‘ม.เซนต์จอร์จ’ แห่ง ‘เกรนาดา’ โรงเรียนแพทย์ชั้นนำนานาชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591915

‘ม.เซนต์จอร์จ’แห่ง‘เกรนาดา’  โรงเรียนแพทย์ชั้นนำนานาชาติ

‘ม.เซนต์จอร์จ’แห่ง‘เกรนาดา’ โรงเรียนแพทย์ชั้นนำนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วันที่ 26 ก.ค. 2564 นักศึกษาแพทย์ชาวเอเชียจำนวน 38 คน รวมทั้งชาวไทย จากโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ (SGU) ในเกรเนดา ได้รับมอบหมายให้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งแพทย์ประจำบ้านฝึกหัด (Residency) ในโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพที่มีชื่อเสียงของสหรัฐฯ ในช่วงฤดูร้อนนี้ ซึ่งนักศึกษาแพทย์กลุ่มนี้จะกลายมาเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น

ในปี 2564 นี้มีผู้สำเร็จการศึกษาจาก SGU มากกว่า 1,080 คน เข้ารับการปฏิบัติงานในตำแหน่งแพทย์ประจำบ้านทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาซึ่งนับว่าเป็นปีที่เจ็ดติดต่อกันแล้วที่ SGU ถือเป็นอันดับหนึ่งในฐานะผู้ผลิตบุคลากรทางการแพทย์ให้กับระบบสุขภาพของสหรัฐอเมริกา โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูล ณ เดือน เม.ย. 2564 ซึ่งหลังจากนี้พวกเขาจะเริ่มปฏิบัติงานด้านการแพทย์เฉพาะทางที่มีมากถึง 21 สาขาที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ประสาทวิทยาและศัลยกรรมกระดูก ไปจนถึงพยาธิวิทยาและวิสัญญีวิทยา

มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ จัดว่าเป็นโรงเรียนแพทย์ทางเลือกชั้นนำในแถบแคริบเบียนที่ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับนานาชาติ ที่ผลิตบุคลากรทางการแพทย์มากกว่า 18,000 คน ให้กับวงการการแพทย์ทั่วโลก โดยมีนักศึกษา, ผู้สำเร็จการศึกษาและคณาจารย์จากกว่า 150 ประเทศ ซึ่งผู้ที่สำเร็จการศึกษาจาก SGU ทุกคนล้วนได้รับการฝึกฝนในสหรัฐอเมริกาตามรัฐต่างๆรวมไปถึงในประเทศอื่นๆ อีกกว่า 50 ประเทศ

จากรายงานล่าสุดของสหพันธ์คณะกรรมการการแพทย์แห่งรัฐ (FSMB) พบว่ามีผู้สำเร็จการศึกษาจาก SGU จำนวน 11,627 คน ที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในสหรัฐอเมริกาในปี 2562 ส่งผลให้ SGU เป็นแหล่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เหนือกว่าโรงเรียนแพทย์อื่นๆ ในประเทศและทั่วโลก

“เครือข่ายศิษย์เก่าที่กว้างขวางของ SGU ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของการได้เข้าเรียนที่นี่
ถ้าหากเราสามารถนำไปใช้อย่างเหมาะสมและ
มีประสิทธิภาพสูงสุด มันก็จะกลายเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากๆ ที่ช่วยในการเตรียมตัวสำหรับการสมัครเป็นแพทย์ประจำบ้านในระหว่างการฝึกทางคลินิกของฉัน 
ฉันรู้สึกประหลาดใจอย่างมากกับจำนวนศิษย์เก่าของ SGU ที่กลายมาเป็นผู้ร่วมงานของฉัน พวกเขาพร้อมที่จะช่วยเหลือฉันและนักเรียน SGU คนอื่นๆ ที่เข้ารับการฝึกทางคลินิกกับพวกเขา
เช่นกัน” 
ดร.ณัชชา รัมมณีธร, ผู้สำเร็จการศึกษาปี 2563 ที่อยู่ : เวชศาสตร์ฉุกเฉินที่วิทยาลัยการแพทย์นิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก

“พวกเรายืนหยัดและประหลาดใจกับผลงานที่โดดเด่นของบัณฑิตเราในทุกมุมของสหรัฐฯและทั่วโลก สิ่งที่พวกเขาสร้างไว้ และกำลังจะสร้างต่อผู้ป่วย ต่อครอบครัวของพวกเขา และต่อชุมชนของพวกเขาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประเมินค่าได้” ดร.จี.ริชาร์ด โอลด์ส ประธานของ SGU ซึ่ง SGU ตระหนักถึงความแตกต่างของระบบการรักษาพยาบาลและจำนวนผู้ป่วยในแต่ละพื้นที่ ดังนั้นนักศึกษาจึงสามารถเลือกที่จะหมุนเวียนสับเปลี่ยนทางคลินิกในโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพในเครือกว่า 70 แห่งในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรได้

“พวกเราภูมิใจที่ผู้สำเร็จการศึกษาของเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก” ดร.ริชาร์ด ลีโบวิทซ์ รองอธิการบดีของ SGU “ในฐานะมหาวิทยาลัย พวกเราตั้งตารอที่จะมอบรากฐานที่มั่นคงให้แก่นักศึกษาของพวกเราเพื่อการเป็นแพทย์ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและรอบรู้ต่อไปในอีกหลายๆ ปีข้างหน้า”

ที่ SGU เราเชื่อมั่นว่าการเป็นแพทย์ไม่ควรถูกจำกัดด้วยปัจจัยใดๆ ก็ตาม เราพร้อมที่จะต้อนรับนักศึกษาแพทย์นานาชาติไม่ว่าจะมาจากระบบการศึกษาใดจากทั่วโลก นอกจากนี้ นักศึกษายังได้รับโอกาสพิเศษในการเลือกเริ่มต้นอาชีพแพทย์ในเกรเนดาสหราชอาณาจักร หรืออินเดียด้วยตนเองอีกด้วย

เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ : มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ (SGU) ก่อตั้งขึ้นในปี 2519 โดยมีเป้าหมายในการดึงผู้มีความสามารถและเชี่ยวชาญสูงสุดจากทั่วโลก เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางชั้นนำสำหรับความเป็นเลิศทางวิชาการทั่วโลก ด้วยนักศึกษาและคณาจารย์ที่มาจากกว่า 150 ประเทศ SGU จึงนับว่าเป็นสถาบันระดับนานาชาติอย่างแท้จริง ด้วยมุมมองระดับโลกที่ไม่เหมือนใคร พร้อมให้ความรู้แก่นักเรียนในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้อย่างสมบูรณ์แบบ

คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จมีหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต (พ.บ.) สี่, ห้า, หกและเจ็ดปี โดยเรายินดีรับนักศึกษาจากทุกระบบการศึกษาใดๆ ทั่วโลก SGU มีเครือข่ายโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพขนาดใหญ่ในเครือมากกว่า 70 แห่งในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร และยังมีโอกาสพิเศษให้นักศึกษาได้เลือกเริ่มต้นประกอบอาชีพแพทย์ในเกรเนดา สหราชอาณาจักร หรืออินเดีย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ เยี่ยมชมได้ที่ sgu.edu

ผลวิจัยมะกันชี้สูบบุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มโอกาสป่วยหากติดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591913

ผลวิจัยมะกันชี้สูบบุหรี่ไฟฟ้า  เพิ่มโอกาสป่วยหากติดโควิด

ผลวิจัยมะกันชี้สูบบุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มโอกาสป่วยหากติดโควิด

วันจันทร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยรายงานการวิจัยของสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ในวารสารรายงานป้องกันโรค (Prev Med Rep) ฉบับวันที่ 25 พ.ย. 2563 โดยคณะนักวิจัยจากศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่สนับสนุนทุนวิจัยโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติและศูนย์ควบคุมยาสูบ องค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา ด้วยโจทย์วิจัย “ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของรัฐต่างๆ กับการป่วยจากโควิด-19”

พบว่า อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของรัฐต่างๆ ในปี 2561 สัมพันธ์กับข้อมูลการสำรวจอัตราป่วยและเสียชีวิตจากโควิด-19 ของแต่ละรัฐ ช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. 2563 ที่มีการระบาดของโควิด-19 โดยทุก 1% ของอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 จะเพิ่มขึ้น 0.31 และจำนวนคนที่เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 0.37 ตามหน่วย Log scale ซึ่งแม้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ชี้ว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คณะผู้วิจัยสรุปว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่ไฟฟ้ากับจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น แสดงว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มความเสี่ยงที่จะป่วยจากโควิด-19

ศ.นพ ประกิต กล่าวต่อไปว่า งานวิจัยชิ้นนี้ไม่สนับสนุนข้ออ้างของฝ่ายที่ส่งเสริมการขายบุหรี่ไฟฟ้าที่อ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่ธรรมดา ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานจากสหรัฐอเมริกาว่า วัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้น 5-7 เท่าและการวิเคราะห์งานวิจัยต่างๆก่อนหน้านี้ ล้วนสรุปตรงกันว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดการอักเสบของทางเดินหายใจ และทำให้ภูมิต้านทานของปอดลดลง ซึ่งไม่แตกต่างจากการสูบบุหรี่ธรรมดา

“จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปได้ว่าบุหรี่ไฟฟ้ากับบุหรี่ธรรมดา ทำอันตรายต่อทางเดินหายใจแตกต่างกันหรือไม่ ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้ทุกประเทศรณรงค์เลิกสูบทั้งบุหรี่ธรรมดาและบุหรี่ไฟฟ้า โดยในช่วง 2 ปีนี้ที่มีการระบาดของโควิด-19 จึงขอเชิญชวนให้คนไทยใช้โอกาสที่โควิด-19 ระบาดรุนแรง เลิกสูบทั้งบุหรี่ธรรมดาและบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งนี้ ข้อมูลสำรวจของประเทศไทยล่าสุดปี 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีคนไทยที่เลิกสูบบุหรี่ได้อย่างถาวรแล้วกว่า 4.7 ล้านคน ซึ่ง 9 ใน 10 ของคนไทยที่เลิกบุหรี่ได้ เลิกด้วยตนเอง” ศ.นพ.ประกิต กล่าว

‘คณะวิทย์มหิดล’ ระดมทุนหนุนเสบียง ช่วยรพ.รามาฯ-ผู้ค้าอาหารฝ่าวิกฤติโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591914

‘คณะวิทย์มหิดล’ระดมทุนหนุนเสบียง  ช่วยรพ.รามาฯ-ผู้ค้าอาหารฝ่าวิกฤติโควิด

‘คณะวิทย์มหิดล’ระดมทุนหนุนเสบียง ช่วยรพ.รามาฯ-ผู้ค้าอาหารฝ่าวิกฤติโควิด

วันจันทร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.พลังพล คงเสรี คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงโครงการ “ศรีตรังปันสุข” ซึ่งตั้งตามชื่อของต้นไม้ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติโควิด-19 จากการที่ได้ให้บุคลากรส่วนใหญ่ของคณะฯ ปฏิบัติงานจากที่บ้าน (Work from Home) และนักศึกษาทั้งหมดเรียนในระบบออนไลน์ตามมาตรการของรัฐเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค จนส่งผลกระทบต่อรายได้ที่ลดลงของผู้ขายอาหารประจำโรงอาหารคณะฯ ซึ่งเปรียบเหมือนบุคลากรส่วนหนึ่งของคณะฯ

จึงได้ริเริ่มให้มีการระดมทุนบริจาคเพื่อจัดทำอาหารกล่องเพื่อนำไปมอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งต้องทำหน้าที่อย่างหนักอยู่ในขณะนี้โดยเป็นการได้ดูแลทั้งบุคลากรทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี และ “ครัวคณะวิทย์” เพื่อไม่ให้สูญเสียกำลังใจนอกจากนี้ ทางคณะฯยังได้อำนวยความสะดวกที่จอดรถสำหรับประชาชนผู้มาติดต่อฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพียงแสดงใบนัดหมายก็สามารถจอดรถได้

“ค่าใช้จ่ายในการจัดทำอาหารกล่องตกประมาณวันละ 5,000 -7,000 บาท ซึ่งนอกจากรับเป็นเงินบริจาคแล้ว ผู้สนใจยังสามารถร่วมบริจาคเป็นน้ำดื่ม ขนม ผลไม้ ฯลฯ โดย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการนำไปมอบแก่บุคลากรทางการแพทย์ ตามโครงการศรีตรังปันสุข ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้หันมาดูแลซึ่งกันและกัน ให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้” รศ.ดร.พลังพลกล่าว

รศ.ดร.พลังพล กล่าวต่อไปว่า ทางคณะฯยังมีโครงการจะให้ครัวคณะวิทย์บางร้านได้จัดทำอาหารเพื่อผู้ป่วยของ รพ.รามาธิบดี ในกลุ่มสีเขียว ที่ต้องกักโรค (Home Isolation) ตลอด 3 มื้อต่อวัน ซึ่งร่วมบริจาคได้ที่ บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 026-475703-3 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขารามาธิบดี ชื่อบัญชี “โครงการศรีตรังปันสุข โดยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล” ผู้สนใจสามารถ
ติดตามรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ : Mahidol University, Faculty of Science

ครั้งแรกในไทยม.มหิดล นำทีม RUN วิจัย “โรคติดเชื้อดื้อยา” ในระดับโมเลกุล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/476871

ครั้งแรกในไทยม.มหิดล นำทีม RUN วิจัย “โรคติดเชื้อดื้อยา”ในระดับโมเลกุล

1 สิงหาคม 2564 – 19:50 น.

ครั้งแรกในประเทศไทย “ม.มหิดล” นำทีมเครือข่ายมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ หรือ RUN ทำการศึกษาวิจัยอุบัติการณ์แพร่ระบาด”โรคติดเชื้อดื้อยา”เชิงลึกระดับโมเลกุล เตรียมขยายผลสู่นโยบายระดับชาติ รับมือในอีก 30 ปี

ปัญหาโรคติดเชื้อดื้อยานับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนใดๆ ที่สามารถใช้รักษาโรคติดเชื้อดื้อยา องค์การสหประชาชาติ (UN) คาดว่าในปีพ.ศ.2593 ซึ่งไม่ถึง30ปีข้างหน้า จะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาทั่วโลกปีละกว่า 10 ล้านคน และเกือบครึ่งหนึ่งของอัตราผู้เสียชีวิตจะเป็นประชากรในทวีปเอเชีย

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ภัทรชัย กีรติสิน อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าโครงการวิจัยการศึกษาอุบัติการณ์เชื้อดื้อยา เครือข่ายมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ (Research University Network – RUN) คลัสเตอร์สุขภาพ กล่าวว่า เชื้อแบคทีเรีย เป็นปัญหาที่สำคัญยิ่งของโรคติดเชื้อดื้อยาในปัจจุบัน

ครั้งแรกในไทยม.มหิดล นำทีม RUN วิจัย "โรคติดเชื้อดื้อยา"ในระดับโมเลกุล

โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.แบคทีเรียแกรมบวก และ 2.แบคทีเรียแกรมลบ ซึ่งอาจแบ่งความรุนแรงออกเป็น 3 ระดับ

1.ตั้งแต่ระดับต้น ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดื้อยา หรือดื้อยาระดับต่ำที่สามารถรักษาด้วยยาที่มีใช้ทั่วไป

2.ระดับกลาง ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียดื้อยาระดับสูงที่ต้องใช้ยารักษาเฉพาะโรคซึ่งมีราคาแพงและอาจหาไม่ได้โดยทั่วไป

3.และระดับสูง ซึ่งเป็นเชื้อที่ดื้อยาเกือบทุกชนิด หรือทุกชนิด ทำให้อาจไม่มียาใดรักษาได้ โดยปัจจุบันพบว่ามีการกลายพันธุ์ที่ทำให้เชื้อดื้อยารุนแรงในระดับสูงขึ้น และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก จนเรียกได้ว่าเป็น “Pandemic” หรือ การระบาดของโรคติดเชื้อดื้อยาไปแล้ว

ในปัจจุบัน ปัญหาเชื้อดื้อยาได้รับความสนใจมากขึ้น แต่อาจยังไม่มีแนวทางการป้องกันแก้ไขที่ชัดเจน ทำให้ควบคุมปัญหาได้ยาก มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะแกนนำคลัสเตอร์สุขภาพ ในเครือข่ายมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ (Research University Network) หรือ RUN ได้ร่วมกับอีก 6 มหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำการศึกษาอุบัติการณ์ของเชื้อดื้อยา ร่วมกับโรงพยาบาลจากทั่วประเทศรวม 43 แห่ง โดยหวังผลให้มีการขยายผลสู่นโยบายระดับชาติต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ภัทรชัย กล่าวต่อไปว่า การศึกษาวิจัยนี้ได้สำรวจอุบัติการณ์เชื้อดื้อยาอย่างจริงจังและลึกซึ้งถึงในระดับโมเลกุลเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่มีการศึกษาข้อมูลจากแบคทีเรียเกือบสองแสนชนิด

จนได้ข้อมูลที่ทำให้ทราบถึงอุบัติการณ์เชื้อดื้อยาในประเทศไทยว่า แบคทีเรียที่พบแต่ละชนิดมียีนดื้อยาอะไรที่จะนำไปสู่การศึกษาต่อยอดเพื่อหาแนวทางยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อดื้อยาที่สามารถลดระดับความรุนแรง

รวมทั้งจะสามารถขยายผลสู่การวางแผนการใช้ยาต้านจุลชีพภายในโรงพยาบาล ตลอดจนจัดสรรงบประมาณทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อเยียวยาปัญหาโรคติดเชื้อดื้อยา ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนของชาติได้อย่างเหมาะสมต่อไป โดยผลวิจัยนี้ได้รับการตอบรับตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำระดับนานาชาติอีกด้วย

“อุปสรรคสำคัญของปัญหาโรคติดเชื้อดื้อยาในประเทศไทย คือ ประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการใช้ยาต้านจุลชีพ หรือ ยาฆ่าเชื้อ ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถใช้รักษาได้ทุกโรค ต้องใช้ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ และหากใช้โดยไม่มีความจำเป็น อาจเสี่ยงต่อการกระตุ้นให้เชื้อมีการกลายพันธุ์ เป็นเชื้อดื้อยาระดับสูง

ปัญหานี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน ถึงแม้จะมีข้อมูลและแนวทางอย่างจริงจังเพียงใด อาจสูญเปล่าหากทุกคนยังไม่มีความตระหนักถึงเรื่องปัญหาโรคติดเชื้อดื้อยาเท่าที่ควร” ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ภัทรชัย กล่าวทิ้งท้าย

เช็กที่นี่ www.sa.chula.ac.th “ลดค่าเทอม” ให้นิสิตจุฬาฯ ออกแนวทาง 50++ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/476736

เช็กที่นี่ http://www.sa.chula.ac.th “ลดค่าเทอม” ให้นิสิตจุฬาฯ ออกแนวทาง 50++

31 กรกฎาคม 2564 – 15:40 น.

เช็กที่นี่ http://www.sa.chula.ac.th จุฬาฯ ร่วม อว. ออกแนวทาง 50++ “ลดค่าเทอม” ให้นิสิต 50% สำหรับ 50,000 บาทแรก และลดเป็นขั้นบันไดสำหรับส่วนเกิน 50,000 บาท ทุกคณะทุกหลักสูตร เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาจากโควิด -19

​จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลดค่าเล่าเรียน(ลดค่าเทอม)ให้นิสิตตามมาตรการของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ในการให้ความช่วยเหลือนิสิตนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564​

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผศ.ดร.ชัยพร ภู่ประเสริฐ รองอธิการบดีด้านการพัฒนานิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จุฬาฯ จะลดค่าเล่าเรียน(ลดค่าเทอม)และค่าธรรมเนียมการศึกษาให้นิสิตไทยทุกคณะทุกระดับการศึกษาตามแนวทาง 50++

โดยลดค่าเล่าเรียนให้นิสิต 50% สำหรับ ค่าเล่าเรียน 50,000 บาทแรก ส่วนที่เกิน 50,000 บาทจะให้ส่วนลดเป็นขั้นบันไดคือ 30% สำหรับค่าเล่าเรียนตั้งแต่ 50,001-100,000 บาท และลด 10% สำหรับค่าเล่าเรียนตั้งแต่ 100,001 บาทขึ้นไป

​นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังมีมาตรการให้ความช่วยเหลือนิสิตเพิ่มเติมตามแนวทาง 50 ++ ประกอบด้วย

​- ให้ทุนสนับสนุนการศึกษา ทั้งทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวนกว่า 2,000 ทุน ทุนนิสิตช่วยงาน โดยเน้นงานที่ทำออนไลน์ ค่าตอบแทนชั่วโมงละ 100 บาท ไม่เกิน 500 บาทต่อวัน

เช็กที่นี่ www.sa.chula.ac.th "ลดค่าเทอม" ให้นิสิตจุฬาฯ ออกแนวทาง 50++

​- ให้ทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ประกอบด้วย ทุนสงเคราะห์สวัสดิภาพนิสิต หรือทุน COVID-19 เพื่อลดภาระด้านการเงินของนิสิตทั้งที่เคยได้รับแล้วและรายใหม่ เริ่มต้นให้การช่วยเหลือนิสิตรายละ 5,000 – 10,000 บาท

รวมทั้งสวัสดิการนิสิตหอพัก เปิดให้ขอทุนยกเว้นหรือลดหย่อนค่าธรรมเนียมหอพักให้กับนิสิตหอพักในช่วงมหาวิทยาลัยปิดทำการหรือนิสิตเรียนออนไลน์ที่บ้าน

​- ซิมอินเทอร์เน็ตฟรี 3,000 ซิม เพื่อให้นิสิตสามารถเรียนออนไลน์จากที่พักอาศัยได้อย่างสะดวก

​- ให้บริการนิสิตยืม Laptop หรือ Tablet กลับไปใช้ที่บ้านได้

​- ทำประกัน COVID-19 สำหรับนิสิตทุกคน ทุกระดับการศึกษามากกว่า 37,000 คน

​“นิสิตจุฬาฯ สามารถแจ้งความประสงค์ในการขอรับความช่วยเหลือเข้ามาได้ที่ฝ่ายกิจการนิสิตของแต่คณะ หรือผ่านระบบ CU NEX รวมถึงแจ้งผ่านเว็บไซต์ของสำนักบริหารกิจการนิสิต จุฬาฯ http://www.sa.chula.ac.th” ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวในที่สุด

เพิ่มโอกาสนักศึกษา กศน.”รมช.ศธ.” ชู “จัดสรรโควตา-ระบบเครดิตแบงก์” มาใช้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/476574

เพิ่มโอกาสนักศึกษา กศน.”รมช.ศธ.” ชู “จัดสรรโควตา-ระบบเครดิตแบงก์”มาใช้

30 กรกฎาคม 2564 – 13:42 น.

เพิ่มโอกาสนักศึกษา กศน.”รมช.ศธ.” ถก มรภ.สวนสุนันทา ชู “จัดสรรโควตา-ระบบเครดิตแบงก์” ตอบโจทย์ผู้เรียน เพียงนำพอร์ดโพดิโอเชื่อมโอนหน่วยกิต ม.ปลายมายื่นเรียนต่อระดับอุดมฯ เล็ง ผุดหลักสูตรออนไลน์ปริญญาตรี

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.)  เป็นประธานการประชุมหารือความร่วมมือในการจัดสรรโควตาสนับสนุนการศึกษาต่อของนักศึกษา กศน. และยกระดับการจัดการศึกษาของสำนักงาน กศน. ในระบบปกติและระบบทางไกล ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom meeting)

โดยมี ดร.กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ ดร.พะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศึกษาธิการ ตลอดจน พล.ต.ท.ผศ.(พิเศษ) ดร.สัณฐาน ชยนนท์ คณบดีวิทยาลัยการเมืองการปกครอง และ ผศ.(พิเศษ) ดร.วิจิตรา ศรีสอน รองคณบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มรภ.สวนสุนันทา)  ณ ห้องพระขรรค์เพชร กระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้มี ดร.ปรเมศวร์ ศิริรัตน์ ผอ.สำนักงาน กศน.กทม. นางพรพรรณ มนตรีพิศุทธิ์ ผอ.กลุ่มงานโรงเรียนสามัญศึกษา สช. ดร.ณัฐพงษ์ รงคะวิรุจน์ชัย ผอ.สถาบันทางไกล กศน. ตลอดจนผู้บริหารวิทยาลัยการเมืองการปกครอง เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์

รมช.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า การหารือในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความร่วมมือจากการจัดทำ MOU ระหว่างสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ตลอดจน มรภ.สวนสุนันทา เพื่อสนับสนุนการศึกษาต่อของผู้เรียนนอกระบบให้ได้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษาเพิ่มมากขึ้น การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ การจัดกิจกรรม CSR ตลอดจนการพัฒนาครูและบุคลากรร่วมกัน

ซึ่งจากการหารือได้ข้อสรุปร่วมกัน ที่จะมีการจัดสรรโควตาเรียนใน มรภ.สวนสุนันทา แก่นักศึกษา กศน. นักเรียนเอกชน และผู้เรียนในสังกัดอื่น ๆ โดยในอนาคตจะมีการผลักดันโอกาสในการเข้าสู่ระบบการศึกษามากขึ้น อาทิ การยื่นพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio), การสัมภาษณ์เพื่อเข้าศึกษาต่อ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถทำได้ โดยจะเริ่มดำเนินการจัดสรรโควตาในบางคณะหรือบางสาขา หลังจากนั้นจะต้องมีการประเมินผลความสำเร็จ เพื่อขยายต่อไปยังคณะอื่น ๆ ต่อไป 

รวมทั้งได้หารือร่วมกันถึงข้อเสนอการทดลองจัดทำระบบเครดิตแบงก์ เพื่อเชื่อมโยงหรือถ่ายโอนหน่วยกิต บางวิชาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายไปใช้ในระดับอุดมศึกษา หรือในทางกลับกัน หากจะลงเรียนบางวิชาในระดับอุดมศึกษา (บางแห่ง) ก่อนจบมัธยมศึกษาตอนปลายก็ทำได้

หรือจะนำวิชานั้นมาใช้ในการจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยก็ได้ หมายความว่า เด็กมัธยมศึกษาตอนปลายสามารถเชื่อมโยงหรือถ่ายโอนหน่วยกิตในระดับอุดมศึกษาได้ นอกจากจะเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว ยังช่วยลดเวลาเรียน และผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในสิ่งที่สนใจได้

“นอกจากนี้ ทาง มรภ.สวนสุนันทา ยังมีแนวคิดที่จะจัดทำหลักสูตรระดับปริญญาตรีออนไลน์ เช่นเดียวกับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษาทางไกล กศน. และในอนาคตจะต่อยอดการฝึกงานหรือฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาวิทยาลัยการเมืองการปกครองและคณะครุศาสตร์ ในสถานศึกษาหรือหน่วยงานของ กศน.ที่มีความพร้อม เพื่อกระจายโอกาสให้นักศึกษาคณะอื่น ๆ มากขึ้น อาทิ ศูนย์ กศน.กทม. 50 เขต ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” เป็นต้น 

รวมทั้งการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) ร่วมกันของนักเรียนนักศึกษา อาทิ การปลูกฟ้าทะลายโจร เป็นต้น และในอนาคตเตรียมที่จะพัฒนาความร่วมมือร่วมกันในหลายมิติ อาทิ การพัฒนาหลักสูตร สื่อการศึกษา การวิจัย การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับผู้พิการ เป็นต้น

“ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ ขอแสดงความขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมสร้างโอกาสและสนับสนุนการเข้าสู่ระบบการศึกษาต่อที่สูงขึ้นของผู้เรียนทุกคน ให้ได้เลือกเรียนในวิชาที่ชอบ พร้อมนำไปใช้ต่อยอดในระดับมหาวิทยาลัย ที่จะเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตร่วมกัน” รมช.ศธ.กล่าว

“จุฬาฯ” เปิดให้บริการปรึกษา เชิงจิตวิทยาแบบออนไลน์ ในสถานการณ์โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/476510

“จุฬาฯ” เปิดให้บริการปรึกษา เชิงจิตวิทยาแบบออนไลน์ ในสถานการณ์โควิด-19

29 กรกฎาคม 2564 – 21:53 น.

“จุฬาฯ” เปิดให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบออนไลน์ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด -19 ระบุ กลุ่ม ผู้ป่วยHome Isolation บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจ รีบสแกนคิวอาร์โค้ดด่วน

“ล็อกดาวน์” แต่ไม่สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด19 ได้  เชื่อว่าคนไทยค่อนประเทศในขณะนี้ตกอยู่ในภาวะเศร้า เหงา เครียดสะสม บางคนถึงขั้นจิตตก ยิ่งต้องแยกตัวออกจากครอบครัว ยิ่งน่าเป็นห่วง

ก่อนที่คิดมากไปไกลจนถึงขั้นเกิดภาวะซึมเศร้า หรืออาการป่วยอื่นร่วมด้วย ควรจะเข้ารับคำปรึกษาจากผู้รู้ทางด้านจิตวิทยาดีไหม โดยเฉพาะผู้ป่วย Home Isolation บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทั่วไปท ฯลฯ

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

ขอเชิญผู้ป่วยที่ทำ Home Isolation บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากสถานการณ์โควิด-19 รับบริการปรึกษาทางจิตวิทยาออนไลน์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างโครงการพัฒนาระบบบริการปรึกษาด้านสุขภาพจิตออนไลน์ และเครือข่ายส่งต่อบริการสุขภาพจิต โดยคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจาก สสส. (Here to Heal) ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาฯ Home Isolation COVID และสมาคมจิตวิทยาการปรึกษา

ให้บริการในเวลา 10.00 – 21.00 น. ตั้งแต่บัดนี้ – 26 กันยายน 2564 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

"จุฬาฯ" เปิดให้บริการปรึกษา เชิงจิตวิทยาแบบออนไลน์ ในสถานการณ์โควิด-19

ติดต่อขอรายละเอียดและเลือกช่องทางการปรึกษาเชิงจิตวิทยาได้โดยสแกนคิวอาร์โค้ดผ่านโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือ https://lin.ee/P77s2bW

“ม.รามฯ” ให้ทุนเรียนฟรี แก่นักศึกษาที่สูญเสียบิดา-มารดา จากโรคโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/476328

“ม.รามฯ” ให้ทุนเรียนฟรี แก่นักศึกษาที่สูญเสียบิดา-มารดา จากโรคโควิด-19

28 กรกฎาคม 2564 – 17:00 น.

มหาวิทยาลัยรามคำแหง ประกาศให้ทุนการศึกษา จำนวน 100 ทุน แก่นักศึกษาปัจจุบัน และผู้สมัครนักศึกษาใหม่ ที่บิดา-มารดา เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 โดยให้เรียนฟรี 1 ปีการศึกษา เพื่อให้โอกาสทางการศึกษาในเบื้องต้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทำให้มีผู้ได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีนักเรียนนักศึกษาจากหลายครอบครัวที่ต้องสูญเสียบิดามารดาจากโรคดังกล่าว จนมีผลกระทบต่อการศึกษา มหาวิทยาลัยวิทยาลัยรามคำแหง จึงขอมีส่วนร่วมในการดูแลและช่วยเหลือในเบื้องต้น

แก่นักศึกษาที่สูญเสียบิดามารดาจากโรคโควิด-19 โดยมหาวิทยาลัยจะให้ทุนการศึกษา เรียนฟรี 1 ปีการศึกษา (ปีการศึกษา 2564) แก่นักศึกษาปัจจุบันและผู้สมัครเป็นนักศึกษาใหม่ เป็นจำนวน 100 ทุนการศึกษา

“ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษาเหล่านี้มีโอกาสได้เรียนต่อโดยไม่หยุดชะงัก ซึ่งการให้ทุนการศึกษาครั้งนี้ เป็นมาตรการที่เพิ่มเติมจากการลดค่าเล่าเรียน 50% ของมหาวิทยาลัย ตามนโยบายของรัฐบาลและของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ และหากมีผู้ได้รับความเดือนร้อนมากเกินกว่าจำนวนทุนการศึกษาที่กำหนดในข้างต้น มหาวิทยาลัยก็จะพิจารณาจัดสรรทุนการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป”รักษาราชการแทนอธิการบดีม.รามฯ กล่าว

สำหรับนักศึกษาที่ได้รับความเดือนร้อนในกรณีดังกล่าว สามารถยื่นความจำนงขอรับทุนการศึกษาได้ที่ งานแนะแนวจัดหางานและทุนการศึกษา กองกิจการนักศึกษา ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป รายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0-2310-8080

“เด็ก10ขวบ” เอาตัวรอด หนีโควิดเข้าป่าหาเห็ดช่วยพ่อ-แม่หาเลี้ยงครอบครัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/476334

“เด็ก10ขวบ” เอาตัวรอด หนีโควิดเข้าป่าหาเห็ดช่วยพ่อ-แม่หาเลี้ยงครอบครัว

28 กรกฎาคม 2564 – 15:55 น.

สุรินทร์ “เด็ก10 ขวบ” เอาตัวรอดหนีโควิด เข้าป่าหาเห็ดช่วยพ่อแม่ เพียง 2 ชั่วโมง ได้เต็มตะกร้า นำไปประกอบอาหารเลี้ยงครอบครัว แทนการนำไปขายที่ตลาด ในยุคยุคข้าวยากหมากแพง อีกรูปแบบของการเรียนรู้วิชาชีวิต

ไม่มีใครตอบเด็กๆ นักเรียนได้ว่า อีกนานแค่ไหนจะไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนได้เหมือนเดิม แต่การอยู่นอกโรงเรียนก็ไม่เลวร้าย เมื่อการเรียนรู้วิชาชีวิตผ่านครอบครัวมีคุณค่า

เช่นเดียวกันไม่มีใครช่วยได้ว่าแต่ละวันจะเอาตัวรอดให้มีลมหายใจเพียงแค่มีกินอิ่มในแต่ละมื้อได้อย่างไร

ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปสำหรับเด็กนักเรียนในต่างจังหวัด การหวนคืนกลับสู่วิถีชุมชน หาเลี้ยงตัวเอง และช่วยเหลือครอบครัวในภาวะโรคโควิด-19 ระบาดหนักเป็นสิ่งที่พึงมี และลงมือทำทันที เพื่อความอยู่รอดของตัวเองและครอบครัว เช่นเดียวกับ เด็กวัย 10 ขวบ รายนี้

ย้อนกลับไปที่ป่าสนสองใบ ริมถนนหมายเลข 2077 สังขะ-สุรินทร์ บ้านกระทม ต.ทับทัน อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นป่าชุมชนที่ชาวบ้านใช้หาของป่ามาดำรงชีวิต ชาวบ้านที่ว่างเว้นจากงาน ต่างพาครอบครัวเข้าหาเห็ดป่าเพื่อนำไปประกอบอาหารเลี้ยงครอบครัว

โดยหนึ่งในชาวบ้านที่เข้าหาเห็ดชื่อนางสาวรัตติยา สุขดี อายุ 30 ปีที่ว่างเว้นจากงานประจำ ได้ชักชวนสามีและลูกชายวัย 10 ขวบ เข้าป่ามาหาเห็ดป่า โดยพึ่งเดินทางมาในช่วงบ่าย ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง สามารถหาเก็บเห็ดได้เกือบเต็มตะกร้า

"เด็ก10ขวบ" เอาตัวรอด หนีโควิดเข้าป่าหาเห็ดช่วยพ่อ-แม่หาเลี้ยงครอบครัว

เด็ก10ขวบเรียนรู้วิชาชีวิตกับพ่อแม่

นางสาวรัตติยา เล่าวิธีเก็บเห็ดป่าว่า จะใช้วิธีเดินสุ่มวนไปมาทั่วบริเวณป่า โดยมีวิธีสังเกตุหาจากที่ๆมีเศษใบไม้ปกคลุมอยู่ และจะมีเห็ดโผล่ขึ้นมาให้เก็บ ซึ่งเห็ดจะขึ้นตลอดทั้งวัน สามารถเข้ามาเก็บเห็ดได้เรื่อยๆ

ขณะที่เด็กชายคำใส อุสุภราช อายุ 10 ขวบ ลูกชายของนางสาวรัตติยา สุขดี เล่าว่า ช่วงนี้โรงเรียนยังไม่เปิดเรียน เพราะโควิด ตนจึงเดินทางมามากับแม่และพ่อ เพื่อช่วยหาเห็ดไปประกอบอาหารกินในครอบครัว

“ผมจะเก็บเฉพาะเห็ดที่รู้จักเท่านั้น นอกนั้นไม่กล้าเก็บเพราะกลัวว่าจะเป็นเห็ดพิษ สำหรับเมนูที่ตนชอบจะเป็นแกงเห็ดหน่อใส่ไม้ แต่ที่หาได้วันนี้ผมไม่ขาย จะเอาไว้ทำกับข้าวกิน”เด็กชายคำใส กล่าว

ทางด้าน นางสาวรัตติยา สุขดี อายุ 30 ปี ชาวบ้านท่าพระ ต.ศรีสุข อ.ศรีณรงค์ จ.สุรินทร์ เล่าว่า ตนมีอาชีพกรีดยางพารา โดยหลังจากกรีดยางเสร็จราว 10.00 น. ของวัน ซึ่งช่วงก่อนหน้านี้มีฝนตกติดต่อกันกว่า 3 วัน ทำให้มีเห็ดขึ้นในป่านี้ตลอดทั้งวัน ตนเองจึงได้ชักชวนครอบครัวมาเข้าป่าเพื่อหาเห็ด 

"เด็ก10ขวบ" เอาตัวรอด หนีโควิดเข้าป่าหาเห็ดช่วยพ่อ-แม่หาเลี้ยงครอบครัว

ป่าชุมชนแหล่งอาหารตามธรรมชาติ

โดยตนจะเก็บเฉพาะเห็ดที่รู้จักเท่านั้น ซึ่งก็รู้จักหลายชนิดพอสมควร ชนิดไหนที่ไม่รู้จักก็จะไม่เก็บ ในวันนี้ตนเองพึ่งมาได้ราว 2 ชั่วโมง ได้เห็ดเกือบเต็มตะกร้า แต่ตนไม่ขาย ตนจะเอาไว้ทำกินภายในครอบครัว

"เด็ก10ขวบ" เอาตัวรอด หนีโควิดเข้าป่าหาเห็ดช่วยพ่อ-แม่หาเลี้ยงครอบครัว

โรงเรียนชีวิต เก็บเห็ดได้เต็มตะกร้า

ส่วนใหญ่แล้วตนจะนำไปแกงใส่หน่อไม้ โดยในป่าแห่งนี้มีเห็ดขึ้นตลอดทั้งวัน หายังไงก็ไม่หมด ซึ่งที่ตนเก็บได้ในวันนี้ มีเห็ดแป้ง เห็ดหน้างัว เห็ดถ่าน เห็ดน้ำหมาก โดยเห็ดที่อร่อยที่สุดคือเห็ดกระมูลเหลือง โดยจะมีรสชาติออกหวานๆ ช่วงนี้เห็ดแพงหากตนนำไปขายคงได้หลายร้อยบาทเลย

ทีมข่าวคมชัดลึกอีสาน รายงาน

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกทม.ฯ กังวล 5 ข้อหากศธ. On Site เปิดภาคเรียนเทอม 2 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/476152

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกทม.ฯ กังวล 5 ข้อหากศธ.On Site เปิดภาคเรียนเทอม2

27 กรกฎาคม 2564 – 13:05 น.

เปิด 5 ข้อกังวล จากแถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกทม.ฯ หากเปิดเรียนแบบ On Site ภาคเรียนที่2 ขอศธ.ให้ความเชื่อมั่นต่อการดำเนินการในลักษณะ Sandbox ว่านักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จะปลอดภัยจากโควิดได้จริง

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ กระทบการจัดการศึกษาไทย ต้องหาทางออกด้วยการสอนออนไลน์และเรียนออนไลน์นั้น ล่าสุดมีแนวคิดของฝ่ายบริหารกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.Xว่าจะเปิดเรียนแบบ On Site ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 นี้

เกี่ยวกับแนวคิดเปิด On Site ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ทำให้ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ มีแสดงความเป็นห่วงกังวลต่อความปลอดภัของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาจึงได้ออกแถลงการณ์มีเนื้อหาสาระดังนี้

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์

ฉบับที่ 5

27 กรกฎาคม 2564

เรื่อง เรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการได้มีการศึกษาและประเมินประเด็นที่เกี่ยวข้องให้รอบคอบที่สุดต่อการหาแนวทางการเปิดเรียนแบบ On Site ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 เพื่อความปลอดภัยจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

ตามที่มีความเคลื่อนไหวของกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องการบริหารจัดการศึกษาภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ว่าในการดำเนินการจัดการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2564 กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการหาแนวทางเพื่อให้นักเรียนกลับมาเรียนในลักษณะ On Site

ซึ่งได้มีการหารือร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขถึงมาตรการ Safety Zone in School เป็นระยะ ๆ พร้อมทั้งมีการประเมินความเป็นไปได้ โดยมาตรการนี้จะดำเนินการในลักษณะ Sandbox มีการจำกัดบุคคลเข้าออกโรงเรียนอย่างชัดเจน

พร้อมการคัดกรอง โดยใช้วิธี Rapid Antigen Test และดำเนินการในโรงเรียนที่มีความพร้อมก่อนเท่านั้น โดยมาตรการในลักษณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้ดำเนินการในโรงเรียนพักนอนไปแล้ว

ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ ในฐานะประชาคมออนไลน์ ไม่คัดค้านต่อประเด็นดังกล่าว เพียงแต่มีข้อกังวล ดังนี้

1)กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการจัดการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยการให้นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับวัคซีนไปแล้วเป็นจำนวนมากน้อยเพียงใด วัคซีนมีประสิทธิภาพหรือไม่ เคยปรากฎหรือไม่ ที่นักเรียน รวมทั้งครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว มีผลต่อชีวิต ร่างกายอย่างไร ตรงนี้หากปรากฎว่ามี ทางกระทรวงศึกษาธิการได้มีการเยียวยาอย่างไร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเสียหาย โดยเฉพาะครอบครัวหรือญาติของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการได้รับวัคซีน ซึ่งเป็นเรื่องของหลักประกันแห่งความปลอดภัยในชีวิต และร่างกาย

2)Sandbox มีหลักการอย่างไร การดำเนินการในลักษณะนี้มีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาแม้การได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ยังสามารถติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้หรือไม่ เพราะเชื้อมีวิวัฒนาการกลายพันธุ์เป็นพันธุ์ต่าง ๆ อีกทั้ง Sandbox นี้ จะสามารถใช้ได้กับนักเรียนที่จักต้องมีการเดินทางเคลื่อนที่จากบ้านมาโรงเรียน จากโรงเรียนเพื่อกลับบ้านหรือไม่

รวมทั้ง Sandbox นี้ มีความสัมพันธ์เป็นไปในทิศทางใดกับระดับของพื้นที่ เช่น พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) หรือพื้นที่อื่นอย่างไร ขอให้กระทรวงศึกษาธิการให้ความเชื่อมั่นต่อการดำเนินการในลักษณะ Sandbox ว่า จะเกิดความปลอดภัยขึ้นได้จริง และขอให้อาศัยข้อมูลและบทเรียนต่าง ๆ ที่ผ่านมาประกอบการดำเนินการ

3)การคัดกรองแบบ Rapid Antigen Test สามารถเข้าถึงได้ง่ายหรือจัดหาให้มีความพร้อมในทุกพื้นที่ระดับต่าง ๆ ของโรงเรียนที่มีความพร้อมหรือไม่ หากมีการตรวจพบ Positive Test สามารถเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงทีหรือไม่ มีโรงพยาบาลที่พร้อมหรือมีระบบรองรับทางสาธารณสุขที่พร้อมอย่างไร

อีกทั้งในกระบวนการตรวจ จะมีบุคลากรรองรับเพื่อดำเนินการอย่างเพียงพอหรือไม่ ควรตรวจทุกรายหรือกลุ่มใด เมื่อตรวจแบบ Rapid Antigen Test แล้ว จะต้องมีการตรวจแบบวิธีอื่นร่วมด้วยหรือไม่ มีค่าใช้จ่ายต่อการตรวจรายคนเท่าใด หากกระทรวงศึกษาธิการสามารถสื่อสารต่อสังคมได้อย่างต่อเนื่อง

ประกอบกับสถิติของการติดเชื้อลดลง ผู้คนจะเกิดความเชื่อมั่นต่อการเปิดภาคเรียนแบบ On Site ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ระบบการเรียนการสอนจะกลับคืนสู่สภาพปกติโดยอัตโนมัติ เมื่อปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งเป็นตัวแปรหลัก ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถเห็นสุขภาพของประชากรดีขึ้นอย่างชัดเจน บ่งบอกถึงความเป็นปกติสุข

4)โรงเรียนในรูปแบบลักษณะใด ถือได้ว่ามีความพร้อม ขอให้กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำคำนิยามของคำว่า “โรงเรียนที่มีความพร้อม” และจัดทำประเด็นการประเมินโรงเรียนที่มีความพร้อมว่า มีประเด็นการประเมินใดบ้าง และโรงเรียนนั้น ๆ เข้าเงื่อนไขตามประเด็นการประเมินหรือไม่ โดยต้องสามารถวัด ชั่งตวง ได้ตรงกัน และ

หากเมื่อดำเนินการ เปิดเรียนแบบ On Site ไปแล้ว เมื่อนักเรียน ผู้ปกครอง ครูและบุคลกรทางการศึกษา และประชาชนได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อจนกลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่ จะมีการเยียวยา รวมทั้งให้ความเชื่อมั่นในการดูแลรักษาอย่างไร มีระบบงานสาธารณสุขรองรับเพียงพอและมีประสิทธิภาพหรือไม่ ต่อการดำเนินการเพื่อการเปิดภาคเรียนในลักษณะดังกล่าว

5)ขอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยข้อมูลรายละเอียดว่าการดำเนินมาตรการดังกล่าว ในโรงเรียนพักนอน มีระบบการดำเนินการอย่างไร มีผลเป็นอย่างไร สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ เมื่อเทียบกับตัวแปร กล่าวคือ นักเรียนที่มิได้เรียนอยู่ในลักษณะของการพักนอน ตัวแปรนี้ มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร หรือจะดำเนินการให้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ในกระบวนการ วิธีการ ขั้นตอน และระบบที่เกี่ยวข้อง

เพราะส่วนใหญ่โรงเรียนทั่วประเทศมิได้ทำการเรียนการสอนแบบพักนอน มีการเดินทาง เคลื่อนที่ พบปะ ปะทะสังสรรค์ทางกายภาพ เช่น ในครอบครัวเดียวกัน มีบิดา มารดา สมาชิกในครอบครัวที่มีการดำเนินกิจกรรมในแต่ละวันที่มีความแตกต่างกัน และเมื่อพลบค่ำหรือเลิกงานได้มาอยู่รวมกันในเคหสถานเดียวกัน

จากข้อกังวลทั้ง 5 ข้อดังกล่าว หากกระทรวงศึกษาธิการสามารถแถลงออกมาได้อย่างชัดเจน จักเป็นประโยชน์ที่จะร่วมด้วยช่วยกันในสถานการณ์แห่งความร่วมมือที่อาจจะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ การแถลงการณ์ของชมรมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงข้อกังวลอันเป็นข้อสังเกตที่จะขอให้การดำเนินการใด ๆ ในภาวะที่มีความเสี่ยงต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ ของนักเรียน ผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษาและประชาชนโดยรวม ได้เกิดความรอบคอบอย่างมากที่สุด

ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ จึงแถลงการณ์มา ณ ที่นี้

ไกรทอง กล้าแข็ง

ประธานชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์