สุดเจ๋ง! นักวิชาการจุฬาฯค้นพบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้ผล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608371

สุดเจ๋ง! นักวิชาการจุฬาฯค้นพบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้ผล

วันพุธ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.(กิตติคุณ) ดร.ประกิตติ์สิน สีหนนทน์ อาจารย์ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่งว่าด้วย “เชื้อตระกูลอาร์เอ็นเอไวรัส ไม่สามารถอยู่ในสภาวะที่เป็นด่างจัดได้” ซึ่งไวรัสตระกูลอาร์เอ็นเอนี้มักเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคทั้งในมนุษย์และสัตว์ ว่า สายของอาร์เอ็นเอจะประกอบด้วยน้ำตาลไรโบส และเบสหรือด่าง ซึ่งเชื่อมกันด้วยพันธะฟอสเฟต นับเป็น 1 ยูนิต หรือนิวคลีโอไทด์ และหากต่อกันเป็นสาย จะเรียกว่าไรโบนิวคลีโอไทด์

แต่หากพันธะฟอสเฟตไปอยู่ในสภาวะที่เป็นด่างเข้มจัด หมู่ไฮดรอกซิลของคาร์บอน ตำแหน่งที่สองของน้ำตาลไรโบส จะถูกดึงโปรตอนไป หมายถึงดึงไฮโดรเจนไอออนออกทำให้ออกซิเจนที่เหลือเกิดเป็นประจุลบแล้วไปตัดพันธะฟอสเฟตให้ขาดออกจากกัน ไวรัสอาร์เอ็นเอจึงถูกทำลาย จึงเป็นที่มาของการนำผลิตภัณฑ์หลายชนิดของ พีพีไอ หลายชนิด ที่มีค่าพีเอช 12 หรือเป็นด่างเข้มจัดไปทดสอบ แล้วพบว่าสามารถฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ที่เป็นไวรัสตระกูลอาร์เอ็นเอได้เช่นกัน

(ซ้าย) ศ.(กิตติคุณ) ดร.โสภณ เริงสำราญ, (ขวา) ศ.(กิตติคุณ) ดร.ประกิตติ์สิน สีหนนทน์

ขณะที่ ศ.(กิตติคุณ) ดร.โสภณ เริงสำราญ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แต่ถึงแม้จะมีค่าเป็นด่าง หลายชนิดก็สามารถเกิดปฏิกิริยาผันกลับได้ซึ่งหมายถึงไวรัสไม่ถูกทำลาย แต่หากมีส่วนประกอบของแคลเซียมและฟอสเฟต เกิดดุลแคลเซียมไอออนบวก และฟอสเฟตไอออนลบ เรียกว่าไอออนคู่ที่เสถียรปฏิกิริยาก็จะไม่ผันกลับ สายของอาร์เอ็นเอที่ขาดออกจากกันแล้วก็จะไม่กลับมาต่อกันอีก ไวรัสจึงถูกทำลาย

“แคลเซียมเป็นพวกอัลคาไลน์เอิร์ธ แต่หากเป็นโซเดียม โพแทสเซียมจะเป็นอัลคาไลน์ ถ้าเป็นอัลคาไลน์ พอละลายน้ำ พีเอชมันจะสูงสุดเลยคือ 14 แต่ถ้าแคลเซียมไฮดรอกไซค์ที่เป็นอัลคาไลน์เอิร์ธ สารอิ่มตัวอย่างน้ำปูนใส ก็คือแคลเซียมไฮดรอกไซค์อิ่มตัว พวกนี้พีเอชมากสุด 12 คนก็เอาไปบริโภค ไปทำอาหารได้โดยไม่ทำให้ปากระคายเคือง ผิวระคายเคืองดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ทีพีไอก็ไม่ทำให้เกิดระคายเคือง” ศ.(กิตติคุณ) ดร.โสภณ กล่าว

สำหรับผลิตภัณฑ์ของทีพีไอที่นำไปทดสอบ ประกอบด้วย 1.ผงโรยคอกสัตว์เท้ากีบ “ไมโครมน็อค” ซึ่งต่อยอดมาจากผลิตภัณฑ์ทีพีไอ ซูเปอร์แคลเซียม พีเอช12 สำหรับใช้ปรับปรุงดินเพาะปลูกพืช ทดสอบที่ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2.น้ำยาเช็ดพื้นผิว “ไมโครมน็อค โซลูชั่น” 3.น้ำยาบ้วนปาก “แปรงตัง มารีโรส เมาท์วอช ไลท์” และ 4.ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมและวิตามินซีจากธรรมชาติ “ไบโอ น็อค” ทดสอบที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ศ.ดร.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ทางทีพีไอได้ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์มาให้ทดสอบในห้องปฏิบัติการ หรือห้องทดลอง ซึ่งรวมถึงไบโอ น็อคด้วย โดยในห้องปฏิบัติการเวลานั้นมีตัวอย่างเชื้อ SARS-CoV-2 หรือไวรัสโควิด-19 อยู่พอดี จึงได้นำผลิตภัณฑ์มาใส่รวมกับเชื้อแล้วทิ้งไว้ พบว่าเพียงไม่กี่นาทีเชื้อไวรัสดังกล่าวก็ตายแล้ว เท่ากับว่าไบโอ น็อคมีส่วนผสมบางอย่างที่สามารถฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้

‘ตรีนุช’เผยผลประเมินแบบเร่งด่วน เสียงส่วนใหญ่เรียกร้องเปิดเรียน’On-Site’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608475

'ตรีนุช'เผยผลประเมินแบบเร่งด่วน เสียงส่วนใหญ่เรียกร้องเปิดเรียน'On-Site'

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.23 น.

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดทำโครงการการประเมินแบบเร่งด่วน (Rapid Appraisal) เพื่อทำให้ทราบถึงปัญหาอุปสรรคของการปฏิบัติจริงในพื้นที่ที่สะท้อนถึงนโยบายต่างๆ ของ ศธ.ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งการเก็บข้อมูลครั้งที่ 2 นี้ ศธ.ต้องการทราบสภาพปัญหา อุปสรรค และความต้องการของการเปิดเรียนแบบ On-Site เพื่อเตรียมความพร้อมการเปิดโรงเรียนอย่างปลอดภัยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะช่วยให้สามารถวางแผนและหาวิธีการเปิดเรียนได้อย่างปลอดภัยมากที่สุดและเป็นการเรียนรู้ที่มีคุณภาพมากที่สุด

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า ข้อมูลและรายงานผลการประเมินตามข้อมูล รอบที่ 2 จากนักเรียน ผู้ปกครอง และครู ต่อการเปิดเรียนแบบ On-Site สะท้อนว่า ผู้เรียนต้องการให้เปิดเรียนแบบ On-Site ร้อยละ 94 โดยความพร้อมของผู้เรียนสำหรับการเปิดเรียนแบบ On-Site อยู่ในระดับมาก ถึงมากที่สุด ซึ่งผู้เรียนส่วนมากต้องการให้มีการสลับวันมาเรียนเพื่อลดจำนวนเพื่อนร่วมชั้นและจัดห้องเรียนโดยเว้นระยะห่าง และให้มีการผสมผสานการเรียนทั้งแบบ Online และ On-Site ตลอดจนให้ลดการจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่ม รวมถึงมีความต้องการในเรื่องของการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 การจัดเตรียมเจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือ การจัดหาหน้ากากอนามัย ชุดตรวจโควิด-19 และเครื่องวัดอุณหภูมิที่โรงเรียนด้วย

และผู้ปกครองต้องการให้เปิดเรียนแบบ On-Site เป็นจำนวนร้อยละ 90 เพราะต้องการให้บุตรหลานได้เรียนรู้อย่างเต็มที่และได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อลดภาระผู้ปกครองที่ต้องดูแลบุตรหลานในการเรียน Online โดยให้มีการสลับวันมาเรียน เพื่อลดจำนวนผู้เรียนในชั้นเรียน ลดการจัดกิจกรรมที่รวมกลุ่มเพื่อรักษาระยะห่าง มีการผสมผสานการเรียนทั้งแบบ Online และ On-Site และสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้เรียนเกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากโควิด-19 ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเคร่งครัด แต่ยังคงมีความกังวลในเรื่องของการเปิดเรียนแบบ On-Site อยู่ในระดับปานกลางถึงมาก ในเรื่องของการดูแลตนเองของบุตรหลาน การเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาตามมาตรการการป้องกันโควิด-19 รวมถึงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา ปัญหาการเดินทางและค่าใช้จ่ายด้วย

นอกจากนี้ ครูต้องการให้เปิดเรียนแบบ On-Site เป็นจำนวนร้อยละ 88 โดยมีความพร้อมในด้านการจัดการเรียนสอนแบบ On-Site อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด และในด้านการดูแลผู้เรียนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในสถานศึกษา อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยครูมีความคิดเห็นว่า การเปิดเรียนแบบ On-Site สามารถทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มที่และลงมือปฏิบัติได้จริง และครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างครบถ้วนตามหลักสูตร แต่ยังคงมีความกังวลด้านการจัดการเรียนการสอน เรื่องความพร้อมของผู้เรียนที่ต้องปรับตัวจากการเรียน Online และความต่อเนื่องของการจัดการเรียนการสอนจากการเรียน Online ความกังวลในเรื่องของสื่อการเรียนการสอนที่ไม่ได้ใช้มาเป็นเวลานานอาจไม่พร้อมใช้งาน เช่น เครื่องมือในห้องวิทยาศาสตร์ รวมถึงมาตรการการป้องกันโควิด-19 ของสถานศึกษา การรวมกลุ่มของผู้เรียน และการรับวัคซีนของครูและนักเรียนบางส่วนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนด้วย ทั้งนี้ ครูส่วนใหญ่ยังต้องการให้มีการสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนและอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ทันสมัย เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสม และต้องการให้มีการสนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสถานศึกษา และมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำสถานศึกษาด้วย ซึ่งการเปิดเรียนต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

“ขณะนี้ดิฉันได้รับทราบข้อมูลตามโครงการการประเมินแบบเร่งด่วน (Rapid Appraisal) ครั้งที่ 2 จากอาสาสมัครครูนักประเมิน (Rapid Appraisal Volunteer : RAV) ที่ได้เก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างรวดเร็วผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มาก สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการ ความพร้อม และความกังวลต่อการเปิดเรียนแบบ On-Site ของนักเรียน ครู และผู้ปกครอง หากต้องมีการเปิดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ได้อย่างชัดเจนและเชื่อถือได้ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการเองก็ได้ให้ความสำคัญมากในเรื่องของความปลอดภัยในสถานศึกษาก่อนเปิดภาคเรียน ซึ่งดิฉันก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการที่ดูแลในเรื่อง Sandbox Safety Zone in School (SSS) ซึ่งเป็นมาตรการเปิดเรียนมั่นใจปลอดภัยไร้โควิด-19 โดยได้เริ่มทดลองนำร่องในสถานศึกษาหลายแห่ง ซึ่งก็ได้ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการฉีดวัคซีนนักเรียน เพื่อสร้างความปลอดภัยแก่ผู้เรียน และสร้างความเชื่อมั่นกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งโรงเรียนก็ต้องมีการดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดอีกด้วย ทั้งนี้ ขอขอบคุณอาสาสมัครครูนักประเมินทุกท่านที่ได้เสียสละเวลาและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการศึกษากับกระทรวงศึกษาธิการ โดยหลังจากนี้ จะนำข้อมูลที่ได้รับไปวางแผนการเปิดโรงเรียนอย่างปลอดภัยและการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพด้วยความรอบคอบที่สุด” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ผอ.บดินทรเดชาฯเผยนักเรียนฉีดวัคซีนแล้ว 98% ส่วนครู-บุคลากรครบ 100% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608460

ผอ.บดินทรเดชาฯเผยนักเรียนฉีดวัคซีนแล้ว 98% ส่วนครู-บุคลากรครบ 100%

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 18.53 น.

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2564 นายวิสิทธิ์ ใจเถิง ผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เขตวังทองหลาง กทม.กล่าวว่า วันนี้ทางโรงเรียนได้จัดให้มีการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนชั้น ม.1 – ม.6 โดยในวันนี้มีนักเรียนเข้ารับการฉีดวัคซีน จำนวน 2,940 คน ซึ่งก่อนหน้านี้มีนักเรียนไปฉีดวัคซีนชิโนฟาร์มมาแล้วจำนวนหนึ่ง ขณะนี้ถือว่านักเรียนของโรงเรียนบดินทรเดชาฯ ได้รับการฉีดวัคซีนโดยเฉลี่ย 98% แล้ว จากนักเรียนที่มีจำนวน 4,193 คน ส่วนนักเรียนที่ยังไม่ได้ฉีดอีกประมาณ 2% ประสงค์ที่จะรอวัคซีนทางเลือก อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเรียนที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ทางโรงเรียนก็ให้มาเรียนกับเพื่อนได้ปกติ ตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

“ขณะนี้ทางโรงเรียนได้เตรียมพร้อมในการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ โดยการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนและเตรียมอาคารสถานที่ในการเรียน เพื่อให้นักเรียนทุกคนสามารถมาเรียนที่โรงเรียนได้ แต่หากมีผู้ปกครองยังระแวงในการระบาดของโรคไม่อยากให้ลูกมาเรียนที่โรงเรียน ทางโรงเรียนได้มีการวางแผนในการจัดให้นักเรียนสลับกันมาเรียน ระดับชั้นละ 1 วัน ที่เหลือก็ให้เรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน แล้วค่อยขยับจำนวนมาเรียนที่โรงเรียนเพิ่มขึ้นจนเป็นปกติ

นายวิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับครูและบุคคลากรของโรงเรียนบดินทรเดชาฯ ขณะนี้ได้รับการฉีดวัคซีนครบทุกคน 100% แล้ว ส่วนผู้ค้าในโรงอาหารทางโรงเรียนกำลังเปิดประมูลเพื่อจัดหาผู้ค้ารายใหม่ หากผ่านการประมูลแล้วทางโรงเรียนกำหนดว่าต้องฉีดวัคซีนครบทุกคนด้วยเพื่อให้มีความพร้อมมากที่สุด

– 006

‘มฟล.’ดึงอัตลักษณ์ชุมชน 4 จว.ท่องเที่ยวภาคเหนือ รับนายกฯเปิดประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608449

‘มฟล.’ดึงอัตลักษณ์ชุมชน 4 จว.ท่องเที่ยวภาคเหนือ รับนายกฯเปิดประเทศ

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 18.05 น.

‘มฟล.’ดึงอัตลักษณ์ชุมชน 4 จว.ท่องเที่ยวภาคเหนือ รับนายกฯเปิดประเทศ

12 ตุลาคม 2564 ที่ห้องคำมอกหลวง อาคารอี-พาร์ค มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จ.เชียงราย รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดี มฟล.เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมแสดงผลิตภัณฑ์บริการเชิงสุขภาพและประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (MFU 4LOCAL FORUM 2021) โดยมีชุมชนจำนวน 11 ชุมชนใน 4 จังหวัดภาคเหนือ นำผลิตภัณฑ์ไปจัดแสดง  ประกอบด้วย  จ.เชียงราย ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มวิถีไทยวิถียองบ้านสันทางหลวง ต.จันจว้า อ.แม่จัน ศูนย์สมุนไพรบำบัดบ้านม่วงคำ ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย ท่องเที่ยวชุมชนสุขภาพอาข่าบ้านห้วยส้าน ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวชุมชนบ้านน้ำม้า ต.สถาน อ.เชียงของ วิสาหกิจพุทธเกษตรอินทรีย์เฉลิมพระบารมี รัชกาลที่ 9 ต.ห้วยสัก อ.เมืองเชียงราย ส่วน จ.พะเยา ได้แก่กลุ่มเครือข่ายชาติพันธุ์ปะโอ ต.หย่วน อ.เชียงคำ กลุ่มโบราณสถานเวียงลอ ต.ลอ อ.จุน

จ.แพร่ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ ต.ทุ่งโฮ้ง อ.เมือง วิสาหกิจชุมชนปางงุ้นหมู่บ้านสีเขียวท่องเที่ยวสุขใจ ต.สรอย อ.วังชิ้น จ.แพร่ และ จ.น่าน ได้แก่กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนห้วยพ่านต.เปือ อ.เชียงกลาง และวิสาหกิจชุมชนชมรมแพทย์แผนไทย ต.บ่อสวก อ.เมืองน่าน

ทั้งนี้ แต่ละชุมชนได้นำผลิตภัณฑ์ที่ได้ร่วมกับ สถาบันวิจัยและนวัตกรรม มฟล.ไปจัดแสดงอย่างหลาก อาทิวิสาหกิจชุมชนกลุ่มวิถีไทยวิถียองบ้านสันทางหลวง นำพืชสมุนไพรพื้นบ้านมาแปรรูปให้เก็บรักษาไว้ได้นาน จัดทำเป็นบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย สามารถใช้เป็นสมุนไพรจากขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกูดฯลฯ เพื่อดื่มสำหรับสร้างภูมิคุ้มกันจากไวรัสโควิด-19 หรือนำไปเป็นสมุนไพรแช่เท้าเพื่อความผ่อนคลายแปรรูปข้าวและสมุนไพรเป็นครีมทาผิว ฯลฯ วิสาหกิจพุทธเกษตรอินทรีย์เฉลิมพระบารมี รัชกาลที่ 9 ส่วนต่างๆ ของบัว เช่น เกสรบัว ใบบัว ฯลฯ มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพรจากบัวและสมุนไพรอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนท่องเที่ยวชุมชนสุขภาพอาข่าบ้านห้วยส้าน นำเสนอผ้าปักชาติพันธุ์อาข่า สมุนไพรพื้นบ้านต่างๆ ที่รวบรวมเป็นตำรับสำหรับป้องกันและรักษาโรคต่างๆ ฯลฯ

รศ.ดร.ชยาพร กล่าวว่า เนื่องจากประเทศไทยโดยเฉพาะภาคเหนือ 4 จังหวัดดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์หลากหลายทางนิเวศน์วิทยาและภูมิปัญญาเป็นอย่างมาก รวมทั้งพื้นที่ยังมีรายได้หลักมาจากภาคการท่องเที่ยวด้วย ดังนั้นเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนทาง มฟล.จึงได้ดำเนินโครงการนี้ขึ้นโดยการสนับสนุนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าไปส่งเสริมชุมชนนำร่องจำนวน 1 ชุมชนดังกล่าวโดยนำการวิจัยเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยวในชุมชน ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์อันเกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่แล้วแต่จะนำเอาอัตลักษณ์ออกมาให้ผู้คนได้รับรู้และใช้ประโยชน์ได้ อย่างไรตามช่วงเวลาดังกล่าวมีวิกฤติไวรัสโควิด-19 พอดีทำให้ภาคการท่องเที่ยวซบเซาดังนั้นจึงถือโอกาสใช้ช่วงเวลาในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์รองรับสถานการณ์ที่ทุเลาลงในอนาคต

รศ.ดร.ชยาพร กล่าวอีกว่า สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น ฯลฯ จะมีแหล่งที่เปิดให้นักท่องเที่ยวไปเยือนเพื่อให้มีส่วนร่วมในการทำอาหาร ใช้สมุนไพรและบริการผ่อนคลายต่างๆ จนเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวกลับไปเยือนอีกครั้ง ซึ่งกรณีของภาคเหนือโดยเฉพาะ จ.เชียงราย เป็นเมืองที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 8 จังหวัดสมุนไพรของประเทศไทย ส่วนภาคเหนือตอนบนก็อุดมสมบูรณ์ไม่น้อยไปกว่าแหล่งใดๆ ในโลก

“ตัวอย่างกรณีผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดงหลายชนิดมีเพียงแห่งเดียวในโลก เพียงแต่ที่ผ่านมามีการนำมาใช้ประโยชน์กันในท้องถิ่นโดยไม่ได้มีการต่อยอด ดังนั้น มฟล.จึงเข้าไปศึกษาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อเพิ่มมูลค่าโดยเมื่อมีการเปิดการท่องเที่ยวอีกครั้งก็จะทำให้นักท่องเที่ยวได้รับการดึงดูดให้กลับไปเยือนอีกครั้งต่อไป ส่วนสมุนไพรและภูมิปัญญาก็ได้รับการยกระดับเป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งนำไปต่อยอดเองได้ มหาวิทยาลัยยังส่งเสริมให้นักศึกษาเข้าไปต่อยอดผู้ประกอบการเองได้ ซึ่งการพัฒนาลักษณะนี้ดีกว่าปล่อยให้ทุนข้ามชาติเข้าไปหาผลประโยชน์จากสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย รวมทั้งยังทำให้ชุมชนพัฒนาตัวเองได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย” รศ.ดร.ชยาพร กล่าว

ด้าน ดร.ภาณุพงษ์ ใจวุฒิ คณบดีสำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางในฐานะหัวหน้าโครงการฯกล่าวว่าเชียงรายและภาคเหนือเป็นเมืองที่มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยวดังนั้นเป้าหมายสำคัญคือการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวประทับใจและกลับมาอีกครั้งหลัง โดยเฉพาะหลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศตั้งแต่วันที่1 พ.ย.นี้เป็นต้นไปนั้นคาดว่าสำหรับ จ.เชียงราย คงจะได้รับอานิสงส์ช่วงเดือน ธ.ค.เป็นต้นไป ดังนั้นการที่มฟล.ร่วมกับทั้ง 11 ชุมชนดังกล่าวจึงเป็นการเตรียมการที่เหมาะสมเมื่อเปิดประเทศก็สามารถใช้รองรับนักท่องเที่ยวได้เลยโดยเฉพาะแต่ละชุมชนมีความหลากหลายและเป็นอัตลักษณ์ไม่เหมือนกัน จึงเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เกิดการค้นหาและท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืนซึ่งในอนาคต มฟล.ก็มุ่งหวังจะขยายผลไปยังชุมชนอื่นต่อไป

ส่วน ดร.ชลิดา ธนินกุลภาณ์ หัวหน้าส่วนจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม มฟล.กล่าวว่าการพัฒนาทั้ง 11 ชุมชนเกิดจากการคัดสรรชุมชุนที่มีความเข้มแข็งและมีความพร้อมก่อน เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จก็จะสร้างเครือข่ายและทำการตลาด โดยให้นักศึกษาเข้าไปมีส่วนร่วมและในช่วงที่มีวิกฤติและมีผู้คนตกงานกันมากก็จะทำให้นักศึกษาสามารถนำการพัฒนาไปต่อยอดเพื่อสร้างอาชีพได้ต่อไป

-005

‘วิษณุ’พูดชัด มส.แถลงปลด 3 เจ้าคณะยังไม่กระจ่าง ปม ‘มหาสมปอง’ ไม่น่าซีเรียสถึงขั้นสึก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608365

'วิษณุ'พูดชัด มส.แถลงปลด 3 เจ้าคณะยังไม่กระจ่าง ปม 'มหาสมปอง' ไม่น่าซีเรียสถึงขั้นสึก

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.11 น.

“วิษณุ เครืองาม” ยอมรับมหาเถรสมาคม “มส.” แถลงยังไม่สร้างความกระจ่างให้สังคม เชื่อเมื่อรวบรวมข้อมูลได้แล้วจะชี้แจงอีกครั้ง ส่วนปม “มหาสมปอง” ไม่น่าซีเรียสถึงขั้นสึก

วันที่ 12 ต.ค.64 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุม​มหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่​ 11​ ต.ค.​ที่ผ่านมา ชี้แจงเรื่องการปลดเจ้าคณะจังหวัด​ 3​ รูป​แต่ดูเหมือนว่าประชาชนยังไม่เกิดความกระจ่างว่า ตนเองได้ฟังการแถลงข่าวซึ่งก็ฟังไม่รู้เรื่อง​เช่นกัน และก็รู้สึกเหมือนกันว่าประชาชนยังไม่ได้รับความกระจ่าง คิดว่า มส.คงต้องหาทางชี้แจงให้เกิดความชัดเจนต่อไป หากเขารวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วนแล้ว ซึ่งไม่ทราบเช่นกันว่าบรรยากาศภายในนั้นเกิดอะไรขึ้น จึงไม่มีความชัดเจนออกมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า มส.ควรสร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้นกับสังคมมากกว่านี้ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ใช่ เพราะเชื่อว่าสามารถอธิบายได้ เพียงแต่จะรวบรวมคำอธิบายออกมาว่าอย่างไรเท่านั้น แต่เท่าที่ได้ฟังการแถลงข่าวก็ฟังไม่รู้เรื่อง 

“นึกว่าที่เราเคยรู้เรื่องมานั้นรู้เรื่องแล้ว แต่เมื่อฟังมติ มส.วานนี้แล้ว เลยมาคิดว่า เอ๊ะ เราเข้าใจผิดหรือเปล่า ดังนั้นรออีกสักระยะหนึ่ง ผมพอจะเดาได้ว่าเขาจะทำอะไรต่อ ขอให้รอก่อน” นายวิษณุ กล่าว

เมื่อถามว่าจะเรียกทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) มาหารือเพื่อทำความกระจ่าง เรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คงไม่ต้องเรียกปล่อยให้เขาทำงานไปก่อน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพระมหาสมปอง​ ​ตาลปุตฺโต​ ซึ่งขณะนี้ดูเหมือนมีความเห็นของพุทธศาสนิกชนที่แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายที่ต้องการให้สึกและอยากให้อยู่ต่อ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเรื่องดังกล่าวเห็นแต่ในยูทูปไม่แน่ใจว่าพระมหาสมปองกำลังพูดจริงหรือทำอะไร ตอนแรกก็คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการพูดของพระมหาสมปอง แต่มาทราบทีหลังว่าท่านรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ 

“กระแสความกดดันของประชาชนที่มีทั้งฝ่ายอยากให้สึกและอยากให้อยู่นั้นไม่น่าจะมีอะไร อาจจะมีบางองค์กรที่ไม่เห็นด้วยและออกมาติเตียนวิธีการของท่าน แต่จะไปถึงขั้นให้สึกนั้น ผมว่าคงไม่น่าจะซีเรียสขนาดนั้น” นายวิษณุ กล่าว

เมื่อถามว่ามีการตั้งประเด็นว่าสาเหตุอาจจะมาจากการรีวิวสินค้า นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะหลายอย่างเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องไหน ตนไม่เคยดูมาก่อนจึงไม่ทราบ ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจง เพราะในเมื่อฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ทำอะไร ก็ไม่ควรพูดอะไรเลย เดี๋ยวจะกลายเป็นว่ารัฐบาลมารับลูกเรื่องนี้

‘อนุชา’เชื่อ​’มหาสมปอง’เข้าใจคลาดเคลื่อน! ระบุ​ พศ.ไม่มีอำนาจ​ แต่เป็นของมส.-พระปกครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608267

'อนุชา'เชื่อ​'มหาสมปอง'เข้าใจคลาดเคลื่อน! ระบุ​ พศ.ไม่มีอำนาจ​ แต่เป็นของมส.-พระปกครอง

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 10.47 น.

“อนุชา” เชื่อ​ “มหาสมปอง” เข้าใจคลาดเคลื่อนถูกกดดันให้สึก​ วอนอย่าเอาพุทธศาสนาไปอยู่ในวังวน​ ระบุ​ พศ.ไม่มีอำนาจ​ แต่เป็นของมส.-พระปกครอง

วันที่ 12 ตุลาคม 2564 เวลา​ 08.50 น.​ ที่ทำเนียบรัฐบาล​ นายอนุชา​ นาคาศัย​ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี​ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ​ (พศ.)​ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพระมหาสมปอง​ ​ตาลปุตฺโต​ ออกมาระบุว่าถูกกดดันให้สึก ว่า​ ทาง​พศ.ไม่ได้ทราบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของพศ. แต่เป็นเรื่องของคณะสงฆ์ตามพ.ร.บ.สงฆ์ ซึ่งหากจะมีเหตุใดเกิดขึ้นก็ต้องเกิดจากการกระทำผิด โดยพระผู้ปกครองจะเป็นผู้พิจารณาเพียงหนทางเดียว ดังนั้น ในครั้งนี้อาจจะเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ไม่อยากให้สังคมแบ่งพรรคแบ่งฝ่าย ในฐานะฆราวาส ที่กำกับดูแลพศ. ไม่อยากพูดถึงเรื่องดังกล่าวเลย เนื่องจากพระพุทธศาสนาเป็นเสาหลักของชาติ คนไทยจึงต้องช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนา ดูแลด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ว่าสังคมแบ่งฝ่ายเพื่อให้เกิดกระแสของพระสงฆ์เกิดขึ้น เราไม่ต้องการให้เรื่องพระพุทธศาสนาเลยเกิดไป จึงขอวิงวอนให้ทุกคนเล็งเห็นว่า เสาหลักของชาติบ้านเมืองที่เราอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ คือ​ ชาติ​ ศาสนา​  พระมหากษัตริย์ เราจึงต้องปกป้อง ถอดจิตวิญญาณมาช่วยกันปกป้องดูแล อย่าให้เกิดความแตกแยกในพระพุทธศาสนา

ผู้สื่อข่าวถามว่า​ ทางพศ.จำกัดรูปแบบการเผยแพร่ธรรมะหรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องของพศ. แต่เป็นเรื่องของคณะสงฆ์โดยตรง เพราะหลักของพระพุทธเจ้าคือการละกิเลสไปสู่การนิพพาน ไปสู่ความสงบ นี่คือหัวใจของศาสนาพุทธ ดังนั้น​ ต้องเดินไปตามหลักพระพุทธศาสนา เพื่อให้เสาหลักคงอยู่ไปชั่วลูกชั่วหลาน ซึ่งทางมหาเถรสมาคม​ (มส.)​ จะต้องเป็นผู้กำกับดูแล​ ทางพศ.เป็นเพียงแค่ฝ่ายเลขานุการ  คนที่มีอำนาจดูแลคือ​ มส.และพระผู้ปกครอง​ พระมหาสมปองจึงต้องดูเรื่องนี้เป็นหลัก อย่าให้กระทบกระทั่งถึงพระพุทธศาสนา ดูเป็นกรณีไป อย่าเอาพระพุทธศาสนาไปตกอยู่ในวังวน

เมื่อถามถึงกรณีที่ประชุม​ มส.เมื่อวันที่​ 11​ ต.ค.​  ชี้แจงเรื่องการปลดเจ้าคณะจังหวัด​ 3​ รูป​ แต่ดูเหมือนว่าประชาชนยังไม่เกิดความกระจ่าง​ นายอนุชา​ กล่าวว่า​ เป็นเรื่องปกติที่สังคมจะเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เราต้องเชื่อในการปกครองของคณะสงฆ์ ซึ่งหลายครั้งเรื่องพระพุทธศาสนาจะพูดลงลึกถึงแก่นไม่ได้​ ลงลึกถึงการกระทำของตัวบุคคลไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จึงอยากให้ประชาชนเข้าใจ ว่าทุกอย่างเป็นองค์ประกอบที่เราจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เพื่อคงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาของเรา-007

เปิด‘มหกรรมวิชาการการจัดการศึกษา กศน. ตามวาระเร่งด่วน (Quick Win)’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608112

เปิด‘มหกรรมวิชาการการจัดการศึกษา กศน. ตามวาระเร่งด่วน (Quick Win)’

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิด “มหกรรมวิชาการการจัดการศึกษา กศน. ตามวาระเร่งด่วน (Quick Win)ของกระทรวงศึกษาธิการ” ที่ สำนักงาน กศน.จังหวัดสระแก้ว  โดยมี นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (เลขาธิการ กศน.) พร้อมผู้บริหารระดับสูงศธ. เข้าร่วมงาน

‘ตรีนุช’ หนุน กศน. ขับเคลื่อน ตามวาระเร่งด่วน ลดความเหลื่อมล้ำ และ ลดช่องว่างทางการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608120

‘ตรีนุช’ หนุน กศน. ขับเคลื่อน ตามวาระเร่งด่วน  ลดความเหลื่อมล้ำ และ ลดช่องว่างทางการศึกษา

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน เปิด “มหกรรมวิชาการการจัดการศึกษา กศน. ตามวาระเร่งด่วน (Quick Win)ของกระทรวงศึกษาธิการ” ที่ สำนักงาน กศน.จังหวัดสระแก้ว ว่า นายกรัฐมนตรี และ ศธ.ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมาก ดังนั้น กศน. จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะลดความเหลื่อมล้ำ และลดช่องว่างทางการศึกษาสำหรับเด็กที่ตกหล่นจากการศึกษา ซึ่ง กศน.จะเป็นส่วนสำคัญในการจัดการศึกษา และเปิดโอกาสทางการศึกษา ให้แก่ประชาชนผู้ด้อยโอกาส ผู้ขาดโอกาส และผู้พลาดโอกาส ตลอดจนประชาชนทั่วไปเข้าถึงการศึกษาตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงวัยชราก่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาในทุกพื้นที่ ทุกมิติ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้เป็นอย่างดี

“วันนี้ได้เห็นถึงความพยายามและความสำเร็จในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ของ กศน.สระแก้ว ตามวาระเร่งด่วน (Quick win) ของ ศธ. ทั้งในส่วน วาระที่ 1 ความปลอดภัยของผู้เรียน วาระที่ 5 พัฒนาทักษะอาชีพ และวาระที่ 6 การศึกษาตลอดชีวิต โดยเฉพาะโครงการโคกหนองนาโมเดล ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างมาก พร้อมกับได้มอบหมายให้ กศน.ขยายต่อไปยังพื้นที่อื่นๆด้วย นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้หน่วยงานหลักต่างๆ ไปสำรวจตัวเลขเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา และหาทางช่วย เพื่อให้เด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

ด้านนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า การศึกษาของจังหวัดสระแก้ว มีหน่วยงานจัดการศึกษาทั้งภาครัฐเอกชน จำนวน 12 แห่ง มีสถานศึกษาทุกสังกัดรวม 336 แห่ง มีนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งสิ้น 101,769 คน มีการกำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษา โดยนำข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนเสียทุกภาคส่วนมากำหนดวิสัยทัศน์ ในการ
พัฒนาองค์กรให้ผู้เรียน มีคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับชาติ และส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันระดับสากล โดยมีหน่วยงานการศึกษาภาครัฐ เอกชน ร่วมขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพในการจัดการศึกษา มีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันในการผลักดันคุณภาพการศึกษาเพื่อให้นักเรียน นักศึกษาสัมฤทธิผลทางการเรียนที่สูงขึ้น

ขณะที่ นายวรรณวิจักษณ์ กุศล ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดสระแก้ว กล่าวถึงโครงการ “มหกรรมวิชาการจัดการศึกษา กศน. ตามวาระเร่งด่วน (Quick win) ของ ศธ.” ว่า กศน.สระแก้ว ขับเคลื่อนการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างทั่วถึง มีศักยภาพให้กับผู้เรียนนอกระบบโรงเรียนทั้งกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้ขาดโอกาส และผู้พลาดโอกาส รวมทั้งประชาชนทั่วไป โดยจัดการศึกษาบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายที่มีผู้ว่าฯสระแก้วเป็นประธานคณะกรรมการ กศน.จังหวัด 

นายวรรณวิจักษณ์ กล่าวต่อว่า สำนักงาน กศน.สระแก้ว ได้ขับเคลื่อนตามนโยบายของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.
โดยการจัดการศึกษา กศน. ตามวาระเร่งด่วน (Quick win) ของศธ. ได้แก่ 1.ความปลอดภัย ของผู้เรียนและสถานศึกษา วาระที่ 5 พัฒนาทักษะทางอาชีพ และวาระที่ 6 การศึกษาตลอดชีวิตประกอบด้วย 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการสถานศึกษาปลอดภัยจากโรคอุบัติใหม่ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ประกอบด้วย 2 กิจกรรม คือ 1.สถานศึกษา ผู้บริหาร ครู บุคลากร และนักศึกษา ปลอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 แบบ 100% กิจกรรมที่ 2 ขยายผล หมู่บ้าน/ชุมชนปลอดจากโควิด-19 แบบ 100%  โครงการที่ 2. กศน.สระแก้ว ร่วมใจสู้ภัยโควิด-19 ประกอบด้วย 4 กิจกรรม อาทิ กิจกรรมหลักสูตรหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ ล้านเมล็ดพันธุ์สู้ภัยโควิด-19 การฝึกอาชีพ การมีงานทำสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-9 การพัฒนาทักษะอาชีพจากแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ โคกหนองนาโมเดล ในสไตล์ กศน.จังหวัดสระแก้ว และโครงการที่ 3 การบูรณาการแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ โคกหนองนาโมเดล ในการจัดการศึกษา กศน.

กยศ. เสนอแก้ไขกม.ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ถูกดำเนินคดี หลังผ่อนชำระแล้ว พบว่าเงินต้นยังคงเดิมไม่ลดลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608117

กยศ. เสนอแก้ไขกม.ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ถูกดำเนินคดี  หลังผ่อนชำระแล้ว พบว่าเงินต้นยังคงเดิมไม่ลดลง

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า จากกรณีสำนักข่าวแห่งหนึ่งได้นำเสนอข่าวความเดือดร้อนของลูกหนี้กองทุน 2 ราย ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ผิดนัดชำระหนี้และถูกบังคับคดี โดยให้ผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน แต่หลังจากผ่อนชำระมาระยะหนึ่ง พบว่าหนี้เงินต้นของแต่ละคนไม่ลดลงเลย จากกรณีดังกล่าว กยศ. ได้ไปตรวจสอบข้อมูลของลูกหนี้ทั้ง 2 ราย พบว่า ผู้กู้ยืมรายแรก ได้กู้ยืมเงินกองทุนตั้งแต่ปี 2541 มียอดหนี้เงินกู้ทั้งสิ้น 145,600 บาท เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ผู้กู้ได้ชำระหนี้เพียง 3 ครั้ง จำนวนรวม 4,480 บาท ต่อมาในปี 2551 กองทุนจำเป็นต้องดำเนินคดี ซึ่งผู้กู้ยืมได้มาทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลโดยตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 1,600 บาท แต่หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความผู้กู้ยืมมิได้ผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมแต่อย่างใด ต่อมาหลังจากพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ กองทุนจึงได้ดำเนินการแจ้งหักเงินเดือนผู้กู้ยืมผ่านองค์กรนายจ้างเพื่อนำมาตัดชำระหนี้ที่ค้าง ปัจจุบันผู้กู้รายนี้มียอดเงินต้นคงเหลือ 144,498 บาท พร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับอีกจำนวนหนึ่ง

ส่วนผู้กู้ยืมรายที่ 2 ได้กู้ยืมเงินกองทุนตั้งแตปี 2539 มียอดหนี้เงินกู้ทั้งสิ้น 340,500 บาท เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ผู้กู้ได้ชำระหนี้เพียงครั้งเดียวในปี 2548 จำนวน 2,000 บาท ต่อมาผู้กู้ยืมได้เข้าร่วมโครงการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องในปี 2552 แต่ไม่ได้ชำระหนี้เลย จนกระทั่งปี 2561 ผู้กู้ยืมได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลโดยตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 6,900 บาท ซึ่งผู้กู้ยืมก็ไม่ได้ชำระหนี้แต่อย่างใด ต่อมากองทุนได้ดำเนินการหักเงินเดือนผู้กู้ยืมผ่านองค์กรนายจ้างเพื่อนำเงินมาตัดชำระหนี้ ปัจจุบันผู้กู้รายนี้มียอดเงินต้นคงเหลือ 338,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเงินที่ได้รับจากการหักเงินเดือนของลูกหนี้ทั้งสองรายได้นำมาตัดชำระเบี้ยปรับและดอกเบี้ยก่อน แต่เนื่องจากมีการค้างชำระหนี้เป็นระยะเวลานานจึงส่งผลให้เกิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับค้างจ่ายจำนวนมากทำให้ยังตัดไม่ถึงยอดหนี้เงินต้น

ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มที่ถูกดำเนินคดีในลักษณะนี้ ด้วยการเสนอขอแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 เพื่อให้กองทุนสามารถดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้หรือแปลงหนี้ใหม่กับลูกหนี้ตามคำพิพากษาของกองทุน ที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมสามารถตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่กองทุน ในจำนวนและระยะเวลาที่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ได้ในอนาคต

“ที่ผ่านมากองทุนได้กำหนดเงื่อนไขที่ผ่อนปรนในการชำระคืน โดยไม่คิดดอกเบี้ยในระหว่างการศึกษาและให้ระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปีหลังจากสำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษา โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% ของเงินต้นคงเหลือ และให้ผ่อนชำระได้ 15 ปี กำหนดอัตราผ่อนชำระเงินต้นจากน้อยไปมากแบบขั้นบันได และเริ่มคิดดอกเบี้ยในงวดชำระปีที่ 2 เป็นต้นไป ดังตัวอย่างตารางการผ่อนชำระหนี้ 15 ปี จากเงินต้น 100,000 บาทในปีแรกจะชำระเพียง 1,500 บาท หรือเดือนละ 125 บาท จนถึงปีสุดท้ายให้ผ่อนชำระ 13,000 บาทหรือเดือนละ 1,095 บาท หากมีการค้างชำระหนี้ กองทุนจะคิดเบี้ยปรับ 7.5% ของงวดที่ค้างชำระ

ทั้งนี้ กองทุนขอยืนยันว่ากองทุนเป็นหน่วยงานของรัฐที่ให้โอกาสทางการศึกษาเพื่อสร้างทุนมนุษย์และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้กู้ยืมเงินที่ขาดโอกาสมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันกองทุนมิได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินแต่ใช้เงินหมุนเวียนที่ได้รับชำระหนี้จากผู้กู้ยืมที่มีความรับผิดชอบในการชำระคืน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้องต่อไป” นายชัยณรงค์ กล่าว

ยูนิเซฟ กรมสุขภาพจิต ชี้การระบาดโควิด-19 ส่งผลให้สุขภาพจิตเยาวชนไทยย่ำแย่ต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608122

ยูนิเซฟ กรมสุขภาพจิต ชี้การระบาดโควิด-19   ส่งผลให้สุขภาพจิตเยาวชนไทยย่ำแย่ต่อเนื่อง

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

องค์การยูนิเซฟ และกรมสุขภาพจิต ได้แสดงความห่วงใยต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนในประเทศไทย หลังจาก
ที่วิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้วัยรุ่นจำนวนมากต้องเผชิญกับความเครียด ความกังวล และภาวะซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง
จากผลการประเมินสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นไทยโดยกรมสุขภาพจิตพบว่า ร้อยละ 28 ของเด็กและวัยรุ่นมีภาวะเครียดสูง, ร้อยละ 32 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า ในขณะที่อีกร้อยละ 22 มีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย โดยเป็นการเก็บข้อมูลจากเด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี จำนวน 183,974 คน ที่เข้ามาประเมินสุขภาพจิตตนเองผ่านแอปพลิเคชั่น Mental Health Check-in ของกรมสุขภาพจิตในช่วง  18 เดือนของการระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึง 30 กันยายน 2564 และการสำรวจโดยยูนิเซฟเมื่อปีที่แล้วยังพบว่า เด็กและเยาวชนจำนวน 7 ใน 10 คนมีสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่กังวลกับรายได้ของครอบครัว การเรียน การศึกษาและการจ้างงานในอนาคต

นางคยองซัน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า เด็กและวัยรุ่นในประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพจิตมากขึ้นเรื่อยๆ  และเชื่อว่าเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง แม้ว่าผลกระทบด้านสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนจะเป็นเรื่องสำคัญและส่งผลต่อสุขภาวะของเด็กในระยะยาว แต่ประเด็นสุขภาพจิตมักถูกละเลย หรือถูกมองข้าม หรือแม้กระทั่งถูกปกปิดไว้ เนื่องจากสุขภาพจิตยังเป็นเรื่องที่ถูกตีตราหรือเรื่องน่าอาย แต่ในความเป็นจริงเรื่องของสุขภาพจิตควรได้รับการดูแลใส่ใจอย่างจริงจัง และถูกหยิบยกมาพูดถึงให้เป็นเรื่องปกติ เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนที่เผชิญปัญหาด้านสุขภาพจิตได้รับการสนับสนุนและเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้สะดวกขึ้นและรวดเร็วขึ้น

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ยูนิเซฟได้เผยแพร่รายงาน The State of the World’s Children 2021; On My Mind: promoting, protecting and caring for children’s mental health ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเด็กอย่างน้อย 1 ใน 7 คนทั่วโลกได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ ในขณะที่เด็กอีกมากกว่า1,600 ล้านคนต้องเผชิญกับการเรียนรู้ที่หยุดชะงักลง รายงานฉบับดังกล่าวยังเตือนว่าเด็กและเยาวชนอาจจะต้องเผชิญกับผลกระทบด้านสุขภาพจิตจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อไป อีกหลายปี รายงานฉบับดังกล่าวยังระบุว่า ที่จริงแล้วแม้แต่ช่วงก่อนการแพร่ระบาดเด็กและเยาวชนเหล่านี้ต่างต้องแบกภาระทางสุขภาพจิตที่แทบไม่เคยถูกกล่าวถึง จากการประเมินพบว่า เด็กอายุ 10-19 ปี กว่า 1 ใน 7 คนทั่วโลกมีความป่วยทางจิตที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ และวัยรุ่นเกือบ 46,000 คน เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็น 1 ใน 5 สาเหตุหลักของการเสียชีวิตในวัยรุ่น

ในประเทศไทย การฆ่าตัวตายยังเป็นสาเหตุอันดับต้นๆของการเสียชีวิตของวัยรุ่น ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ระบุว่าเด็กและเยาวชนอายุ 10-29 ปี ราว 800 คน ฆ่าตัวตายสำเร็จในพ.ศ. 2562 ในขณะที่ข้อมูลจากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กรมสุขภาพจิต ระบุว่า เด็กและวัยรุ่นอายุ 10-19 ปีกว่า 10,000 คน ได้โทรเข้าสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อขอรับคำปรึกษา โดยปัญหาสุขภาพจิตสำหรับวัยรุ่นที่พบมากที่สุด คือ ความเครียดและความวิตกกังวล ปัญหาความรัก และภาวะซึมเศร้า

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้วิถีชีวิตของเด็กและวัยรุ่นต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เด็กจำนวนหนึ่งอาจไม่สามารถปรับตัวกับการเรียนรูปแบบใหม่ได้จนเกิดผลกระทบต่อการเรียนและพัฒนาการได้หลายด้าน ทั้งผลกระทบที่มีต่อผู้ปกครองและครอบครัวก็ทำให้การเลี้ยงดูทำได้ไม่เต็มศักยภาพ ไม่สามารถใช้เวลาที่มีคุณภาพกับเด็กได้เพียงพอ ปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปจากการเจ็บป่วย การเว้นระยะห่างทางสังคมการงดกิจกรรมนอกบ้าน และการสวมหน้ากากอนามัย สำหรับในเด็กวัยรุ่นนั้น พบว่ามีความเครียดสูงมากขึ้น เข้าสังคมลดลง ติดจอและเกมออนไลน์มากขึ้น ปัญหาทะเลาะเบาะแว้งและความรุนแรงในครอบครัว จนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและการฆ่าตัวตายในบางรายอีกด้วย ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิตจะติดตามเด็กและเยาวชนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และทำงานอย่างบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน รวมไปถึงยูนิเซฟที่ร่วมกันช่วยดูแลสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทยเป็นอย่างดีเสมอมา

การขาดความรู้และความตระหนักในสุขภาพจิต ประกอบกับการตีตราและการขาดแคลนทรัพยากรด้านสุขภาพจิตส่งผลให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากพลาดโอกาสที่จะได้รับการส่งเสริมให้มีสุขภาพจิตที่ดีหรือได้รับการช่วยเหลือเมื่อเผชิญปัญหาทางสุขภาพจิต จากฐานข้อมูลของสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ พบว่า ประเทศไทยมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นให้บริการในหน่วยงานของรัฐเพียงประมาณ 200 คน เท่านั้นเมื่อเทียบกับประชากรวัยรุ่น 15 ล้านคน

องค์การยูนิเซฟ และ กรมสุขภาพจิต ได้เร่งทำงานร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการและการช่วยเหลือที่มีคุณภาพและทันท่วงทีสำหรับเด็กและวัยรุ่น และมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติเชิงลบต่อปัญหาสุขภาพจิตผ่านการพูดคุยการลดการตีตรา และการสร้างเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพจิตให้แก่เด็ก วัยรุ่น รวมถึงพ่อแม่ ผู้ปกครองและสังคมโดยรวม

ในพ.ศ. 2563 ยูนิเซฟ กรมสุขภาพจิต และจู๊กซ์ (JOOX) ได้ออกแคมเปญ “The Sound of Happiness” หรือ “ฟัง x เล่า = ความสุข” เพื่อส่งเสริมให้วัยรุ่นมีทักษะในการจัดการกับความท้าทายต่างๆ ที่กระทบต่อสุขภาพจิตของพวกเขา ผ่านพ็อดแคสต์และเพลง โครงการนี้ยังมุ่งลดทัศนคติเชิงลบในสังคมที่มีต่อปัญหาสุขภาพจิต และส่งเสริมให้เยาวชนกล้าเปิดอกพูดถึงปัญหาด้านสุขภาพจิตกับเพื่อน ครอบครัว หรือคนที่พวกเขาไว้ใจ

นางคิมกล่าวเสริมว่า ยูนิเซฟมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับกรมสุขภาพจิต ภาคการศึกษา และภาคีต่างๆ ของเรา เพื่อให้เด็กและวัยรุ่นได้เติบโตและเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย เปี่ยมไปด้วยความรัก และเอื้อต่อการมีสุขภาพจิตที่ดี และเมื่อใดก็ตามที่เด็กๆ ต้องการการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตจากผู้เชี่ยวชาญ เราต้องสร้างความมั่นใจว่าพวกเขาจะสามารถเข้าถึงบริการทางสุขภาพจิตที่มีคุณภาพ เป็นมิตร และทันท่วงที