ค้นพบ’มหาเสมาทรงกลีบบัว’ฝัง 8 ทิศ อายุกว่าพันปี ใกล้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622663

ค้นพบ'มหาเสมาทรงกลีบบัว'ฝัง 8 ทิศ อายุกว่าพันปี ใกล้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.30 น.

ค้นพบ “มหาเสมาทรงกลีบบัว” ฝัง 8 ทิศ อายุกว่าพันปีใกล้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ผลงาน U2T มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ขณะลงพื้นที่เก็บข้อมูลบิ๊กดาต้า ส่งต่อกรมศิลปากรเป็นข้อมูลประกอบเสนอยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในปี 2565 ต่อยูเนสโก

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.64 นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี กรรมการโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2T พร้อมด้วย รศ.ดร.ชวลิต อธิปัตยกุล ประธานศูนย์การเรียนรู้พุทธศิลป์อีสาน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ลงพื้นที่บริเวณบ้านไผ่ล้อม ต.เมืองพาน อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เพื่อสำรวจการค้นพบใบเสมาขนาดใหญ่โดยผู้ได้รับการจ้างงานในโครงการ U2T ขณะลงพื้นที่เก็บข้อมูลตำบลเพื่อจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่  หรือ บิ๊กดาต้า  ในด้านเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท

เมื่อไปถึงพบลานกว้างบนพื้นราบ มีหลุมที่ขุดค้นพบใบเสมาจำนวน 8 หลุม โดยมีการขุดหลุมและล้อมรั้วไว้เพื่อป้องกัน บางหลุมพบใบเสมาที่มียอดโผล่ขึ้นมาบนผืนดิน ขณะที่บางหลุมยังไม่มีการขุดลงเพื่อสำรวจ ขณะเดียวกันมีหลุมที่ขุดแล้วค้นพบใบเสมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์มีลักษณะเป็นหินทราย ทรงกลีบบัวทรงสูงขนาดกว่า 3 เมตร จำนวน 3 ใบเสมา

โดย รศ.ดร.ชวลิต กล่าวว่า บริเวณที่ขุดค้นพบใบเสมาน่าจะเป็นศาสนสถานหรือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์หรือพื้นที่สำคัญๆ ของผู้คนในอดีตในอาณาบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท มีลักษณะเป็นการปักใบเสมาไว้ 8 ทิศ อยู่ในยุคทวารวดี อายุกว่า 1,000 ปี เมื่อสำรวจเจอได้แจ้งกรมศิลปากรให้มาทำการขุดสำรวจ แล้วจึงพบใบเสมา เมื่อเดือนตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา พื้นที่ที่พบใบเสมาซึ่งน่าจะเรียกมหาเสมามากกว่าเนื่องจากปักรวมกัน 3 ใบเสมาซ้อนกัน เพื่อแสดงอาณาเขตของศาสนสถานหรือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการขุดค้นพบหลักหินหรือใบเสมาบริเวณตั้งแต่อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทยาวไปถึง จ.หนองบัวลำภู ถึง 33 แห่ง

ด้านนายพันธุ์ เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า การค้นพบใบเสมาโดยผู้ได้รับการจ้างงานในโครงการ U2T ถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นรูปธรรม เพื่อจะนำไปต่อยอดทั้งด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมผ่านการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวใน อ.บ้านผือ ในอนาคต ที่สำคัญ การค้นพบครั้งนี้จะเป็นส่วนสนับสนุนข้อมูลเรื่องหลักหินหรือใบเสมาในอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เพื่อใช้ในการประกอบเสนอยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในปี 2565 ต่อยูเนสโก -001

‘เด็กหลุดนอกระบบ วิกฤตที่ยังไม่จบ’ เร่งสร้าง ‘ห้องเรียนฉุกเฉิน’ ช่วยเหลือฟื้นฟูเด็กหลุดจากโควิด-19  

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622664

'เด็กหลุดนอกระบบ วิกฤตที่ยังไม่จบ' เร่งสร้าง 'ห้องเรียนฉุกเฉิน' ช่วยเหลือฟื้นฟูเด็กหลุดจากโควิด-19  

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.13 น.

เครือข่ายการศึกษา ร่วมกับ กสศ. สำรวจสถานการณ์ปัญหาเด็กเสี่ยงหลุดนอกระบบในพื้นที่ พบ  ยากจนฉับพลัน – ย้ายถิ่นจากการตกงาน – เรียนออนไลน์ไม่มีประสิทธิผล  ต้นเหตุเด็กไทยเสี่ยงหลุดระบบการศึกษาในช่วงโควิด-19     ศ.ดร.สมพงษ์ ห่วง 3 เดือนอันตรายเด็กหลุดนอกระบบ อาจเข้าสู่วงจรสีเทา ชี้ต้องเร่งหยุดวิกฤต  ด้วยมาตรการเร่งด่วน เสนอแนวทางทำ “ห้องเรียนฉุกเฉิน”  Emergency Classroom สร้างระบบดูแลช่วยเหลือฟื้นฟู  ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น  จับมือหลายหน่วยงานทดลองทั้งระดับจังหวัด ท้องถิ่น และโรงเรียน

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับเครือข่ายการศึกษา จัดเสวนา “หยุดวงจรเด็กหลุดออกนอกระบบจากวิกฤตโควิด-19 เจาะลึกกระบวนการช่วยเหลือฟื้นฟูจากพื้นที่ต้นแบบ” เพื่อสำรวจสถานการณ์เด็กจากผลกระทบโควิด-19 และระดมสมองจากพื้นที่และองค์กรต้นแบบที่สามารถแก้ปัญหาเด็กหลุดนอกระบบในระยะเร่งด่วน ในการเร่งหาแนวทางในการรับมือป้องกันและแก้ปัญหาเด็กกลุ่มเปราะบาง ในระยะฟื้นฟูหลังการระบาดของโควิด-19

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีเด็กเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากผลกระทบจากโควิด-19 ช่วงสองปีเศษทำให้ครอบครัวคนไทยที่มีรายได้เป็นเงินเดือน ลูกจ้างรายวันทั้งหลาย เกิดสภาพ ‘ตายดิบ’ หรือ ‘ตายครึ่งตัว’   มีนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นสูงเป็นสถิติใหม่ถึง 1,244,591 คน หรือคิดเป็น 19.98 % ของนักเรียนทั้งหมด สร้างสถิติสูงสุดจากที่ผ่านมา เปรียบเทียบจากเทอม 1/2563 ที่มีนักเรียนยากจนพิเศษจำนวน 994,428 คน หรือเพิ่มขึ้นจำนวน 250,163 คน  

กสศ.และเครือข่ายภาคีในพื้นที่ ได้รวบรวมสาเหตุการหลุดจากระบบการศึกษาในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามาจาก 2 ประเด็นหลักคือ 1. หลุดจากความยากจนฉับพลัน จากสึนามิไวรัสโควิด-19 สองปีสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำกลับมาหนักขึ้น ทั้งคนตกงาน ต้องย้ายถิ่นฐาน ไม่มีรายได้  และ 2. หลุดจากเรียนออนไลน์ ออนแฮนด์ ทำให้เกิดความถดถอยทางการศึกษาไปถึง 50% เด็กป.1-ป.3  อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้คิดเลขไม่ได้ การเรียนรู้จากระบบออนไลน์มีประสิทธิภาพ แค่ 50%  มีความเหลื่อมล้ำในประเด็นอุปกรณ์ไอที  การสำรวจของกสศ. เด็กนักเรียนใน  29 จังหวัด ประสบปัญหาไม่มีไฟฟ้าและอุปกรณ์ถึง 87% เมื่อเรียนไม่ทันเด็กติดศูนย์ ติด ร.  เปิดเทอมไม่มาเรียนหายตัวไปจากระบบการศึกษาแบบเงียบๆ  แม้จะยังมีชื่ออยู่ในระบบก็ตาม

ศ.ดร.สมพงษ์  กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาช่วยเหลือเด็กคนหนึ่งให้รอดไม่ใช่แค่เรื่องทุนการศึกษาอย่างเดียว ต้องมองให้ครบมิติเพื่อป้องกันไม่ให้หลุดจากระบบซ้ำอีก 1.สุขภาพกายเช่น การเข้าถึงวัคซีน  ภาวะโภชนาการ 2.สุขภาพใจ เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มมีภาวะความเครียด ซึมเศร้า  มีแรงกดดันความกังวลในช่วงการกลับเข้ามาเรียนอีกครั้ง   3.สังคม ภาวะโดดเดี่ยวไม่มีเพื่อน การทำงานที่เสี่ยงอันตราย หรือถูกเอาเปรียบค่าแรง  4.ด้านการศึกษา ความรู้ที่ถดถอย เรียนไม่ทันเพื่อน  

“ที่น่าเป็นห่วงคือช่วงสามเดือนอันตรายถ้าเด็กหลุดจากระบบการศึกษานานถึงสามเดือนจะเสี่ยงที่พวกเขาจะเข้าสู่วงจรสีเทา ทั้งติดเพื่อน ติดเกม ติดยาเสพติด หรือถ้าเราไม่ทำอะไรแล้วพวกเขาเข้าไปในสถานพินิจ พอออกมาสามเดือนก็มีโอกาสกลับเข้าไปซ้ำได้อีก ตรงนี้เป็นบทเรียนที่เราเริ่มเห็นแล้วว่า สังคมไม่อาจปล่อยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปแบบลำพังต่างคนต่างทำไม่ได้ แต่ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเด็กยากจนด้อยโอกาส ช่วยกันซ่อมชีวิต ซ่อมจิตวิญญาณให้เขากลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศิริพร พรมวงศ์ ผู้จัดการโครงการคลองเตยดีจัง กล่าวถึงสถานการณ์เด็กกลุ่มเสี่ยงในชุมชนเมืองว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคมเมืองมีหลายด้าน กลายเป็นความยากจนครบวงจร ทั้งที่อยู่ การศึกษา รายได้ หาเช้ากินเช้า หาค่ำกินค่ำ หลายครอบครัวตกงานงานถาวร การที่จะให้เด็กคนหนึ่งหลุดพ้นความยากจนนั้นยากมาก เด็กต้องออกมาช่วยพ่อแม่ทำงาน งานแรกคือแจกไพ่ ขายล็อตเตอรี่ เรียงเบอร์ ยิ่งมีการระบาดโควิด-19 ความเหลื่อมล้ำยิ่งมากเด็กหลุดออกจากระบบมากขึ้น จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและเยาวชนใน 4 ชุมชนที่มีประชากรกว่า 5,000 คน ในจำนวนนี้มีกลุ่มที่อายุ 0-20 ปี ราว 1,400 คน พบว่ามีจำนวนกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา 200 คนที่ยังมีชื่ออยู่ในโรงเรียน แต่ผลกระทบจากการเรียนออนไลน์ ทำให้เด็กเบื่อหน่ายการเรียน เรียนไม่ทันเพื่อน ไม่เข้าใจ ทำให้ไม่มีจุดหมายในการเรียนต่อ มีแนวโน้มหลุดจากระบบ

ขณะที่ ในจังหวัดยะลาหนึ่งในจังหวัดที่มีความยากจนสูงที่สุด นางสาว รุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา กล่าวว่า ในจังหวัดมีปัญหาเรื่องทุพโภชนาการเป็นอันดับสองของประเทศเด็กแคระแกร็น เด็กปฐมวัยไม่ใช่หลุดจากระบบการศึกษา แต่เข้าไม่ถึงการศึกษา  ส่วนเด็กในระบบการศึกษาอยู่ในครอบครัวยากจนมีพี่น้องหลายคนมีความยากลำบากในการมาเรียน ที่ผ่านมามีเด็กหลุดจากระบบก็ดึงกลับมาพัฒนาทักษะชีวิต สร้างแรงบันดาลใจแต่ก็ยังหลุดไปอีก ส่วนหนึ่งเพราะระบบการศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิต โมเดลการศึกษาจริงๆ ต้องตอบโจทย์สิ่งที่เด็กต้องการคือเรื่องรายได้ ปากท้อง ทำให้พยายามสอดแทรกทักษะอาชีพเข้าไปในในหลักสูตร  

จากข้อมูลในพื้นที่มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก โดยใน 3 อำเภอนำร่องมีเด็กนอกระบบและต้องการความช่วยเหลือกว่า 2,800 คน  และยังมีเด็กในระบบการศึกษาอีกประมาณ 1,000 คน ต้องการความช่วยเหลือแต่ด้วยงบประมาณที่จำกัดทำให้ช่วยได้เพียงแค่ 377 คน สะท้อนให้เห็นว่าเป็นปัญหาที่หนัก และเป็นเรื่องที่ กระทรวงศึกษาธิการเจ้าภาพหลักไม่สามารถทำงานได้เพียงหน่วยงานเดียวแต่ต้องทำงานร่วมกันกับ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย ต้องมาร่วมมือกันแก้ปัญหา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหนึ่งในกระทรวงมหาดไทยต้องทำงานแบบบูรณาการร่วมกับทุกองคาพยพ ซึ่งยะลามีต้นทุนที่ดีในเรื่องความร่วมมือภาคส่วนต่างๆ ที่ช่วยหนุนเสริมการทำงาน

“แค่เด็กออกจากโรงเรียนหนึ่งเดือนก็อันตรายแล้ว เราจะทำอย่างไรให้เด็กไม่หลุดไปจากระบบ เปรียบเทียบกับ โรงพยาบาลที่มีห้อง ER Emergency Room หรือ ห้องฉุกเฉิน โรงเรียนก็น่าจะมี Emergency Classroom หรือห้องเรียนฉุกเฉินที่ เมื่อรับเด็กกลับเข้ามาเรียนแล้วจะใช้กระบวนการสอนเสริมอย่างไร เรียกเด็กมาคุยเพื่อเก็บงานวิธีใดก็ได้แต่ให้คุณรับเด็กไว้ก่อน แล้วกระบวนการจัดการภายในให้เป็นเรื่องของโรงเรียน  และต้องขอฝากไปถึงกระทรวงศึกษาธิการให้ไปขบคิดต่อยอดคิดค้นหลักสูตรวิธีการที่เป็น Emergency Classroom เมื่อรับเด็กกลับมาเรียนแล้วจะมีรูปแบบในลักษณะแบบใดต่อไป”  รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา กล่าว

นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน  ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญ สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้สถานการณ์โควิด-19 ในภาพรวมจะมีบรรยากาศที่เป็นไปในทางดีขึ้น แต่ผลกระทบจากวิกฤตยังคงเข้มข้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องของเด็กและเยาวชนนอกระบบที่ขาดแคลนโอกาสในการเข้าศึกษาต่อเนื่องจากการย้ายถิ่นฐานเนื่องจากพ่อแม่ตกงาน และปัญหาจากการขาดความพร้อมในการเรียนออนไลน์

“เมื่อผู้ปกครองเด็กขาดรายได้ บางส่วนเขาก็ต้องย้ายกลับภูมิลำเนา หรือบ้างโยกย้ายไปหางานทำที่อื่น  ทำให้มีเด็กจำนวนมากต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือเคสของเด็กที่ไม่ได้เข้าเรียนต่อด้วยปัญหาต่าง ๆ เช่น ความไม่รู้ขั้นตอนในการพาลูกเข้าโรงเรียน หรือโรงเรียนไม่มีระบบรองรับนักเรียนกลางเทอม  ประเด็นเหล่านี้เราไม่สามารถโยนภาระการดูแลแก้ไขให้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องมีการเชื่อมร้อย-ประสานชุมชน ท้องถิ่น ภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน เพราะคนที่รู้สถานการณ์หรือคะแนนตัวเลขได้คือหน่วยงานที่ทำงานในพื้นที่ จากนั้นถ้ามีการส่งต่อข้อมูลและออกแบบการทำงานระหว่างหน่วยงานตามความถนัดได้ เราจะสามารถสร้างแพลตฟอร์มที่ส่งต่อถึงกันได้หมด ถ้ามีเด็กออกกลางคันที่ กทม. เขาไปอยู่ที่อื่น จะเข้าเรียนต่อได้อย่างไร มีวิธีไหนช่วยให้เขาไม่ต้องหลุดไปเฉย ๆ ได้  

นายวิทิต เติมผลบุญ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ กล่าวว่า จังหวัดนครพนมได้พัฒนาโมเดลจังหวัด โดยรวมหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มาช่วยกันสร้างกลไก เชื่อมกันเป็นวงจรเพื่อไปสู่เป้าหมายว่า จะทำอย่างไรให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาหมดจากจังหวัดได้ภายในสามปี   ปีแรกของการทำงาน เร่งให้ความสำคัญกับฐานข้อมูลเด็กและทรัพยากรของแต่ละหน่วยงาน เพื่อแบ่งปันและเชื่อมโยงงานกัน   เราพบว่าเด็กแต่ละกลุ่มมีวิธีจัดการต่างกัน คือ 1.ต้นน้ำ หมายถึงกลุ่มเสี่ยงในโรงเรียน 2.กลางน้ำ คือเด็กแขวนลอย-หลุดนอกระบบ 3.ปลายน้ำ คือเด็กในกระบวนการยุติธรรม พอได้ฐานข้อมูลมาแล้ว เราจึงพัฒนาหลักสูตรและการประเมินใหม่ เช่น กลุ่มปลายน้ำ ทำงานร่วมกับสถานพินิจ ฯ เป้าหมายคือทำให้เด็กได้วุฒิก่อนกลับสู่สังคม นำตัวชี้วัดจำเป็นมาออกแบบให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่เขา ‘ต้องรู้’ มีเจ้าหน้าที่สถานพินิจช่วยเสริมในสิ่งที่ ‘ควรรู้’ และมีกรมฝีมือแรงงานหรือสถาบันอาชีวะมาช่วยต่อยอดในสิ่งที่เขา ‘อยากรู้’ จนเด็กในสถานพินิจได้รับวุฒิการศึกษาร้อยเปอร์เซ็นต์ เตรียมนำโมเดลไปขยายผลเพิ่มในอีก 6 จังหวัด

“สำหรับกลุ่มเสี่ยง ก่อนเด็กจะหลุดจะมีสัญญาณเตือน เช่น ติด 0 ติด ร. หลายวิชา ขาดเรียนบ่อย สุดท้ายเด็กก็หายตัวไปจากโรงเรียนเต็มตัว  ส่วนใหญ่เด็กกลุ่มนี้แต่ละโรงเรียนมีจำนวนราว 5-10%  เท่านั้น วิธีการแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบคือต้องทำห้องเรียนพิเศษขึ้นมารองรับเด็กกลุ่มนี้จัดเป็นห้องเรียนตามอัธยาศัย แก้ปัญหาเป็นรายคน เช่น เด็กอยากซ่อมรถก็ให้ไปเรียนซ่อมที่อู่รถหนึ่งชั่วโมงให้เจ้าของอู่ช่วยประเมิน หรือจัดการฝึกฝีมือแรงานในสิ่งที่เด็กอยากเรียน เพื่อป้องกันไม่ให้หลุดออกจากระบบ

นายปิติ ยางกลาง ผู้อำนวยการโรงเรียนไทรน้อย จ.นนทบุรี กล่าวว่า “ไทรน้อยโมเดล” เป็นการทำงานร่วมกันกับ 
กสศ. ในการช่วยเหลือนักเรียนเพื่อให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาได้กลับเข้ามาเรียนต่อ   การรับเด็กกลับเข้ามาเรียน จะมีระบบดูแลช่วยเหลือ โดยต้องยอมรับว่า เมื่อออกไปจากระบบ 1 เทอมแล้ว แต่ยังต้องมีกระบวนการวัดผลประเมินผล ในช่วงหนึ่งภาคเรียนที่หายไป โดยให้มาเรียนซ่อมเสริมเพิ่มเติม ใช้การประเมินแบบแบบยืดหยุ่น ทั้งนี้เพื่อให้เด็กรู้สึกมีความสุข และปลอดภัยเมื่ออยู่ในโรงเรียน มีคุณครูคอยช่วยเหลือ ที่สำคัญคือการกลับเข้ามาเราจะต้องรักษาพลังบวก ให้เขาผ่านไปตลอดรอดฝั่ง มีระบบดูแลช่วยเหลือ เมื่อเกิดปัญหา อุปสรรค การเรียน ก็ต้องเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ให้พลังด้านลบมาบั่นทอนให้พวกเขาออกจากโรงเรียนไปอีกแล้วการดึงกลับเข้ามาจะยากลำบาก

น.ส.รังษินี นุ้ยพริ้ม ครูโรงเรียนบ้านค่าย จ.นราธิวาส กล่าวว่า การที่มีเครือข่ายที่เข้มแข็งทำให้เกิดการติดตามและสกัดเด็กหลุดจากระบบได้เป็นอย่างดี ทั้งเครือข่ายชุมชน พ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อนร่วมโรงเรียน  กรรมการสถานศึกษา ซึ่งการติดตามเด็กต้องไม่ใช่แค่การเรียน แต่ต้องครอบคลุมทั้ง จิตใจ ความเครียดสุขภาพกาย ความปลอดภัย เพราะความเครียดก็มีผลต่อการหลุดจากระบบการศึกษา และเมื่อดึงเด็กกลับเข้ามาในระบบเราจะต้องมีวิธีฟื้นฟู ทั้งการลงไปเยี่ยมบ้านเด็กพูดคุยกับผู้ปกครอง บางคนเรียนออนไซต์เก่ง แต่พอเรียนออนไลน์ก็หายไปพอเยี่ยมบ้านก็พบว่าไม่มีอุปกรณ์แต่สุดท้ายทางชุมชนได้เข้าไปช่วยเหลือจนกลับมาเรียนได้ เมื่อกลับมาเรียนก็ต้องสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนที่ดี ให้เด็กมีตัวตน มีการตั้งคำถามที่เขาอยากตอบเน้นเรื่องที่เขาสนใจ

‘อนุทิน’หนุน’หน่วยงาน’สร้างรูปธรรมสังคมสุขภาวะ ด้วยมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622549

'อนุทิน'หนุน'หน่วยงาน'สร้างรูปธรรมสังคมสุขภาวะ ด้วยมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 14.25 น.

“อนุทิน” ปาฐกถาพิเศษ “พลังพลเมืองตื่นรู้ พาไทยสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน” ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ วันที่สอง ระบุ โควิด-19 ตอกย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน พร้อมประกาศสนับสนุนให้หน่วยงาน-องค์กรที่เกี่ยวข้องกับมติสมัชชาฯ นำนโยบายสาธารณะที่เกิดจากงานสมัชชาสุขภาพฯ ไปสู่การดำเนินการที่เป็นรูปธรรม
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2564 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 14 พ.ศ. 2564 ณ หอประชุมใหญ่ บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้ประเด็นหลัก (ธีม) “พลังพลเมืองตื่นรู้ … สู้วิกฤตสุขภาพ” เป็นวันที่สอง ท่ามกลางความสนใจและมีผู้เข้าร่วมผ่านทาง onsite และ online เป็นจำนวนมาก

สำหรับงานในวันแรก สมาชิกสมัชชาสุขภาพฯ ได้ให้ฉันทมติและรับรองข้อมติ 3 ในระเบียบวาระ ได้แก่ 1. การสร้างเสริมสุขภาวะสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในวิกฤตโควิด-19 2. การคุ้มครองการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มประชากรเฉพาะในภาวะวิกฤตอย่างเป็นธรรม 3. การจัดการการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมในวิกฤตสุขภาพ โดยมีหัวหน้าหน่วยงานราชการ องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ทั้งจากส่วนกลางและจังหวัดต่างๆ รวม 60 แห่ง ได้ร่วมกันขึ้นกล่าวถ้อยแถลงพร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพฯ ทั้ง 3 มติ ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม

ในส่วนของงานวันที่สอง มีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การรายงานความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพฯ ที่ผ่านมา โดย ศ.คลินิก นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา รองประธานกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) การแสดงปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลังพลเมืองตื่นรู้ พาไทยสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน” โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) และหัวข้อ “สุขภาพองค์รวม จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” โดย นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุ แห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ และเวทีทัศน์ “ทิศทางโลก ทิศทางไทย: โอกาสและความท้าทาย”

นายอนุทิน ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลังพลเมืองตื่นรู้ พาไทยสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่า โควิด-19 ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศไทยสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน ที่ต้องตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันและไม่ลิดรอนความสามารถของคนรุ่นหลัง

นายอนุทิน กล่าวว่า การบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนตาม 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความครอบคลุมทางสังคม การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการคุ้มครองทางสิ่งแวดล้อม ต้องดำเนินการเชื่อมโยงใน 5 มิติ ตามที่องค์การสหประชาชาติได้กำหนดไว้ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) นั่นคือการพัฒนาคน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและความมั่งคั่ง สันติภาพและความยุติธรรม และที่สำคัญคือความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา โดยทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นภายในปี ค.ศ. 2030 ตามกรอบการพัฒนาของโลกภายใต้หลักการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

“รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่จะใช้เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ในช่วงปี 2566-2570 ที่เน้นเรื่องเศรษฐกิจสร้างคุณค่า สังคมเดินหน้าอย่างยั่งยืน ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับการจัดกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่สร้างการมีส่วนร่วมหลากหลาย เกิดกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดีและได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน และจะนำไปสู่การสร้างพลังของพลเมืองที่ตื่นรู้ ที่จะพาประเทศไทยให้รอดพ้นวิกฤตและสู่สุขภาวะได้อย่างยั่งยืน” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี รมว.สาธารณสุข และประธาน คสช. ยินดีที่จะสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำนโยบายสาธารณะที่เกิดขึ้นจากงานสมัชชาสุขภาพฯ ไปสู่การดำเนินการที่เป็นรูปธรรม และเชื่อว่าความเห็นร่วมที่แสดงออกผ่านถ้อยแถลงของผู้แทนหน่วยงาน องค์กร และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ จะนำไปสู่เป้าหมายในการสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนได้อย่างแน่นอน

ขณะที่ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวถึงการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในอดีตจนถึงปัจจุบันว่า นับตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งมีการจัดงานสมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีมติสมัชชาสุขภาพฯ แล้ว 87 มติ เมื่อรวมกับที่ได้รับฉันมติเพิ่มเติมในงานสมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 14 อีก 3 มติ จะรวมเป็น 90 มติ โดยที่ผ่านมา คมส. ได้จัดกลุ่มมติสมัชชาสุขภาพฯ ออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามและวางแนวทางการขับเคลื่อน
ทั้งนี้ ได้แก่ 1. มติสมัชชาสุขภาพฯ ที่มีการขับเคลื่อนและเห็นผลลัพธ์ชัดเจนโดยกระบวนการและ กลไกนโยบายที่มีอยู่ (Achieved) จำนวน 36 มติ 2. มติสมัชชาสุขภาพฯ ที่กำลังขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง (On-going) จำนวน 34 มติ 3. มติสมัชชาสุขภาพฯ ที่ทำการทบทวนมติเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ (To be revisited) จำนวน 4 มติ และ 4. มติที่ควรยุติการรายงานการขับเคลื่อน 13 มติ
 

สพฐ.ตั้งสพม.สุโขทัยเป็นหน่วยพัฒนา ครูและบุคลากรก่อนขึ้นเป็นรองผอ.เขต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622370

สพฐ.ตั้งสพม.สุโขทัยเป็นหน่วยพัฒนา  ครูและบุคลากรก่อนขึ้นเป็นรองผอ.เขต

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีเปิดหน่วยพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย (สพม.สุโขทัย) โดยแต่งตั้ง ดร.ศิริวรรณ ขวัญมุข รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย (สพม.สุโขทัย) รักษาราชการแทนผอ.สพม.สุโขทัย เป็นประธานโครงการ

หน่วยพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรฯ จัดตั้งขึ้นเพื่ออบรมพัฒนา ผู้ผ่านการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาในเขตภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จำนวน 342 คน ในรูปแบบออนไลน์ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยการอบรมต้องเป็นไปตาม
หลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนด โดยใช้วิธีการพัฒนาที่หลากหลายตามองค์ประกอบตัวชี้วัด รายละเอียดการประเมินผลและเกณฑ์การตัดสินการพัฒนาตามหลักการและวัตถุประสงค์ของการพัฒนา  ซึ่งแบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 การเสริมสร้างสมรรถนะ  ระหว่างวันที่ 13-19 ธันวาคม 2564 ระยะที่ 2 การเรียนรู้ในสภาพจริง ณ สถานศึกษาระหว่างวันที่ 20-24 ธันวาคม 2564  และระยะที่ 3การจัดทำและนำเสนอแผนกลยุทธ์การพัฒนาการศึกษาในสถานศึกษา ระหว่างวันที่ 25-27 ธันวาคม 2564  

ปฏิทินข่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622366

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สมาคมนิสิตเก่า คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะจัดงานคืนสู่เหย้าและเชิดชูเกียรติ ในวันเสาร์ที่ 29 มกราคม 2565 บนโลกเสมือนจริงในธีม “Connect the Future” 

ในงานจะมีกิจกรรม อาทิ การรำลึกและสำนึกพระคุณของท่านพระยาไชยยศสมบัติ กิจกรรมการแสดงบนเวทีการเชิดชูเกียรติบัญชีจุฬาดีเด่นและผู้ได้รับรางวัลนวัตเภตรา เสวนาใหญ่ประจำปีซึ่งจะมีผู้ร่วมเสวนาเป็นนิสิตเก่าที่โดดเด่นในวงธุรกิจและวิชาการ

ในครั้งนี้ ขอเชิญชวน นิสิตเก่าที่ทำธุรกิจ SMEหรือ Start Up มาร่วมออกบูธในงานจัดนิทรรศการบนโลกเสมือนจริง (Virtual Exhibition) เพื่อนำเสนอธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ ปรัชญา ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ในการดำเนินกิจการ  พร้อมทั้งขายของในราคาพิเศษให้แก่นิสิตเก่าด้วยกัน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่บูธแต่อย่างใด งานเริ่มวันที่ 29 มกราคม-5 กุมภาพันธ์ 2565

สอศ.จับมือสิงคโปร์พัฒนาครูอาชีวะ ความรู้ดิจิทัลและทักษะภาษาอังกฤษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622369

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เรืออากาศโทสมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (รองเลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยถึงโครงการพัฒนาครูและบุคลากรอาชีวศึกษา ด้านดิจิทัลว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้รับความร่วมมือจาก Temasek Foundation และ Institute ofTechnical Education (ITE) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ซึ่งได้ให้การช่วยเหลือด้านการพัฒนาอาชีวศึกษามาโดยตลอด และเนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ทำให้ต้องปรับการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งทำให้ครูและบุคลากรอาชีวศึกษา จำเป็นต้องพัฒนาและเรียนรู้ทักษะด้านดิจิทัลมากขึ้น จึงได้จัดการฝึกอบรมให้กับหัวหน้าแผนกสารสนเทศของสถานศึกษาอาชีวศึกษา จำนวน 33 คน โดยได้รับความร่วมมือจาก Temasek Foundation และ Institute of Technical Education (ITE) สาธารณรัฐสิงคโปร์ รุ่นที่ 1 ในการจัดหาวิทยากรและจัดหลักสูตรการอบรม

รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า การที่ สอศ. ได้รับความร่วมมือจากองค์กรต่างประเทศ นอกจากจะได้การฝึกอบรมในด้านดิจิทัลแล้ว ยังได้รับการฝึกภาษาต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งในอนาคตจะต้องพัฒนาบุคลากรอาชีวศึกษาด้านภาษาและดิจิทัล ทุกสถานศึกษาทั้งของภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับสถานศึกษาให้ได้มาตรฐานระดับสากล และช่วยให้สถานศึกษาผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ต่อไป

จุฬาฯ พัฒนา‘อินนูลินจากแก่นตะวัน’ สู่อาหารฟังก์ชั่น พรีไบโอติกส์ลดอ้วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622371

จุฬาฯ พัฒนา‘อินนูลินจากแก่นตะวัน’  สู่อาหารฟังก์ชั่น พรีไบโอติกส์ลดอ้วน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.(พิเศษ) พญ.ชนนิกานต์ วิสูตรานุกูล อาจารย์ประจำสาขาวิชาโภชนาการ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ เผยถึง “โครงการวิจัยการให้อินนูลินที่สกัดจากแก่นตะวันในเด็กโรคอ้วน ว่าแก่นตะวันจัดเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมีปริมาณอินนูลินสูงกว่าพืชชนิดอื่นๆ อินนูลินคือใยอาหารละลายน้ำชนิดฟรุคโต โอลิโกแซคคาไรด์ (FructoOligosaccharides) จัดเป็นใยอาหารประเภทพรีไบโอติกอาหารชั้นดีสำหรับจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ หรือโพรไบไอติกส์ (probiotics) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานไปยังระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น เชื่อมโยงการทำงานไปยังสมองโดยควบคุมความรู้สึกหิว-อิ่ม เชื่อมโยงไปที่ตับและตับอ่อน โดยมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายให้เหมาะสม ลดการอักเสบของร่างกาย เชื่อมโยงไปที่ตับและเซลล์ไขมันให้มีการสะสมไขมันน้อยลง ส่งผลให้น้ำหนักตัวและมวลไขมันในร่างกายลดลง”

“โครงการนี้เป็นโครงการวิจัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีเด็กอ้วนที่เป็นอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการ 165 คนโดยให้เด็กดื่มสารสกัดอินนูลินที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษจากแก่นตะวัน วันละ 1 ซอง ละลายน้ำ ดื่มต่อเนื่องเป็นเวลา6 เดือน การวิจัยได้ผลดี ช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ของเด็กโรคอ้วนให้เหมือนเด็กปกติ และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ การวิจัยนี้ ได้รับรางวัลระดับโลก FISPGHAN AbstractAward for the best oral presentation อันดับที่ 1 และรางวัล Young Investigator Award จากงานประชุม The 6th World Congress of PediatricGastroenterology, Hepatology and Nutrition (WCPGHAN 2021) ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ปัจจุบัน ทีมวิจัยได้ต่อยอดงานวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มอินนูลินสูตรออริจินัลและรสโกโก้ เพื่อให้เด็กและผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วนดื่มได้ง่ายขึ้น

ผศ.ดร.ศุภกาญจน์ ชำนิ ภาควิชาเภสัชเวทฯ กล่าวว่า สารสกัดอินนูลินที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นมานั้นเป็นแอ๊กทีฟอินกรีเดียนส์ (Activeingredients) ซึ่งสามารถนำไปเป็นองค์ประกอบในผลิตภัณฑ์อาหารได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มหรือขนม ทั้งแบบกรอบ นุ่ม หรือเยลลี่ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม

“อินนูลินประยุกต์ได้เยอะ แต่กระบวนการแปรรูปต้องไม่ทำให้ประสิทธิภาพของอินนูลินเสื่อมสลาย ซึ่งตรงนี้ยังเป็นจุดที่ต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์อาหารรูปแบบใดที่จะเหมาะกับเส้นใยอินนูลินจากแก่นตะวันผศ.ดร.ศุภกาญจน์ กล่าว ขณะนี้ทีมผู้วิจัยกำลังหาความร่วมมือจากภาคเอกชนที่สนใจเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ “อินนูลินจากแก่นตะวัน” เชิงพาณิชย์และวางแผนจำหน่ายสู่ท้องตลาด

“สิ่งที่ต้องการทำต่อไปคือนำผลงานวิจัยเข้าสู่กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสากลรับรอง เพื่อผลิตและจำหน่ายให้ประชาชนได้บริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง อีกทั้งยังได้ช่วยสนับสนุนเกษตรกรชาวไทยที่ผลิตแก่นตะวันพืชที่อุดมไปด้วย คุณสมบัติที่มีประโยชน์อีกด้วย” ผศ.ดร.ศุภกาญจน์ กล่าวทิ้งท้าย

‘คุณหญิงกัลยา’ชูเรียนอาชีวะเกษตร กระตุ้นเศรษฐกิจ และดูแลสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622373

‘คุณหญิงกัลยา’ชูเรียนอาชีวะเกษตร  กระตุ้นเศรษฐกิจ และดูแลสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานเปิดงาน “เกษตรตะโก ครั้งที่ 6” และวันสิ่งแวดล้อมไทย ประจำปี 2564 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) ชุมพร อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพร รวมถึงเป็นการสร้างความตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทาน เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2532 เกี่ยวกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของประเทศและของโลกที่มีความรุนแรงขึ้น โดยได้ตรัสเตือนพสกนิกรให้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และให้ถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องปฏิบัติ มิใช่เพียงเพื่อประเทศไทยเท่านั้น หากเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของโลกด้วย

“ขอชื่นชมที่ได้เห็นทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจในการจัดงานครั้งนี้และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน นักศึกษา เกษตรกรชาวจังหวัดชุมพร และผู้เข้าร่วมชมงาน ที่จะได้นำเอาความรู้ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพรให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างยั่งยืน” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

การจัดงาน “เกษตรตะโก ครั้งที่ 6”และวันสิ่งแวดล้อมไทย ประจำปี 2564 ในระหว่างวันที่ 5-16 ธันวาคม 2564 นี้ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร (วษท.ชุมพร) ได้ร่วมกับ บริษัท นเรศวรร์อินเตอร์ กรุ๊ป จัดงานขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพร สร้างความตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ รัชกาลที่ 9 กับการอนุรักษ์น้ำ, รัชกาลที่ 9 กับการอนุรักษ์ดิน ตลอดจนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชน

ศธ.เพิ่มโอกาสการเรียนเด็กถิ่นทุรกันดาร เรียนต่อระดับอุดมศึกษาสายสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622374

ศธ.เพิ่มโอกาสการเรียนเด็กถิ่นทุรกันดาร  เรียนต่อระดับอุดมศึกษาสายสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ( MOU) ระหว่างสถาบันพระบรมราชชนก กับโรงเรียนเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษา เขตพื้นที่สุขภาพที่ 6มี นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ว่าที่ ร้อยตรีธนุวงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) ศ.(พิเศษ)ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวรอธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนกและ นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตพื้นที่สุขภาพที่ 6 ร่วมพิธี เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

นางสาวตรีนุช กล่าวตอนหนึ่งว่า การลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันพระบรมราชชนก กับโรงเรียนเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษา เขตพื้นที่สุขภาพที่ 6 ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว ในครั้งนี้
สืบเนื่องมาจาก ตนและนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษา และพัฒนาสุขภาพของผู้เรียนทุกช่วงวัย ซึ่งหนึ่งในโครงการภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว คือ  โครงการสถาบันพระบรมราชชนกสัญจร “สบช. สัญจร” ซึ่งเป็นโครงการที่สถาบันพระบรมราชชนก ได้มีส่วนช่วยกระจายโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนในท้องที่ห่างไกลทุรกันดารได้เข้าถึงการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพเพิ่มมากขึ้น 

โครงการ สบช.สัญจร มีวัตถุประสงค์ในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการและสร้างเครือข่ายทางการศึกษาระหว่างสถาบันกับสถานศึกษาต่างๆในทุกเขตสุขภาพ เพื่อการกระจายโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนในท้องถิ่นที่ห่างไกล ท้องถิ่นทุรกันดารได้เข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในสาขาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพที่สถาบันพระบรมราชชนก โดยในปีการศึกษา 2565 นี้ สถาบันได้จัดสรรที่นั่งให้แก่นักเรียนได้เข้าศึกษาในคณะพยาบาลศาสตร์ จำนวน 4 คน และคณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ จำนวน 1 คนต่อโรงเรียนมีเป้าหมายครอบคลุมโรงเรียนมัธยมศึกษา ตอนปลาย 900 โรงเรียน

นอกจากนี้ นางสาวตรีนุชยังได้ร่วมประชุมปฏิบัติการขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนคุณภาพในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว โดยมอบนโยบายให้แก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดสระแก้ว ในการติดตามประเด็นต่างๆ อาทิ โครงการโรงเรียนคุณภาพ ห้องเรียนคุณภาพ บ้านพักครู ความปลอดภัยในสถานศึกษา ปัญหาเด็กตกหล่น และกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning รวมถึงการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ ว่า คุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งตนตั้งใจยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้น และตนทราบดีว่าผู้บริหาร และครูตั้งใจทำงาน แต่การทำงานก็อาจจะมีช่องโหว่หรือรูรั่วเกิดขึ้นดังนั้นหากมีปัญหาก็ให้แจ้งมาที่กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตนพร้อมที่จะช่วยสนับสนุนและร่วมอุดรูรั่วนั้นๆ

เปิดฉากวันแรกคึกคัก! งานสมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 14 ภาคีเครือข่ายทั่วประเทศให้ถ้อยแถลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622449

เปิดฉากวันแรกคึกคัก! งานสมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 14 ภาคีเครือข่ายทั่วประเทศให้ถ้อยแถลง

วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.09 น.

งานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ประจำปี 2564 เปิดฉากวันแรกอย่างคึกคัก! มีสมาชิกสมัชชาฯ และประชาชนเข้าร่วมนับหมื่นคน ขณะที่ภาคีเครือข่าย-สมัชชาจังหวัดทั่วประเทศ และหน่วยงานส่วนกลางร่วมกันให้ถ้อยแถลง พร้อมขับเคลื่อน 3 มติฯ อย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดรูปธรรมพาไทยพ้นวิกฤตสุขภาพ

วันที่ 15 ธันวาคม 2564 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 14 พ.ศ. 2564 ณ หอประชุมใหญ่ บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้ประเด็นหลัก (ธีม) “พลังพลเมืองตื่นรู้ … สู้วิกฤตสุขภาพ” โดยวันแรกนี้เป็นการเปิดประชุมทั้ง on-site และ online ของสมาชิกสมัชชาสุขภาพทั่วประเทศกว่า 2,500 คน และประชาชนที่สนใจเข้าร่วมชมและฟังผ่านทาง FB live สช. และเครือข่ายอีกกว่าหมื่นคน

ทั้งนี้ งานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ถือเป็นการขยายการมีส่วนร่วมครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งนอกจากสมาชิกสมัชชาสุขภาพฯ แล้ว ยังได้เปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มคนด้อยโอกาส กลุ่มคนเปราะบาง เครือข่ายผู้ป่วย นักเรียน นักศึกษา เยาวชนคนรุ่นใหม่ เข้าร่วมอีกด้วย

นพ. ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา ประธานกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้ง 14 (คจ.สช.) กล่าวว่า ที่ประชุมวันนี้สมาชิกสมัชชาฯ จะพิจารณาให้ฉันทมติและรับรองมติสมัชชาสุขภาพฯ ใน 3 ระเบียบวาระ ได้แก่ 1. การสร้างเสริมสุขภาวะสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในวิกฤตโควิด-19 2. การคุ้มครองการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มประชากรเฉพาะในภาวะวิกฤตอย่างเป็นธรรม 3. การจัดการการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมในวิกฤตสุขภาพ  พร้อมกันนี้ ที่ประชุมจะมีหัวหน้าหน่วยงานราชการ องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ทั้งจากส่วนกลางและจังหวัดต่างๆ ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงร่วมกันที่จะขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพฯ ทั้ง 3 มติ รวมถึงมติอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างสังคมสุขภาวะอย่างแท้จริง

นายพืชภพ มงคลนาวิน รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวถ้อยแถลงว่า กต. ขอร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงการสนับสนุนข้อมติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในการส่งเสริมให้มีหลักประกันสุขภาพสำหรับผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย ผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิซึ่งไม่มีหลักประกันสุขภาพให้สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นได้โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติแม้อยู่ในภาวะวิกฤตอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ กต. พร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายในการผลักดันการดำเนินงานให้บรรลุตามเป้าหมายเพื่อการมีสุขภาพที่ดีของประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศให้สามารถป้องกัน เตรียมพร้อมและรับมือกับโรคระบาดในอนาคตได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายโยธิน  ทองพะวา ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย กล่าวกับที่ประชุมว่า ขอสนับสนุนร่างมติระเบียบวาระการจัดการการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมในวิกฤตสุขภาพ ในทุกประเด็น โดยเฉพาะในข้อ 3 เรื่องการสื่อสารในภาวะวิกฤตอย่างมีส่วนร่วมที่ครอบคลุมและทั่วถึง และข้อ 4 เรื่องการให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจร่วมกันให้กับคนในสังคม โดยมีความยินดีที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของแกนนำเยาวชนด้านการสื่อสารให้สามารถสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ ให้แก่เด็กและเยาวชนทั้งในระดับส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น และชุมชน อันจะนำมาสู่การดูแลตนเองและคนในครอบครัวได้อย่างถูกต้องในช่วงภาวะวิกฤตสุขภาพ

นส.ประกายวรรณ อัศวสกุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ แถลงว่า กรมประชาสัมพันธ์ขอชื่นชม คจ.สช.ที่ได้พัฒนาเอกสารร่างข้อเสนอที่ผ่านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่ประชาชน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และขอสนับสนุนการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ  เรื่องการจัดการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมในวิกฤตสุขภาพครั้งนี้ ในทุกประเด็น

นางดวงพร อิฐรัตน์ ประธานเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดชัยนาท กล่าวถ้อยแถลงว่า สมัชชาสุขภาพจังหวัดชัยนาท ขอชื่นชมและเห็นด้วยกับ คจ.สช. และคณะทำงานวิชาการ ที่ได้พัฒนานโยบายสาธารณะเรื่องการสร้างเสริมสุขภาวะสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในวิกฤตโควิด-19 ในทุกประเด็น เนื่องจากมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกกลุ่มวัยให้มั่นคงและปลอดภัยของจังหวัดชัยนาท

“สมัชชาสุขภาพจังหวัดชัยนาท มีความมุ่งมั่นที่จะสานพลังภาคีทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายของร่างมติดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและจริงจัง โดยเน้นการขับเคลื่อนส่งเสริมประชาชนให้มีความเข้าใจและความรับผิดชอบ ที่สามารถสื่อสารบูรณาการทำงานร่วมกันในวิถีใหม่ ภายใต้การประสานพลังสนับสนุนให้เกิดความเชื่อมโยงองค์ความรู้และทุนศักยภาพที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ของหน่วยงานองค์กรภาครัฐและท้องถิ่นให้บรรลุประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการสร้างเสริมสุขภาวะสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านกายภาพและสังคมที่ยั่งยืนแก่ประชาชนและชุมชนต่อไป” นางดวงพร กล่าว

นายประกาศ เปล่งพานิชย์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนายุทธศาสตร์สาธารณสุข สสจ.ปทุมธานี ในฐานะเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดปทุมธานี  กล่าวว่า เรามีความมุ่งมั่นในการเป็นภาคีเครือข่ายการทำงานร่วมกับ สช. และหน่วยงานภาคีการทำงานด้านสุขภาพทุกแห่ง ในการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ โดยทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลางในการประสานการทำงานของภาครัฐ มาสู่ภาคประชาชน ทั้งที่เป็นกลุ่มทั่วไปและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ 

“เราพร้อมสนับสนุนการส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิประกันสุขภาพในทุกสิทธิของประชาชนไทย ขอให้เข้าใกล้ร้อยละ 100 ทั้ง 3 คือ กองทุนข้าราชการ ประกันสังคม และประกันสุขภาพ รวมทั้งในกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย ขอให้เข้าถึงสิทธิประกันสังคม และประกันสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ขอให้ทุกหน่วยงานซึ่งเป็นผู้รักษากฎหมาย และนายจ้าง ให้นำแรงงานต่างด้าวทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพให้ครบถ้วนด้วย” นายประกาศ กล่าว 

ทางด้าน ผู้แทนสมัชชาสุขภาพจังหวัดสกลนคร กล่าวว่า สมัชชาสุขภาพจังหวัดสกลนครมุ่งมั่นสนับสนุนเรื่องการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมในภาวะวิกฤตสุขภาพ พร้อมพัฒนาเป็นนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะ พชอ. จะเขยื้อน ขยับ ขับเคลื่อนงาน ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป เน้นกลุ่มเป้าหมายสภาเด็กและเยาวชน มุ่งหวังเสริมสร้างเด็กกลิ้งโลกสุขภาวะดีถ้วนหน้าอย่างยั่งยืน สร้างโลกทัศน์ใหม่ด้านการสื่อสารสาธารณะ พัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยการสื่อสารให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย และหลากหลายช่องทาง

ทั้งนี้ สมัชชาสุขภาพจังหวัดสกลนครและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนขอสนับสนุนมติการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมในภาวะวิกฤตสุขภาพทุกประเด็น โดยเฉพาะให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจร่วมให้กับคนในสังคม มีความยินดีที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเด็กและเยาวชนเพื่อเป็นเครือข่ายนักสื่อสารทางสังคมด้านสุขภาวะ อันจะนำมาสู่การดูแลตนเองและการสร้างสุขภาวะของชุมชนได้อย่างถูกต้อง ทั่วถึง และยั่งยืน ในช่วงภาวะวิกฤติสุขภาพ นำสู่วิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ต่อไป

นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การกล่าวถ้อยแถลงหรือการให้พันธสัญญาที่จะขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพฯ เพื่อนำพาสังคมไทยไปสู่สังคมสุขภาวะ ถือเป็นมิติใหม่ของงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ โดยถ้อยแถลงหรือพันธสัญญาครั้งนี้จะถูกบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งในเอกสารแนบของมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องพิจารณาขับเคลื่อนต่อไป