สุดตื้นตัน “ลูกศิษย์” อ่านจดหมายน้ำตาไหล ครูร่ายยาวให้กำลังใจ สู้โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/476126

สุดตื้นตัน “ลูกศิษย์” อ่านจดหมายน้ำตาไหล ครูร่ายยาวให้กำลังใจ สู้โควิด

27 กรกฎาคม 2564 – 10:48 น.

หลายปีผ่านไปความห่วงใยของ”ครูเสมือน”ที่มีต่อ”สงกรานต์”ไม่น้อยลง ทันทีที่รู้ข่าวศิษย์ป่วยไม่รู้จะติดต่อสื่อสารอย่างไร ครูจึงใช้วิธีร่ายจดหมาย “ลูกศิษย์” สุดตื้นตันอ่านจดหมายน้ำตาไหลมีกำลังใจต่อสู้โควิด

เกิดดราม่าชวนยิ้มในยามที่คนไทยกำลังต่อสู้กับภัยร้ายที่มองไม่เห็นตัวตน แต่แพร่กระจายแตกเจนกลายพันธุ์อย่างรวดแร็ว และปลิดชีพคนเป็นใบไม้ร่วงทุกๆวัน 

เรื่องมีอยู่ว่าผู้มีผู้ใช้เฟสบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความว่า “ได้รับ แล้วนะครับ ขอขอบคุณ กำลังใจจากคุณครูทั้ง 2 ท่านมากๆครับ รักและเคารพเสมอ ผมจะสู้ครับ ทุกอย่างต้องผ่านพ้นไปได้ด้วยดี สัญญาครับ”

พร้อมกันนี้ได้โพสต์ภาพจดหมายฉบับหนึ่งที่เขียนด้วยลายมืออย่างสวยงามโดยมีใจความว่า “สวัสดีสงกรานต์ ศิษย์รักของครู ครูได้ข่าวว่าสงกรานต์ไม่สบาย แต่ครูไม่รู้จะติดต่อสื่อสารได้อย่างไรในยามนี้

ครูจึงใช้วิธีนี้ ครูให้กำลังใจเธอ สู้กับโรคภัยที่เป็นอยู่ ใจที่แข็งกล้าเท่านั้น ที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ผ่านพ้นไปได้ หลังจากเมฆฝนผ่านพ้นไป ท้องฟ้าที่สดใสก็จะตามมา เมื่อคลื่นในทะเลสงบ ก็จะเห็นความสวยงามของทะเลเสมอ

สุดตื้นตัน "ลูกศิษย์" อ่านจดหมายน้ำตาไหล ครูร่ายยาวให้กำลังใจ สู้โควิด

ขอให้สู้ ๆ นะครับ ครูทั้งสองขอเป็นกำลังใจช่วย ครูขอภาวนาให้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง และจงหายจากโรคภัยที่เป็นอยู่ในเร็ววัน โชคดีนะครับ รักและเป็นห่วงศิษย์เสมอ คุณครูเสมือน…คุณครูพรทิพย์

ต่อมาผู้สื่อข่าว “คมชัดลึกออนไลน์” เดินทางไปพบคุณครูเสมือน และคุณครูพรทิพย์ เกษามูล  โดยได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าก่อนหน้านั้น ตนทั้งสองคนเป็นข้าราชการครูสอนหนังสืออยู่ที่ โรงเรียนบ้านห้วยข่อย ต.ศิลา อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ปัจจุบันได้เกษียณอายุราชการมาหลายปี2555 แต่ก็ยังมีความห่วงใยและติดตามข่าวของลูกศิษย์ทุก ๆ คนซึ่งอยู่ในหลากหลายอาชีพ ใครที่ตกทุกข์ได้ยากตนก็จะให้กำลังใจ 

“ในกรณีสงกรานต์ผมและภรรยาก็เคยสอนเขา เมื่อทราบข่าวว่าไม่สบายป่วยเป็นติดเชื้อโควิด จึงรู้สึกเป็นห่วงและต้องการที่จะให้กำลังใจ แต่ก็ไม่มีเบอร์โทรจึงไม่รู้จะติดต่อได้อย่างไร

ต่อมาทราบว่าสงกรานต์ ย้ายมารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสนามอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ จึงได้เขียนจดหมายฝากลูกสาวที่เป็นพยาบาลให้เอาไปให้ กระทั่งผมมารู้อีกทีว่าลูกศิษย์คนดังกล่าวได้นำไปโพสต์ในเฟสบุ๊ก ผมในฐานะครูก็ยังมีความรัก ความห่วงใยลูกศิษย์ทุกคน มันเป็นจิตวิญญาณของความเป็นครูนะครับ”ครูเสมือน กล่าวด้วยรอยยิ้ม

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ติดต่อกับ นายสงกรานต์ แก้วเพียร อายุ 36 ปี ลูกศิษย์ครูเสมือน เกษามูล เปิดใจว่า เรียนชั้นอนุบาล1กับครูพรทิพย์ และเรียนกับครูเสมือน ในชั้น ป.4 ต่อมาตนได้มีครอบครัวรวมทั้งไปทำงานอยู่ต่างจังหวัด แทบจะไม่ได้พบกับครูทั้งสองคนเลยต่อมาตนได้ติดเชื้อโควิด19

ขณะที่ทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่งที่ต่างจังหวัด จึงขอกลับมารักษาตัวที่อำเภอหล่มเก่าบ้านเกิด โดยเจ้าหน้าที่ให้ไปนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสนาม 

“มีอยู่วันหนึ่งผมไปเอาของในกล่องสำหรับผู้ป่วย แต่ละคนก็พบว่ามีจดหมายฉบับหนึ่งตอนแรกก็ตกใจนึกว่าเป็นจดหมายจากโรงพยาบาล แต่เมื่อหยิบขึ้นมาดูได้เห็นลายมือก็จำได้ทันทีว่าเป็นลายมือของคุณครูเสมือน

ผมรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมาก น้ำตาไหลไม่รู้ตัว ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าข้างในเขียนว่าอย่างไร แต่ก็รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก จึงได้นำไปเปิดอ่านที่เตียง อ่านไปน้ำตาก็ไหลไป ทำให้ผมมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับความเจ็บป่วยที่เป็นอยู่”นายสงกรานต์ กล่าวปนเสียงสะอื้น

สุดตื้นตัน "ลูกศิษย์" อ่านจดหมายน้ำตาไหล ครูร่ายยาวให้กำลังใจ สู้โควิด

คุณครูเสมือน เกษามูล

ความรักความผูกพัน ระหว่างคุณครูกับลูกศิษย์ แม้วันเวลาผ่านไปนาน30xu แต่ความรัก ความห่วงใยที่ “คุณครู” มีให้ศิษย์นั้นไม่มีวันเสื่อมคลาย ลูกศิษย์ในสายตาครูก็ยังเป็นเด็กตัวน้อยๆ เช่นเดียวกับลูกศิษย์เมื่อพบครู แม้หัวโขนสวมตำแหน่งใหญ่โต แต่ก็คุกเข่ากราบครูได้อย่างสนิทใจ นี่คือความงดงามอยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน เมื่อครูคือวิชาชีพชั้นสูงและเป็นครูตลอด24ชั่วโมง นั่นเอง

เช็กที่นี่ “ตรีนุช” ชง 4 มาตรการลดค่าเทอมขั้นพื้นฐานรร.รัฐ-เอกชน 2,000 บ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475899

เช็กที่นี่ “ตรีนุช” ชง 4มาตรการลดค่าเทอมขั้นพื้นฐานรร.รัฐ-เอกชน2,000บ.

27 กรกฎาคม 2564 – 07:40 น.

เช็กที่นี่ “ตรีนุช” ชง 4 มาตรการลดค่าเทอมระดับขั้นพื้นฐาน”รร.รัฐ-เอกชน” คนละ2,000 บาท ยึดฐานข้อมูลเรียนฟรี 15 ปีเด็กกว่า 10.8 ล้านคนวงเงิน 21,600 ล้านบ. ช่วยอีก2พันบ. ให้ผู้ปกครองตกงานได้ฝึกอาชีพทำกิน

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมหารือ มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เสนอ 4 มาตรการ

มาตรการที่ 1 การให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาโดยเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา ในวัยเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งสายสามัญศึกษาและสายอาชีพ ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน รวมประมาณ 10.8 ล้านคน ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน รวมเป็นเงินประมาณ 21,600 ล้านบาท

โดยใช้ฐานข้อมูลเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งเงินนี้เป็นการชดเชยค่าใช้จ่ายในการเรียนที่เพิ่มขึ้นในช่วงโควิด 19 ใช้วิธีการจ่ายเงินตรงให้ผู้ปกครองนำไปใช้ตามความจำเป็น เช่น ค่าธรรมเนียมการเรียน ค่าบำรุงการศึกษา ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟฟ้า เป็นต้น

มาตรการที่ 2 เป็นการขอความร่วมมือจากโรงเรียนเอกชน ให้ลด หรือตรึงค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากผู้ปกครองในโรงเรียนเอกชนกลุ่มที่ไม่รับการอุดหนุนจากรัฐ และกลุ่มโรงเรียนนานาชาติ ให้เท่ากับปีการศึกษา 2563 เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร

พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในโรงเรียนเอกชน ทั้ง 2 กลุ่ม เพื่อพิจารณาสั่งการเป็นรายกรณี อย่างไรก็ตามหลังจาก ศธ.ได้ออกประกาศแนวปฏิบัติการเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่น ปีการศึกษา 2564 ให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาในสังกัด หรือในกำกับของ ศธ. ถือปฏิบัติไปแล้วนั้น

จนถึงขณะนี้มีโรงเรียนเอกชนในสังกัด สช.คืนเงินค่าธรรมเนียม การเรียน และค่าธรรมเนียมอื่นแก่ผู้ปกครองแล้วกว่า 2,275 ล้านบาทเศษ บางแห่งให้ผู้ปกครองผ่อนชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น

โดยมีระยะปลอดดอกเบี้ยตลอดปีการศึกษา และบางโรงเรียนสนับสนุนค่าอินเทอร์เน็ตแก่นักเรียน อย่างน้อย 1 เดือน ขณะเดียวกันในส่วนสถานศึกษาของรัฐ ก็ได้มีการคืนเงินค่าบำรุงการศึกษาบางส่วน และคืนเงินค่ากิจกรรมที่ไม่ได้จัดให้นักเรียนแก่ผู้ปกครองไปแล้วเช่นกัน

มาตรการที่ 3 เป็นการลดช่องว่างการเรียนรู้ (Learning Gaps) และลดผลกระทบด้านความรู้ ที่ขาดหายไป (Learning Loss)โดยให้สถานศึกษาสามารถถัวจ่ายเงินที่ได้รับจัดสรรตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ใน 5 รายการ ได้แก่ ค่าเล่าเรียน หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อใช้จัดการเรียนรู้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดในปีการศึกษา 2564 ได้

และจัดสรรค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้สถานศึกษาอีกส่วนหนึ่ง เพื่อใช้จัดการเรียนรู้และแก้ปัญหาความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของสถานศึกษา และจัดทําสื่ออุปกรณ์การเรียนรู้หลากหลายที่เหมาะสมกับวัย ลดการเรียนรู้จากสื่อออนไลน์โดยเฉพาะกลุ่มผู้เรียน อนุบาล-ป.3 ขณะเดียวกัน ศธ.จะจัดเช่าอุปกรณ์ (Devices) พร้อมสัญญาน จํานวน 200,000 ชุด สําหรับให้นักเรียน/นักศึกษา กลุ่ม ป.4 – ม.6 และ อาชีวศึกษา ใช้ยืมเรียน รองรับการเรียนแบบออนไลน์

มาตรการที่ 4 เป็นการช่วยเหลือผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างงานโดยจะมีการจัดฝึกอบรมด้านอาชีพสําหรับผู้ปกครองและประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นการอบรมฟรีรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน พร้อมทั้งประสานเชื่อมโยงกับแหล่งทุนเพื่อจัดหาทุนเริ่มต้นประกอบอาชีพ

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันอังคารที่ 27 ก.ค.นี้ ศธ.จะนำ 4 มาตรการช่วยเหลือดังกล่าว เสนอที่ประชุม ครม.พิจารณาต่อไป

เปิด “สื่อการสอน” ยุคโควิด แอปพลิเคชัน กศน.วิเชียรบุรี ตัวช่วยครูผู้สอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475874

เปิด “สื่อการสอน” ยุคโควิด แอปพลิเคชันกศน.วิเชียรบุรี ตัวช่วยครูผู้สอน

25 กรกฎาคม 2564 – 09:25 น.

กศน.อำเภอวิเชียรบุรี พัฒนาแอปพลิเคชัน กศน.ออนไลน์ ใช้เป็น “สื่อการสอน” ตัวช่วยครูให้ในการเรียนการสอนช่วงโควิด ได้เป็นอย่างดี

“คมชัดลึกออนไลน์” นำคุณผู้อ่านไปพบกับ “สื่อการสอน” ยุคโควิด ที่กศน.วิเชียรบุรี  อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ อาจจะเป็นตัวช่วยให้กับคุณครูอีกหลายคนที่ยังหาทางออกในช่วงโควิดระบาด โรงเรียนปิดแต่ต้องสอนออนไลน์

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายเกรียงไกร วงศ์วิริยชาติ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอวิเชียรบุรี เปิดใจว่า ก่อนหน้านี้ทราบว่า สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้มีการพัฒนาแอปพลิเคชัน เพื่อใช้แก้ปัญหาด้านการเรียนการสอน ในระหว่างสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโลนา 2019 (COVID-19)โควิด-19 และมีผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ

ก่อนหน้านี้ประมาณปีกว่าๆ กศน.จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้มีการจัดให้มีการศึกษาดูงาน ตามปกติ และได้พบว่า สำนักงาน กศน. ที่ไปศึกษาดูงาน ได้มีการพัฒนาแอปพลิเคชัน สำหรับการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ ก็เลยเก็บรวบรวมข้อมูลไว้

ต่อมาได้มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดโดยง่าย ทาง กศน. จังหวัดเพชรบูรณ์ จึงได้ทำการพัฒนาแอปพลิเคชัน กศน.ออนไลน์ จนครบทุกอำเภอและนำมาใช้แก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอน ซึ่งก็สามารถแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี

สำหรับ แอปพลิเคชัน กศน.ออนไลน์ ของจังหวัดเพชรบูรณ์ มีการแบ่งออกเป็น รายอำเภอ ครบทุกอำเภอ สามารถโหลดใช้งานได้จาก Google Play Store หลังจากติดตั้งแอปพลิเคชันเรียบร้อย นักศึกษาสามารถ ติดตามข่าวสาร และเข้าทำกิจกรรมการเรียนการสอน การพบกลุ่ม และติดต่อสื่อสารกับครูประจำกลุ่ม

“ของผมเองได้จากแอปพลิเคชัน ดังกล่าวไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหนก็ตาม ถือได้ว่าเป็นการพัฒนาที่ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ สามารถใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ในช่วงเวลาของการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี”ผอ.กศน.อำเภอวิเชียรบุรี กล่าว

ขณะที่นายวิทยา ใจกล้า ครูศูนย์เรียนรู้ชุมชน ตำบลท่าโรง ซึ่งเป็นผู้อธิบายวิธีการการใช้งานแอปพลิเคชัน กศน.อำเภอวิเชียรบุรี กล่าวว่า นักศึกษาสามารถใช้งาน แอปพลิเคชัน กศน.อำเภอวิเชียรบุรี ได้เป็นอย่างดี และมองเห็นว่าเป็นการลดในเรื่องของความเสี่ยงต่อแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ง่ายต่อการใช้งาน เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง และครูก็มีความสะดวกในการตรวจงานและบันทึกผลงานของนักศึกษาอีกด้วย

สอดคล้องกับ นางสาวเจมจิตร บุ้งจันทร์ ครูศูนย์เรียนรู้ชุมชน ตำบลบึงกระจับ กล่าวว่า ตนเองรับผิดชอบตำบลบึงกระจับ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างจากตัวอำเภอ และมีนักศึกษาในความรับผิดชอบ จำนวน 63 คน ส่วนให้เป็นผู้ที่ทำงานแล้ว

“มีหลายคนอยู่นอกพื้นที่จังหวัด ก็ยังสามารถเรียนกับ กศน. ผ่านแอปพลิเคชันได้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาเรียน ลดความเสี่ยงในต่อการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แถมการเรียนก็ยังไม่ต้องหยุดเรียนให้เสียเวลา”ครูศูนย์เรียนรู้ชุมชน ตำบลบึงกระจับ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

“แอปพลิเคชันกศน.วิเชียรบุรี”  สื่อการสอนยุคโควิด ตัวช่วยครูผู้สอน ป็นนวัตกรรมใหม่ที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อำเภอวิเชียรบุรี และ กศน. ในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในช่วงของการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และสามารถแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี

“กศน.วิเชียรบุรี” นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการแก้ปัญหาของหน่วยงานในพื้นที่ ที่น่ายกย่องและนำไปเป็นแบบอย่างในการแก้ปัญหาในพื้นที่อื่นๆ ทะลายกำแพงทุกข้อจำกัดของการเรียนรู้ 

ผู้เรียนอยู่ที่ไหน ทำอาชีพอะไร เมื่อว่างก็มาเรียนเพียงมีมือถือเป็นอุปกรณ์ และโหลดแอปพลิเคชัน โลกของการเรียนรู้ก็จะเปิดกว้างให้ผู้เรียนออนไลน์เข้าไปเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลาแบบไร้ข้อจำกัด

ขอเถอะ “การเรียนยุคโควิด19” ไม่เน้นผลสัมฤทธิ์ แต่เน้นผู้เรียนมีความสุข #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475858

ขอเถอะ “การเรียนยุคโควิด19” ไม่เน้นผลสัมฤทธิ์ แต่เน้นผู้เรียนมีความสุข

25 กรกฎาคม 2564 – 08:00 น.

รูปแบบการสอนที่เปลี่ยนไป ในสถานการณ์ที่มีความยุ่งยากในการจัดการเรียนการสอน “การเรียนยุคโควิด19” เราเปลี่ยนจุดมุ่งหมายของการเรียน จากเกรดและผลสัมฤทธิ์ มาเป็น การเรียนแบบเน้นให้ผู้เรียนมีความสุขจะได้ไหม

บทบาท ระหว่าง ครูจริงๆ กับครูออนไลน์ แตกต่างอย่างสิ้นเชิง จากการที่เป็นครูอยู่หน้ากระดานดำเกือบครึ่งชีวิต อีกไม่กี่ปีก็จะเกษียณอายุราชการ และด้วยธรรมชาติของวิชาที่รับผิดชอบ คือ คณิตศาสตร์

ทำให้บทบาทการสอนเคร่งเครียดไปตามเนื้อหาวิชา ดุกันนิด เคาะกันหน่อย อาจมีเสียงดังกันบ้าง หลายคนก็คงจะเคยผ่านมา ครูคณิตศาสตร์ส่วนใหญ่ จะไม่ใช่ครูอารมณ์ดี ไม่เหมือนครูพละ ครูศิลปะ ครูดนตรี ที่นักเรียนต่างก็ชื่นชอบ

เมื่อต้องถึงคราวที่สอนออนไลน์กันยาวๆ ก็ไปไม่เป็น ไลฟ์สดยังไง แล้วจะเอาอุปกรณ์ที่ไหน จะต้องสอนเวลาไหน จะตรวจแบบฝึกหัดยังไง กลายเป็นปัญหาไปหมด

จะว่าทำไม่เป็นก็ใช่ จะว่าไม่ปรับตัวก็ยอมรับ เลยต้องมาหาเหตุผล สนับสนุนแนวคิดของตัวเอง เช่น หลักสูตรมันไม่เอื้อ เนื้อหามันเยอะ กลัวเด็กไม่เข้าใจ ก็ว่ากันไป

ว่ากันตามส่วน หลักสูตรการศึกษาของไทย เน้น ปริมาณของเนื้อหา เน้นเวลาเรียน ในระยะเวลา 1 ปีการศึกษา ครูต้องสอนให้ครบตามหลักสูตร ครบทุกหน่วยการเรียนรู้ ครบทุกตัวชี้วัด และเวลาเรียนต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมด หมายความว่า

ถ้าใน 1 ปี กำหนดเนื้อหาไว้ 6 เรื่อง นักเรียนก็ต้องเรียนครบทั้ง 6 เรื่อง ครูก็จำเป็นต้องสอนให้ครบเหมือนกัน ถ้าใน 1 ปี มีเวลาเรียน 200 วัน นักเรียนต้องมาเรียนในชั้นเรียนไม่น้อยกว่า 160 วัน เพื่อที่จะให้ผ่านตามเกณฑ์ที่หลักสูตรกำหนด

แต่หลักสูตรการเรียนการสอน ไม่เคยสนใจว่า นักเรียนอยากเรียนอะไร อยากเรียนกี่วัน หรือถ้าเรียนวิชานี้แล้วผมไม่เข้าใจขอเรียนวิชาอื่นแทนได้ไหม นักเรียนบางคนอาจจะไม่ชอบคณิตศาสตร์ ขอไปเรียนศิลปะแทนได้ไหม

หรือบางคนไม่ชอบออกกำลังกายขอเรียนคอมพิวเตอร์แทนได้ไหม นักเรียนบางคนไม่อยากมาโรงเรียนแค่ขอมารับงานแล้วไปเรียนเองที่บ้านได้ไหม สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นในโรงเรียนของประเทศไทย

ที่ผ่านมา เราภูมิใจนักหนาว่า เรามีหลักสูตรการเรียนการสอนที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง แต่ลองมองย้อนว่า ปัจจุบันเป็นแบบนั้นไหม ทุกอย่างเต็มไปด้วยข้อจำกัด ข้อบังคับ กฎเกณฑ์ การทดสอบ การประเมิน ประเมินนักเรียน ประเมินครูผู้สอน ประเมินผู้อำนวยการโรงเรียน ประเมินโรงเรียน ประเมินเขตพื้นที่การศึกษา แล้วนักเรียนได้อะไร

ยิ่งถึงวันที่ต้องมาสอนออนไลน์กันยาวๆ ครู โรงเรียนและผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ไม่ว่ายุคไหนรวมทั้งยุค ดร.อัมพร  พินะสา เลขาธิการกพฐ.คนปัจจุบัน กลับมีความเป็นห่วงในเรื่องของเนื้อหา การวัดผล

แต่ในความเป็นห่วงนั้นกลับไม่แตะต้องโครงสร้างหลักสูตร ไม่มีการวิเคราะห์ ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเวลาและสถานการณ์ ยังคงเน้นในเรื่องของเวลาเรียน จนต้องจัดสอนชดเชยกันแบบไม่คิดชีวิต ไม่เคยคิดว่า นักเรียนจะรับได้ไหม 

นอกจากนั้นยังคงมีปัจจัยภายนอกที่คอยจับจ้อง ความคาดหวังจากผู้ปกครอง ค่านิยมที่เราสร้างกันไว้ เกรดต้องดี ต้องสอบได้ลำดับต้นๆ ต้องได้เรียนต่อในสถานบันที่มีชื่อเสียง

ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่เคยมีความคิดเห็นและความต้องการของผู้เรียน เป็นปัจจัยในการตัดสินใจเลย

นักเรียนยังคงเป็นผู้เรียนที่ต้องเรียนตามที่นักวิชาการที่เป็นผู้ใหญ่ตีกรอบให้ ไม่เคยมีทางเลือก ไม่เคยได้ค้นหาตัวเอง จะมีใครสักกี่คนที่มีความสุขกับการเรียน

ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโลนา 2019 (COVID-19)หรือโควิด-19 อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ที่เราไม่สามารถคาดหวังกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้ แต่อยากให้ผู้บริหารการศึกษาและผู้มีส่วนร่วมทุกท่าน ได้คาดหวัง กับความสุขในการเรียนของผู้เรียนกันบ้าง ก็จะเป็นการดี

ถึงเวลาแล้วยัง ที่จะถามนักเรียนว่า “อยากเรียนแบบไหน ที่จะทำให้มีความสุข” ในยุคโควิดครองเมือง

ขอเถอะการเรียนยุคโควิด ไม่เน้นผลสัมฤทธิ์ แต่เน้นให้ผู้เรียนมีความสุข เรียนแล้วเพิ่มทักษะชีวิตและผู้เรียนสามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

“อยู่ที่ไหน หัวใจก็ไทย” วธ.จัดกิจกรรมเยาวชนเชื้อสายไทยคืนถิ่นออนไลน์ปี 2 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475680

“อยู่ที่ไหน หัวใจก็ไทย”วธ.จัดกิจกรรมเยาวชนเชื้อสายไทยคืนถิ่นออนไลน์ปี2

23 กรกฎาคม 2564 – 19:13 น.

วธ.จัดกิจกรรมเยาวชนเชื้อสายไทยคืนถิ่นออนไลน์ปี64 ชวนเด็กไทยทั่วโลก ทำกิจกรรมดี ๆ”อยู่ที่ไหน หัวใจก็ไทย”เรียนรู้ผ่าน 5Fหนัง แฟชั่น เทศกาลประเพณี อาหาร มวย สร้างความเข้มแข็งเครือข่ายวัฒนธรรมไทยในต่างแดน

วันที่ 23 ก.ค.2564 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มีนโยบาย และจัดทำแผนความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริม และพัฒนาความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศด้วยมิติทางวัฒนธรรม

รวมถึงสนับสนุน ประสานงานหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาชน แลกเปลี่ยน เผยแพร่และให้บริการข้อมูลข่าวสารศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดบรรยากาศความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยวระหว่างไทยกับนานาประเทศ 

หนึ่งในกิจกรรมที่ วธ. ได้ดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายวัฒนธรรมไทยในต่างประเทศ คือ การจัดกิจกรรมเยาวชนเชื้อสายไทยคืนถิ่นร่วมกับเครือข่ายวัฒนธรรมไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ถึงปี พ.ศ. 2562

แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและทั่วโลกในวงกว้าง ปี2564นี้ วธ. จึงได้ปรับเปลี่ยนแผนและรูปแบบการดำเนินกิจกรรมจากเดิมที่กำหนดให้เยาวชนไทยที่อาศัยอยู่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรมและศึกษาดูงานจากประสบการณ์ตรง ณ ประเทศไทย เป็นกิจกรรมรูปแบบ“คอร์สออนไลน์”ในชื่อโครงการใหม่คือ โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายวัฒนธรรมไทยในต่างประเทศ : กิจกรรมเยาวชนเชื้อสายไทยคืนถิ่นออนไลน์ ประจำปี 2564“อยู่ที่ไหน หัวใจก็ไทย”

เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหลานชาวไทยที่ปัจจุบันครอบครัวได้เดินทางไปศึกษา ประกอบอาชีพ และตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา สาธารณรัฐฝรั่งเศส เยอรมนี นิวซีแลนด์ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฯลฯ ได้เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม สร้างความผูกพันด้านประเพณี วัฒนธรรม

“และจิตสำนึกความเป็นไทย รวมถึงเป็นตัวแทนในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทย ถ่ายทอดความรู้ด้านวัฒนธรรมไทยไปสู่ประเทศที่ตนตั้งถิ่นฐาน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนไทยในต่างแดน”นายอิทธิพล กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า สำหรับรูปแบบการจัดกิจกรรมในปีนี้ น้อง ๆ เยาวชนเชื้อสายไทยจากทั่วโลก จำนวน 100 คน เข้าร่วมคอร์สเรียนออนไลน์ผ่านระบบZOOM

ส่วนผู้สนใจทั่วไปสามารถรับชมกิจกรรมผ่านFacebook Liveชื่อThai Youth Homecomingระหว่างวันที่ 2 – 6 สิงหาคม 2564 เรียนรู้ความเป็นไทยผ่าน 5Fได้แก่Food -อาหาร, Film -ภาพยนตร์, Fashion -แฟชั่น, Fighting -มวยไทย และFestival -เทศกาลประเพณี

"อยู่ที่ไหน หัวใจก็ไทย"วธ.จัดกิจกรรมเยาวชนเชื้อสายไทยคืนถิ่นออนไลน์ปี2

รวมถึงการผลิตเนื้อหาและวีดิทัศน์จากกระบวนการผลิตรายการ (Video Production)เพื่อเผยแพร่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ การสาธิตและฝึกปฏิบัติ เช่น นาฏศิลป์ การสาธิตศิลปหัตถกรรม มารยาทไทย อาหารไทย ศิลปะการต่อสู้ไทย ศิลปะประดิษฐ์ การออกแบบ ฯลฯ

เยาวชนไทย อายุ 12-18 ปี ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการฯ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 ที่เว็บไซต์https : //bit.ly/2UYJkisหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่Email :thaiyouth.homecoming@gmail.comหรือ โทร : (+66)6-5502-8446 และติดตามข้อมูลได้ทางFacebook : Thai Youth Homecoming

โรงเรียนชีวิต “เด็กป.5” หยุดเรียนเพราะโควิด-19 แต่จบหลักสูตรขับรถแบ็คโฮ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475667

โรงเรียนชีวิต”เด็กป.5″ หยุดเรียนเพราะโควิด-19 แต่จบหลักสูตรขับรถแบ็คโฮ

23 กรกฎาคม 2564 – 18:00 น.

เด็กป.5 วัย11 ปี โชว์ฝีมือขับรถแบ็คโฮขุดตักดินได้อย่างชำนาญไม่แพ้ผู้ใหญ่ เผยชอบดูติดตามน้าชายทุกวัน ไม่ยอมไปไหน พอดีช่วงหยุดเรียนเพราะโควิด จึงมีเวลาได้เรียนขับ 1 เดือนจบหลักสูตร

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 ผู้สื่อข่าวได้พบกับ เด็กชายธีระเดช หวานดี หรือน้องโอม อายุ 11 ปี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5(ป.5) โรงเรียนอุตรกิจ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ได้โชว์ลีลาการขับรถแบ็คโฮตักดินมาถมท่อระบายน้ำอย่างคล่องแคล่ว บริเวณโครงการปรับปรุงผิวจราจรถนนสาย กระบี่ – เขาทอง ตำบลหนองทะเล อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่

โดยมีคนขับรถแบ็คโฮคอยดูแลความปลอดภัย ท่ามกลางความแปลกใจของชาวบ้านที่ขับรถผ่านไปมาบริเวณดังกล่าว ต่างชื่นชมและทึ่งในความสามารถ ของน้องโอม ที่สามรถบังคับรถแบ็คโฮ แม้จะเป็นเด็กตัวเล็กๆแต่ก็มีความสามารถควบคุมรถแบ็คโฮได้อย่างชำนาญเหมือมืออาชีพ และสามารถบอกถึงวิธีการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆได้ ไม่แพ้ผู้ใหญ่

เด็กชายธีระเดช หวานดี เล่าว่า เนื่องจากตนเองไปได้ไปโรงเรียนเพราะสถานการณ์โควิด-19 มีเวลาว่าง ช่วงที่ไม่ได้เรียนหนังสือทางออนไลน์ ก็จะตามน้าชาย ที่เป็นคนขับรถแบ็คโฮ ไปทำงานด้วย เพราะชอบมาก

“ผมเคยเห็นตั้งแต่น้าขับรถแบ็คโฮไปทำงาน ที่บริเวณใกล้ๆกับโรงเรียนเมื่อหลายเดือนก่อน จึงติดตามน้าชายมาตลอด และขอขับบ้าง เวลาเลิกงาน เมื่อรถจอดอยู่กับที่ก็จะขอขึ้นไปนั่ง น้าชายก็สอนให้ขับเป็นบางครั้ง และพยายามจดจำวิธีการขับจนเกิดความชำนาญ จนสามารถขับได้อย่างคล่องแล้ว เช่นตักดิน ขุดลอกคูระบายน้ำ ขุดบ่อปลา ผมเคยลองทำมาแล้วและไม่รู้สึกเหนื่อยด้วยเพราะชอบ”เด็กชายธีระเดช กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ด้านนายปฏิภาณ เหล่าเส็น อายุ 24 ปี คนขับรถแบ็คโฮ น้าชายของเด็กชายธีระเดช เล่าว่า น้องโอมเป็นหลานชายของเพื่อนรุ่นพี่ เป็นเด็กที่น่าสงสาร การเรียนก็ปานกลาง อายุ 4 ขวบหลังพ่อแม่แยกทางต้องอาศัยอยู่กับลุงที่บ้านพักในตัวเมืองกระบี่

นายปฏิภาณ เล่าว่า และระหว่างที่ตนออกไปขับรถแบ็คโฮ ที่หน้างานใกล้ๆบ้าน น้องโอมก็จะมาเฝ้ายืนดูทุกวันไม่ยอมไปเล่นกับเพื่อนๆเหมือนเด็กทั่วไป เวลาจอดรถก็จะขอขึ้นไปนั่งบนรถทุกครั้ง และบอกว่าอยากลองขับดูบ้าง

“ประกอบกับช่วงนี้โรงเรียนปิด เพราะโควิด-19 ผมจึงสอนให้วันละนิด ผ่านมาประมาณ 1 เดือน น้องโอม ด้วยความที่เป็นเด็กช่างสังเกต และจดจำได้ดีก็สามารถขับรถแบ็คโฮได้อย่างชำนาญ เช่นตักดินใส่รถหกล้อ ถมดินร่องน้ำ แต่ก็ยังต้องคอยเฝ้าดูไม่ห่าง เพราะเห็นว่าน้องโอมยังเด็กอยู่”นายปฏิภาณ เล่าด้วยรอบยิ้ม

น้องโอม  หรือเด็กชายธีระเดช หวานดี  เด็กป.5 ที่รู้คุณค่าของการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการเรียนรู้ในสิ่งที่รัก สู่การเรียนรู้และฝึกฝนและลงมือปฏิบัติจริง อีกหนึ่งตัวอย่างของเด็กและเยาวชนไทยที่เรียนรู้โลกนอกห้องเรียนหรือโรงเรียนชีวิต  

วธ.เผยผลโพลวัน “อาสาฬะฯ-เข้าพรรษา” ยุคโควิด ชาวพุทธหนุนอยู่บ้านสร้างบุญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475638

วธ.เผยผลโพลวัน”อาสาฬะฯ-เข้าพรรษา”ยุคโควิด ชาวพุทธหนุนอยู่บ้านสร้างบุญ

23 กรกฎาคม 2564 – 14:37 น.

วธ.เผยผลโพล”วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ยุคโควิด-19″ ชาวพุทธ หนุน “อยู่บ้านสร้างบุญ” ฟังเทศน์ผ่านออนไลน์

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชน และประชาชนที่มีต่อวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาในสถานการณ์โควิด-19 ในรูปแบบออนไลน์จากผู้ตอบแบบสอบถาม 7,165 คน ครอบคลุมทุกอาชีพและทุกภูมิภาค

โดยมีผลสรุปดังนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เห็นว่าช่วงวันอาสาฬหบูชาและเทศกาลเข้าพรรษาพุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติตนยึดมั่นในศีล 5 ได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ดื่มน้ำเมา สุราและไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และไม่พูดเท็จ คำหยาบ หรือพูดส่อเสียด

วธ.เผยผลโพลวัน"อาสาฬะฯ-เข้าพรรษา"ยุคโควิด ชาวพุทธหนุนอยู่บ้านสร้างบุญ

ขณะเดียวกันผลสำรวจได้สอบถามถึงหลักธรรมที่ควรนำมาใช้ในชีวิตประจำวันในสถานการณ์โควิด-19 พบว่า อันดับ 1 อริยสัจ 4 ได้แก่ 1.ทุกข์ ไม่เครียด ไม่วิตกกังวล 2.สมุทัย ไม่ประมาท และป้องกันตนเอง 3.นิโรธ ลดละเลิกพฤติกรรมเสี่ยง และ 4.มรรค เปลี่ยนพฤติกรรม หันมาใส่ใจสุขภาพอนามัย

อันดับ 2 มรรคมีองค์ 8 ได้แก่ 1.สัมมาทิฏฐิ ติดตามสถานการณ์ ไม่ตื่นตระหนก 2.สัมมาสังกัปปะ เสพข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ 3.สัมมาวาจา อ่าน ติดตาม ส่งต่อเฉพาะข่าวจริง 4.สัมมากัมมันตะ ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ 5.สัมมาอาชีวะ ปฏิบัติตามคำแนะนำและรับมืออย่างมีสติ 6.สัมมาวายามะ ไม่พูด เขียน แชร์ข่าวหรือข้อความที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด 7.สัมมาสติ ร่วมมือกันเห็นอกเห็นใจ และให้กำลังใจกัน และ 8.สัมมาสมาธิ ใช้วันหยุดอยู่กับบ้าน ให้เกิดประโยชน์ และ

อันดับ 3 ทาน ศีล ภาวนา หลักป้องกันด้วยความรู้รักสามัคคี ประกอบด้วย 1.ทาน การให้วัตถุสิ่งของ ความรู้ สติ ปัญญา 2.ศีล การประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ 3.ภาวนา ใช้เหตุผลอย่างรอบด้าน ดูแลสุขภาพ และป้องกันตนเอง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า เมื่อสอบถามถึงความสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมรูปแบบออนไลน์ที่ วธ.จัดขึ้นเนื่องในวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ระหว่างวันที่ 19-25 ก.ค. นี้ ผ่านทางเว็บไซต์และ สื่อออนไลน์ของกรมการศาสนา พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 59.76 กิจกรรมอยู่บ้านสร้างบุญ เช่น การทำวัตรเช้า-เย็น การรับศีล ฟังพระธรรมเทศนา ถวายไทยธรรม การปฏิบัติธรรม และเจริญสมาธิ

อันดับ 2 ร้อยละ 44.89 รับชมวีดิทัศน์สัมโมทนียกถา เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา และ

อันดับ 3 ร้อยละ 43.39 รับชมวีดิทัศน์คติธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาและหลักธรรมในการดำเนินชีวิต ส่วนกิจกรรมที่เด็ก เยาวชน

และประชาชนจะทำ ได้แก่ อันดับ 1 ร้อยละ 56.48 ไหว้พระสวดมนต์ที่บ้าน อันดับ 2 ร้อยละ 55.66 ลด ละ เลิก อบายมุข และอันดับ 3 ร้อยละ 49.11 ทำบุญ ตักบาตรหน้าบ้าน

นายอิทธิพล กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ผลสำรวจได้สอบถามถึงสิ่งที่ประชาชนต้องการให้ วธ.ช่วยเหลือหรือสนับสนุนวัดและพุทธศาสนิกชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนใหญ่ระบุว่า ต้องการให้สนับสนุนค่าน้ำ-ค่าไฟ ข้าวสาร อาหารแห้งหรือจัดทำอาหารกล่อง หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ เวชภัณฑ์ ยา ชุดPPEและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือเยียวยาวัด พุทธศาสนิกชน และบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับผลกระทบ

วธ.เผยผลโพลวัน"อาสาฬะฯ-เข้าพรรษา"ยุคโควิด ชาวพุทธหนุนอยู่บ้านสร้างบุญ

รวมทั้งส่งเสริมให้วัดมีบทบาทในการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ในการดูแลป้องกันตนเองได้ตระหนักถึงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิต สร้างขวัญกำลังใจและลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับโควิด-19 เช่นจัดสวดมนต์ออนไลน์หรือกิจกรรมเทศนาหลักธรรมในการดำเนินชีวิตภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-1

วธ.ชื่นชม “ทีมงานไทย” ได้รับรางวัล Jury Prize จากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475528

วธ.ชื่นชม “ทีมงานไทย” ได้รับรางวัล Jury Prize จากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

22 กรกฎาคม 2564 – 18:20 น.

วธ.เผย”ทีมคอนเทนท์ไทยแลนด์”ร่วมงานตลาดภาพยนตร์เมืองคานส์ออนไลน์ ได้กระแสตอบรับที่ดีจากนานาชาติ พร้อมแสดงความชื่นชม”อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล”และ “ทีมงานไทย” ได้รับรางวัล Jury Prize

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ในนามทีมประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “Content Thailand”ทีมคอนเทนท์ไทยแลนด์

เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันและยุทธศาสตร์การส่งเสริมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ระยะที่ 3 (พ.ศ.2560 – 2564) ในการพัฒนาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยสนับสนุน เผยแพร่ และสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของไทยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

โดยร่วมกันจัดกิจกรรมส่งเสริมเผยแพร่อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ในต่างประเทศ ประจำปี 2564 ณ เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส รูปแบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 6 – 15 กรกฎาคม 2564 ผ่านตลาดภาพยนตร์เมืองคานส์ออนไลน์ หรือ Marché du Film Online ทางเว็บไซต์ http://www.cinando.com/marchedufilm หรือ marchedufilm.online นั้น

ผลปรากฏว่ากิจกรรมต่างๆของประเทศไทยได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้เข้าร่วมงานที่มีทั้งผู้แทนหน่วยงานรัฐ องค์กร เอกชนและบุคคลที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์จากทั่วโลก

รัฐมนตรีว่ากระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า สำหรับกิจกรรมที่ประเทศไทยเข้าร่วมในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์รูปแบบออนไลน์ ได้แก่

1.การออกคูหาประชาสัมพันธ์การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไทย เช่น ข้อมูลหนังสือทำเนียบภาพยนตร์ไทย, ข้อมูลหนังสือทำเนียบละครโทรทัศน์ไทย, ข้อมูลการขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย

รวมถึงมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย , ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรการผ่อนปรนกิจการและกิจกรรมเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) การถ่ายทำรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของประเทศไทย หรือมาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

2.การนำผู้ประกอบการด้านภาพยนตร์ 20 บริษัทไปจัดจำหน่ายคอนเทนท์ไทยพร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการเจรจาจับคู่ธุรกิจ และ

3.การจัดสัมมนาออนไลน์ 3 หัวข้อประกอบด้วย “การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัลคอนเทนต์ไทย” ,“การส่งเสริมการร่วมลงทุนและการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย” และ “การส่งเสริมคอนเทนต์ไทยสำหรับผู้ประกอบการ”

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกได้ให้ความสนใจเข้าชมคูหาประชาสัมพันธ์ของประเทศไทย การเข้าเจรจาและสอบถามข้อมูลและการเข้าฟังสัมมนาออนไลน์เป็นจำนวนมาก

นายอิทธิพล กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันวธ.ขอแสดงความชื่นชมกับความสำเร็จของนายอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุลและทีมงานไทยที่ได้รับรางวัล ‘Jury Prize’ หรือรางวัลขวัญใจคณะกรรมการ จากผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่อง ‘Memoria’ ในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 74

สำหรับการที่ประเทศไทยเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ครั้งนี้ ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของไทย ทำให้ตลาดภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไทยได้รับการยอมรับและแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไทยในเวทีระดับโลกทั้งด้านการส่งออกเพื่อจัดจำหน่ายภาพยนตร์ การส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย

และใช้มาตรการคืนภาษีให้กองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการและยังเป็นการกระตุ้นอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์เติบโตมากยิ่งขึ้น แม้อยู่ในช่วงเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

ครูโอ๊ะ โชว์ความสำเร็จ “จดอนุสิทธิบัตร” ผ้าทอมือผักตบชวา-กรรมวิธี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475513

ครูโอ๊ะ โชว์ความสำเร็จ “จดอนุสิทธิบัตร” ผ้าทอมือผักตบชวา-กรรมวิธี

22 กรกฎาคม 2564 – 16:45 น.

ครูโอ๊ะ โชว์ความสำเร็จ “จดอนุสิทธิบัตร” ผ้าทอมือผักตบชวา-กรรมวิธี พร้อมผลิตภัณฑ์ผักตบกว่า 30 ชนิด ฝีมือศูนย์ฝึกมีชีวิต กศน.อำเภอภาชี พระนครศรีอยุธยา ตามนโยบาย กศน.WOW เพื่อฝึกอาชีพสร้างรายได้แก่ชุมชนหนองน้ำใสอย่างยั่งยืน

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) นำผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือผักตบชวากว่า 30 ชนิด ที่ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเป็นสมบัติของสมาชิกศูนย์ฝึกมีชีวิต กศน.อำเภอภาชี พระนครศรีอยุธยา ร่วมกับสมาชิกตำบลหนองน้ำใส ตามนโยบาย กศน.WOW ร่วมโชว์ในรายการแซ่บพาซ่าส์ “ศูนย์รวมความแซ่บ กิน เที่ยว สร้างงาน สร้างอาชีพ” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เมื่อเร็ว ๆ นี

ครูโอ๊ะ โชว์ความสำเร็จ "จดอนุสิทธิบัตร" ผ้าทอมือผักตบชวา-กรรมวิธี

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า เมื่อรับตำแหน่งและได้รับมอบหมายให้ดูแลสำนักงาน กศน. ก็ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหา โดยเลือกลงไปในที่เล็ก ๆ อย่างเช่น กศน.ตำบล กศน.อำเภอ เพื่อรับฟังปัญหาในพื้นที่และพัฒนาให้เกิดสิ่งดี ๆ ร่วมกัน

ซึ่งก็ได้รับเสียงสะท้อนจากครู กศน.ตำบลหนองน้ำใส กศน.อำเภอภาชี ที่ได้ร่วมคิด ร่วมทดลอง พัฒนากรรมวิธีเปลี่ยนวัชพืชลอยขวางทางน้ำ เป็นผลิตภัณฑ์ผ้าและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม สร้างรายได้

โดยร่วมกับสมาชิกกลุ่มศูนย์ฝึกมีชีวิต กศน.อำเภอภาชี ที่ส่วนใหญ่เป็นประชาชนในตำบลหนองน้ำใส ซึ่งเมื่อพัฒนามาระดับหนึ่ง ก็มีชาวต่างประเทศเข้ามาดูงานมากมาย จึงต้องการที่จะรักษาสิ่งที่พัฒนาขึ้นมานี้ เพื่อให้เป็นสมบัติของชาวภาชีอย่างยั่งยืน

ครูโอ๊ะ โชว์ความสำเร็จ "จดอนุสิทธิบัตร" ผ้าทอมือผักตบชวา-กรรมวิธี

“เมื่อได้รับทราบปัญหาเช่นนี้ จึงได้ประสานและหารือร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหาทางจดอนุสิทธิบัตร ทั้งผลิตภัณฑ์เส้นใยผักตบชวาและกรรมวิธีการผลิต โดยใช้ระยะเวลาเพียง 1 ปีก็สามารถจดอนุสิทธิบัตรได้สำเร็จ”รมช.ศธ.กล่าว

รมช.ศธ. กล่าวอีกว่า ซึ่งหลัก ๆ เลยเกิดจากการที่เราได้พัฒนา ครู กศน.ให้มีความรู้และทักษะความสามารถด้านต่าง ๆ สร้างศรัทธาให้ประชาชน สามารถที่จะเข้าถึงและไว้วางใจ ภายใต้ความร่วมมือกับ Good partnership (เครือข่ายการทำงานที่ดี) ตามนโยบาย WOW ของครูโอ๊ะ เพื่อให้การพัฒนาวิชาชีพและอาชีพมีความต่อเนื่องและยั่งยืน

“ตลอดจนเป็นหน้าที่ของชาว กศน.อยู่แล้ว ที่จะต้องส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับประชาชนในทุกพื้นที่อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ผักตบชวาที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้กว่า 30 ชนิด เกิดจากการพัฒนาและใช้ประโยชน์ผักตบชวาในทุกส่วน ทั้งลำต้น เป็นส่วนที่ยาวที่สุด ใช้สำหรับทำใยทอผ้า”รมช.ศธ. กล่าว

รมช.ศธ.  อธิบายอีกว่า  ผ้าทอมือผักตบชวาผ่านนวัตกรรมการตีแยกเส้นใย ทำให้นุ่มก่อนนำมาทอ ย้อมสีธรรมชาติเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งนำผ้ามาตัดเย็บเป็นหน้ากาก เสื้อผ้าสำเร็จรูปทั้งบุรุษและสตรี ส่วนต้นสั้น ใช้ทำกันกระแทก เศษที่เหลือใช้ทำกระถาง ราก ใช้ทำปุ้ยแห้ง-ปุ้ยน้ำ ส่วนใบใช้ทำจาน ภาชนะย่อยสลายได้ ทดแทนการใช้โฟม

และที่สำคัญ ต้นอ่อน ใช้ทำอาหาร “บะหมี่หยกชวา” และน้ำพริกผักตบชวา ทั้งนี้ ชาว กศน.ยังได้ออกแบบตราสัญลักษณ์ ONIE ซึ่งหมายถึงการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยความสมานสามัคคีร่วมกัน โดยจะนำตราไว้บนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นฝีมือของชาว กศน.ตามนโยบาย WOW ของครูโอ๊ะ

ครูโอ๊ะ โชว์ความสำเร็จ "จดอนุสิทธิบัตร" ผ้าทอมือผักตบชวา-กรรมวิธี

“ขอเชิญชวนผู้สนใจมาอุดหนุนผลิตภัณฑ์ของตำบลหนองน้ำใส ปลอดภัย รักษาสิ่งแวดล้อม และมีราคาจับต้องได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพในชุมชนและการสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตของชาวตำบลหนองน้ำใส อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ” รมช.ศธ.กล่าว

ทั้งนี้ ช่องทางการติดต่อ “ผ้าทอมือผักตบชวา” เฟซบุ๊ก : กศน.ตำบลหนองน้ำใส อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  หรือ โทร : 088-2187448

วอนกอบกู้การศึกษา “รมว.ศธ.” ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าจะเรียนต่อหรือพอแค่นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475497

วอนกอบกู้การศึกษา “รมว.ศธ.”ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าจะเรียนต่อหรือพอแค่นี้

22 กรกฎาคม 2564 – 15:15 น.

วอนกอบกู้การศึกษา “รมว.ศธ.”ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าจะเรียนต่อหรือพอแค่นี้ อย่าให้คนนอกมองว่าชื่อชั้นระดับ “ตรีนุช เทียนทอง” อยู่ในตำแหน่ง “รัฐมนตรีศึกษาฯ” เพื่อรอวันจาก..

ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ มีหลายจังหวัดที่ ศบค.จังหวัด ประกาศปิดโรงเรียน ยกจังหวัด บางจังหวัดปิดยาวไม่มีกำหนด บางจังหวัดปิด 7 วัน 14 วัน แตกต่างกันไป ตามที่ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ชอบอ้างและหวังให้เป็นเช่นนั้น คือ เป็นไปตามดุลพินิจ และบริบท ของแต่ละพื้นที่

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้มีคำถามย้อนกลับมาว่า การที่นักเรียนบางจังหวัดหยุดเรียน บางจังหวัดได้เรียน แม้จะไม่ต่อเนื่องเพราะเปิดเรียนมาตอนไหนก็มีผู้ปกครองหรือนักเรียนติดโควิด ทำให้ต้องปิดเรียนอีกรอบอยู่ร่ำไป จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา อย่างที่ ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ชอบกล่าวถึงหรือไม่

เมื่อการจัดการเรียนการสอนไม่มีความแน่นอน การสั่งการที่ไม่ชัดเจน ชอบผลักภาระให้กับผู้ปฎิบัติโดยอ้างดุลพินิจและบริบทในแต่ละพื้นที่ เมื่อ “ตรีนุช” อาสาเข้ามารับหน้าที่ “รมว.ศธ.” ต้องทราบถึงบริบทของกระทรวงศึกษาธิการ แบบองค์รวม หรือ ภาพใหญ่ ที่ควรจะเป็น

และเมื่อถึงเวลาคับขัน “รมว.ศธ.” ต้องสามารถตัดสินใจเลือกแนวทาง ที่จะทำให้การศึกษาของชาติได้รับผลกระทบและเสียหายน้อยที่สุด เพื่อให้คนส่วนใหญ่ได้เดินหน้าต่อไป

ไม่ใช่การสั่งการแบบที่เป็นอยู่ กระทรวงศึกษาธิการมอบให้โรงเรียน ใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจตามบริบทของแต่ละพื้นที่ แปลตามตรงมันคือการผลักภาระ การข้ามขั้นตอน จากสูงสุด ไปถึงระดับปฏิบัติในคราวเดียว แล้วจะมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)เอาไว้ทำไม

ระยะเวลาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้นมาแล้วเกือบ 3 ปี ไม่รู้กี่ ระลอก กระทรวงศึกษาธิการก็ทำได้แค่ สำรวจข้อมูล ตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทาง ไม่เคยมีความชัดเจนในวิธีปฏิบัติ ทำให้ผู้เรียนเสียโอกาส และมองไม่เห็นอนาคตของการศึกษาไทย

อยากขอให้ “ผู้บริหารระดับสูง” หรือ ” 5 เสือศธ.” งดกิจกรรมที่ไม่สำคัญ ติดตามการปฏิบัติงานของสำนักงานเขตพื้นที่และโรงเรียนอย่างจริงจัง เป็นไปได้อาจจะแอบมาดูในพื้นที่บ้างก็ได้ อาจจะทำให้ “5เสือศธ.” เปลี่ยนทัศนะคติในการทำงานบ้างก็ได้ อย่าเชื่อในสิ่งที่ท่านได้ฟังจากข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ ลองพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วจะเห็นความจริง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาการทำงานของครูและบุคลกากรทางการศึกษาเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทุกข้อมูลที่ “รมว.ศธ.” ได้รับทราบจากรายงานของข้าราชการผู้ใกล้ชิด เปรียบไม่ได้แม้เสี้ยวหนึ่งของความจริง

การสั่งการแบบบังคับ จะเอาให้ได้ ต้องเป็นแบบนี้ เพื่อเอาใจเจ้านายระดับสูง ยกตัวอย่าง เช่น การประเมินความพร้อมของโรงเรียน ผ่าน Thai stop covid+ ถ้าผลการประเมินโรงเรียนเป็นสีเขียวทั้งประเทศแบบที่รมว.ศธ.ได้รับรายงานแล้วทำไมนักเรียนติดโควิด-19

การที่ท่านมีคำสั่งให้ครู เวิร์คฟอร์มโฮม ในระดับสูงสุด ขอค้านว่า ไม่มีโอกาสเป็นจริง ท่านแอบมาที่โรงเรียนไหนก็ได้ที่ใกล้ที่สุด รมว.ศธ.จะพบว่า ครูปฏิบัติงานที่โรงเรียนครบทุกคน แม้กระทั้งเรียนออนไลน์ สอนออนไลน์ครูก็ต้องมาสอนออนไลน์ที่โรงเรียน ส่วนเด็กนักเรียนก็ให้เรียนออนไลน์อยู่ที่บ้านกับครอบครัว แล้วแบบนี้รมว.ศธ.จะแก้ปัญหายังไง

นอกจากนั้นยังมีสถานศึกษาที่ไม่ได้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการอีกมากมาย ที่ไม่ยอมปฏิบัติตามแนวทางของ ศบค. มีสถานศึกษาบางแห่งในระดับอาชีวะศึกษา กักตัวนักศึกษาไว้นานนับเดือน เพื่อที่จะรอเรียนภาคปฏิบัติ หรือ ON-SITE โดยไม่สนใจต่อสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีแนวโน้มจะรุนแรงและเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

วอนกอบกู้การศึกษา “รมว.ศธ.”ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาด ก่อนที่จะสายเกินไปว่าจะเรียนต่อหรือพอแค่นี้ อย่าให้คนนอกมองว่าชื่อชั้นระดับ “ตรีนุช เทียนทอง” อยู่ในตำแหน่ง “รมว.ศธ.” เพื่อรอวันจากไปเท่านั้น นะขอบอก!!