ธ.ก.ส จับมือม.เกษตรฯ จัดสัมมนา ฟาร์มสุกรแนวใหม่สู้ภัย ASF

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634391

ธ.ก.ส จับมือม.เกษตรฯ จัดสัมมนา  ฟาร์มสุกรแนวใหม่สู้ภัย ASF

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณรงค์ ขันติวิริยะกุล ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดงานสัมมนา “การจัดการฟาร์มสุกรแนวใหม่สู้ภัย ASF” โดยมี รศ.ดร.ลดาวัลย์ พวงจิตร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เข้าร่วมกิจกรรม

งานสัมมนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงสุกรขุนและแม่พันธุ์ ฟาร์มมาตรฐาน ตลอดจนปัจจัยความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจฟาร์มสุกร เพิ่มคุณภาพและลดความเสี่ยงในการเลี้ยงสุกรภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค African Swine Fever (ASF) ให้แก่ Smart Farmer
ผู้ประกอบการ SME เกษตรกรลูกค้าผู้เลี้ยงสุกรขุนและแม่พันธุ์ รวมถึงพนักงาน ธ.ก.ส. กว่า 350 ราย นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook page : KURDI NEWS และ Facebook page :
BAAC SME & Startup สำหรับผู้ที่สนใจ ซึ่งทาง ธ.ก.ส. และมก. มุ่งสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามโมเดล BCG Economy ด้วยการเชื่อมโยงภาคีเครือข่าย
ให้กับภาคเกษตรไทย สร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ณ คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อเร็วๆ นี้

‘อรรถพล’ร้อง’ตรีนุช’ขอเยียวยานั่งเลขาธิการ สกสค.คนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634323

'อรรถพล'ร้อง'ตรีนุช'ขอเยียวยานั่งเลขาธิการ สกสค.คนใหม่

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 13.49 น.

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 นายอรรถพล ตรึกตรอง อดีตเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้ยื่นหนังสือถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เพื่อขอให้เร่งรัดการเยียวยาตามผลคำพิพากษาศาลปกครอง กรณี การสรรหาเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เมื่อปี 2562 ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษา เพิกถอนเฉพาะส่วน คำสั่งแต่งตั้งให้ นายณรงค์ แผ้วพลสง เป็นเลขาธิการ สกสค.ซึ่งคณะกรรมการ สกสค.ขณะนั้นมี นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานบอร์ด ได้มีมติดำเนินการสรรหาเลขาธิการ สกสค.ใหม่ และให้ นายณรงค์ สละสิทธิ ทั้งที่ศาลมีคำสั่งออกมาแล้วให้เพิกถอนเฉพาะส่วนคำสั่งแต่งตั้งนายณรงค์ไปแล้ว โดยไม่ได้สั่งเพิกถอนกระบวนการสรรหาเลขาธิการ สกสค.ในขณะนั้น ดังนั้น ตนซึ่งมีชื่อเป็นหนึ่งใน 2 คนที่ผ่านกระบวนการสรรหามาอย่างถูกต้อง จึงเหลือเพียงรายชื่อเดียวที่จะต้องได้รับการพิจารณาว่าจะได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ สกสค.หรือไม่

“บอร์ด สกสค.ขณะนั้น ไม่ได้นำประเด็นมาหารือ แต่กลับให้มีการสรรหาใหม่ และได้ นายธนพร สมศรี มาเป็นเลขาธิการ สกสค.ในเวลานั้นผมไม่อยากให้ ศธ.เสียชื่อเสียง เพราะเห็นว่าบอบช้ำกันมามากแล้วจึงไม่ได้ดำเนินการคัดค้าน แต่ตอนนี้ตำแหน่งเลขาธิการ สกสค.ว่างลงแล้ว จึงอยากให้ น.ส.ตรีนุช นำเรื่องของผมเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด สกสค.ว่าจะแต่งตั้งให้ผมเป็นเลขา สกสค.หรือไม่ หากบอร์ดไม่เห็นชอบก็ต้องมีเหตุผลที่ดีรองรับว่าไม่เห็นชอบเพราะอะไร เพราะผมได้ผ่านกระบวนการสรรหามาอย่างถูกต้องโดยตลอด หากบอร์ด สกสค.มีมติแต่งตั้งผมเป็นเลขาธิการ สกสค.ก็สามารถทำสัญญาจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการสรรหาใหม่” นายอรรถพล กล่าว

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หากที่ประชุมบอร์ด สกสค.มีมติไม่แต่งตั้งตนเป็นเลขาธิการสกสค.คนใหม่ ตนก็จะขอฟังเหตุผลก่อน และจะพิจารณาอีกทีว่าจะขอความเป็นธรรมจากศาลหรือไม่ แต่ส่วนตัวเชื่อว่า น.ส.ตรีนุช เป็นคนมีเหตุมีผลจะให้ความเป็นธรรมแก่ตนได้

จับโป๊ะ‘มือปืนรับจ้าง’รับงานมั่วสอบ‘ครูผู้ช่วย’ ฟันโทษหนักตัดสิทธิ์สอบราชการตลอดชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634259

จับโป๊ะ‘มือปืนรับจ้าง’รับงานมั่วสอบ‘ครูผู้ช่วย’ ฟันโทษหนักตัดสิทธิ์สอบราชการตลอดชีวิต

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 08.33 น.

จับโป๊ะ‘มือปืนรับจ้าง’รับงานมั่วสอบ‘ครูผู้ช่วย’ ฟันโทษหนักตัดสิทธิ์สอบราชการตลอดชีวิต เผยพบผู้เข้าสอบติดโควิดหลายสนามสอบ แต่ไม่ติดสิทธิ์ สยบดราม่า!ยันข้อสอบไม่ยากเกินไป

9 กุมภาพันธ์ 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ดำเนินการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยทั่วไป สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปี 2564 ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยให้ผู้มีสิทธิสอบเลือกสอบในจังหวัดที่อาศัยอยู่ปัจจุบันหรือที่ทำงานปัจจุบัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเพื่อไม่ให้ เกิดการเคลื่อนย้ายของผู้เข้าสอบที่ต้องเดินทางไปสอบในจังหวัดที่ได้ยื่นใบสมัครไว้ 

ทั้งนี้ สพฐ. ดำเนินการจัดสอบข้อเขียน ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป ไปเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2565 และ ภาค ข มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2565 พร้อมกันทั่วประเทศ 77 จังหวัด โดยมีผู้มีสิทธิ์สอบรวมทั้งสิ้น จำนวน 173,976 คน  ในจำนวนนี้มีผู้มาเข้าสอบประมาณ 80%  จัดสอบใน 71 กลุ่มวิชา จัดสนามสอบทั่วประเทศ 266 สนามโดยมีตำแหน่งว่าง 11,877 อัตรา และจะประกาศผลสอบไม่เกินวันที่ 22 ก.พ.นี้

นายอัมพร กล่าวว่า จากการจัดสอบที่ผ่านมาพบว่าที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีผู้เข้าสอบ 1 ราย ทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมมาเข้าสอบแทนกัน เมื่อเจ้าหน้าที่คุมสอบจับได้ และตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่าคนที่ต้องเข้ามาสอบตัวจริงเป็นครูอัตราจ้าง และเป็นคน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่คนที่มาเข้าสอบแทน เป็นคนจาก จ.มหาสารคาม และกำลังตรวจสอบว่าคนที่มาเข้าสอบแทนนั้นเป็นข้าราชการด้วยหรือไม่ หากพบว่าเป็นข้าราชการก็ต้องถูกสอบวินัยด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สพฐ.ได้ตัดสิทธิ์การสอบของทั้งสองคน และเลิกจ้างครูอัตราจ้างที่ให้คนมาสอบแทนด้วยแล้ว ทั้งนี้ ทั้งสองคนจะไม่มีสิทธิ์สอบเข้ารับราชการได้อีกตลอดชีวิต

“ที่ผ่านมา ศธ.มีการกำชับมาโดยตลอดว่าในการดำเนินการจัดสอบครูผู้ช่วยฯจะต้องไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้น แต่ก็ยังมีช่องทางการทุจริตเกิดขึ้นอีก เราห้ามไม่ได้ แต่เราก็สามารถจับคนทำผิดได้ หรือป้องกันได้ก็ถือว่าดี  อย่างไรก็ตาม ผมได้รายงานเรื่องนี้ให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.รับทราบเบื้องต้นแล้ว ว่าพบมือปืนรับจ้างมาเข้าสอบครูผู้ช่วยแทนกัน  ซึ่งท่านก็บอกให้ดำเนินการเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และดำเนินการอย่างเต็มที่  และในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะเรียกผู้กระทำผิดทั้งสองคนไปให้ปากคำเนินคดีต่อไป” นายอัมพร กล่าว

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ในการจัดสอบครูผู้ช่วยทั้ง 2 วันที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หลายสนามสอบ อาทิ จ.ชลบุรี  จ.น่าน แต่ทางสนามสอบก็ไม่ได้ตัดสิทธิ์การสอบ โดยทางสนามสอบได้แยกห้องสอบให้ผู้ติดเชื้อสอบได้สอบ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผู้สอบเสียสิทธิ์

นายอัมพร กล่าวถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษในการสอบครูผู้ช่วย คำว่า Emergency Room ที่มีผู้สอบครูผู้ช่วยหลายคน แปลว่า โรงเรียน หรือสระว่ายน้ำนั้น ก็ถือว่าเป็นนานาจิตตังในการแปล ดังนั้น คนที่ออกข้อสอบก็ต้องรับไปพิจารณาประเด็นในการตีความของข้อสอบนั้น ส่วนที่มีเสียงวิจารณ์ต่อว่า Emergency Room ยังแปลไม่ได้ แล้วจะไปสอนเด็กได้อย่างไร นั้น เรื่องนี้ตนไม่ขอออกความเห็น ซึ่ง สพฐ.อาจจะให้มหาวิทยาลัยมีการรวบรวมข้อมูลว่าผู้สอบจบจากสถาบันไหน ซึ่งถึงแม้จะไม่เป็นผลดีกับทางมหาวิทยาลัย แต่บางที่ก็อาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวมหาวิทยาลัย แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของคนที่มาสอบหรือเปล่า เราจึงไม่กล้าก้าวล่วง ส่วนที่มีผู้เข้าสอบบ่นว่าข้อสอบยากนั้น ก็เป็นธรรมชาติของการสอบ ที่มีทั้งคนที่บอกว่าข้อสอบง่าย อีกคนบอกปานกลาง บางคนบอกข้อสอบยาก แต่มาตรฐานข้อสอบก็ต้องมีคนสามกลุ่มนี้อยู่แล้วที่ร่วมเข้าสอบ

ห่วง‘สังคมสูงวัย’ทำผู้ป่วยติดเตียงเพิ่ม แพทย์-นักวิชาการชี้ไทยต้องเตรียมรับมือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634143

ห่วง‘สังคมสูงวัย’ทำผู้ป่วยติดเตียงเพิ่ม  แพทย์-นักวิชาการชี้ไทยต้องเตรียมรับมือ

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ภาคีเครือข่ายสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีเสวนาออนไลน์ หัวข้อ “อนาคตสังคมผู้สูงอายุไทย ก้าวต่อไปอย่างไรบนความท้าทาย” โดย นพ.ภูษิต ประคองสาย เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย(มส.ผส.) กล่าวว่า ปี 2565 ประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) มีประชากรอายุ60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ

และอีก 9 ปีข้างหน้า ในปี 2574 จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้มีผู้สูงอายุกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง ประมาณร้อยละ 3หรือ 4 แสนคน จากผู้สูงอายุที่มีอยู่ประมาณ 13 ล้านคนดังนั้นโจทย์ใหญ่คือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเตรียมพร้อมรับมือวางโครงสร้างกับสังคมผู้สูงอายุระยะยาว

ศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานผู้สูงอายุพบความหลากหลายในชีวิตประจำวัน ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ 1.รายได้ไม่เพียงพอ 2.ไม่มีหลักประกันสุขภาพ และ 3.สภาพแวดล้อมในบ้านและสังคมไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิต ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากพื้นฐานชีวิต เช่น ได้รับการศึกษาที่ไม่สูง ไม่รู้วิธีการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการต่างๆ นโยบายไม่ตอบโจทย์ต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน และในอีก 20 ปีข้างหน้าพบผู้สูงอายุมีแนวโน้มครองโสด ไม่มีครอบครัว ไม่มีลูก หรือมีลูกน้อยลง

การจัดทำนโยบายดูแลคุณภาพชีวิตให้ครอบคลุมทุกกลุ่มจึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะในอนาคตจะมีผู้สูงอายุที่มีภาวะเปราะบางทางเศรษฐกิจและสุขภาพ 7 กลุ่ม คือ1.ผู้สูงอายุที่ผู้พิการ-ทุพพลภาพ 2.ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม 3.ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง-ไร้บ้าน 4.ผู้สูงอายุยากจน 5.ผู้สูงอายุที่มีปัญหาสถานะบุคคล 6.ผู้สูงอายุที่ย้ายถิ่นกลับบ้าน และ 7.ผู้สูงอายุที่มีความหลากหลายทางเพศ ทั้งนี้ ระยะสั้นตนมีข้อเสนอให้กำหนดนโยบายเรื่องหลักประกันด้านรายได้มาตรการบำนาญให้เป็นเป้าหมายของสังคมที่ชัดเจน

อีกทั้งควรปรับปรุงให้เป็นแผนใหญ่พร้อมดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามามีส่วนร่วมออกแบบเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ส่วนระยะกลางต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเตรียมความพร้อมดูแลผู้สูงอายุที่จะย้ายถิ่นกลับด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ซึ่งการดูแลให้ความช่วยเหลือจะต้องบูรณาการหลายภาคส่วน โดยอาจต้องนำแนวคิดเรื่องการอยู่อาศัยในที่เดิมมาวางแผนเรื่องการออกแบบที่อยู่อาศัยใหม่ เพื่อทำให้ผู้สูงอายุในท้องถิ่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

‘มหิดล’ชวนปชช.อ่านคู่มือ เข้าใจโควิด-คลายปัญหาอคติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634141

‘มหิดล’ชวนปชช.อ่านคู่มือ  เข้าใจโควิด-คลายปัญหาอคติ

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จะดีเพียงใดถ้าคนในสังคมไทยได้ตื่นขึ้นมาเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด-19 พร้อมกับเรียนรู้ที่จะดูแลสุขภาวะของตัวเองอย่างถูกวิธีกันอย่างจริงจังเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืน? คำถามนี้ผศ.ดร.สุคนธา ศิริ หัวหน้าภาควิชาระบาดวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในผู้เขียน E-Book “หลักวิทยาการระบาดพื้นฐาน” ว่า เรื่องของ “ความรอบรู้ทางสุขภาวะ (Health Literacy)” เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ เช่นเดียวกับศาสตร์ทางด้านระบาดวิทยา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกในยุคที่ต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 รวมถึงการกลายพันธุ์ของเชื้อดังกล่าว จากสายพันธุ์เดลต้าซึ่งให้ผลที่รุนแรง และล่าสุดคือโอมิครอน ที่ถึงแม้จะไม่รุนแรงเท่า แต่ก็สามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่า ทั้งนี้ ด้วยหลักการ “Epidemiologic Triad” ทางระบาดวิทยาที่อธิบายการเกิดปัญหาสุขภาพอยู่บน 3 ปัจจัยพื้นฐาน คือ ตัวโรค (Agent) คน (Host) และสิ่งแวดล้อม (Environment)

หากเข้าใจอย่างถ่องแท้ และสามารถสอดประสานให้เกิดความสมดุลก็จะสามารถป้องกันควบคุมการระบาดของโรคอุบัติใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นได้ไม่ยาก ด้วยการเรียนรู้ที่จะเข้าใจในธรรมชาติของโรค การกระจายและปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเพื่อให้สามารถป้องกันควบคุมการแพร่ระบาด และเรียนรู้ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก่อนว่ามีการกลายพันธุ์เป็นเรื่องปกติ ซึ่งการฉีดวัคซีนไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่จะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้

“เราจะรับมือโควิด-19 อย่างไรอย่างมีสติ โดยการก้าวขึ้นบันไดตามหลักการป้องกันโรค จากขั้นปฐมภูมิตั้งแต่ก่อนเกิดโรคทำอย่างไรให้ประชาชนห่างไกลโควิด-19 สู่ขั้นทุติยภูมิ ค้นหาผู้ติดเชื้อ เพื่อตัดวงจรการติดและแพร่กระจายเชื้อ ไปจนถึงขั้นตติยภูมิทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ทันเวลาเพื่อลดอัตราตาย เพิ่มการรักษาให้ได้มากที่สุด” ผศ.ดร.สุคนธา กล่าว

ผศ.ดร.สุคนธา กล่าวต่อไปว่า ใน E-Bookหลักวิทยาการระบาดพื้นฐาน ผู้อ่านจะได้เรียนรู้เรื่องระบาดวิทยาอย่างครบวงจร ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาการวัดทางระบาดวิทยา รูปแบบการศึกษาพื้นฐานทางระบาดวิทยา การเฝ้าระวัง การสอบสวนโรค การวินิจฉัยชุมชน ไปจนถึงการประเมินประสิทธิผลของวัคซีนในแต่ละประเภทการคัดกรอง และการใช้เครื่องมือที่ดีในการคัดกรอง ฯลฯ เช่น “การเลือกซื้อชุดตรวจแบบ ATK มาใช้” ให้ดูที่มาตรฐานการผลิตเป็นหลัก โดยจะต้องผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) แล้วเท่านั้น

นอกจากนี้ “การจะดูว่าเป็น ATK ที่ใช้ตรวจครอบคลุมโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่กำลังระบาดอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ สามารถสังเกตได้ง่ายๆ โดยดูปีที่ผลิต” ว่าอยู่ในช่วงที่โควิด-19สายพันธุ์ใดกำลังแพร่ระบาด ซึ่งช่วงที่สายพันธุ์โอมิครอนกำลังแพร่ระบาดอยู่ในช่วงปลายปี2564 ต่อจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลต้า อย่างไรก็ดี ไม่ชัดเจนเท่าดูการระบุคุณสมบัติที่ข้างกล่อง ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า E-Bookหลักวิทยาการระบาดพื้นฐาน จะสามารถทำให้ประชาชนได้ก้าวข้ามผ่านอคติซึ่งเกิดจากความไม่รู้จนสามารถรอดพ้นวิกฤต หรือกับดักทางความคิด ให้เดินหน้าอยู่กับโควิด-19 ได้ต่อไปด้วยความรู้เท่าทัน

ผู้สนใจสามารถติดตามอ่าน E-Book “หลักวิทยาการระบาดพื้นฐาน” และเล่มอื่นๆ ที่มหาวิทยาลัยมหิดลภูมิใจมอบให้เพื่อการส่งเสริมและสร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ได้ทางแอปพลิเคชัน “MU PRESS” ที่สามารถดาวน์โหลดด้วยสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS และ Android

ฟื้นย่านเมืองเก่า‘โคราช’ ชูจุดขายท่องเที่ยวเพื่อเศรษฐกิจชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634146

ฟื้นย่านเมืองเก่า‘โคราช’  ชูจุดขายท่องเที่ยวเพื่อเศรษฐกิจชุมชน

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“นครราชสีมา (โคราช)” จังหวัดชั้นนำของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย “ในปี 2563
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานว่านครราชสีมา มีรายได้จากภาคการท่องเที่ยวกว่า 12,675 ล้านบาท เป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทย กว่า 12,434 ล้านบาท”ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “แม้จะเป็นช่วงที่มีสถานการณ์โควิด-19 ระบาด แต่ก็ยังสามารถสร้างรายได้และมูลค่าจากการท่องเที่ยวพอสมควร” โดยเฉพาะในตัวอำเภอเมือง ที่มีอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เป็นสัญลักษณ์สำคัญ

“จากสภาพการณ์ในปัจจุบันพบว่า เมืองเก่าถูกลดความสำคัญลงไป มีห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่เกิดขึ้นมา ประกอบกับไม่มีที่จอดรถ ทำให้คนในพื้นที่บางส่วนต้องประกาศขายร้าน ย้ายถิ่นฐาน แต่ขณะเดียวกันยังมีบางส่วนที่ยังคงเห็นความสำคัญ เห็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเมืองเก่าแห่งนี้ จึงได้เริ่มต้นการฟื้นฟูด้วยการจัดงานถนนคนเดินเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในย่านนี้มากขึ้น

และเป็นที่มาของการเริ่มต้นโครงการนี้ เพื่อวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพ สภาพแวดล้อม สังคมวัฒนธรรม รูปแบบสถาปัตยกรรม และองค์ประกอบภายในย่านการค้าเมืองเก่านครราชสีมาจากนั้นวิเคราะห์ปัญหา ศักยภาพ และแนวโน้มการพัฒนา พร้อมทั้งเสนอแนวทางการอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนา ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์”

ผศ.ดร.การุณย์ ศุภมิตรโยธินอาจารย์ประจำหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวถึง“โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนาย่านการค้าเมืองเก่านครราชสีมา ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์” โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน

ที่มาที่ไปของโครงการนี้ ผศ.ดร.การุณย์ เล่าว่า ด้วยความที่ตนเองเป็นชาวโคราชตั้งแต่กำเนิด จึงมองเห็นภาพความเป็นไปของพื้นที่เมืองเก่าที่เคยเป็นย่านธุรกิจของจังหวัด มีตลาดหลายแห่ง มีร้านค้าภายในชุมชน เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน มีงานสถาปัตยกรรมและสถานที่ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนหลายกลุ่มเข้าไว้ด้วยกัน ถือเป็นพื้นที่ทางพหุวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เช่น ย่านจอมพล ที่มีคนไทยเชื้อสายจีน มีผู้นับถือศาสนาซิกข์ทำให้มีศาสนสถานทั้งศาลเจ้าจีน วัดซิกข์ และวัดพุทธแบบไทยอยู่ด้วยกัน เป็นต้น

โครงการนี้เริ่มจากการสำรวจข้อมูลทุกมิติ ทั้งกายภาพ สังคมวัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ไปจนถึงสถาปัตยกรรม จากนั้นได้รวบรวมข้อมูล เริ่มต้นสำรวจรังวัดอาคารที่เป็นมรดกวัฒนธรรมในย่านดังกล่าว เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และเสนอไปยังคณะกรรมการถนนจอมพล ถนนประวัติศาสตร์ ที่มีการจัดงานถนนคนเดินช่วงตรุษจีนทุกปี โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หอการค้า ผู้ประกอบการ ให้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่มีอยู่

ด้วยการเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นที่พัฒนาย่านเมืองเก่าทางประวัติศาสตร์ เช่น ภูเก็ต สงขลา แม้กระทั่งในต่างประเทศเช่น สิงคโปร์ จนมีการกำหนดแนวทางการพัฒนาพื้นที่ขึ้น จากนั้นได้เริ่มต้นทำแบบสถาปัตยกรรม ทั้ง 2 มิติ และ 3 มิติ จากการรังวัด ขึ้นมาทำในรูปแบบพิพิธภัณฑ์เสมือนจริง มีแอปพลิเคชันนำเที่ยว ตั้งแต่บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ไปจนถึงสี่แยกสวนหมาก โดยแยกเป็นหมวดการท่องเที่ยว 5 เส้นทางหลัก คือ 1.เส้นทางการเรียนรู้โคราช 2.ไหว้พระ 9 วัดที่อยู่ในเขตเมืองเก่าและนอกเมืองเก่า 3.สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์

4.รวบรวมแห่งร้านอาหารที่อยู่ในย่านเมืองเก่า 5.ตึกเก่าเล่าเรื่อง ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของโครงการ ชูจุดขายที่เป็นตึกสมัยเก่าที่มีมานาน เช่น ศูนย์ขายรถยนต์แห่งแรกของจังหวัด ตึกโรงเต้าเจี้ยว หรือโรงผลิตน้ำมะเน็ด ซึ่งตึกแต่ละแห่งก็มีเรื่องราวรวมถึงความเฉพาะของสถาปัตยกรรมที่ต่างกันออกไป และมีเรื่องราวที่ชวนน่าติดตาม หากนักท่องเที่ยวได้นำแอปพลิเคชันมาใช้ก็จะทำให้เข้าใจถึงความเป็นมาของแต่ละสถานที่ได้ดียิ่งขึ้น นักท่องเที่ยวสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดูข้อมูลภาพเก่าและสถาปัตยกรรมของตึกแต่ละแห่งได้ทันที

ผศ.ดร.การุณย์ เปิดเผยว่า หลังเริ่มทำโครงการนี้ พบว่าได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี ทุกคนเห็นด้วยกับการเดินหน้าโครงการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ซบเซาจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 อีกทั้งอยากให้หน่วยงานราชการในพื้นที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยฟื้นฟูย่านเมืองเก่า ให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของเมืองเช่นกัน สะท้อนได้ว่าโครงการนี้มีประโยชน์อย่างมากสำหรับการอนุรักษ์พื้นที่ย่านประวัติศาสตร์ของจังหวัด

“หลายคนเมื่อรับทราบข้อมูลว่าตึกที่ตนเองอาศัยอยู่มีคุณค่ามากเพียงใดก็เกิดความหวงแหนมากขึ้น ต้องการอนุรักษ์ไว้ทั้งสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม และสามารถสร้างเศรษฐกิจชุมชนจากการท่องเที่ยวได้มากขึ้นอีกด้วยซึ่งแม้ในช่วงนี้จะเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถท่องเที่ยวได้เต็มที่เท่าช่วงปกติ แต่ก็ยังสามารถดูข้อมูลได้จากแอปพลิเคชัน KoratArchitecture ที่สามารถดาวน์โหลดผ่านระบบ Google Play Store” ผศ.ดร.การุณย์กล่าวในท้ายที่สุด

สำรวจการรับรู้ของประชาชน ที่มีต่อนโยบายและผลงานรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634148

สำรวจการรับรู้ของประชาชน  ที่มีต่อนโยบายและผลงานรัฐบาล

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศูนย์บริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ทำการสำรวจการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อนโยบายและผลงานรัฐบาลระหว่างเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2564โดยเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศจากทุกภูมิภาค จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อศึกษาและระบุนโยบายและผลงานที่สำคัญของรัฐบาลที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวและเพื่อสำรวจการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อนโยบายและผลงานของรัฐบาล ความเชื่อมั่นที่มีต่อนายกรัฐมนตรี

รวมถึงเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการสร้างการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อนโยบายและผลงานรัฐบาล ซึ่งในการศึกษานี้ได้ยึดหลักการทำวิจัยตามหลักวิชาการและได้ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดทฤษฎีด้านนโยบายสาธารณะและการรับรู้ของประชาชน ตลอดจนแนวคิดทฤษฎีด้านการสื่อสารสาธารณะทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณในการเก็บรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูล และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามก่อนการจัดเก็บข้อมูลจริง

ผลการศึกษาในภาพรวมพบว่าประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ว่ารัฐบาลได้ดำเนินนโยบายอย่างน้อย 10 เรื่อง โดยเฉพาะนโยบายทางด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพ การใช้จ่ายของกินของใช้และสาธารณูปโภคต่างๆ ในชีวิตประจำวันซึ่งนโยบาย 4 อันดับแรกที่ประชาชนมีการรับรู้ในระดับมากถึงมากที่สุดประกอบด้วย(1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่ คนละครึ่งชิมช้อปใช้ ช้อปดีมีคืน และเราเที่ยวด้วยกันรับรู้รวมเท่ากับ 99.4% และรับรู้ระดับมากถึงมากที่สุดเท่ากับ 50.5%

(2) มาตรการเยียวยาประชาชนจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้แก่เราชนะ เราไม่ทิ้งกัน และ ม33 เรารักกัน รับรู้รวมเท่ากับ 98.9% และรับรู้ระดับมากถึงมากที่สุดเท่ากับ 45.4% (3) บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรับรู้รวมเท่ากับ 99.3% และรับรู้ระดับมากถึงมากที่สุดเท่ากับ 39.3% และ (4) นโยบายเปิดประเทศเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรับรู้รวมเท่ากับ 96.5% และรับรู้ระดับมากถึงมากที่สุดเท่ากับ 36.3%

ขณะที่นโยบายอื่นๆ ที่มีขอบเขตด้านพื้นที่ ความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญ และกลุ่มเป้าหมายของนโยบายที่เฉพาะเจาะจง กลับมีสัดส่วนการรับรู้ของประชาชนระดับมากถึงมากที่สุดในลำดับที่รองลงมา ไม่ว่าจะเป็น โครงการประกันรายได้เกษตรกร,การปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุและคนพิการ, การอุดหนุนเงินเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี, การส่งเสริมกัญชา กัญชง เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ แต่อย่างไรก็ดี การรับรู้รวมของแต่ละนโยบายล้วนมีสัดส่วนที่มากกว่า 80% ขึ้นไปทั้งสิ้น

ยกเว้นนโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม ในกรุงเทพมหานคร ได้แก่การก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ การขยายเส้นทางรถไฟทางคู่ การเพิ่มเส้นทางรถไฟฟ้า และนโยบายการเพิ่มค่าป่วยการอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม) ที่พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารของนโยบายมากนัก เนื่องจากไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงเพราะเหตุนี้ จึงปรากฏผลการรับรู้รวมของนโยบาย2 รายการสุดท้ายนี้ เท่ากับ 65.4% และ 64.4% ตามลำดับ

ผลการศึกษาการรับรู้นโยบายทางด้านเศรษฐกิจข้างต้น ยังสอดคล้องกับผลการศึกษาความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารนโยบายและผลงานรัฐบาลที่พบว่าประชาชนมีความเข้าใจฯ ในระดับมากถึงมากที่สุด คิดเป็น 4 อันดับแรก เช่นเดียวกันโดยช่องทางการสื่อสารหลักที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของนโยบาย ได้แก่ โทรทัศน์ และสื่อสังคมออนไลน์ อาทิเว็บเพจ เฟซบุ๊ค ไลน์ยูทูบ อินสตาแกรม และ ติ๊กต็อก

ส่วนที่เหลืออีก 6 นโยบายพบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจและการส่งต่อ/แบ่งปันข้อมูลข่าวสารของนโยบายในระดับมากถึงมากที่สุด ไม่เกิน30.0% ทุกรายการ โดยเฉพาะนโยบายการปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุและคนพิการ, การอุดหนุนเงินเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี, การเพิ่มค่าป่วยการ อสม., โครงการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ การขยายเส้นทางรถไฟทางคู่ และการเพิ่มเส้นทางรถไฟฟ้า ในกรุงเทพมหานคร,

โครงการประกันรายได้เกษตรกร (ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) และนโยบายการส่งเสริมกัญชา กัญชง เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ที่พบว่า ประชาชนเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของนโยบายในระดับน้อยถึงไม่เข้าใจเลยรวมกันมากกว่า 40.0% ทุกนโยบายซึ่งปรากฏผลในทิศทางเดียวกันกับสัดส่วนของการไม่แบ่งปัน/ส่งต่อข้อมูลของทั้ง 6 นโยบาย เพราะประชาชนอย่างน้อย 45.0% ขึ้นไป ระบุว่าไม่มีการแบ่งปัน/ส่งต่อข้อมูลของกลุ่มนโยบายดังกล่าวแต่ประการใด

ส่วนประเด็นการศึกษาด้านความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อนายกรัฐมนตรีนั้นพบว่าประชาชน 50.30% มีความเชื่อมั่นระดับปานกลางขึ้นไปในด้านความใส่ใจและห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งนี้ ทีมผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านการประชาสัมพันธ์นโยบายของรัฐบาลว่าควรมีการพิจารณาปรับรูปแบบในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของนโยบาย

โดยเฉพาะนโยบายด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือจากด้านเศรษฐกิจที่ประชาชนส่วนใหญ่มีการรับรู้นโยบายในระดับน้อยถึงน้อยที่สุดและมีประชาชนบางส่วนที่ไม่รับรู้เลย ด้วยการมุ่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของนโยบายในเชิงรุกผ่านช่องทางการสื่อสารที่ประชาชนนิยม เช่น โทรทัศน์ และสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ให้มากขึ้น!!!

คัดกรอง‘สิงห์อมควัน’เข้าข่ายติด‘นิโคติน’ มาตรฐานใหม่‘รพ.’ช่วยคนไทยเลิกสูบบุหรี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634144

คัดกรอง‘สิงห์อมควัน’เข้าข่ายติด‘นิโคติน’  มาตรฐานใหม่‘รพ.’ช่วยคนไทยเลิกสูบบุหรี่

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน)กล่าวถึง มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ ฉบับที่ 5(HA) ซึ่งประกาศเมื่อเดือน ต.ค. 2564 ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2565 เป็นต้นไป ว่า มาตรฐานฉบับดังกล่าวกำหนดให้ผู้ให้บริการทางการแพทย์ในสถานพยาบาล ต้องมีการบันทึกประวัติการสูบบุหรี่ของผู้ป่วยทุกคน

โดยผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ต้องระบุในการวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคภาวะติดนิโคติน (Nicotine Dependence)หรือไม่ และต้องมีการวางแผนการรักษาการเลิกบุหรี่ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การให้ความรู้ การเข้าร่วมโครงการเลิกบุหรี่หรือการพิจารณาการใช้ยาเลิกบุหรี่ตามความเหมาะสมรวมทั้งการให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการรักษาเพื่อเลิกบุหรี่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ชี้นำสถานพยาบาลให้เห็นความสำคัญและนำสู่การปฏิบัติ ทั้งนี้ ในระบบการกำหนดรหัสโรคสากล ICD-10-CM โรคภาวะติดนิโคติน (Nicotine Dependence) มีรหัสโค้ด F17.210

“การซักถามประวัติผู้ป่วย แพทย์ พยาบาลจะสร้างการเรียนรู้เรื่องการซักประวัติ การวินิจฉัย รวมถึงการวางแผนการดูแลต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคภาวะติดนิโคติน และเชื่อมโยงกับโรคสำคัญต่างๆ ในกระบวนการดูแลรักษาจากกระบวนการตามรอย ซึ่งจะทำให้ แพทย์ พยาบาล และบุคลากรที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญและกำหนดแนวทางการดูแลผู้ป่วยดังกล่าวอย่างเป็นระบบต่อไป” พญ.ปิยวรรณ กล่าว

ขณะที่ นพ.ชยนันท์ สิทธิบุศย์ ผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า มาตรฐาน HA ที่กำหนดใหม่นี้ จะทำให้เกิดวัฒนธรรมที่ผู้ให้บริการผู้ป่วยทุกคนมีการบันทึกประวัติการสูบบุหรี่ การวินิจฉัยโรคภาวะติดนิโคติน และการวางแผนการรักษาอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ระดับโลกของประชากรไทยปี 2554 พบว่า ในจำนวนผู้สูบบุหรี่ 13 ล้านคน มีร้อยละ34.6 หรือ 4.1 ล้านคนที่เข้ารับบริการทางการแพทย์ในหนึ่งปี

“ในจำนวนนี้ 65.3% หรือ 2.6 ล้านคนได้รับการซักประวัติการสูบบุหรี่ และ 55.8% ของคนที่มีประวัติสูบบุหรี่ หรือ 1.45 ล้านคน ที่ได้รับการแนะนำให้เลิกสูบ ซึ่งเท่ากับ 35% ของผู้ป่วยที่สูบบุหรี่หรือ1 ใน 3 เท่านั้น ที่มารับการรักษา ที่ได้รับการแนะนำให้เลิกสูบบุหรี่ ซึ่งมาตรฐาน HA ที่กำหนดให้ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ทุกคนได้รับการวินิจฉัยและรักษาการเลิกสูบบุหรี่ จะทำให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบได้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นแน่นอน” นพ.ชยนันท์ ระบุ

ด้าน ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้เสพติดผลิตภัณฑ์คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ กล่าวว่าการรักษาเพื่อเลิกการติดนิโคตินเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่สุดที่จะลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ การกำหนดมาตรฐานให้มีการบันทึกการวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาเพื่อเลิกบุหรี่ในผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ทุกคนเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มาก และนานาประเทศมีการดำเนินการมาก่อนแล้ว ตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งการกำหนดมาตรฐานนี้ จะทำให้ผู้ให้บริการผู้ป่วยทุกคน รวมถึงผู้ป่วยและครอบครัวตระหนักถึงความสำคัญของการให้การรักษาเพื่อเลิกสูบบุหรี่

“ปัจจุบันนี้ประเทศไทยยังมีผู้สูบบุหรี่ถึง 10 ล้านคนและจากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 6 ปี 2562 มีผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตกว่า 2 ล้านคนที่ยังสูบบุหรี่ ซึ่งจะเร่งการเกิดโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยทั้ง 2 โรคนี้ ทั้งนี้ จะมีการวางแผนร่วมกับสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล สมาคมวิชาชีพสุขภาพ และสถาบันการศึกษา ฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้รู้ถึงมาตรฐาน HA ใหม่นี้ เพื่อจะได้มีการดำเนินการในหน่วยบริการทั่วประเทศโดยเร็ว”ศ.พญ.สมศรี กล่าว

อาชีวะอุบลฯ ส่งมอบชุดผ้าไหมแก่เอกอัครราชทูตประเทศมองโกเลีย-เอกอัครราชทูตประเทศคูเวต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634208

อาชีวะอุบลฯ ส่งมอบชุดผ้าไหมแก่เอกอัครราชทูตประเทศมองโกเลีย-เอกอัครราชทูตประเทศคูเวต

วันอังคาร ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.10 น.

UVC PROUD  : อาชีวะอุบลฯ พบ เอกอัครราชทูตประเทศมองโกเลีย และเอกอัครราชทูตประเทศคูเวต เพื่อส่งมอบชุดผ้าไหมในงานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลกครั้งที่ 11

8 กุมภาพันธ์ 2565 นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 ได้นำคณะผู้บริหาร นางสมจิตร  บุรุษพัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ,นางสาวธนิดา  วรรณแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ ,นางอรสา แถบเกิด นายชาติชาย คนขยัน ครูแผนกวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ ,นางสาวสายฝน ทองแก้ว ครูแผนกวิชาภาษาต่างประเทศ  และตัวแทนนักเรียน นักศึกษา สาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ เข้าพบ Mohammed Hussain Al-Failakawi เอกอัครราชทูตคูเวต ประจำประเทศไทย เพื่อส่งมอบชุดผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์การแต่งกายและวัฒนธรรมของประเทศคูเวต จำนวน 1 ชุด โดยมีนางเเบบ คือ นางสาว นัสรียา เย็นอังกูร ตำแหน่ง เลขานุการฝ่ายบัญชี  ,Ms Nusreeya Yen-angkool Position: Secretary accounting office ,นาง อพิณยา พวงมณี  ตำแหน่ง เลขาทูต และ Mrs Apinya Puangmanee  Position : Secretary to Ambassador

จากนั้นเดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตประเทศมองโกเลีย เพื่อส่งมอบชุดผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์การแต่งกายและวัฒนธรรมของประเทศมองโกเลีย จำนวน 2 ชุด โดยมี  นายทูมูร์ อามาร์ซานา (H.E. Mr. Tumur Amarsanaa- Ambassador) เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทยให้การต้อนรับ และนางแบบและนายแบบที่สวมใส่ชุด คือ  1. Mrs. Orkhon Lkhamsuren- Spouse of Ambassador 2. Mr. Anand Tumur Son of Ambassador

ซึ่งชุดผ้าไหมจะใช้ในงาน  “โครงการมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก” ครั้งที่ 11 นับเป็นความภาคภูมิใจที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี โดยเฉพาะ นักเรียน นักศึกษา สาขาแฟชั่นและสิ่งทอ ได้มีโอกาสพัฒนาทักษะวิชาชีพในสาขาที่เรียน นำมาโชว์ศักยภาพเผยแพร่ผ้าไหมไทย สู่สายตาชาวโลก เกิดสันติไมตรีและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมไทยสู่สายตานานาประเทศทั่วโลก -(016)

ทีม FIKA มทม. ตัวแทนไทยสร้างชื่อ คว้ารองชนะเลิศ การแข่งขัน APSCO

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633845

ทีม FIKA มทม. ตัวแทนไทยสร้างชื่อ  คว้ารองชนะเลิศ การแข่งขัน APSCO

วันอังคาร ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ทีม FIKA จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (มทม.) ร่วมกับ RV Connex สร้างชื่อให้กับประเทศไทย คว้ารางวัลรองชนะเลิศการแข่งขัน APSCO “Competition on Discovering Historical Cultural Heritage with Eye in Space” ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจัดโดยองค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก หรือ ASPCO (Asia-Pacific Space Cooperation Organization)ร่วมกับ International Centreon Space Technologies for Naturaland Cultural Heritage (HIST)ภายใต้การอุปถัมภ์ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) บริษัท PIESAT Information Techno-
logy Co., Ltd. (PIESAT), Belt and Road Aerospace Innovation Alliance(BRAIA), Belt and Road Cultural Heritage Global Alliance (BRCHGA) และ Commission on Geoheritage of the International Geographical Union (IGU-COG)

เมื่อปลายเดือนมกราคม ที่ผ่านมาสำนักงานใหญ่ องค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก (APSCO) กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มีการประกาศผลการตัดสินการแข่งขันAPSCO “Competition on DiscoveringHistorical Cultural Heritage with Eye in Space” รอบชิงชนะเลิศ ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยรางวัลชนะเลิศเป็นทีมจากสาธารณรัฐประชาชนจีน รางวัลที่ 2 คือ ทีม FIKA จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ประเทศไทย และทีมจากประเทศอียิปต์ และรางวัลที่ 3 เป็นทีมจากประเทศปากีสถาน จีน และโรมาเนีย

สำหรับทีม FIKA เป็นการรวมตัวของนักวิจัยและวิศวกรจากมทม. และบริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน นำทีมโดย ผศ.ดร.สุพงษาเขตต์คีรี อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ ตำแหน่ง Instructorนายอนิวัฒน์ ปลอดภัย ตำแหน่งResearcher ศูนย์วิจัยดาวเทียมไทพัฒมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และนายบรรณกร เพชรทวีธรรม ตำแหน่ง Technical Specialist (GIS) นายอนวัตร ทองทา ตำแหน่ง Software Engineer บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด โดยมี ผศ.ดร.สมพงษ์ เลี่ยงโรคาพาธ หัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ให้คำปรึกษาตั้งแต่เริ่มการแข่งขัน

การแข่งขัน APSCO “Competition on Discovering Historical Cultural Heritage with Eye in Space” คือ การแข่งขันการค้นพบมรดกทางวัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์โดยใช้อุปกรณ์รับรู้จากอวกาศ ที่เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการรับรู้จากระยะไกล (remote sensing) และระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อวิเคราะห์และค้นหาโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์จากภาพที่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญกำหนดให้ การแข่งขันดังกล่าวใช้ระยะเวลาการแข่งขัน ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2564 ถึง 7 มกราคม 2565 ซึ่งรวมถึงการฝึก การแข่งขันเบื้องต้น และการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ผ่านการนำเสนอในวันที่ 25 มกราคม 2565 โดยเกณฑ์การตัดสินและการแข่งขันแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ การประมวลผลข้อมูลการรับรู้ระยะไกล การตีความซึ่งอิงจากการวิเคราะห์ที่ครอบคลุม และระบบสามมิติ (3D)/ความเป็นจริงเสมือน (VR)

ความสำเร็จของทีม FIKA ที่คว้ารางวัลรองชนะเลิศในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพและความร่วมมือของทีมนักวิจัย คณาจารย์และวิศวกรของมหาวิทยาลัยฯ และภาคอุตสาหกรรมที่มุ่งมั่นพัฒนางานวิจัย สร้างสรรค์แนวคิดและผสมผสานเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เป็นนวัตกรรมระดับโลกได้เป็นอย่างดี และผลงานที่สร้างชื่อของนักวิจัย คณาจารย์และนักศึกษารุ่นพี่เหล่านี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายให้กับนักวิจัยและวิศวกรในรุ่นต่อไป เพื่อสร้างเสริมทักษะและความเชี่ยวชาญอันจะนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ทรงพลัง พร้อมสำหรับการต่อยอดเป็นธุรกิจในอนาคต ซึ่งจะเป็นการช่วยยกระดับความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยต่อไป