ยูนิเซฟเผย โควิด-19 วิกฤตสาหัสที่สุด ของเด็กทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ 75 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621834

ยูนิเซฟเผย โควิด-19 วิกฤตสาหัสที่สุด  ของเด็กทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ 75 ปี

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางเฮนเรียตต้า โฟร์ ผู้อำนวยการบริหาร องค์การยูนิเซฟ กล่าวว่า ยูนิเซฟได้ช่วยปูรากฐานให้เด็กหลายล้านคนทั่วโลกมีชีวิตความเป็นอยู่ที่มั่นคงแข็งแรงและปลอดภัย แต่ความก้าวหน้าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกำลังถูกฉุดรั้งจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งได้กลายเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ 75 ปีของยูนิเซฟ จำนวนเด็กที่ต้องประสบปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความหิวโหย การออกจากโรงเรียน การถูกทำร้าย ความยากจน หรือการถูกบังคับให้แต่งงานก่อนวัยอันควรกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ตัวเลขของเด็กที่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล วัคซีน อาหารที่มีประโยชน์ และบริการที่จำเป็นกลับลดลง ในเวลาเพียงหนึ่งปีที่เราควรจะก้าวไปข้างหน้า แต่เรากลับต้องถอยหลัง

รายงานระบุว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้จำนวนเด็กที่ตกอยู่ในความยากจนหลายมิติเพิ่มขึ้นกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปี  2562 นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2563 ทุกวินาทีมีเด็ก 1.8 คนต้องเข้าสู่ภาวะความยากจน ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาอีกยาวนานในการทำให้สถานการณ์กลับสู่สภาพเดิม แม้ในกรณีที่ดีที่สุด อาจจะต้องใช้เวลาถึง 7 – 8 ปีที่จะลดอัตราความยากจนให้กลับสู่สภาพเดิมก่อนการแพร่ระบาด  นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า จำนวนเด็กที่ต้องอยู่ในครอบครัวยากจนเพิ่มขึ้นอีก 60 ล้านคนทั่วโลกเมื่อเทียบกับก่อนการแพร่ระบาด นอกจากนี้ ในปี 2563 มีเด็กกว่า 23 ล้านคนทั่วโลกที่ไม่ได้รับวัคซีนพื้นฐาน เพิ่มขึ้นจากเพียง 4 ล้านคนปี 2562 ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 11 ปี

ก่อนการแพร่ระบาด มีเด็กประมาณ 1 พันล้านคนทั่วโลกที่เผชิญกับความขาดแคลนอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การเข้าไม่ถึงการศึกษา บริการสุขภาพ ที่อยู่อาศัย โภชนาการ สุขาภิบาลและน้ำ ปัจจุบันตัวเลขนี้กำลังเพิ่มขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กที่มีฐานะร่ำรวยและยากจนรุนแรงขึ้น โดยเด็กกลุ่มชายขอบหรือกลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ในช่วงแพร่ระบาดรุนแรง เด็กกว่า 1.6 พันล้านคนไม่ได้ไปโรงเรียน โดยโรงเรียนร้อยละ 80 ทั่วโลกต้องปิดในปีแรกของการแพร่ระบาด เด็กอายุระหว่าง 10-19 ปีทั่วโลกกว่าร้อยละ 13 ต้องเผชิญปัญหาสุขภาพจิต ในเดือนตุลาคม 2563 บริการด้านสุขภาพจิตถูกปิดชั่วคราวไปถึงร้อยละ 93 ทั่วโลกสืบเนื่องจากการแพร่ระบาด ก่อนสิ้นทศวรรษนี้ คาดว่ามีเด็กที่ต้องแต่งงานในวัยเด็กเพิ่มขึ้นอีก 10 ล้านคน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวนแรงงานเด็กเพิ่มสูงขึ้นเป็น 160 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 8.4 ล้านคนภายในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา และภายในสิ้นปี 2565 คาดว่าจะมีเด็กอีก 9 ล้านคนที่เสี่ยงต่อการถูกใช้แรงงาน เนื่องจากอัตราความยากจนที่เพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาด

ในช่วงแพร่ระบาดรุนแรง เด็ก 1.8 พันล้านคนอาศัยอยู่ใน 104 ประเทศที่บริการคุ้มครองเด็กหยุดชะงักลง เด็ก 50 ล้านคนต้องเผชิญกับภาวะผอมแห้ง ซึ่งเป็นภาวะขาดสารอาหารที่เป็นอันตรายถึงชีวิต และอาจเพิ่มขึ้นอีก 9 ล้านคนภายในปี 2565 เนื่องจากการแพร่ระบาดได้ส่งผลกระทบต่ออาหาร บริการด้านโภชนาการ และการเลี้ยงดู

ในประเทศไทย กลุ่มเปราะบางและเด็ก ๆ กำลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างรุนแรง การสำรวจออนไลน์เมื่อปีที่แล้วโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ยูนิเซฟ และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย พบว่า ครอบครัวที่มีเด็กเล็กมักเผชิญกับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแต่รายได้กลับลดลง ในขณะที่รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยปี 2563 โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า เด็กมีแนวโน้มที่จะตกอยู่ในภาวะความยากจนมากกว่าประชากรกลุ่มอื่น ๆ  โดยอัตราความยากจนในเด็กอายุ 0-5 ปี, 6-14 ปี และ 15-17 ปี อยู่ที่ร้อยละ 8.6, 11.1 และ  9.2 ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ร้อยละ  6.8

ในขณะเดียวกัน มาตรการปิดโรงเรียนกำลังส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ของเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กและเด็กที่เปราะบาง การสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2563 พบว่า ครอบครัวเกือบครึ่งหนึ่งในประเทศไทยไม่พร้อมที่จะให้ลูกเรียนออนไลน์,  ร้อยละ 51 ไม่มีคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค หรือ แท็บเล็ตที่บ้าน และอีกร้อยละ 26 ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ต้องใช้สำหรับเรียนออนไลน์ ในขณะที่อีกร้อยละ 40 บอกว่าไม่มีเวลาคอยช่วยลูกให้เรียนออนไลน์ได้ นอกจากนี้การสำรวจของยูนิเซฟ ยังพบอีกว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เด็กและเยาวชนมากกว่า 7 ใน 10 คน มีความเครียด วิตกกังวลและเบื่อหน่าย โดยส่วนใหญ่กังวลเรื่องฐานะการเงินของครอบครัว การเรียนและอนาคตการจ้างงาน

ตั้งแต่ก่อนการแพร่ระบาด เด็ก ๆ ในประเทศไทยก็เผชิญกับความท้าทายหลายด้าน  รายงานสถานการณ์เด็กและสตรีปี 2562 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติและยูนิเซฟ พบว่า มีเด็กที่กำลังเรียนชั้นป. 2 และ ป. 3 ร้อยละ 43 ที่ขาดทักษะการอ่านขั้นพื้นฐาน และเกือบครึ่งขาดทักษะการคำนวณขั้นพื้นฐาน ในขณะที่อัตราเด็กวัยมัธยมปลายที่ไม่เข้าเรียนสูงถึงร้อยละ 18

“ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากโควิด-19 สามารถส่งผลเสียต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาว และบั่นทอนความก้าวหน้าของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ประเทศไทยได้สะสมมาหลายทศวรรษ” นางคยองซัน คิม ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว “เราต้องป้องกันไม่ให้ความก้าวหน้านั้นสูญเปล่า นั่นหมายถึง เด็กจะต้องเป็นศูนย์กลางของการฟื้นฟูวิกฤตโควิด-19 เราต้องเสริมสร้างระบบสุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองทางสังคมให้แข็งแกร่ง เพื่อสร้างหลักประกันสำหรับอนาคตของเด็กทุกคนและป้องกันวิกฤตต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ เราต้องสนับสนุนเด็กและเยาวชนให้มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และให้พวกเขามีส่วนร่วมในการออกแบบและตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ที่กระทบพวกเขา”

“ยูนิเซฟมุ่งมั่นทำงานเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ ในประเทศไทยมานานกว่า 7 ทศวรรษ และเราจะไม่หยุดนิ่ง โควิด-19 แสดงให้เห็นชัดแล้วว่า สำหรับเด็กที่เปราะบางอีกหลายล้านคน ‘ความปกติ’ ที่ผ่านมายังไม่ดีพอ ภารกิจเพื่อเด็กทุกคนของยูนิเซฟยังคงเดินหน้าต่อ เพราะวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าต้องเริ่มต้นจากวันนี้ วันที่เด็กทุกคนจะอยู่รอด เติบโตและก้าวหน้า โดยทุกเสียงของเด็ก ๆ จะถูกรับฟัง มีคุณค่า และพวกเขาจะได้รับการหล่อหลอมให้ก้าวไปเป็นผู้นําของวันพรุ่งนี้”

มอบหนังสือบริจาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621828

มอบหนังสือบริจาค

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คุณรุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บมจ. ซีเอ็ดยูเคชั่น เป็นตัวแทน โครงการชุมชนรักการอ่านต้นแบบ Love to Read มอบหนังสือบริจาครวมมูลค่า 1,165,317 บาท ให้แก่ อ.พญ.พรชนก วันทนากร อาจารย์กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม ตัวแทนรับมอบจาก สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีพร้อมด้วย คุณวิชญ์ จันทร์คำ และคุณมิญช อุรานุกูล จากและคุณมิญช อุรานุกูล จากโครงการชุมชนรักการอ่านต้นแบบ Love to Read  โครงการฯ ที่นำหนังสือและสื่อการเรียนรู้ไปพัฒนาเด็กเยาวชนและครอบครัวให้มีความสัมพันธ์อันดีงามตลอดจนการเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีให้แก่เด็ก สร้างรากฐานอันมั่นคงให้กับคนในชุมชนและพัฒนาคนให้มีศักยภาพต่อไปในอนาคต

นิสิต วิศวฯ จุฬาฯ เป็นตัวแทนประเทศไทย แข่งขัน’จรวดความเร็วเสียง’ระดับนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621830

นิสิต วิศวฯ จุฬาฯ เป็นตัวแทนประเทศไทย  แข่งขัน'จรวดความเร็วเสียง'ระดับนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นิสิตชั้นปีที่2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ หลักสูตรนานาชาติ (International school of Engineering :ISE) สาขาวิศวกรรมอากาศยาน (Aerospace Engineering) นำโดย ภูวิศ เชาวนปรีชา สิริวัชร์ สิริรัตนชัยกุล ภวินท์ กฤติยานิธิ พีรวิชญ์ จิระคุณากร พศิน มนัสปิยะ กฤตนุ หงษ์วิหค นิติพจน์ สืบพานิชย์ และภูวนัฏฐ์ พัทระฐวินัน ศึกษาและพัฒนา “จรวดความเร็วเสียงเพื่องานวิจัย” ได้รับคัดเลือกเป็นนิสิตไทยทีมแรกที่เข้าร่วมการแข่งขันจรวดความเร็วเสียงในระดับนานาชาติ รายการ “Spaceport America Cup 2022” ที่สหรัฐอเมริกา

Spaceport America Cup 2022 เป็นหนึ่งในการแข่งขันจรวดความเร็วเสียงที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับนานาชาติ จะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2565 ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการแข่งขันพัฒนาวิศวกรรมจรวดความเร็วเสียงที่ใช้ในงานวิจัยหรือทดสอบอุปกรณ์ต่างๆ มีนิสิตนักศึกษาจากสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 150 สถาบัน โดยผู้เข้าร่วมแข่งขันจะมีส่วนร่วมในการออกแบบ สร้าง และยิงจรวดความเร็วเสียง แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ การออกแบบ สร้างและยิงจรวดความเร็วเสียงในระดับความสูง 10,000 Feet และ 30,000 Feet โดยนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จะเข้าร่วมแข่งขันในระดับความสูง 10,000 Feet

นิสิตหลักสูตร ISE  ที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้ง 13 คน มีการแบ่งหน้าที่การทำงานเป็นทีม ประกอบด้วย ทีม Technical สำหรับดูแลเรื่องจรวดทั้งหมด ทีม PR ทีม Sponsor และ ทีม Visa ทุกคนในทีมมีความมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อเป้าหมายร่วมกัน แม้จะเป็นนิสิตชั้นปีที่ 2 ยังไม่ได้เรียนเนื้อหาที่ลงลึกเกี่ยวกับด้านจรวดมากนัก แต่การเรียนในหลักสูตรเป็นรูปแบบ Project-Base ทุกคนจึงมีประสบการณ์ในการออกแบบโปรเจคที่เกี่ยวกับวิศวกรรม ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ทำให้งานออกแบบเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์ในการหาความรู้เพิ่มเติมนอกห้องเรียน ช่วยให้มีความรู้ในด้านนี้มากยิ่งขึ้น

ราชภัฎเชียงใหม่พัฒนาเศษเหลือทิ้งมะม่วง เป็น’แผ่นผักลดระดับน้ำตาลในเลือด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621832

ราชภัฎเชียงใหม่พัฒนาเศษเหลือทิ้งมะม่วง  เป็น'แผ่นผักลดระดับน้ำตาลในเลือด'

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อาจารย์ ดร.สิวลี รัตนปัญญา อาจารย์ประจำภาควิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ กล่าวถึงที่มางานวิจัยการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้งจากมะม่วง เพื่อให้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพในการลดระดับน้ำตาล เนื่องจากว่า มะม่วงคือ หนึ่งในผลไม้ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ พืชผัก และผลไม้ตำบลบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูนใช้แปรรูปเป็นจำนวนมาก  ซึ่งในกระบวนการแปรรูปมะม่วงจะมีเปลือก และเมล็ด เป็นส่วนที่เหลือทิ้ง โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างน้อย 100 ตันต่อเดือน และจากการวิจัยพบว่าในเมล็ดและเปลือกมะม่วงอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิชะลอการการเกิดปฏิกิริยายาออกซิเดซันในเซลล์ได้ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดน้ำตาลในเลือด ลดระดับไขมันในเลือด ต้านการอักเสบ และรักษาแผลในระบบทางเดินอาหาร

สำหรับสารสกัดหยาบจากเมล็ดเนื้อในมะม่วง ถูกพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ “แผ่นผัก” มีรูปแบบลักษณะคล้ายกับแผ่นสาหร่าย ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้แล้ว ยังเป็นทางเลือกสำหรับคนที่รักสุขภาพ เนื่องจากสามารถใส่ลงไปปรุงรสในการประกอบอาหารได้อีกด้วย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงการทดลองในคน และยังต้องมีการพัฒนาร่วมกับชุมชมต่อไป ทั้งในเรื่องของรสชาติ และผลิตภัณฑ์ เนื่องจากขณะนี้กำลังพัฒนาสูตร ให้เหมาะกับทุกเพศทุกวัย พร้อมคาดว่า ในช่วงระยะเวลา 5 ปี จะมีผลิตภัณฑ์นี้ออกมาสู่ตลาดอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ในอนาคตทีมวิจัยจะพัฒนาต่อยอดมะม่วงชนิดอื่น ๆ อีกด้วย เนื่องจากเมล็ดและเปลือกมะม่วงมีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน อีกทั้งยังเป็นการสร้างผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพจากของเหลือใช้จากการแปรรูปในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าเชิงสร้างสรรค์ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ พืชผัก และผลไม้ต่อไป

สมาคมวิชาชีพการอาชีวศึกษา ประชุม กำหนดบทบาท-ส่งเสริมอาชีวะฯปี 65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621829

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวณิชย์ อ่วมศรี เลขานุการสมาคมวิชาชีพการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า การจัดตั้งสมาคมวิชาชีพการอาชีวศึกษา เพื่อเสริมสร้างวิชาการและวิชาชีพการอาชีวศึกษาให้เข้มแข็ง เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างเครือข่ายทางวิชาการอาชีวศึกษา โดยได้จดทะเบียนเมื่อ เมษายน 2563 ที่ผ่านมา แต่การดำเนินการกิจกรรมเกิดการชะลอเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) จึงได้ปรับรูปแบบการจัดประชุมแบบออนไลน์ ในเรื่องการระดมความคิดต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ต่อความสำคัญของการอาชีวศึกษาในการผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการและการพัฒนาประเทศภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลง

โดยวันที่ 18 ธันวาคม 2564  สมาคมได้กำหนดจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี และได้เชิญ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มาร่วมให้แนวทางด้านการพัฒนาวิชาการ และการปรับ พ.ร.บ.การอาชีวศึกษา ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และร่วมกำหนดบทบาทและแนวทางการดำเนินงานของสมาคมในการสนับสนุน ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพการอาชีวศึกษา ในปี 2565

‘คุณหญิงกัลยา’ชูเรียนอาชีวะเกษตรช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ลงพื้นที่เปิดงาน’เกษตรตะโกครั้งที่6’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621935

'คุณหญิงกัลยา'ชูเรียนอาชีวะเกษตรช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ลงพื้นที่เปิดงาน'เกษตรตะโกครั้งที่6'

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.15 น.

13 ธันวาคม 2564 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานเปิดงาน “เกษตรตะโก ครั้งที่ 6” และวันสิ่งแวดล้อมไทย ประจำปี 2564  ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) ชุมพร อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร โดยมีนายสมพร ปัจฉิมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นำผู้บริหารส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร ผู้นำชุมชน และประชาชนร่วมให้การต้อนรับ

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพร รวมถึงเป็นการสร้างความตื่นตัว และตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ที่ได้ทรงพระราชดำรัสพระราชทาน เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2532 เกี่ยวกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของประเทศ และของโลกที่มีความรุนแรงขึ้น โดยได้ตรัสเตือนพสกนิกรให้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และให้ถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องปฏิบัติ มิใช่เพียงเพื่อประเทศไทยเท่านั้น หากเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของโลกด้วย

“ทั้งนี้ ขอชื่นชมทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจในการจัดงานนี้ โดยเฉพาะวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร ที่ได้มีการจัดแสดงผลงานทางวิชาการ รวมทั้งการจัดนิทรรศการ เวทีให้ผู้เรียนแสดงออกถึงศักยภาพและทักษะทางวิชาการที่เป็นผลจากการเรียนรู้โดยการปฏิบัติจริงให้ปรากฎเป็นรูปธรรมในด้านวิชาชีพ ซึ่งนับว่าเป็นผลงานที่มีคุณค่ายิ่ง ทั้งยังเป็นการแสดงถึงศักยภาพแห่งความสำเร็จทางด้านการจัดศึกษา เพื่อประกอบอาชีพด้านการเกษตรของจังหวัดชุมพรอีกด้วย และขอชื่นชมทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจในการจัดงานครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน นักศึกษา เกษตรกรชาวจังหวัดชุมพร และผู้เข้าร่วมชมงาน ที่จะได้นำความรู้ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพรให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างยั่งยืน” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

สำหรับการจัดงาน “เกษตรตะโก ครั้งที่ 6” และวันสิ่งแวดล้อมไทย ประจำปี 2564 ในระหว่างวันที่ 5-16 ธันวาคม 2564 นี้ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร (วษท.ชุมพร) ได้ร่วมกับบริษัท นเรศวรร์ อินเตอร์ กรุ๊ป จัดงานขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพร สร้างความตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ รัชกาลที่ 9 กับการอนุรักษ์น้ำ, รัชกาลที่ 9 กับการอนุรักษ์ดิน ตลอดจนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชน
 

‘ตรีนุช’เพิ่มโอกาสเด็กถิ่นทุรกันดาร เรียนอุดมศึกษาสายสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621916

'ตรีนุช'เพิ่มโอกาสเด็กถิ่นทุรกันดาร เรียนอุดมศึกษาสายสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.19 น.

วันที่ 13 ธันวาคม 2564 ที่หอประชุมอาคารบุญเล็ก โรงเรียนสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว มีพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ( MOU) ระหว่างสถาบันพระบรมราชชนกกับโรงเรียนเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษา เขตพื้นที่สุขภาพที่ 6 โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธี มีนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) ศ. (พิเศษ) ดร.นพ. วิชัย เทียนถาวร อธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก และ นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตพื้นที่สุขภาพที่ 6 ร่วมพิธี  
 
นางสาวตรีนุช กล่าวตอนหนึ่งว่า การลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างสถาบันพระบรมราชชนก กับโรงเรียนเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษา เขตพื้นที่สุขภาพที่ 6 ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว ในวันนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมผ่านมา  ตนและนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษา และพัฒนาสุขภาพของผู้เรียนทุกช่วงวัย ซึ่งหนึ่งในโครงการภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว คือ  โครงการสถาบันพระบรมราชชนกสัญจร “สบช. สัญจร” ซึ่งเป็นโครงการที่สถาบันพระบรมราชชนก ได้มีส่วนช่วยกระจายโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนในท้องที่ห่างไกลทุรกันดาร  ได้เข้าถึงการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพเพิ่มมากขึ้น
 
“ดิฉันยินดีที่ได้มาเป็นประธานในวันนี้ และขอชื่นชมทุกฝ่ายที่จะร่วมมือกันมอบโอกาสที่ดี ให้แก่นักเรียนในโรงเรียนเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษา เขตพื้นที่สุขภาพที่ 6 ทั้งนี้ ต้องขอชื่นชมสถาบันพระบรมราชชนก โดยอธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก ที่มีแนวคิดในการจัดทำโครงการ สบช.สัญจร ในการส่งมอบโอกาสดี ๆ ให้แก่นักเรียนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาบุคลากรของชาติให้มีโอกาสได้รับการศึกษา มีความรู้ทางสุขภาพที่ครอบคลุม เพื่อดูแลตนเอง ครอบครัว สังคม และเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไปในอนาคต”  รมว.ศธ.กล่าว
 
  ทั้งนี้ โครงการ สบช.สัญจร มีวัตถุประสงค์ในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการและสร้างเครือข่ายทางการศึกษาระหว่างสถาบันกับสถานศึกษาต่าง ๆ ในทุกเขตสุขภาพ เพื่อการกระจายโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนในท้องถิ่นที่ห่างไกล ท้องถิ่นทุรกันดารได้เข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในสาขาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่สถาบันพระบรมราชชนก โดยในปีการศึกษา 2565 นี้ สถาบันฯได้จัดสรรที่นั่งให้แก่นักเรียนได้เข้าศึกษาในคณะพยาบาลศาสตร์ จำนวน 4 คน และคณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ จำนวน 1 คนต่อโรงเรียน มีเป้าหมายครอบคลุมโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 900 โรงเรียน
นอกจากนี้ นางสาวตรีนุช ยังได้ร่วมประชุมปฏิบัติการขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนคุณภาพในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว โดยมอบนโยบายให้แก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) และ ผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดสระแก้วในการติดตามประเด็นต่าง ๆ อาทิ โครงการโรงเรียนคุณภาพ ห้องเรียนคุณภาพ บ้านพักครู ความปลอดภัยในสถานศึกษา ปัญหาเด็กตกหล่น และกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning รวมถึงการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ ว่า คุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งตนตั้งใจยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้น และตนทราบดีว่า ผู้บริหาร และครู ตั้งใจทำงาน แต่การทำงานก็อาจจะมีช่องโหว่หรือรูรั่วเกิดขึ้น ดังนั้น หากมีปัญหาก็ให้แจ้งมาที่กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตนพร้อมที่จะช่วยสนับสนุนและร่วมอุดรูรั่วนั้นๆ
 

osk90 แต่งชุดนักเรียนย้อนเวลา50ปีร่วมกิจกรรมรับน้องสู่แดนสวนฯ64 เป็นปีที่ 10

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621866

osk90 แต่งชุดนักเรียนย้อนเวลา50ปีร่วมกิจกรรมรับน้องสู่แดนสวนฯ64 เป็นปีที่ 10

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 16.52 น.

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2564  ที่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เขตพระนคร นายกาญจนะ ม่วงศิริ  (รหัสประจำตัวนักเรียนสวนกุหลาบฯ  18218) ประธานบริษัท เอเชียเด้นท์ ประธาน มาร์เบลก จำกัด  ประธาน osk90 นำบรรดาศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ รุ่น 90 ที่เข้าเรียนระหว่างปี พ.ศ.2514-2518 จำนวน 68 คน มาเป็นตัวแทนปีนี้ในการต้อนรับรุ่นน้องศิษย์ปัจจุบัน ม.1  (รุ่น SK 145) เข้าสู่แดนสวนฯ ซึ่งปกติจะจัดกิจกรรมดังกล่าวในวันแรกของภาคเรียนที่ 1 แต่สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ต้องเลื่อนมาจัดในวันนี้ ท่ามกลางมาตรการการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด ทั้งการตรวจวัดอุณหภูมิทุกคนที่จะเข้ามาภายในโรงเรียน เจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อฯ สวมใส่หน้ากากอนามัย

โดยกิจกรรม “มหัศจรรย์วันสุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย”เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกโดยศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัยรุ่น 81 พล.ต.ท.ณัฐพงษ์ วัฒนสุคนธ์ ประธานรุ่น osk81 เป็นผู้ริเริ่มจัดกิจกรรมนี้ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2555 ที่จัดต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 10 ปี

กิจกรรมในวันนี้กำหนดให้ศิษย์เก่าในรุ่น(osk90)ทุกคนที่มาร่วมงานแต่งเครื่องแบบชุดนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ร่วมกันเข้าแถวเคารพธงชาติและสวดมนต์ในยามเช้าพร้อมกับนักเรียนสวนกุหลาบฯ ศิษย์ปัจจุบัน บริเวณสนามหญ้าหน้าเสาธงและตึกยาวของโรงเรียน

เพื่อเป็นการย้อนอดีตรำลึกถึงวันแรกที่ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนในโรงเรียนแห่งนี้

พร้อมกับให้น้องศิษย์ปัจจุบันได้มองเห็นพี่ ๆ ศิษย์เก่าฯ ที่แต่ละท่านประสบความสำเร็จในอาชีพหน้าที่การงาน สร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง ครอบครัวและสถาบัน เป็นตัวอย่างให้น้องๆ ได้ภาคภูมิใจในการได้มาเป็นนักเรียนสวนกุหลาบฯ สถาบันที่ผลิตบุคลากรที่ดีกับประเทศชาตินี้มาเป็นเวลายาวนาน ดั่งคำกล่าวว่า”ความเป็นสวนกุหลาบนั้นเป็นตลอดชีวิต”

ศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ osk90 ที่เป็นบุคคลรู้จัก อาทิ เช่น พล.ต.ต.ฤชากร จรเจวุฒิ เนวิน ชิดชอบ วัฒนา เมืองสุข วีระ สมความคิด สมชัย ศรีสุทธิยากร สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล  ดร. ธนศักดิ์ วหาวิศาล เป็นต้น

พล.ต.ท.ณัฐพงษ์ ผู้ริเริ่มจัดกิจกรรม  “มหัศจรรย์วันสุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย”ที่มาร่วมกิจกรรมวันนี้ด้วย กล่าวว่า บรรยากาศอบอุ่นมาก ดีใจที่มีการสานต่อกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 10 แล้ว ขอฝากให้น้องๆ สานต่อประเพณีนี้สืบต่อไป

ส่วนในช่วงบ่ายวันเดียวกันจะมีการจัดกิจกรรมรับน้องสวนฯละอ่อน โดยรุ่นพี่ๆ ที่เพิ่งเรียนจบออกไป

‘เลขาธิการ สกสค.’รอเกณฑ์ประเมินใหม่ หากไม่ได้รับความเป็นธรรมขอพึ่งศาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621791

'เลขาธิการ สกสค.'รอเกณฑ์ประเมินใหม่ หากไม่ได้รับความเป็นธรรมขอพึ่งศาล

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 14.10 น.

13 ธ.ค.64 นายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทสงการศึกษา (เลขาธิการ สกสค.) เปิดเผยว่า ตามที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค. ที่มี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเมื่อเร็ว ๆนี้ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติแก้ไขหลักเกณฑ์การประเมินผลงานของเลขาธิการ สกสค. ตามที่ตนได้ยื่นหนังสือคัดค้านไปแล้วนั้น  ขณะนี้ ตนได้รับแจ้งมติดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้ว โดยคณะกรรมการ สกสค.ได้แก้ไขเกณฑ์การการประเมิน จากเดิมที่กำหนดให้ผ่าน 75% แก้เป็น 60%   ส่วนการประเมินสมรรถนะซึ่งไม่ได้กำหนดไว้ในสัญญาจ้างและแผนการปฏิบัติงานของเลขาธิการ สกสศ. ซึ่งยังคงประเมินสมรรถนะอยู่ แต่ไม่นำมาคิดเป็นคะแนนผ่าน เหตุผลที่ยังประเมินโดยอ้างถึงคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องของความโปร่งใส คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งตนก็ยินดีและรับได้กับการแก้ไขหลักเกณฑ์ดังกล่าว นอกจากนี้ ตนได้รับแจ้งว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการบอร์ด สกสค.ในวันที่ 22 ธันวาคม นี้อีกครั้ง

นายธนพร กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ตนได้ยืนหนังสือคัดค้านกรรมการประเมินผลงานฯ รายหนึ่งไปแล้ว เพราะเคยเป็นกรรมการสืบข้อเท็จจริงเรื่องที่ตนเคยถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการสรรหา ผอ.สกสค.ใน 3 จังหวัด ทั้งๆที่เกณฑ์อยู่ในขั้นตอนของการรับสมัคร  และช่วงที่ตนไปให้ปากคำกรรมการคนดังกล่าวก็ใช้คำถามที่ตนรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมและไม่เป็นกลาง แต่ถ้าบอร์ด สกสค. มีมติยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนตัวกรรมการประเมินฯคนดังกล่าวออก ตนก็จะไม่ยื่นคัดค้านกรรมการรายดังกล่าวอีก เพราะได้ยื่นคัดค้านไปแล้วถึง 2 ครั้ง  เมื่อบอร์ด สกสค.มีมตืยืนยันที่จะไม่เปลี่ยนตัว เพราะตนก็เคารพมติของคณะกรรมการ สกสค. แม้ไม่เห็นด้วย แต่ถ้าผลการประเมินตนออกมาไม่เป็นธรรม  คณะกรรมการ สกสค.ก็ต้องรับผิดชอบด้วย  และตนจะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย ต้องพึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งศาลปกครอง ศาลแรงงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นต้น ขอใช้สิทธิ์อย่างเต็มที่

นายธนพร กล่าวต่อว่า การปรับเกณฑ์ประเมินฯดังกล่าว จะปรับแก้ทั้ง 3 ตำแหน่ง ทั้งเลขาธิการ สกสค. เลขาธิการคุรุสภา และผู้อำนวยการองค์การค้า เพราะเป็นเกณฑ์การประเมินเดียวกัน และกรรมการเป็นกรรมการประเมินก็ชุดเดียวกัน เพราะหากแก้เฉพาะเลขาธิการ สกสค. อีก 2 องค์กรก็จะมีปัญหาตามมาภายหลังได้

 “ตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะรับมติเกณฑ์การประเมินฯใหม่หรือไม่ ต้องรอดูก่อน เพราะวันที่ 14 ธ.ค.นี้ คณะกรรมการประเมินฯจะประชุมแก้ไขเกณฑ์ใหม่ตามมติบอร์ด สกสค. หลังจากที่คณะกรรมการประเมินฯแจ้งเกณฑ์ฯใหม่มาให้ผมแล้ว ผมก็ต้องดูรายละเอียดเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญดูข้อกฏหมายและมาตรฐานการประเมินและดูความถูกต้องก่อน ถ้าไม่มีสอดไส้อะไรที่เป็นเรื่องน่ากังวล ถ้าเกณฑ์เป็นธรรมที่วิญญูชนรับได้ผมก็รับได้ เพราะผมก็อยากประเมิน ผมอยากโชร์ผลงานให้สังคมได้เห็นว่า สกสค.ในยุคผมนั้นโปร่งใสทันสมัยอย่างไรและใส่ใจในการบริการอย่างไร” นายธนพร กล่าว

‘วิศวะฯมข.’จับมือ‘กฟผ.’ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านพลังงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621653

‘วิศวะฯมข.’จับมือ‘กฟผ.’  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านพลังงาน

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดโครงการงานวันภูมิปัญญาไฟฟ้าอีสาน ประจำปี 2564 และ ENKKU-EGAT Open House ในหัวข้อ 2S with 2E (Smart & Sustainable Solution with Green Energy & Emerging Technology) ภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง กฟผ. และ มข. ซึ่งกิจกรรมนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ คณาจารย์เจ้าหน้าที่ นักศึกษา บุคลากรจาก กฟผ.ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านพลังงานระหว่างกันณ ห้องสมุดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ชั้น 1 มหาวิทยาลัยขอนแก่น และระบบการประชุมออนไลน์

รศ.ดร.รัชพล สันติวรากร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาสังคมขณะนี้ ได้แก่ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ด้านทางการแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาสาธารณสุขและเครื่องมือแพทย์ ด้านเทคโนโลยี AI ปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลายหุ่นยนต์ที่ใช้สำหรับ สมาร์ทฟาร์ม อุตสาหกรรมการเกษตร และด้านพลังงานสีเขียว พลังงานทดแทนการประหยัดพลังงานต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาโลกร้อน

ซึ่งนวัตกรรมของ มข. ที่ผลิตออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาของสังคมและพัฒนาประเทศ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ได้แก่ รถจักรยานยนต์อีวีมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าพลังงานสีเขียว คงคาร์บอนต่ำ ปัจจุบันมีต้นแบบใช้งานแล้ว 12 คัน โดยมีแนวโน้มที่จะวางแผนให้บริการนักศึกษาอย่างครอบคลุม ในการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแทนรถจักรยานยนต์ส่วนตัว นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีหุ่นยนต์อัตโนมัติ หรือ AI เพื่อช่วยดูแลสมาร์ทฟาร์ม เป็นชุดคิดขนาดเล็กดูแลการปลูกพืชให้เกษตรกรสะดวกสบายต้นทุนต่ำและได้ผลผลิตสูง

รศ.ดร.รัชพล กล่าวต่อไปว่า นักวิจัย นักวิชาการ ต้องร่วมมือกับเอกชนเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก เอาความรู้ไปใช้บริหารงานต่างๆ ภาระงานสอนอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ ต้องลงพื้นที่เพื่อร่วมมือกับภาคประชาชนแก้ไขปัญหา จึงจะสามารถดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน ส่วน กฟผ.ก็เป็นหน่วยงานพันธมิตรมีสัมพันธ์แนบแน่นที่มีบันทึกข้อตกลงร่วมกันยาวนานกว่า16 ปี แล้ว

โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้พัฒนาบุคคล ทีมนักวิจัย และเทคโนโลยี ตอบโจทย์กฟผ. เช่น นวัตกรรมปัญหาภัยแล้ง ปัญหาการจัดการน้ำ ฝุ่นในโรงงานผลิตไฟฟ้าน้ำพอง เพื่อกระตุ้นให้เกิดพลังงานทดแทน เพื่อช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นอย่างยั่งยืนตอบโจทย์การจัดงานในวันนี้ การแก้ไขปัญหาอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน และใช้พลังงานสีเขียวบวกเทคโนโลยีเกิดใหม่

นายพลศรี สุวิศิษฏ์อาษา รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากแนวโน้มทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งส่งผลต่อการผลิตและการบริหารจัดการด้านพลังงานไฟฟ้า รวมถึงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ และวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก บริบทด้านพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ นโยบายการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในส่วนภาคพลังงานไฟฟ้าที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน (Transformation) ด้วยการนำเอานวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้งานมากขึ้นจึงเป็นที่มาของการจัดงานครั้งนี้ซึ่งคาดหวังว่าจะเกิดประโยชน์ต่อวงการพลังงานและดูแลสิ่งแวดล้อมของชาติ