ชมเทปบันทึกภาพรำลึกพระมหากรุณาธิคุณฯ และเสวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629750

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอเชิญชมเทปบันทึกภาพการจัดกิจกรรมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี จามจุรีทรงปลูก ณ ลานจามจุรี และบริเวณรอบเสาธง หน้าหอประชุมจุฬาฯ และการเสวนา “60 ปีจามจุรีทรงปลูก” จัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับชมรมนิสิตเก่าจุฬาฯ รุ่น 2515 ในวันพุธที่ 19 มกราคม 2565 เวลา 19.30 น. รับชมได้ทาง Facebook : ChulalongkornUniversity และ Youtube : chulauniversity

ฟังการเสวนาในหัวข้อ “ความประทับใจในวันทรงปลูก” โดยนิสิตน้องใหม่จุฬาฯปี 2504 ได้แก่ คุณอำไพ ภู่ศรีพงษ์ นิสิตเก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ ประธานรุ่นจุฬาฯ 2504 รศ.นภาลัย สุวรรณธาดา นิสิตเก่าคณะครุศาสตร์ ศ.พิเศษ ดร.ประพิณ มโนมัยวิบูลย์ นิสิตเก่าคณะอักษรศาสตร์ ดร.เทอดเกียรติ ศักดิ์คำดวง นิสิตเก่าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดยคุณอานุสรา จิตต์มิตรภาพ นิสิตเก่าคณะนิเทศศาสตร์ ปี 2515

และการเสวนาในหัวข้อ “การดูแลรักษาจามจุรีทรงปลูก จากอดีตสู่อนาคต” โดย รศ.ภาวดี อังศุสิงห์ ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และคณะ ดำเนินรายการโดย รศ.นพพร โทณะวณิก นิสิตเก่าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ปี 2515

จุฬาฯ จัดงานมอบรางวัล ASEAN and Thailand’s Top Corporate Brands 2021

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629747

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศ.ดร.กุณฑลี รื่นรมย์ และ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2 นักวิจัยผู้พัฒนา CBS Valuation เครื่องมือวัดมูลค่าแบรนด์องค์กรจะจัดงานประกาศผลงานวิจัยและมอบรางวัล ASEAN and Thailand’s Top Corporate Brands 2021 ให้แก่องค์กรที่มีมูลค่าแบรนด์องค์กรสูงสุดในแต่ละหมวดธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมูลค่าแบรนด์องค์กรสูงสุดของแต่ละประเทศในอาเซียน และรางวัลเกียรติยศ Thailand’sTop Corporate Brand Hall of Fame 2021 ในวันที่ 20 มกราคม 2565 เวลา 13.00 น. ณ ห้อง 111อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานมอบรางวัล โดยสามารถชมสดผ่านเพจเฟซบุ๊ค Chulalongkorn University และ CBSChula

SYS มอบโอกาสเรียนให้เด็กและเยาวชน มอบทุนครบทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629748

SYS มอบโอกาสเรียนให้เด็กและเยาวชน  มอบทุนครบทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเจษฎา ปลั่งมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัดหรือ SYS ผู้ผลิตเหล็กเอชบีม ไวด์แฟลงก์ เผยว่า SYS Education fund เป็นทุนที่ SYS มอบให้กับเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาส โดยเป็นทุนการศึกษาต่อเนื่องและให้เปล่า ไม่ผูกมัดนักเรียน นอกจากจะมีเงินทุนให้แล้ว SYS ยังจัดให้มีพนักงานพี่เลี้ยงจิตอาสามาร่วมดูแลนักเรียนทุนด้วย ซึ่งพี่เลี้ยงจิตอาสาเหล่านี้จะทำหน้าที่ให้คำแนะนำทั้งเรื่องการศึกษา และการใช้ชีวิตของนักเรียนทุน โดย SYS ได้เริ่มโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2560 และในปี 2564 เราได้มอบทุนครบทุกจังหวัดทั่วประเทศแล้ว

SYS Education Fund หรือ SEF เป็นโครงการส่งเสริมการศึกษาเพื่อเด็กและเยาวชนที่ประพฤติดี ให้ได้เรียนต่อเนื่องจนจบปริญญาตรี มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาส ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 จนจบปริญญาตรีครอบคลุมทั้งค่าบำรุงการศึกษา ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีพรายเดือน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 1 ล้านบาท ตลอดอายุทุน โดยได้ดำเนินการมอบทุนให้กับเด็กและเยาวชนในจังหวัดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และล่าสุดในปี 2564 ได้มอบทุนการศึกษาครบทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย

ผอ.วล.เพาะช่าง นำผู้บริหารเข้าสวัสดีปีใหม่ บิ๊ก’ทีพีไอ โพลีน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629840

ผอ.วล.เพาะช่าง นำผู้บริหารเข้าสวัสดีปีใหม่ บิ๊ก'ทีพีไอ โพลีน'

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 20.30 น.

ผอ.วล.เพาะช่าง นำผู้บริหารเข้าสวัสดีปีใหม่ บิ๊กทีพีไอ โพลีน 

19 มกราคม 2565 ผศ.บรรลุ วิริยาภรณ์ประภาส ผู้อำนวยการวิทยาลัยเพาะช่าง นำคณะผู้บริหาร วิทยาลัยเพาะช่าง เข้าพบเพื่อสวัสดีและมอบของขวัญปีใหม่แด่  คุณประทีป เลี่ยวไพรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ณ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน)  

ในโอกาสนี้ คุณประทีป และ รศ.พญ.ยุวดี เลี่ยวไพรัตน์ ได้มอบเงินสนับสนุนดังต่อไปนี้ 1. กองทุนประทีป–รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงยุวดี เลี่ยวไพรัตน์ พ.ศ.2559 จำนวนเงิน 1,000,000 บาท 2. กองทุนประทีป–รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงยุวดี เลี่ยวไพรัตน์เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาลัยเพาะช่าง พ.ศ. 2564 จำนวนเงิน 500,000 บาท 

ทั้งนี้ เงินสนับสนุนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ และพัฒนาการเรียนการสอน โดยวิทยาลัยเพาะช่างจะดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของเจ้าของทุนต่อไป
 

วช.หนุนนักวิจัย มทร.อีสานพัฒนาเตียงผู้ป่วยติดเตียง-สูงวัย สู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629754

วช.หนุนนักวิจัย มทร.อีสานพัฒนาเตียงผู้ป่วยติดเตียง-สูงวัย สู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.37 น.

รศ.ดร.ศักดิ์ระวี ระวีกุล นักวิจัยสาขาวิศกรรมไฟฟ้า ด้านระบบควบคุมไฟฟ้าและ นวัตกรรมการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)อีสาน วิทยาเขตขอนแก่น เปิดเผยว่า ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) เรื่อง “การพัฒนาต่อยอดระบบ software smart bed ควบคุมเตียงพลิกตะแคงและเบาะเจลยางพาราป้องกันแผลกดทับ Doctor N Medigel เพื่อให้ได้มาตรฐานเครื่องมือแพทย์ระดับสากล สำหรับใช้งานในหอผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19” ซึ่งเตียงผู้ป่วยติดเตียงผู้สูงวัยที่ต้องนอนเตียงเป็นเวลานาน ๆ เกิดผลข้างเคียงอันเนื่องจากผิวหนังถูกกดทับเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง บริเวณที่ถูกกดทับ มีการตายของเนื้อเยื่อซึ่งแรงกดมากกว่า 20 มิลลิเมตรปรอท เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ถึง 4 ชั่วโมง

ทำให้มีปัจจัยต่อการเกิดแผลกดทับ การเกิดแผลกดทับจะส่งผลให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน และส่งผลกระทบต่อทางด้านจิตใจของผู้ป่วยด้วย ดังนั้น จึงมีแนวคิดที่จะวิจัยพัฒนาต่อยอดงานวิจัยนี้ เป็นทางเลือกให้กับภาคอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือแพทย์ในประเทศได้พัฒนาขยายโอกาสทางธุรกิจเพิ่มช่องทางการแข่งขันทางการตลาดให้หลากหลาย และลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้สูงวัยและผู้ป่วยติดเตียง  ร่วมถึงปัญหาการระบาดของโควิด -19 ซึ่งในจำนวนที่เกิดการระบาดนี้จะมีผู้ป่วยปอดอักเสบที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและการช่วยหายใจในท่าคว่ำจึงจะช่วยให้สามารถคงค่าออกซิเจนในเลือดของผู้ป่วยได้ ซึ่งการจะพลิกคว่ำเปลี่ยนท่าผู้ป่วยเหล่านี้จะต้องใช้พยาบาลหลายคนในการเปลี่ยนท่าผู้ป่วย แต่หากใช้เตียงพลิกตะแคงและ software นี้จะช่วยผ่อนแรงพยาบาลได้ และสามารถควบคุมการเปลี่ยนท่าจาก software central control ได้ ทำให้พยาบาลไม่ต้องเข้าไปเสี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วยที่ติดเชื้อมากเกินไป

รศ.ดร.ศักดิ์ระวี กล่าวต่อว่า แต่การจะนำเตียงและ software นี้ใช้ในหอผู้ป่วยวิกฤตได้นั้นจำเป็นที่จะต้องผ่านมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานขั้นสูงสุด เตียงผู้ป่วยที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งข้อมูล และ รับข้อมูลผ่านแอพพลิเคชัน ทำให้การเข้าถึงการควบคุมช่วยเหลือ ผู้ป่วย ผู้สูงวัยทำได้รวดเร็ว เช่น การกำหนดเวลาการปรับท่าทางการนอน การเปลี่ยนตำแหน่งจุดกดทับ การปรับให้ผู้ป่วยในท่าทางการรักษาที่เหมาะสม การกำหนดเวลาล่วงหน้า การพาผู้ป่วยผู้สูงวัยทำกายภาพบำบัด ในส่วนต่างๆที่มีความละเอียดอ่อน นวัตกรรมระบบควบคุมนี้ ได้รับจดทรัพย์สินทางปัญญา และ ผ่านการทดสอบมาตรฐาน ซอฟต์แวร์ ทางการแพทย์ ทำให้มั่นใจได้ว่าปลอดภัยกับผู้ใช้งานและ ผู้ปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี  

‘วัดศาลารี’หยุดลงนะหน้าทองแล้ว ลั่นจะเปลี่ยนเป็นบรรยายธรรม ศิษย์รู้สึกผิดทำเดือดร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629752

'วัดศาลารี'หยุดลงนะหน้าทองแล้ว ลั่นจะเปลี่ยนเป็นบรรยายธรรม ศิษย์รู้สึกผิดทำเดือดร้อน

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.27 น.

ไม่ดื้อ! เจ้าอาวาสวัดศาลารี ประกาศเลิกลงนะหน้าทองแล้ว! ลั่นจะเปลี่ยนเป็นบรรยายธรรม ศิษย์เอกรู้สึกผิด ทำให้เดือดร้อน “จตุรงค์” ฝากข้อความแซ่บถึงสำนักพุทธ

กรณีข่าวฮือฮา  “พระครูสมุห์นพดล ปิยธมฺโม” เจ้าอาวาสวัดศาลารี ต.บางไผ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี เขียนยันต์ ลงนะหน้าทอง เจิมหน้าผากด้วยแผ่นทองคำเปลว เขียนยันต์หัวใจมหาเศรษฐีลงบนฝ่ามือ และ การลงนะหน้าทองแบบเต็มใบหน้า เพื่อเสริมสร้างสิริมงคล หนุนดวง มีผู้มาต่อคิวรอเป็นจำนวนมาก  

รายการโหนกระแสวันที่ 19 ม.ค. 65 “ภาษิต อภิญญาวาท” ดำเนินรายการแทน “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง 3 กดเลข 33 สัมภาษณ์  พระครูสมุห์นพดล ปิยธมฺโม มาพร้อม ที ศิษย์เอก และ อ. จตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา

คุณที คุณเป็นคนชักนำพระอาจารย์เข้าวงการ?

ที : ใช่ เป็นคนชอบลง นะหน้าทอง และสักยันต์อยู่แล้ว มีโอกาสนิมนต์ท่านมาทำพิธีที่บ้าน เนื่องจากขึ้นบ้านใหม่ ท่านมาถึงสวดเสร็จก็สอนนั่งสมาธิ

ที่วัดลงนะหน้าทอง เขียนยันต์หัวใจมหาเศรษฐี เสริมดวงชะตา มหาเสน่ห์ โชคลาภ บางคนถึงขั้นบอกว่าใบ้หวยด้วย อาจารย์กำลังอาศัยความเชื่อชาวบ้านหลอกลวง หาเงินเข้าวัด เป็นเรื่องจริงมั้ย?

พระครูวสมุห์นพดล  : ถ้าบอกว่าหลอกลวง อาตมาไม่ได้หลอกลวงใคร โยมมาขอให้เราช่วยเจิมหน้าผากให้หน่อย แรกๆ เลย เราก็บอกว่าเจิมทำไม จริงๆ คำว่าลงนะหน้าทองเกิดขึ้นเพราะสื่อต่างๆ ระบุว่าการทำแบบนี้คือนะหน้าทอง แต่จริงๆ คือเป็นการเตือนสติคนๆ นั้นเท่านั้นเอง

ยืนยันไม่ได้หลอกลวง?

พระครูวสมุห์นพดล : ไม่ เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เลย เราไม่ได้คิดเลย แถมบอกว่าหลวงพ่อทำให้ไว้ แต่ถ้าโยมไม่มีตังค์สักบาท ไปเก็บขยะให้หลวงพ่อหน่อยสิ จะได้เกิดบุญกุศลขึ้นในใจ ไม่มีค่าใช้จ่าย

วันนี้สำนักงานพุทธศาสนาสั่งแล้วไม่ให้ทำ ให้งดทำกิจกรรม จุดเริ่มต้น เข้าสู่วงการทำนะหน้าทอง มันมีที่มาที่ไปยังไง?

พระครูวสมุห์นพดล : จริงๆ ลูกศิษย์นิมนต์ไปทำบุญบ้าน เราสวดมนต์เพียงเล็กน้อย แล้วชวนลูกศิษย์ทำสมาธิ จริงๆ เราชอบทำสมาธินะ ลูกศิษย์กลับมาที่วัดบอกว่าเขาชอบเรื่องลงนะหน้าทอง อาตมาไม่รู้จักหรอก เพราะไม่ดูทีวีมาเป็น 10 ปีแล้ว เขาทำไง เขาบอกว่าจิ้มแล้วเจิม อ้าว เจิมก็เจิม ยังไม่รู้เหตุผล แต่ในใจคิดว่าการเจิมหน้าผากคือจุดศูนย์รวมของสมาธิ เพื่อให้ทุกคนรู้จักมีสมาธิและตั้งตนดำรงชีวิต แค่นั้นเองที่เราคิดในตอนนั้น ธีร์คือคนแรกที่ขอให้ช่วยเจิมหน้าผากให้หน่อย

ผ่านมากี่ปีตั้งแต่วันนั้น?

พระครูวสมุห์นพดล : ยังไม่ถึงปี

แล้วที่ลงนะหน้าทองเต็มหน้า ระยะเวลานานแค่ไหนที่ทำ?

พระครูวสมุห์นพดล : พอมีข่าวปั๊บก็ไปดูที่ลูกศิษย์โพสต์กัน วันที่เขาลงยังไม่ถึงเดือนเลย  เริ่มลงนะหน้าทองเต็มหน้ายังไม่ถึงเดือน

วันนี้กลายเป็นทองเต็มหน้าขึ้นมาได้เพราะอะไร?

พระครูวสมุห์นพดล : ลูกศิษย์เอาทองมาให้หลวงพ่อ เขาแปะๆ เสร็จแล้วบอกให้เขียนให้หนูหน่อย ก็เขียนทำไมน้อ เขาบอก้ถาจะลงนะหน้าทอง ก็จะปิดทองให้เต็มที่ เราก็ไม่เป็นไร เขียน มะอะอุลงไปที่ใบหน้า ให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แค่นั้นเอง ไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวกับอักขระ หรือเมตตา คนละเรื่องกัน

ตอนที่ลูกศิษย์มาแล้วทองเต็มหน้า พระอาจารย์ต้องแปะทองให้ก่อนมั้ย?

พระครูวสมุห์นพดล : ไม่ๆ ผู้หญิงเขาแปะมาก่อน แต่นอกจากผู้ชายบางคนขอหลวงพ่อช่วยแปะให้หน่อยสิ เราก็แปะสุ่มสี่สุ่มห้าไป เหมือนปิดทองหน้าพระ เราก็คิดในใจว่าใช้เราปิดทอง ประมาณนี้ เราเคยเป็นสัปเหร่อมาก่อน เราก็คิดในใจหน้าเหมือนศพเลย จะแปะยังไง (หัวเราะ) ครั้งแรกที่เห็นเขาแปะมา แล้วก็ไม่รู้จะเขียนอะไร ก็เอามะอุอุ พระพุทธเจ้าไปแล้วกัน ไม่มีคัมภีร์ใดๆ เราลงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เลย

คนแรกเป็นผู้หญิง หลังจากนั้นก็เริ่มแปะเอง?

พระครูวสมุห์นพดล : เฉพาะผู้ชายที่เขาให้แปะ เพราะปกติเราไม่แปะเอง เพราะเราไม่มีทอง ต้องให้เขาเอามากันเอง  เพราะราคาแพง จะซื้อมาให้เขียนทำไม เราคิดในใจ ไม่กล้าพูด เราก็อนุเคราะห์ตามที่เขาร้องขอมา เพราะปกติเราไม่ค่อยขัด ศรัทธาของโยมอยากให้ทำให้ก็ทำ แต่คาถาอาคมไม่ได้ใช้อะไรมากมาย นึกกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

คุณที อะไรดลใจให้พระอาจารย์ทำพิธี?

ที : เราเป็นคนนั่งสมาธิต้องใช้เวลา แต่ปรากฏว่านั่งกับพระอาจารย์ สมาธิเราเข้าไว เราก็คิดว่าพระอาจารย์ต้องมีของดี เราอยากขออะไรที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับเรา ก็นิมนต์มาทำพิธีที่บ้าน ตอนนั้นก็ถามว่าพระอาจารย์ลงนะหน้าทองเป็นมั้ย พระอาจารย์ก็ถามว่าต้องทำยังไงเหรอ เราก็บอกเนี่ย เขาลงกันแบบนี้ๆ เราก็เปิดให้ดู พระอาจารย์ลองเจิมให้หน่อย พระอาจารย์ก็เจิมให้ เราชอบสักยันต์ แค่นี้ไม่พอ เราก็ขอเพิ่มความมั่นใจอีก ก็ถามว่ามีอะไรสักมั้ย ผมชอบสักมาก พระอาจารย์บอกว่าไม่มี เราก็บอกว่าเขียนให้ก็ได้ พระอาจารย์ก็เจิมให้ในมือ หลังจากนั้นก็เกิดความมั่นใจ เราไปดีลลูกค้า ลูกค้าเมตตาเรา เราไปเจอผู้หลักผู้ใหญ่เขาก็เมตตาเรา เราเลยคิดว่ามันสร้างกำลังใจให้กับเรา เราเลยชวนเพื่อนมาเรื่อยๆ คนก็เริ่มมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ

แต่ละวันคนไปเข้าแถวต่อคิวเป็นร้อย?

พระครูวสมุห์นพดล : ไหลมาเรื่อยๆ ทั้งวัน ก็อยู่ที่ประมาณร้อยขึ้น ร้อยต้นๆ

ตอนคุณทีบอกพระอาจารย์ ขั้นตอนพิธีการเอามาจากไหน?

ที : จริงๆ เราชอบเรื่องนะหน้าทอง ก็เสิร์ชทางอินเตอร์เน็ตนี่แหละ เราก็เห็นพระอะไรที่ขึ้นมา เราก็ไปหาหมอเลย เราเป็นคนขาดความมั่นใจ ก็ไปหาเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

เสิร์ชให้พระอาจารย์ดู แล้วให้พระอาจารย์ทำตาม?

ที : เราเห็นเขาลงที่หน้าผาก ก็ให้พระอาจารย์เจิมที่หน้าผาก อย่างนั้นเลย

จนวันนี้คนแน่น เชื่อกันตลอด คิดว่าเป็นเพราะอะไร?

ที : คนอื่นผมไม่ทราบแต่สำหรับผมเอง ผมเจิมแล้วมีความมั่นใจทุกครั้งที่ไปเจอลูกค้า มีความมั่นใจที่เจอนายทุน มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นเยอะ บางครั้งเรามีสมาธิ หรือจากเราเพ่งทอง แล้วก็ขอ อาจเกิดจากสมาธิจากจุดๆ นั้น ทำให้เรามีความมั่นใจเกิดขึ้น

คนอาจมองว่าเป็นแผนการตลาดหรือเปล่า สร้างธีมกันขึ้นมา จากเดิมแปะทองอันนึง เป็นการแปะทั้งหน้า เพื่อให้คนหลั่งไหลกันมา?

พระครูวสมุห์นพดล : อาตมาไม่ได้คิดเรื่องปัจจัยอะไรต่างๆ หรือคนเข้ามา เราไม่ได้สนใจเลย ตั้งแต่แรก สนใจแต่สิ่งที่เขามาขอให้ช่วยหรือทำ ลูกศิษย์นำทองมาเต็มหน้าให้เราเขียน เราก็งงนะ แต่เราก็เขียนไปตามนั้น เราไม่ดูทีวีมาเป็นสิบปี

มุมคุณทีคนอาจมองว่าเราเป็นขบวนการหรือเปล่า สร้างสตอรี่ขึ้นมา จนคนหลั่งไหลมาขนาดนี้?

ที : ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับวัด แล้วจะให้ผมมาทำการตลาดให้วัด ผมจะทำเพื่ออะไร ที่ผมเข้ามาเพราะผมต้องการเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ จริงๆ ไม่ต้องมาหาพระอาจารย์ ก็มีที่ลงนะหน้าทองที่อื่นมากมาย ตอนนี้อาจเป็นช่วงที่คนต้องการกำลังใจด้วยสภาพเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ การไปเจอลูกค้าหนึ่งท่าน นั่นหมายถึงเงินเดือนพนักงานเกือบทั้งปี เราต้องเสริมความมั่นใจให้มากพอ

พระครูวสมุห์นพดล : อาจจะลืมสิ่งที่เราชวนเขาครั้งแรกที่มาหาเรา ทีลองบอกสิพระอาจารย์ชวนทำอะไรในเบื้องต้น

ที : จริงๆ หลักของพระอาจารย์ชวนนั่งสมาธิ สวดมนต์ภาวนา สอนถือศีลห้า ความอดทน ความมีเมตตา เวลาเราไปเจอคนต่างๆ นี่คือสิ่งที่พระอาจารย์เน้นย้ำอยู่เสมอ พระอาจารย์พูดประจำว่าอย่าหลงทางนะที ยึดจิตเมตตา ยึดศีลห้าเข้าไว้นะลูก นี่คือสิ่งหนึ่งที่เวลาผมมีปัญหาก็มาหาท่าน แล้วเจิมนะหน้าทองเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจสำหรับผม

พระอาจารย์คิดค่าครูเท่าไหร่?

พระครูวสมุห์นพดล : ไม่มีนะ ไม่มีค่าครูเลย มีแค่ตู้ค่าน้ำค่าไฟ แต่ละวันเปิดมาก็ 5-6 พัน ในช่วง 4-5 วันนี้ที่คนแห่มาหลักร้อยแต่ก่อนก็ไม่ถึง แรกๆ สูงสุดก็ 300 กว่าบาท ไม่ถึงเดือนนี่แหละที่วันละ 5-6 พัน แต่ก็แอบดีใจนะ เราสร้างห้องน้ำมาปีนึงแล้ว ได้แค่มุงหลังคา

อาจารย์ยังไงดี?

จตุรงค์ : สำหรับผมไม่ใช่เรื่องแปลกใจ แต่ละวัดมีกิมมิกไม่เหมือนกัน ก็ยอมรับว่าเป็นความเชื่อดั้งเดิมที่อยู่ในเมืองไทยมานานแล้วกับการลงนะ เพียงแต่หลักสำคัญอยู่ที่นะไง ไอ้ทองคืออุปกรณ์ทีหลัง หลักการคือการลงนะ นะโมพุทายะ แค่นั้น แต่ทองมาจากไหน ทองมาจากการที่เราไม่ต้องการให้พระไปโดนตัวสีกา เลยมีแผ่นทองในการป้องกันอีกชั้นนึง แต่ไปๆ มาๆ พอทำแล้วดูขลัง ศักดิ์สิทธิ์ เลยเป็นที่นิยม ไม่ได้ทำแค่ผู้หญิง มีทำในผู้ชาย แผ่นทองก็เริ่มมากขึ้น จาก 1 แผ่น 3 แผ่น อดีตนายกฯ ของประเทศไทยไปทำที่เชียงใหม่ 9 แผ่น คุณบุ๋ม ปนัดดาไปทำก็เต็มหน้าเลย ที่เขียงใหม่เหมือนกัน มันขยายตัวจาก 1 แผ่น เป็นเต็มหน้า มันคือการกลายพันธุ์ทางความเชื่ออย่างนึง แต่ถามว่าผิดหรือถูก อยากให้ย้อนกลับไปดูที่เจตนา มีงานวิจัยอยู่งานนึง ทำที่จังหวัดสุพรรณบุรี งานวิจัยชื่อการใช้บริการหมอทำเสน่ห์ในจังหวัดสุพรรณบุรี ในงานวิจัยพูดชัดว่าคิดค่าทำที่ 1 หมื่น ค่าครู 400 อย่างนี้ถ้าพระคุณเจ้าคิดค่าบริการเหมือนงานวิจัยที่ปรากฏที่สุพรรณบุรี สำหรับผมคือผิด ท่านจะมาคิดค่าบริการเหมือนสปาไม่ได้โดยเด็ดขาด แต่ถ้าท่านพูดเองว่าแล้วแต่ศรัทธา แค่จิ้มให้เฉยๆ เป็นขวัญและกำลังใจ ผมอนุโลมหยวนให้ แต่คนตัดสินได้ คงเป็นเจ้าคณะปกครอง เจ้าคณะตำบล อำเภอ จังหวัด รวมถึงมหาเถรสมาคมก่อน แล้วค่อยไปถึงสำนักพุทธ

พระอาจารย์เอาอุปกรณ์มาแล้ว อยากให้ลองทำ?

พระครูวสมุห์นพดล : อุปกรณ์แบบนี้พระทุกรูปก็น่าจะมี ไม่ได้นอกเหนือจากพระหลายรูปมี วิธีการจริงๆ ตอนลูกศิษย์มาขอครั้งแรก เราไม่รู้จักนะหรอกนะ แต่เขาบอกว่านะหน้าทองต้องมีแผ่นทอง เขาเตรียมมาให้ เหลือจากการทำบุญบ้าน เราก็จิ้มเหมือนเวลาเจิมบ้าน จิ้มไปที่แผ่นทอง ไม่ได้ทำอะไรเลย จิ้มไปที่หน้าผาก ระลึกไว้ว่า มะอะอุ ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แค่นี้เอง ไม่มีอะไรที่เป็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อิติปิโส แค่นี้เลย ส่วนปากกาเกิดขึ้นในช่วงหลัง หลังจากจิ้ม คุณทีเขาชอบเรื่องสักยันต์ ให้สักให้หน่อย แต่เราบอกว่าไม่เอาเข็มจิ้มเนื้อใคร ก็เอาเขียนให้ที่ฝ่ามือแล้วกัน สิ่งแรกก็ลากเส้นให้ตรง นะโมก็เขียนธรรมดา ไม่ลืมมะอะอุ ใส่ตัวอนุโลมไปปกติ

จตุรงค์ : ถ้าถามผม ตราบใดที่ไม่ได้มีมาในเรื่องการเรียกเงิน เรียกทอง อันสูงค่าเกินไป ถ้าทำเพื่ออนุเคราะห์ ศรัทธา ทำเพื่อกำลังใจญาติโยมผมก็หยวนให้ ขั้นตอนที่ทำเมื่อกี้ไม่มีปัญหาเลยเพราะโอเคหมด แต่ไม่โอเคอย่างเดียว พอนะหน้าทองที่ฟลูเฟซ มันไปพ้องกับการทำสปาทางอังกฤษ ปากีสถาน เกาหลี คือการทำมาสก์ด้วยทองคำแบบเต็มหน้า คุณก็ต้องเข้าใจก่อนที่เป็นกระแสเพราะดันไปคล้ายกับการทำสปาแบบนั้น แต่ถ้าแค่นี้มันโอเค ไม่มีปัญหา

ปกตินะหน้าทองทำแบบนี้หรือเปล่า?

จตุรงค์ : ไม่ แล้วแต่คาถาใคร คาถามัน แต่โดยหลักๆ นะโมพุทายะ คาถาเขาเป็นแบบนั้น แต่ละคนคาถาไม่เหมือนกัน สูตรใครสูตรมัน ฝ่ายฆราวาสเขาอาจมีคาถาเขมร อะไรของเขาไป พระบางรูป อาจสั้นๆ หน่อย อย่างพระอาจารย์เอาแบบสั้นๆ แต่ละวัดทำไม่เหมือนกัน อย่างอดีตนายกฯ ไปทำที่เชียงใหม่ใช้ทอง 9 แผ่น เขาก็ดังอยู่ แผ่นเดียวที่ดังๆ ก็ที่อยุธยา วัดป้อมรามัญ แต่ละที่ไม่เหมือนกัน ถ้าแค่นี้แล้วมีการให้โอวาทสั้นๆ ถ้าจะแย้งคือถ้าท่านบอกว่าทำแล้วรวยๆ ปังๆ เฮงๆ อย่างนี้ไม่ได้ ต้องถามว่าสำนักพุทธมีกระบวนการสอบสวนที่ดีหรือยังกับพระรูปนี้ว่าที่ทำมาในอดีต ท่านทำแบบรวยๆ ปังๆ เฮงๆ อย่างนี้ไม่โอเค ถ้าทำแบบร่ายมนต์คาถา จัดใหญ่เล่นใหญ่ก็เพื่ออะไร เน้นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์หรือเปล่า บางวัดก็ทำในกรอบพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ บางวัดทำรวยๆ ปังๆ เฮงๆ ก็มี ถ้าทำแล้วไม่เก็บเงินพอรับได้ แต่ถ้าเก็บเงินอันนี้ก็ไม่ไหว

คุยกับ “สมบัติ พิมพ์สอน” รองโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไปตรวจที่วัดศาลารีมาแล้ว และสั่งห้ามทำพิธีเหล่านี้ สั่งห้ามตลอดไปเลยมั้ย?

สมบัติ : กรณีวัดศาลารี มอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนนทบุรี ร่วมกับเจ้าคณะผู้ปกครอง สังฆาธิการ  ไปลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ห้ามไม่ให้ท่านกระทำอย่างนั้นอีกต่อไป ท่านก็รับปากจะไม่ทำอีก

เป็นการอวดอุตริ หลอกชาวบ้าน หากินกับชาวบ้านมั้ย?

สมบัติ : ไสยศาสตร์กับพุทธศาสตร์เป็นของที่อยู่คู่สังคมไทยมาเป็นระยะเวลานาน คนที่ไปวัดส่วนใหญ่ก็มีความหวัง หาที่พึ่งทางใจ ไปแล้วคิดว่าจะทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น ตามที่มีการชวนเชื่อหรือกระแสที่ได้ยินมา ถ้าอวดอุตริคือต้องอวดว่าตัวเองบรรลุธรรม หมดสิ้นกิเลส แต่นี่เป็นอีกระดับนึง อาจเป็นอาบัติเพียงเล็กน้อย

ต้องมีบทลงโทษอะไรตามมา?

สมบัติ : เป็นการคาดการ กล่าวตำหนิโทษไว้ ซึ่งเป็นคำสั่งพระสังฆราชเดิมนานแล้ว ห้ามภิกษุกระทำเช่นนี้ ในฐานะเป็นองค์กรสูงสุดคณะสงฆ์ จะนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการมหาเถรสมาคมอีกครั้ง

วัดศาลารีทำมาเป็นปี ไม่นับวัดอื่นๆ ที่ทำแบบนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนา ทำไมเพิ่งมาประชุมกันช่วงนี้?

สมบัติ : เราได้หารือกันว่าจะนำเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนสำคัญประชุมเถรสมาคม เพื่อที่จะมีข้อเป็นมติเพิ่มเติมขึ้นมา อย่างที่เรียนมติเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีออกมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ตั้งแต่ 2467 แต่ในทางวินัยก็มีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี แต่เป็นอาบัติเพียงเล็กน้อย ลงโทษปรับประมาณนี้

มันอาจไม่ถูกต้องซะทีเดียว หลังจากนี้อาจารย์จะคิดวิธีทำให้เหมาะสม ตอนนี้ไปถึงขั้นไหนแล้ว?

พระครูวสมุห์นพดล : วิธีที่เราคิดสิ่งแรกเลย หยุดการกระทำที่เขากำลังกล่าวถึงกันอยู่ เปลี่ยนมาบรรยายธรรม พรมน้ำมนต์ ให้ขวัญกำลังใจ ตัดปัญหากระแสสังคมต่างๆ ในเมื่อสังคมมองว่าการกระทำเหล่านี้ไม่เหมาะสมที่จะเป็นที่พึ่งทางใจให้ทุกคน อาตมาก็นึกถึงตอนพระพุทธเจ้าไปเจอองคุลีมาน เราหยุดแล้ว ท่านหยุดหรือยัง คำนี้น่าจะช่วยเหลือเราได้ เราก็หยุดเลย

คนวิจารณ์หลอกลวงชาวบ้านในฐานะศิษย์เอกที่ชักนำเข้าวงการ วันนี้จะยังไง?

ที : ในเมื่อพระอาจารย์หยุด ผมก็หยุดครับ แต่สิ่งหนึ่งก็ประพรมน้ำมนต์ต่อ เพื่อหาแรงกำลังใจให้ตัวเอง หาสิ่งยึดเหนี่ยว ผมชอบปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว ถ้าผมได้นั่งสมาธิปฏิบัติธรรมต่อไป อาจไม่ต้องพึ่งอย่างนี้ก็ได้

อาจารย์ท่านหยุดแล้ว?

จตุรงค์ : ถ้าทำแค่เหมือนที่ทำกับคุณไก่ ผมก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่อกี้ที่อ้างคำสั่ง 2467 ก็น่าเป็นห่วงเหมือนกัน เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะปกครอง บางรูปยังทำอยู่เลย แล้วถ้าจะมาสั่งแต่พระตัวเล็กๆ แต่พระตัวใหญ่ๆ คุณไม่ได้สั่งให้เขาหยุด มันต้องไปทั้งหมด ต้องบังคับให้ไปทางเดียวกันทั้งหมด ไม่ใช่จะมาบังคับเฉพาะพระตัวเล็กๆ แต่พระตัวใหญ่ๆ ประชุมอยู่ในมส. ไม่ได้ห้ามเขา พระตัวใหญ่ๆ ยังทำเหมือนกัน แต่ที่แปลกใจ สมัยคุณบุ๋ม ปนัดดาไปทำฟลูเฟซเหมือนกันที่เชียงใหม่ แต่ไม่เป็นข่าว เขาทำมาหลายปีก่อน ผมเห็นครั้งแรกจากคุณบุ๋มนั่นแหละ ผมว่าการขยายตัวโปรดักซ์เกาหลีมันมีมากขึ้น สมัยก่อนการทำโกลด์สปา มีแค่ปากีสถาน แล้วลามมาอังกฤษ สักพักสินค้าพวกมาสก์ก็ระบาดที่เกาหลี ตอนนี้เด็กรุ่นใหม่จะคุ้นกับการมีทองคำเต็มหน้า มาจากเครื่องสำอางนะ มันเลยผนวกกัน พอมาวันนี้พระท่านเจิม แล้วอยู่เต็มหน้าเลยก็ตกใจ ไม่คุ้นเคยหรือเปล่า

“พระพยอม” อยู่ในสาย เอาตรงๆ เลย ยังไงกับการลงนะหน้าทองของวัดศาลารี?

พระพยอม :  อย่างที่อาจารย์กล่าวๆ กันนี่แหละ แต่ก่อนแค่รดน้ำมนต์ให้ศีลให้พรก็รับกันได้ ไม่มีใครตำหนิติเตียนอะไร ช่วงนี้โควิด เรื่องสัมผัสอาจไม่ถึงแตะเนื้อต้องตัว แต่อุปกรณ์ที่ใช้ไม่ยาวเท่าไหร่ อย่างหลวงพ่อคูณท่านมีไม้ยาวๆ เคาะให้ แล้วแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่งานนี้ เวลาเจิมสำคัญ การอยู่ใกล้กันนานๆ พระพุทธเจ้า เวลาพูดคุยกับสีกา ในวินัยยังบอกว่าคุยได้ 6 คำ มิฉะนั้นจะเป็นอาบัติเล็กน้อย แต่นั่งอยู่นานๆ คุยกันนานๆ ใกล้ด้วย ชิดด้วย นานด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่เสียเวลา เสียกิจอื่นๆ ที่จะได้เอาไปทำในชีวิต

ทำทั้งหน้าอย่างนี้ อวดอุตริมั้ย?

พระพยอม : ต้องถามเจตนาท่านว่าอวดมั้ย เข้าฌานได้ เสกเจิมได้ อ้างแบบนั้นถึงเป็นอาบัติ ขาดจากความเป็นพระ อย่างนี้ไม่ถึงขั้น แต่ชาวโลกติเตียนชัวร์

พระอาจารย์ว่ายังไง พระพยอมกังวลเรื่องโควิด สองเรื่องผิดธรรมวินัยและโลกวัชชะ?

 พระครูวสมุห์นพดล : ขอบพระคุณหลวงพ่อ ที่ได้ติเรื่องบางเรื่องที่ไม่ควร กระผมก็รับทราบ และปฏิบัติการแก้ไข ที่ท่านบอกใกล้ชิดกันมากเกินไป อาตมาก็เข้าใจ เรื่องโลกวัชชะ ก็หยุดการลงนะหน้าทองอย่างสมบูรณ์แบบ

พระพยอม : อนุโมทนาด้วยครับ

พระครูวสมุห์นพดล : ขอบพระคุณหลวงพ่อที่ให้คำติเตือน อันไหนควรทำเราก็จะทำต่ออันไหนมิควรก็จะไม่ทำครับ

ประเทศไทยทำทั้งประเทศ ที่ไหนก็มี ลงนะหน้าทองมีหลากหลายรูปแบบ แล้วเราจะไปยังไงกันดี?

พระพยอม : อนุโมทนากับพระท่าน พระพุทธเจ้าบอกว่าใครถูกตำหนิติเตียนแล้วรู้ตัวแก้ไข มีโอกาสเป็นบัณฑิตได้ แต่ถ้าผิดแล้วไม่รู้ว่าผิด ทำผิดเรื่อยไป ก็เสียโอกาสเป็นบัณฑิตได้ ต้องอนุโมทนากับท่านที่ไม่เป็นพระหัวดื้อ ดื้อรั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ เจ้าคณะจังหวัดสำนักพุทธให้ข้อคิดไปแล้ว ท่านก็ยอมรับ ถือว่าท่านมีโอกาสเป็นบัณฑิตได้ แต่ถามว่าเต็มบ้านเต็มเมืองทำ เราจะเอาเสียงคนส่วนใหญ่ที่ทำอะไรมาปกปิดห่อหุ้มเนื้อแก่นของศาสนา เราอย่าไปเห็นดีเห็นงาม ชื่นชมกันนักเลย เพราะว่าเราก็รู้อยู่แล้วว่าไสยศาสตร์กับหลักทางพุทธศาสตร์ ถ้าเราหลงฤทธิ์ เราพลัดหลักไปเรื่อยๆ เอาฤทธิ์มาห่อหุ้มหลักคำสอน พระพุทธเจ้าท่านบอกแล้วว่าการอวดฤทธิ์ควรอวดอย่างเดียว เรื่องเทศนากับใจคน สอนคนกลับใจ นั่นคือฤทธิ์ที่พระพุททธเจ้าสรรเสริญ ฤทธิ์นอกจากนั้นพระพุทธเจ้าตำหนิไม่ควรทำ ฉะนั้นถ้าเราคิดว่าเรื่องนี้ควรทำ ก็เข้ากับข้อที่ว่าควรทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ควรงดแต่กลับทำ รับได้ในสิ่งที่เราไม่เคยรับกันมาก่อน

เราคุยประเด็นนี้มาเป็นสิบปี เหมือนหนักขึ้นหรือเปล่า เป็นเพราะอะไร?

พระพยอม : มันเป็นทุกยุคแหละ ยุคนึงพระราชาเด็ดขาด อย่างพระเจ้าอโศกมหาราช ประหารพระไปหลายรูป 400-500 รูป เพราะทำนอกลู่นอกทาง ประหารเลย มีอีกช่วงนึง ช่วงร. 3 หรือ ร. 4 มีสักหน้ากันเลย มีการลงโทษ เหมือนมีตร.พระ ต่อมามีการตั้งสำนักพุทธ แต่ก็เกิดมาเรื่อยๆ

กำลังจะบอกว่าถึงขั้นประหารไปแล้ว จนตอนนี้มีสำนักพระพุทธแล้ว ไม่ได้ช่วยอะไร?

พระพยอม : เรือนจำไม่ว่างนักโทษฉันท์ใด ผู้ก่อโทษในธรรมวินัยย่อมไม่ขาดไปฉันท์นั้น อย่าลืมนะ เหมือนขยะในทะเล จะถูกซัดขึ้นฝั่งฉันท์ใด ธรรมวินัยนี้ก็ซัดผู้ที่นอกรีดนอกรอยขึ้นฝั่งฉันท์นั้น

ฟังแล้วสิ้นหวัง?

จตุรงค์ : ไม่เห็นต้องสิ้นหวัง ต้องทำใจ เป็นเรื่องศรัทธา ใครศรัทธาอะไรก็ไปอย่างนั้น ใครสายวิปัสสนา ก็ไปวิปัสสนา ใครชอบสายวัดป่าก็ไปวัดป่า ใครชอบสายบาลีก็ไปบาลี มันอยู่คู่สังคมไทย เป็นความหลากหลายอย่างนึง ถ้าท่านเจ้าอาวาสวัดศาลารีทำแค่นี้ก็ทำไปเถอะ ใครๆ เขาก็ทำกัน แต่ถ้าฟลูเฟซเต็มหน้าก็ไม่ไหว อยู่ให้มันถูกให้มันต้อง อยู่เพื่อโปรดญาติโยม เป็นขวัญและกำลังใจให้ญาติโยม ไม่ได้เป็นธุรกิจ การตลาด เป็นกิมมิก เพื่อเรียกเงินจากญาติโยม ผมว่าเป็นอะไรที่รับได้ ถ้าเป็นภาคธุรกิจ ต้องใส่ซองหนักๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โปรโมตว่าฉันเป็นผู้วิเศษ แต้มทีเดียวขายของดี ได้โชค อันนั้นก็เกินเบอร์ไป ต้องหาความพอดีเรื่องพวกนี้ให้ได้

ความเป็นศิษย์เอก เราเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้น ที่ทำให้เกิดข้อวิจารณ์?

ที : ผมรู้สึกผิดที่นำพระอาจารย์มา สิ่งหนึ่งคือผมจะหาที่พึ่งทางจิตใจทางอื่นมากกว่า ไม่ใช่ทางนี้อีกต่อไป จะสวดมนต์มากขึ้น หรือฟังคำสอนพระอาจารย์มากขึ้น ทีนี้ที่นี่อาจกลายเป็นที่ปฏิบัติธรรมในอนาคต และผมก็ร่วมอนุโมทนา และร่วมปฏิบัติธรรมที่นี่ด้วย 

กลุ่มครู4ภาคบุกศธ.ร้อง‘ตรีนุช’เร่งสางหนี้ครู-ปัญหา สกสค. ขีดเส้น 1 เดือนต้องจบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629702

กลุ่มครู4ภาคบุกศธ.ร้อง‘ตรีนุช’เร่งสางหนี้ครู-ปัญหา สกสค. ขีดเส้น 1 เดือนต้องจบ

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.01 น.

กลุ่มครู4ภาคบุกศธ.ร้อง‘ตรีนุช’เร่งสางหนี้ครู-ปัญหา สกสค. ขีดเส้น 1 เดือนต้องจบ

19 มกราคม 2565 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลุ่มข้าราชการบำนาญภาคเหนือ และตัวแทนคณะครูทั้ง 4 ภาคกว่า 10 คน นำโดยนายทนง ทศไกร ประธานสหพันธ์ข้าราชการบำนาญภาคเหนือ และเครือข่าย เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เรียกร้องให้ดูแลหน่วยงานในกำกับให้มีความโปร่งใส โดยเฉพาะการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ที่ส่อว่ามีการบริหารงานไม่ถูกต้องโปร่งใสของผู้บริหาร สกสค. โดยมี น.ส.อรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รับเรื่องแทน

นายทนง กล่าวว่า สิ่งที่คณะต้องการคือให้ รมว.ศธ. ปรับคณะผู้บริหาร สกสค.ออกไปทั้งหมดโดยเร็ว ขอให้ดำเนินการแก้ไขกฎระเบียบการสรรหาผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัดทั้งหมดโดยเร็ว และดำเนินการสรรหาใหม่ ขอให้ รมว.ศธ.​ ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินโครงการสวัสดิการเงินกู้ฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) กรณีพิเศษ ที่ส่อไม่โปร่งใสทั้งอดีตถึงปัจจุบัน ขอให้คืนเงิน ช.พ.ค. กรณีพิเศษกลับมาให้ครูเหมือนเดิมโดยเร็ว ขอให้ตรวจสอบการสรรหาผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด ที่ผ่านมาอย่างเร่งด่วน ขอให้สนับสนุนการแก้ไข พ.ร.บ.บำเหน็จข้าราชการ พ.ศ. … พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. … และ พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. … โดยให้ รมว.ศธ. ดำเนินการให้เสร็จสิ้นในเวลา 1 เดือน แล้วคณะจะกลับมาติดตามผลอีกครั้ง

ด้าน น.ส.อรพินทร์ กล่าวว่า ตนจะนำเรื่องดังกล่าวรายงานให้ รมว.ศธ.ทราบ ทั้งนี้ต้องขอเวลาให้ รมว.ศธ. ทำการศึกษาตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครู และบุคลากรทางการศึกษา รมว.ศึกษาธิการ เร่งแก้ไขปัญหามาตลอดตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งแล้ว โดยร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกมิติ

กพฐ.ยันศธ.ไม่มีนโยบายให้ตรวจ ATK นร.ทุกอาทิตย์ ย้ำไม่มีกรอบยุบโรงเรียนขนาดเล็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629690

กพฐ.ยันศธ.ไม่มีนโยบายให้ตรวจ ATK นร.ทุกอาทิตย์ ย้ำไม่มีกรอบยุบโรงเรียนขนาดเล็ก

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 14.23 น.

“เลขาธิการ กพฐ.” ยืนยันศธ.ไม่มีนโยบายให้ตรวจ ATKนักเรียนทุกอาทิตย์-ทุกคน และไม่มีกรอบยุบโรงเรียนขนาดเล็ก คาดสื่อสารผิดพลาด

วันที่ 18 มกราคม 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงกรณีผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก จ.ราชบุรี คัดค้านการยุบโรงเรียนเล็ก ว่า  เหตุที่เกิดขึ้นใน จ.ราชบุรี เป็นขบวนการในการที่จะนำนักเรียนจากโรงเรียนหนึ่งไปเรียนอีกโรงเรียนหนึ่ง ซึ่ง นโยบาย ศธ.ไม่มีเจตนาไปยุบโรงเรียน แต่วันนี้ ศธ.มีข้อจำกัดของทรัพยากรครู ผู้บริหารสถานศึกษา ที่โรงเรียนมีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน หากครู ผู้บริหารเกษียณอายุราชการแล้วทางคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) จะไม่คืนอัตราเกณียณกลับมาให้ ดังนั้น วิธีการบริหารจัดหารที่จะทำให้นักเรียนมีคุณภาพเท่าเทียมกัน จึงต้องอาศัยปัจจัย 3 ส่วน คือ ต้องมีครูเพียงพอในการจัดการเรียนการสอน  มีวิธีการจัดการเรียนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีสื่อเทคโนโลยี อุปกรณ์ต่างๆ มีการวัดประเมินผล รวมถึงมีการส่งเสริมกิจกรรมอื่นที่ดี แต่ปัจจุบันเราไม่สามารถทำตรงนั้นได้เนื่องจากมีข้อจำกัดของโรงเรียนขนาดเล็ก

“ขบวนการของ ศธ.จะไม่มีการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก แต่เราจะสร้างโรงเรียนคุณภาพที่อยู่ใกล้แล้วให้โรงเรียนขนาดเล็กมาใช้ทรัพยากรในการจัดการเรียนการสอนร่วมกัน แต่โรงเรียนเล็กยังคงสภาพอยู่ และสอนในวิชาที่ทำได้ดีก็จัดการเรียนการสอนต่อไป แต่วิชาไหนทำไม่ได้ก็ให้เด็กไปเรียนรวมในโรงเรียนคุณภาพ เหมือนให้เด็กไปทัศนศึกษา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ แต่ถ้าหากผู้ปกครองประสงค์ไม่ให้ยุบโรงเรียน ศธ.ก็ไม่มีเจตนาไปยุบอยู่แล้ว เว้นแต่ผู้ปกครอวเห็นว่าไปเรียนรวมแล้วชอบก็ไปเรียนที่ใหม่เลย และอยากให้ผู้ปกครองประเมินว่าถ้าลูกหลานเรียนในโรงเรียนเล็กแล้วไม่มีคุณภาพ แต่พอไปเรียนที่โรงเรียนคุณภาพแล้วผลการเรียนของลูกหลานมีคุณภาพดีกว่าเดิม ก็ควรจะส่งเสริม ผมเชื่อว่าทุกคนอยากเห็นลูกหลานเจริญก้าวหน้า แต่ถ้าไม่ดีก็กลับมาเรียนที่เดิม ซึ่งเหตุที่มีการคัดค้านเกิดขึ้นน่าจะเกิดจากการสื่อสาร การทำความเข้าใจระหว่างผู้ดำเนินการ ซึ่ง สพฐ.จะลงไปสร้างความเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง” นายอัมพร กล่าว 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวถึงกรณีผู้ปกครองคัดค้านการตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ให้กับเด็กนักเรียนเพราะทำให้ผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และยังทำให้ลูกหลานเจ็บตัวไม่อยากไปโรงเรียน นั้น ว่า โดยกรอบนโยบายของ ศธ. ไม่ได้กำหนดว่านักเรียนที่ไปโรงเรียนทุกวันจะต้องตรวจ ATK แต่มีหลักการว่า ภายใน 2 สัปดาห์ หากเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่จะต้องมีการสุ่มตรวจประมาณ 10% ของนักเรียนที่เข้ามาเรียนในโรงเรียน  กลับกลุ่มที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงจึงจำเป็นต้องมีการตรวจ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องจรวจทุกวันทุกคน ซึ่งการที่โรงเรียนไปปฏิบัติเช่นนั้น อาจจะไม่ได้สื่อสารทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง และกรรมการสถานศึกษา เพื่อสอบถามความเห็นทุกคนก่อนว่ามีความจำเป็นต้องตรวจอย่างไร  และก่อนนั้นก็มีการตีความกันว่า ถ้าเด็กไม่ได้ฉีดวัคซีนก็จะไม่ให้มาเรียนที่โรงเรียน  ซึ่ง สพฐ.บอกเพียงว่าในพื้นที่สีแดงเข้มต้องฉีดวัคซีน 85%  แต่ถ้าพื้นที่สีอื่นก็ไม่ได้บังคับว่าจะต้องฉีดวัคซีนให้ได้กี่เปอร์เซ็น ซึ่งปัจจุบันเด็กไม่ได้ฉีดวัคซีนก็มาเรียนออนไซต์ได้ หรือที่ฉีดวัคซีนแล้วผู้ปกครองยังไม่ประสงค์จะให้ลูกมาเรียนออนไซต์ ก็ให้เรียนออนไลน์ หรือเรียนวิธีอื่นได้  เพราะวันนี้ภาวะการจัดการศึกษา และภาวะอีกหลายอย่างอยู่ในภาวะไม่ปกติ ดังนั้น การสร้างความเข้าใจและการรับรู้ร่วมกันระหว่าง ผู้ปกครอง นักเรียน ครู จะต้องทำให้มากขึ้น ถ้าทุกคนเข้าใจกันความขัดแย้งทางความคิดก็จะไม่เกิด การจัดงานร่วมกันก็จะเกิดขึ้น

“เมื่อวานนี้(17 ม.ค) ผมและปลัด ศธ. ปลัด สธ.ปลัด มท. ได้หารือถึงแนวทางร่วมกัน ว่ามีแนวทางอะไรที่ส่วนกลางมีนโยบายลงไปแล้วเกิดความขัดแย้งในทางปฏิบัติ หรือเกิดความไม่เข้าใจตรงกัน ก็จะมีการปรับเพื่อนำเข้าที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.ชุดใหญ่ ที่จะมีการประชุมในวันที่ 19 ม.ค.)นี้ ก็หวังว่าหลังจากนี้ทิศทางจะดีขึ้น” นายอัมพร กล่าว

‘เทศกาลข้าวใหม่2565’ ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์-อนุรักษ์วิถีพื้นบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629482

‘เทศกาลข้าวใหม่2565’  ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์-อนุรักษ์วิถีพื้นบ้าน

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนฯ ร่วมกับโครงการสวนผักคนเมือง และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงาน “เทศกาลข้าวใหม่” ประจำปี 2565 ตอน “จากต้นทางหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ถึงข้าวใหม่กรุ่นกลิ่นในจาน” ระหว่างวันที่ 15-16 ม.ค. 2565 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อสื่อสารถึงความสำคัญของข้าวและชาวนา โดยเฉพาะข้าวพื้นบ้านของไทยที่เพาะปลูกตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีความหลากหลายทั้งในมิติของพันธุกรรม โภชนาการ และรสชาติ ซึ่งนับวันจะหล่นหายไปจากโต๊ะอาหารของคนไทย

นางสุภา ใยเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) กล่าวว่า เทศกาลข้าวใหม่ครั้งนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของผู้ผลิตอย่าง ชาวนารายย่อย ที่ยังคงรักษาวิถีการผลิตแบบปลอดสารเคมี รวมถึงมิติเชิงวัฒนธรรมในการผลิตที่ละเอียดอ่อนและแตกต่างหลากหลายตามแต่ละภูมินิเวศ ด้วยการสื่อสารเรื่องราวของชาวนาและรายละเอียดทางวัฒนธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในท้องนา ผ่านรูปแบบการจัดแสดงนิทรรศการ และกิจกรรมต่างๆ อาทิ กิจกรรมชิมข้าวพื้นบ้านกว่า 50 สายพันธุ์ซึ่งคัดสรรโดยชาวนาอินทรีย์ทั่วประเทศไทย

นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. สนับสนุนการจัดกิจกรรมเทศกาลข้าวใหม่ ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมความหลากหลายทางทรัพยากรอาหาร และสืบสานวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความเข้มแข็งของระบบอาหารชุมชนสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืนของสังคมไทย กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการสานเสริมพลังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบอาหาร ตั้งแต่การผลิต การกระจาย และการบริโภค ด้วยการแลกเปลี่ยนแนวคิด องค์ความรู้ และสื่อสารสร้างความรอบรู้ในวิถีการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

ซึ่ง สสส. มุ่งเน้นการจัดการเชิงระบบเพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตสู่เกษตรกรรมยั่งยืน สนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูฐานทรัพยากรอาหาร วัฒนธรรมอาหาร และกลไกเฝ้าระวังความปลอดภัยของอาหารอย่างมีส่วนร่วม สร้างระบบการเชื่อมโยงอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้เกิดการเข้าถึงอย่างเพียงพอสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบาง ส่งเสริมองค์ความรู้ นวัตกรรม และสื่อสารสร้างความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะ

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม “ล้อมวงกินข้าว เล่าเรื่องในนา” ซึ่งเชิญนักวิชาการ นักเขียน เชฟ ชาวนา มาพูดคุยถึงประเด็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการผลิตข้าวไทยอย่างยั่งยืน พร้อมนำเสนอเมนูอาหารพื้นถิ่นจากกลุ่มพี่น้องเกษตรกรอินทรีย์ 4 ภาค อาทิ แกงส้มมันขี้หนู ต้มยำปลาช่อนโบราณ ปลากระโทงแดดเดียว น้ำพริกปลาสด และผักพื้นบ้านนานาชนิดส่งตรงจากสวนทั่วไทย

นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อป อาทิ เวิร์กช็อปทำขนมจีนเส้นสดจากแป้งข้าวพื้นบ้าน และเวิร์กช็อปการปรุงเมนูง่ายๆ จากข้าวพื้นบ้าน เพื่อนำเสนอไอเดียการใช้ข้าวพื้นบ้านในการปรุงอาหารได้อย่างอร่อยและหลากหลายมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีตลาดข้าวพื้นบ้านซึ่งพี่น้องเกษตรกรจากทั่วประเทศนำข้าวพื้นถิ่นเก็บเกี่ยวใหม่ๆ มาออกร้าน ทั้งยังมีสินค้าเกษตรอินทรีย์นานาชนิดมาตั้งแผงให้จับจ่ายกันภายในงาน

ครม.เห็นชอบแผนการเงินกสศ. 7,590 ล้าน เน้นพัฒนาครู-รร.พื้นที่ห่างไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629481

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแผนการใช้เงินของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ประจำปีงบประมาณ 2566 ในกรอบวงเงินงบประมาณจำนวน 7,590.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2565 จำนวน 1,938.05 ล้านบาทเพื่อกสศ.จะได้จัดทำรายละเอียดคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 เสนอสำนักงบประมาณพิจารณาต่อไป

นพ.สุภกร บัวสาย รักษาการผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2564 คณะกรรมการบริหาร กสศ. มีมติเห็นชอบแผนการใช้เงินของ กสศ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ในกรอบวงเงินงบประมาณ จำนวน 7,590.34 ล้านบาท และให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ท่ามกลางปัจจัยสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทยอย่างรุนแรง เนื่องจากการว่างงานถาวรและการว่างงานชั่วคราวของผู้ปกครอง ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยของครอบครัวเด็กและเยาวชนกลุ่มยากจนพิเศษ ลดลงเหลือ 1,094 บาทต่อเดือน เมื่อเทียบกับ 1,159 บาทต่อเดือน ช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 จนเกิดปรากฏการณ์ยากจนเฉียบพลัน ส่งผลให้นักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยในภาคเรียนที่ 1/2564 มีจำนวนถึง 1,244,591 คน สูงสุดนับแต่ปีการศึกษา 2561 หรือเพิ่มขึ้น 250,163 คน หรือร้อยละ 20 เทียบกับภาคเรียนที่ 1/2563 ที่ยังไม่มีการระบาดของโควิด-19

นพ.สุภกร กล่าวว่า สำหรับแผนการใช้เงินที่ครม.เห็นชอบดังกล่าว ประกอบด้วย 9 แผนงานภายใต้กรอบวงเงินจำนวน 7,590,344,800 บาท เป็นการให้ทุนการศึกษาในระดับที่สูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานในสายครู สายอาชีพ รวมถึงด้านสาธารณสุขที่ขาดแคลนเช่น หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล หลักสูตรผู้ช่วยทันตแพทย์ นอกจากนี้ยังเป็นงบประมาณในส่วนของการยกระดับคุณภาพครูและโรงเรียนในพื้นที่

นพ.สุภกร กล่าวว่า โจทย์ความเหลื่อมล้ำมีปมผูกกับปัญหาเศรษฐกิจและสังคมสะสมมายาวนาน เมื่อมีผลกระทบจากโควิด-19 เข้ามาซ้ำเติม ยิ่งทำให้ปัญหาขยายกว้างมากขึ้นในปีงบประมาณ 2566 คณะกรรมการบริหารกสศ. จึงเน้นการทำงานเพื่อเกิดผลผลิตสำคัญใน 3 กลุ่ม ได้แก่ ช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายนักเรียนยากจนพิเศษโดยตรง ด้วยทุนเสมอภาค รวมจำนวน 1,342,256 คน ในอัตรา 3,000 บาท/คน/ปีการศึกษา ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำมาก แต่มุ่งหวังเพื่อบรรเทาปัญหาให้กับครอบครัวยากลำบากร้อยละ 15 ล่างสุดของประเทศ แม้มีมาตรการเรียนฟรี 15 ปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและค่าครองชีพที่สูงขึ้น จนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยในปีงบประมาณ 2566 กสศ.ได้ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมกลุ่มนักเรียนอนุบาล และ ม.ปลายที่เข้าเกณฑ์ยากจนและยากจนพิเศษมากกว่า 240,000 คน นอกจากนี้ยังช่วยเหลือสนับสนุนให้ศึกษาต่อในระดับชั้นที่สูงกว่าการศึกษาภาคบังคับ จำนวน 8,983 คน ขณะที่เยาวชน และแรงงานที่อยู่นอกระบบการศึกษาได้รับการช่วยเหลือตามความจำเป็นหรือสนับสนุนให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและได้รับการพัฒนาทักษะวิชาชีพที่เหมาะสม จำนวน 25,000 คน 2)สนับสนุนการปฏิรูประบบการศึกษา ผ่านการพัฒนาคุณภาพครูและหน่วยจัดการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบการศึกษา ครอบคลุมครูหรือนักศึกษาครูจำนวน 23,983 คน และโรงเรียน 750 แห่ง และ 3) แก้ไขบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ฟื้นฟูสภาวะถดถอยของกลุ่มเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนทุนเสมอภาค กลุ่มรอยต่อ ใน 4 ระดับชั้น อนุบาล 3ป.6 ม.1 และ ม.6 และสร้างต้นแบบหน่วยจัดการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบที่ด้อยโอกาส