เพาะช่าง’โชว์ศักยภาพเครือข่ายด้านศิลปะ เปิดสัมมนาทัศนศิลป์-นิทรรศการนานาชาติ ครั้งที่16

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644919

เพาะช่าง’โชว์ศักยภาพเครือข่ายด้านศิลปะ เปิดสัมมนาทัศนศิลป์-นิทรรศการนานาชาติ ครั้งที่16

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.45 น.

เพาะช่าง’โชว์ศักยภาพเครือข่ายด้านศิลปะ เปิดสัมมนาทัศนศิลป์-นิทรรศการนานาชาติ ครั้งที่16

31 มีนาคม 2565 วิทยาลัยเพาะช่าง เปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการทางทัศนศิลป์และนิทรรศการนานาชาติ ครั้งที่ 16  อย่างเป็นทางการ  โดยได้รับการตอบรับจาก  18 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งศิลปินชั้นครูของไทยเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง  โดยพิธีเปิด ดร.สุชาติ  วงษ์ทอง  อาจารย์ศิลปินด้านจิตรกรรม ได้ลงมือวาดภาพสดๆต่อหน้าประธานในพิธี เป็นภาพการรำกลองยาวที่สะท้อนถึงศิลปวัฒนธรรมประเพณีไทย และได้มอบเป็นที่ระลึกแก่ประธานในพิธี

รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์  รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการทางทัศนศิลป์และนิทรรศการนานาชาติ ครั้งที่ 16 (16th International Art Festival & Art Workshop in Thailand 2022 กล่าวว่า ตามที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เล็งเห็นความสำคัญของงานด้านศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของชาติที่ทรงคุณค่า แม้ว่าแนวทางการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัยของนานาประเทศจะมีอิสระจากแบบแผนประเพณี แต่ก็ยังโดดเด่นด้วยลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมประจำชาติที่แตกต่างกัน  และวิทยาลัยเพาะช่างในฐานะที่เป็นสถานการศึกษาด้านศิลปกรรมและการออกแบบแห่งแรกของไทย ได้ตระหนักในคุณค่าของงานศิลปะดังกล่าว จึงดำเนินการจัดโครงการนี้ขึ้น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมของกันและกัน รวมถึงการนำองค์ความรู้ที่ได้มาจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะนานาชาติในมหาวิทยาลัย

ขณะที่ รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญและเล็งเห็นผลประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับศิลปินนานาชาติและการเผยแพร่การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินอาจารย์ ศิลปินอิสระและศิลปินต่างประเทศ โดยมอบหมายให้วิทยาลัยเพาะช่างจัดโครงการอย่างต่อเนื่องมาเป็นประจำ ปีนี้เป็นปีที่ 16 ด้วยวิทยาลัยเพาะช่างมีความพร้อมทั้งด้านอาคารสถานที่และลักษณะโครงการเป็นประโยชน์กับนักศึกษาโดยตรง

ด้าน ผศ.บรรลุ วิริยาภรณ์ประภาส ผู้อำนวยการวิทยาลัยเพาะช่าง กล่าวว่า วิทยาลัยเพาะช่าง เล็งเห็นความสำคัญของงานด้านศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของชาติที่ทรงคุณค่า แม้งานศิลปะร่วมสมัยของนานาประเทศจะมีความแตกต่างกันแต่ยังโดดเด่นด้วยลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมประจำชาติที่ฝังลึกมานานจนมีความแตกต่างกันในแต่ละชาติ วิทยาลัยเพาะช่างตระหนักถึงคุณค่าของงานศิลปะดังกล่าวจึงดำเนินการจัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการทางทัศนศิลป์และนิทรรศการนานาชาติ ครั้งที่ 16 ขึ้น ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2565 โดยมีศิลปินแห่งชาติ ศิลปินนานาชาติ และศิลปินไทย เข้าร่วมโครงการ จำนวน 18 ประเทศ 153 ท่าน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในศิลปวัฒนธรรมของกันและกัน รวมถึงการวิเคราะห์ สังเคราะห์ องค์ความรู้ที่ได้นำมาจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ โดยผลงานศิลปะที่ได้จากการปฏิบัติการครั้งนี้ จะนำมาจัดนิทรรศการเปิดให้ผู้มี่สนใจทั่วไปเข้ามารับชมได้สองรูปแบบ คือ ทั้ง Virtual Art Exhibition และสามารถเข้าชมงานจริงได้ที่วิทยาลัยเพาะช่าง ในระหว่างวันที่ 4-29 เมษายน 2565 วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 09.00-16.00 น. ณ อาคารพิพิธภัณฑ์เพาะช่างเฉลิมพระเกียรติ

อว.ปลื้มพลิกโฉมมหาวิทยาลัยภาคเหนือ ชู‘แม่ฟ้าหลวง’มุ่งพัฒนาวิจัยแนวหน้าของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644884

อว.ปลื้มพลิกโฉมมหาวิทยาลัยภาคเหนือ ชู‘แม่ฟ้าหลวง’มุ่งพัฒนาวิจัยแนวหน้าของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565, 18.37 น.

อว.ปลื้มพลิกโฉมมหาวิทยาลัยภาคเหนือ ชู‘แม่ฟ้าหลวง’มุ่งพัฒนาวิจัยแนวหน้าของโลก

31 มีนาคม 2565 ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า (อว.) เปิดเผยว่า อว.เดินหน้าผลักดันโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย หรือ Reinventing University ตอบรับกับโลกสมัยใหม่ มหาวิทยาลัย ต้องผลิตคน ผลิตความเป็นเลิศ เพื่อตอบโจทย์ในการพัฒนาประเทศและขีดความสามารถในการแข่งขันระดับประเทศและนานาชาติ นอกจากนี้ยังตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ ซึ่งมหาวิทยาลัยไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง จึงต้องดำเนินการส่งเสริมและผลักดันร่วมกับภาคส่วนต่างๆ อาทิ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนภาคประชาสังคมในพื้นที่ โดยการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยต้องเกิดการบูรณาการตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ ที่ผ่านมาโครงการได้นำร่องไปที่มหาวิทยาลัยภาครัฐ และจะขยายสู่มหาวิทยาลัยเอกชนในอนาคตต่อไป โดยเมื่อ 11 มกราคมที่ผ่านมามติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาเพื่อการอุดมศึกษา” ทำให้สามารถผลักดันส่วนงาน กิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจนสามารถพลิกโฉมมหาวิทยาลัยในวันนี้ สู่การนับหนึ่งและการเปลี่ยนแปลงระบบอุดมศึกษาที่ทัดเทียมในระดับสากล

ด้านนายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี หัวหน้ากลุ่มภารกิจบริหารยุทธศาสตร์ สำนักปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)  กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กลุ่มการพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global & Frontier Research) เห็นผลงานที่ชัดเจนในส่วนของการผลักดันเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก มุ่งการพัฒนามาตรฐานการวิจัย ศักยภาพบุคลากร หน่วยงานและศูนย์ภายในมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นเลิศระดับโลก และเกิดความร่วมมือกับเครือข่ายในระดับนานาชาติ มีผลงานด้านงานวิจัยออกมาเป็นรูปธรรม ซึ่งถือว่าสร้างผลงานได้เกินเป้าหมายที่โครงการฯ ตั้งไว้

ส่วน ศ.ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้เดินหน้าโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย มุ่งสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของอาเซียน เกิดการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยมุ่งเน้นผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ทั้ง อาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา พร้อมพัฒนาความเป็นเลิศทางวิชาการ ผลงานวิจัย เกิดการส่งต่อสู่ภาคสังคม ปัจจุบันมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีผลงานระดับวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์ระดับนานาชาติผ่านโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยไปแล้วหลายโครงการ อาทิ โครงการศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านการวิจัยเชื้อรา และศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทั้ง 2 ศูนย์ดำเนินงานควบคู่โครงการพลิกโฉมฯ โดยวัดผลจากการที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้รับการจัดอันดับและความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติจากการวัดผลเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ศ.ดร.สุจิตรา กล่าวอีกว่า โครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้เดินหน้าการวิจัยและนวัตกรรมสู่นานาชาติ พร้อมก้าวสู่มหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลกผ่านผลงานวิจัย พัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัย ศูนย์ความเป็นเลิศ เกิดการสร้างเครือข่ายร่วมงานกับนานาชาติ ผ่านงบประมาณสนับสนุน 44,054,000 บาท จากกองทุน ววน. (สกสว.) ผลงานโครงการพลิกโฉมเดินหน้าไปกว่า 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ วัดจากผลงานความสำเร็จโครงการ กลุ่มเป้าหมายจำนวนที่ชัดเจนและตัวชี้วัดที่ได้กำหนดมาตรฐานโครงการ กิจกรรมที่สำคัญของโครงการฯ ประกอบด้วย 1. การรับรองมาตรฐานหลักสูตร 2. การสนับสนุนการสร้างเครือข่าย 3. การสร้างคนร่วมมือวิจัยและการสอนกับเอกชน 4. การสนับสนุนการรับรองมาตรฐานงานวิจัย 5. การจัดการ Innovation Day 6. การสนับสนุนรางวัลนักวิจัย สิ่งสำคัญในการสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมุ่งการดำเนินงานทั้งในระดับนานาชาติ และองค์กรเครือข่ายในประเทศ เพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของอาเซียนและในระดับนานาชาติ

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย หรือ Reinventing University ตั้งแต่ปี 2563 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ปฏิรูประบบการบริหารงานภายในมหาวิทยาลัยใหม่ ปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของประเทศและสังคม ผ่านการแบ่งกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาออกเป็น 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย

1.กลุ่มที่มุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global & Frontier Research)

2.กลุ่มที่มุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม (Technology& Innovation)

3.กลุ่มที่มุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ (Area-Based & Community)

4.กลุ่มที่มุ่งยุทธศาสตร์การพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักทางศาสนา (Moral & Intellectual)

5.กลุ่มที่มุ่งยุทธศาสตร์ด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาเฉพาะทาง(Specialized& Professional)

-005

ประกาศ‘กิริณีเทวี’นางสงกรานต์ปี65 พร้อมคำทำนายดวงเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644868

ประกาศ‘กิริณีเทวี’นางสงกรานต์ปี65 พร้อมคำทำนายดวงเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565, 17.40 น.

ประกาศ‘กิริณีเทวี’นางสงกรานต์ปี65 พร้อมคำทำนายดวงเมือง

31 มีนาคม 2565 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดทำภาพวาดนางสงกรานต์ ประจำปี 2565 พร้อมเผยแพร่ประกาศสงกรานต์ของฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ดังนี้…

ปีขาล (ผีเสื้อผู้หญิง ธาตุไม้) จัตวาศก จุลศักราช ๑๓๘๔ ทางจันทรคติ เป็นปกติมาสวาร ทางสุริยคติ เป็นปกติสุรทิน วันที่ ๑๔ เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ ทางจันทรคติตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๕ เวลา ๐๙ นาฬิกา ๔๕ นาที ๔๖ วินาที

นางสงกรานต์ ทรงนามว่า “กิริณีเทวี” ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่วงา พระหัตถ์ขวาทรงขอ พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จยืนมาเหนือหลังกุญชร (ช้าง) เป็นพาหนะ

วันที่ ๑๖ เมษายน  เวลา ๑๓ นาฬิกา ๔๙ นาที ๔๘ วินาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่เป็น ๑๓๘๔ ปีนี้ วันพุธ  เป็น ธงชัย ,วันอังคาร เป็น อธิบดี ,วันอังคาร เป็น อุบาทว์ ,วันพฤหัสบดี เป็น โลกาวินาศ

ปีนี้ วันอาทิตย์  เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก ๔๐๐ ห่า ตกในโลกมนุษย์ ๔๐ ห่า ตกในมหาสมุทร ๘๐ ห่า ตกในป่าหิมพานต์  ๑๒๐ ห่า  ตกในเขาจักรวาล ๑๖๐ ห่า  นาคให้น้ำ ๔ ตัว

เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ ๒  ชื่อ วิบัติ  ข้าวกล้าในภูมินาจะเกิดกิมิขาติ (ด้วงและแมลง) จะได้ผลกึ่งเสียกึ่ง

เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีเตโช (ไฟ) น้ำน้อย

เช็คด่วน! คุรุสภาประกาศผลสอบรับตั๋วครู ครั้งที่ 1/2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644792

เช็คด่วน! คุรุสภาประกาศผลสอบรับตั๋วครู ครั้งที่ 1/2565

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565, 14.49 น.

คุรุสภา ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบรับตั๋วครูครั้งที่ 1/2565 ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ 4 วิชา ผู้เข้าสอบดูผล “ผ่าน-ไม่ผ่าน” ได้ทางเว็บไซต์ สทศ. ส่วนการดูผลคะแนนฯของปี 2564 – 2565 ต้องใช้บริการผ่านระบบออนไลน์ Self-Service ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

วันนี้ ( 31 มี.ค.) รศ.ดร.ประวิต  เอราวรรณ์  เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รักษาการเลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้มอบหมายให้สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. จัดทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1 ประจำปี พ.ศ.2565 ไปเมื่อวันที่ 18- 19 กุมภาพันธ์ 2565 นั้น ขณะนี้นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และ ประธานกรรมการคุรุสภา ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1/2565 แล้ว โดยมีผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบฯ ในแต่ละวิชา ซึ่งมีจำนวน 4 วิชา ดังนี้  วิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร จำนวน 28,551 คน วิชาการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร จำนวน 9,910 คน  วิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา จำนวน 23,136 คน  และวิชาชีพครู จำนวน 15,232 คน ในจำนวนนี้มีผู้ที่สอบผ่านมากกว่า 1 วิชา ซึ่งผู้เข้ารับการทดสอบฯ สามารถตรวจผลการทดสอบฯ ว่า “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” ได้ทางเว็บไซต์ สทศ. https://www.niets.or.th/th/catalog/view/3985

รักษาการเลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ รมว.ศธ.ยังลงนามในประกาศฯ เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์การเทียบเคียงผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1/2565 วิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร มีผู้ผ่านเกณฑ์การเทียบเคียงฯ จำนวน 3 คน และครั้งที่ 2/2565 วิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร จำนวน 5 คน  และวิชาการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร จำนวน 2 คน ทั้งนี้ หากข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังว่า ผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินฯผู้ใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู พ.ศ. 2563 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 คณะอนุกรรมการอำนวยการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการคุรุสภา สามารถยกเลิกผลการทดสอบและประเมินฯ หรือการรับรองการเทียบเคียงผลการทดสอบฯของผู้นั้นได้ และการพิจารณาตัดสินของคณะกรรมการคุรุสภาถือเป็นที่สิ้นสุด
 
รศ.ดร.ประวิต กล่าวด้วยว่า สำหรับการดูผลคะแนนการทดสอบฯ นั้น ทั้งผู้ที่เข้ารับการทดสอบฯ ครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2564 และ ปี พ.ศ.2565 สามารถดูคะแนนสอบของตนเองผ่านระบบ Self-Service ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ โดยปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนแรก สมัครเป็นสมาชิกเข้าใช้งานระบบ Self-Service ที่เว็บไซต์ https://selfservice.ksp.or.th/ksp-esv/index.jbx โดยกรอกข้อมูลส่วนบุคคลและกดปุ่มบันทึก ขั้นตอนที่สอง การตรวจสอบผลคะแนนการทดสอบ โดยกรอกเลขที่บัตรประชาชน รหัสผ่าน และกดปุ่มเข้าระบบ แล้วเลือกเมนูหลัก “มาตรฐานวิชาชีพ” และเลือกรายการ “ตรวจสอบผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะฯ” ในกรณีมีวิชาที่ผลคะแนนการทดสอบไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบฯ ให้ผู้เข้ารับการทดสอบฯสมัครสอบในรายวิชาที่มีผลคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ในการจัดการทดสอบครั้งต่อไป ซึ่งผลการทดสอบฯแต่ละรายวิชาสามารถใช้ได้ไม่เกิน 3 ปีนับจากวันที่ประกาศผล รายวิชาใดเกินระยะเวลาที่กำหนดต้องเข้ารับการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูอีกครั้ง

“สำหรับการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู นั้น ผู้ที่สามารถยื่นขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จะต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติครบ 3 ข้อ ดังนี้ ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครบจำนวน 4 วิชา ผ่านเกณฑ์การประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู และสำเร็จการศึกษาจากสถาบันที่คุรุสภาให้การรับรอง ทั้งนี้ ผู้ที่มีคุณสมบัติครบแล้ว ให้เข้าใช้บริการในระบบออนไลน์ KSP Self – Service จากหน้าเว็บไซต์คุรุสภา www.ksp.or.th เพื่อยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” รศ.ดร.ประวิต กล่าว

วช. หนุน มช. แสดงศักยภาพงานวิจัยมุ่งเป้า การดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์-สาธารณสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644776

วช. หนุน มช. แสดงศักยภาพงานวิจัยมุ่งเป้า การดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์-สาธารณสุข

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565, 14.32 น.

วช. หนุน มช. แสดงศักยภาพงานวิจัยมุ่งเป้า การดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร จากล่างสู่บนปีที่ 2

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สนับสนุนการประชุมวิชาการ เหลียวหลัง-แลหน้า งานวิจัยมุ่งเป้า “การพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร จากล่างสู่บน ปีที่ ๒” ให้แก่ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อนำเสนอสรุปผลการดำเนินการของโครงการวิจัยภายใต้แผนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย การบริหารจัดการแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานระบบบริการสุขภาพ : การพัฒนาระบบบริการเพื่อการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร เป็นปีที่ ๒ โดยมีกำหนดจัดการประชุมแบบ Hybrid ในวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2565 ณ สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมี ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการประชุมวันที่ 31 มีนาคม 2565 และ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์  ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติปราศรัยพิเศษ “บทบาทของ อว. กับการวิจัยและพัฒนาด้านระบบบริการสุขภาพ” 

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล​ กล่าวว่า​ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้ความสำคัญ​เป็นอย่างยิ่งในการให้ความสำคัญ​กับการพัฒนากำลังคนในทุก ๆ มิติ ทั้งในด้านการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูงบุคคลากร​ทางด้านสาธารณสุข​เพื่อทำการวิจัยในระดับพื้นที่​ และระดับประเทศ รวมถึงการสร้างนวัตกรรมที่ส่งเสริมระบบการบริการสุขภาพให้มีประสิทธิภาพในส่วนที่เกี่ยวกับระบบการบริการสุขภาพ​ “การวิจัยพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร”​ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ โดยหวังว่าการการพัฒนาระบบบริการเพื่อการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์ในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบการบริการสาธารณสุข​ ทั้งนี้​ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้มีส่วนสำคัญ​ในการสนับสนุน การพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร จากล่างสู่บน ปีที่ ๒ อย่างต่อเนื่องและครบวงจร ร่วมกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่สามารถขับเคลื่อนนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงภายใต้หน่วยงานการบริหารจัดการทุนวิจัยการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น​ให้ครบคลุมทั่วประเทศ​ โดยใช้องค์​ความรู้​เพื่อพัฒนา​และต่อยอด​ ลดความเหลื่อมล้ำ​ สร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน​และลดความสูงเสีย​ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)​ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลงาน​การวิจัย​ “Spearhead” จะเป็​นประโยชน์​ต่อประชาชน​และสังคมส่งผลการพัฒนาที่ยังยืนต่อประเทศ​ชาติต่อไป​

วันที่ 31 มีนาคม ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีบทบาทสำคัญในการให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยหลักของประเทศ และเป็นหน่วยงานกลางที่ประสานเชื่อมโยงทุกภาคส่วนบนฐานงานวิจัยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งงานวิจัยมีความสำคัญกับการพัฒนาในทุกมิติ งานวิจัยที่ดีจะสามารถช่วยให้การพัฒนาบรรลุเป้าหมายได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เกิดความรู้ใหม่ และแนวทางใหม่ โดย วช. มีกลไกในการส่งเสริม สนับสนุนทุนวิจัย และนวัตกรรม ในรูปแบบต่าง ๆ ครอบคลุมทุกด้าน ทุกสาขาวิชาการ เพื่อการพัฒนาและแก้ปัญหาระดับชาติ จากการดำเนินงานของแผนงาน Spearhead  “การพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร จากล่างสู่บนปีที่ ๒” เป็นรูปแบบใหม่ของการสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยระบบบริการสุขภาพ: การพัฒนาระบบบริการเพื่อการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร และมีการขยายผลงานวิจัยและนวัตกรรมออกไปสู่พื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งถือเป็นงานวิจัยที่มีการกำหนดเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาการบริการสุขภาพของคนไทยในประเทศชาติร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ ภายใต้โครงการวิจัยแบบบูรณาการยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก วช. มาขับเคลื่อนให้เกิดงานวิจัยที่มีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในการเข้าถึงบริการระบบบริการสุขภาพ ที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยมุ่งเป้าไปที่ “การพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร จากล่างสู่บนปีที่ ๒” เป็นการพัฒนาระบบทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องทั้งภาวะฉุกเฉินที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ และจากโรคภัยไข้เจ็บโดยเฉพาะกลุ่มโรคเรื้อรัง ซึ่งถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันระบบยังมีช่องว่างของตัวระบบบริการสุขภาพที่ต้องการการวิจัยพัฒนาในหลายประเด็น

โดยหวังว่าผลของโครงการวิจัยจะเป็นประโยชน์สำคัญในการช่วยลดช่องว่างของระบบบริการที่ยังเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพสำหรับประชาชนทุกระดับ และสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ในการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร การจัดการระบบข้อมูลสารสนเทศมาใช้ในการจัดการบริการสุขภาพตามแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service plan) สู่การยกระดับมาตรฐานระบบบริการสุขภาพให้กับหน่วยบริการสาธารณสุขทุกระดับทั่วประเทศ ให้มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย มีกลไกในการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานสร้างเครือข่ายวิชาการ ด้าน สังคม แผนงานระบบบริการสุขภาพ: การพัฒนาระบบบริการเพื่อการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจรและก้าวสู่ในปีที่ ๓ การพัฒนา​ระบบการเชื่อมต่อ​ข้อมูล​ด้วยระบบเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความมั่นคงและปลอดภัยต่อไป

สำหรับโครงการ “การพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร จากล่างสู่บนปีที่ 2” การพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน สร้างความตระหนักรู้ด้านการแพทย์ให้กับประชาชนและนำไปสู่การพัฒนาทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้และมีส่วนร่วมในการเข้าถึงระบบการบริการสาธารณสุข การนำองค์ความรู้ที่จะได้รับจากโครงการวิจัยในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง และการดูแลคนไข้หลังพ้นระยะฉุกเฉิน เป็นการนำไปสู่แนวทางในการป้องกันลดการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากสภาวะการเจ็บป่วยที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ซึ่งระบบบริการสุขภาพจะเป็นเป้าหมายของการพัฒนาประเทศ การเข้าถึงบริการสุขภาพที่เหมาะสมเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานลดความเหลื่อมล้ำในสังคมเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาต่อประเทศชาติต่อไป

‘ตรีนุช’ เปิดตัวระบบ HRMS – DPA รูปแบบดิจิทัล หวังลดภาระครูหนุนวิชาชีพครูสู่ไทยแลนด์ 4.0

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644621

'ตรีนุช' เปิดตัวระบบ HRMS - DPA รูปแบบดิจิทัล หวังลดภาระครูหนุนวิชาชีพครูสู่ไทยแลนด์ 4.0

วันพุธ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2565, 16.30 น.

วันที่ 30 มีนาคม 2565 ที่อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในการแถลงข่าวเปิดตัวระบบระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management System)  หรือระบบ HRMS พร้อมด้วยระบบการประเมินวิทยฐานะใหม่ (Digital Performance Appraisal) หรือระบบ DPA ซึ่งถือเป็นนโยบายการพัฒนาระบบราชการและการบริหารภาครัฐยุคดิจิทัล และเป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วน (Quick Win) ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายประวิท เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการหารศึกษาขั้นพื้นฐาน  นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายวีระ แข็งกสิการ  รองปลัด ศธ. และโฆษก ศธ. พร้อมผู้บริหารระดับสูง ศธ. เข้าร่วมงาน 

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบายให้ส่วนราชการบูรณาการฐานข้อมูลกลาง Big data ด้านการศึกษาให้สามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลกันได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งตนเห็นว่า สำนักงาน ก.ค.ศ. ในฐานะที่เป็นองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงได้มอบหมายให้มีการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการบริหารงานบุคคลฯ เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายไทยแลนด์ 4.0 รวมถึงได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะใหม่ โดยใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยในกระบวนการประเมิน เพื่อแก้ปัญหาระบบการประเมินแบบเดิม ลดภาระเกี่ยวกับงานเอกสารการประเมิน รวมถึงกระชับเวลาในการประเมินเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้สื่อสารสร้างความเข้าใจให้กับครูมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับการจัดทำระบบ HRMS และระบบ DPA ไม่เพียงเป็นการจัดทำฐานข้อมูลครูทั่วประเทศเท่านั้น แต่ยังนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการพัฒนาครูมืออาชีพอีกด้วย

“ดิฉันเชื่อมั่นว่า การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จะช่วยให้ครูลดภาระ ลดขั้นตอน ลดค่าใช้จ่าย และสามารถใช้เวลาทุ่มเทให้กับการพัฒนาการเรียนการสอน รวมถึงช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้แบบ Active Learning ซึ่งเกิดจากการสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างทักษะกระบวนการคิดขั้นสูงให้กับนักเรียน เพื่อพัฒนาสมรรถนะและความสามารถสำหรับเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ระบบดิจิทัลยังช่วยสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการประเมินวิทยฐานะ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อครูและการศึกษาของไทยทั้งระบบ โดยการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะสามารถตอบสนองความต้องการและจะช่วยครู รวมถึงระบบการศึกษาไทยในภาพรวมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวเสริมว่า “ระบบ HRMS และระบบ DPA นั้น ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา  สำนักงาน ก.ค.ศ. พยายามทำให้ข้อมูลต่าง ๆ ของครู ซึ่งเป็นข้าราชการกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ ได้รับการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ สามารถเชื่อมโยงและดึงข้อมูลไปใช้ ทั้งในเรื่องของการพัฒนาครู การประเมินตำแหน่ง การประเมินเงินเดือน ฯลฯ นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ อาจสามารถนำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์และวางแผนในการผลิตและพัฒนาครูได้ในอนาคต ตอนนี้ ก.ค.ศ. ก็เตรียมพร้อมสำหรับครูที่กำลังจะบรรจุเข้ามาในระบบ โดยเราจะเริ่มใช้ระบบ HRMS นี้เข้ามาบริหารจัดการข้อมูลทะเบียนประวัติต่าง ๆ ทำให้ครูทุกคนสามารถดูทะเบียนประวัติได้ตลอดเวลา ซึ่งระบบ HRMS จะเริ่มใช้ในเดือน เม.ย. นี้ ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงระบบการประเมินวิทยฐานะดิจิทัลโดยอัตโนมัติด้วย ทุกอย่างจะถูกอัพเดทอยู่ในระบบนี้ ทำให้ครูไม่ต้องใช้เวลานอกห้องเรียนไปทำเรื่องเกี่ยวกับทะเบียนประวัติอีกต่อไป และจะทำให้ครูมีเวลาอยู่ในห้องเรียนมากกว่าเดิม ผู้บริหารเองก็สามารถดูรายงานข้อมูลภาพรวมเพื่อนำไปใช้กับการบริหารงานบุคคลเพื่อการจัดการและพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อีกด้วย 

ส่วนระบบ DPA ภายในเดือน ตุ.ค.นี้ ครูจะเข้าสู่ระบบเพื่อช่วยให้ครูสามารถยื่นขอวิทยฐานะได้สะดวกรวดเร็วขึ้น สอดรับกับเกณฑ์การประเมินรูปแบบใหม่ ที่จะเน้นไปที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน แตกต่างจากเดิมที่เน้นการวัดผลลัพธ์จากผลงานวิชาการ ซึ่งวิดีโอการสอนสำหรับการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ จะส่งผ่านระบบ DPA และคณะกรรมการจะประเมินผ่านระบบนี้ เช่นกัน ไม่ต้องทำแฟ้มเอกสารประเมินและเตรียมตัวนำเสนอ ซึ่งจะช่วยลดภาระของครู ลดระยะเวลา และลดภาระของบุคลากรที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้เตรียมแผนการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานระบบดังกล่าว ทั้ง 2 ระบบ ให้แก่ครูทั้งในส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่และโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศได้เข้าใจและสามารถใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“สวนเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลและประวัติส่วนตัวของครู ศธ.ได้ใช้ระบบมาตรฐานของรัฐบาลในการดูแลรักษาความปลอดภัยจากการเจาะข้อมูลหรือแฮกเกอร์ข้อมูลประวัติส่วนตัวของครู ซึ่งบอร์ด ก.ค.ศ. ก็อนุมัติข้อกำหนดในการรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆมาเป็นข้อกำหนดของศธ.เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ระบบทุกอย่างพร้อมใช้แล้ว” เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าว

‘ตรีนุช’รอดูผลงาน ประเมินโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงศธ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644586

‘ตรีนุช’รอดูผลงาน ประเมินโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงศธ.

วันพุธ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2565, 15.05 น.

‘ตรีนุช’รอดูผลงาน ประเมินโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงศธ.

30 มีนาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เน้นย้ำให้ผู้บริหารศธ. ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และศธ. รวมถึงให้มีการติดตามการทำงานนโยบายในพื้นที่ ซึ่งส่วนตัวก็ยังไม่มีการพิจารณาปรับตำแหน่งหรือโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง ศธ.โดยขอให้แต่ละคนได้ทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด ขอดูผลงานของแต่ละคนอีกนิดหนึ่ง ก่อนประเมินภาพรวมอีกครั้ง

“ตอนนี้ยังไม่มีการปรับหรือขยับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นระดับ10 หรือ 11 ให้เวลาแต่ละคนได้ทำงานให้เต็มที่ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการย้ายผู้บริหารระดับ 10 อีกรอบนั้น ตอนนี้ยังไม่มี ให้เวลาเขาทำงานและขอดูผลงานอีกนิดหนึ่งก่อน” น.ส.ตรีนุช กล่าว

‘ตรีนุช’ปัดตอบ กลุ่มน.ร.มอบพวงหรีด หลังทำงานครบ 1 ปี ชี้เดี๋ยวสงกรานต์จะร้อนกว่านี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644560

‘ตรีนุช’ปัดตอบ กลุ่มน.ร.มอบพวงหรีด หลังทำงานครบ 1 ปี ชี้เดี๋ยวสงกรานต์จะร้อนกว่านี้

วันพุธ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2565, 13.14 น.

‘ตรีนุช’ ปัดตอบ กลุ่มน.ร.มอบพวงหรีดหลังทำงานครบ 1 ปี บอก เดี๋ยวสงกรานต์จะร้อนกว่านี้!!  ชี้ 1 ปีที่ผ่านมาพยายามทำงานเชื่อมโยง ตั้งทีม 12 ผู้ตรวจฯตามงาน 5 นโยบายเร่งด่วนศธ.

วันที่  30 มีนาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  กล่าวเปิดการประชุม ขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลประเด็นนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตอนหนึ่งว่า ศธ.เป็นกระทรวงใหญ่มีภารกิจซึ่งเป็นที่คาดหวังของสังคม ในการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ อย่างไรก็ตามตลอด1 ปี ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการศธ. พยายามบูรณาการการทำงานให้เกิดความเชื่อมโยงโครงการต่าง ๆ ตามนโยบายเร่งด่วน 5 เรื่อง คือ 1.โครงการพาน้องกลับมาเรียน ค้นหา ติดตามเด็กตกหล่นและออกกลางคันกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา 2.โรงเรียนคุณภาพ 3.อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ 4.ความปลอดภัยในสถานศึกษา และ 5.หนี้สินครู เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาคุณภาพการศึกษา ภายใต้บริบทสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  หรือ โควิด-19 ซึ่งการขับเคลื่อนทั้ง 5 เรื่องนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกันดูแลผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเต็มที่ จึงประสบผลสำเร็จ

“ใน 1 ปีที่ผ่านมา ดิฉันและผู้บริหารศธ. พยายามหาจุดเน้น ว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถขับเคลื่อนการทำงานได้รวดเร็วมากที่สุด จึงเกิดเป็นนโยบายเร่งด่วนทั้ง 5 เรื่อง ที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนในพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลประเด็นนโยบายเร่งด่วนตามนโยบายของศธ.ขึ้น ประกอบด้วย คณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลประเด็นนโยบายเร่งด่วน ระดับเขตตรวจราชการ และคณะกรรมการประสานงานและบริหารจัดการ”  น.ส.ตรีนุช กล่าว  

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลประเด็นนโยบายเร่งด่วน ระดับเขตตรวจราชการ โดยมีผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง 12 คน เป็นประธานกรรมการ แบ่งตาม 18 เขตตรวจราชการที่แต่ละคนดูแลอยู่ มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการลงพื้นที่ติดตาม ประเมินผล และสื่อสารสร้างความเข้าใจใน 5 นโยบายเร่งด่วน  เนื่องจากศธ.เป็นกระทรวงใหญ่ แต่ละพื้นที่มีบริบทที่แตกต่างหลากหลาย ดังนั้น จึงได้เน้นย้ำว่าการลงพื้นที่ต้องมีรูปแบบการติดตามที่หลากหลายเน้นสภาพจริง และไม่เป็นทางการ เพื่อไม่เป็นภาระกับหน่วยงานในพื้นที่ รวมถึงขอให้นำเสนอปัญหา อุปสรรคและแนวทางแก้ไข เพื่อที่ศธ. จะได้นำไปวางแนวทางเชื่อมโยงกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) ในการบูรณาการแก้ปัญหาร่วมกัน อาทิ ศธ.มีโรงเรียนในกำกับทั่วประเทศค่อนข้างมาก ภายใต้งบประมาณที่จำกัดจะทำอย่างไรให้การใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาจไม่จำเป็นต้องใช้แนวทางควบรวมโรงเรียนเท่านั้น พื้นที่เองก็สามารถเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับบริบท สามารถจัดการสอนได้อย่างประสิทธิภาพ 

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า ในระยะแรกตั้งแต่เดือนเมษายน นี้ คณะกรรมการฯ จะลงพื้นที่ติดตามประเมินผล 5 ประเด็น นโยบายเร่งด่วน โดยมีการติดตามและรายงานผลการติดตามจำนวน 2 ครั้ง คือ หลังเทศกาลสงกรานต์ และก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 เพื่อให้ได้ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในการดำเนินการโครงการให้มีประสิทธิภาพและทันเปิดเรียนในเดือนพฤษภาคม นี้

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี กลุ่มเยาวชนปฏิวัติ เดินทางมาแสดงความยินดีกับการรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการครบ 1 ปี พร้อมวางพวงหรีดและแสดงสัญลักษณ์ โดยนำเชือกมารัดคอตัวเอง และสาดสีบริเวณกำแพงหน้ากระทรวงศึกษาธิการ นั้น น.ส.ตรีนุช  ยิ้ม แต่ไม่ตอบ พร้อมกับบอกว่า “โอเค เดี๋ยวสงกรานต์จะร้อนกว่านี้“

อาชีวะอุบลฯ รวมพลังแกนนำครูวางแผนสู่ยุทธศาสตร์พัฒนาสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644494

อาชีวะอุบลฯ รวมพลังแกนนำครูวางแผนสู่ยุทธศาสตร์พัฒนาสถานศึกษา

วันอังคาร ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.59 น.

อาชีวะอุบลฯ รวมพลังแกนนำครูวางแผนสู่ยุทธศาสตร์พัฒนาสถานศึกษา มุ่งเป้ายกระดับคุณภาพผู้เรียน ครู และสถานศึกษาสู่มาตรฐานสากล

วันนี้ 29 มีนาคม 2565 นางสาวเพ็ญใจ ชัยวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร นางสาวธนิดา วรรณแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ  นำตัวแทนครู ที่ทำหน้าที่พิเศษในตำแหน่ง หัวหน้างานในฝ่าย หัวหน้าแผนกวิชา  ร่วมระดมสมองแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นร่วมกันในการวางแผนการบริหารจัดการอาชีวศึกษา ภายใต้โครงการ “ประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนยุทธศาสตร์วิทยาลัย พ.ศ. 2566 – 2569”  ระหว่างวันที่ 28 – 29 มีนาคม 2565 มี ดร.อนันต์ หอมพิกุล อดีตผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ วิทยาลัยสารพัดช่างอุบลราชธานี วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ บรรยายให้ความรู้และเป็นที่ปรึกษาในการวางแผนจัดทำยุทธศาสตร์วิทยาลัยเพื่อขับเคลื่อนการบริหารสถานศึกษาสู่การพัฒนา 

ทั้งนี้ตัวแทนครู และบุคลากรในสถานศึกษา ต่างร่วมกันระดมสมอง วางแผนการทำงาน กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์การพัฒนา สู่ยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์ในบริหารงาน ตลอดจนกำหนดแผนงานหรือโครงการสำคัญที่จะต้องจัดทำ ในปี 2566 – 2569 เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและสถานศึกษาให้ได้คุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล โดยพันธกิจการพัฒนาสถานศึกษาที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี จะต้องขับเคลื่อนสู่การพัฒนามีทั้งหมด 4 ข้อ 

ได้แก่ 1.มุ่งผลิตกำลังคนด้านวิชาชีพให้ได้มาตรฐานการอาชีวศึกษา 2.ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการจัดการเรียนการสอน 3. ส่งเสริมผู้เรียนให้มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานและเป็นผู้ประกอบการ และ 4.ยกระดับคุณภาพสถานศึกษาสู่มาตรฐานสากล ซึ่งปัจจุบันสถานศึกษาถือว่ามีคุณภาพได้มาตรฐาน โดยผ่านการประเมินนานาชาติระดับภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก หรือ APACC ในระดับเหรียญทอง (Gold)  จาก Colombo Plan Staff College for Technician Education (CPSC) ซึ่งจะต้องพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานเหรียญทองสู่ระดับสูงขึ้น คือระดับแพลทินัม (Platinum) ต่อไป

‘ตรีนุช’เผย ครม.ไฟเขียวตั้ง’วีระ’นั่งโฆษกศธ. ชี้เหมาะสมเข้าใจเนื้องาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644421

'ตรีนุช'เผย ครม.ไฟเขียวตั้ง'วีระ'นั่งโฆษกศธ. ชี้เหมาะสมเข้าใจเนื้องาน

วันอังคาร ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2565, 16.28 น.

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติรับทราบตามที่ ศธ.เสนอการแต่งตั้ง นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัด ศธ.เป็นโฆษก ศธ.เนื่องจาก นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) ได้ขอลาออกจากตำแหน่งโฆษก ศธ.ดังนั้น เพื่อให้การประชาสัมพันธ์เผยแพร่นโยบายรัฐบาล และนโยบายของ รมว.ศธ.ตลอดจนผลการดำเนินงานของ ศธ.เป็นไปอย่างคล่องตัว จึงได้แต่งตั้งนายวีระ เป็นโฆษก ศธ.ซึ่งตนได้ลงนามคำสั่งที่ สร 149/2565 เรื่อง แต่งตั้งโฆษก ศธ.ลงวันที่ 16 มีนาคม 2565 แล้ว

ทั้งนี้ ตนมองว่า นายวีระ มีความเหมาะสม เพราะเคยทำงานด้านการประชาสัมพันธ์งานของ ศธ.อยู่แล้ว จึงคิดว่านายวีระ มีความเหมาะสมที่จะเข้ามาช่วยงานประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจ และรับรู้นโยบายของ ศธ.ได้เป็นอย่างดี

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในที่ประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำว่า หลังจากที่ 7 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ ศธ.ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงการบูรณาการความร่วมมือ 7 กระทรวง : การพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต (กลุ่มเด็กปฐมวัย และผู้สูงอายุ) พ.ศ.2565 – 2569 เพื่อร่วมกันส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มเด็กปฐมวัย โดยร่วมกันผลักดัน ในระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมนั้น นายกฯ อยากให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องนำเรื่องดังกล่าวไปขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ซึ่ง ศธ.จะนำเรื่องดังกล่าวมาหารือร่วมกันและวางแผนการทำงานให้สอดรับกับการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิตต่อไป