out และพัฒนาสุขภาพจิตในในพนักงาน

ทั้งนี้ People Innovation Hackathon เป็น Public Hackathon ที่เจาะปัญหาของ HR ครั้งแรกในประเทศไทย โดย Hackathon นี้มุ่งเน้นในการแก้ปัญหาภายใต้โจทย์ “People Analytics and Data Management” เพื่อสร้างนวัตกรรมที่จะเก็บ จัดการ วิเคราะห์ หรือใช้ประโยชน์จาก Data ในการบริหารศักยภาพมนุษย์ เพื่อยกระดับทุกการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับคน ในองค์กรทุกรูปแบบ

คุณเวโรจน์ ลิ้มจรูญ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) องค์กรผู้สนับสนุนของกิจกรรม People Innovation Hackathon กล่าวชื่นชมความสำเร็จผู้เข้าแข่งขันทุกท่าน ว่า ผู้เข้าแข่งขันทุกคนมีความสามารถ มีศักยภาพ และได้แสดงถึง Passion (ใจรัก), Innovation (สร้างสรรค์),Commitment (มุ่งมั่น) ซึ่งสอดคล้องกับวัฒนธรรมของ Banpu ที่เรายึดถือ ปฏิบัติ ผู้เข้าแข่งขันทุกคนได้เรียนรู้
และได้ประสบการณ์อย่างมากที่จะช่วยส่งเสริมให้เขามีพลังใจในการก้าวไปข้างหน้าเพื่อสร้างนวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ขึ้นต่อไป

People Innovation Hackathon ครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการรวมตัวของชาว HRสายพันธุ์ใหม่ ที่จะขับเคลื่อนการสร้างนวัตกรรมเพื่อยกศักยภาพการบริหารทรัพยากรบุคคลในประเทศไทยและพัฒนาชีวิตการทำงานของเราทุกคนให้ดียิ่งขึ้นไปหากสนใจโปรดติดตามข่าวสารของชุมชนนี้ได้ที่ https://www.facebook.com/PeopleInnovationHackathon

มอง 2 มหาอำนาจเอเชีย‘จีน-ญี่ปุ่น’ ยุทธศาสตร์ช่วยเหลือชาติกำลังพัฒนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666341

มอง 2 มหาอำนาจเอเชีย‘จีน-ญี่ปุ่น’  ยุทธศาสตร์ช่วยเหลือชาติกำลังพัฒนา

วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ต่อให้จะมีนักวิชาการหลายคนบอกว่ามันเป็นเรื่องของความร่วมมือก็ตาม แต่สุดท้ายไม่สามารถปิดกั้นฉากสะท้อนอะไรบางอย่างในเรื่องของการแข่งขันทางยุทธศาสตร์เหล่านี้ได้ แล้วเราก็เห็นว่ามีหลากหลายกระบวนท่าที่จีนและญี่ปุ่นใช้ในการสนับสนุนการขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนโยบายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ Trans-Pacific Partnership (TPP) ที่นำโดยประเทศญี่ปุ่น ก็ถูกจับคู่ให้เป็นคู่แข่งขันกับ RCEP ที่ดูแล้วจีนน่าจะมีอิทธิพลหรือมีบทบาทสูงในฟอรั่มนั้น

ในขณะที่การเกิดขึ้นมาของ Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB) ของประเทศจีน มักจะถูกจับคู่กับ Asian Development Bank (ADB) ที่ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญอยู่เป็นประจำ ดังนั้นต่อให้บอกว่ามันเป็นเรื่องของความร่วมมือที่เปิดกว้างหรืออะไรก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถกลบกระแสที่บอกว่า 2 ประเทศนี้กำลังแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิเศรษฐศาสตร์ไปได้”

รศ.ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ อาจารย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวในช่วงเริ่มต้นของการบรรยายเรื่อง “จีนและญี่ปุ่นที่มีต่อการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาสาธารณูปโภคในไทย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเสวนา“Direk Talk : สายลมแห่งรัฐ (ศาสตร์) : การศึกษารัฐศาสตร์ในโลกยุคใหม่”จัดโดย ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์มธ. เมื่อเร็วๆ นี้

งานศึกษานี้เป็นการมองยุทธศาสตร์ ของจีนและญี่ปุ่นในประเด็นร่วมสมัย เช่น Belt and Road Initiative (BRI) หรือ ที่คุ้นกับชื่อก่อนหน้านี้คือ One Belt One Road (1 แถบ 1 เส้นทาง) ของจีน หรือ Free and Open Indo-Pacific (FOIP : อินโด-แปซิฟิกที่เปิดกว้าง) ของญี่ปุ่น นโยบายเหล่านี้ส่งผลอย่างไรต่อการช่วยเหลือและการพัฒนาที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ (Official Development Assistance : ODA) โดยการให้ความช่วยเหลือทำได้ 3 รูปแบบ คือ 1.เงินให้เปล่า ให้เงินกับประเทศผู้รับไปเลย 2.เงินกู้ผ่อนปรน เช่น คิดดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราทั่วไปในตลาด ให้เวลาผ่อนชำระหนี้ค่อนข้างยาวนาน การชำระหนี้ไม่จำเป็นต้องรีบชำระในส่วนของดอกเบี้ย เป็นต้น และ 3.ความร่วมมือทางวิชาการ

เมื่อวิเคราะห์สาระสำคัญของ “ยุทธศาสตร์ BRI ของจีน” พบว่า ให้ความสำคัญกับ 5 ด้าน คือ 1.การประสานนโยบาย 2.การเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐาน 3.การค้าอย่างไม่มีอุปสรรค 4.การบูรณาการทางการเงิน และ 5.สายสัมพันธ์ของประชาชนถึงประชาชน ซึ่ง “การให้ความช่วยเหลือของจีนจะเน้นไปที่ข้อ 2 หรือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน” อาทิ รถไฟความ เร็วสูง ท่าเรือ ถนน

หลักการของจีนว่าด้วยการช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา จีนนั้นไม่ได้อยู่ใน คณะกรรมการความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (DAC) ซึ่งทำงานภายใต้ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ดังนั้น อาจตีความได้ว่าจีนกำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ด้านเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือประเทศต่างๆ ที่แตกต่างออกไปจากบรรทัดฐานเดิมที่ DAC/OECD วางไว้หรือไม่ ขณะที่ฝ่ายจีนก็ชี้แจงว่า มีหลักการให้ความช่วยเหลือของตนเองมาแล้วตั้งแต่ปี 2507, 2554 และ 2557 โดยครั้งหลังสุดเกิดขึ้นภายหลังการประกาศยุทธศาสตร์ BRI แล้ว

“จีนยึดหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน แล้วก็ไม่มี Political Condition หรือเงื่อนไขเรื่องของการเมืองในเรื่องที่เขาจะให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา อันนี้คือจุดที่จีนยึดมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงในปัจจุบัน เพราะจุดนี้นี่เองที่ทำให้มีลักษณะแตกต่างจากญี่ปุ่นในปัจจุบัน ดังนั้นเขาไม่ได้สนใจและใส่ใจในเรื่องของการไปแทรกแซงกิจการภายในเกี่ยวกับการเมือง” รศ.ดร.สุนิดา ระบุ

ข้างต้นคือจุดยืนที่จีนไม่เปลี่ยนมาตลอดตั้งแต่ปี 2507 แต่จุดที่จีนปรับเปลี่ยนไปบ้างคือเรื่องของผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) มีการปรับในปี 2557 ใช้คำว่า Common Development หรือ Independent Development โดยสรุปคือการยึดผลประโยชน์ของประเทศผู้รับเป็นหลัก ซึ่งเหตุที่ต้องปรับถ้อยคำดังกล่าว เพราะจีนถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่า คำว่าผลประโยชน์ร่วมกันหมายถึงจีนได้มากกว่าประเทศผู้รับความช่วยเหลือ

จากนั้นในปี 2561 นโยบายให้ความช่วยเหลือประเทศต่างๆ ของจีน พบความเปลี่ยนแปลงจากช่วงก่อนหน้า โดยในอดีตจะขึ้นอยู่กับ 3 กระทรวง คือ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลัง แต่นับจากปี 2561 มีองค์กร China International Development Cooperation Agency (CIDCA) เกิดขึ้นมาเพื่อบูรณาการนโยบายแทนกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นแกนกลางเดิม เพื่อต้องการลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการที่จีนออกไปช่วยเหลือประเทศต่างๆ ก็เพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและการค้า-การลงทุนของจีน อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ของจีนก็ยังมีบทบาทอยู่เพราะสัญญาต่างๆ ที่ CIDCA ไปดำเนินการกระทรวงพาณิชย์จะสานงานต่อในทางปฏิบัติ

อีกด้านหนึ่ง “ยุทธศาสตร์ FOIP ของญี่ปุ่น” ให้ความสำคัญกับ 5 ด้าน คือ 1.การส่งเสริมนโยบายกับประชาคมโลกในเรื่องกฎระเบียบการเดินเรือ 2.การค้าที่เสรีและเป็นธรรม 3.การเชื่อมโยงโดยการพัฒนาสาธารณูปโภคที่มีคุณภาพ 4.การบริหารโดยให้ความช่วยเหลือในเรื่องการพัฒนาศักยภาพ และ 5.การเดินเรื่องที่มั่นคงและปลอดภัย ซึ่ง “จุดที่น่าสังเกตคือข้อ 3 ที่ญี่ปุ่นใส่คำว่าคุณภาพเข้ามาด้วย” เพราะสื่อเป็นนัยว่า “ญี่ปุ่นต้องการแข่งขันด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือสาธารณูปโภคกับจีน” โดยฝ่ายหลังมักถูกตั้งคำถามเรื่องคุณภาพเสมอ

สำหรับญี่ปุ่นนั้นเป็นสมาชิกของ DAC/OECD มีหลักการเป็นธรรมนูญการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2535, 2546 และ 2558 เมื่อเข้าสู่การใช้ยุทธศาสตร์ FOIP ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยเฉพาะหลักการเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม การไม่ใช้ความช่วยเหลือที่ได้รับไปในด้านการทหาร ที่ต้องเน้นย้ำคือ “การสนับสนุนค่านิยมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นทำต่อเนื่อง..ซึ่งข้อนี้ทำให้ญี่ปุ่นแตกต่างกับจีน” อนึ่ง ญี่ปุ่นยังมีการเพิ่มค่านิยมใหม่เข้าไป เช่น ความมั่นคงของมนุษย์ บวกกับการให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและประสิทธิภาพในการให้ความช่วยเหลือมากขึ้น

จากนโยบายสู่การปฏิบัติ “กรณีความช่วยเหลือจากจีน” ประเด็นความเป็นเจ้าของของประเทศผู้รับ ยังคง
ขึ้นอยู่กับอำนาจในการเจรจาต่อรอง (Bargaining) เช่น ใน 2 ประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างลาวและกัมพูชา ยังไม่มีความชัดเจนว่าทั้ง 2 ชาติมีส่วนร่วมมากขึ้นกับโครงการพัฒนาจากจีนหรือไม่ขณะที่ประเทศไทย อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง ดูเหมือนจะมีอำนาจต่อรองกับจีน จนทำให้มีส่วนร่วมได้มากกว่าอีกหลายชาติที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า อนึ่ง โครงการช่วยเหลือของจีนพบจุดเด่นที่ความรวดเร็วและไม่ซับซ้อน แต่ก็มีคำถามในเรื่องคุณภาพ

ส่วน “กรณีความช่วยเหลือจากญี่ปุ่น” ประเด็นความเป็นเจ้าของและการมีส่วนร่วมของประเทศผู้รับ ถูกวางไว้เป็นระบบมากกว่า ถึงกระนั้นก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ความเป็นเจ้าของของประเทศผู้รับจะไปมีคววามสัมพันธ์กับการพัฒนาของประเทศผู้รับมาก-น้อยเพียงใดเรื่องประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลยังไม่ชัดเจนหรือแม้แต่อาจกลายเป็นภาระของประเทศผู้รับเสียมากกว่า

ในช่วงท้ายของการบรรยาย รศ.ดร.สุนิดา กล่าวถึงการศึกษากรณีประเทศไทย ประเด็นโครงการรถไฟความเร็วสูงกับการรักษาสมดุล(Balance) ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ซึ่งต้องไล่ย้อนไปดูตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 2557 เวลานั้นมีการพูดถึงการเปิดให้นานาชาติร่วมประมูล (International Bidding) แต่เมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 ประเทศฝั่งยุโรปคว่ำบาตร ส่วนญี่ปุ่นก็สงวนท่าที รัฐบาลโดยคณะรัฐประหารในขณะนั้นจึงต้องเจรจากับจีน

ดังนั้นแทนที่จะเป็นการให้ชาติต่างๆ ประมูลเพื่อเสนอผลประโยชน์ที่ดีที่สุดกับไทย แบบเดียวกับโครงการรถไฟเส้นทางจาการ์ตา-บันดุง ในประเทศอินโดนีเซีย ที่จีนกับญี่ปุ่นแข่งกันประมูลเพื่อให้ได้สิทธิ์ก่อสร้าง กลายเป็นไทยต้องเจรจาเพื่อต่อรองผลประโยชน์กับจีน บวกกับไทยไม่เคยมีเทคนิคและผู้เชี่ยวชาญในการสร้างรถไฟความเร็วสูงมาก่อน ทำให้เกิดความล่าช้าในการก่อสร้างเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย อีกด้านหนึ่ง เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ที่ญี่ปุ่นได้ไป ญี่ปุ่นก็ไม่จำเป็นต้องรีบก่อสร้างเพราะได้ผลประโยชน์แน่นอนแล้วและไทยเองก็ยังไม่มีงบประมาณ

“อย่างไรก็ตาม ไม่ได้บอกว่าประเทศไทยไม่ได้เจรจาอะไรเลย ความล่าช้าต่างๆ ของดีลที่เกิดขึ้นกับประเทศจีนความล่าช้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นในดีลของการก่อสร้าง ก็สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยก็พยายามในระดับสูงเช่นเดียวกันที่จะเจรจากับประเทศจีนให้มากขึ้นเพื่อ Balance (รักษาสมดุล) ผลประโยชน์” รศ.ดร.สุนิดา กล่าว

หมายเหตุ : การบรรยายครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย ซึ่งคาดว่างานวิจัยฉบับเต็มน่าจะสามารถเผยแพร่ได้เร็วๆ นี้ โดยผู้สนใจสามารถสอบถามไปได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ “Direk Jayanama Research Center”

อว.​ ผนึกกำลัง ม.ราชภัฏ​ 38​ แห่ง​ ยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยว โดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666318

อว.​ ผนึกกำลัง ม.ราชภัฏ​ 38​ แห่ง​ ยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยว โดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 17.16 น.

อว.​ ผนึกกำลัง ม.ราชภัฏ​ 38​ แห่ง​ ยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยว โดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาพื้นที่บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่น​ ปีที่ 2

วันที่ 12 กรกฎาคม 2565 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ มหาวิทยาลัยราชภัฏ จัดกิจกรรม “การนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัย แผนงานการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาพื้นที่บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่นปีที่ 2” ณ โรงแรม เซ็นทรา บายเซ็นทาราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ภายใต้แผนงานการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาพื้นที่บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่นปีที่ 2 ทั้ง 7 ภูมิภาค เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในการรักษาอัตลักษณ์ของพื้นที่เข้าสู่ชุมชนและการออกแบบให้ตรงกับความต้องการของตลาด และได้รับเกียรติ​จาก ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็น​ประธานเปิดงานฯ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ให้การต้อนรับ​และกล่าวรายงาน​ฯ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และผู้บริหาร​ ม.ราชภัฏ​เข้าร่วมงานฯ 

ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกล่าวว่า กิจกรรมการนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัย แผนงานการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาพื้นที่บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่น ปีที่ 2” โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. สนับสนุนงบประมาณให้กับเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห่ง ทั่วประเทศ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม โดยใช้องค์ความรู้ และเทคโนโลยีเพื่อยกระดับมาตรฐาน เพื่อเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวของชุมชนเชิงสร้างสรรค์ โดยพัฒนาบนฐานอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการสร้างเศรษฐกิจบริการมูลค่าสูง และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนซึ่งเปรียบเสมือนฟันเฟืองที่สำคัญ 
ในการสร้างความมั่นคง และมั่งคั่งอย่างทั่วถึง 

โดยมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จากแนวคิด BCG Model สู่การยกระดับเศรษฐกิจของประเทศเป็นแนวทางที่รัฐบาลมุ่งเน้นให้หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกันผลักดันและขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการขับเคลื่อนประเทศ ตามแนวทางของรัฐบาล โดยการใช้องค์ความรู้ด้านการวิจัยที่บูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ 

ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาในพื้นที่ที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการร่วมกันพัฒนาท้องถิ่น อีกทั้งยังทำงานในลักษณะเครือข่ายพันธมิตรกับหน่วยงานที่มีบทบาทในการใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ อีกทั้ง กิจกรรมในวันนี้ยังเป็นการสื่อสารเพื่อเชิญชวนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว เป็นต้น เพื่อมาร่วมกันเสวนาถึง การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเพื่อนำไป สู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในฐานะผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ซึ่งเป็นแนวทางที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยได้อย่างแท้จริงตามบทบัญญัติในพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 เครือข่ายอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่งทั่วประเทศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย นักวิจัย และ ทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วน ก่อให้เกิดผลงานวิจัยต่าง ๆ รวมทั้งการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างรายได้ สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชุมชนด้วยการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนผ่านการรักษาอัตลักษณ์ของพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมให้เข้มแข็งด้วยการสนับสนุนทุนวิจัย พัฒนาบุคลากร และพัฒนาระบบนิเวศการวิจัยและ นวัตกรรมตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ ได้สนับสนุนแผนงานวิจัย เรื่อง “การยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาพื้นที่ บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่น ปีที่ 2” โดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์เพื่อ พัฒนาพื้นที่บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่น ได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งการดำเนินงานอาศัยกลไกความ ร่วมมือของเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ ทั้ง 38 แห่งทั่วประเทศ และหน่วยงาน ภาคี ในการยกระดับขีดความสามารถ ของชุมชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เชิงสร้างสรรค์ ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และศิลปวัฒนธรรม เพื่อเพิ่ม มูลค่าทางการท่องเที่ยวโดยชุมชนสำหรับการดำเนินงานได้ต่อยอดจากผลการดำเนินงานในปีแรก โดยมุ่งเน้นที่การพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ในประเภทต่าง ๆ โดยมีความร่วมมือกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในการทดสอบ พัฒนา และรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ได้มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ สู่สาธารณชน ควบคู่ไปกับการส่งเสริม การท่องเที่ยวโดยชุมชนในระดับนโยบาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ที่อยู่บนพื้นฐานของการสร้าง และการใช้องค์ความรู้  ความคิด สร้างสรรค์เชื่อมโยงกับ ทุนทางปัญญา ทุนทางวัฒนธรรม ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2565 วช. ได้สนับสนุนโครงการ “การยกระดับ ศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิง นวัตกรรมเพื่อสร้างคุณค่าอัตลักษณ์ พื้นถิ่นด้วยภูมิปัญญาและนวัตกรรมบน ฐานเศรษฐกิจ BCG”  การบูรณาการต่อยอดให้เกิด ความยั่งยืนด้วยทุนทางทรัพยากรชุมชนสู่ นโยบายการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาประเทศด้วยแนวคิด BCG Model เพื่อเป็นกลไกทางเศรษฐกิจ สำคัญที่ก่อให้เกิดการจ้างงาน การสร้าง อาชีพที่หลากหลาย การหมุนเวียนของ รายได้ การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น รวมถึงความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจใน ชุมชน ท้องถิ่น และภูมิภาคได้อย่างสมดุลอย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ ภายในงานมีการแสดง​นิทรรศการและผลิตภัณฑ์​จากโครงการ​วิจัย​ ภายใต้แผนงานการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาพื้นที่บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่นปีที่ 2 ทั้ง 7 ภูมิภาค​ อาทิเช่น​ ภาคกลาง​ “ผลิตภัณฑ์​กัญชาน้ำผึ้ง​มะนาว​ จากเครือข่าย​กลุ่ม​ศรีอยุธยา” โดยวิสาหกิจ​ชุมชน​ ตำบล​คลอง​จิก​ ภาคเหนือ​ “ผลิตภัณฑ์​ประดิษฐ์​จากเศษผ้า” ภาคอีสาน  “ผลิตภัณฑ์​โทนเนอร์​บัวแดง” และ​ ภาคใต้​ “ทุเรียนกวนห่อกาบหมาก” เป็น​ต้น​ และการนำเสนอ​ภาพรวม​การดำเนินแผนงาน​ โดย​ ดร.สัญชัย​ เกียรติ​ทรงชัย​ ผู้​อำนวยการ​แผนงานวิจัย 

การบรรย​าย ในหัวข้อ​ เรื่อง “การทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย” ในการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวฯ และการเสวนาแนวทางการนำเสนอ​ผลงานวิจัย​ไปใช้​ประโยชน์​ โดย​ วิทยากรจากหน่วยงาน​ต่าง​ ๆ​ สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ นำเสน่ห์ ภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรม บนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่น ชุมชนเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน