‘ตำรวจภูธรภาค 1’จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องใน‘วันนวมินทรมหาราช’

‘ตำรวจภูธรภาค 1’จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องใน‘วันนวมินทรมหาราช’

‘ตำรวจภูธรภาค 1’จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องใน‘วันนวมินทรมหาราช’

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.14 น.

‘ตำรวจภูธรภาค 1’จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องใน‘วันนวมินทรมหาราช’

พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะหัวหน้าฝ่ายอำนวยการรับผิดชอบงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 10 ต.ค.68 พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ภ.1 ประธานพิธีฯ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.ภัทรภวัต สุขแสง รอง ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 , พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 , พล.ต.ต.ฤทธินันท์ ปุ้ยพันธวงศ์ ผบก.กค.ภ.1 , คุณเนาวรัตน์ ยี่จีน ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 1 ร่วมกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

ทั้งนี้ มีการจัดกิจกรรม ดังนี้ 1.พิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานฯ 2.พิธีตักบาตรพระสงฆ์ 3.พิธีวางพวงมาลา และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

โดยมี คณะแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 1, คณะ รอง ผบก.อก.ภ.1, รอง ผบก.สส.ภ.1, รอง ผบก.กค.ภ.1, ข้าราชการตำรวจในสังกัด บก.อก.ภ.1, บก.สส.ภ.1 และ บก.กค.ภ.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมพิธีฯ ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ ตำรวจภูธรภาค 1

ทส.หา7เซียน! ‘ผู้เชี่ยวชาญมรดกโลก’ เปิดรับกรรมการฯ 9 ด้าน ตั้งแต่กฎหมายถึงวิทยาศาสตร์

ทส.หา7เซียน! 'ผู้เชี่ยวชาญมรดกโลก' เปิดรับกรรมการฯ 9 ด้าน ตั้งแต่กฎหมายถึงวิทยาศาสตร์

ทส.หา7เซียน! ‘ผู้เชี่ยวชาญมรดกโลก’ เปิดรับกรรมการฯ 9 ด้าน ตั้งแต่กฎหมายถึงวิทยาศาสตร์

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.38 น.

ทส. ประกาศเชิญชวนรับสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้ออกประกาศสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การรับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ประกาศ ณ วันที่ 30 กันยายน 2568   

โดยเปิดรับสมัครจำนวน 7 คน จาก 9 ด้าน จากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง ดังนี้ (1) ด้านวิทยาศาสตร์ (2) ด้านประวัติศาสตร์ (3) ด้านศิลปกรรมศาสตร์ (4) ด้านสิ่งแวดล้อม (5) ด้านการอนุรักษ์ (6) ด้านสังคมศาสตร์ (7) ด้านมานุษยวิทยา (8) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และ (9) ด้านกฎหมาย ทั้งนี้ คุณสมบัติ ประกอบด้วย (1) สัญชาติไทย (2) อายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี และไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 6 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2568

สำหรับท่านที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดเอกสารและหลักฐานประกอบการสมัคร พร้อมทั้งวิธีการยื่นใบสมัครได้ที่ https://drive.google.com/drive/mobile/folders/1XieO9remMYbPplMH6IvHpP71M6kngdBb?usp=drive_link

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม กลุ่มงานประสานการบริหารจัดการมรดกโลก โทรศัพท์ 0 2265 6585 ในวันและเวลาราชการ

ชวนเยาวชนใช้สื่อดิจิทัล ดึงเสน่ห์วิถีไทยสู่สายตาโลก ในโครงการ ‘สร้างสรรค์ไทย 4’ ชิงรางวัลกว่า 230,000

ชวนเยาวชนใช้สื่อดิจิทัล ดึงเสน่ห์วิถีไทยสู่สายตาโลก ในโครงการ 'สร้างสรรค์ไทย 4' ชิงรางวัลกว่า 230,000

ชวนเยาวชนใช้สื่อดิจิทัล ดึงเสน่ห์วิถีไทยสู่สายตาโลก ในโครงการ ‘สร้างสรรค์ไทย 4’ ชิงรางวัลกว่า 230,000

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.32 น.

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เดินหน้าโครงการ ‘สร้างสรรค์ไทย 4’ ชวนเยาวชนสร้างสรรค์สื่อดี ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 230,000 บาท

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม สานต่อความสำเร็จ เดินหน้าโครงการ “สร้างสรรค์ไทย 4” ภายใต้หัวข้อ “เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ…สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม” ชวนเยาวชนอายุไม่เกิน 25 ปี ร่วมประกวดคลิปวิดีโอสุดสร้างสรรค์ เพื่อเปิดประตูสู่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทยอันงดงามให้คนทั่วโลกได้รู้จัก ความยาวไม่เกิน 5 นาที พร้อมโอกาสพิเศษเสริมทักษะการผลิตสื่อจากวิทยากรระดับโลกที่มาเติมเต็มความรู้ด้านการผลิตสื่ออย่างมืออาชีพ เฟ้นหาผลงานคลิปวิดีโอสุดสร้างสรรค์ ชิงเงินรางวัลรวม 230,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคม นี้

นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กิจกรรมการประกวดสื่อสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนในหัวข้อ “เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ…สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม” ภายใต้โครงการ “สร้างสรรค์ไทย 4” ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ซึ่งเกิดจากความตระหนักของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ที่เล็งเห็นความสำคัญของเด็กและเยาวชนในฐานะขุมกำลังทางปัญญาของชาติ ที่มีบทบาทสำคัญในการสืบสานและต่อยอดคุณค่าทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่มุ่งส่งเสริมศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของเยาวชนไทย สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการผลักดันอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ของประเทศ พัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และยกระดับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ

การประกวดคลิปสื่อสร้างสรรค์ครั้งนี้ เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนจากทุกภูมิภาคร่วมสืบสานและต่อยอดมรดกวัฒนธรรมไทย ผ่านกระบวนการเรียนรู้และผลิตสื่อสร้างสรรค์ พร้อมใช้สื่อดิจิทัลถ่ายทอดแหล่งท่องเที่ยว ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และเทศกาลต่างๆ ของไทยให้ทั่วโลกได้รู้จัก ด้วยมุมมองสร้างสรรค์ สดใหม่ และเข้าถึงคนรุ่นใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การผสานคุณค่าทางวัฒนธรรมกับความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรมเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนควบคู่กับการปลูกฝังค่านิยมและจิตสำนึก โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน เพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าภูมิปัญญาไทยและร่วมอนุรักษ์ ต่อยอดวัฒนธรรมสู่ระดับประเทศและนานาชาติ

การประกวดคลิปสั้นในหัวข้อ “เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ…สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม” ภายใต้โครงการ “สร้างสรรค์ไทย 4” เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 9–31 ตุลาคม 2568 โดยเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 25 ปี (เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2543–2568) ไม่จำกัดเพศ การศึกษา อาชีพ ภูมิลำเนา หรือสัญชาติ สมัครได้ทั้งประเภทบุคคลและทีม

คลิปผลงานต้องมีอัตราส่วน 16:9 แนวนอน ขนาด 1920 x 1080 พิกเซล มีความยาว 3–5 นาที ชิงเงินรางวัลรวม 230,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ นอกจากนี้กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ยังจัดการอบรมรูปแบบออนไลน์และภาคสนาม จากวิทยากรระดับนานาชาติ เพื่อให้ผู้สมัครได้พัฒนาทักษะในการผลิตสื่อวิดีโออย่างสร้างสรรค์ เมื่อเข้าอบรมเสร็จสิ้น ผู้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้กับการประกวด รวมถึงนำไปต่อยอดในการผลิตผลงานสื่อต่างๆ ในอนาคต

การประกวดแบ่งเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1: การแข่งขันระดับภูมิภาค แบ่งเป็น 5 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ และ รอบที่ 2: การแข่งขันระดับประเทศ จากผลงานที่ผ่านเข้ารอบภูมิภาค ภูมิภาคละ 5 ผลงาน รวม 25 ผลงาน แบ่งเป็นรุ่นเด็กอายุไม่เกิน 17 ปี และรุ่นเยาวชนอายุ 17 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 25 ปี รางวัลในการประกวดมีทั้งหมด 9 รางวัล  ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 40,000 บาท, รองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 30,000 บาท, รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 15,000 บาท และรางวัลขวัญใจมหาชน (Popular Vote) จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 30,000 บาท โดยทุกรางวัลได้รับโล่เกียรติยศจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

การจัดกิจกรรมการประกวดสื่อสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชน ภายใต้โครงการ “สร้างสรรค์ไทย 4” ในครั้งนี้จะเป็นเสียงสะท้อนทางความคิด บอกเล่าเรื่องราวแหล่งท่องเที่ยวเชิงทางวัฒนธรรมท้องถิ่นจากทั่วประเทศไทย โดยพลังศักยภาพของเด็กและเยาวชนเอง ออกมาในรูปแบบสื่อที่ทันสมัย สามารถเผยแพร่สื่อสารออกสู่สาธารณะได้ อีกทั้งยังสร้างแรงกระเพื่อมให้คนในสังคมตระหนักรู้ถึงวัฒนธรรมอันดีงาม ต่อยอดและส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับชุมชน ระดับประเทศ และระดับนานาชาติต่อไป นายธนกร กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://creativethai4.com  และสามารถติดตามข่าวสารโครงการฯ ผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ : กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และเฟซบุ๊กเพจ : สร้างสรรค์ไทย

‘สกร. ศธ. รวมใจภักดิ์ รักษ์แผ่นดิน’รวมพลังจิตอาสา ปลูกต้นไม้รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ

'สกร. ศธ. รวมใจภักดิ์ รักษ์แผ่นดิน'รวมพลังจิตอาสา ปลูกต้นไม้รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ

‘สกร. ศธ. รวมใจภักดิ์ รักษ์แผ่นดิน’รวมพลังจิตอาสา ปลูกต้นไม้รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.11 น.

“สกร. ศธ. รวมใจภักดิ์ รักษ์แผ่นดิน”รวมพลังจิตอาสา ปลูกต้นไม้รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สืบสานพระราชปณิธานด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “สกร. ศธ. รวมใจภักดิ์ รักษ์แผ่นดิน” กิจกรรมปลูกต้นไม้เนื่องใน วันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 ณ แปลงโฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทย ตำบลวัดยม อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในการนี้ นางยุพิน บัวคอม นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รองศึกษาธิการภาค 1 ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้อำนวยการกอง/สถาบัน/กลุ่ม/ศูนย์ ส่วนกลาง ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด ผู้บริหารสถานศึกษา นายอำเภอบางปะอิน ปลัดอำเภอบางปะอิน เกษตรอำเภอบางปะอิน นายก อบต.วัดยม นายกเทศมนตรีตำบลตลาดเกรียบ กำนันตำบลวัดยม กำนันตำบลตลาดเกรียบ ผู้ใหญ่บ้าน และคณะจิตอาสา 904 เข้าร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียงกัน

นางเกศทิพย์ กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นวันสำคัญที่พวกเราชาวกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้มาร่วมใจในกิจกรรม “สกร. ศธ. รวมใจภักดิ์ รักษ์แผ่นดิน” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และน้อมนำแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านมาสืบสานให้คงอยู่

อธิบดี สกร.กล่าวต่อว่า การปลูกต้นไม้ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญสองประการ คือ 1.รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในด้านการพัฒนาการศึกษา ซึ่งทรงวางรากฐานความรู้ที่มั่นคง เพื่อให้ประชาชนดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ 2.สนองพระราชปณิธานด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะแนวคิด “ปลูกป่าในใจคน” ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์และความรับผิดชอบต่อแผ่นดิน

“การปลูกต้นไม้ในวันนี้ ไม่เพียงเพิ่มพื้นที่สีเขียวทางกายภาพ แต่คือการปลูกจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบและความรักต่อธรรมชาติในหัวใจของพวกเราทุกคน ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” นางเกศทิพย์ กล่าว

กิจกรรมในครั้งนี้ยังเป็นเวทีแห่งความร่วมมือระหว่าง สกร.ส่วนกลาง สกร.ประจำจังหวัด และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ สปก.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ “โฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทย” โดยทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมและเสริมสร้างความรักในธรรมชาติ สิ่งที่เห็นวันนี้คือความตั้งใจของบุคลากรทุกระดับ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนให้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง

ด้าน นางรัชนุช สละโวหาร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงห่วงใยต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และยังเป็นการสืบสานแนวคิด “การทำความดีด้วยหัวใจ” ของในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อปลูกจิตสำนึกแห่งการเสียสละและจิตอาสาให้กับบุคลากร สกร.และประชาชนในชุมชน

“ต้นไม้ที่เราปลูกในวันนี้ จะเติบโตเป็นร่มเงาให้แผ่นดิน และเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามที่หยั่งรากในใจคนไทยทุกคน”

– 006

Book Expo Thailand 2025 เปิดฉากยิ่งใหญ่ ในธีม Melody of Books ช่วยจุดพลังตลาดหนังสือ 2 หมื่นล้าน

Book Expo Thailand 2025 เปิดฉากยิ่งใหญ่ ในธีม Melody of Books ช่วยจุดพลังตลาดหนังสือ 2 หมื่นล้าน

Book Expo Thailand 2025 เปิดฉากยิ่งใหญ่ ในธีม Melody of Books ช่วยจุดพลังตลาดหนังสือ 2 หมื่นล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.25 น.

Book Expo Thailand 2025 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ในธีม Melody of Books ผสานพลังหนังสือ–เสียงดนตรี มีกองทัพหนังสือดี กว่า 2 ล้านเล่ม มัดรวมโปรโมชั่นเด็ดโดนใจ ให้เลือกช้อปมากมาย ช่วยจุดพลังตลาดหนังสือ 2 หมื่นล้านให้คึกคัก

9 ตุลาคม 2568 เริ่มแล้ว! อย่างยิ่งใหญ่กับ “งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30” หรือ Book Expo Thailand 2025 ภายใต้แนวคิด “Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า” ที่เชื่อมโลกแห่งตัวอักษรเข้ากับเสียงดนตรีและสื่อสร้างสรรค์ยุคใหม่ “เสียงดนตรี คือ บทกวีที่ไร้ตัวอักษร หนังสือ คือ ท่วงทำนองที่ไม่ต้องมีเสียง ทั้งคู่คือศิลปะแห่งการรับรู้ด้วยหัวใจ” พบกองทัพหนังสือดีมีคุณค่ามากมายกว่า 2 ล้านเล่ม ให้เลือกช้อปอย่างจุใจ มัดรวมโปรโมชั่นเด็ดโดนใจมากมาย คาดนักอ่านเข้าร่วมงานกว่า 1.3 ล้านคน กระตุ้นมูลค่าตลาดหนังสือไทยทะลุ 20,000 ล้านบาท

นางสาว ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประธานเปิดงาน “งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30” หรือ Book Expo Thailand 2025 กล่าวว่า การอ่านคือรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ และเป็น “ทุนมนุษย์” ที่ทรงคุณค่าที่สุด เพราะเมื่อประชาชนมีทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และสามารถเรียนรู้อย่างต่อเนื่องได้ ประเทศก็จะมีพลังในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างมั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้ หลายประเทศที่ประสบความสำเร็จได้พิสูจน์แล้วว่า “การสร้างสังคมแห่งการอ่าน” คือการลงทุนที่คุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด

“ขอแสดงความชื่นชมและขอขอบคุณ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย รวมถึงทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 อันเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักเขียน นักอ่าน และผู้ประกอบการได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความคิด สร้างแรงบันดาลใจ และร่วมกันส่งเสริมให้สังคมไทยเติบโตเป็น “สังคมแห่งการอ่าน” อย่างแท้จริง”

ด้านนายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดเผยว่า งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ กว่า 900 บูธ จาก 400 สำนักพิมพ์ชั้นนำ ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 3 ฮอลล์ แบ่งออกเป็น 6 โซนหลัก ได้แก่

1. โซนหนังสือนิยายและวรรณกรรม

2. โซนหนังสือทั่วไป

3. โซนหนังสือเก่า

4. โซนหนังสือเด็กและการศึกษา

5. โซนหนังสือการ์ตูนและวัยรุ่น

6. โซน NON BOOK และบอร์ดเกม

นอกจากนี้ภายในงาน ทางสมาคมฯ ได้ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านหนังสือ คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ จัดกิจกรรมบนเวที และอบรมสัมมนา และกิจกรรมที่น่าสนใจ รวมกว่า 100 รายการ ผสานความรู้ แรงบันดาลใจ และความบันเทิงไว้ในที่เดียว อาทิ

• “View ’til Touch” นิทรรศการอินเทอร์แอคทีฟ ที่ผสานโลกหนังสือกับเสียงดนตรี ผู้เข้าชมสามารถฟังเพลงจากตัวอักษร และทดลองสร้างเสียงเพลงจากหนังสือผ่านโปรแกรม Suno

• Author’s Salon (A02) พื้นที่พบปะของนักเขียน–นักอ่าน เปิดเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดและแรงบันดาลใจ

• Read for The Blind ร่วมกับมูลนิธิคนตาบอดไทย เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานบันทึกเสียงอ่านหนังสือและบริจาคเพื่อผลิตหนังสือเสียง

• Little Read Universe: Playful Reading พื้นที่แห่งการเรียนรู้ของเด็ก ที่ชวนให้หนังสือกลายเป็นเพื่อนเล่นสร้างจินตนาการ

• Hiroba ลานหนังสือภาพ พื้นที่สำหรับครอบครัวและกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์

• การแสดงพิเศษ “เจ้าขุนทองและผองเพื่อน” ครั้งแรกในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ผสมผสานดนตรี การเล่านิทาน และการแสดงหุ่นมือ

• PUBAT Contest เวทีประกวดระดับประเทศ 3 รายการ ได้แก่ การประกวดเล่านิทาน การแต่งเพลงส่งเสริมการอ่าน และการโต้วาทีระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ

นายณัฐกร กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลสำรวจพฤติกรรมการอ่านล่าสุด พบว่า “คนไทยยังคงนิยมอ่านหนังสือเล่มจริง” โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มอายุ 15–18 ปี มีสัดส่วนผู้ซื้อหนังสือแบบเสียค่าใช้จ่ายสูงถึง 86% ขณะที่กลุ่มอายุ 23–28 ปี อยู่ที่ 84% และกลุ่มอายุ 12–14 ปี อยู่ที่ 83% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า “เยาวชนไทยยังรักการอ่าน” แม้โลกดิจิทัลจะเติบโตอย่างรวดเร็วก็ตาม

ทั้งนี้ คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ 50.77 นาที แบ่งเป็นการอ่านหนังสือกระดาษเฉลี่ย 51 นาที และการอ่านบนแพลตฟอร์มออนไลน์เฉลี่ย 152 นาทีต่อวัน โดยประเภทการอ่านที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (56%) หนังสือกระดาษ (26%) และหนังสือเสียง (15%)

ข้อมูลทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า “อุตสาหกรรมหนังสือไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก” ปัจจุบันตลาดหนังสือไทยมีมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท และยังเติบโตเฉลี่ยปีละ 3.5% ด้วยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐในด้านความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และสังคมแห่งการเรียนรู้ จึงมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่า หนังสือไทยจะก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตและการพัฒนาทางวัฒนธรรมของประเทศ

ภายในงานมีหนังสือให้เลือกซื้อมากมายกว่า 2 ล้านเล่ม นอกจากนี้ยังมี หนังสือปกใหม่กว่า 2,000 ปก พบนักเขียนชื่อดังมากมาย พร้อมโปรโมชั่นพิเศษจัดเต็ม จากทุกสำนักพิมพ์ และบริการจัดส่งตรงถึงบ้านจากไปรษณีย์ไทย

เชิญชวนนักอ่านทุกวัยมาสัมผัสความแปลกใหม่ พลังแห่งตัวอักษรและเสียงดนตรี ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 Book Expo Thailand 2025 “Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า” ระหว่างวันที่ 9–19 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00–21.00 น. ณ ฮอลล์ 5–7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจ Thai Book Fair

#BookExpoThailand2025 #MelodyOfBooks

#อ่านหรือยังฟังหรือเปล่า

#PUBAT

Footage : พิธีเปิดงานมหกรรมหนังสือฯ (9 ต.ค 68)

‘ทรู’ปลูกปัญญา ร่วมมูลนิธิพลังน้ำใจ-ภาคีเครือข่าย ผนึกกำลังฟื้นฟูโรงเรียน สานต่อ‘พลังน้ำใจไทย’ปีที่ 15

‘ทรู’ปลูกปัญญา ร่วมมูลนิธิพลังน้ำใจ-ภาคีเครือข่าย ผนึกกำลังฟื้นฟูโรงเรียน สานต่อ‘พลังน้ำใจไทย’ปีที่ 15

‘ทรู’ปลูกปัญญา ร่วมมูลนิธิพลังน้ำใจ-ภาคีเครือข่าย ผนึกกำลังฟื้นฟูโรงเรียน สานต่อ‘พลังน้ำใจไทย’ปีที่ 15

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.42 น.

‘คืนรอยยิ้มสู่โรงเรียน’ ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยทรูปลูกปัญญา ร่วมกับมูลนิธิพลังน้ำใจ และภาคีเครือข่าย ผนึกกำลังฟื้นฟูโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ สานต่อพลังแห่งการให้ ผ่านคอนเสิร์ตการกุศล‘พลังน้ำใจไทย’ปีที่ 15

9 ตุลาคม 2568 ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยทรูปลูกปัญญา ร่วมกับภาคีเครือข่าย ภายใต้มูลนิธิพลังน้ำใจไทย (Power of Thai) เดินหน้าสานต่อพันธกิจ มอบทุนสนับสนุนจำนวนกว่า 4 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยปี 2567 รวม 11 โรงเรียนในพื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย โดยจัดพิธีส่งมอบ ณ โรงเรียนปางห้า อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยได้รับเกียรติจาก นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ที่ปรึกษามูลนิธิพลังน้ำใจไทย พร้อมด้วย นายกิตติภพ แสงสว่าง ผู้บริหารธุรกิจเขตพื้นที่พะเยา–เชียงราย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น รวมถึงผู้บริหารตัวแทนจากภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ที่ร่วมให้กำลังใจ นำสิ่งของจำเป็น อาหารกลางวัน และกิจกรรมสันทนาการ ไปมอบให้แก่คณะครู นักเรียนโรงเรียนปางห้า การสนับสนุนครั้งนี้ครอบคลุมถึงโรงเรียน Connext ED ภายใต้การดูแลของทรูที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนเวียงเศรษฐีวิทยา, โรงเรียนบ้านดอนปิน, โรงเรียนเมืองสาตร, โรงเรียนบ้านท่าต้นกวาว จังหวัดเชียงใหม่ และโรงเรียนห้วยทรายขาว จังหวัดเชียงราย รวมมูลค่ากว่า 900,000 บาท เพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอน พร้อมปรับปรุงอาคารรวมถึงห้องเรียนและภูมิทัศน์ภายในโรงเรียนให้เอื้อต่อการเรียนการสอน นอกจากนี้ ทรูปลูกปัญญาและทีมทรูภาคเหนือ ยังได้จัดกิจกรรม “รู้ทันโลกออนไลน์” เพื่อส่งเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ ให้แก่นักเรียนและครูโรงเรียนปางห้าอีกด้วย

ทั้งนี้ มูลนิธิพลังน้ำใจไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของ 12 องค์กรภาคเอกชนชั้นนำ ยังคงเดินหน้าระดมทุนอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดจัดคอนเสิร์ตการกุศลรอบพิเศษ “พลังน้ำใจไทย Power of Thai รวมน้ำใจปีที่ 15” อย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 28 กันยายน  ที่ผ่านมา ณ Sustainability Expo ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ร่วมด้วยกองทัพศิลปินชื่อดัง อาทิ Modern Dog, Lipta, Urboy TJ, เจ้านาย–เจ้าขุน, Alala, แพร ชนา, New Country, กอกี้ กวิสรา, Better Weather, The Parkinson และ Chaladeen ที่รวมพลังสร้างรอยยิ้มและแรงบันดาลใจให้ผู้ชมอย่างเต็มอิ่ม

มูลนิธิพลังน้ำใจไทย (Power of Thai) มุ่งมั่นสร้างคุณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการฟื้นฟูโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และร่วมยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยสู่ความยั่งยืนต่อไป สำหรับผู้ที่ต้องการร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้ สามารถร่วมบริจาคได้ที่ บัญชีมูลนิธิพลังน้ำใจไทย ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 101-881-5272 หรือผ่าน TrueMoney Wallet

สกู๊ปพิเศษ : Quick Win อว. ‘โดรนคนละครึ่ง’ ‘แก้จน’ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

สกู๊ปพิเศษ : Quick Win อว. ‘โดรนคนละครึ่ง’ ‘แก้จน’ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

สกู๊ปพิเศษ : Quick Win อว. ‘โดรนคนละครึ่ง’ ‘แก้จน’ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อโครงการ “โดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง” หรือ “โดรนคนละครึ่ง” หรือ “โดรนแก้จน” เป็นนโยบาย Quick Win ที่โดนใจประชาชน โดยเฉพาะภาคการเกษตรมากที่สุด หลังจากที่ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้แถลงนโยบายการทำงานในระยะเวลา 4 เดือน

โดย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.อว. ระบุว่า โครงการ “โดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง” หรือ “โดรนคนละครึ่ง” คือนโยบายเร่งด่วนในการช่วยเหลือภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเป็นการนำเอาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไปรับใช้ประชาชน ไปรับใช้สังคม โครงการนี้จะช่วยให้เกษตรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดการสัมผัสสารเคมี รวมทั้งเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ประหยัดเวลาและแรงงาน โดยมีรูปแบบของนโยบายเป็นการช่วยค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายในการใช้บริการโดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาแก้จนอย่างเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ส่งเสริมเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อเปลี่ยนเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)

“โครงการโดรนคนละครึ่ง จะนำร่องในพื้นที่ภาคกลางเป็นอันดับแรกก่อนจะขยายไปในพื้นที่อื่น ขณะเดียวกัน เราจะดึงเครือข่ายผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ทอัพด้านโดรนเพื่อการเกษตร ซึ่งเข้าร่วมโครงการกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคมาเป็นผู้ให้บริการเช่าโดรน นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการด้านให้บริการโดรนเพื่อการเกษตรรายย่อยอื่นๆ มาสามารถมาเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมได้อีกด้วย” นายสุรศักดิ์ กล่าวและว่า

แน่นอนโครงการนี้ ถ้าเกิดขึ้นจริง ถือว่าจะเป็นการช่วยภาคการเกษตรให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันภาคการเกษตรต้องเจอกับปัญหาในเรื่องของการทำการเกษตร เช่น เรื่องของแหล่งน้ำ น้ำท่วม น้ำแล้ง การใช้สารเคมีในการทำการเกษตร เป็นต้น ดังนั้น การจัดหาเครื่องมือช่วยทำการเกษตรที่จัดอยู่ในกลุ่มเครื่องมือ อุปกรณ์อัจฉริยะและหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย อย่างโครงการ “โดรนคนละครึ่ง” เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสหรือผลกระทบจากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ลดต้นทุนให้กับเกษตรกร ประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงถือว่าเหมาะสมกับกระทรวง อว.ที่มีสโลแกน “กระทรวงแห่งปัญญา โอกาสและอนาคต”

แน่นอน รูปแบบของโครงการดังกล่าวอาจจะใช้โดรนที่มีอยู่แล้วจากหน่วยงานในกระทรวง อว. เช่น ปัจจุบันกระทรวง อว.ก็มีนวัตกรรม “โดรนพ่นสารเคมีการเกษตรความแม่นยำสูง” ที่ผลิตโดยอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคที่มีอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงการให้งบสนับสนุนการวิจัยหรือทุนแก่ผู้ประกอบการทั้งจาก บพท. เป็นต้น ซึ่งมีราคาถูกกว่า 10 เท่าจากท้องตลาด ลดการสัมผัสสารเคมีโดยตรง ได้งานมากกว่าแรงคน 40 เท่ามาสนับสนุนนโยบาย Quick Win “โดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง” ก็ได้ โดยอาจเป็นการช่วยค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายในการใช้โดรนสำหรับพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกรแต่ละคน รวมทั้งไปศึกษาระเบียบและวิธีการให้ถูกต้องและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริงต่อไป เป็นต้น ที่สำคัญ กระทรวง อว.ยังมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำ นวัตกรรมเรื่องปุ๋ยและสารชีวภัณฑ์ เรื่องการเกษตรแม่นยำ เรื่องของนวัตกรรมเพื่อเกษตรอินทรีย์ เรื่องของชุดตรวจโรคพืชและสัตว์ เป็นต้น

“ถ้านำมาช่วยสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรให้ครอบคลุมทุกด้าน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคการเกษตรให้กับเกษตรกรจะดียิ่งขึ้น ระยะเวลาของรัฐบาล อาจจะมีแค่ 4 เดือน แต่ 4 เดือนนี้ อาจจะเป็น 4 เดือนแห่งปัญญา 4 เดือนแห่งโอกาสและ 4 เดือนแห่งอนาคตของประชาชนและประเทศก็เป็นได้” รมว.อว ระบุ

นอกจากนี้ นายสุรศักดิ์ ยังกำชับอีกว่า ต่อไปนี้การลงพื้นที่ตรวจราชการของตนเองให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับการตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยม โดยให้มีการดำเนินการอย่างเรียบง่ายและประหยัด เช่น ไม่มีป้ายต้อนรับ ไม่รับของที่ระลึกหรือของฝาก ให้นำเวลาไปใช้ในประโยชน์ต่อราชการและต่อการพัฒนาองค์กรมากกว่าจะมาทำป้ายต้อนรับรัฐมนตรี

“เรื่องของที่ระลึกเป็นสิ่งไม่จำเป็นนะครับ แต่สามารถเอาสิ่งที่มีอยู่แล้ว พวกเทคโนโลยี นวัตกรรม สินค้าชุมชนมาโชว์ได้ ตนเองไม่ใช่นักวิชาการ หรือนักการศึกษา แต่ผมรู้ว่าหน้าที่ของนักการเมืองคืออะไร ถ้าไม่รู้หน้าที่ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ก็จะไม่เกิดประโยชน์ต่อองค์กร

ทั้งนี้ นักการเมืองต้องทำในสิ่งที่สมควรทำ ไม่เป็นตัวถ่วง ต้องทำหน้าที่สนับสนุนให้ข้าราชการทำงานอย่างได้ราบรื่น ผมมีเวลาไม่มากคือ 4 เดือน ตั้งใจว่านโยบาย Quick Win จะต้องสำเร็จให้ได้ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ดังนั้น 4 เดือน เราอาจจะได้เห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” จากนโยบาย Quick Win โครงการ “โดรนเพื่อการเกษตรคนละครึ่ง” หรือ “โดรนคนละครึ่ง” เพื่อแก้จนให้กับเกษตรกร นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.อว. กล่าวทิ้งท้าย

ยกระดับคุณภาพชีวิต ‘ผู้ต้องขังหญิง’ ‘Where the Silence Speaks’ นวัตกรรมเพื่อความยุติธรรม

ยกระดับคุณภาพชีวิต ‘ผู้ต้องขังหญิง’ ‘Where the Silence Speaks’ นวัตกรรมเพื่อความยุติธรรม

ยกระดับคุณภาพชีวิต ‘ผู้ต้องขังหญิง’ ‘Where the Silence Speaks’ นวัตกรรมเพื่อความยุติธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ภายใต้แนวคิดที่ยึดผู้คนเป็นศูนย์กลางในระบบยุติธรรม ผศ.ดร.ฤทธิรงค์ จุฑาพฤฒิกร อาจารย์สายวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ริเริ่มและพัฒนาโครงการ “Where the Silence Speaks” โครงการต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้ต้องขังหญิงที่เปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มที่ตั้งครรภ์หรือมีลูกเล็กในเรือนจำ โดยการรวบรวมเสียงสะท้อนด้านต่างๆ ทั้งในมิติของงานวิจัย การเรียนการสอน นิทรรศการ งานศิลปะ และความร่วมมือเชิงนโยบาย

หนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงการคือ การพยายามให้ผู้ต้องขังสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่และรู้สึกปลอดภัยเพราะข้อจำกัดในด้านเสรีภาพและสถานที่ โดยเน้นไปที่การพัฒนาเครื่องมือและกระบวนการในการรวบรวมข้อมูลที่เข้าถึงและใช้งานง่าย และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจให้ผู้ต้องขังสามารถแสดงออกถึงความต้องการของตนได้อย่างแท้จริง

“ความท้าทายสำคัญไม่ใช่แค่การเข้าไปในเรือนจำ แต่คือการทลาย ‘สถาปัตยกรรมแห่งความเงียบ’ ที่ฝังลึกในใจของผู้หญิงเหล่านี้ ซึ่งรู้สึกว่าไม่มีสิทธิจะพูดหรือจินตนาการถึงชีวิตที่ดีกว่านี้” ผศ.ดร.ฤทธิรงค์ กล่าวว่า ทีมวิจัยทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ นักศึกษา นักออกแบบ ผู้หญิงที่เคยถูกคุมขัง และผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน มีการทดลองเครื่องมือเบื้องต้นกับอดีตผู้ต้องขัง ก่อนนำไปใช้กับกลุ่มผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์และกลุ่มแม่ลูกอ่อนในเรือนจำ โดยดำเนินการภายใต้ มาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ที่เข้มงวด ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรม และให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ การปกป้องสิทธิของกลุ่มเปราะบาง ทั้งด้านจิตใจ ความสมัครใจ และความเป็นส่วนตัว

จากกระบวนการนี้สามารถพัฒนาไปสู่ต้นแบบของศูนย์แม่และเด็กภายในทัณฑสถานหญิงกลาง คลองเปรม ซึ่งใช้นวัตกรรมทางแนวคิด “Creative Pragmatic Co-Design” ที่พัฒนาขึ้นเพื่อทำงานในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดสูง เช่น ระบบเรือนจำ และผลลัพธ์จากการทำงานร่วมกันทำให้ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในระดับนโยบาย โดยผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลางได้เชิญทีมวิจัยไปนำเสนอแบบเพื่อประกอบการวางแผนงบประมาณและการจัดสร้างจริงในอนาคต ซึ่งเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการที่งานออกแบบเชิงมีส่วนร่วมสามารถมีผลต่อโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ควบคุม

นอกจากการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพแล้ว โครงการยังได้เปลี่ยนกรอบความคิดของเรือนจำ ให้มองบทบาทของ “พื้นที่” ไม่ใช่เพียงเพื่อการควบคุม แต่คือ พื้นที่ของความเข้าใจ การเยียวยา และคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับหนึ่งในกลุ่มเปราะบางที่สุดในกระบวนการยุติธรรม

เครื่องมือการรวบรวมข้อมูลนี้ยังต่อยอดไปสู่การออกแบบสถานคุมขังภายหลังพ้นโทษ จัดนิทรรศการในพื้นที่สาธารณะ เช่น Walls to Welcome และ เลือน–จำ พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่ใช้โจทย์จริง และพัฒนาไปปรับใช้กับกลุ่มผู้ผิดพลาดผู้พ้นโทษ และกลุ่มที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางอื่นๆ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกควบคุมสูง

เครื่องมือการรวบรวมข้อมูลนี้ได้รับ รางวัลระดับชาติ 2 รางวัล ได้แก่ ASAIHL Thailand Outstanding Achievement Award 2024 (ด้านการมีส่วนร่วมทางสังคม) และ Distinguished Academic Award in the Social Sciences 2024 (ระดับดี) ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพ ความต่อเนื่อง และความหมายของการนำงานออกแบบมาเป็นเครื่องมือของความยุติธรรมที่จับต้องได้

อยุธยาสืบสาน! ‘ตักบาตรเทโวฯโบราณ’ พระสงฆ์เดินลงจาก ‘เจดีย์ชัยมงคล’

อยุธยาสืบสาน! ‘ตักบาตรเทโวฯโบราณ’ พระสงฆ์เดินลงจาก ‘เจดีย์ชัยมงคล’

อยุธยาสืบสาน! ‘ตักบาตรเทโวฯโบราณ’ พระสงฆ์เดินลงจาก ‘เจดีย์ชัยมงคล’

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

ศักดิ์สิทธิ์-งดงาม! วัดใหญ่ชัยมงคล จ.พระนครศรีอยุธยา สืบสานประเพณี ‘ตักบาตรเทโวฯโบราณ’ พระสงฆ์ 35 รูป เดินลงจาก ‘เจดีย์ชัยมงคล’ ของสมเด็จพระนเรศวรฯ

วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่วัดใหญ่ชัยมงคลวรวิหาร อำเภอพระนครศรีอยุธยา ได้มีการจัดพิธีทำบุญ ‘ตักบาตรเทโวโรหณะ’ อย่างยิ่งใหญ่และงดงามตามแบบโบราณ เนื่องในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 หลังวันออกพรรษา

พระครูสิริชัยมงคล รองเจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยา และเจ้าอาวาสวัดใหญ่ชัยมงคลวรวิหาร ได้นำพระภิกษุสงฆ์-สามเณร ที่จำพรรษาอยู่ที่วัดจำนวน 35 รูป เดินลงมาจาก พระมหาเจดีย์ชัยมงคล เพื่อรับบิณฑบาตจากพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมากันพร้อมครอบครัว

พระครูสิริชัยมงคล กล่าวว่า การจัดพิธีลักษณะนี้เป็นการ จำลองเหตุการณ์ตามความเชื่อในพระพุทธศาสนา ที่ว่า วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ รับบิณฑบาต หลังจากเทศนาอภิธรรมปิฎกโปรดพุทธมารดา

คำว่า ‘เทโวโรหณะ’ แปลว่า การหยั่งลงจากเทวโลก โดยทางวัดใหญ่ชัยมงคลฯ ยึดถือปฏิบัติประเพณีตามแบบโบราณ โดยให้พระสงฆ์เดินลงมาจากโบราณสถาน เจดีย์ชัยมงคล ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างขึ้นเพื่อประกาศชัยชนะต่อข้าศึกหลังทำสงครามยุทธหัตถี และเชื่อกันว่าเป็นเจดีย์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์

ในพิธี พุทธศาสนิกชนได้เตรียม ข้าวสารอาหารแห้ง ข้าวต้มมัด และลูกโยน มาทำบุญใส่บาตรอย่างเนืองแน่น ขณะเดียวกัน นักเรียนโรงเรียนวัดใหญ่ชัยมงคล (ภาวนารังสี) ได้แต่งองค์เป็นเทวดา-นางฟ้า โปรยข้าวตอกดอกไม้ สร้างภาพที่สวยงามและเป็นมงคลกับชีวิตแก่ผู้มาร่วมงาน

สำหรับ ‘วัดใหญ่ชัยมงคล’ นั้น สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1900 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง โดยมีชื่อเดิมว่า วัดป่าแก้ว และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายจากเหตุการณ์สำคัญใน พ.ศ. 2135 เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงรบชนะพระมหาอุปราชของหงษาวดี และให้สร้าง ‘พระเจดีย์ชัยมงคล’ ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัดใหญ่ชัยมงคลในปัจจุบัน ////-026

บุรีรัมย์จัดใหญ่! ‘ตักบาตรเทโวฯ’ พระสงฆ์เดินลงภูเขาไฟกระโดงด้วยบันไดนาค

บุรีรัมย์จัดใหญ่! ‘ตักบาตรเทโวฯ’ พระสงฆ์เดินลงภูเขาไฟกระโดงด้วยบันไดนาค

บุรีรัมย์จัดใหญ่! ‘ตักบาตรเทโวฯ’ พระสงฆ์เดินลงภูเขาไฟกระโดงด้วยบันไดนาค

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.13 น.

บุรีรัมย์จัดใหญ่! ‘ตักบาตรเทโวฯ’ พระสงฆ์ 99 รูป เดินลงภูเขาไฟกระโดงด้วยบันไดนาค 297 ขั้น

วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่บริเวณลานเชิงบันไดนาคราช หน้าวัดพระพุทธบาทเขากระโดง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีการจัดพิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา ประจำปี 2568 อย่างยิ่งใหญ่และเป็นที่ศรัทธาของประชาชน

นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย เภสัชกรหญิงณัฐรดา ปิจนำ นายกเหล่ากาชาดจังหวัด ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ ตลอดจนนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ได้เดินทางไปร่วมพิธีเพื่อ เสริมสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

พิธีตักบาตรเริ่มขึ้นด้วยขบวนที่นำโดย พระพุทธรูปปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ และมีผู้ที่แต่งกายเป็น พระอินทร์ พรหม และเทวดา เดินนำหน้าพระสงฆ์ ซึ่งเป็นภาพที่งดงามน่าเลื่อมใสยิ่ง

จากนั้น พระสงฆ์จำนวน 99 รูป ได้เดินลงมาจากยอดภูเขาไฟกระโดง ตาม บันไดนาคราช จำนวน 297 ขั้น เพื่อรับบิณฑบาตจากพุทธศาสนิกชนที่รอใส่บาตรอยู่บริเวณลานเชิงบันไดนาคราช ยาวไปจนถึงถนนด้านหน้าวัด

การตักบาตรในครั้งนี้ เป็นการเปรียบเสมือนภาพในพุทธกาล ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มายังโลกมนุษย์ โดยพุทธศาสนิกชนได้ตั้งจิตอธิษฐานใส่บาตรด้วยข้าวสาร อาหารแห้ง และข้าวทิพย์ ที่ผ่านพิธีการกวนข้าวทิพย์ในวันออกพรรษา

ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ จัดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติ กล่าวคือ ในพรรษาที่ 7 นับแต่ปีที่ตรัสรู้ พระพุทธองค์ได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อแสดง พระอภิธรรมปิฎกโปรดพระพุทธมารดา เป็นเวลา 3 เดือน

ครั้นถึงวันปวารณาออกพรรษา (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11) พระพุทธองค์จึงเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ทาง บันไดทิพย์ทั้ง 3 (บันไดเงิน บันไดทอง และบันไดแก้ว) ที่ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) ให้พระวิษณุกรรมเนรมิตขึ้น ณ เมืองสังกัดนคร

ในวันดังกล่าว ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ที่โลกทั้ง 3 คือ สวรรค์ มนุษย์ และบาดาล (นรก) ต่างมองเห็นซึ่งกันและกัน พุทธศาสนิกชนจึงเรียกวันนี้อีกชื่อหนึ่งว่า “วันพระเจ้าเปิดโลก” และถือเป็นวันทำบุญตักบาตรที่พิเศษสืบทอดกันมา /////-026