กยศ. ยันมีเงินพอให้ผู้ขาดแคลนกู้ทุกคน เน้นไกล่เกลี่ยแทนการฟ้องร้องผู้กู้เงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632316

กยศ. ยันมีเงินพอให้ผู้ขาดแคลนกู้ทุกคน  เน้นไกล่เกลี่ยแทนการฟ้องร้องผู้กู้เงิน

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(ผู้จักการ กยศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเรื่องดอกเบี้ยและเบี้ยปรับของ กยศ. รวมทั้งการจ้างทนายความเพื่อติดตามหนี้นั้น กองทุนขอชี้แจงว่า กองทุนฯเป็นหน่วยงานของรัฐในกำกับของกระทรวงการคลัง ดำเนินการในลักษณะเงินทุนหมุนเวียน ตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ได้รับโอกาสทางการศึกษาไปแล้ว 6,206,983 ราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 680,103 ล้านบาท โดยให้กู้ยืมเฉลี่ยปีละ 26,157 ล้านบาท ที่ผ่านมากองทุนได้ใช้งบประมาณแผ่นดินไปแล้วประมาณ 468,673 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันกองทุนได้นำเงินที่ผู้กู้ยืมรุ่นพี่ชำระคืนกองทุนกลับมาหมุนเวียนในการปล่อยกู้ให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้อง โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา 

“ในประเด็นดอกเบี้ยและเบี้ยปรับของกองทุนนั้น ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มาตรา 44ได้ระบุให้คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ7.5 ต่อปี และห้ามคิดดอกเบี้ยทบต้น ในกรณีผิดนัดการชำระเงินคืนกองทุน คณะกรรมการจะกำหนดให้ผู้กู้ยืมเงินต้องเสียเงินเพิ่มอีกไม่เกินร้อยละ 1.5 ต่อเดือนก็ได้แต่ที่ผ่านมา กองทุนมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 ต่อปีมาโดยตลอด และปัจจุบันคิดเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งในช่วงสถานการณ์โควิด กองทุนได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือร้อยละ0.01 และลดอัตราเบี้ยปรับเหลือร้อยละ 0.5 เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของผู้กู้ยืม ทั้งนี้รายได้ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่กองทุนได้รับมานั้น เงินดังกล่าวก็ได้นำมาหมุนเวียนให้กับผู้กู้ยืมรุ่นน้อง สำหรับประเด็นเรื่องการดำเนินคดีนั้น กองทุนเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ได้มีเจตนาหลักในการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ แต่กองทุนมีความจำเป็นต้องดำเนินการ ตามกฎหมาย เพื่อมิให้คดีขาดอายุความ ซึ่งจะทำให้รัฐเกิดความเสียหาย” ผู้จัดการ กยศ. กล่าว

นายชัยณรงค์ กล่าวต่อว่าทั้งนี้ กองทุนมีการรับชำระหนี้ที่ดีขึ้นมาตลอด เป็นผลมาจากผู้กู้ยืมรุ่นพี่ได้ส่งมอบโอกาสและมีกระบวนการหักเงินเดือน ในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา กองทุนได้ชะลอการฟ้อง บังคับคดี และขายทอดตลาด ยกเว้นในคดีที่มีความจำเป็นเนื่องจากจะขาดอายุความในปัจจุบันมีพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทฯ ทางกองทุนจึงได้ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม จัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินครัวเรือน ครั้งที่ 1กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระหว่างวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ไบเทคบางนา ห้องภิรัชฮอลล์ 1-3 โดยกองทุนจะเชิญผู้กู้ยืมที่อยู่ในเกณฑ์ที่จะถูกดำเนินคดีเข้ามาทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 

“โดยผู้กู้ยืมที่เข้าร่วมการไกล่เกลี่ยจะไม่ถูกดำเนินคดี มีส่วนลดเบี้ยปรับ ได้รับโอกาสในการขยายระยะเวลาผ่อนชำระได้ถึงอายุ 65 ปี และเมื่อร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่…) พ.ศ. ….ที่อยู่ระหว่างการขอแก้ไขมีผลบังคับใช้ กองทุนจะมีอำนาจในการปลดภาระผู้ค้ำประกัน โดยกองทุนมีหลักการว่าจะยกเลิกการค้ำประกันของผู้ค้ำประกัน เมื่อผู้กู้ยืมได้ผ่อนชำระเงินต้นมาแล้วร้อยละ 25 ของเงินต้นที่ค้างชำระซึ่งการใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยดังกล่าวจะเป็นผลดีกับลูกหนี้ที่จะไม่ถูกดำเนินคดี และกองทุนจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีต่อไปในอนาคต โดย กองทุนขอยืนยันว่า กองทุนจะเป็นหลักประกันให้ทุกครอบครัวว่าน้องๆ ที่ขาดแคลนสามารถกู้เงินได้ทุกคน โดยไม่มีข้อจำกัด เพื่อให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา”ผู้จัดการ กยศ. กล่าว

คณบดี CIBA DPU ชี้เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว คาด Web 3.0 จะเข้ามาปฏิวัตทุกวงการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632314

คณบดี CIBA DPU ชี้เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว คาด Web 3.0 จะเข้ามาปฏิวัตทุกวงการ

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณบดี

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี(CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) หรือ DPU กล่าวว่าปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ระยะนี้หลายคนอาจเคยได้ยินคนในวงการไอทีออกมาพูดถึง Web 3.0 อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งจะเข้ามามามีบทบาทอย่างไรนั้น ต้องขอย้อนกลับไปปฐมบทของ Web แรกก่อนเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น สมัยก่อนอินเตอร์เนตอยู่ในรูปแบบของ world wide web (WWW) ต้องเชื่อมโยงกับ Domain name ที่เป็น Server ปกติ ส่วนใหญ่ผู้สร้างเว็บไซต์จะเป็นองค์กรหรือบริษัทต่างๆ สร้างขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์องค์กรและเพิ่มช่องทางทางการตลาดส่วน Web 2 หรือ อินเตอร์เนตในยุคปัจจุบันได้ถูกพัฒนาขึ้นอีกขั้น ในรูปแบบของโซเชียลมีเดียที่เห็นได้ทั่วไป เช่น Facebook, TikTok, YouTube, Twitter โดยองค์ประกอบหลักของแอปพลิเคชั่นเหล่านี้จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ มีเจ้าของแฟลตฟอร์ม มีคนสร้างคอนเทนต์ เช่น แม่ค้าออนไลน์ยูทูบเบอร์ และส่วนสุดท้ายจะเป็นลูกค้าหรือคนดู ซึ่งอำนาจทุกอย่างจะอยู่ที่เจ้าของแฟลตฟอร์ม ถ้าผู้ขายอยากโปรโมทสินค้าต้องเสียค่าโฆษณาเท่านั้น

คณบดี CIBA  กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของ Web 3 หรือ Web 3.0 แม้องค์ประกอบหลักจะเหมือน Web 2 แต่เทคโนโลยีจะล้ำยิ่งกว่าเดิม ทุกอย่างจะถูกขับเคลื่อนด้วยระบบ Smart Contractเชื่อมโยงด้วย AR (Augmented Reality) หรือ VR (Virtual Reality) ในรูปแบบ Metaverse มีบล็อกเชนคอยทำหน้าที่เก็บ data และการลงทะเบียน ส่วน Cryptocurrency (คริปโตเคอเรนซี) จะเป็นตัวกลางในการจ่ายเงินผ่านระบบ Web 3.0 นี้จะมีอิทธิพลต่อทุกวงการ รวมไปถึงการกระจายอำนาจ และกระจายเงินจะไม่อยู่กับแค่เจ้าของแฟลตฟอร์มเท่านั้น แต่จะอยู่ที่ลูกค้าหรือคนเข้าไปดูแอปพลิเคชั่นนั้นๆ ด้วย กล่าวคือทุกคนสามารถเป็นเจ้าของแอปพลิเคชั่นต่างๆ ร่วมกัน และสามารถช่วยกันตรวจสอบธุรกรรมต่างๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น ในอนาคต ทุกกิจกรรมที่เราชอบทำจะได้ค่าตอบแทนกลับคืนมา เช่น ดูหนังแล้วได้เงิน ฟังเพลงแล้วได้เงิน ออกกำลังกายแล้วได้เงิน เป็นต้น

ผศ.ดร.ศิริเดช  กล่าวด้วยว่า วิทยาลัย CIBA ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวและมีแนวคิดปรับหลักสูตรให้ทันต่อทุกการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากในอนาคตมีความเป็นได้สูงที่กิจกรรมหรือธุรกรรมทางการค้าจะมีแนวทางแบบ Play to Earn หรือ เข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ แล้วได้เงินยิ่งกว่านั้น

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้ไฟเขียวให้ทุกมหาวิทยาลัยที่มีมุมมองในการพัฒนาหลักสูตรอย่างรวดเร็วหรือเรียกว่าหลักสูตรSandbox ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถปรับหลักสูตรได้ทันที โดยปลดล็อกกฎเกณฑ์ต่างๆ ตามกรอบของ อว. ซึ่งแนวทางนี้เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยต่างๆ สามารถพัฒนาและปรับทิศทางในการพัฒนานักศึกษาเพื่ออนาคตได้

ดังนั้น ทางวิทยาลัยมีแผนเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะมองว่ายิ่งนักศึกษาได้เรียนรู้ก่อนจะเห็น Business Model ใหม่ๆ ก่อนที่ธุรกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีโอกาสสร้างธุรกิจที่สอดรับกับ web 3.0 ซึ่งจะทำให้สามารถทำรายได้ก่อนคนอื่น

‘ประวิต เอราวรรณ์’มอบนโยบายคุรุสภาเร่งรัด-วางระบบ-เพิ่มประสิทธิภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632374

'ประวิต เอราวรรณ์'มอบนโยบายคุรุสภาเร่งรัด-วางระบบ-เพิ่มประสิทธิภาพ

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.23 น.

ประวิต เอราวรรณ์ คุรุสภา

รักษาการเลขาธิการคุรุสภา มอบนโยบาย “เร่งรัด-วางระบบ-เพิ่มประสิทธิภาพ” ขับเคลื่อนงานสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา พร้อมเชื่อมโยงภารกิจสำนักงาน ก.ค.ศ.

วันนี้ (31 ม.ค. 2565 ) ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา รศ.ดร. ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รักษาการเลขาธิการคุรุสภา ได้ประชุมมอบนโยบายและแนวคิดในการขับเคลื่อนภารกิจของคุรุสภาให้แก่ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ซึ่งประกอบด้วย ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการสำนัก  และผู้อำนวยการกลุ่ม ซึ่งได้มอบหมายให้นำเสนอแผนปฏิบัติการ (Quick win) 3 เดือน ตั้งแต่กุมภาพันธ์ – เมษายน 2565 เพื่อให้เห็นว่าในรอบ 3 เดือน จะต้องทำอะไรบ้าง ตนจะใช้ศักยภาพเดินหน้าคุรุสภาให้ได้

รศ.ดร. ประวิต กล่าวต่อไปว่า  ตนมีนโยบายการขับเคลื่อนงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 3 ระดับ คือ 1. เร่งรัด  2.วางระบบ และ 3 .เพิ่มประสิทธิภาพ โดยเรื่องที่ต้องเร่งรัด ได้แก่ การจัดทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ประจำปี พ.ศ.2565 หรือ การสอบเพื่อรับใบอนุญาตฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 18-19  ก.พ. นี้ , การดำเนินการเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพ ,การดำเนินการในเรื่องต่างๆ ที่คณะกรรมการคุรุสภา และคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) มีมติแล้ว และการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการ สำหรับเรื่องที่ต้องวางระบบ ได้แก่ ระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และการรับรองปริญญา ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพ ได้แก่ เพิ่มประสิทธิภาพการประชุมคณะกรรมการคณะต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการองค์กร การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการและงานบริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารภายในองค์กร และการสื่อสารสาธารณะ

รศ.ดร. ประวิต กล่าวด้วยว่า นอกจากตนดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ ก.ค.ศ. แล้ว ได้มารักษาการเลขาธิการคุรุสภา จะมีการบูรณาการระบบพัฒนาวิชาชีพครู ในบทบาทคุรุสภา ให้มีจุดเชื่อมโยงกับภารกิจของสำนักงาน ก.ค.ศ. อาทิ  ระบบการคัดเลือกครูใหม่ ,ระบบพัฒนาการเข้าสู่วิชาชีพสำหรับครูใหม่ , ระบบสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพของครูใหม่ ,ระบบการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครู, ระบบการพัฒนาวิชาชีพ , ระบบการสนับสนุนการพัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาชีพ และระบบการเข้าสู่วิทยฐานะ เป็นต้น ทั้งนี้ ในการปฏิบัติงาน ตนขอให้มองว่าไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา เป็นหัวหน้า แต่ขอให้ทุกคนเป็นผู้นำด้วยกัน

คุณหญิงกัลยา รับมอบชุดตรวจ ATK จาก CP ALL

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632317

คุณหญิงกัลยา รับมอบชุดตรวจ ATK จาก CP ALL

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.38 น.

คุณหญิงกัลยา

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ รับมอบชุดตรวจ ATK จำนวน 700 ชุด และหน้ากากอนามัย จำนวน 1,000 ชิ้น จาก คุณอรุณี กิ่งแก้ว ผู้จัดการฝ่ายบริหารเครือข่ายอุดมศึกษา บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เพื่อใช้ในการตรวจคัดกรองนักเรียนและครูในการจัด “Green Gang Hackathon Camp” ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่วิทยาลัย (Green College) และในพื้นที่โรงเรียน (Green School) ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย นายเมธวิน อังคทะวานิช ว่าที่ ร้อยตรีศรุต วัฒนสมบูรณ์ และนายโอตป สมิตพินทุ ร่วมรับมอบด้วย ณ กระทรวงศึกษาธิการ

ปภ.เตือน 17 จังหวัด รับมือน้ำทะเลหนุนสูง ภาคเหนือ-อีสาน ฝุ่นPm 2.5 เกินมาตรฐาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632291

ปภ.เตือน 17 จังหวัด รับมือน้ำทะเลหนุนสูง  ภาคเหนือ-อีสาน ฝุ่นPm 2.5 เกินมาตรฐาน

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.35 น.

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย น้ำทะเลหนุนสูง Pm 2.5

วันที่ 31 มกราคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานข้อมูลสถานการณ์ การคาดการณ์และแจ้งเตือนภัย ประจำวันที่ 31 มกราคม 2565 โดยเปิดเผยว่า พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์คุณภาพอากาศ ค่า PM 2.5 ระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

ภาคเหนือ จ.พะเยา (อ.เมืองฯ) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.หนองคาย (อ.เมืองฯ) และอุบลราชธานี (อ.เมืองฯ) (ข้อมูลกรมควบคุมมลพิษ ณ วันที่ 31 ม.ค. 65 เวลา 06.00 น.)

พื้นที่เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูงบริเวณปากแม่น้ำและพื้นที่ราบลุ่มชายฝั่ง

ภาคกลาง จ.สมุทรสาคร จ. สมุทรสงคราม จ.สมุทรปราการ จ. ฉะเชิงเทรา จ. ชลบุรี จ. ระยอง จ.จันทบุรี จ.ตราด จ.เพชรบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และกรุงเทพมหานคร

ภาคใต้ จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี ต.นครศรีธรรมราช จ.สงขลา จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลสภาวะอากาศและข่าวสารจากทางราชการ พื้นที่บริเวณปากแม่น้ำ บริเวณชายฝั่งทะเล อาจได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง พื้นที่อากาศหนาว/หนาวจัด

ขอให้ดูแลสุขภาพ ทำให้ร่างกายอบอุ่นตลอดเวลา ระวังอันตรายจากอัคคีภัยในการก่อไฟให้ความอบอุ่น และการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอก ส่วนพื้นที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองตลอดเวลา

ทั้งนี้ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อปพร. จิตอาสา เครือข่ายอาสาสมัคร องค์กรสาธารณกุศลได้เตรียมความพร้อมตามแผนเผชิญเหตุ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ พร้อมประชาสัมพันธ์ และสร้างการรับรู้ให้กับชุมชน/หมู่บ้านในทุกช่องทาง ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เช่น สื่อสังคมออนไลน์ วิทยุชุมชน หอกระจายข่าว หรือเสียงตามสายประจำหมู่บ้าน เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงแนวทางการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัย รวมทั้งพิจารณาใช้อุปกรณ์แจ้งเตือนภัยในพื้นที่ ตามสถานการณ์และความเหมาะสม

กลุ่มคนไทยพิทักษ์สิทธิ์ ปั่นจักรยานกว่า 900 โล บุก ศธ. ทบทวนฉีดวัคซีนเด็ก 5-11 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632240

กลุ่มคนไทยพิทักษ์สิทธิ์ ปั่นจักรยานกว่า 900 โล บุก ศธ. ทบทวนฉีดวัคซีนเด็ก 5-11 ปี

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 13.20 น.

กลุ่มคนไทยพิทักษ์สิทธิ์ ฉีดวัคซีนเด็ก กระทรวงศึกษาธิการ

วันที่ 31 มกราคม 2565 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลุ่มคนไทยพิทักษ์สิทธิ์ สาขาภาคเหนือ นำโดย ดร.ณฐพบธรรม พบธรรมเจริญใจ  เลขาธิการกลุ่มคนไทยพิทักษ์สิทธิ์, นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง และคณะกว่า 30 คน เดินทางมายื่นหนังสือถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ขอให้ทบทวนมาตรการฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 5-11 ปี รวมถึงการตรวจตราให้ผู้รับนโยบายจาก ศธ.ไม่นำไปปฏิบัติในลัษณะที่ละเมิดสิทธิ์ของเด็ก  โดยมี นายวิสิทธิ์ ใจเถิง หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ รับเรื่องแทน เพื่อนำเสนอ รมว.ศธ.พิจารณาต่อไป 

โดย นพ.อรรถพล กล่าวว่า  ทางกลุ่มร่วมกับชมรมจักรยานต่าง ๆ ได้รงณรงค์ “ปั่นเพื่อเด็กไทย ให้ปลอดภัยจากวัคซีนทดลอง”  โดยปั่นจักรยานระยะทางประมาณ 900 กิโลเมตร จากเชียงใหม่ มากรุงเทพมหานคร เพื่อรณรงค์ให้หน่วยงานต่างๆ ได้ชะลอนโยบายฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 5-11 ปี รวมถึงยกเลิกมาตรการต่าง ๆ ที่อาจจะออกมาในลักษณะกีดกันหรือละเมิดสิทธิของเด็ก เพราะจากมาตรการการฉีดวัคซีนให้เด็กกลุ่มอายุ 12-18 ปี แม้ว่าจะเป็นการฉีดโดยความสมัครใจของผู้ปกครอง แต่ก็พบว่าสถานศึกษาจำนวนมากกลับออกมาตรการไม่ให้คนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนเข้าเรียนออนไซต์ หรือให้คนที่ไม่รับวัคซีนต้องตรวจ ATK โดยให้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นการบังคับให้เด็กต้องเลือกฉีดวัคซีน 

นพ.อรรถพล กล่าวต่อว่า ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการแบ่งแยกเด็ก ส่งผลกระทบทางจิตใจของเด็ก ละเมิดสิทธิเด็ก ทั้งที่เด็กนั้นหากป่วยโควิด-19 ก็จะไม่มีอาการหนักมาก แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการ ศธ.สื่อสารกับหน่วยงานต่าง ๆว่า ไม่นำเด็กฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีน มาเป็นเงื่อนไข หรือข้อจำกัดในการเข้าเรียน แต่ในความเป็นจริง หน่วยปฏิบัติตั้งแต่ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) โรงเรียนของรัฐและเอกชน บางแห่งกลับมีคำสั่งตรงข้าม มีการจำกัดและลิดรอนสิทธิ คือไม่ให้เด็กมาเรียนออนไซต์ ให้เรียนออนไลน์หรือรูปแบบอื่น ๆแทน ถ้าไม่ฉีดวัคซีน

“ทางกลุ่มฯ ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดและร่วมกันปกป้องสิทธิของเด็ก ด้วยการให้ข้อมูล ความรู้ที่ถูกต้อง เกี่ยวกันการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ไม่ได้มีแต่เฉพาะการใช้วัคซีน เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลข้างเคียงทั้งในระยะสั้นและระยะยาวของวัคซีน เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเลือกได้ว่าควรที่จะฉีดวัคซีนให้บุตร หลานของตนหรือไม่ ยกเลิกระเบียบ มาตรการในโรงเรียนที่มีลักษณะของการแบ่งแยกเด็กที่ได้รับวัคซีนและไม่ได้รับวัคซีน แต่ควรให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนที่ส่งเสริมพัฒนาการ และทักษะที่รอบด้าน และตักเตือน ลงโทษ ผู้กระทำผิด หรือผู้ที่บังคับใช้กฎระเบียบ ข้อบังคับที่ละเมิดสิทธิเด็ก” นพ.อรรถ กล่าว

‘หมอธีระ’กางสถิติ ม.ค. เดือนเดียว บุคลากรทางการแพทย์ติดโควิด 2,025 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632212

‘หมอธีระ’กางสถิติ ม.ค. เดือนเดียว บุคลากรทางการแพทย์ติดโควิด 2,025 คน

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 10.10 น.

หมอธีระวัฒน์ โมเดอร์นา เข้าชั้นผิวหนัง โควิด19 โควิดวันนี้ โควิด

วันที่ 31 มกราคม 2565 รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ระบุว่า สถิติเดือนมกราคม 2565 บุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อไปแล้ว 2,025 คน เฉลี่ยวันละ 66 คน

‘ทิพยประกันภัย’ชวนครู-อาจารย์ทั่วไทย ตามรอย‘ศาสตร์พระราชา’เข้าใจ‘เศรษฐกิจพอเพียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632105

‘ทิพยประกันภัย’ชวนครู-อาจารย์ทั่วไทย  ตามรอย‘ศาสตร์พระราชา’เข้าใจ‘เศรษฐกิจพอเพียง

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว” คือประโยคที่เราส่วนใหญ่ได้ยินและคุ้นเคยกันมานาน และรับรู้ว่าคือ “ปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง” หากถามว่าสิ่งที่รับรู้นั้น เรามีความเข้าใจเพียงใด หลายคนอาจตอบไม่ตรงกัน หรือมีความเข้าใจที่ไม่เหมือนกันแต่เชื่อว่า สิ่งหนึ่งที่จะได้คำตอบเหมือนกันหรือคล้ายๆ กันคือ คำถามว่า จะทำอย่างไรเพื่อที่จะเดินไปถึงจุดนั้นได้ ?

จากกิจกรรม “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 14” ที่จัดโดย บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และมูลนิธิธรรมดี เมื่อเร็วๆ นี้ นำคณะ ครูอาจารย์ ที่ได้รับการคัดเลือกจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ตามรอยจุดกำเนิดทฤษฎีใหม่ แนวคิดบวร และอาชีพพระราชทานครั้งแรก

พร้อมร่วมถอดรหัสพระอัจฉริยภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 สู่เป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) ในโครงการตามรอยพระราชา ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 14 สัมผัสวิถีเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และท่องฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค อาชีพพระราชทานแห่งแรกของประเทศไทย จังหวัดสระบุรี

ซึ่งสิ่งที่ครู อาจารย์ ได้รับจากการร่วมกิจกรรม และ “ลงมือทำ” ตลอดระยะเวลา 2 วันนั้น คือ “คำตอบ” เพราะในหลักสูตรการอบรมตามโครงการฯ เป็นกิจกรรมที่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคณะครูอาจารย์ในการร่วมกันสานต่อพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้เข้าใจถึงศาสตร์พระราชา พร้อมร่วมกันสร้างนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด และปลูกฝังคุณธรรม 4 ประการ “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา” เพื่อนำไปต่อยอดขยายผลในกระบวนการเรียนการสอนในวิชาที่สอน และหรือการสร้างเครือข่ายครูอาจารย์ทั้งในสถาบันและต่างสถาบัน หรือองค์กรภาคีอื่นๆ

โดยจะได้ลงมือทำ ทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ อาทิ กิจกรรมการทำปุ๋ย การทำน้ำยากำจัดแมลงจากสมุนไพร
นำโดย นายอำนาจ ขำมาลัย เจ้าหน้าที่โครงการพัฒนาพื้นที่วัดมงคลชัยพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สระบุรี ซึ่งได้รับความสนใจจากคณะครูอาจารย์ ร่วมลงมือผสมน้ำยากำจัดแมลงและทำปุ๋ยพร้อมกับนำน้ำยาที่ได้กลับไปเป็นตัวอย่างในการผลิตครั้งต่อไปด้วย

หลังจากนั้น เดินทางไปต่อที่ฟาร์มโคนม ไทย-เดนมาร์ค อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ไปศึกษา อาชีพโคนม อาชีพพระราชทานที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยมายาวนานและยั่งยืนดูการสาธิตและลงมือทำเรื่องการทำปุ๋ยจากนมเพื่อเป็นอาหารในการปลูกพืชและเกษตรกรรมต่างๆ การรีดนมวัว และการให้นมวัว ซึ่งกิจกรรมที่ได้รับความสนใจมาก คือกิจกรรมการปล่อยปลาบึก จำนวน 109 ตัว ลงในเขื่อนลำตะคอง น้ำหนักของปลาบึกแต่ละตัวหนักไม่น้อยกว่า 30 กิโลกรัม นับเป็นการสร้างบุญร่วมกันในการไถ่ชีวิตสัตว์ใหญ่

กิจกรรมสำคัญในการตามรอยพระราชาทุกครั้งคือ การถอดรหัสพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หลังจากการลงพื้นที่เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติแล้ว คณะครูอาจารย์ได้ทำกิจกรรมถอดบทเรียน นำโดย อาจารย์อดุลย์ ดาราธรรม นายกสมาคมนักเรียนเก่าเอเอฟเอส ประเทศไทย ผ่านเกมกระดานสื่อการเรียนรู้ (Board Game) 3 แบบ

ได้แก่ เครื่องมือการสร้างการเรียนรู้ “สร้างงานให้เป็นเงิน” ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง “Game of Our Nation” ที่สอดแทรกคุณธรรม 4 ประการ คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา “9 ตามรอยนวัตกรรมของพ่อ ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนระดับสากล” ถอดบทเรียนและต่อยอดสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมจากกิจกรรมตามรอยพระราชา และ “The King’s Journey: Learn English an Example of an Invention” ซึ่งคณะครูอาจารย์สามารถนำนวัตกรรมการเรียนรู้ไปต่อยอดการเรียนการสอนสำหรับเยาวชนต่อไป

นอกจากนี้ ครู อาจารย์ ยังได้รับการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากท่านวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านอาทิ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตรี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ได้บรรยายในหัวข้อ “คุณธรรมในยุคดิจิทัล” ฝากข้อคิดให้กับ คณะครู อาจารย์ ในการสร้าง ทุนชีวิต การฝึกเบรกอารมณ์ เพื่อให้เกิดสำนึกความมีคุณธรรม พร้อมให้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดพฤติกรรมทำดีซ้ำๆ และทิ้งท้ายด้วยคำถามที่ว่า “ในอนาคต..มนุษย์จะมีอะไรดีกว่าหุ่นยนต์?” ซึ่งเป็นเรื่องน่าคิด

ขณะที่ ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด และประธานมูลนิธิธรรมดี ได้บรรยายในหัวข้อ “ถอดรหัสพระอัจฉริยภาพในหลวงรัชกาลที่ 9” โดยกล่าวว่า โครงการ 4,800 กว่าโครงการของในหลวง นั้นคือเส้นทางเดียวกันกับ เป้าหมายความยั่งยืนของสหประชาชาติ UNSDGs ในหลวงท่านทรงคิด ทรงทำมาอย่างต่อเนื่องเพื่อประชาชนของพระองค์ และได้ขมวดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไว้อย่างน่าสนใจและเข้าใจได้ง่ายขึ้น

โดยให้มองในภาพรวมของ “ระบบนิเวศของเศรษฐกิจพอเพียง” ว่าเป็นทางสายกลาง มีความพอประมาณ ความมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน มีความรอบรู้ รอบคอบ มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มีสติ มีปัญญา การแบ่งปัน ที่เราต้องใช้ต้องอยู่ในระบบเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม อย่างสมดุล และพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมเน้นย้ำว่า หน้าที่ในการ สืบสาน รักษา ต่อยอด เป็นหน้าที่ของคนไทยเราทุกคน ที่จะช่วยกันรักษาผืนแผ่นดิน

ตัวแทนผู้เข้าร่วมกิจกรรม วิภา ลัคนาพรวิสิฐ ผู้อำนวยการ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมโครงการนี้มาแล้ว 2 ครั้ง จุดประกายให้ทีมคุรุสภาเกิดแรงบันดาลใจ ต่อยอด คิดโครงการเพื่อการพัฒนาครู อาจารย์ และบุคคลที่เกี่ยวข้องในวงการการศึกษา ได้เข้ามารับรู้และเข้าใจถึงความสำคัญ และครั้งนี้ได้นำเจ้าหน้าที่ของคุรุสภา มาร่วมด้วยเพื่อให้ได้สัมผัสถึงความสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและคุณธรรมในการดำเนินชีวิตและการทำงาน เพื่อจะได้นำไปจัดทำโครงการ ส่งเสริมพัฒนาวิชาชีพครู พัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพ สร้างการยอมรับ เปลี่ยนบทบาทจากการเป็นครู มาเป็น โค้ช เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนได้

โดยสรุป จากความเห็นของคณะครู อาจารย์ที่เข้าร่วมโครงการทิพย สืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 14 นี้ ต่างรู้สึกประทับใจ อิ่มเอมใจ เข้าใจ และรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 และเปิดวิสัยทัศน์ให้เข้าใจถึงความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ได้มากขึ้นและทำให้รู้ว่า การเริ่มต้นทำ ไม่ได้อยู่ไกลเลย เพียงแต่มองเข้ามาที่ตัวของเรา และเริ่มต้นที่ “ตัวเอง” ก่อนนำไปขยายผลสู่คนอื่น

วิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “ครูที่ดีเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน” พร้อมฝากความหวังไว้ครูอาจารย์ทุกท่านที่โชคดีได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมที่ดีนี้ ให้สามารถนำไปสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้วิถีใหม่ในสถาบันการศึกษา ชุมชน และครอบครัวได้ และขอให้มีกำลังใจ มีความเข้มแข็ง มีความกล้า เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเด็ก เยาวชนเพื่อความเจริญของชาติบ้านเมืองต่อไป

สำหรับกิจกรรม ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 15 จะจัดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 19-20 ก.พ. 2565 โดยจะทำการคัดเลือกครู อาจารย์ เข้าร่วม ฟื้นฟูสภาพป่า แหล่งน้ำ ป่าอยู่ได้ คนก็อยู่รอด “พออยู่ พอกิน” ปลูกป่าในใจคนสร้างบ้านให้เนื้อทราย ลงพื้นที่ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี

หน่วยงานหรือองค์กรที่สนใจร่วมเรียนรู้นวัตกรรมศาสตร์พระราชาสามารถติดต่อได้ที่มูลนิธิธรรมดีเว็บไซต์ http://www.do-d-foundation.com แฟนเพจ : ตามรอยพระราชา-The King’s Journey Facebook : มูลนิธิธรรมดี และ LINE Official : @dfoundation

นักวิจัย‘มหิดล’พบวิธีกระตุ้นสร้างเกล็ดเลือด ลดวิกฤตขาดแคลนผู้บริจาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632102

นักวิจัย‘มหิดล’พบวิธีกระตุ้นสร้างเกล็ดเลือด ลดวิกฤตขาดแคลนผู้บริจาค

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

การจะยื้อชีวิตมนุษย์ให้รอดพ้นจากโรคร้าย เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ รวมทั้งโรคที่เกิดจากความเสื่อมต่างๆ ของร่างกาย ฯลฯ ให้กลับมาเหมือนมีชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) ซึ่งเปรียบเสมือนเซลล์ต้นแบบที่เป็นจุดกำเนิดแห่งชีวิต เป็นแนวทางการรักษาในอนาคตที่จุดประกายแห่งความหวังของมวลมนุษยชาติ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อเอาชนะลิขิตทางธรรมชาติ

ทำให้ปัจจุบันการบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดสามารถทำได้หลายวิธีซึ่งนอกจากการเก็บจากไขกระดูกของผู้บริจาคที่ต้องผ่านการตรวจ HLA (Human leukocyte antigen) ที่ผ่านการทดสอบการเข้ากันของเนื่อเยื่อ การเก็บจากเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากหลอดเลือดก็สามารถทำได้แล้วในทุกวันนี้อย่างไรก็ดี การรักษาด้วยเกล็ดเลือดยังมีความจำเป็นอยู่ในผู้ป่วยกลุ่มโรคเลือด รวมทั้งโรคติดเชื้อบางชนิด เช่น ไข้เลือดออก รวมทั้งผู้ต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ หากไม่ได้รับการรักษาด้วยการให้เกล็ดเลือดอย่างทันท่วงทีอาจถึงแก่ชีวิต

เบื้องหลังความพยายามที่จะศึกษาวิจัยกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเกล็ดเลือดทดแทนการบริจาคเลือดที่ขาดแคลน ดร.ภญ.สุดจิต ล้วนพิชญ์พงศ์ นักวิจัยประจำ SiSCR สำนักงานคณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้คว้ารางวัลการวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานวิจัย ระดับดีสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ประจำปีงบประมาณ 2565 จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ทุ่มเททดลองใช้เทคนิคต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยีทางชีวโมเลกุลขั้นสูง อาทิ เทคนิค CRISPR-Cas9 หรือคริสเปอร์-แคสไนน์ ซึ่งใช้ในการตัดต่อทางพันธุกรรม

และเทคนิค RNA-seq ที่ใช้วิเคราะห์การแสดงออกของยีนในร่างกาย ฯลฯ จากการศึกษาในเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่เก็บจากอาสาสมัคร จนสามารถค้นพบกระบวนการซึ่งสามารถกระตุ้นการสร้างเกล็ดเลือด และช่วยให้เข้าใจพยาธิสภาพที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการสร้างเกล็ดเลือดในห้องปฏิบัติการ ที่อาจนำไปสู่การต่อยอดเชื่อมโยงงานวิจัยในภาคการผลิตได้ต่อไป

“ผู้ป่วยแต่ละรายจำเป็นต้องใช้เกล็ดเลือดจากผู้บริจาคถึง 4-6 คนโดยเกล็ดเลือดที่ได้รับบริจาคแต่ละครั้งสามารถเก็บได้เพียง 5 วัน ซึ่งหากสามารถต่อยอดวิธีการที่ค้นพบนี้สู่ภาคการผลิต นอกจากจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเกล็ดเลือดทดแทนการบริจาคเลือดที่ขาดแคลนได้แล้ว ยังสามารถลดการใช้เกล็ดเลือดที่จะต้องได้รับจากผู้บริจาคหลายรายมารวมกัน” ดร.ภญ.สุดจิต กล่าว

การพัฒนานวัตกรรมบนพื้นฐานของปัญหาที่เกิดขึ้นจริงทำให้ได้ผลการวิจัยที่ตรงจุด เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง และอาจสามารถนำไปต่อยอดได้อีกมากมายมหาศาล ผลงานวิจัยใหม่ๆ สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ เพียงใส่ใจต่อสิ่งที่
เกิดขึ้นรอบตัว เช่นเดียวกับการวิจัยเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพเกล็ดเลือดที่จะเป็นความหวังในการต่อชีวิตผู้ป่วย และลดวิกฤตขาดแคลนผู้บริจาคได้ต่อไป

มหาวิทยาลัยมหิดล

‘บพท.’จับมือ16สถาบันการศึกษา ช่วย4หมื่นคนหลุดพ้นความยากจน

 #SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632106

‘บพท.’จับมือ16สถาบันการศึกษา  ช่วย4หมื่นคนหลุดพ้นความยากจน

วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า บพท. ได้ร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษา 16 แห่งทั่วประเทศดำเนินการตรวจค้นผู้เดือดร้อนมาแล้วใน 20 จังหวัดต้นแบบ ทำให้พบว่ามีผู้ประสบความยากลำบากไม่ได้รับความช่วยเหลือถึง 400,000 คน ครอบคลุมความจนหลากมิติ เช่น ด้านการเงิน อาชีพ ที่อยู่อาศัยและสุขภาวะ

โดย บพท. ร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทำงานบนฐานข้อมูล TPMAP และได้พบว่ายังมีคนจนยากไร้อีกจำนวนหนึ่งที่ไม่อยู่ในฐานข้อมูล (Big Data) ดังกล่าว บพท. จึงได้ออกแบบระบบข้อมูลซึ่งมีลักษณะเป็น Deep data ใช้ชื่อว่า “PPPconnext” ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ในการสอบทานและยืนยันเป้าหมายโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาคมพื้นที่ทั้งขบวน ประกอบด้วยองค์กรชุมชน ประชาสังคม ท้องถิ่น ท้องที่สถาบันวิชาการ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

ทำให้สามารถระบุกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน นำไปสู่การแก้ไขปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรงจุด
ตรงประเด็น และทันท่วงที ภารกิจนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ในการร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีความพร้อมทั้งในด้านบุคลากร ข้อมูลความรู้ เทคโนโลยี และกลไกภาคีเครือข่ายโดยในช่วงปีงบประมาณ 2563-2564 บพท. ได้ดำเนินแผนงานวิจัยการแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่นำร่อง
20 จังหวัด ที่มีรายได้ภาคครัวเรือนต่ำที่สุดจากข้อมูลดัชนีความก้าวหน้าของคน ปี 2562

แบ่งเป็นจำนวน 10 จังหวัดในปี 2563 ประกอบด้วย ปัตตานี อำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอน ชัยนาท สุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษ สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ และ 10 จังหวัด ในปี 2564 ได้แก่ บุรีรัมย์ นราธิวาส อุบลราชธานี ลำปาง พัทลุง นครราชสีมา ร้อยเอ็ด พิษณุโลก เลย และยะลา ทั้งนี้ จากระบบการสอบทานอย่างละเอียด พบข้อมูลคนยากจน 7.8 แสนคน เพื่อส่งต่อเข้าระบบความช่วยเหลือขององค์กรภาครัฐ

นายกิตติ กล่าวต่อไปว่า ในปี 2565 เป็นการทำงานต่อยอดกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาอาชีพ/ยกระดับคุณภาพชีวิต โดยมีเป้าหมายในการช่วยเหลือคนจนไม่น้อยกว่า 10,000 ครัวเรือน รวม 40,000 คน ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งจะเข้าสู่ระบบสวัสดิการภาครัฐ และอีกส่วนหนึ่งทาง บพท. จะพัฒนาโมเดลแก้จนโดยร่วมมือกับสถาบันวิชาการ และกลไกภาคี

วิเคราะห์ศักยภาพคนจนกลุ่มเป้าหมาย วิเคราะห์เทคโนโลยีความรู้พร้อมใช้ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งด้านการเกษตร การแปรรูป การตลาด
วิสาหกิจชุมชน การพัฒนาระบบการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งในขณะนี้ได้ประมวลเป็นโมเดลแก้ไขปัญหาความยากจนในหลากหลายรูปแบบ ที่สอดคล้องกับบริบทภูมิสังคม เช่น กลุ่มสมุนไพร กลุ่มสิ่งแวดล้อม กลุ่มพัฒนาอาชีพ กลุ่มคลังแรงงาน กลุ่มสวัสดิการชุมชน เป็นต้น

“สมุนไพรเป็นหนึ่งในสาขาเศรษฐกิจสำคัญในแผนหลักของประเทศ และสอดรับกับวาระแห่งชาติ BCG ดังนั้น บพท. และมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการจึงเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ เพราะเป็นการพัฒนาบนทุนเดิมของชุมชน โดยจะทำเป็นตัวอย่าง ซึ่งเมื่อนำความรู้ไปช่วยสำเร็จแล้ว ก็สามารถยกระดับเศรษฐกิจ ตลอดห่วงโซ่การผลิต ซึ่งคนจนจะอยู่ในห่วงโซ่ได้ทั้งระดับต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ขึ้นกับศักยภาพของกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน โดยมีกลไกภาคีสนับสนุน” นายกิตติ กล่าว

สำหรับสถาบันอุดมศึกษา 16 แห่งที่ประสานความร่วมมือกับ บพท. เพื่อบรรลุเป้าหมายในการปลดแอก 40,000 คน ให้พ้นจากความยากจน ได้แก่ วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร วิทยาลัยชุมชนชัยนาท วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน วิทยาลัยชุมชนยโสธร มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์