‘ศิริราช’ จัดงานแนะหลักสูตรที่ไม่ใช่แค่หมอ ชูหลักสูตรเด่นหลังปริญญา-เรียนแบบยืดหยุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617889

‘ศิริราช’ จัดงานแนะหลักสูตรที่ไม่ใช่แค่หมอ  ชูหลักสูตรเด่นหลังปริญญา-เรียนแบบยืดหยุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.นพ.ถาวรชัย ลิ้มจินดาพร รองคณบดีฝ่ายการศึกษาหลังปริญญา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เตรียมจัดงาน Siriraj Education Expo 2021 ในรูปแบบVirtual Event เพื่อเปิดให้คนทั่วไปได้ทราบว่าการเรียนการสอนที่ศิริราชที่ไม่ได้มีแค่การเป็นแพทย์ แต่จะได้พบกับการศึกษาในรั้วศิริราชทุกระดับ ทั้งหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต และหลักสูตรการศึกษาหลังปริญญาในหลากหลายหลักสูตร เพื่อผลิตแพทย์เฉพาะทางให้กับประเทศในสาขาต่างๆ

นอกจากเราจะสร้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แพทย์ประจำบ้านแพทย์ประจำบ้านต่อยอด ให้กับประเทศจำนวนมากแล้วยังมีหลักสูตรปริญญาโท และปริญญาเอก ซึ่งหลายหลักสูตรในคณะได้รับการรับรองจากอาเซียน เรียกว่า AUN-QA (AseanUniversity Network -Quality Assurance) ทั้งยังสร้างโอกาสให้กับนักศึกษาทั้งที่เป็นแพทย์และไม่ใช่แพทย์ ให้ไปแลกเปลี่ยนรวมทั้งนำเสนอผลงานวิจัยในต่างประเทศ ก็มีโอกาสไปทั่วโลก

รศ.ดร.นพ.ถาวรชัย กล่าวอีกว่า หลักสูตรปริญญาโท-ปริญญาเอกของศิริราชจะมีการเรียนการสอนที่หลากหลายทั้งหลักสูตรภาษาไทย และหลักสูตรนานาชาติ สาขาที่ได้รับความนิยม คือ วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยาคลินิก และสาขาวิชากายอุปกรณ์ จะเห็นว่า “องค์ความรู้ของเราไม่หยุดนิ่งมีหลักสูตรร่วมที่ทำกับทั้งในและต่างประเทศ เรามีหลักสูตรทางระบาดวิทยาร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทั้งยังมีเครือข่ายในยุโรป เอเชีย สหรัฐอเมริกาเพื่อแลกเปลี่ยนอาจารย์แพทย์ แพทย์ประจำบ้าน หรือนักศึกษาทุกระดับ ร่วมสร้างหลักสูตรปริญญาเอกกับมหาวิทยาลัยกลาสโกว์สกอตแลนด์ หรือ Tokyo Medical and Dental University ประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ ซึ่งความร่วมมือและเครือข่ายเหล่านี้ จะสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว เราก็จะได้สร้างคนที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคม ประเทศ รวมถึงขยายสังคมโลกด้วย”

นอกจากนี้เรายังมีหลักสูตรการเรียนยุคใหม่ที่เรียกว่า Flexible Education ออกแบบการเรียนการสอนให้ผู้เรียนค่อนข้างยืดหยุ่น สามารถเรียนนอกเวลาจากที่ใดก็ได้ เป็นการเรียนแบบสะสมเครดิต หรือเลือกเพิ่มเติมทักษะเฉพาะด้านได้ หลักสูตรที่เรามีครอบคลุมทั้งนักเรียนที่จบแพทย์และที่ไม่ใช่แพทย์ หลักสูตรที่มีคนมาเรียนจำนวนมาก จะเป็น หลักสูตรการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรสายสาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานในต่างจังหวัด เป็นระดับอาจารย์หรือผู้บริหารโรงพยาบาลต้องการความรู้และทักษะเพิ่มเติม โดยข้อดีของการเรียนหลักสูตรแบบยืดหยุ่นนี้คือ ถ้าเรียนไปเรื่อยๆ ก็มีสิทธิ์ได้ประกาศนียบัตร หรือเก็บสะสมเครดิตแล้วทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อต่อยอด ในปริญญาโทได้

ทั้งนี้ งาน Siriraj Education Expo 2021 ในรูปแบบ Virtual Event จะจัดขึ้นในวันที่ 11 ธันวาคม 2564 ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนทัศนะกับคณาจารย์จากสาขาต่างๆ และฟังการถ่ายทอดประสบการณ์จากแพทย์รุ่นพี่ ซึ่งนับเป็นโอกาสดีที่นักเรียน ผู้ปกครอง อาจารย์ รวมถึงบุคลากรด้านสาธารณสุข รวมถึงผู้สนใจในสาขาต่างๆ ได้เข้ามาเปิดมุมมองใหม่ๆ ในรั้วศิริราช

ม.วลัยลักษณ์ ประเมินคุณภาพ ระดับดีมาก ภาพรวมอยู่อันดับที่ 5 ของประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617884

ม.วลัยลักษณ์ ประเมินคุณภาพ ระดับดีมาก  ภาพรวมอยู่อันดับที่ 5 ของประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและยุทธศาสตร์การพัฒนา ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยถึงผลประเมินการประกันคุณภาพการศึกษา ภายใน ระดับมหาวิทยาลัย ตามกรอบ WUQA โดยมีเกณฑ์พื้นฐานสากล AUN-QA (ASEAN University Network QualityAssurance) ในรอบปีการศึกษา 2563 ผลปรากฏว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้รับผลการประเมิน คะแนนเฉลี่ย 4.93 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 อยู่ในระดับดีมากและถือเป็นคะแนนสูงที่สุดตั้งแต่มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้มา

ศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวต่อไปว่า หากพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบทั้ง 5 องค์ประกอบพบว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้คะแนนในองค์ประกอบที่ 1 การนำองค์กร 4.99 คะแนน องค์ประกอบที่ 2 การจัดการศึกษา 4.78 คะแนน องค์ประกอบที่ 3 การวิจัย 4.98 คะแนน องค์ประกอบที่ 4 การบริการวิชาการและการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม 5.00 คะแนน และองค์ประกอบที่ 5 การบริหารจัดการและการประกันคุณภาพ 4.94 คะแนน ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม หากดูพัฒนาการคะแนนผลการประเมินดังกล่าว ในรอบ 5 ปีย้อนหลัง พบว่ามีพัฒนาการที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีการศึกษา 2558 ม.วลัยลักษณ์ได้ 4.42 คะแนนอยู่ระดับดี, ปี 2559 4.64 คะแนน ระดับดีมาก, ปี 2560 4.66 คะแนน ระดับดีมาก, ปี 2561 4.75 คะแนน ระดับดีมาก, ปี 2562 4.80 คะแนน ระดับดีมาก และล่าสุดปีการศึกษา 2563 ได้ 4.93 คะแนน อยู่ในระดับดีมาก

ศ.ดร.ธวัชชัยกล่าวว่า ความสำเร็จดังกล่าวมาจากการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนมุ่งไปสู่มหาวิทยาลัยแห่งคุณภาพ การปฏิรูปการเรียนการสอนภายใต้กรอบ UKPSF จากประเทศอังกฤษ การพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้ตามกรอบศตวรรษที่ 21 การพัฒนาบุคลากรสายอาจารย์และสายสนับสนุนให้มีคุณภาพ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการเป็น Green University นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาด้านระบบ IT ตาม Smart University การพัฒนาระบบการบริหารงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ การพัฒนาผลงานวิจัยเพื่อการเผยแพร่ในScopus Quatile 1 และ 2 รวมถึงการพัฒนางานบริการวิชาการ เพื่อตอบโจทย์ของชุมชน โดยนำประเด็นของชุมชนมาเป็นฐานอีกด้วย

‘ตรีนุช’เปิดศูนย์ CVM 25 แห่งทั่วประเทศ ปั้น’เด็กอาชีวะ’ป้อนธุรกิจ 6 กลุ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617847

'ตรีนุช'เปิดศูนย์ CVM 25 แห่งทั่วประเทศ ปั้น'เด็กอาชีวะ'ป้อนธุรกิจ 6 กลุ่ม

วันพุธ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 14.22 น.

“ตรีนุช”เปิดศูนย์ CVM 25 แห่งทั่วประเทศ ปั้นเด็กอาชีวะสมรรถนะสูงมีรายได้ดี ป้อนภาคธุรกิจอุตสาหกรรม 6 กลุ่ม

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564 ที่วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี (วท.) จ.ชลบุรี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (Center of Vocational Manpower Networking Management : CVM) ทั้ง 25 แห่งอย่างเป็นทางการ พร้อมร่วมพิธีรับมอบใบประกาศการรับรองเป็นสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดิน (Certification of Maintenance Training Organization Approval : AMTO) ของวิทยาลัยเทคนิคถลาง และวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) , บริษัท พนัสแอสเซมบลีย์ จำกัด และบริษัท เอ เอ็มอาร์ เอเชีย จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้บริหารระดับสุง ศธ.และ นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ร่วมพิธี

โดย น.ส.ตรีนุช กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานในพิธีเปิด ว่า ขอแสดงความยินดีกับวิทยาลัยสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทั้ง 2 แห่ง ที่ได้รับใบประกาศการรับรองเป็นสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดิน จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศ และเป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา ที่ผ่านมาได้เข้าร่วมกิจกรรมกับ สอศ.อย่างต่อเนื่อง และได้กำหนดให้อาชีวศึกษาเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆ ของประเทศ

“กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดิฉันได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับอาชีวศึกษาเป็นอย่างมาก อยากให้สังคมเห็นว่าการเรียนอาชีวะ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และตอบโจทย์ภาคธุรกิจ เนื่องจากเป็นการศึกษาที่ทำให้เยาวชนและประชาชนของประเทศมีความรู้และทักษะอาชีพ ในการที่จะนำไปสู่การมีงานทำ มีรายได้ ทั้งในรูปแบบของการจ้างแรงงาน หรือการเป็นผู้ประกอบการ ทุกวันนี้นักศึกษาอาชีวะหลายรายมีศักยภาพสูงและสามารถมีรายได้เริ่มต้นที่ 5 – 6 หมื่นบาทได้ แล้วทำไมเราไม่ออกแบบการเรียนอาชีวศึกษาให้สามารถผลิตเด็กอาชีวะทุกคนได้ จึงเป็นที่มาของการเริ่มต้นศูนย์ CVM 25 แห่ง ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนนโยบายของ นายกรัฐมนตรี และศธ.ไปสู่การปฏิบัติอย่างเข้มข้นเป็นรูปธรรม ถือนับเป็นภารกิจสำคัญของ สอศ.ในการนำยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทยมาเป็นแนวทางในการดำเนินการเพื่อผลิตกำลังคนตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) และรองรับการเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม 4.0” น.ส.ตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาทั้ง 25 แห่ง นี้จะรองรับนโยบายของท่านนายกฯ ที่ต้องการผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ จะเป็นต้นแบบในการจัดการอาชีวศึกษาใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ให้สามารถผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีสมรรถนะสูงและมีคุณภาพ สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ สร้างแรงงานที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และมีจำนวนที่เพียงพอกับความต้องการของประเทศ ซึ่งขณะนี้มีความขาดแคลนหลายสาขา โดยเฉพาะสาขายานยนต์ สาขาช่างอากาศยาน ที่มีความต้องการกว่า 6 แสนคน ขณะนี้เราผลิตได้เพียง 10% เท่านั้น จึงขอฝากถึงผู้บริหารสถานศึกษา และผู้ประกอบการทุกท่าน ว่า ทุกคนมีความสำคัญอย่างมากในการทำให้การจัดการอาชีวศึกษามีคุณภาพและบังเกิดผลสำเร็จ ขอให้มีความมุ่งมั่นบริหารจัดการสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ และประสานความร่วมมือกับชุมชน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาเป็นพลังในการขับเคลื่อนการอาชีวศึกษาร่วมกันต่อไป

ด้าน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาล ได้กำหนดเป้าหมายของประเทศที่มุ่งเน้นการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและขับเคลื่อนกลุ่มคลัสเตอร์และอุตสาหกรรมรายสาขาให้เกิดความเข้มแข็ง รวมทั้งสร้างกรอบการพัฒนาบุคลากรของประเทศ ให้มีความพร้อมตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมโดยแท้จริง รวมถึงการเตรียมความพร้อมกำลังคนให้ตรงกับความต้องการแรงงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และ รมว.ศธ.มีนโยบายให้ สอศ.มุ่งผลิตและพัฒนากำลังคน โดยการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) กรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) รวมถึงมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สอศ.จึงได้ขับเคลื่อนนโยบายของ ศธ.โดยประกาศจัดตั้งศูนย์ CVM จำนวน 25 แห่ง ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยแต่ละศูนย์จะมีจุดเน้นและความเป็นเลิศที่แตกต่างกันตามกลุ่มอุตสาหกรรม

“หนึ่งในภารกิจของศูนย์ CVM คือการกำหนดยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาในศูนย์ฯร่วมกับหุ้นส่วนความร่วมมือ ภาคีเครือข่าย หน่วยงานทุกภาคส่วน ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดงานวันนี้ เพื่อเป็นการนำเสนอกรอบแนวคิดการขับเคลื่อนศูนย์ฯ การเชื่อมโยงด้าน Demand และด้าน Supply เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ พร้อมรับฟังนโยบายจาก รมว.ศธ.เพื่อไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาสู่ความเป็นเลิศ ภายใต้การขับเคลื่อนศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center)” เลขาธิการ กอศ.กล่าวและว่า สำหรับในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 ) สอศ.จะส่งนศ.ไปฝึกปฏิบัติถ้าสถานประกอบการมีมาตรการในการป้องกันที่เข้มแข็ง และมีข้อตกลงว่าสถานประปอบการจะต้องมีแผนเผชิญเหตุหากเกิดการติดเชื้อ ซึ่ง นร.นศ.อาชีวะ ฉีดวัคซีนหมดแล้ว ดังนั้น ถ้าสุานประกอบการไม่มีแผนเผชิญเหตุ สอศ.ก็ปรับรูปแบบจากทวิภาคีเป็นเรียนปกติแทน

ทั้งนี้ ศูนย์ CVM จำนวน 25 แห่ง มีดังนี้ 1. สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกล วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา 2. สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกล (สาขางานเทคนิคซ่อมตัวถังและสีรถยนต์) วิทยาลัยการอาชีพไชยา 3. สาขาวิชาเทคนิคการผลิต วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม 4. สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคนครนายก 5. สาขาวิชาการท่องเที่ยว วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย 6.สาขาวิชาการโรงแรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต 7. สาขาวิชาการจัดประชุมและนิทรรศการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น 8. สาขาวิชาพืชศาสตร์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุพรรณบุรี 9. สาขาวิชาสัตวศาสตร์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสงขลา 10. สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา

11. สาขาวิชาเมคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ 12. สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี 13. สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกลเรือ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือนครศรีธรรมราช 14. สาขาวิชาช่างอากาศยาน วิทยาลัยเทคนิคถลาง 15.สาขาวิชาเทคนิคควบคุมและซ่อมบำรุงระบบขนส่งทางราง วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี 16. สาขาวิชาปิโตรเคมี วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด 17. สาขาอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการ กฟผ.แม่เมาะ 18. สาขาเทคนิคพลังงานทดแทน วิทยาลัยเทคนิคชัยภูมิ 19. สาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี 20. สาขาวิชาช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว 21. สาขาเครื่องประดับอัญมณี กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง 22. สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก วิทยาลัยพณิชยการบางนา 23. สาขาวิชาเทคนิคเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศ วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม 24. สาขาเทคนิคโลหะ วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ และ 25. สาขาวิชาเทคโนโลยีความงาม วิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ

จากนั้น รมว.ศธ.และคณะ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการการขับเคลื่อนศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา และ EEC เยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี การขับเคลื่อนศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา สาขาวิชาเทคนิคควบคุมและซ่อมบำรุงระบบขนส่งทางราง ศูนย์ซ่อม CNC ของ วท.ชลบุรี

– 006

‘วิจัย’กับการแก้ปัญหาความรุนแรงต่อสตรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617576

‘วิจัย’กับการแก้ปัญหาความรุนแรงต่อสตรี

วันพุธ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“เดือนพฤศจิกายนของทุกปี” คณะรัฐมนตรี โดย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้กำหนดให้เป็น “เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี” ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ พบยังมีตัวเลขความรุนแรงทางเพศต่อเด็กและสตรีสูงในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนการวิจัยเพื่อแก้ไขในประเด็นปัญหาดังกล่าวเท่าที่ควร

ศ.ดร.สุภา เพ่งพิศ อดีตผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การสำรวจวิจัยในกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)พบความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวมักเป็นผู้หญิงถูกสามีทำร้าย เนื่องจากส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อที่สืบทอดกันมาว่า สามีมีสิทธิ์ในตัวภรรยา สามารถทำอะไรกับภรรยาก็ได้ โดยในประเทศไทยพบมากถึงร้อยละ 70 ที่เคยโดนทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตั้งครรภ์เนื่องจากเป็นช่วงที่ผู้หญิงอ่อนแอมากที่สุด

“จากงานวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่มีแนวโน้มที่จะโดนสามีทำร้ายอยู่แล้วในทางใดทางหนึ่ง จะยิ่งถูกทำร้ายมากยิ่งขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งการทำร้ายอาจเป็นไปในลักษณะของการทำร้ายร่างกายหรือการทำร้ายด้วยวาจา ไม่ว่าจะเป็นการใช้วาจาที่ไม่สุภาพพูดทำร้ายจิตใจ ดูถูกถากถาง ไปจนถึงด่าทอบุพการี รวมถึงการคุกคามทางเพศ และการทำให้อับอาย เป็นความรุนแรงในครอบครัวที่หากเกิดขึ้นจะกลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นเดียวกับการกระทำทารุณกรรมต่อบุตร” ศ.ดร.สุภา กล่าว

ศ.ดร.สุภา กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของภรรยาพบว่าโดนสามีทำร้ายจนต้องหนีจากไป จากนั้นสามีตามไปขอคืนดี แล้วอีกไม่นานก็กลับมาทำร้ายภรรยาอีก โดยที่ผู้ถูกกระทำไม่กล้าลุกขึ้นมาตอบโต้หรือแม้แต่จะเรียกร้องสิทธิตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีในสังคมชั้นสูงซึ่งไม่อาจเปิดเผยได้เนื่องจากเกรงจะกลายเป็นข่าวใหญ่โตนอกจากนี้ ยังพบจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้รับความสุขทางเพศจากสามี แต่มิได้เปิดเผย หรือขอความช่วยเหลือใดๆ เพราะเห็นเป็นเรื่องน่าอับอาย

“ในการตัดวงจรความรุนแรงดังกล่าวให้ได้ตอบโจทย์มากที่สุด จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนกันอย่างจริงจัง ซึ่งที่ผ่านมาพบอุปสรรคว่าผู้วิจัยยังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร ส่วนใหญ่ไม่ผ่านการพิจารณาให้ได้รับการจัดสรรทุนวิจัย เนื่องจากหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับความรุนแรงที่เสนอขอรับทุนนั้น ไม่ถูกจัดอยู่ในประเด็นเร่งด่วนของประเทศที่เน้นเรื่องการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเป็นหลัก” ศ.ดร.สุภา ระบุ

ในฐานะผู้มีประสบการณ์ในการทำวิจัยด้านความรุนแรงทางเพศในสตรีทั้งในระดับชาติ และนานาชาติมาอย่างยาวนานแม้ในช่วงที่รับตำแหน่งผู้บริหารก็ยังคงทำงานวิจัยเพื่อช่วยเหลือสตรีผู้ถูกกระทำทางเพศมาโดยตลอด ศ.ดร.สุภา เพ่งพิศ ยังได้กล่าวให้กำลังใจนักวิจัยรุ่นหลังที่ทุ่มเททำงานวิจัยด้านความรุนแรงทางเพศของสตรีว่า ขอเพียงไม่ท้อถอย และทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพียรสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทางภาครัฐ เอกชน และชุมชนให้มีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ปราศจากความรุนแรงในครอบครัว

เชื่อว่าปลายทางจะพบกับแสงสว่าง ได้รับการสนับสนุนจนสามารถช่วยลดความรุนแรงของการกระทำทางเพศต่อสตรีและเด็กของไทยและโลกใบนี้ลงจนบรรลุเป้าหมายได้อย่างยั่งยืนในที่สุด!!!

มหาวิทยาลัยมหิดล

‘TDRI’เปิด20ตัวชี้วัดเทียบเกณฑ์สากล ‘คุณภาพชีวิตคนไทย’ด้านใดอยู่จุดใดบ้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617580

‘TDRI’เปิด20ตัวชี้วัดเทียบเกณฑ์สากล  ‘คุณภาพชีวิตคนไทย’ด้านใดอยู่จุดใดบ้าง

วันพุธ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

GOOD Society Thailand จัดเวที (ออนไลน์) ระดมความร่วมมือแผนปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาสังคมของประเทศไทย (Thailand Social Development Forum) เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งในงานดังกล่าว สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เปิดเผยผลสำรวจหัวข้อ “ความอยู่ดีมีสุขของคนไทย รู้ได้อย่างไร แล้วเราจะสุขมากขึ้นได้อย่างไร” โดย ดร.บุญวราสุมะโน นักวิชาการอาวุโส TDRI กล่าวถึงดัชนีคุณภาพชีวิตของไทย หรือ TIW (Thailand’s Index of Wellbeing) เพื่อให้คนทำงานด้านพัฒนาสังคมได้ใช้ประเมินผลงานของตนเอง ว่าเกิดผลกับกลุ่มเป้าหมายที่เข้าไปทำงานอย่างไรบ้าง

ซึ่ง TIW นั้นพัฒนาขึ้นโดยอ้างอิงจากดัชนีคุณภาพชีวิตที่ดี หรือBLI (Better Life Index) ขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ที่กล่าวถึงความสุขของคน 11 ด้าน อีกทั้ง OECD เป็นองค์กรที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อตั้งเป้าหมายว่าประเทศไทยจะต้องพัฒนาไปอยู่ระดับเดียวกับประเทศเหล่านั้น นอกจากนี้ TIW ยังถูกพัฒนาโดยคาดหวังให้คนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุงตัวชี้วัดต่างๆ ซึ่งจะแตกต่างจากดัชนีที่ภาครัฐพัฒนาขึ้น ที่มักจะตอบโจทย์ตัวชี้วัดขององค์กรภาครัฐเป็นหลัก

สำหรับ BLI นั้นมีตัวชี้วัด 24 ตัวใน 11 ด้าน แต่ในการนำเสนอครั้งนี้จะกล่าวถึงเพียง 20 ตัว เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดที่ประเทศไทยมีข้อมูลเปรียบเทียบ ข้อมูลจะใช้ระหว่างปี 2553-2563 ได้แก่ 1.ที่อยู่อาศัยซึ่งไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน ตัวชี้วัดนี้ดูที่ “ส้วมแบบชักโครก” คะแนนของไทยอยู่ที่ 0.2 ส่วนค่าเฉลี่ยของ OECD ซึ่งอยู่ที่ 3.6 ถือว่าไทยทำได้ดีกว่า 2.ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่พักอาศัย ค่าเฉลี่ยของ OECD อยู่ที่ร้อยละ 20.00 ส่วนไทยอยู่ที่ร้อยละ 16.74 ชี้ให้เห็นว่า ราคาที่อยู่อาศัยของไทยยังไม่แพงมากนักเมื่อเทียบกับที่อยู่อาศัยในประเทศกลุ่ม OECD

3.ห้องต่อจำนวนคน ไทยอยู่ที่ 1.0ในขณะที่ OECD อยู่ที่ 1.6 ตัวชี้วัดนี้ไทยทำได้ไม่ดีนักเพราะชี้ว่าคนไทยอาศัยอยู่อย่างแออัดกว่า 4.ทรัพย์สินของครัวเรือน ไทยอยู่ที่ประมาณ 5.2 หมื่นเหรียญสหรัฐ น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ซึ่งอยู่ที่ 4.08 แสนเหรียญสหรัฐ แต่ก็เข้าใจได้เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ของ OECD เป็นประเทศร่ำรวย เช่นเดียวกับ 5.รายได้ที่สามารถนำไปใช้จ่ายของครัวเรือนเฉลี่ยต่อคนต่อปี ที่ค่าเฉลี่ยของ OECDอยู่ที่ 2.8 หมื่นเหรียญสหรัฐ ส่วนไทยอยู่ที่ 3.6 พันเหรียญสหรัฐ

รวมถึง 6.รายได้ส่วนบุคคล ซึ่งค่าเฉลี่ยของ OECD อยู่ที่ 2.7 หมื่นเหรียญสหรัฐ แต่ไทยอยู่ที่ 5.2 พันเหรียญสหรัฐ ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า ตัวชี้วัดเกี่ยวกับรายได้ ไทยยังค่อนข้างตามหลัง OECD เป็นอย่างมาก แม้กระทั่งเม็กซิโก ประเทศที่รายได้ต่ำที่สุดในกลุ่มOECD ตัวชี้วัดด้านรายได้ก็ยังดีกว่าไทย 7.อัตราการว่างงานระยะยาว หมายถึง “ว่างงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป”พบว่า ไทยเป็นชาติที่มีอัตราการว่างงานระยะยาวต่ำมาก เพียง 0.01 ต่ำกว่าประเทศกลุ่ม OECD ที่อัตราการว่างงานระยะยาวต่ำที่สุดอย่างเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ที่ 0.05 เสียอีก ส่วนค่าเฉลี่ย OECD นั้นอยู่ที่ 3.21

8.อัตราการจ้างงาน ไทยอยู่ที่ร้อยละ 75.91 ส่วนค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ร้อยละ 76.5 ถือว่าใกล้เคียงกัน 9.จำนวนปีการศึกษา เกณฑ์ OECD วัดจากจำนวนปีการศึกษาตั้งแต่อายุ 5-39 ปี โดยค่าเฉลี่ยของ OECD อยู่ที่ 17.2 ปี ส่วนไทยอยู่ที่ 15 ปี 10.ทักษะนักเรียน วัดจากคะแนนสอบ PISA ( 3 ด้าน คือการอ่าน คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์) ซึ่งไทยได้ 413 คะแนน (ปี 2561) ส่วนค่าเฉลี่ย OECD ในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ที่ 490 คะแนน เห็นได้ชัดว่าไทยยังน้อยกว่ามาก

11.การสำเร็จการศึกษา นับจากสัดส่วนประชากรที่จบระดับ ม.ปลาย ขึ้นไป ไทยอยู่ที่ร้อยละ 33.3 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 78 อย่างมาก 12.มลพิษทางอากาศ วัดจากค่าเฉลี่ยประชากรที่เผชิญกับฝุ่น PM2.5พบว่า ไทยมีมลพิษสูงกว่ากลุ่ม OECDอย่างมาก โดยมลพิษของไทยอยู่ที่ 27.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มากกว่าค่าเฉลี่ย OECD ซึ่งอยู่ที่ 13.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

13.ร้อยละของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ตัวชี้วัดนี้ไทยอยู่ที่ร้อยละ 74.87 ส่วนค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ร้อยละ 68.2 ถือว่าไทยมีคะแนนเรื่องนี้ดีกว่า 14.การรายงานสุขภาพ คำถามนี้ถามอย่างตรงไปตรงมา ให้แต่ละคนประเมินว่าตนเองสุขภาพดีหรือไม่ พบว่า สัดส่วนของไทยอยู่ที่ร้อยละ 48.6 ส่วนค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ร้อยละ 65.3 ไทยยังถือว่าน้อย 15.อายุคาดเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยของ OECD อยู่ที่ 80.2 ปี ส่วนไทยอยู่ที่ 76.7 ปี แม้จะดูน้อยกว่าแต่ถ้าเทียบกับอีกหลายประเทศในกลุ่ม OECD เช่น ฮังการี โคลอมเบีย เม็กซิโก ลิทัวเนีย บราซิล ลัตเวีย รัสเซีย แอฟริกาใต้ ไทยยังถือว่าดีกว่า

16.ความพึงพอใจในชีวิตตัวชี้วัดนี้ถามง่ายๆ ตรงไปตรงมา แบ่งจาก 0 คือไม่พอใจเลย ถึง 10 คือพอใจมากที่สุด เกณฑ์ฉลี่ยของ OECD อยู่ที่ 6.5 ส่วนของไทยอยู่ที่ 6.7 ถือว่าไทยดีกว่าเพียงเล็กน้อย แต่ก็มีประเด็นชวนคิด เพราะในขณะที่หลายเรื่องไทยตามหลัง OECD คนไทยกลับมีความพึงพอใจในชีวิตมากกว่า 17.อัตราการฆาตกรรม (ต่อแสนประชากร) ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 2.4 ส่วนไทยอยู่ที่ 4.26 เช่นเดียวกับ 18.ความรู้สึกปลอดภัยเวลาเดินคนเดียวตอนกลางคืน ไทยอยู่ที่ร้อยละ 64 ส่วนค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 74.4 จะเห็นว่า ตัวชี้วัด 17 และ 18 ซึ่งสะท้อนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไทยยังตามหลัง OECD อยู่พอสมควร

19.เวลาที่ใช้พักผ่อนและดูแลตนเอง ไทยอยู่ที่ 13.5 ชั่วโมงต่อวัน น้อยกว่าค่าเฉลี่ย OECD ซึ่งอยู่ที่ 15.1 ชั่วโมงต่อวัน ที่น่าสนใจคือ แม้แต่ประเทศญี่ปุ่นที่คนมีเวลาพักผ่อนและดูแลตนเองน้อยที่สุดในกลุ่ม OECD คืออยู่ที่ 14.2 ชั่วโมงต่อวัน ก็ยังมากกว่าไทย และ 20.ลูกจ้างที่ทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไทยอยู่ที่ร้อยละ 11.8 ยังมากกว่าค่าเฉลี่ย OECD ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 8.9 ซึ่งจะสอดคล้องกับตัวชี้วัดที่ 19 ที่ชี้ว่าคนไทยมีเวลาพักผ่อนและดูแลตนเองน้อย

“จะเห็นว่าด้านที่ไทยทำได้ค่อนข้างดีมีไม่เยอะ ส่วนมากจะอยู่ที่ที่พักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่พักหรือสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานในที่พักอาศัย ที่เราทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ย OECD แต่ถ้ามาดูด้านที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจเกือบทั้งหมด ยกเว้นอัตราการว่างงานระยะยาว ไทยเราไม่หลุดจากสนาม OECD ก็อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ทั้งนั้นเลย แล้วยิ่งมาดูการสำเร็จการศึกษา ก็เป็นอีกด้านที่ไทยเรายังต้องเร่งฝีเท้ามากๆ เลย ถ้าเราจะเข้าไปอยู่ในสนามมาราธอนของ OECD ด้วย” บุญวรา ระบุ

บุญวรา ยังกล่าวอีกว่า ส่วนอีก 4 ตัวชี้วัดที่ไทยยังไม่มีข้อมูล แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ “มีข้อมูลของประเทศไทยแต่สำรวจโดยองค์กรต่างประเทศ” ประกอบด้วย 1.คุณภาพการสนับสนุนของเครือข่าย หมายถึงความเชื่อมั่นว่าเมื่อเกิดปัญหาในชีวิตจะมีญาติสนิทมิตรสหายเข้ามาช่วยเหลือข้อมูลนี้มีอยู่ในฐานข้อมูลของ GallupPoll สำนักโพลล์เก่าแก่ของสหรัฐอเมริกาซึ่งผู้ที่ต้องการข้อมูลก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากพอสมควร ส่วนค่าเฉลี่ยของ OECD นั้นมีความเชื่อมั่นอยู่ที่ร้อยละ 89

อย่างไรก็ตาม แบบสอบถามที่สำรวจแบบเร่งด่วน (Quick Survey) ของ TDRI พบว่า กลุ่มตัวอย่างตอบว่าเชื่อมั่นถึงร้อยละ 92.8 สะท้อนภาพสังคมไทยที่ยังมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่ทอดทิ้งกัน และ 2.ความพอใจต่อคุณภาพน้ำในเมืองหรือในย่านพื้นที่อยู่อาศัย ค่าเฉลี่ยของ OECD นั้นอยู่ที่ร้อยละ 81 เป็นอีกตัวชี้วัดที่ต้องใช้ฐานข้อมูลของ Gallup Poll ส่วน Quick Survey ของ TDRI พบว่าอยู่ที่ร้อยละ 69.6

กับ “ไม่เคยมีข้อมูลของประเทศไทยมาก่อน” ประกอบด้วย 1.การมีส่วนร่วมพัฒนากฎระเบียบของประเทศของผู้มีส่วนได้-เสียตัวชี้วัดนี้ OECD ได้สร้างคู่มือวัดผลไว้(iREG) และ 2.ความมั่นคงของตลาดแรงงาน วัดจากรายได้ที่คาดว่าจะเสียไปเทียบกับรายได้ก่อนหน้าหากตกงาน กับมาตรการบรรเทาผลกระทบของรัฐซึ่งตัวชี้วัดนี้ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ร้อยละ 7

อนึ่ง มี 2 ตัวชี้วัดที่ปัจจุบันมีอยู่แต่อนาคตจะไม่มีแล้วเพราะทางการไทยเลิกสำรวจ คือ การรายงานสุขภาพ (ประเมินตนเองว่าสุขภาพดีหรือไม่) กับ ความพึงพอใจในชีวิต ดังนั้นหากภาคสังคมคิดว่า 2 ตัวชี้วัดนี้ยังสำคัญกับสังคมไทย ก็ต้องมารับช่วงต่อในการเก็บข้อมูล!!!

‘ชนช้างกราฟิก ปี7’บุก‘หนองคาย’ ชวนศิลปินรุ่นใหม่สร้างอัตลักษณ์ชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617582

‘ชนช้างกราฟิก ปี7’บุก‘หนองคาย’ ชวนศิลปินรุ่นใหม่สร้างอัตลักษณ์ชุมชน

วันพุธ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กล่าวว่าสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย(สศร.) จัดโครงการพัฒนาศักยภาพนักออกแบบรุ่นใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 (ชนช้างกราฟิก ปีที่ 7) เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power ส่งเสริมความนิยมไทย ผ่านภูมิปัญญา สินค้าและบริการ โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ แบบอย่าง และสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานออกแบบเรขศิลป์สู่ศิลปินรุ่นใหม่

โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมาย เป็น นิสิตหรือนักศึกษาระดับปริญญาตรี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 3-4 สาขาวิชาเรขศิลป์ ออกแบบนิเทศศิลป์ ออกแบบผลิตภัณฑ์นฤมิตศิลป์ ครุศิลป์ หรือสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบ โดยรับสมัครเข้าร่วมโครงการตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 9 ธ.ค. 2564 ทั้งนี้ มุ่งให้เกิดการพัฒนา ทักษะ ประสบการณ์ด้านการออกแบบอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นในกลุ่มนักออกแบบรุ่นใหม่

พร้อมส่งเสริมความสามารถนำองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาและต่อยอดความคิด ในการแปลงต้นทุนทางวัฒนธรรมในชุมชนต่างๆ ทั้งภูมิปัญญา สินค้า และบริการ ที่มีอยู่ในทุกๆ ด้าน ให้กลายเป็น สินทรัพย์ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยว สร้างรายได้สู่ชุมชน สอดคล้องกับแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เชื่อมโยงกับวิถีวัฒนธรรม โดยในปีนี้ สศร. ผนึกพลังร่วมกับ จ.หนองคาย ในการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักออกแบบรุ่นใหม่ โดยจะมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ จำนวน 4 ครั้ง

พร้อมทั้งนำผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการลงพื้นที่ชุมชนใน จ.หนองคาย จำนวน 2 ครั้ง ในช่วงเดือนธ.ค. 2564-ก.พ. 2565 เพื่อศึกษาถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สินค้าและบริการของชุมชน เพื่อให้เกิดแนวคิดและนำมาใช้ในการออกแบบ พัฒนาสินค้าและบริการของชุมชน ทั้งการออกแบบแบรนด์ การออกแบบสภาพแวดล้อม การออกแบบชุดบรรจุภัณฑ์สินค้า การออกแบบชุดสื่อสำหรับโครงการรณรงค์ หรืองานมหกรรมต่างๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ สศร.จะให้การสนับสนุนประชาสัมพันธ์ องค์ความรู้ต่างๆ ผ่านการ ผลิตรายการโทรทัศน์ในรูปแบบรายการการแข่งขันความรู้และ ทักษะด้านศิลปะร่วมสมัยสาขาเรขศิลป์ รายการชนช้างกราฟิก ปีที่ 7 เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และสร้างสรรค์ผลงาน การออกแบบที่สามารถนำไปใช้ได้จริงด้วย ขณะเดียวกัน สศร. ยังเปิดโอกาสให้ชุมชนต่างๆ ใน จ.หนองคาย ที่มีความพร้อมทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม

สถานที่ท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้และสืบสานภูมิปัญญา ตลอดจนผลิตภัณฑ์ชุมชนที่แปรรูปจากวัตถุดิบในท้องถิ่น งานสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์พื้นถิ่น เข้าร่วมกิจกรรม ให้ได้รับการเสริมสร้างอัตลักษณ์ด้านการออกแบบภาพลักษณ์ของชุมชนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยสมัครเข้าร่วมกิจกรรมและดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.ocac.go.th สอบถาม โทร.02-2093763 หรือ 081-8242222

เลขาฯ สกสค.ยันไม่เข้าการประเมินผลงาน หากยังไม่แก้เกณฑ์ให้เป็นธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617691

เลขาฯ สกสค.ยันไม่เข้าการประเมินผลงาน หากยังไม่แก้เกณฑ์ให้เป็นธรรม

วันอังคาร ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 17.56 น.

“ธนพร” เลขาฯ สกสค.ยันไม่เข้าการประเมินผลงาน หากยังไม่แก้เกณฑ์ให้เป็นธรรม ชำแหละตัวชี้วัดผิดปกติ-ไม่สอดคล้องความจริงเพียบ ฉะผู้เกี่ยวข้องกำลังทำลายธรรมาภิบาล “กระทรวงครู” ย่อยยับ ขอเป็นกรณีตัวอย่างล้างวัฒนธรรมใช้อำนาจกลั่นแกล้งให้หมดไปจาก ศธ.

จากกรณีที่ นายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)​ ยื่นหนังสือคัดค้านเกณฑ์การประเมินผลงานเลขาฯ​ สกสค. ถึง น.ส.ตรีนุช​ เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการ​ สกสค. (บอร์ด สกสค.) โดยระบุว่า เกณฑ์การประเมินไม่เป็นธรรมนั้น

วันนี้ (23 พ.ย.64) นายธนพร เปิดเผยว่า ยังไม่ทราบว่า น.ส.ตรีนุช​ ในฐานะประธานบอร์ด สกสค.จะดำเนินการอย่างไร เบื้องต้นคาดว่าจะต้องนำเรื่องที่ตนคัดค้านเกณฑ์ประเมินเข้าสู่การพิจารณาที่ประชุมบอร์ด สกสค.อีกครั้ง อย่างไรก็ตามยืนยันว่า จะไม่เข้ารับการประเมิน จนกว่าจะได้จะมีการพิจารณาเกณฑ์ประเมินใหม่ที่เป็นธรรม และเป็นมาตรฐาน แม้จะได้จัดทำรายงานผลงานของเลขาธิการ สกสค. เพื่อเสนอคณะกรรมการประเมินตามกำหนดการเดิมในวันนี้ (23 พ.ย.) แล้วก็ตาม

“ยืนยันว่า ผมพร้อมเข้าสู่กระบวนการประเมิน เพราะมั่นใจในผลงานที่ผ่านมาว่า ได้ทำงานตามแผนงาน และยุทธศาสตร์ที่วางไว้ รวมทั้งงานด้านการปฏิรูปองค์กร โดยเฉพาะการฟื้นฟูหนี้สินขององค์การค้า (อค.) และการจัดการปัญหาทุจริตที่ค้างคา กระทั่ง สกสค.ได้คะแนน ITA (การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ) ประจำปีงบประมาณ 2564 ถึง 92.54 คะแนน” นายธนพร ระบุ

นายธนพร เปิดเผยด้วยว่า ในส่วนของเกณฑ์ประเมินที่มองว่าไม่เป็นธรรม และตัวชี้วัดที่ผิดปกตินั้นมีหลายประเด็น อาทิ การกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนในแต่ละหัวข้อว่า หากทำได้ตามแผนงานและเป้าหมายที่วางไว้ จะได้คะแนนเพียง 3 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน แต่กลับกำหนดว่าต้องได้ 4 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนนจึงจะผ่านการประเมินในหัวข้อนั้นๆ ซึ่งเป็นการกำหนดภายหลังจากที่ได้ทำงานแล้วเสร็จไปแล้ว เท่ากับว่าต้องทำผลงานให้ได้ขั้นกว่าจากเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งหากต้องการเช่นนั้น ก็ควรกำหนดเกณฑ์ออกมาก่อน เมื่อมาประกาศเกณฑ์ภายหลังก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ หรือบางหัวข้อก็ไม่มีการคำนึงถึงความเป็นจริง โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การดำเนินกิจการของ สกสค.มีข้อจำกัด อาทิ การกำหนดจำนวนผู้เข้าพักในหอพัก สกสค.ว่าต้องมีผู้เข้าพักไม่น้อยกว่า 1.4 แสนคน ก็ไม่มีการปรับลดจำนวนเป้าหมายลง ทั้งที่ก็ทราบว่า มีประกาศ ศบค.ในการจำกัดการเดินทางข้ามจังหวัด จนกิจการห้องพัก หรือโรงแรมต้องปิดบริการไปโดยปริยาย ไม่ต่างจากผู้ประการโรงแรมเอกชนที่ประสบปัญหา จนหลายแห่งต้องปิดกิจการไปด้วยซ้ำ หรือการกำหนดว่าต้องมีการประชุมบอร์ด สกสค.จำนวน 12 ครั้งต่อปี หรือเดือนละ 1 ครั้ง แต่ในช่วงโควิด-19 ก็มีอุปสรรคในการนัดหมายประชุม อีกทั้งผู้มีอำนาจเรียกประชุมก็คือ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานบอร์ด สกสค.อีกด้วย

“อยากฝากไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องว่า สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นั้น สาธารณชนภายนอกอาจจะไม่รับรู้ แต่คนในกระทรวงศึกษาฯรู้ดี เพราะทุกคนผ่านการประเมินแบบนี้มาทั้งหมด หากปล่อยให้มีการวางเกณฑ์ประเมินที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ ก็เท่ากับทำลายหลักธรรมมาธิบาลของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เป็นองค์กรแม่พิมพ์ของชาติ ที่ไม่เพียงแต่บุคลากรของกระทรวงได้รับผลกระทบเท่านั้น ยังส่งผลไปถึงนักเรียน ที่เป็นลูกหลานของเรา ที่เป็นอนาคตของชาติ จึงอยากใช้กรณีของผมเป็นกรณีอย่างว่า วัฒนธรรมการใช้อำนาจกลั่นแกล้งเช่นนี้ต้องหมดไป” นายธนพร กล่าว

‘ตรีนุช’ นำทีมดูงาน จัดการอาชีวศึกษา ตามแนวพระราชดำริ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617346

‘ตรีนุช’ นำทีมดูงาน จัดการอาชีวศึกษา ตามแนวพระราชดำริ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันอังคาร ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย ดร.สิริกร มณีรินทร์ อดีต รมช.ศธ.,ดร.รอยล จิตรดอน ประธานกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมคณะ เดินทางไปยังสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า กรุงเทพฯ เพื่อดูงานการจัดการอาชีวศึกษา ตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ให้การต้อนรับนำชมวีดิทัศน์แนะนำสถาบัน ชมงานนิทรรศการVirtual Exhibition 2021 แสดงผลงานของอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา คณะเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักวิชาศึกษาทั่วไป โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ คณะบริหารธุรกิจ และคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม

รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา กล่าวว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีมีพระราชดำริ จัดตั้งโรงเรียนจิตรลดา(สายวิชาชีพ)โดยใช้หลักสูตรอาชีวศึกษาที่เป็นหลักสูตรเดียวกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยเน้นการเรียนการสอนที่การปฏิบัติและทำงานได้จริง ถึงแม้ว่าเป็นเด็กที่เรียนอ่อนที่สุด ก็ต้องสามารถประกอบอาชีพเพื่อช่วยเหลือตัวเองได้มีนักจิตวิทยาและแพทย์เข้ามาช่วยดูแลจิตใจ จัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based) ให้มากที่สุดเน้นการใช้ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ และภาษาที่ 3 คือ ภาษาจีน เยอรมัน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส โดยเลือกเรียนตามความสนใจนักเรียนนักศึกษาต้องมีภาษาที่ดี สามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ และให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการจัดอาชีวศึกษาร่วมกับภาคเอกชนในระบบทวิภาคี

ด้าน น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า จากที่ตนไปร่วมประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ 41 ณ สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อเร็วๆ นี้ มีความเห็นเช่นเดียวกันว่าโลกตอนนี้เปลี่ยนไป เด็กอาชีวศึกษาสามารถเรียนแล้วไปทำงานต่อได้เลย อาชีวศึกษาสามารถตอบโจทย์การเรียนที่เปลี่ยนไป ทั้งนักเรียนนักศึกษา ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของการมีอาชีพ เป็นโอกาสที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้เพิ่มจำนวนผู้เรียนสายอาชีพได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เด็กอาชีวศึกษาของ สอศ.อาจจะยังติดเรื่องภาพลักษณ์อยู่บ้าง ซึ่งวงการอาชีวศึกษาในปัจจุบันได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเป็นบุคลากรที่มีสมรรถนะสูงแล้ว โดย ศธ. จะต้องเน้นทำความเข้าใจกับสังคมเพิ่มขึ้นต่อไป

‘คุณหญิงกัลยา’ ลงพื้นที่ จังหวัดพังงา ดันส่งออกสินค้าอาชีวะเกษตร เข้าตลาดรัสเซีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617348

‘คุณหญิงกัลยา’ ลงพื้นที่ จังหวัดพังงา ดันส่งออกสินค้าอาชีวะเกษตร เข้าตลาดรัสเซีย

วันอังคาร ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) กล่าวว่า ดร.คุณหญิงกัลยา พร้อมคณะได้ลงพื้นที่จังหวัดพังงา เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการความร่วมมือ ภาคธุรกิจ บรรจุภัณฑ์ผลผลิตทางการเกษตร ส่งออกประเทศรัสเซีย ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพังงา ที่ถือเป็นการขยายตลาด และยกระดับสินค้าอาชีวะเกษตร ซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่ได้จากนักเรียนวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับอาชีวะเกษตรแล้ว ยังเป็นการช่วยยกระดับศักยภาพเกษตรกรในท้องถิ่นให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของดร.คุณหญิงกัลยา ที่จะพลิกโฉมหน้าอาชีวะเกษตรไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ซึ่งโครงการความร่วมมือดังกล่าวก็จะขยายผลไปในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั้ง 47 แห่ง ที่มีศักยภาพทั่วประเทศ

“คุณหญิงกัลยาย้ำเสมอว่า เกษตรกรรมคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก สินค้าเกษตรของไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพอยู่แล้ว การติดปีกให้เกษตรกรไทยไปไกลได้นั้น ต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเกษตรเข้ามาเสริม เพิ่มผลผลิต คุณภาพ ขยายตลาด ช่วยยกระดับศักยภาพเกษตรกรในท้องถิ่นให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งประเทศรัสเซียเป็นตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพในการเติบโต มีกำลังซื้อ การขยายไปตลาดรัสเซียได้จะเป็นการยกระดับอาชีวะเกษตรไทย อย่างไรก็ตาม นอกจากตลาดรัสเซียแล้วยังหาช่องทางต่อยอดไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคใกล้เคียงต่อไป” นางดรุณวรรณ กล่าว

‘คุณหญิงกัลยา’ หนุนปัน Smart Device นักเรียน ดันตั้งกองทุนสนับสนุนอุปกรณ์เรียนออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617347

‘คุณหญิงกัลยา’ หนุนปัน Smart Device นักเรียน ดันตั้งกองทุนสนับสนุนอุปกรณ์เรียนออนไลน์

วันอังคาร ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัจจุบันการเรียนออนไลน์มีบทบาทและสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี รวมถึงการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งการที่จะเรียนในรูปแบบออนไลน์ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องประกอบด้วย 4 องค์ประกอบด้วยกัน คือ 1.ศักยภาพของตัวผู้สอนหรือครู 2.Content หรือ เนื้อหาทำอย่างไรการเรียนออนไลน์จึงจะสนุกและมีประสิทธิภาพ 3.เทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงได้ เช่น เทคโนโลยี4G หรือ 5G และ 4.Smart Deviceหรือ อุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอินเตอร์เนตได้ เช่นSmartphone หรือ Tablet ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ดังนั้นอยากให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงองค์กรต่างๆ ช่วยกันแบ่งปัน Smart Device ให้นักเรียนสามารถ Learn From Home ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กไทย ผ่านโครงการ Next Normal with Smart Devices ภายใต้แคมเปญ “พี่ใหญ่ให้ยืม”

“อุปกรณ์การเรียน และเทคโนโลยีนั้นถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่มีความสำคัญ จะต้องมีประสิทธิภาพสูงเหมาะสม และไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนของเด็กไทย วันนี้จึงนับเป็นการประกาศถึงความร่วมมือของภาครัฐนำโดย กระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชน รวมถึงองค์กร มูลนิธิต่างๆ ในการร่วมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กไทย ซึ่งวันนี้มูลนิธินโยบายสาธารณะไทยได้มอบงบประมาณสนับสนุนในการจัดซื้อ Smart Devicesให้กับโรงเรียนสีคิ้วสวัสดิ์ผดุงวิทยาจังหวัดนครราชสีมา มูลค่า 200,000บาท เพื่อนำไปสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในการเรียนออนไลน์”ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการ “พี่ใหญ่ให้ยืม” จะเป็นจุดเริ่มต้น ให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามาช่วยกัน ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการก็จะรับนโยบายและดำเนินการ โดยจะมีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียน เพื่อจัดหาอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน ส่งเสริมช่องทางการเรียนรู้ผ่านระบบอินเตอร์เนตและสร้างบทเรียนออนไลน์ โดยจัดทำเป็นคลังข้อมูลรวม ทั้งมีระบบแบบทดสอบออนไลน์ และเบื้องต้นมุ่งเน้นไปที่กลุ่มนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายก่อน หลังจากนั้นก็จะเป็นกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รวมไปถึงกลุ่มนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษด้วย เช่น โรงเรียนเศรษฐเสถียร

ดร.กวินเกียรติ นนธ์พละที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช)ด้านการขับเคลื่อนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม กล่าวว่า เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างมากต่อการศึกษาในยุคปัจจุบัน ซึ่งคุณหญิงกัลยาเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าวและพร้อมสนับสนุนในการจัดหาอุปกรณ์ในการเรียนเพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งการมีอุปกรณ์หรือSmart Device ให้แก่นักเรียนได้ใช้งานจะเป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้แก่ผู้เรียนในอนาคตได้เป็นอย่างมาก

นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) และประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์โค้ดดิ้งแห่งชาติ กล่าวว่า การขยายผลการจัดหา Smart Devices ในทุกภาคส่วนนั้น กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลัก ภาคเอกชนรัฐวิสาหกิจ และมูลนิธิต่างๆ เป็นหน่วยงานสนับสนุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อินเตอร์เนตความเร็วสูง โดยจะมีการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมถึงการระดมทุนจากแหล่งต่างๆ เช่นสมาคมศิษย์เก่าของสถานศึกษา ภาคเอกชน มูลนิธิ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีทั้งการซื้ออุปกรณ์ใหม่และรับบริจาคอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานได้ เพื่อนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง