สืบสาน‘เครื่องเบญจรงค์’ งานช่างฝีมือชั้นสูงของไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603200

สืบสาน‘เครื่องเบญจรงค์’  งานช่างฝีมือชั้นสูงของไทย

วันจันทร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“SACIT” สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) มีภารกิจในการสืบสาน สร้างสรรค์ ส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมไทยในทุกมิติอย่างยั่งยืน ซึ่งได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ที่สำคัญอีกหนึ่งด้าน คือ “การพัฒนาผู้ประกอบการศิลปหัตถกรรมไทย” ทั้งทายาทช่างศิลปหัตถกรรม นักออกแบบคนรุ่นใหม่ ให้มีองค์ความรู้ในการประกอบกิจการ สามารถรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยที่ตรงใจผู้ซื้อ และจำหน่ายได้ทั้งในระดับประเทศ และระดับสากล รวมทั้งสนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการรายใหม่เพิ่มมากขึ้น

พรพล เอกอรรถพร รักษาการผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมกล่าวว่า การพัฒนาผู้ประกอบการศิลปหัตถกรรมไทยและผลิตภัณฑ์ในอนาคต SACIT จะมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทักษะที่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบันให้แก่ผู้ประกอบการศิลปหัตถกรรมไทย การเน้นคุณค่านวัตกรรมควบคู่งานศิลป์ การสร้างมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยเพื่อส่งออก การพัฒนาวัสดุในการผลิตให้กับผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทย ไม่ว่าจะเป็น สีย้อมธรรมชาติ และเทคนิคอื่นๆ

หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจคือ “เครื่องเบญจรงค์” เป็นงานช่างฝีมือไทยชั้นสูง ซึ่งมี หัสยา ปรีชารัตน์ หนึ่งในทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ที่ได้รับการยกย่องจากสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) เมื่อปี 2560 ประเภทเครื่องดิน (เครื่องเบญจรงค์) เป็นผู้สืบทอด มรดกภูมิปัญญาแห่งความงดงามและทรงคุณค่าของแผ่นดิน จากบรรพบุรุษ มาสู่คนในยุคปัจจุบัน

หัสยา เปิดเผยว่า มีความตั้งใจที่จะต้องเป็นผู้สืบสานงานเครื่องเบญจรงค์ต่อจากพ่อ จึงศึกษาด้านศิลปะการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง ทั้งการจับคู่สี ทฤษฎีสี และศาสตร์ด้านศิลปะ รูปแบบ และรูปทรงสมัยใหม่ มาปรับประยุกต์พัฒนาเครื่องเบญจรงค์ให้มีความทันสมัยแปลกตา และมีความเรียบหรูมากขึ้น และให้ทุกชิ้นงานนำไปใช้งานได้จริง มีการผสมผสานความทันสมัยบนพื้นฐานความดั้งเดิมเพื่อให้งานเครื่องเบญจรงค์เข้าถึงคนรุ่นใหม่ สามารถนำไปใช้เป็นของฝากของที่ระลึกได้ทุกโอกาส

“ผลงานการพัฒนางานเครื่องเบญจรงค์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและความภาคภูมิใจของเรานั้น ได้ผสมผสานกับงานศิลาดลได้อย่างลงตัว จึงเกิดเป็นผลงานใหม่ที่ มีชื่อว่าศิลาดลเบญจรงค์ มีการลงสีเบญจรงค์ ประกอบกับเอกลักษณ์ร่องรอยการแตกลายงาแบบศิลาดล ที่ผสมผสานเข้าด้วยกัน รวมทั้งปรับประยุกต์การใช้โทนสีให้เข้ากับยุคสมัย เช่น สีโทนพาสเทล” หัสยา ระบุ

ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมผู้นี้ยังกล่าวอีกว่า ขณะที่ลวดลาย ยังคงให้ความสำคัญกับการเป็นศิลปะของงานเครื่องเบญจรงค์ที่สื่อความหมายถึงความเป็นสิริมงคลให้กับผู้รับ เช่น “ช้าง” หมายถึง ความสำเร็จ ความมั่นคง ความสมบูรณ์ “หงส์” หมายถึง ความสุขในชีวิตคู่ที่เต็มไปด้วยความสำเร็จ ความเจริญรุ่งเรือง “ปลา” หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ “เต่า” หมายถึงการมีอายุยืน สุขภาพดี และ “สิงโต” หมายถึงพลังและอำนาจ เป็นต้น

ด้วยพลังแห่งความรักและศรัทธาต่องาน ช่างฝีมือไทย ที่นับวันใกล้จะสูญหายไปแล้ว ทำให้ หัสยา ยังคงมุ่งมั่นอนุรักษ์ สืบสาน ศิลปหัตถกรรมไทยแขนงนี้ พร้อมส่งต่อองค์ความรู้สู่คนรุ่นต่อๆ ไป ให้มีโอกาสได้เรียนรู้มรดกภูมิปัญญาที่มาจากจิตวิญญาณของบรรพบุรุษ สืบไป โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของผลงานได้ที่ http://www.sacit.or.th

‘สหประชาชาติ’ผนึกกำลัง‘วิศวะฯมหิดล’ ประกวด‘ศิลปะเพื่อโอโซนและสภาพภูมิอากาศ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603199

‘สหประชาชาติ’ผนึกกำลัง‘วิศวะฯมหิดล’  ประกวด‘ศิลปะเพื่อโอโซนและสภาพภูมิอากาศ’

วันจันทร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เนื่องใน “วันโอโซนโลก” 16 กันยายน ของทุกปี โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP) และ องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization : UNESCO) ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดตัว “การประกวดออกแบบศิลปะเพื่อปกป้องชั้นโอโซนและสภาพภูมิอากาศ” ในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Regional Ozone2Climate Art Contest)

ซึ่งการประกวดจะแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ภาพถ่าย, ภาพวาด, และกราฟิกดีไซน์ เพื่อเตือนชาวโลกให้ตระหนักถึงปัญหาชั้นโอโซนในบรรยากาศที่ถูกทำลาย และภัยโลกร้อน ซึ่งนำไปสู่วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง จากการใช้สารเคมีที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม “เชิญชวนส่งผลงานออกแบบศิลปะซึ่งเปิดรับสมัครให้ผู้สนใจสามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่ 16 กันยายน 2564-31 มีนาคม 2565” โดยมีบุคคลชั้นนำจากสหประชาชาติและเยาวชนคนรุ่นใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมร่วมงานเปิดตัว

นางเมกูมิ เซกิ (Megumi Seki) เลขาธิการสำนักงานโอโซน ENEP กล่าวว่า นานาประเทศได้ร่วมฉลองความสำเร็จของพิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol) ในวันโอโซนโลกซึ่งตรงกับวันที่ 16 กันยายนของทุกปี ซึ่งตลอด 30 ปีที่ผ่านมา พิธีสารมอนทรีออล ได้เลิกการใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ได้ถึง 99% โดยอีก 1% ที่ยังมีการใช้อยู่เป็นสารจำพวก HCFCs ซึ่งมีปริมาณการใช้ทั่วโลกเหลือเพียง 12,000 ตัน เท่านั้น ส่งผลให้เกิดการฟื้นฟูของชั้นโอโซนซึ่งคาดการณ์ว่าหลุมโอโซนที่ทวีปแอนตาร์ติกาหรือขั้วโลกใต้ จะกลับมามีสภาพเดิมในอีก 40 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม พิธีสารมอนทรีออลยังมีภารกิจที่รออยู่ข้างหน้าตามพิธีสารมอนทรีออล ฉบับแก้ไข ณ กรุงคิกาลี (Kigali Amendment) เพื่อลดการใช้สาร HFC โดยการดำเนินการดังกล่าวภายใต้พิธีสารมอนทรีออล จะหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้ถึง 0.4 องศาเซลเซียส ภายในสิ้นศตวรรษหรือปี 2643 ทั้งนี้ เพื่อส่งผลดีต่อสภาพภูมิอากาศโลก วันโอโซนโลกปี 2564 นี้ จึงมีธีมว่า พิธีสารมอนทรีออล ช่วยให้โลกของเราอาหาร และวัคซีนของเราเย็น (Montreal Protocol : Keeping Us, Our Food and Vaccines Cool) ซึ่ง UNEP ได้สนับสนุนการประกวดนี้อย่างเต็มที่

นายเจมส์ เอส เคอร์ลิน (James S. Curlin) หัวหน้าฝ่าย OzonAction แห่ง UNEP กล่าวว่า คำว่า Ozone2Climate สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างโอโซนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในด้านต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของบทบาทหน้าที่ของภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก และภาคประชาชน ในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทางเลือกที่ปลอดภัย เพื่อที่จะบรรลุ 2 เป้าหมายพร้อมกัน คือ ทั้งการรักษาชั้นโอโซนในบรรยากาศและรักษาสภาพภูมิอากาศโลกที่มนุษย์เราทุกคนอยู่อาศัยร่วมกัน

การตัดสินใจของผู้บริโภคจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ตลาด Ozone2Climate ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่นานาประเทศในภูมิภาคจะได้ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดออกแบบศิลปะเพื่อปกป้องชั้นโอโซนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ท่ามกลางการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เป็นความท้าทายสำหรับทุกประเทศในการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความตื่นตัวและร่วมกันแก้ไขปัญหาในเรื่องของโลกร่วมกัน

นางริกะ โยโรสึ (Ms. Rika Yorozu) หัวหน้าสำนักงานองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ สำนักงานกรุงเทพฯ กล่าวว่า กิจกรรมการประกวดออกแบบศิลปะเรื่องการปกป้องชั้นโอโซนและสภาพภูมิอากาศ ระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ถือเป็นโอกาสอันดีในการสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับสันติภาพและการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งเป็นภารกิจหลักของ UNESCO

อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนได้เรียนรู้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ คิดวิเคราะห์และใช้ทักษะการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับเยาวชนรุ่นใหม่ โดย UNESCO จะเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การประกวดนี้ผ่านทางเครือข่ายของหน่วยงานในภูมิภาค พร้อมทั้งได้เชิญชวนให้เยาวขน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุภาพสตรีเข้าร่วมการประกวดดังกล่าว

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงบทบาทของสถาบันการศึกษาในการส่งเสริมเยาวชนร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ชั้นโอโซนและสภาวะภูมิอากาศ ว่า จากข้อมูลสภาพอากาศทั่วโลกช่วงหลายสิบปี ทางบีบีซี ได้นำมาวิเคราะห์พบว่า โลกในปีนี้มีวันที่อุณหภูมิสูงจัดเกิน 50 อาศาเซลเซียส เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าของ 40 ปีก่อน เดิมช่วงปี 2523-2552 มีวันร้อนจัดเกิน 50 องศาเซลเซียส จำนวน 14 วันต่อปี แต่ระหว่างปี 2553-2562 วันร้อนจัดได้เพิ่มเป็น 26 วันต่อปีแล้ว

ปัจจุบันจะเห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาตินับวันจะรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อย เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า คลื่นความร้อน ซึ่งไม่เพียงเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อมเท่านั้น โดยเฉพาะคลื่นความร้อนยังก่อปัญหาตามมา เช่น โครงสร้างพื้นฐาน อาคารบ้านเรือน ถนน ระบบไฟฟ้า เป็นต้น ดังนั้นภาคการศึกษามีส่วนสำคัญยิ่งในการเผยแพร่ความรู้เปิดโลกทัศน์ให้เยาวชนตั้งแต่ระดับประถม มัธยม ตลอดจนถึงคนรุ่นใหม่ในระดับอุดมศึกษา ซึ่งเป็นพลังสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต

ได้เข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาและการมีส่วนร่วมที่จะแก้ไขปัญหาชั้นโอโซน รวมทั้งเน้นย้ำให้เห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกนั้นมีผลกระทบต่อเราทุกคน ที่ผ่านมา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล ได้มีบทบาทส่งเสริมงานวิจัยพัฒนาและงานกิจกรรมเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม (ESR) โดยมุ่งด้านสุขภาวะและสิ่งแวดล้อมโลกเป็นหนึ่งในประเด็นหลัก โดยการผนึกความร่วมมือระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับสหประชาชาติ จัดโครงการประกวด Asia Pacific Regional Ozone2Climate Art Contest

จะเดินหน้าพร้อมภาคีพันธมิตรสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อขยายพลังสร้างสรรค์ด้านสิ่งแวดล้อมไปยังเยาวชนทั่วประเทศและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญให้สถาบันการศึกษาและสถาบันเทคโนโลยีในเอเชีย-แปซิฟิก ได้ตระหนักและเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารของภาครัฐ ตลอดจนช่วยกันชี้นำให้เห็นความสำคัญของความร่วมมือกันในมาตรการแก้ปัญหาชั้นโอโซนและสภาพภูมิอากาศโลก ตามพิธีสาร มอนทรีออล และ Kigali Agreement

สำหรับธีมและประเภทของการจัดประกวดออกแบบศิลปะ Asia – Pacific Ozone2Climate Art Contest ผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องเชื่อมโยงกับธีมของวันโอโซนโลก 2021 ที่ว่า Montreal Protocol – Keeping Us, Our Food and Vaccines Cool หรือเชื่อมโยงกับความสำเร็จ ปฏิบัติการ หรือประโยชน์ที่ได้รับจากการพิธีสารมอนทรีออล อย่างใดอย่างหนึ่ง การประกวด มี 3 ประเภท คือ

1.ภาพถ่าย (Photography) จากกล้องซึ่งไม่มีการตกแต่งภาพมากนัก 2.ภาพวาด (Drawing) วาดมือ หรือระบายสี หรืองานหัตถกรรม 2 มิติ หรือภาพวาดด้วยดิจิทัล 3.กราฟิกดีไซน์ (Graphic Design) ทั้งนี้สามารถสมัครเป็นบุคคลหรือทีมก็ได้ โดยมี 2 กลุ่มอายุ คือ “เยาวชน” อายุไม่เกิน 15 ปี (นับถึงวันที่ 16 ก.ย. 2564) และ “ทั่วไป” อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป

นายอเล็กซ์ เรนเดลล์ นักแสดงชื่อดังและนักทำงานด้านอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ล่าสุดเป็น ทูตสันถวไมตรีของโครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNEP’s National Goodwill Ambassador for Thailand) กล่าวว่า ไลฟ์สไตล์การดำรงชีวิตประจำวันและสิ่งที่เราเลือกนั้นจะมีผลโดยตรงต่อการทำลายชั้นโอโซนและสภาพภูมิอากาศโลกที่แปรปรวน

สำหรับประโยชน์ของชั้นโอโซนช่วยดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลตบี (UV-B) จากดวงอาทิตย์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมบนโลกนี้ เมื่อเราตื่นมาดื่มน้ำเย็นๆ จากตู้เย็น นั่งพักผ่อนในห้องแอร์เย็นฉ่ำ เราไปซื้ออาหารแช่เย็น/แช่แข็งจากซูเปอร์มาเก็ต เรากำลังใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมี และใช้พลังงานที่ส่งผลกระทบต่อชั้นโอโซนและส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศ

นายอเล็กซ์ กล่าวต่อไปว่า ทำอย่างไรที่ทุกคนจะมีส่วนช่วยชั้นโอโซน…ทำได้ไม่ยาก นั่นคือ เลือกอุปกรณ์ทำความเย็นที่มีคุณภาพและใช้สารเคมีที่เป็นมิตรต่อชั้นโอโซนและสภาพภูมิอากาศที่ประหยัดพลังงาน หมั่นดูแลและรักษาตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศให้มีสภาพดีและไม่ให้สารเหล่านี้รั่วไหลออกมา ในโอกาสนี้ขอเชิญชวนเยาวชนและทุกผู้ที่สนใจ ส่งผลงานเข้าประกวด Asia-Pacific Regional Ozone2Climate Art Contest เพื่อแสดงไอเดียในการปกป้องชั้นโอโซนและสภาพภูมิอากาศของโลกเรา

นายศิวกร มณีเฑียร นักศึกษาปีที่ 3 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนรุ่นใหม่ผู้มีหัวใจรักษ์โลก เคยได้รางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาคและรางวัลชมเชยระดับประเทศในกิจกรรมวันโอโซนสากล กล่าวถึง บทบาทของเยาวชนในการปกป้องชั้นโอโซนและสภาพภูมิอากาศ โดยเปลี่ยนมาใช้สารทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำว่า การรักษาชั้นโอโซนนั้นไม่สามารถทำได้สำเร็จเพียงคนคนเดียว แต่จะต้องอาศัยพลังความร่วมมือของเราทุกคนในการฟื้นฟูโลก…เพื่อให้เราใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

น.ส.อิซาเบล หลุยส์ (Isabelle Louis) รองผู้อำนวยการ UNEP ประจำภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก กล่าวถึง ความเชื่อมโยงของชั้นโอโซนและปัญหาสภาพภูมิอากาศกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดย UNEP ย้ำถึงความสำคัญของเยาวชนที่จะมีส่วนร่วมในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมเครื่องเย็นและเครื่องปรับอากาศในภูมิภาคนี้ ซึ่งเป็นภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญภายใต้พิธีสารมอนทรีออล และได้แสดงความขอบคุณต่อหน่วยอนุรักษ์ชั้นโอโซนของแต่ละประเทศสำหรับการทำงานอย่างทุ่มเทตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ผู้สนใจ ดูรายละเอียดการสมัครและการประกวดได้ที่ : http://www.ozone2climate.org; Email : contact@ozone2climate.org และเปิดรับผลงานระหว่างวันที่ 16 กันยายน 2564- 31 มีนาคม 2565

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระคติธรรม วันเยาวชนแห่งชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603194

'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานพระคติธรรม วันเยาวชนแห่งชาติ

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระคติธรรม วันเยาวชนแห่งชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.06 น.

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2564 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ 20 กันยายน 2564 ความว่า

“ท่ามกลางวิกฤตการณ์ของโลกและของบ้านเมือง บุคคลผู้มีปัญญาย่อมพยายามปรับตัวให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีสวัสดิภาพและคุณภาพสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่เว้นแม้แต่เด็กและเยาวชนผู้กำลังเติบโตใหญ่ในภาวะอันผันผวนและได้รับผลกระทบมากบ้างน้อยบ้างด้วยกันทุกคน อย่างไรก็ตาม การปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลง ควรต้องมีทิศทางที่ชัดเจน มีเหตุผล รู้จักตัวตนอย่างรอบคอบและรอบด้าน จึงจะสามารถเป็นคุณแก่ตน ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติได้ การปรับตัวหรือการเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย จึงสามารถอาศัยหลักธรรมมาช่วยชี้แนะมิให้ผิดพลาดหรือหลงทาง

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงอบรมสั่งสอนคุณธรรมสำคัญประการหนึ่งซึ่งจะสนับสนุนให้บังเกิดความดีงามขึ้นในชีวิตของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน หรือผู้ใหญ่ กล่าวคือ “อัตตัญญุตา” หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักตน ฐานะ บทบาท หน้าที่ ภาวะ กำลังความรู้ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรมของตนให้เห็นกระจ่างก่อนว่าเป็นเช่นไร ความรู้ความเข้าใจตนอย่างถูกต้องย่อมนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเหมาะสมกับตน ทำให้เกิดผลดีขึ้นได้ และเมื่อรู้จักพิจารณาตนด้วยใจตนเองอย่างยุติธรรมปราศจากอคติแล้ว ก็จะสามารถมองเห็นส่วนที่ต้องพยายามแก้ไขเปลี่ยนแปลง และส่วนดีเด่นที่ต้องพยายามเพิ่มพูน เป็นเหตุนำไปสู่การพัฒนาตนเองให้บรรลุเป้าหมายอันดีงามที่กำหนดไว้ ด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฐิ กระทั่งบังเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นชีวิตที่ประสบสวัสดิภาพและมีคุณภาพได้ดังที่ปรารถนา

ขออนุโมทนาในความดีที่เด็กและเยาวชนรวมทั้งของผู้ทำประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนได้ประพฤติปฏิบัติ ขออานุภาพแห่งกุศลจริยาและปณิธานในการดำรงตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โปรดอภิบาลรักษาให้ท่านประสบความสำเร็จในการประกอบกรณียกิจ สามารถพัฒนาชีวิตให้เพียบพร้อมด้วยสุจริตธรรม เป็นกำลังของประเทศชาติสืบไป เทอญ.”

– 006

Youth In Charge แพลตฟอร์มรวมพลังคนรุ่นใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและพัฒนาประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603184

Youth In Charge แพลตฟอร์มรวมพลังคนรุ่นใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและพัฒนาประเทศ

Youth In Charge แพลตฟอร์มรวมพลังคนรุ่นใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและพัฒนาประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564, 17.40 น.

Youth In Charge แพลตฟอร์มรวมพลังคนรุ่นใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและพัฒนาประเทศต่อไปอย่างยั่งยืน

บริษัท อิน เดอะ ลีด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด จัดงานYouth In Charge The Kickoffในรูปแบบออนไลน์เพื่อเปิดตัว“Youth In Charge”แพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำและโอกาสของเยาวชนไทยโดยผนึกกำลังกับภาคีพันธมิตร ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายสถาบันการศึกษา ร่วมกันสร้างพื้นที่ให้กับเยาวชนที่มีความสนใจและความมุ่งมั่นในการเป็นเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลง ได้มีโอกาสพบปะ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และทำงานร่วมกันโดยได้ริเริ่ม“Youth In Charge Leadership Academy”ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนกลุ่มดังกล่าวได้เรียนรู้จากผู้นำตัวจริงจากทุกภาคส่วนในบรรยากาศการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้เยาวชนกล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าตั้งคำถาม และกล้าตั้งข้อสงสัยต่อกรอบความคิดและความเชื่อเดิมๆเพื่อต่อยอดนำไปสู่การขับเคลื่อนสังคมและพัฒนาประเทศของเราให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

เอริกา เมษินทรีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์ม Youth In Charge กรรมการผู้จัดการ บริษัทอิน เดอะ ลีด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัดกล่าวว่า “ปัจจุบันโลกของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและฉับพลัน มีการพัฒนาไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างสะดวกสบาย พวกเขาจึงมีทั้งความตื่นตัว ตื่นรู้ มีมุมมองที่แปลกใหม่ และมีความสนใจที่หลากหลายในเมื่อโลกนอกรั้วโรงเรียนและนอกรั้วมหาวิทยาลัยของเขากว้างขึ้นเรื่อยๆ สถาบันการศึกษาและระบบการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ระบบนิเวศที่เหมาะสมเสมอไปสำหรับการปลดปล่อยพลัง แสดงศักยภาพและพัฒนาความเป็นผู้นำของเยาวชน เราจึงริเริ่มแพลตฟอร์มYouth In Charge ขึ้นมาเพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ปลดปล่อยความสามารถที่มีออกมาอย่างเต็มกำลัง โดยล่าสุด Youth In Charge และภาคีพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ริเริ่ม Youth In Charge Leadership Academy เพื่อเป็นแพลตฟอร์มในการพัฒนาศักยภาพ ความเป็นผู้นำ และโอกาสของเยาวชนไทย ที่จะเปิดโลกนอกโรงเรียน ขยายกิจกรรมและการเรียนรู้ของเยาวชนออกนอกสถาบันการศึกษา รวมถึงเปิดโอกาสให้เยาวชนจากต่างพื้นเพและความสนใจได้ทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยน และเรียนรู้จากกันและกัน ตลอดจนให้เยาวชนได้มีบทบาทนำหรือร่วมนำในการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนวาระสำคัญของชาติ ล่าสุดได้ประกาศรายชื่อเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมYouth In Charge Leadership Academy จำนวน 85 คน โดยมีอายุตั้งแต่ 16 – 26 ปี จากทั้งในกรุงเทพมหานครและจากต่างจังหวัด ครอบคลุมเยาวชนหลากหลายกลุ่ม หลากหลายความรู้ความสามารถและความสนใจ เราภูมิใจและเชื่อว่าเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนของความหลากหลายของเยาวชนไทยในปัจจุบันอย่างแท้จริง

Youth In Charge Leadership Academy จะเริ่มกิจกรรมอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ตุลาคม 2564 โดยเน้นการปฏิสัมพันธ์ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกันที่สนุกสนาน และการท้าทายเยาวชนให้ลองคิดและลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ ตลอดจนพัฒนาและปรับปรุงทักษะที่พวกเขาอาจยังทำได้ไม่ดี เพื่อนำไปสู่การค้นพบศักยภาพความเป็นผู้นำที่แท้จริงของเยาวชนแต่ละคน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แพลตฟอร์มที่เราได้สร้างขึ้นจะผลักดันให้เยาวชนกลุ่มนี้เป็นพันธมิตรกัน หาวิธีที่จะเสริมและเติมเต็มซึ่งกันและกัน ตลอดจนเติบโตไปด้วยกันในอนาคตอีกด้วย

Youth In Charge Leadership Academy จะถูกเสริมทัพด้วยผู้นำที่มากด้วยประสบการณ์ทั้งจากภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม ที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเป็นผู้นำองค์กร การบริหารจัดการคน การเป็นผู้นำในภาวะวิกฤติ การรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า รวมไปถึงนำองค์ความรู้เฉพาะด้านมาถ่ายทอดให้กับเหล่าเยาวชน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า Youth In Charge Leadership Academy และเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Future Changers) 85 คนแรกนี้ จะเป็นแรงกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจ อีกทั้งช่วยเป็น “ตัวคูณ” ในการสร้างสังคมแห่งโอกาสและขยายเครือข่ายต่อไปยังเยาวชนกลุ่มอื่น ๆ ได้

เราคาดหวังว่าแพลตฟอร์มและเครือข่ายเยาวชนผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เรากำลังสร้างขึ้นมานี้จะเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นว่าเยาวชนในปัจจุบันมีความรู้ความสามารถ มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเอง มีความหลากหลาย มีศักยภาพที่ล้นเหลือ และเมื่อมารวมตัวกันจะเกิดพลังมหาศาล ที่สำคัญที่สุด เราอยากให้ทุกคนเห็นว่า พื้นที่สำหรับการรวมตัวกันอย่างสร้างสรรค์ของเยาวชนและผู้ใหญ่จากทุกๆฝ่าย สามารถเกิดขึ้นได้จริง และแม้สิ่งที่เยาวชนคิดหรือทำในวันนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่หากได้รับการสนับสนุนและความร่วมมืออย่างจริงจังของผู้ใหญ่ ก็สามารถที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและก้าวที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน”

ติดตามรายละเอียดแพลตฟอร์มYouth In Charge เพิ่มเติมได้ที่ www.youthincharge.net หรือที่เพจเฟซบุ๊ก Youth In Charge: https://web.facebook.com/YouthInChargeThailand

ศธ.เร่งถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ นัดถกสถาบันการเงินช่วยแก้หนี้ครู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603172

ศธ.เร่งถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ นัดถกสถาบันการเงินช่วยแก้หนี้ครู

ศธ.เร่งถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ นัดถกสถาบันการเงินช่วยแก้หนี้ครู

วันอาทิตย์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.50 น.

ศธ.เร่งถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ นัดถกสถาบันการเงินช่วยแก้หนี้ครู

19 กันยายน 2564 นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการดำเนินงานของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า คณะกรรมการฯ ได้ใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็นฐานในการถอดบทเรียนการแก้ปัญหาหนี้สินครู และที่ผ่านมาคณะกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่เพื่อประชุมรับฟังแนวทางการบริหารจัดการของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการ จำกัด และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร จำกัด เนื่องจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั้ง 2 แห่งนี้มีการบริหารจัดการที่ดี และมีการดูแลสมาชิกที่เคยมีปัญหา โดยมีการกำหนดมาตรการต่าง ๆขึ้นมาแก้ไขจนปัญหาคลี่คลาย และเป็นที่พึงพอใจของสมาชิก ถือเป็นสหกรณ์ตัวอย่าง รวมถึงแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้

นายสุทธิชัย กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกับประธานกรรมการ คณะกรรมการบริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั้ง 2 แห่ง และมีส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เช่น ศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) กศน.จังหวัด ผู้อำนวยการ สกสค. จังหวัด กรมส่งเสริมสหกรณ์จังหวัด ร่วมด้วยนั้น จากการรับฟังความคิดเห็นตรงกับที่เราได้ตั้งสมมุติฐานไว้ในการลดดอกเบี้ย ซึ่งดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้จะต้องสมดุลกัน แต่เมื่อเทียบดอกเบี้ยของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกับดอกเบี้ยของสถาบันการเงินทั่วไป พบว่า ดอกเบี้ยสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสูงกว่า จึงทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้สูงไปด้วย จะต้องหาแนวทางการปรับลดดอกเบี้ยลง และเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ กรณีสมาชิกมีปัญหาเกิดขึ้นจะต้องมีคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุดหรือไม่ เพื่อทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยหรือกรณีมีการฟ้องร้อง

“ระหว่างที่เรากำลังถอดบทเรียนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯทั้ง 2 แห่ง ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ คณะกรรมการฯ จะเชิญสถาบันการเงิน อาทิ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์ มาหารือเพื่อขอความร่วมมือและสอบถามความคิดเห็นและแนวทางในการช่วยเหลือครูได้อย่างไร จากนั้นคณะกรรมการฯจะกำหนดเป็นแนวทางการทำงานขยายผลไปสู่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบในพื้นที่นำร่อง 4 ภาค ๆ ละ 3 จังหวัด รวม 12 จังหวัด หากสหกรณ์ใดพร้อมจะเข้าร่วมโครงการก็ยินดี โดยรอบแรกตั้งเป้าไว้ 12 สหกรณ์ออมทรัพย์ครู บวกกับสหกรณ์อื่นอีกกว่า 20 แห่ง ที่พร้อมเข้าร่วมมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ก่อนจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย นำไปสู่การขับเคลื่อน เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบกระจายไปสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ” นายสุทธิชัย กล่าว

นายสุทธิชัย กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาตนได้นำแนวทางการทำงานเสนอต่อ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ แล้วและเห็นด้วยกับแนวทาง ขอให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูโดยเร็วที่สุด และการดำเนินงานที่ผ่านมาของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รายงานเข้าที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ เป็นระยะๆ ซึ่งทุกคนอยากให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

‘ไทย-รัสเซีย’โชว์ประสบการณ์จัดการศึกษายุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602914

'ไทย-รัสเซีย'โชว์ประสบการณ์จัดการศึกษายุคโควิด

‘ไทย-รัสเซีย’โชว์ประสบการณ์จัดการศึกษายุคโควิด

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.21 น.

สกศ.จัดประชุมโต๊ะกลมไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 3 ผ่านซูม แลกเปลี่ยนประสบการณ์จัดการศึกษายุคโควิดระบาด ไทยโชว์ความสำเร็จจัดการศึกษา 5 ออน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2564 ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมกับโรงเรียนกำเนิดวิทย์ จัดการประชุมโต๊ะกลมไทย – รัสเซีย ครั้งที่ 3 หัวข้อ การจัดการศึกษาท่ามกลางโรคระบาดโควิด-19 พลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส ( Education during COVID-19 Pandemic: Turning Crisis into Opportunity) ระหว่างวันที่ 16 – 17 กันยายน 2564 ผ่านระบบออนไลน์ด้วยแอปพลิเคชัน ZOOM โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานการประชุม ณ วังสระปทุม และ รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธานคณะทำงานจัดการประชุมฯ กล่าวถวายรายงาน โดยมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ

ดร.อำนาจ กล่าวว่า การประชุมโต๊ะกลมไทย – รัสเซีย เริ่มขึ้นเมื่อครั้งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนรัสเซีย ปี 2560 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ ได้ตระหนักถึงศักยภาพของรัสเซียในด้านการศึกษา วิจัย และเทคโนโลยี จึงทรงดำรัสให้จัดการประชุมครั้งที่ 1 ขึ้น และได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การแลกเปลี่ยนความรู้ การส่งนักเรียนทุนไปศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการจัดการศึกษา เป็นต้น ซึ่งการประชุมนี้เป็นครั้งที่ 3 ได้มีการหารือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จัดการศึกษาทางออนไลน์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 รวมถึงการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของการเรียนผ่านระบบออนไลน์ในยุคโรคโควิดระบาด โดยแต่ละประเทศได้เสนอแนวทางจัดการเรียนการสอนว่าเป็นอย่างไร และจะแลกเปลี่ยนการเรียนการสอนกันอย่างไรบ้าง

ดร.อำนาจ กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยโดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ได้นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องการจัดการศึกษาของประเทศไทยท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิด-19 (Model of Basic Education Learning in Thailand during COVID-19 Pandemic )ที่มี 5 รูปแบบ คือ 1.On-site เรียนที่โรงเรียน 2.On-air เรียนผ่านมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ DLTV 3.On-demand เรียนผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ 4.On-line เรียนผ่านอินเตอร์เน็ต และ 5.On-hand เรียนที่บ้านด้วยเอกสาร รวมถึงการจัดการเรียนการสอนโค้ดดิ้ง (Coding) และสะเต็มศึกษา (STEM  Education) ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ขณะที่ประเทศรัสเซียก็นำเสนอแนวทางการสอนทางด้านคณิตศาสตร์ มีการยกตัวอย่างโรงเรียนต้นแบบ และวิธีการสอนผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น

“จากการหารือในครั้งนี้น่าจะมีทิศทางความร่วมมือที่จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี หลังจากประชุมเสร็จเรียบร้อยแล้วทางคณะทำงานโต๊ะกลมไทย-รัสเซีย ที่มี รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ เป็นประธาน จะนำข้อมูลจากการหารือทั้งหมดมาวิเคราะห์ว่าในปีนี้จะมีการขับเคลื่อนการทำงาน กิจกรรมที่จะต้องดำเนินการหรือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในเรื่องอะไรบ้าง รวมถึงการทำงานในปีต่อๆไปด้วย แต่ในปีนี้เราก็มีข้อจำกัดเรื่องปัญหาโควิด-19 ซึ่งจะทำให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างๆ ที่จะต้องเดินทางไปรัสเซียหรือมาประเทศไทยไม่ได้ จึงต้องใช้ระบบออนไลน์เข้ามาช่วย อย่างไรก็ตาม จากที่ทาง รมว.ศึกฺษาการ ได้เข้าร่วมหารือด้วย ก็มีนโยบายที่จะขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ให้ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้การทำงานเกิดเป็นรูปธรรมด้วย” ดร.อำนาจ กล่าว – 006

‘ครูโอ๊ะ’มอบ’ศธจ.นนทบุรี’ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบการคืนค่าการศึกษารร.เอกชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602897

'ครูโอ๊ะ'มอบ'ศธจ.นนทบุรี'ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบการคืนค่าการศึกษารร.เอกชน

‘ครูโอ๊ะ’มอบ’ศธจ.นนทบุรี’ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบการคืนค่าการศึกษารร.เอกชน

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 17.41 น.

“ครูโอ๊ะ”มอบ”ศธจ.นนทบุรี”ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบการคืนค่าการศึกษารร.เอกชน ย้ำความเดือดร้อนของผู้ปกครอง-ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ เน้นให้ตรวจสอบ-โปร่งใส-เป็นธรรม-ภายใต้การมีส่วนร่วม เพื่อประโยชน์ของเด็กเยาวชนบนแผ่นดินไทย

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2564 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีผู้ปกครองขอความเป็นธรรมในการคืนค่าการศึกษา และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามความเป็นจริง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ว่า ครูโอ๊ะได้ติดตามข่าวและไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของผู้ปกครองและประชาชน ทันทีที่ได้รับทราบเรื่องซึ่งเกิดขึ้นในโรงเรียนเอกชนที่อยู่ในการดูแล จึงได้มีการสั่งการให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เร่งติดตามและสอบถามข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งในส่วนของผู้ปกครองและโรงเรียน

“วันนี้ได้รับรายงานจาก นางธรรมพร แข็งกสิการ ศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี ว่า ได้เชิญผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนดังกล่าวมาร่วมพูดคุยกับตัวแทนผู้ปกครอง เพื่อชี้แจงเหตุผลการคืนเงินค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้นักเรียนชั้นอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต้องเรียนออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom จากที่บ้าน ที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทางตัวแทนผู้ปกครองจึงต้องการให้โรงเรียนปรับจำนวนเงินคืนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพิ่มเติม อาทิ บางรายการที่นักเรียนไม่ได้ใช้บริการ หรือรายการที่ไม่มีความจำเป็นจากการปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ เป็นต้น ซึ่งจะสรุปผลการหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน รายงานมายังครูโอ๊ะต่อไปและได้เน้นย้ำกับ ศธจ.นนทบุรี ไปแล้วว่า ควรรับฟังความคิดเห็นของทั้งสองฝ่าย ภายใต้การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อพูดคุยหาข้อเท็จจริงบนพื้นฐานความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าโรงเรียนเอกชนเข้ามาช่วยรัฐบาลในการจัดการศึกษาทางเลือกอย่างหลากหลายแก่ผู้ปกครองที่มีความพร้อม แต่เมื่อผู้ปกครองได้รับความเดือดร้อนและข้อเรียกร้องเช่นนี้ ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะต้องตรวจสอบหาข้อมูลความจริง เพื่อแก้ไขปรับปรุงการทำงานที่ดีขึ้น และที่สำคัญคือ เพื่อประโยชน์ของผู้เรียนที่เป็นลูกหลานทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย” รมช.ศธ.กล่าว – 006

‘GISTDA-สสช.’ ร่วมบูรณาการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติเพื่อประโยชน์ร่วมกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602771

'GISTDA-สสช.' ร่วมบูรณาการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

‘GISTDA-สสช.’ ร่วมบูรณาการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 12.31 น.

17 กันยายน 2564 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับ สำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือ สสช. ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการบูรณาการและประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนภารกิจของทั้งสองหน่วยงาน ภายใต้โครงการ Open Data Platform ในรูปแบบออนไลน์

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายใต้โครงการ Open Data Platform นับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมระหว่าง 2 หน่วยงาน นอกจากจะเป็นการสนับสนุนภารกิจแล้ว ยังต้องการให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงข้อมูลภูมิสารสนเทศทางสถิติได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์และพัฒนาข้อมูลภูมิสารสนเทศทางสถิติร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ทั้ง 2 หน่วยงานจะร่วมกันสนับสนุนทรัพยากรด้านข้อมูล เครื่องมือ และบุคลากร รวมถึงร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่ายให้มีองค์ความรู้และทักษะด้านการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติพร้อมทั้งถ่ายทอดแลกเปลี่ยนและพัฒนาองค์ความรู้ภายใต้ข้อตกลงร่วมกัน

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จะนำไปสู่การขับเคลื่อนโครงการ Opendata Platform ที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชน สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ให้บริการบน Platform นี้ได้ อาทิ ด้านการลดความเหลื่อมล้ำโดยการนำข้อมูลสถิติความยากจนของประชากรในพื้นที่วิเคราะห์ร่วมกับศักยภาพของพื้นที่ที่ได้จากการประมวลผลโดยใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมเพื่อนำไปวางแผนการกำหนดนโยบายพัฒนาพื้นที่ในอนาคต หรือ ด้านการเกษตร เช่น สถิติการส่งเสริมพื้นที่ตั้งของสถานประกอบการที่ได้การรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวกับการวางแผนพัฒนาเมืองจากมุมมองและแนวโน้มการเติบโตของเมืองจากภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้งานอย่างแท้จริง

ทางด้าน นางสาววันเพ็ญ พูลวงษ์ ผู้อำนวยการ สสช. กล่าวเพิ่มเติมว่า การร่วมลงนามในครั้งนี้จะทำให้เกิดการบูรณาการข้อมูลภูมิสารสนเทศและสารสนเทศทางสถิติอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตามแผนแม่บทระบบสถิติประเทศไทย ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2559-2564) ฉบับปรับปรุง ที่อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศใช้ในการพัฒนาทางสถิติที่เป็นข้อมูลสำคัญของประเทศให้อยู่ในรูปแบบข้อมูลภูมิสารสนเทศที่เป็นที่ต้องการในปัจจุบัน เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลตามนโยบายรัฐบาลสู่การเป็น Smart Government ต่อไป

-(016)

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี 11 แห่ง ‘เอนก’เผยอธิการบดีที่ถูกร้องเรียนไร้ปัญหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602749

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี 11 แห่ง ‘เอนก’เผยอธิการบดีที่ถูกร้องเรียนไร้ปัญหา

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี 11 แห่ง ‘เอนก’เผยอธิการบดีที่ถูกร้องเรียนไร้ปัญหา

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 10.11 น.

วันที่ 17 กันยายน 2564 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษา 11 แห่ง ดังนี้ 1.นายอนันต์ ทองระอา ดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 2.นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง 3.นายจิระพันธ์ ห้วยแสน ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ 4.นายศรชัย มุ่งไธสง ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย 5.น.ส.มาลิณี จุโฑปะมา ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ 6.นายชัยฤทธิ์ ศิลาเดช ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง 7.นางสุภาวิณี สัตยาภรณ์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ 8.นายเสนาะ กลิ่นงาม ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี 9.นายสมเจตน์ ดวงพิทักษ์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎเลย 10.นายโฆษิต ศรีภูธร ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และ 11.นางนิภา โสภาสัมฤทธิ์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

รมว.อว.กล่าวต่อว่า แม้ก่อนหน้านี้ได้มีกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับการแต่งตั้งอธิการบดีในจำนวนนี้ 5 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ และมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง แต่ อว. ได้ทำการสอบสวนและตรวจสอบจนเป็นที่แน่ใจแล้ว จึงได้นำความกราบบังคมทูล พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี -007

สอศ.เตรียมส่ง นศ.อาชีวะเกษตร ฝึกวิชาชีพฟาร์มปศุสัตว์เดนมาร์ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602675

สอศ.เตรียมส่ง นศ.อาชีวะเกษตร ฝึกวิชาชีพฟาร์มปศุสัตว์เดนมาร์ก

สอศ.เตรียมส่ง นศ.อาชีวะเกษตร ฝึกวิชาชีพฟาร์มปศุสัตว์เดนมาร์ก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 22.05 น.

สอศ.เตรียมส่ง นศ.อาชีวะเกษตรฝึกวิชาชีพในฟาร์มปศุสัตว์ ณ ราชอาณาจักรเดนมาร์ก สู่ปีที่ 27

“ราชอาณาจักรเดนมาร์ก” ถือได้ว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตสูงเป็นลำดับต้นๆของโลก และมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพในอันดับที่สูงทั้งทางด้านการศึกษา สุขภาพ การคุ้มครองเสรีภาพพลเมือง ธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตย และความเท่าเทียมกันทางเพศ โดยเมื่อเร็วๆนี้ (10 กันยายน 2564) รัฐบาลเดนมาร์ก ได้ประกาศคลายมาตรการป้องกันโควิด และเปิดโอกาสให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้ง ซึ่งสถานการณ์โควิดในเดนมาร์กปัจจุบัน มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณหลักร้อยต่อวัน และมีผู้เสียชีวิตอยู่ที่เพียงหลักหน่วย ขณะที่มีประชากรที่เข้ารับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส มากถึง 76.2% ของประชากรทั้งหมด และ 73.8%สำหรับผู้เข้ารับวัคซีนครบโดสแล้ว ซึ่งถือได้ว่า เดนมาร์กเป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากรเข้ารับวัคซีนโควิดแล้วมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

วันที่ 16 กันยายน 2564 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้เริ่มดำเนินโครงการความร่วมมือระหว่าง สอศ. กระทรวงศึกษาธิการ กับ สำนักงาน Travel to Farm ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดองค์การเกษตรของราชอาณาจักรเดนมาร์ก ตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การทำงานในฟาร์มปศุสัตว์ของนักศึกษา โดยแต่ละปีจะมีนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั่วประเทศผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการประมาณ 10 – 15 คน ระยะเวลาในการฝึกงาน 12 – 18 เดือน

“ปัจจุบัน มีนักศึกษาที่ผ่านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพจากโครงการนี้แล้ว ประมาณ 420 คน ได้รับความรู้และประสบการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีการผลิตโคนมและสุกรที่ทันสมัย โดยขณะฝึกงาน นักศึกษาจะได้รับเงินค่ายังชีพเป็นค่าตอบแทนประมาณเดือนละ 50,000 บาท ภายหลังหักค่าภาษีและค่าใช้จ่ายจะเหลือประมาณ 30,000 บาท ซึ่งจะสามารถนำมาใช้ในการตั้งต้นประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรือศึกษาต่อในประเทศไทยจนจบ ชั้น ปวส.2 และระดับปริญญาตรีได้ โดยนักศึกษาจะพำนักอาศัยอยู่กับครอบครัวเกษตรกรชาวเดนมาร์ก ในลักษณะสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว จะได้เรียนรู้วิชาการทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ นอกเหนือจากนี้ นักศึกษายังจะได้รับประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างประเทศ รู้จักปรับตนเองให้เข้ากับผู้คนที่แตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม ตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ สำหรับปี 2564 นี้ รัฐบาลเดนมาร์ก ได้ตอบรับนักศึกษาเข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพมากกว่าทุกๆ ปี ณ ขณะนี้มียอดตอบรับถึง 24 คนแล้ว และอยู่ระหว่างนักศึกษาเดินทางไปเข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือได้ว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จและพร้อมก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-เดนมาร์ก ในความร่วมมือปีที่ 27 ต่อไป” ดร.สุเทพ กล่าว

ด้าน นางพัชรา วัฒนะ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ ผู้ดูแลโครงการความร่วมมือจัดส่งนักศึกษาฝึกงานฟาร์มปศุสัตว์ ณ ราชอาณาจักรเดนมาร์ก กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการนี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปีแล้ว มีการดำเนินการเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน โดยดำเนินการสอบคัดเลือกนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั่วประเทศ ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับ ปวส.1 สาขาสัตวศาสตร์ และสัตวรักษ์ ไม่จำกัดเพศ อายุไม่ต่ำกว่า 19 ปี บริบูรณ์ ตามข้อกำหนดของฝ่ายเดนมาร์ก ซึ่งในแต่ละปี มีนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกได้เดินทางไปฝึกงานฟาร์มปศุสัตว์ ได้แก่ ฟาร์มโคนม และฟาร์มสุกรของเกษตรกรเครือข่ายสมาชิก Danish Farmers Union เป็นระยะเวลา 1 ปี จำนวนปีละประมาณ 10 – 15 คน โดยนักศึกษาที่ผ่านการสอบคัดเลือกต้องเข้ารับการฝึกอบรมภาษาอังกฤษ เพื่อเข้ารับการทดสอบภาษาอังกฤษ IELTS และต้องได้คะแนนผลการสอบ ระดับคะแนนไม่น้อยกว่า 3.0 ซึ่งเป็นเกณฑ์ข้อกำหนดของฝ่ายเดนมาร์ก รวมทั้งไปฝึกทักษะการปฏิบัติงานในฟาร์มสุกร หรือฟาร์มโคนม ตลอดจนการฝึกอบรมภาษาอังกฤษด้วย เพื่อให้มีความพร้อมในเบื้องต้นในการเดินทางไปฝึกปฏิบัติงานจริง ณ เดนมาร์ก ซึ่งนักศึกษาจะได้รับความรู้เกี่ยวกับประเทศเดนมาร์กในด้านต่างๆ ได้แก่ สังคมความเป็นอยู่ การใช้ชีวิต การปรับตัวในการดำเนินชีวิตกับครอบครัวเกษตรกรเดนมาร์ก และการเตรียมตัวการเดินทางไปฝึกงาน ทั้งนี้ เมื่อนักศึกษาฝึกงานครบกำหนด 1 ปีแล้ว จะต้องเดินทางกลับมาศึกษาต่อในระดับ ปวส.2 ที่สถานศึกษาเดิม อีกประมาณ 1 เทอม หรือ 1 ปี จนจบการศึกษาตามที่ระเบียบและวิธีการที่สถานศึกษากำหนด – 006