จุฬาฯประกาศเปิดสถานที่ทำการ การจัดการเรียนการสอน 1 พ.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611302

จุฬาฯประกาศเปิดสถานที่ทำการ การจัดการเรียนการสอน 1 พ.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 18.32 น.

เมื่อวันที 25 ตุลาคม 2564 ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ลงนาม ประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการเปิดสถานที่ทำการ การจัดการเรียนการสอน และการปฏิบัติงานในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 มีแนวโน้มคลี่คลายลง โดยมีรายละเอียดตามประกาศ ดังนี้

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานกำลังใจ และประทานพระสัมโมทนียกถา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611284

'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานกำลังใจ และประทานพระสัมโมทนียกถา

วันจันทร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 18.02 น.

“สมเด็จพระสังฆราช”ประทานกำลังใจ และประทานพระสัมโมทนียกถา แก่ผู้แทนสงฆ์ในพื้นที่ จ.ชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2564 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ประทานพระวโรกาสให้รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ นำผู้แทนพระภิกษุสงฆ์ในพื้นที่จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และจาก 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยเครือข่ายพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ เฝ้ากราบทูลรายงานการดำเนินงาน เพื่อสนับสนุนพระพุทธศาสนา และวิถีความเป็นอยู่ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

โอกาสนี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช มีรับสั่งประทานกำลังใจ และประทานพระสัมโมทนียกถา ความตอนหนึ่งว่า

“ขอแสดงความชื่นชมในกุศลจริยา ที่ช่วยกันเสริมสร้างสันติสุขในสังคม กับทั้งอดทนพากเพียรประกอบกรณียกิจ เพื่อความยั่งยืนสถาพรของพระพุทธศาสนาบนแผ่นดินไทย

ณ โอกาสที่เราทั้งหลายได้มาพบปะกัน อาตมภาพขอเชิญพุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งซึ่งทุกท่านคงได้ยินอยู่เนืองๆ มาปรารภไว้เป็นข้อคิดอีกครั้ง สำหรับการประพฤติตนและปฏิบัติงาน ในสังคมที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา ความคิด ความเชื่อ และอุดมการณ์ พุทธศาสนสุภาษิตบทนั้น เจ้าพระคุณ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า “โลโกปตฺถมฺภิกา เมตฺตา” แปลความว่า “เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก”

ความเมตตานั้นมีคุณานุคุณกว้างขวางยิ่งนัก สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงอานิสงส์ไว้ถึง 11 ประการ อานิสงส์ข้อสำคัญสำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ได้แก่ ผู้เจริญเมตตา “ย่อมเป็นที่รักในหมู่มนุษย์”

ความรักใคร่กลมเกลียวสามัคคีปรองดองกันในหมู่มนุษย์ อันหมายถึงสันติสุขที่ทุกคนปรารถนา ย่อมไม่อาจบังเกิดขึ้นได้เลย หากแต่ละบุคคลยังปราศจากเมตตาอย่างจริงใจต่อกัน เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านจงตั้งต้นการประพฤติปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ด้วยการเจริญเมตตาพรหมวิหารอยู่เสมอทุกลมหายใจ เริ่มจากคนใกล้ ขยายวงออกไปสู่คนไกล และเริ่มจากคนที่เรารักใคร่ชอบพอ ขยายวงออกไปสู่คนที่มีจิตประทุษร้ายหรือตั้งตนเป็นไพรี

หากท่านทำได้ดังนี้ ความเมตตาอย่างไม่มีประมาณ จะค่อยๆ ทวีปริมาณขึ้น เป็นกระแสแห่งความร่มเย็น จนกระทั่งในสายตาของท่าน มองไม่เห็นใครที่น่าเกลียดชังอยู่บนโลกนี้ คงมีแต่เพื่อนร่วมโลกที่ควรได้รับกระแสความร่มเย็นจากจิตใจเรา ซึ่งจะทำให้คนที่รักอยู่แล้ว ยิ่งรักใคร่สนิทใจไม่เสื่อมคลาย และทำให้คนที่เคยชัง อาจกลับกลายเป็นรู้สึกเฉยๆ แล้วอาจเปลี่ยนใจมารู้รักสามัคคีกันได้ในที่สุด สภาวะเช่นนี้แล จะช่วยค้ำจุนสังคมไทยให้คงอยู่ร่วมกันได้ในทุกหมู่ชน และยังเป็นการค้ำจุนโลกนี้ไปพร้อมๆ กันด้วย การที่กล่าวมาเช่นนี้ หาใช่อาตมภาพคิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ หากแต่เป็นการยืนยันเมตตานิสงส์ตามนัยแห่งพระพุทธพจน์ และเป็นการรับรองพุทธศาสนสุภาษิตของบูรพาจารย์ ซึ่งเราทั้งหลายต่างเทิดทูนบูชา

ในนามคณะสงฆ์ ขอถวายกำลังใจและขอเป็นกำลังใจ ให้พุทธบริษัทในจังหวัดชายแดนภาคใต้ บริบูรณ์ด้วยสรรพกำลัง ในอันที่จะเชิดชูสันติสุขของชาติไทย อีกทั้งรักษาพระบวรพุทธศาสนา ให้วัฒนาสถาพรไม่มีวันเสื่อมสูญ”

นายกฯสั่งตรวจสอบ พระสงฆ์กราบอดีตพระยันตระ ผิดวินัยสงฆ์หรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611239

นายกฯสั่งตรวจสอบ พระสงฆ์กราบอดีตพระยันตระ ผิดวินัยสงฆ์หรือไม่

วันจันทร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.40 น.

นายกฯสั่งตรวจสอบ พระสงฆ์กราบอดีตพระยันตระ ผิดวินัยสงฆ์หรือไม่

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 25 ตุลาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามสื่อมวลชนตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมมอบหมาย กรณียังมีพระสงฆ์ไปกราบไหว้และรับฟังคำสอนจาก นายวินัย ละอองสุวรรณ หรืออดีตพระยันตระ ทั้งที่ไม่ใช่พระสงฆ์แล้ว จะมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ดำเนินการอย่างไรต่อกรณีนี้ ว่า เรื่องดังกล่าวได้มอบหมายให้มีการตรวจสอบติดตามว่าเป็นการดำเนินการถูกต้องตามพระวินัยสงฆ์หรือไม่ ตั้งแต่วันที่ทราบข่าวการเคลื่อนไหวของอดีตพระยันตระแล้ว ขณะนี้ก็คงต้องรอผลการตรวจสอบจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ปลัด ศธ.เทียบเชิญประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ร่วมแก้ปัญหาหนี้สินครู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611209

ปลัด ศธ.เทียบเชิญประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ร่วมแก้ปัญหาหนี้สินครู

วันจันทร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.34 น.

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2564 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามหนังสือด่วนที่สุด ที่ ศธ.0207 /17139 ลงวันที่ 19 ต.ค.2564 ถึง ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ทุกแห่ง ขอเชิญสมัครเข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางหารศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน

ตามนโยบายของรัฐบาล (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้ให้ความสำคัญของการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีเป้าหมายทำอย่างไรให้ครูได้ชำระหนี้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือการรวมหนี้ครูมาไว้สถาบันการเงินแหล่งเดียว กำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับการผ่อนชำระหนี้ของครูให้ได้มากที่สุด ตลอดจนพัฒนาครูบรรจุใหม่ และครูทุกกลุ่มให้มีความรู้ สร้างวินัยการบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 157/2564 ลงวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2564 โดยกระทรวงศึกษาธิการในฐานะคณะกรรมการ มีภารกิจรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ให้การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นรูปธรรม จึงกำหนดให้มีแผนแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ

โดยในระยะแรก จึงได้กำหนดโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ต้นแบบเป็นฐาน โดยดำเนินการศึกษาและถอดบทเรียนกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูตัวอย่าง จำนวน 2 แห่ง และขยายไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ อย่างน้อย จำนวน 12 แห่ง เพื่อให้ครูมีสภาพคล่องในการชำระหนี้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ส่งผลให้ครูทุกคนได้รับการดูแลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินได้อย่างทั่วถึงและเป็นระบบ เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่มีคุณภาพ และส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและคุณภาพสังคมต่อไป

บัดนี้ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ ตามโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน

โดยขอเชิญสหกรณ์ออมทรัพย์ครู สมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ สำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 319 วังจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ เขตดุสิต กรุงเทพฯ หรือ E-mail : policy.inspec@gmail.com ภายในวันที่ 26 ตุลาคม 2564 โดยมอบหมายให้ น.ส.สารินี โฉมแก้ว โทร. 090-012-5883 เป็นผู้ประสานงาน

‘รมต.อนุชา’สั่งพศ.เร่งดูแลพระ 3 จชต. ห่วงโควิดระบาด กำชับทำบุญต้องปฏิบัติตามมาตรการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611136

‘รมต.อนุชา’สั่งพศ.เร่งดูแลพระ 3 จชต. ห่วงโควิดระบาด กำชับทำบุญต้องปฏิบัติตามมาตรการ

วันจันทร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 11.35 น.

‘รมต.อนุชา’สั่งพศ.เร่งดูแลพระ 3 จชต. ห่วงโควิดระบาด กำชับทำบุญต้องปฏิบัติตามมาตรการ

25 ตุลาคม 2564 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการ ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ นำคณะพระสังฆาธิการ นำโดยพระพระราชวรเวที เจ้าคณะจังหวัดสงขลา และผู้นำเครือข่ายพุทธศาสนิกชนจังหวัดชายแดนภาคใต้  เข้าพบนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะ ประกอบด้วย นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสิปป์บวร แก้วงาม รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รักษาราชการผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมี พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วมการประชุมผ่านระบบการประชุมออนไลน์ (VDO Conference)

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักประจำชาติ และเป็นเสาหลักสำคัญของชาติไทยและคนไทยทั้งประเทศ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราคนไทยควรทำนุบำรุงศาสนา จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ส่งผลกระทบระยะยาวและเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติศาสนกิจของพระภิกษุสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ โดยได้สั่งการให้ พศ. เร่งติดตามและดำเนินการให้ความช่วยเหลือในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว ทั้งเรื่องของการบูรณะวัด และการประสานงานอำนวยความสะดวกคณะสงฆ์ พร้อมกำชับเรื่องการทำบุญที่วัดต่าง ๆ เน้นย้ำให้ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัดทั้งการใส่บาตร การสวดมนต์ รวมถึงโรงทานต่าง ๆ จะต้องมีการแยก หรือมีการกำหนดจำนวนคน และต้องมีการกำหนดวิธีการในการทำบุญต่าง ๆ ให้เหมาะสม

นายอนุชา กล่าวว่า สถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ยังคงแพร่ระบาดในอย่างต่อเนื่อง ขอให้ทุกคน ทุกส่วนราชการ ทุกหน่วยงานทั้งภาคประชาชน และประชาสังคม ธุรกิจเอกชนต่าง ๆ ช่วยกันหามาตรการป้องกันของตัวเอง ตามมาตรการ Thailand Prevention ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้

สำหรับการเข้าหารือในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเปิดโลกทัศน์แกนนำเครือข่ายชาวไทยพุทธจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ พื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ระหว่างวันที่ 23-29 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ซึ่งคณะจะได้เข้าพบและหารือบุคคลสำคัญ อาทิ การเข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก เพื่อหารือแนวทางการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายหลังจากการเกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่มาเป็นระยะเวลานาน ส่งผลต่อความยากลำบากในการดำรงชีวิตของพระภิกษุสงฆ์และประชาชนในพื้นที่

ยุคเกิดน้อย‘ผู้เยาว์’ทรัพยากรมีค่า ลงทุนลด‘เจ็บ-ตายบนถนน’จำเป็น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611022

ยุคเกิดน้อย‘ผู้เยาว์’ทรัพยากรมีค่า  ลงทุนลด‘เจ็บ-ตายบนถนน’จำเป็น

วันจันทร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ทำไมผมคัด 10-19 ปี? เพราะรูปแบบการแก้ไขอุบัติเหตุทางถนนในแต่ละช่วงอายุแตกต่างกัน อย่างช่วงอายุ 0-4 ปี และ 5-9 ปี เด็กจะอยู่บ้านหรืออยู่ศูนย์เด็กเล็ก การดูแลก็จะเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ แล้วก็เป็นครูพี่เลี้ยง 5-9 ปี ก็จะเป็นประถมส่วนหนึ่งหรืออนุบาล 5-6 ขวบ การเดินทางก็จะเดินทางกับพ่อแม่ แต่เมื่อ 10-14 ปี การเดินทางก็จะเริ่มเดินทางด้วยตัวเองบ้างแล้ว บางคนก็ขี่มอเตอร์ไซค์ได้แล้ว 15-19 ปี ก็เดินทางด้วยตัวเองค่อนข้างเยอะ”

ปัญณ์ จันทร์พาณิชย์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนามาตรการป้องกันการบาดเจ็บจากการจราจร กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กล่าวในการ ประชุมภาคีด้านความปลอดภัยทางถนนแนวทางการใช้หลักสูตรการเรียนการสอนด้านความปลอดภัยทางถนนเพื่อลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มนักเรียนอายุ 10-18 ปี เมื่อเร็วๆ นี้ ถึงความเสี่ยงของเด็กและเยาวชนไทย อายุ 10-19 ปี จากการบาดเจ็บล้มตายบนท้องถนน

ความกังวลข้างต้นไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีสถิติยืนยันชัดเจน ซึ่งระบบข้อมูลแฟ้มสุขภาพ (43 แฟ้ม) กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยให้เห็นว่า จำนวนผู้บาดเจ็บที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลผู้ป่วยใน (IPD) ปี 2562 เป็นประชากรอายุ 15-19 ปี อยู่ที่ 34,902 คน คิดเป็นร้อยละ 13.99 ของผู้บาดเจ็บทุกกลุ่มอายุ ขณะที่ประชากรอายุ 10-14 ปี อยู่ที่ 13,802 คนคิดเป็นร้อยละ 5.53 ของผู้บาดเจ็บทุกกลุ่มอายุ

เช่นเดียวกับจำนวนผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนที่รักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยนอก (OPD) ปี 2562 เป็นประชากรอายุ 15-19 ปี อยู่ที่ 160,390 คน คิดเป็นร้อยละ 17.8 ของผู้บาดเจ็บทุกกลุ่มอายุ ขณะที่ประชากรอายุ 10-14 ปี อยู่ที่ 84,804 คน คิดเป็นร้อยละ 9.4 ของผู้บาดเจ็บทุกกลุ่มอายุ และจำนวนการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ปี 2562 เป็นประชากรอายุ 15-19 ปี อยู่ที่ 2,183 คน คิดเป็นร้อยละ 10.96 ของผู้เสียชีวิตทุกกลุ่มอายุ ขณะที่ประชากรอายุ 10-14 ปี อยู่ที่ 651 คน คิดเป็นร้อยละ 3.2 ของผู้บาดเจ็บทุกกลุ่มอายุ

“การตายลักษณะนี้เราก็จะเห็นว่าตอนอายุ 15-19 ปี ค่อนข้างสูงที่สุด รองลงมากคือ 20-24 ปี อันนี้ก็อยู่ในกลุ่มมหาวิทยาลัย เหตุผลที่ทำไมผมโฟกัสที่ 10-19 ปี มันเป็นเวลาที่เข้าถึงเขาได้มากที่สุด เพราะเขาอยู่ในส่วน
ของการศึกษา ก็คือในการเรียนการสอนถ้าเป็น 20-24 ปี เขาเริ่มกระจาย ไปอยู่มหา’ลัยบ้าง บางคนก็อยู่ในสถานประกอบการ ทำงานแล้ว” ปัญณ์ ระบุ

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับ “พฤติกรรมการใช้จักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซค์) ในสังคมไทย” เพราะเมื่ออายุได้ 10-14 ปี เด็กไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มเดินทางด้วยตนเอง ซึ่งต้องบอกว่า “ส่วนใหญ่ไม่เคยเรียนรู้ทักษะการขับขี่ปลอดภัย” แบ่งเป็นร้อยละ 28 หัดขี่ด้วยตนเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากหากขี่จักรยานเป็นอยู่แล้ว กับอีกร้อยละ 72 ที่มีคนใกล้ตัว เช่น พ่อแม่ พี่ ญาติ เพื่อน ฯลฯ เป็นผู้สอน

ปัญณ์ กล่าวต่อไปว่า ข้อมูลจากศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย (TARC) เคยทำการศึกษา “โครงการวิจัยเพื่อเมืองไทยไร้อุบัติเหตุ ระหว่างปี 2559-2563” พบว่า “ปัจจัยส่วนบุคคลเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุจากมอเตอร์ไซค์ถึงร้อยละ 94” ขณะที่ปัจจัยจากถนนมีผลเพียงร้อยละ 4 และปัจจัยจากพาหนะมีผลเพียงร้อยละ 2 เท่านั้น ซึ่งปัจจัยส่วนบุคคลนี้ 3 อันดับแรกประกอบด้วย อันดับ 1 ไม่รับรู้ต่อสถานการณ์โดยรอบขณะขับขี่ ร้อยละ 52.3 อันดับ 2 ตัดสินใจผิดพลาด ร้อยละ 20.8 และอันดับ 3 ควบคุมรถผิดพลาด ร้อยละ 18.8

อนึ่ง เมื่อนำถ้อยคำที่คุ้นเคยจากข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เผยแพร่ตามหน้าสื่อต่างๆ มาวิเคราะห์ จะมองเห็นสิ่งที่ขาดซึ่งต้องเติมทักษะเข้าไปให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนทั้งที่เดินเท้าและขับขี่ยานพาหนะ เช่นคำว่า “ประมาท” หมายถึง “ไม่คาดการณ์อุบัติเหตุ” หรือคำว่า “คึกคะนอง” หมายถึง “ผิดพลาดในการตัดสินใจ” หรือคำว่า “ไม่ชำนาญเส้นทาง” หมายถึง “ผิดพลาดในการรับรู้สถานการณ์โดยรอบ” เป็นต้น

“การรวบรวมข้อมูล ต่อด้วยประเมินความเสี่ยง ต่อด้วยคาดการณ์ล่วงหน้า สุดท้ายคือตัดสินใจหลีกเลี่ยง คือประเด็นลักษณะของการขับขี่ที่ต้องมีความใส่ใจอยู่ตลอดเวลาในการขับรถซึ่งสิ่งที่ผมเอามานี้มาจากภาคการบินที่เขาเรียน จะเห็นว่านักบินเขาเรียนเรื่องของ Hazard Perception (คาดการณ์ล่วงหน้า) เรียนเรื่องของ Risk Assessment (ประเมินความเสี่ยง) ซึ่งจริงๆ การขับรถในหลักสูตรผมก็เคยเห็นว่ามี จริงๆ กระทรวงศึกษาธิการก็เคยมีหลักสูตรนี้เหมือนกันที่มีออสเตรเลียมาเป็นที่ปรึกษา แต่ว่ามันนานแล้ว ประมาณปี 2535” ปัญณ์ กล่าว

ตัวอย่างที่น่าสนใจจากต่างแดน เกาหลีใต้ ย้อนไปในปี 2535 เคยมีเด็ก (อายุต่ำกว่า 15 ปี ตามนิยามขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ-OECD) เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน 1,114 ราย บาดเจ็บ 45,138 คน แต่เมื่อผ่านไป 20 ปี ในปี 2555 พบเด็ก) เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน 110 ราย บาดเจ็บ 19,730 คน ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะยอดผู้เสียชีวิตนั้นลดลงถึง 10 เท่า

เบื้องหลังของความสำเร็จ หนึ่งในนั้นคือการจัดทำหลักสูตรความปลอดภัยและสอนกันอย่างจริงจังตั้งแต่ชั้นอนุบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการของเกาหลีใต้ กำหนดให้จัดการศึกษาความปลอดภัยทางถนนประจำปีสำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลและชั้นประถมศึกษา เป็นเวลาอย่างน้อย 30 และ 23 ชั่วโมง ตามลำดับมีการฝึกอบรมครูที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยทางถนนที่โรงเรียน ผลิตและแจกจ่ายสื่อการสอนความปลอดภัยทางถนน ตลอดจนจัดศูนย์อุทยานจราจรสำหรับเด็ก

“เราทำกลุ่มเด็กและเยาวชน โฟกัสให้มากกว่ากลุ่มวัยทำงาน กลุ่มวัยทำงานจริงๆ คงต้องทำอยู่แล้วแต่น่าจะเน้นการบังคับใช้กฎหมายน่าจะสำคัญกว่า จะเห็นว่าถ้ามองเรื่องเด็กและเยาวชน คือเด็กมันจะโตไปเรื่อยๆ อนาคตคือเป็นผู้ใหญ่ เป็นพ่อแม่คนในอนาคต ถ้าเราลงไปดูเรื่องเด็กและเยาวชน ก็เหมือนการวางแผนในอนาคต” หัวหน้ากลุ่มพัฒนามาตรการป้องกันการบาดเจ็บจากการจราจร กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กล่าวย้ำ

เช่นเดียวกับ นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎรยกตัวอย่าง สวีเดน ซึ่งเคยส่งวิทยากรมาบรรยายเกี่ยวกับหลักสูตรความปลอดภัยทางถนนที่สอนกันตั้งแต่ชั้นอนุบาล เริ่มตั้งแต่ “การเดิน” เช่น เมื่อเจอรถต้องเดินอย่างไร อย่าเดินตัดหน้ารถให้เดินอ้อมไป พอขึ้นชั้นประถมศึกษาก็เป็นทักษะการขี่จักรยาน ซึ่งต้องสวมหมวกกันน็อก และเมื่อเข้าชั้นมัธยมศึกษาก็จะเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น

นอกจากการให้ความรู้และสร้างทักษะความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนแล้ว “การลงทุนด้านสาธารณูปโภคที่ปลอดภัย” ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน เช่น “งบประมาณด้านการทัศนศึกษา” ที่ผ่านมามีการจ่ายในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในการเดินทางของนักเรียน ทำให้ยังมีข่าวรถบัสทัศนศึกษาประสบอุบัติเหตุให้เห็นอยู่เนืองๆ

“งบประมาณในการศึกษานอกโรงเรียนของเด็กให้งบน้อย เวลาในการนอนก็ไม่มี ก็เลยไปเช่ารถ 2 ชั้นแล้วให้เด็กนอนบนรถแล้วก็ขับไป พอขับไปคนขับก็มีคนเดียวจะได้ถูก คนขับหลับในเด็กตายเป็นเบือ เพราะ 275 บาทต่อหัว ค่ากำหนดนั้นถ้ายังเป็นแบบนี้มันจะบังคับให้เขาใช้รถ 2 ชั้นวิ่งกลางคืน ออกตอน 2 ทุ่ม สมมุติจากยโสธรมากรุงเทพฯ มาทัศนศึกษา เขาไม่รู้เลยว่าได้งบแค่นี้มันส่งผลให้เด็กตาย” รอง ปธ.กมธ.การคมนาคม ระบุ

นิกร ยังยกตัวอย่างจากประเทศ ฟิลิปปินส์ ที่มีข้อเสนอให้รัฐบาล “ลดภาษีนำเข้าเป็นศูนย์สำหรับอุปกรณ์ที่นั่งเด็กในรถยนต์ (Child Car Seat)” เพื่อจูงใจให้พ่อแม่ผู้ปกครองซื้อมาใช้ปกป้องความปลอดภัยของบุตรหลาน ซึ่งสำหรับประเทศไทยนั้นก็สามารถทำได้ผ่านกลไก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อย่างไรก็ตาม การลดภาษีอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องส่งเสริมให้ผลิตในประเทศได้ด้วย ซึ่งนอกจากที่นั่งเด็กแล้ว “ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS)” ก็เป็นอุปกรณ์อีกชนิดที่ควรส่งเสริมการผลิตในไทย เพื่อให้มีติดตั้งในมอเตอร์ไซค์ทุกคัน

ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย ซึ่งจำนวนเด็กเกิดใหม่มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ข้อมูลจาก สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง พบว่า ช่วงปี 2536-2539 มีเด็กเกิดใหม่เฉลี่ยปีละ 9 แสนคน จากนั้นปี 2540 เป็นปีแรกที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงเหลือต่ำกว่า 9 แสนคน โดยอยู่ที่ประมาณ 8.8 แสนคน ซึ่งตลอดทศวรรษ 2540-2550 จำนวนเด็กเกิดใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 7-8 แสนคนต่อปี แต่ในปี 2560-2561 พบจำนวนเด็กเกิดใหม่เฉลี่ยปีละประมาณ 6 แสนกว่าคนเท่านั้น

การลงทุนเพื่อรักษาชีวิตและร่างกายของเด็กและเยาวชนไทยให้ปลอดภัยจึงไม่ใช่เรื่อง “แพงเกินไป”
เพราะนี่คือ “ว่าที่กำลังแรงงาน” คนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ!!!

‘มหานิยม’แนะพระเล็กสละตำแหน่งเจ้าคณะลดแตกแยก โต้สำนักพุทธปูดนักการเมืองเคลื่อนไหว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610979

'มหานิยม'แนะพระเล็กสละตำแหน่งเจ้าคณะลดแตกแยก โต้สำนักพุทธปูดนักการเมืองเคลื่อนไหว

วันอาทิตย์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 13.09 น.

“มหานิยม เวชกามา” ส.ส.สกลนคร เขต 2 พรรคเพื่อไทยฮึ่มหนังสือลับสำนักพุทธกาฬสินธุ์หลุดอ้าง 7 นักการเมืองเคลื่อนไหวปมปลด 3 เจ้าคณะจังหวัดไม่เป็นความจริง ระบุชาวบ้านและพระสงฆ์คัดค้านและไม่ต้อนรับเจ้าคณะองค์ใหม่ แนะพระเล็กมีทิฐิน้อยลง สละลาออกจากตำแหน่งทำเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคมสงฆ์กาฬสินธุ์ก็จะไม่แตกแยก พร้อมเตรียมขอสภาตั้งญัตติ เพื่อศึกษาพิจารณาว่าการถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 จังหวัดใช้อำนาจดำเนินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

วันที่ 24 ต.ค.64 ดร.นิยม เวชกามา หรือ มหานิยม ส.ส.สกลนคร เขต 2 พรรคเพื่อไทย ได้โทรศัพท์มาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า กรณีหนังสือบันทึกข้อความจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาฬสินธุ์ ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2564 เรื่อง รายงานความเคลื่อนไหวของศิษยานุศิษย์ กรณีมหาเถรสมาคมมีมติปลดเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยอ้างว่าคณะสงฆ์ (ธรรมยุต) ได้ยุติความเคลื่อนไหว แต่ยังคงมีศิษยานุศิษย์ที่เป็นฝ่ายการเมือง 7 คนเคลื่อนไหวทำการล่ารายชื่อ 1 แสนรายชื่อเพื่อทูลเกล้าฯถวายฎีกาโดยมีชื่อของตน 1 ใน 7 คนของหนังสือนั้น 

ดร.นิยม กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวตนเห็นว่า ผู้อำนวยการสำนักพุทธจังหวัดกาฬสิธุ์ ไม่ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แม้หัวเรื่องที่อ้างว่า มีมติจากมหาเถรสมาคมว่าปลดเจ้าคณะจังหวัดนั้นที่จริงแล้วมหาเถรสมาคมเพียงแต่รับทราบจากเอกสารที่ส่งเข้าที่ประชุมแต่เพียงเท่านั้น ไม่ได้มีการลงมติแต่อย่างใด ซึ่งจะถือว่ามีการสอดไส้เพื่อถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด ได้หรือไม่ รวมถึงจะมีผู้บงการสำนักพุทธจากมือที่มองไม่เห็นหรือไม่และที่อ้างว่ามีคณะสงฆ์ได้ยุติแล้ว แต่ในความเป็นจริงมีพระสังฆาธิการได้ลาออกจากเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล เป็นรายวันเกือบทั้งจังหวัดแล้ว รวมถึงประชาชนในพื้นที่ทั้งลงชื่อและติดป้ายทั่วเมือง แสดงออกถึงการคัดค้านไม่เห็นด้วยไม่ยอมรับการถอนถอนและไม่ต้อนรับพระเล็กเจ้าคณะองค์ใหม่ อย่างนี้จะบอกว่ายุติได้อย่างไร สิ่งนี้เป็นเรื่องที่สำนักพุทธต้องออกมาชี้แจงในความไม่ชอบธรรม ตนจึงขอถามไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 4 ข้อตามที่เคยมีผู้ได้ยื่นหนังสือไปยังสำนักพุทธฯไปแล้วดังนี้

1.การที่สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติออกมาให้ข่าวว่าการถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 จังหวัดว่าทำถูกต้องตามกฎหมายนั้นทำไมถึงมีคนออกมาโต้แย้งคัดค้าน คำว่าถูกต้องตามกฎหมายต่างกับชอบด้วยกฎหมาย เพราะถูกต้องตามกฎหมายคือทำได้เพราะกฎหมายให้อำนาจ แต่ชอบด้วยกฎหมายคือ เหตุผลและความชอบธรรมในการใช้ อำนาจตามที่กฎหมายให้

2.เมื่อไม่แสดงเหตุผลว่าการถอดถอนทำถูกต้องตามกฎหมายอย่างไร หากมีประชาชนยื่นขอเอกสารข้อมูล เกี่ยวกับการถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 จังหวัด จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติซึ่งทำหน้าที่เลขาธิการมหาเถรสมาคม อีกทั้งเป็นผู้ทำเอกสารยื่นมติ มส.รวมถึงได้ออกมาให้ข่าวดังกล่าวนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่จะให้ข้อมูลแก่ผู้มายื่นขอเพื่อแสดงถึงความโปร่งใสในเหตุผลและความชอบธรรมในการใช้อำนาจถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 จังหวัดทำให้สังคมชาวพุทธและศิษยานุศิษย์ของเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 3 จังหวัดได้ทราบเหตุผลของการถอดถอนดังกล่าว

3.ถ้าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ซึ่งเป็นสิทธิที่ประชาชนคนใดมีสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 41 และ 59 รวมถึง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการมาตรา 4 และมาตรา11 ที่สามารถขอข้อมูลและเอกสารหลักฐานในการถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 จังหวัดได้ เมื่อไม่ให้หรือไม่เปิดเผย ผู้ขอยังมีสิทธิไปยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการและมีสิทธิ์ไปฟ้องต่อศาล ปกครองต่อไป ซึ่งมีตัวอย่างมากมายที่ประชาชนใช้สิทธิดังกล่าวไปยื่นขอข้อมูลจากทางราชการ ทั้งการที่ไม่ ยอมเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอาจมีประชาชนคนใดเห็นว่าเป็นการไม่ชอบธรรมที่ไม่ยอมเปิดเผยน่าจะเป็นการ ถอดถอนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเพราะไม่เปิดเผยแสดงออกมาอาจก็นำเรื่องการถอดถอนที่ไม่ชอบนี้ไปกล่าวโทษผู้มีอำนาจหน้าที่ในการถอดถอนเพราะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายต่อ ปปช.ว่าเป็นการละเว้นการ ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ได้

4.ตนอยากจะให้การแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดที่มาแทนเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) ชอบด้วยกฎหมายตามกฎมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด ที่มีรายละเอียดดังนี้
ข้อ ๑๔ พระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ต้องมีคุณสมบัติโดยเฉพาะอีกส่วนหนึ่ง ดังนี้
(๑) มีพรรษาพ้น ๑๐ กับมีสำนักอยู่ในเขตจังหวัดนั้น และ
(๒) กำลังดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดนั้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๒ ปี หรือ
(๓) กำลังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอในจังหวัดนั้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๔ ปี หรือ
(๔) มีสมณศักดิ์ไม่ต่ำกว่าพระราชาคณะชั้นสามัญ หรือเป็นพระคณาจารย์โทขึ้นไป หรือเป็นเปรียญธรรมไม่ต่ำกว่า ๖ ประโยค

ดร.นิยม กล่าวต่อว่า แม้แค่เพียงในอนุหนึ่งสำหรับเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) องค์ใหม่ที่มีสำนักอยู่จังหวัดหนองคายจะชอบด้วยกฎหมายได้อย่างไร ทั้งนี้ เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 3 พ.ย.นี้ตนจะนำเรื่องถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 จังหวัดไปตั้งกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรี และขอสภาตั้งญัตติ เพื่อศึกษาพิจารณาว่าการถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 จังหวัดดังกล่าวว่าใช้อำนาจดำเนินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งมีประชาชนคัดค้านโต้แย้งกันอย่างกว้างขวาง 

“สำหรับพระเล็ก หากท่านจะมีทิฐิน้อยลงมาหน่อย ทำเพื่อพระพุทธศาสนา ท่านจะสละลาออกจากตำแหน่งก็จะเป็นการดี ซึ่งสังคมสงฆ์กาฬสินธุ์และประชาชนก็จะไม่แตกแยก” ดร.นิยม กล่าว  –  003

ยกเลิกกิจกรรมขบวนอัญเชิญพระเกี้ยว งานบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610938

ยกเลิกกิจกรรมขบวนอัญเชิญพระเกี้ยว งานบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

วันเสาร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 20.30 น.

วันที่ 23 ตุลาคม 2564 องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า แถลงการณ์คณะกรรมการบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเรื่อง ยกเลิกกิจกรรมขบวนอัญเชิญพระเกี้ยวในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

กิจกรรมขบวนอัญเชิญพระเกี้ยว เป็นส่วนหนึ่งของขบวนพาเหรดในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยรูปแบบของขบวนอัญเชิญพระเกี้ยวนั้นจำลองกระบวนแห่อย่างราชสำนัก ในกิจกรรมดังกล่าวจะมี “ผู้อัญเชิญพระเกี้ยว” ถือ “พระเกี้ยว” ที่เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นั่งบนเสลี่ยงซึ่งถูกแบกโดยนิสิตกว่า 50 คน  อีกทั้ง ผู้อัญเชิญซึ่งมาจากกลุ่ม CU Coronet ยังถือว่าเป็นตัวแทนของความเป็นจุฬาฯ ในกิจกรรมการแข่งขันฟุตบอลประเพณีและในกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์อื่น ๆ ต่อไป

ทว่า กิจกรรมขบวนอัญเชิญพระเกี้ยวสนับสนุนและสะท้อนถึงระบอบอำนาจนิยม รวมถึงค้ำยันความเชื่อว่าคนไม่เท่ากัน รูปแบบกิจกรรมขบวนอัญเชิญพระเกี้ยวยังเป็นภาพแทนของวัฒนธรรมแบบศักดินาที่ยกกลุ่มคนหนึ่งสูงกว่าอีกกลุ่มหนึ่งพร้อมสัญลักษณ์ของศักดินาคือ “พระเกี้ยว” บนเสลี่ยง ในส่วนของกระบวนการคัดเลือกผู้อันเชิญฯ ยังเป็นที่กังขาถึงความโปร่งใส และยังมีข้อกังขาว่าเป็นการสนับสนุนความเป็นอภิสิทธิ์ชนผ่านค่านิยมมาตรฐานความงามแบบใดแบบหนึ่งในสังคม นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการใช้อำนาจในการบังคับให้คนต้องมาแบกเสลี่ยง ดังที่เห็นจากกระบวนการหานิสิตหอในเพื่อมาแบกเสลี่ยงเข้าสนามนั้นมีการบังคับผ่านการอ้างว่าจะมีผลต่อคะแนนการคัดเลือกให้มีสิทธิอยู่ในหอพัก

คณะกรรมการบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่ล้าหลังอันขัดต่อคุณค่าสากลอย่างประชาธิปไตย ความเท่าเทียม และสิทธิมนุษยชน จากมติในวาระการประชุมสามัญครั้งที่ 1/2564 ของคณะกรรมการบริหารฯ มีมติ 29 : 0 เสียง เห็นควรให้มีการยกเลิกกิจกรรมการคัดเลือกผู้อัญเชิญพระ-เกี้ยวในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ เพื่อยุติการผลิตซ้ำธรรมเนียมปฏิบัติที่สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมมิให้คงอยู่ในสถาบันการศึกษาอีกต่อไปให้คนเท่ากัน

คณะกรรมการบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
23 ตุลาคม 2564

‘เอนก’ ปลื้ม U2T ทำให้ชาวบ้านพอใจ นักศึกษาได้ความรู้ เตรียมเฟส 2 จ้างงานครบทุกตำบลทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610910

'เอนก' ปลื้ม U2T ทำให้ชาวบ้านพอใจ นักศึกษาได้ความรู้ เตรียมเฟส 2 จ้างงานครบทุกตำบลทั่วประเทศ

วันเสาร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 18.22 น.

“เอนก” ปลื้มโครงการ U2T ทำให้ชาวบ้านพอใจ นักศึกษาได้ความรู้ เตรียมเฟส 2 จ้างงานครบทุกตำบลทั้ง 77 จังหวัด เสนอโครงการให้สภาพัฒน์แล้วเพื่อส่ง ครม.เน้น เขตเศรษฐกิจพิเศษ ใน 5 ภูมิภาค กับ BCG โมเดล ลั่นปี 65 คือ ปี “ปล่อยของ” ของ อว.รับประชุม APEC

23 ตุลาคม 2564 ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อม ศ.นพ.ดร.สิริฤกษ์ ​ทรงศิวิไล ปลัด อว. ดร.ดนุช ตันเทอดทิพย์ ผช.รมต.อว.และคณะผู้บริหาร อว.ประชุมสรุปผลการดำเนินโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2T ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง(มฟล.) จ.เชียงราย มี รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดี มฟล.และผู้บริหารให้การต้อนรับ

รศ.ดร.ชยาพร รายงานความคืบหน้าโครงการฯ ว่า มฟล.จ้างงานรวม 341 คนลงพื้นที่ทำงานและเก็บข้อมูลร่วมกับชุมชนใน 15 ตำบลของ 6 อำเภอ คือ เมืองเชียงราย ขุนตาล เชียงของ แม่จัน แม่สาย แม่ฟ้าหลวงและเวียงป่า เป้า ทั้งนี้ จากการทำงานร่วมกับชุมชนพบว่าร้อยละ 60 ชุมชนต้องการพัฒนาสัมมาชีพและสร้างอาชีพใหม่ ต้องการให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้มีการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยววิถีใหม่ ตามลำดับ

ขณะที่ ผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานของ U2T ได้ก่อให้เกิดวิสาหกิจชุมชน มีผลิตภัณฑ์ต้นแบบของชุมชน เกิดช่องทางการตลาดเพื่อจัดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ เกิดเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน เป็นต้น ด้าน ศ(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าวว่า ตนประทับใจผลงาน U2T ของ มฟล.โดยเฉพาะในเรื่องการแปรรูปอาหารที่เป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ทำให้ชาวบ้านพอใจ นักศึกษาได้ความรู้ อาจารย์ก็ได้ให้วิชาทั้งชุมชน มหาวิท ยาลัย รวมถึงผู้ได้รับการจ้างงานจึงอยากให้โครงการ U2T ได้ทำต่อ โดยหลังจากนี้ จะมีการต่อยอดผลิตภัณฑ์ในโครงการ U2T เพื่อเอาผลผลิตที่ได้ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศให้ได้

“สำหรับโครงการ U2T ระยะที่ 2 จะเป็นโครงการที่พัฒนาขึ้นและต่อยอดจากระยะที่ 1 ขณะนี้ กำลังดำเนินการส่งข้อเสนอโครงการให้สภาพัฒน์ฯ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดย U2T ระยะ 2 นี้ จะขยายไปให้ครบทุกตำบล ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ และจะมีการยกระดับการทำงาน โดยเน้นเรื่องของ 1. ขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาตามเขตเศรษฐกิจพิเศษ ใน 5 ภูมิภาค เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาพื้นที่รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และ 2. BCG โมเดล ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นวาระแห่งชาติ” รมว.อว.กล่าวและว่า

ทั้งนี้ อว.จะรวบรวมทุกมหาวิทยาลัยในสังกัดมาร่วมกันคิดร่วมกันทำ เช่น ภาคเหนือ ก็จะให้มหาวิทยาลัยระดับนำในพื้นที่อาทิ ม.แม่ฟ้าหลวง ม.เชียงใหม่ มรภ.เชียงราย มทร.ล้านนา ฯลฯ มาร่วมกันทำเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือท่องเที่ยว ทำงานร่วมกับทางจังหวัด เช่น เอาผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโครงการ U2T มานำเสนอและจำหน่ายในรูปแบบงานมหกรรมสินค้ารูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นผลิตผลที่เกิดจากมหาวิทยาลัย นักศึกษาและชาวบ้านช่วยกันทำและใน U2T ระยะที่ 2 ก็จะเห็นภาพที่ใหญ่ขึ้นจากตำบลขยายสู่จังหวัดและภูมิภาค

“สำหรับโครงการ U2T ถ้าไม่คิดให้ใหญ่ก็จะกลายเป็นแต่อีเว้นท์ อว.ต้องกัดไม่ปล่อย นี่ถือเป็นลมหายใจใหม่ๆ ให้กับมหาวิทยาลัย เราต้องทำเรื่องพวกนี้ให้กับประเทศชาติ เป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน นับแต่วันนี้ถึงปี 65 ให้ถือเป็นปี “ปล่อยของ” ของ อว.ต้องแสดงศักยภาพที่มีให้คนไทยได้เห็น รวมถึงนานาชาติในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม APEC ในปีหน้าด้วย” ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก ระบุ

-(016)

รมว.ศธ.ลงพื้นที่ให้กำลังใจทีม Fix It และชุมชนชาวเล จ.กระบี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/610856

รมว.ศธ.ลงพื้นที่ให้กำลังใจทีม Fix It และชุมชนชาวเล จ.กระบี่

วันเสาร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.15 น.

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2564 ที่จังหวัดกระบี่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้เดินทางไปที่ หมู่บ้านชาวเลบ้านโต๊ะบาหลิว ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เพื่อไปเยี่ยมชมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it center) ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ

โดย น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า กิจกรรมวันนี้ เป็นหนึ่งในโครงการ Fix it center ที่ได้มีการเปิดตัวแอพพลิเคชัน ช่างอาชีวะ (ช่างพันธุ์ R อาชีวะ ซ่อมทั่วไทย) แบบถาวร ในการช่วยอำนวยความสะดวกการให้บริการประชาชนมากขึ้น โดยพื้นที่นี้เป็นชุมชนชาวเล พื้นที่พิเศษ ห่างไกล ซึ่ง ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ได้เน้นให้นำทีม Fix it ลงมาแบ่งเบาภาระซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ข้าวของเครื่องใช้ประจำบ้านของประชาชน รวมถึงสอนและแนะนำประชาชนให้สามารถซ่อมสร้างด้วยตัวเองได้ด้วย

“จากที่ได้ดูและพูดคุยกับชาวบ้าน ทำให้เกิดความคิดว่า พื้นที่นี้จะต้องเน้นเรื่องการศึกษาที่เป็นการต่อยอดอาชีพเดิมของชุมชนให้มีรายได้มากขึ้น รวมถึงสอนเรื่องการสร้างอาชีพให้เด็กในพื้นที่ด้วย เช่น การแปรรูปอาหาร พัฒนาการบรรจุหีบห่อ แพกเพจจิ้ง และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นต้น” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ด้าน ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า การให้บริการครั้งนี้ เป็นการลงพื้นที่บริการในพื้นที่ชาวเลชุมชน บ้านโต๊ะบาหลิว ซึ่งมีครัวเรือนอาศัยอยู่ในพื้นที่ ประมาณ 50 ครัวเรือน สำหรับกิจกรรมการให้บริการ เป็นกิจกรรมบริการซ่อมเครื่องมือเครื่องจักรกลเรือประมง ยานพาหนะรถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ในครัวเรือนได้แก่ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าภายในบ้าน

นอกจากนี้ ยังให้บริการจัดสอนวิชาชีพระยะสั้น เช่น ทำกระทงทอง ข้าวไข่เจียวอาหารจานเดียวสามารถปรับปรุ่งตามใจความต้องการขอลูกค้าเพื่อสร้างรายได้ เช่นไข่เจียวรสต้มยำ ไข่เจียวพริกแกง เป็นต้น การสอนการทำปลั๊กพ่วงไฟ การทำผลิตภัณฑ์ขัดผิวจากกาแฟ การตัดผม การออกแบบบรรจุภัณฑ์สติ๊กเกอร์สินค้า พร้อมกันนี้ไดจัดมอบกล่องกำลังใจ จำนวน 50 ชุด พร้อมต้นกล้าฟ้าทะลายโจร ให้กับชุมชน โดยได้รับความร่วมมือจากวิทยาลัยในสังกัด สอศ.จังหวัดกระบี่ ได้แก่วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ วิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ วิทยาลัยการอาชีพอ่าวลึก วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกระบี่ และ วิทยาลัยการอาชีพคลองท่อม

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า การจัดการอาชีวศึกษาในพื้นที่ฝั่งอันดามัน ได้แก่ จ.ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง บริบทของพื้นที่จะเน้นการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้น การจัดการอาชีวศึกษาก็จะเน้นในเรื่องการจัดสาขาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการโรงแรมเป็นหลัก ประกอบด้วย สาขาการโรงแรม อาหาร การท่องเที่ยว รวมถึงช่างอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น การซ่องเครื่องยนต์เรือยอร์จ เป็นต้น ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ที่ขับเรือยอร์จเข้ามาจอด และใช้บริการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ สำหรับเรื่องของการท่องเที่ยวและการโรงแรม ถือว่าเป็นสาขาหลักในพื้นที่ฝั่งอันดามัน เพราะนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะต้องใช้บริการด้านที่พัก การนำเที่ยว และยังมีอาหารที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ อาชีพการทำสปาที่เป็นเป้าหมายที่นักท่องเที่ยวต้องการเข้ามาใช้บริการสปาของเมืองไทย ดังนั้น วิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในแถบนี้จะมีหลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ของพื้นที่เป็นหลัก