มท.แจ้งทุกจังหวัดจัดพิธีวางพวงมาลาน้อมรำลึกวันคล้ายวันสวรรคต’ในหลวง รัชกาลที่ 9′ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606886

มท.แจ้งทุกจังหวัดจัดพิธีวางพวงมาลาน้อมรำลึกวันคล้ายวันสวรรคต'ในหลวง รัชกาลที่ 9'

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 09.59 น.

มท.แจ้งทุกจังหวัดจัดพิธีวางพวงมาลาน้อมรำลึกวันคล้ายวันสวรรคต”ในหลวง รัชกาลที่ 9″ จัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐาน-เผยแพร่พระราชกรณียกิจผ่านออนไลน์ตลอดทั้งเดือน ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2564 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ทางสำนักนายกรัฐมนตรีแจ้งว่า วันที่ 13 ต.ค.2564 เป็นวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กระทรวงมหาดไทยจึงได้แจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด กรม และรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยจัดพิธีวางพวงมาลา ในวันพุธที่ 13 ต.ค.นี้ เวลา 08.30 น. ณ สถานที่ตั้งของหน่วยงาน หรือสถานที่อื่นที่เหมาะสม มีผู้เข้าร่วมพิธีจำนวนไม่เกิน 12 คน แต่งกายชุดเครื่องแบบปกติขาว ไม่สวมหมวก (กรณีจัดนอกอาคาร สวมหมวก) พร้อมประดับเข็มที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 28 กรกฎาคม 2555 คู่กับเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 และเข็มที่ระลึกพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยสีขาว และดำเนินการตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างเคร่งครัด

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า ในด้านสถานที่ ให้มีการจัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมเครื่องราชสักการะ (เครื่องทองน้อย) ตามอาคารสถานที่ของทางราชการ ตลอดทั้งเดือน ต.ค.และมีการเผยแพร่คำกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพร้อมภาพพระราชกรณียกิจ ทางเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ของหน่วยงาน ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 ต.ค.เพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทยตราบกาลนิรันดร์

‘วันที่อยู่อาศัยโลก’ พัฒนาอย่าลืมคนฐานราก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606789

‘วันที่อยู่อาศัยโลก’ พัฒนาอย่าลืมคนฐานราก

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้ “วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม” ของทุกปีเป็น “วันที่อยู่อาศัยโลก(World Habitat Day)” เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญด้าน “สิทธิในที่อยู่อาศัย” โดยเฉพาะในเมืองต่างๆ นั้นต้องมีที่อยู่ที่เพียงพอสำหรับทุกคน กิจกรรมวันที่อยู่อาศัยโลกจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2529 ณ กรุงไนโรบี เมืองหลวงของประเทศเคนยา โดยในปีนั้นมีคำขวัญว่า “ที่พักพิงคือสิทธิของฉัน (Shelter is My Right)” และจัดอย่างต่อเนื่องทุกปี สลับหมุนเวียนไปตามเมืองต่างๆ ทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับวันที่อยู่อาศัยโลกประจำปี2564 (World Habitat Day 2021) นั้นตรงกับวันจันทร์ที่ 4 ต.ค. 2564 โดยคำขวัญในปีนี้คือ “เร่งปรับปรุงเมืองเพื่อโลกปลอดคาร์บอน (Acceleratingurban action for a carbon-free world)” ด้วยเหตุว่าเมืองนั้นเป็นสถานที่ที่ปล่อยคาร์บอน หรือก๊าซที่ก่อมลภาวะขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศถึงร้อยละ 70 จากกิจกรรมต่างๆ ทั้งการขนส่ง อาคาร การใช้พลังงาน และการจัดการของเสียซึ่งทุกภาคส่วนไม่ว่ารัฐ เอกชนและประชาชน ต้องทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน

ในประเทศไทย เครือข่ายสลัม4 ภาค องค์กรภาคประชาสังคม (NGO)ที่ทำงานด้านสิทธิของ “คนจนเมือง” เป็นองค์กรแกนหลักในภาคประชาชนที่จัดกิจกรรมวันที่อยู่อาศัยโลกอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยมีการเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของคนระดับฐานรากหาเช้ากินค่ำที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เนื่องจากนโยบายการพัฒนาของรัฐมักส่งผลกระทบต่อประชากรกลุ่มนี้ เช่น การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย การรื้อย้ายชุมชนแออัดหรือชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่สาธารณะ ทั้งที่คนระดับฐานราก เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของเมือง

โดยในปี 2564 นั้น กิจกรรมได้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 ซึ่งเครือข่ายฯ ได้ร่วมกันยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)ที่ศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) ทวงถามความคืบหน้าดังนี้ 1.ความคืบหน้าการจดทะเบียนรับรองชุมชนที่มีขนาดเล็กกว่า 100 หลังในเขตกรุงเทพมหานคร 2.ความคืบหน้าการแก้ปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย ที่อยู่ในการดูแลของกรุงเทพมหานคร 5 พื้นที่ แบ่งเป็นพื้นที่ตามนโยบายโฉนดชุมชน 4 พื้นที่

คือ 2.1 ชุมชนหลวงวิจิตร เขตคันนายาว 2.2 ชุมชนเพชรคลองจั่น เขตบึงกุ่ม 2.3 ชุมชนโรงหวาย เขตสวนหลวง และ 2.4 ชุมชนหลัง สน.ทองหล่อ เขตวัฒนา กับพื้นที่ตามนโยบาย คทช. มาตรา 9 อีก 1 พื้นที่ คือ ชุมชนบึงลำไผ่ เขตมีนบุรี และ 3.ความคืบหน้าการแก้ปัญหาคนไร้บ้านในเขตกรุงเทพมหานคร ด้านที่พักอาศัยชั่วคราว และการเข้าถึงระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล การช่วยเหลือในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19

และวันที่ 4 ต.ค. 2564 มีการทำกิจกรรมหน้ากระทรวงคมนาคม เรียกร้องให้เร่งแก้ไขปัญหาที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ซึ่งประชาชนผู้อยู่อาศัยได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ ประกอบด้วยโครงการก่อสร้างทางรถไฟเชื่อม3 สนามบิน, โครงการพัฒนาที่ดินย่านมักกะสัน, กม.11 และย่านบางซื่อ และโครงการก่อสร้างแก้มลิงบึงมักกะสัน เนื่องจากที่ผ่านมาได้ข้อสรุปจากการประชุมอนุกรรมการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2564 โดยให้ ร.ฟ.ท. จัดหาที่ดินรองรับประชาชนกลุ่มดังกล่าว

นอกจากนี้ ในวันที่ 3 ต.ค. 2564 ยังมีการแถลงข่าว (ออนไลน์) ผ่านเพจเฟซบุ๊คของเครือข่ายฯ สะท้อนปัญหา “คนเช่าห้องพักรายเดือน”ที่สุ่มเสี่ยงกลายเป็น “คนไร้บ้าน-เร่ร่อน”เพราะวิกฤตเศรษฐกิจที่สืบเนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ส่งผลให้คนจำนวนมากไม่มีรายได้เพราะตกงานหรือกิจการต้องปิดตัวลง รวมถึงอีกหลายรายแม้จะยังมีงานทำแต่ก็มีรายได้ลดลง คนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยอาจไม่สามารถจ่ายค่าเช่าห้องพักได้และต้องหลุดออกมากินอยู่หลับนอนในพื้นที่สาธารณะ

ในการแถลงข่าวนี้เปิดเผยถึงผลสำรวจจำนวน 216 ตัวอย่าง เป็นชาย 122 คน หญิง 94 คน ใน 9 จังหวัด โดย 3 จังหวัดที่สำรวจได้มากที่สุดคือ กรุงเทพฯ ร้อยละ 33 เชียงใหม่ร้อยละ 30 และกาญจนบุรี ร้อยละ 30ส่วนอีก 6 จังหวัด ประกอบด้วย ขอนแก่น จันทบุรี ชลบุรี นนทบุรี ปทุมธานีและระยอง กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 51 อายุ 61 ปีขึ้นไป รองลงมา ร้อยละ 33 อายุ 25-40 ปี และอันดับ 3 อายุ 40-60 ปี ส่วนระดับการศึกษา 3 อันแรก คือประถมศึกษา ร้อยละ 46 รองลงมาคือ มัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 20.3 และอันดับ 3 มัธยมตอนปลาย ร้อยละ 11.8

ตัวอย่างข้อค้นพบในการสำรวจนี้คือ 1 “กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เลือกเช่าห้องพักราคาเดือนละ 1,000-2,000 บาท” โดยพบถึงร้อยละ 47 รองลงมา เดือนละ 2,001-2,500 บาทร้อยละ 19 และอันดับ 3 เดือนละ2,501-3,000 บาท ร้อยละ 16 ทั้งนี้ “กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 70 เลือกห้องพักขนาด 3.5×4 เมตร” ขณะที่อีกร้อยละ 20 เป็นห้องขนาดน้อยกว่า 3.5×4 เมตร ส่วนอีกร้อยละ 9เช่าบ้านเป็นหลัง

อนึ่ง “กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 66 เช่าห้องพักอยู่เป็นครอบครัว”ตามด้วยร้อยละ 13 ญาติพี่น้อง ส่วนอันดับ 3 ไม่ประสงค์ให้ข้อมูล ร้อยละ 11และอันดับ 4 เพื่อน ร้อยละ 10 “รายได้ต่อเดือนของผู้เช่าก่อนเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 41 ระบุว่า อยู่ที่ 7,501-10,000 บาท” รองลงมาร้อยละ 28 อยู่ที่ 10,001-15,000 บาทส่วนอันดับ 3 ร้อยละ 11 อยู่ที่ 5,000-7,500 บาท อันดับ 4 ร้อยละ 8มากกว่า 20,000 บาท อันดับ 5ร้อยละ 7 ต่ำกว่า 5,000 บาท และอันดับ 6 ร้อยละ 5 อยู่ที่ 15,001-20,000 บาท

“สถานการณ์โควิด-19 ทำให้กลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 84.72 ต้องย้ายที่พัก” โดยมีสาเหตุสำคัญคือ อันดับ 1 ปัญหาด้านค่าใช้จ่าย ร้อยละ 52กับรองลงมาคือ การเปลี่ยนงานร้อยละ 35 ทั้งนี้ “ร้อยละ 60 ของกลุ่มตัวอย่างที่เปลี่ยนที่พัก เลือกที่พักที่ราคาค่าเช่าถูกกว่าเดิม” สอดคล้องกับผลสำรวจที่พบ “กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 64 ระบุว่า สถานการณ์โควิดทำให้รายได้ลดลงจนกระทบต่อการดำเนินชีวิต” และอีกร้อยละ 30 ระบุว่ารายได้ลดลง โดยมีเพียงร้อยละ 6 ที่ระบุว่ารายได้เท่าเดิม เป็นต้น

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเครือข่ายสลัม 4 ภาค เรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน แบ่งเป็น “ระยะสั้น” ประกอบด้วย 1.กรณีผู้ที่ต้องออกจากห้องเช่า จากผลกระทบของภาวะวิกฤตโควิด ต้องจัดหาที่อยู่อาศัยรองรับชั่วคราวระยะสั้น 3-6 เดือน ในเมืองใกล้แหล่งประกอบอาชีพ โดยลดเงื่อนไขข้อจำกัดในการเข้าพัก เพื่อให้สอดคล้องกับความเดือดร้อน และวิถีชีวิตในการประกอบอาชีพ 2.จัดให้มีหน่วยงานมาส่งเสริม และพัฒนาอาชีพสำหรับคนตกงาน ทั้งผู้ที่หลุดออกมาจากห้องเช่า และผู้ที่ยังอยู่ในห้องเช่า แต่อยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก

3.ให้มีจุดประสานงานประจำ ในพื้นที่ที่ให้ผู้เดือนดร้อนสามารถประสานขอความช่วยเหลือได้โดยสะดวก เช่น การหาที่พักอาศัย อาชีพ สิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาอื่นๆ อุปกรณ์ป้องกันโควิด การตรวจ การรักษาพยาบาล และการฉีดวัคซีน และ 4.ต้องผ่อนปรน และลดเงื่อนไขในการเข้าถึงเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้ผู้เดือดร้อนสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้ทันที

ส่วน “ระยะยาว” ได้แก่ 1.ต้องผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคระบาดลง และมีมาตรการกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน ฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากให้ผู้คนอยู่ร่วมกับโควิดได้ และ2.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ต้องพัฒนานโยบายการจัดที่พักอาศัยสำหรับเช่าราคาถูกในเมืองที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มคนจนเมือง ที่เป็นแรงงานผู้เกื้อหนุนหล่อเลี้ยงคนเมือง ให้มีโอกาสเข้าถึงสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยราคาถูกจากรัฐ!!!

‘หลักสูตรผู้สูงวัยดิจิทัล’ เกษียณแล้วเรียนได้ไม่ตกยุค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606784

‘หลักสูตรผู้สูงวัยดิจิทัล’ เกษียณแล้วเรียนได้ไม่ตกยุค

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รศ.ดร.กมลรัฐ อินทรทัศน์ ผู้อำนวยการศูนย์ซีซีดีเคเอ็ม (CCDKM) หรือศูนย์วิจัยการจัดการความรู้การสื่อสารและการพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช(มสธ.) เปิดเผยถึง “หลักสูตรผู้สูงวัยดิจิทัล (SMART AGEING ACADEMY)” ซึ่ง CCDKM พัฒนาร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ว่า หลักสูตรนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เครือข่ายด้านผู้สูงวัยมาช่วยกันออกแบบนวัตกรรมการสื่อสาร พัฒนาหลักสูตรห้องเรียนออนไลน์ให้สอดคล้องกับความต้องการแท้จริงของผู้สูงอายุไทยและสากล

โดยหลักสูตรนี้เน้นการนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน รวมถึงสร้างเสริมโอกาสให้เข้าใจธุรกิจและอาชีพยุคใหม่ของผู้สูงวัยในโลกออกไลน์ ซึ่งผู้สูงวัยส่วนใหญ่มีศักยภาพในการพัฒนาตนเองอยู่แล้ว เพียงแต่ขาดโอกาสได้เรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือสื่อสารภายใต้บริบทของโลกดิจิทัล จึงช่วยกันออกแบบเนื้อหาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตใหม่ที่เน้นข้อมูลด้านสุขภาวะ สามารถเลือกเรียนได้ตามหัวข้อที่สนใจ และเรียนง่ายผ่านโทรศัพท์มือถือของตนเอง

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า การริเริ่มสร้างหลักสูตรเรียนออนไลน์สำหรับ ผู้สูงวัย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ยังมีความต้องการเรียนรู้ด้านไอซีทีหรือ ดิจิทัล เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาวะที่ถูกต้องและเหมาะสมกับตัวเองในโลกออนไลน์ โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมา สสส. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายช่วยกันการพัฒนาหลักสูตรเพิ่มศักยภาพผู้สูงอายุทั่วประเทศ ผ่านการเรียนรู้ในกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุ

ซึ่งหลักสูตรออนไลน์นี้จะยิ่งช่วยส่งเสริมผู้สูงอายุให้เรียนรู้การใช้เครื่องมือสื่อสาร และเทคโนโลยี เพื่อเข้าถึงสื่อโซเชียลทีเดีย กิจกรรมและการเรียนรู้ต่างๆ ในยุคดิจิทัลมากขึ้น สสส. และศูนย์ซีซีดีเคเอ็ม (CCDKM) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ร่วมกันออกแบบเนื้อหาหลักสูตรนี้ให้ครอบคลุมด้านสุขภาวะทั้งทางร่างกาย จิตใจ สภาวะแวดล้อม การประกอบอาชีพ ฯลฯ ที่สำคัญคือเมื่อเรียนครบหลักสูตรแล้ว สามารถเก็บเป็นหน่วยกิตสำหรับการศึกษาในระบบของ มสธ. ต่อไปได้อีกด้วย

น.ส.ศิริลักษณ์ ลาวิณห์ อายุ 70 ปี จาก จ.พิษณุโลก กล่าวว่า เนื้อหาที่เรียนไปนั้น ตนชอบ“ชุดวิชาดิจิทัลคลาส” มากที่สุด เพราะได้รู้จักการใช้สื่อดิจิทัลขั้นพื้นฐานอย่างง่าย ถือเป็นใบเบิกทางสำคัญให้ผู้สูงอายุได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสมาร์ทโฟน รู้จักวิธีใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อเข้าถึงแหล่งความรู้ต่างๆ ที่สนใจได้มากขึ้นกว่าเดิม และการเรียนหลักสูตรนี้มีการให้ใบประกาศนียบัตรผ่านทางออนไลน์ด้วย นับเป็นช่องโอกาสสำคัญของผู้สูงอายุไทย

เช่นเดียวกับ นายวานิตร์ ทัดทาน อายุ 61 ปี จากกรุงเทพฯ ระบุว่า วิชาที่ชอบเรียนมากสุดคือ ชุดวิชาด้านสุขภาวะกาย-ใจ เพราะเนื้อหาน่าสนใจ อยากให้จัดกิจกรรรมสื่อการเรียนการสอนออนไลน์สำหรับผู้สูงวัยแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ และอยากให้มีการประชาสัมพันธ์ไปสู่ผู้สูงอายุคนอื่นๆ ให้มีโอกาสมาเรียนหลักสูตรออนไลน์ผ่านมือถือแบบนี้ด้วยกัน หากเป็นไปได้อยากมีกิจกรรมเชื่อมโยงคนวัยนี้ทั่วประเทศมารวมกลุ่มกัน ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนต่างจังหวัดด้วย

สืบเนื่องจากประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ (Aged Society) โดยมีสัดส่วนผู้มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป จำนวนไม่ต่ำกว่า 12 ล้านคน โครงการนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมเรียนรู้ออนไลน์สำหรับผู้สูงวัยที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี ให้สามารถยกระดับทักษะการใช้ดิจิทัลขั้นพื้นฐานเพื่อเข้าถึงวิธีดูแลสุขภาวะตัวเองในทุกมิติ เช่น อาหาร ยารักษาโรค การออกกำลังกายดูแลจิตใจ สิ่งแวดล้อม บ้านอยู่อาศัย การทำธุรกิจออนไลน์ การลงทุน-ออมเงินวัยเกษียณ ช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตอยู่ในยุคดิจิทัลได้ด้วยตัวเองอย่างมีคุณค่า

สนใจเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://thaismartageing.org/ หรือที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ “Thai Smartageing”

‘สทป.’เปิดหลักสูตรบิน‘โดรน’อย่างมืออาชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606787

‘สทป.’เปิดหลักสูตรบิน‘โดรน’อย่างมืออาชีพ

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ ตามมาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน พร้อมพัฒนาบุคลากรผู้ใช้งานระบบอากาศยานไร้คนขับในประเทศไทยที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองเทคโนโลยีระบบอากาศยานไร้คนขับ หรือ “โดรน” ที่ถูกนำไปประยุกต์ใช้งานด้านการพัฒนาประเทศ ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคพลเรือน และเพื่อการพาณิชย์

อีกทั้งมีแนวโน้มในการนำระบบอากาศยานไร้คนขับมาประยุกต์ใช้งานด้านต่างๆ อาทิ การบินสำรวจถ่ายภาพ จัดทำแผนที่ 3 มิติ งานด้านการเกษตรกรรม การตรวจสภาวะแวดล้อม เพื่อการช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย การปราบปรามอาชญากรรม ภารกิจด้านการรักษากฎหมาย และภารกิจด้านมนุษยธรรม ฯลฯ ดังนั้น DTI-UTC จึงมุ่งเน้นในการสร้างและพัฒนาบุคลากรของกระทรวงกลาโหม หน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ด้วยกระบวนการฝึกอบรมในรูปแบบ Competency Base Training

เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้พื้นฐานด้านการบิน (Knowledge) และความเข้าใจการใช้งานระบบอากาศยานไร้คนขับทั้งในภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และเป็นไปตามมาตรฐานสากล สร้างทักษะความชำนาญ (Skill) พร้อมทั้งปลูกฝังจิตสำนึกด้านการบิน (Attitude) หลักการบริหารความเสี่ยง (Risk Management)และการจัดการความปลอดภัย (Safety Management System) ในการใช้ห้วงอากาศ (Air Space) ขณะทำภารกิจการบิน

ควบคู่กับการสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักบินที่ดี (Airmanship)ให้แก่ นักบินอากาศยานไร้คนขับ หรือผู้บังคับโดรน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะก่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อภาพรวมด้านการบินในประเทศ ซึ่ง “DTI-UTC”เป็นสถาบันการฝึกอบรมการบินระบบอากาศยานไร้คนขับ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคอากาศ ตามหลักสูตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลแห่งแรกในประเทศจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ให้แก่ กำลังพลของเหล่าทัพ หน่วยงานพลเรือน ภาคเอกชน และบุคคลทั่วไป

รวมถึง ศึกษา รวบรวมข้อมูล สร้างเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาด้านการฝึกอบรมและใช้งานระบบอากาศยานไร้คนขับ และบูรณาการความร่วมมือในด้านการวิจัยและพัฒนา และการประยุกต์ใช้งานระบบอากาศยานไร้คนขับร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกประเทศ และมีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐานด้านการบินระบบอากาศยานไร้คนขับให้กับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน

ปัจจุบัน DTI-UTC ได้รับการรับรองให้เป็นสถาบันฝึกอบรมด้านการบิน (Approved TrainingOrganisation) จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันอังคารที่ 8 กันยายน 2563 ซึ่งถือเป็นสถาบันการฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน โดยผู้เข้ารับการฝึกอบรมฯ จะได้รับความรู้เกี่ยวกับ กฎ ระเบียบข้อบังคับ และหลักการเดินอากาศ การใช้ห้วงอากาศทฤษฎีอากาศพลศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา และการจัดการความปลอดภัย

พร้อมสร้างทักษะการบังคับอากาศยานไร้คนขับ รวมถึงการบำรุงรักษาขั้นต้น เมื่อจบการศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตร (Certificate) เพื่อเป็นการรับรองหลักสูตรนั้นๆ ให้แก่ศิษย์การบินได้เพื่อนำไปสอบใบอนุญาตนักบินอากาศยานไร้คนขับ หรือ Remote Pilot Licence (RPL) จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ในอนาคตต่อไป รวมถึงการต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการนำไปใช้สร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ในอุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับที่กำลังขยายตัวและเติบโตทั้งในประเทศ และต่างประเทศเป็นอย่างมากในเวลานี้

สำหรับหลักสูตรที่ได้รับการรับรอง ได้แก่ 1.นักบินอากาศยานไร้คนขับ หลักสูตรรับรองการปฏิบัติงานอากาศยานไร้คนขับในระยะสายตา(Remote Pilot Visual Line of SightCertificate: RVC) แบ่งเป็น 1.1 หลักสูตรรับรองการปฏิบัติงานอากาศยานไร้คนขับในระยะสายตาแบบปีกนิ่ง RemotePilot Visual Line of Sight Certificate(RVC: Fixed-Wing) ภาคทฤษฎี จำนวน 18 ชั่วโมง ภาคฝึกจำลอง Simulator จำนวน 2 ชั่วโมงบิน ภาคอากาศ จำนวน 10 ชั่วโมงบิน ระยะเวลาประมาณ 3 สัปดาห์

กับ 1.2 หลักสูตรรับรองการปฏิบัติงานอากาศยานไร้คนขับในระยะสายตาแบบปีกหมุน Remote Pilot Visual Line of Sight Certificate
(RVC : Multi-Rotor) ภาคทฤษฎี จำนวน 18 ชั่วโมง ภาคฝึกจำลอง Simulator จำนวน 2 ชั่วโมงบิน ภาคอากาศ จำนวน 5 ชั่วโมงบิน ระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ และ 2.หลักสูตรครูการบิน หลักสูตรรับรองครูการบินระบบอากาศยานไร้คนขับในระยะสายตา (Instructor Remote Pilot Visual Line of Sight Certificate: IRVC)

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (แจ้งวัฒนะ) ชั้น 6 47/433 หมู่ 3 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี11120 โทรศัพท์ 083-0997158 ไลน์ DTI-UTC หรือดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.dtiutc.or.th และเฟซบุ๊คแฟนเพจ “ศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ DTI-UTC”

ครม.อนุมัติงบ 3.2 พันล้าน เพิ่ม รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ 6 แห่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606745

ครม.อนุมัติงบ 3.2 พันล้าน เพิ่ม รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ 6 แห่ง

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.32 น.

ครม.อนุมัติงบ 3.2 พันล้าน เพิ่ม รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ 6 แห่ง รองรับความต้องการประเทศและผู้เรียน

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบเพิ่มโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย 6 แห่ง ตามที่ ศธ.เสนอ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการพัฒนาโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีอยู่เดิมให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ประจำเขตตรวจราชการจำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ประจำเขตตรวจราชการที่ 3 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ประจำเขตตรวจราชการที่ 9 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ประจำเขตตรวจราชการที่ 12 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ประจำเขตตรวจราชการที่ 14 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ประจำเขตตรวจราชการที่ 15 และโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ประจำเขตตรวจราชการที่ 18 จึงทำให้มีโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ทั้งหมดรวมเป็น 18 แห่ง จากเดิมที่มีอยู่ 12 แห่ง

“ครม.เห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการพัฒนายกระดับคุณภาพโรงเรียนมัธยมศึกษาให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เป็นงบฯ ผูกพัน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 – 2569 จำนวน 3,275,958 บาท โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เล็งเห็นความสำคัญของการเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ที่แต่ละปีประเทศมีความต้องการนักวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้นทุกปี และความต้องการของผู้เรียนที่เพิ่มขึ้น จึงให้เพิ่มโรงเรียนจุฬาภรณ์ฯ ขึ้น เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของประเทศ เพื่อพัฒนานักเรียนให้สามารถศึกษาต่อทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยต่อไป คาดว่าจะเริ่มรับสมัครนักเรียน ปี 2565 และเริ่มเปิดการเรียนการสอนในปี 2566” น.ส.ตรีนุช กล่าว – 006

ชาวบ้านบุกสภายื่น กมธ.ตรวจสอบมติ มส.สั่งปลดฟ้าผ่า 3 เจ้าคณะจังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606720

ชาวบ้านบุกสภายื่น กมธ.ตรวจสอบมติ มส.สั่งปลดฟ้าผ่า 3 เจ้าคณะจังหวัด

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.10 น.

ท่านผิดอะไร! “ชาวบ้านชุมชนวัดเขียนเขต” จังหวัดปทุมธานี บุกสภาร้อง “กมธ.ศาสนา – กมธ.กฎหมาย” บี้ตรวจสอบมติ มส.สั่งปลดฟ้าผ่า 3 เจ้าคณะจังหวัด ยัน “พระธรรมรัตนาภรณ์” อดีตเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีทำแต่ความดีมาตลอด จี้ถามใครเป็นผู้เสนอคำสั่งถอดถอน

วันที่ 5 ต.ค.64 ที่รัฐสภา นายสมชาย ระภาณุสิทธิ์ ตัวแทนชาวบ้านชุมชนซอยวัดเขียนเขต ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี และคณะเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ประจำสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 2 คณะ ได้แก่ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานกรรมาธิการฯ เป็นผู้รับหนังสือ และ กมธ.การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายนพดล แก้วสุพัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการ เป็นผู้รับหนังสือ

นายสมชาย กล่าวว่า กรณีการถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 จังหวัดหนึ่งในนั้นคือพระธรรมรัตนาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ได้ถูกถอดถอนจากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ทางชาวบ้านชุมชนซอยวัดเขียนเขต จึงมีข้อสงสัยว่าพระธรรมรัตนาภรณ์ ไปทำความผิดในเรื่องใดจึงถูกถอดถอน เพราะตลอดชีวิตที่รู้จักมาทำแต่ความดีให้กับพระพุทธศาสนาโดยรวมและประชาชนชาวจังหวัดปทุมธานีมาโดยตลอด จึงตั้งคำถามว่าข่าวการถอดถอนดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่และถอดถอนด้วยเหตุผลใด ใครเป็นผู้เสนอคำสั่งถอดถอน จึงได้ยื่นขอความเป็นธรรมต่อ กมธ.ทั้ง 2 คณะ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงเพื่อให้ความกระจ่างแก่ชาวบ้านชุมชนซอยวัดเขียนเขต รวมถึงชุมชนใกล้เคียง และให้ความเป็นธรรมต่อพระธรรมรัตนาภรณ์ด้วย

ขณะที่นายนพดล กล่าวว่า จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของกรรมาธิการต่อไป

ด้านนายสิระ กล่าวว่า เมื่อรับเรื่องแล้วก็อาจจะเสนอให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาว่าจะให้ประชุมร่วมกันระหว่าง 2 คณะกรรมาธิการ เพื่อพิจารณาเรื่องดังหรือมอบให้กรรมาธิการใดกรรมาธิการหนึ่ง เพราะเนื้อหามีความเกี่ยวพันกัน

‘เชาว์’จ่อยื่นศาลปกครองเพิกถอนมติ มส.ปมตั้งเจ้าคณะเมืองคอนส่อผิด กม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606714

'เชาว์'จ่อยื่นศาลปกครองเพิกถอนมติ มส.ปมตั้งเจ้าคณะเมืองคอนส่อผิด กม.

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 13.48 น.

“เชาว์ มีขวด” จ่อยื่นศาลปกครองเพิกถอนมติ มส.ปมตั้งเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราชใหม่ทั้งที่ยังไม่ปลดรูปเดิมส่อผิดกฎหมาย เผยเจ้าคณะจังหวัดองค์เดิมตรงไปตรงมา สะสางปัญหาทุจริต ชี้อาจขัดผลประโยชน์นายทุนเป็นสาเหตุเปลี่ยนตัว ห่วงสงฆ์แตกแยกจากการแต่งตั้งไม่เป็นธรรม

วันที่ 5 ต.ค.64 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง “มส.ทบทวนด่วน ปลดฟ้าผ่า 3 เจ้าคณะจังหวัด ตั้งใหม่ 34 จังหวัด ทั้งที่ยังไม่ปลด ส่อผิดกฎหมาย” มีเนื้อหาระบุว่า มีเรื่องในวงการสงฆ์ที่ต้องชำแหละพูดถึง หลังมหาเถรสมาคม มีมติปลด 3 เจ้าคณะจังหวัด ประกอบด้วย เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ปทุมธานี และกาฬสินธุ์ รวมถึงแต่งตั้งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร พร้อมกับอีก 33 จังหวัด เท่ากับมติดังกล่าวมีสองส่วน คือ ปลดแล้วตั้งใหม่กับตั้งใหม่ทั้งที่มิได้มีการปลด ซึ่งในส่วนของผมขอพุ่งไปที่กรณีหลัง เนื่องจากมีประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรง ในฐานะที่ผมเป็นนิติกรคณะสงฆ์จังหวัดนครศรีธรรมราช

ประเด็นคือ การแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดรูปใหม่มาแทนเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช พระราชปริยัติเวที หรือเจ้าคุณเจือ ทั้งที่มิได้มีการปลดหรือถอดถอนเจ้าคณะจังหวัดรูปเดิม สร้างความสับสนทั้งในแง่กฎหมายและความชอบธรรมเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าคุณเจือ เป็นพระนักพัฒนาที่ทุ่มเททำงานอย่างจริงจัง ตรงไปตรงมา นำรูปแบบการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของวัดให้สามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นระบบ รวมทั้งสะสางปัญหาการทุจริตของวัดต่าง ๆ อย่างถอนรากถอนโคน โดยเฉพาะเรื่องการนำที่ดินย่านธุรกิจ ทำเลทองของวัดไปหาประโยชน์ หรือการแย่งครอบครองที่ดินวัด ผมไม่ทราบว่าเพราะผลงานเหล่านี้หรือไม่ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบฟ้าผ่าขึ้น ซึ่งหวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากหากเราปล่อยให้นายทุนที่อาจสูญเสียประโยชน์เข้ามามีบทบาทได้แม้กระทั่งในแวดวงสงฆ์ ประเทศชาติก็คงเหลือแต่โครงกระดูกและคงไม่มีใครกล้าทำความดี ปกป้องผลประโยชน์ชาติอีก

“การแต่งตั้งใหม่ทั้งที่ไม่มีการปลดหรือถอดถอนเจ้าคณะจังหวัดรูปเดิม เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่องกฎหมายว่าทำได้หรือไม่ ซึ่งผมเห็นว่าผิดกฎหมายอย่างแจ้งชัด และเตรียมร่างคำฟ้องยื่นต่อศาลปกครองให้ชี้ขาดกรณีนี้ไว้แล้วเพื่อขอความเป็นธรรมจากศาลให้เพิกถอนคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายนี้เสีย หรือถ้ามหาเถรสมาคม ทบทวนแล้วเห็นว่าอาจเกิดความผิดพลาด ก็ควรเร่งปรับปรุง ทำให้ถูกต้อง จะได้ไม่ทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่สงฆ์ หรือเรื่องราวบานปลายกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เพราะขณะนี้ก็มีหลายพื้นที่กำลังล่ารายชื่อประชาชนคัดค้านสิ่งที่เกิดขึ้น ไปจนถึงการยื่นถวายฎีกากันแล้ว” นายเชาว์ระบุ  –  003

ยึดมติมส.!‘อนุชา’ยันปลดเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606676

ยึดมติมส.!‘อนุชา’ยันปลดเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 10.31 น.

ยึดมติมส.!‘อนุชา’ยันปลดเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน

เมื่อเวลา 08.55 น.วันที่ 5 ตุลาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีประชาชนคัดค้านมติมหาเถรสมาคม (มส.) ปลดเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ว่า เรื่องนี้อยู่ที่มติที่ประชุม มส. ทุกอย่างดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน ไม่มีอะไรอย่างอื่น

ส่วนกรณีที่จะมีประชาชนบางส่วนมายื่นหนังสือทวงถามเรื่องดังกล่าวจากรัฐมนตรีนั้น นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องนั้นก็ค่อยว่ากัน ขอย้ำว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ที่คณะสงฆ์ เป็นมติของมส.ไปแล้ว

‘รร.การท่องเที่ยวฯ ม.สวนดุสิต’ จับมือ ตีต้า (TEATA) ผลิตบัณฑิตสู่ตลาดแรงงานท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606517

‘รร.การท่องเที่ยวฯ ม.สวนดุสิต’ จับมือ ตีต้า (TEATA) ผลิตบัณฑิตสู่ตลาดแรงงานท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.พิมพ์มาดา วิชาศิลป์ คณบดีโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวถึงพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาศักยภาพให้แก่นักศึกษาหรือกำลังแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการด้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ระหว่างมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กับ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) หรือ TEATA ว่าพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเมื่อปลายเดือน ที่ผ่านมา การลงนามในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างเครือข่ายทางการศึกษา เพื่อสอดรับกับวิสัยทัศน์ของโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ คือ “THM : Tourism and Hospitality EducationalExcellence for the SocialDifferences” ความเป็นเลิศทางการศึกษาด้านการท่องเที่ยวและการบริการเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ผศ.ดร.พิมพ์มาดา กล่าวต่อว่า โรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการและสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดังนั้น การเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและบริการ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ต้องให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพทั้งความรู้ ทักษะ และทัศนคติสำหรับเยาวชน นักศึกษา บุคลากรสายวิชาการ และบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและการบริการในอุตสาหกรรมให้สามารถวางแผนการจัดการ ออกแบบกิจกรรมและประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ และมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมตามหลักการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ภารกิจข้างต้นถือเป็นภาพสะท้อนให้โรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ร่วมมือกับ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) เพื่อผลักดันกิจกรรมดังกล่าวในการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความรู้ที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในประเทศไทยต่อไป

ประชุมออนไลน์เครือข่ายประชาสัมพันธ์โรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606515

ประชุมออนไลน์เครือข่ายประชาสัมพันธ์โรงเรียน

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย จัดประชุมเครือข่ายประชาสัมพันธ์ผ่านระบบ Zoom Meetingให้กับครูที่ปฏิบัติหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนในสังกัด จำนวน 27 โรงเรียน เพื่อชี้แจงแนวทางในการขับเคลื่อนงานด้านการประชาสัมพันธ์ในยุคดิจิทัลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียน  ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019