‘ตรีนุช’ มอบ ก.ค.ศ.ดูแลเสียงสะท้อนเด็ก-ครู-ผู้ปกครอง ช่วงสถานการณ์โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592432

'ตรีนุช'มอบ ก.ค.ศ.ดูแลเสียงสะท้อนเด็ก-ครู-ผู้ปกครอง ช่วงสถานการณ์โควิด

‘ตรีนุช’มอบ ก.ค.ศ.ดูแลเสียงสะท้อนเด็ก-ครู-ผู้ปกครอง ช่วงสถานการณ์โควิด

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.36 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่กระทรวงศึกษาได้มอบนโยบายและวางแผนกับทุกส่วนราชการในเรื่องของการจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยการสอนแบบ 5 On (Online/On Air/On Demand/On Hand/On Site) นั้น ตนเห็นว่าเด็กนักเรียน และครูได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวมาสักระยะแล้ว ยังไม่ได้รับข้อมูลจากบริบทของแต่ละพื้นที่ว่าเกิดปัญหาและอุปสรรคที่ชัดเจน ตนเองมีความกังวลและมีความห่วงใยในการดำเนินการดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะมีสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่มีบริบทที่แตกต่างกันเป็นจำนวนมาก จึงต้องการรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ครู และผู้ปกครองในแต่ละพื้นที่เพื่อสะท้อนปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนมายังกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้รับทราบ แก้ไขปัญหา และปรับนโยบายได้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น จึงได้มีการประชุมหารือกันถึงแนวทางในการได้มาถึงข้อมูลที่จะนำมาสู่การแก้ไขปัญหา และได้มอบหมายให้ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ.ได้หาแนวทางและวิธีการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและการประเมินแบบเร่งด่วนภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ได้รับทราบข้อมูลว่าได้วางแผนและวางระบบวิธีการเก็บข้อมูลจากนักเรียน ครู และผู้ปกครองจากพื้นที่ต่างๆ ในทุกภูมิภาคของประเทศ ผ่านกลไกใหม่ที่เรียกว่าการประเมินแบบเร่งด่วน ซึ่งเป็นวิธีการที่นานาชาติใช้กัน และเป็นวิธีการที่จะสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างรวดเร็วจากสภาพความเป็นจริงและเชื่อถือได้ โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาจำนวน 4 แห่ง คือ คณะวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา, ภาควิชาวิจัยและพัฒนาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และข้าราชการครูที่มีความรู้ความสามารถด้านวิชาการ ซึ่งจะกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “อาสาสมัครครูนักประเมิน”(Rapid Appraisal Volunteer : RAV) ซึ่งผู้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครเข้าร่วมเป็น RAV Team ในครั้งนี้คือ ครู ผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือศึกษานิเทศก์ ที่มีพื้นฐานการวิจัยและประเมิน (จบ ป.โท – ป.เอก) จะเป็นผู้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากโรงเรียน หรือพื้นที่ต่างๆ และประเมินผลแบบเร่งด่วน ส่งผลกลับมายังส่วนกลาง เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปได้อย่างรวดเร็ว โดยโครงการนี้ได้เปิดรับผู้ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการประมาณ 250 คน ซึ่งทราบว่าขณะได้มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการเต็มจำนวนดังกล่าวแล้ว ภายในระยะเวลา 1 วัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีและก็รู้สึกดีใจที่มีผู้ที่เห็นความสำคัญและได้อาสามาช่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งหลังจากนี้สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้กำหนดให้มีการจัดการประชุมชี้แจงแนวทางและวิธีการดำเนินงานให้กับอาสาสมัครดังกล่าว ในวันที่ 5 สิงหาคม 2564 ที่จะถึงนี้ ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งตนเองก็จะเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

น.ส.ตรีนุช ได้กล่าวในตอนท้ายว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงาน ก.ค.ศ.ซึ่งเป็นแม่งานหลักในการกำหนดนโยบายดูแลครู จะนำข้อมูลที่ได้รับฟังนี้ไปวางมาตรการที่จำเป็น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษามากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ตลอดจนผลกระทบจากสภาวะทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน และทุกฝ่ายกำลังได้รับความเดือดร้อนอยู่ ณ ขณะนี้ และในฐานะที่ตนเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ ดูแล และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ดีที่สุด

สอศ.ร่วมกับสถาบันขงจื่อ มข.เปิดศูนย์อบรมครูไทยสอนภาษาจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592314

สอศ.ร่วมกับสถาบันขงจื่อ มข.เปิดศูนย์อบรมครูไทยสอนภาษาจีน

สอศ.ร่วมกับสถาบันขงจื่อ มข.เปิดศูนย์อบรมครูไทยสอนภาษาจีน

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.35 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ร่วมเป็นเกียรติ และกล่าวในพิธีเปิดศูนย์อบรมครูไทย สอนภาษาจีน สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผ่านระบบออนไลน์

โดย ดร.สุเทพ เปิดเผยว่า ศูนย์อบรมครูไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนทักษะและเทคนิคการสอนภาษาจีน ตลอดจนสามารถนำเทคโนโลยีในปัจจุบันมาผนวกและสร้างเป็นสื่อนวัตกรรม หรือสื่อออนไลน์ต่างๆ เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาษาจีน และเปิดโอกาสให้ครูไทยสอนภาษาจีน ได้เรียนรู้การพัฒนาเทคนิคและวิธีการสอนจากวิทยากรเจ้าของภาษาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาจีนโดยตรง และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้แก่เยาวชนของประเทศ พัฒนาเด็กไทยให้มีศักยภาพ และเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทยในการแข่งขันระดับอาเซียน และระดับนานาชาติต่อไป

เลขาธิการ กอศ.กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ทำความร่วมมือกับ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2559 โดยได้จัดโครงการฝึกอบรมต่าง ๆ เช่น โครงการฝึกอบรมภาษาจีน สำหรับรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เพื่ออบรมภาษาจีนให้แก่นักเรียน นักศึกษา และผลักดันนักเรียน นักศึกษาให้มีโอกาสได้ศึกษาด้านเทคโนโลยีการรถไฟ ซึ่งมีนักเรียน นักศึกษากว่า 200 คน ที่ได้เข้าร่วมโครงการ และมีโอกาสเดินทางไปศึกษาภาษา วัฒนธรรมจีน และเทคโนโลยี ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน และโครงการฝึกอบรมพัฒนาภาษาจีน ให้แก่ครู และบุคลากรในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา การอาชีวศึกษาให้ได้มาตรฐานสากลเทียบเท่ากับนานาประเทศ

ด้าน รศ.ดร.เกิ่ง จวิน ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ฝ่ายจีน) กล่าวว่า สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดําเนินการด้านการเรียนการสอนมาเป็นระยะเวลากว่า 15 ปี ได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง พัฒนาและปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยได้นำประสบการณ์ด้านการจัดอบรมครูภาษาจีนท้องถิ่น มาเป็นจุดเด่น ทั้งยังมีประสบการณ์ทั้งในด้านการเรียนการสอนและการพัฒนาหลักสูตรภาษาจีน

ศูนย์ปฏิบัติการและฝึกอบรมครูไทย สอนภาษาจีน จะเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับ ผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศ จัดทำฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมครูภาษาจีน สำรวจความต้องการ ด้านหลักสูตรและมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของครูสอนภาษาจีนในท้องถิ่น พัฒนาหลักสูตรอบรมให้มี คุณภาพสูง มีหลักสูตรที่หลากหลายและสอดคล้องกับความต้องการในแต่ละระดับและภูมิภาค พร้อมทั้งคำนึงถึง ความต้องการในการฝึกอบรม เนื้อหาในการอบรม วิธีการฝึกอบรมและผลของการอบรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และกระบวนการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง

จุฬาฯ ให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบออนไลน์ ผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากสถานการณ์โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592075

จุฬาฯ ให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบออนไลน์  ผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากสถานการณ์โควิด-19

จุฬาฯ ให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบออนไลน์ ผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากสถานการณ์โควิด-19

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาฯ Home Isolation COVID และสมาคมจิตวิทยาการปรึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้บริการปรึกษาทางจิตวิทยาออนไลน์ ให้แก่ กลุ่มผู้ป่วยที่ทำ Home Isolation บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากสถานการณ์โควิด-19 ปรึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในเวลา 10.00-21.00 น. ตั้งแต่บัดนี้-26 กันยายน 2564 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

โครงการนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างโครงการพัฒนาระบบบริการปรึกษาด้านสุขภาพจิตออนไลน์และเครือข่ายส่งต่อบริการสุขภาพจิต โดยคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจาก สสส. (Here to Heal) ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาฯ Home Isolation COVID และสมาคมจิตวิทยาการปรึกษา

ติดต่อขอรายละเอียดและเลือกช่องทางการปรึกษาเชิงจิตวิทยาได้โดยสแกนคิวอาร์โค้ดผ่านโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือ https://lin.ee/P77s2bW

มจธ. จัดอบรมพัฒนาศักยภาพคนพิการ ด้านประกอบอาชีพ ให้มีทักษะ ความรู้ ที่เพียงพอ และตรงสายการปฏิบัตงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592074

มจธ. จัดอบรมพัฒนาศักยภาพคนพิการ ด้านประกอบอาชีพ ให้มีทักษะ ความรู้ ที่เพียงพอ และตรงสายการปฏิบัตงาน

มจธ. จัดอบรมพัฒนาศักยภาพคนพิการ ด้านประกอบอาชีพ ให้มีทักษะ ความรู้ ที่เพียงพอ และตรงสายการปฏิบัตงาน

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าทำงานในสถานประกอบการโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดขึ้นเป็นปีที่ 8 โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนพิการได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพด้านการประกอบอาชีพที่ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ มีทักษะ ความรู้ที่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน และเพื่อเป็นทางเลือกให้สถานประกอบการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน และสร้างเครือข่ายร่วมกันของสถานประกอบการ คนพิการ และองค์กรที่รับผิดชอบ

ในปีนี้ ได้มีการจัดอบรม 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน หลักสูตรการผลิตสื่อ/สิ่งพิมพ์ดิจิทัล และหลักสูตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่น มีคนพิการที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น56 คน ระยะเวลาการฝึกอบรมตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-31 ธันวาคม2564 รวม 6 เดือน โดยใช้โปรแกรม Zoom Meeting ในการบรรยาย และมีระบบ Moodleในรูปแบบ e-learning มาใช้เพื่อการเรียนรู้ควบคู่กัน

โครงการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นรุ่นที่ 8 ได้รับการสนับสนุนโครงการจากสถานประกอบการจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ บริษัท ดานิลี่จำกัด บริษัท ศรีไทยมิยากาว่าจำกัด บริษัท เสถียรอุตสาหกรรม จำกัด บริษัท มาราธอน (ประเทศไทย) จำกัด และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อที่คนพิการจะสามารถเปิดประตูบานใหม่ไปสู่โลกที่พวกเขาสามารถประกอบอาชีพที่มั่นคงและยืนหยัดอยู่ในสังคมได้ด้วยตนเองอย่างมีความสุขต่อไป

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : เสน่ห์อีสาน เล่าขานไม่รู้จบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592080

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : เสน่ห์อีสาน เล่าขานไม่รู้จบ

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : เสน่ห์อีสาน เล่าขานไม่รู้จบ

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พานั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาท่องเที่ยวทางตัวอักษรไปแล้วเกือบทุกภาค สัปดาห์นี้ผู้เขียนขอพาคุณผู้อ่านมาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสานกันบ้าง โดยขอยกบางช่วงบางตอนจากหนังสือชุมชุนดั้งเดิม ใต้ร่มพระบารมีจักรีวงศ์ ของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเขียนสรุปใจความสำคัญที่บ่งบอกถึงความเป็นภาคอีสานจากอดีตไว้อย่างดีมาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในบริเวณที่ราบสูงมีเทือกเขาล้อมรอบ สภาพคล้ายแอ่งกระทะ เทลาดจากที่สูงทางตะวันตกลงสู่ที่ต่ำทางด้านตะวันออก แบ่งเป็น 2 แอ่งคือ แอ่งสกลนคร ประกอบด้วยพื้นที่ราบเชิงภูเขาภูพาน และบริเวณที่ราบลุ่มต่ำที่อยู่ใกล้มาทางแม่น้ำโขง แหล่งน้ำสำคัญ คือ แม่น้ำชี และแม่น้ำสงคราม เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในสังคมเกษตรกรรม เมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว มีพัฒนาการทางเทคโนโลยีการหล่อโลหะสำริดเป็นเครื่องมือ เครื่องประดับ และอาวุธ มีการเขียนสีบนภาชนะ เพื่ออุทิศแด่ผู้ล่วงลับ เรียกว่า วัฒนธรรมบ้านเชียง ตามชื่อของหมู่บ้านในปัจจุบัน ณ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี

แอ่งโคราช เป็นที่ราบกว้างใหญ่ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ มีลำน้ำสำคัญ คือ แม่น้ำมูลและแม่น้ำชี มีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ เมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปี ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘ เป็นช่วงที่นับวัฒนธรรมทางศาสนาของรัฐทวารวดีจากภาคกลาง และจากวัฒนธรรมเขมรโบราณ จากหลักฐานโบราณสถาน ศิลาจารึก และโบราณวัตถุในหลายพื้นที่ หลังจากพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เป็นต้นมา ได้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายของผู้คนจากดินแดนล้านช้างอย่างต่อเนื่องในยุคสงครามคอมมิวนิสต์ มีชาวญวนที่หนีภัยสงครามเข้ามาตั้งหลักแหล่งในเวลาต่อมา แล้วยังมีพ่อค้าชาวจีน อินเดีย เข้ามาค้าขาย สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของผู้คนที่เข้ามาผสมผสานทางเชื้อชาติกับชนดั้งเดิม หล่อหลอมกลายเป็นคนอีสานในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม หากศึกษากลุ่มประชากรในภูมิภาคนี้พบว่าเป็นกลุ่มคนในตระกูลภาษาไท-กะใด ประกอบด้วยไทลาว ไทโย้ย ไทญ้อ กะเลิง หรือข่าเลิง ไทโคราช ไทพวน ผู้ไท และแสก กลุ่มรองลงมา

คือ กลุ่มตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก เป็นกลุ่มที่พูดภาษามอญ-เขมร ประกอบด้วย เขมรถิ่นไทย กูย โซ่ หรือกะโส้ บรู และญัฮกูร หรือชาวบน

ภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภูมิภาคที่มีอัตลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นมาก มีการวิจัยมาแล้วสรุปว่ามีไม่ต่ำกว่า 50 ประเภท จำแนกเป็น

ด้านอาคารสถาปัตยกรรม ได้แก่ ปราสาทหินฮูปแต้ม พระธาตุ หรือธาตุ สิมอีสาน หอไตร หอแจกหอระฆัง หอกลอง

ด้านหัตถกรรมและช่างฝีมือ ได้แก่ ขันกะหย่อง ผ้าทอ เครื่องปั้นดินเผาเครื่องจักสาน เชี่ยนหมาก เกวียนอีสาน

ด้านความเชื่อความศรัทธา ได้แก่โฮงฮด ผ้าผะเหวดพระไม้ บุญฮีตสิบสองด้านการละเล่นการแสดง ได้แก่ หนังประโมนัย แคน โปงลาง เซิ้งกระติบ หมอลำ ฟ้อนภูไท การสู่ขวัญ บั้งไฟ

ด้านอาหารการกิน ได้แก่ ปลาแดก (ปลาร้า) ส้มตำ ลาบ

รวมทั้งด้านวรรณกรรมภาษาและด้านเครื่องนุ่งห่มและการแต่งกาย

จะเห็นได้ว่าภาคอีสานมีเรื่องราวของบ่งบอกถึงวิถีชีวิตที่สนุกสนาน และภูมิปัญญามากมาย ผู้คนวัฒนธรรมวิถีชีวิต ทุกอย่างล้วนมีเสน่ห์เกินกว่าจะหยุดความอยากรู้ไว้แค่นี้

สัญญาเลยว่า หากเมื่อไหร่ที่โรคโควิดซาไปแล้ว การเดินทางพบปะผู้คนทำได้อย่างคล่องตัว และปลอดภัยต่อสังคมมากขึ้นตามมาตรการของรัฐบาล ผู้เขียนจะลงพื้นที่จริงไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติม รวมทั้งภาพปัจจุบันมาฝากกัน

ศธ. พร้อมบรรเทาความเดือดร้อนนักเรียน นักศึกษา หลัง ครม.อนุมัตเยียวยาค่าเรียนคนละ 2,000 บาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592077

ศธ. พร้อมบรรเทาความเดือดร้อนนักเรียน นักศึกษา  หลังครม.อนุมัตเยียวยาค่าเรียนคนละ 2,000 บาท

ศธ. พร้อมบรรเทาความเดือดร้อนนักเรียน นักศึกษา หลังครม.อนุมัตเยียวยาค่าเรียนคนละ 2,000 บาท

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ได้มีมติเห็นชอบโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของกระทรวงศึกษาธิการ วงเงินรวมประมาณ 21,600 ล้านบาท โดยเฉพาะมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้โดยให้ความช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาสังกัด ศธ.ทั้งภาครัฐและเอกชน และสถานศึกษานอกสังกัด ศธ. คนละ 2,000 บาท ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งถือเป็นมาตรการเร่งด่วนระยะสั้นที่ต้องการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง แม้ตัวเลขการช่วยเหลือต่อคนอาจจะไม่มากนักแต่เชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ปกครองหลายครอบครัวที่กำลังเผชิญกับวิกฤติ

นางดรุณวรรณ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการภายใต้ความรับผิดชอบของคุณหญิงกัลยา โสภณพนิชมีนโยบายหลายส่วนที่ได้กำหนดไว้เป็นประโยชน์ต่อการวางรากฐานการศึกษาไทยเพื่อรองรับศตวรรษที่ 21 รวมไปถึงการวางนโยบายระยะยาวในการสร้างคน คือ การให้การศึกษากับทุกคนอย่างเท่าเทียม เน้นสร้างงาน คือ ระหว่างเรียนมีรายได้ และสร้างอาชีพ คือ จบมาต้องมีงานทำ โดยเฉพาะนโยบายด้านอาชีวะเกษตรที่คุณหญิงผลักดันและส่งเสริมอย่างต่อเนื่องเพราะเชื่อมั่นว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม หากนำองค์ความรู้ด้านการเกษตรมารวมกับด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้จะสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน และเศรษฐกิจฐานราก จะเป็นการแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคุณหญิงกัลยาได้ให้การช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการเรียนของผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง ทั้งการให้ทุนการศึกษาส่วนตัวกับนักศึกษาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) ในหลักสูตร “ชลกร” รุ่นที่ 1 ที่ทุกคนจะได้รับการสนับสนุนค่าเล่าเรียน โดยได้รับการงดเว้นค่าหน่วยกิต ตลอดหลักสูตร 2 ปี รวมถึงการผลักดันให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั่วประเทศปลูกสมุนไพรที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มและสอดรับเทรนด์การดูแลรักษาสุขภาพ เช่น ฟ้าทะลายโจรกระชาย เป็นต้น เพื่อจำหน่ายและแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน

ทีมประเทศไทยพร้อมเดินหน้าพัฒนากำลังคน ยึด ‘มาตรฐานควบคู่คุณภาพ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592183

ทีมประเทศไทยพร้อมเดินหน้าพัฒนากำลังคน ยึด'มาตรฐานควบคู่คุณภาพ'

ทีมประเทศไทยพร้อมเดินหน้าพัฒนากำลังคน ยึด’มาตรฐานควบคู่คุณภาพ’

วันจันทร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 19.04 น.

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2564 ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนประจำประเทศไทย (Thailand AQRF Committee) พร้อมด้วย ดร.พีรศักดิ์ รัตนะ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ดร.ศิริพรรณ ชุมนุม ผู้ทรงคุณวุฒิ และทีมผู้ประสานงาน AQRF ประจำประเทศไทย ได้แก่ (1) ผู้ประสานงานฝ่ายการศึกษา คือ นายกวิน เสือสกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษา และดร.กาญจนา หงษ์รัตน์ ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายการผลิตและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สกศ. (2) ผู้ประสานงานฝ่ายแรงงาน คือ นายสุรัตน์ ปาละนันทน์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน (3) ผู้ประสานงานฝ่ายคุณวุฒิวิชาชีพ คือ นางสาวจุลลดา มีจุล รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และนายนิติ นาชิต ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ร่วมกันให้สัมภาษณ์ในฐานะทีมกรอบคุณวุฒิแห่งชาติของประเทศไทย โดย Ms. Andrea Bateman ผู้เชี่ยวชาญชาวออสเตรเลีย ที่ปรึกษาโครงการเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิแห่งชาติกับกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน ระยะที่ 5 (Referencing National Qualifications Frameworks to the ASEAN Qualification Reference Framework – Phrase V) ภายใต้การดำเนินงานของสำนักเลขาธิการอาเซียน

โดยที่ปรึกษาได้หารือความก้าวหน้าในการดำเนินการขับเคลื่อนงานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) และกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) ของประเทศไทย รวมถึงปัจจัยความสำเร็จในการดำเนินงาน และปัจจัยท้าทายต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนงาน NQF และ AQRF ของประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งนี้ ประเทศไทย โดยความร่วมมือขององค์กรหลักทางการศึกษาและวิชาชีพ ได้ร่วมขับเคลื่อนงาน NQF และ AQRF อย่างเป็นรูปธรรม และได้กำหนดประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการในอนาคตอันใกล้ อาทิ (1) การพัฒนา/เชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลการผลิตและพัฒนากำลังคน (2) การขับเคลื่อนงานเครดิตแบงค์ (credit bank) ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม จากการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน และหลักสูตรการฝึกอบรมใน 8 สาขาอาชีพที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (3) การพัฒนาระบบการเทียบโอนผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome) และประสบการณ์เดิม (Recognition of Prior Learning: RPL) เพื่อการสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต

สำหรับการประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF Committee) ครั้งต่อไป ที่กำหนดจัดขึ้นในเดือนกันยายน 2564 นี้ จะได้มีการนำประเด็นเกี่ยวกับการประกันคุณภาพคุณวุฒิ และการพัฒนาระบบ credit bank รวมถึงระบบการเทียบโอนประสบการณ์การทำงาน (Recognition of Existing Skills and Knowledge: RESK) มาจัดประชุมเชิงปฏิบัติการควบคู่ เพื่อร่วมกันผลักดันให้ประเทศสมาชิกอาเซียนพัฒนาสมรรถนะกำลังคน ทั้งในส่วนของผู้เรียนและแรงงานให้ได้มาตรฐานระดับสากล ภายใต้การรับรองคุณวุฒิและการประกันคุณภาพคุณวุฒิการศึกษา และคุณวุฒิวิชาชีพระดับภูมิอาเซียนต่อไป

‘ตรีนุช’ ตรวจเยี่ยมพร้อมมอบนวัตกรรมเครื่องพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592137

'ตรีนุช'ตรวจเยี่ยมพร้อมมอบนวัตกรรมเครื่องพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโควิด-19

‘ตรีนุช’ตรวจเยี่ยมพร้อมมอบนวัตกรรมเครื่องพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.26 น.

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตรวจเยี่ยมกิจกรรมการขับเคลื่อนความปลอดภัยสู่สถานศึกษา และเครือข่ายความร่วมมือตามโครงการ ศธ. ห่วงใยประชาชนช่วงสถานการณ์โควิด-19 พร้อมมอบนวัตกรรมเครื่องพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ณ วิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว

น.ส.ตรีนุช เปิดเผยว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้เกิดการระบาด อย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก รัฐบาลได้ตระหนักความสำคัญถึงปัญหาดังกล่าว จึงเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน โดยมีจุดมุ่งหมายให้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ อันจะช่วยสถานการณ์ให้ดีขึ้น ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ได้มอบหมายให้วิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว เป็นผู้ประสานและจัดทำนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ที่สนับสนุนและช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชน ในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ขึ้น รวมทั้งวางแนวทางการขับเคลื่อนให้กับสถานศึกษาในสังกัด สอศ.ทุกแห่ง ดำเนินการสร้างนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ที่ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ และหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลและ กระทรวงศึกษาธิการ วาระเร่งด่วน (Quick Win) และเป็นการแสดงถึงศักยภาพของ สถานศึกษาอาชีวศึกษาโดยเฉพาะครูและผู้เรียนอาชีวศึกษาที่มีความรู้และสมรรถนะอาชีพที่สามารถคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ

ด้าน ดร.สุเทพ กล่าวว่า สอศ.ได้มอบให้วิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว เป็นผู้ประสานและจัดทำนวัตกรรมรวมทั้งอุปกรณ์ป้องกัน เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ นวัตกรรมด้านการป้องกัน และนวัตกรรมด้านการบริการทางการแพทย์ ซึ่งนวัตกรรมด้านการป้องกัน จะเป็นการเน้นการฆ่าเชื้อไวรัส COVID-19 ด้วยการใช้น้ำยา และแสงยูวีซี ส่วนนวัตกรรมด้านการบริการทางการแพทย์ เน้นการใช้หุ่นยนต์ช่วยงานบุคลากรทางการแพทย์ โดยในวันนี้ได้จัดพิธีส่งมอบเครื่องมืออุปกรณ์นวัตกรรมดังกล่าวให้แก่โรงพยาบาลสนามองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว (อบจ.สระแก้ว) สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัดสระแก้ว สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสระแก้ว ที่ว่าการอำเภอวัฒนานคร สำนักงานเทศบาลตำบลวัฒนานคร สถานีตำรวจภูธรวัฒนานคร,สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 และเขต 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว โรงพยาบาลวัฒนานคร โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว โรงพยาบาลจิตเวชสระแก้วราชนครินทร์  โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านท่าเกวียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลวัฒนานคร ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสระแก้ว โรงเรียนวัฒนานคร และโรงเรียนอนุบาลศรีวัฒนาวิทยา เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียน บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนต่อไป

สอวช.-Thai SCP ระดมสมองขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านการท่องเที่ยวครบวงจร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592099

สอวช.-Thai SCP ระดมสมองขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านการท่องเที่ยวครบวงจร

สอวช.-Thai SCP ระดมสมองขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านการท่องเที่ยวครบวงจร

วันจันทร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.09 น.

สอวช.-Thai SCP ระดมสมองขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านการท่องเที่ยวครบวงจร

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และสมาคมส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (ประเทศไทย) หรือ Thai SCP Network จัดกิจกรรมระดมสมองผ่านระบบการประชุมออนไลน์ ภายใต้โครงการบูรณาการและขับเคลื่อนภาคส่วนของไทยสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน CE Innovation Policy Forum โดยได้แลกเปลี่ยนถึงปัญหาและอุปสรรคการดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ปัจจัยความสำเร็จ และออกแบบ CE Tourism โดยมี รศ.ดร.สยาม อรุณศรีมรกต คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมการสัมมนา ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ภาคการศึกษา และชุมชนที่เกี่ยวข้องรวมกว่า 60 คน

รศ.ดร.สยาม กล่าวว่า การนำเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้กับการท่องเที่ยวจะต้องมีการสนับสนุนให้แหล่งท่องเที่ยวและสถานประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวใช้มาตรฐานที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ The Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานและองค์กรที่อยู่ในห่วงโซ่คุณค่าของสินค้าและบริการที่ใช้ในภาคการท่องเที่ยว เพื่อสร้างต้นแบบการท่องเที่ยวแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่สามารถต่อยอดและขยายผลได้ นอกจากนี้ต้องมีการพัฒนาตัวชี้วัดของเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับภาคการท่องเที่ยว เพื่อให้สามารถวัดเบสไลน์ กำหนดเป้าหมายและติดตามผลการดำเนินการต่อไปได้

ในส่วนของภาคนโยบายต้องสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนในการดำเนินการด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เนื่องจากการเปลี่ยนสินค้าบริการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้นมีต้นทุนสูง ต้องมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน รวมถึงแนวทางในการสร้างความตระหนัก รวมถึงสร้างโมเดลแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมา ในภาคเอกชนเองก็จะต้องบริหารจัดการโดยพิจารณาให้ครอบคลุมทั้งระบบห่วงโซ่อุปทานและต้องมีเครือข่ายที่ชัดเจน ด้านผู้บริโภค จะต้องทำให้เข้าถึงเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ง่าย และต้องเสริมสร้างความรู้และความตระหนักให้พวกเขาควบคู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในการระดมสมองครั้งนี้ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) ได้มีการวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค โอกาส ความเสี่ยง ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ทั้งในมิติบริษัทท่องเที่ยว ที่พักและชุมชน โดยในแง่ของบริษัทท่องเที่ยว มีจุดแข็งที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความสนใจในการดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในขณะที่ยังมีจุดอ่อนคือบุคลากรนำเที่ยวยังขาดองค์ความรู้ที่ชัดเจนเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียน ขาดการนำเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนไปประยุกต์ใช้ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร แต่ในด้านโอกาสยังมีอยู่จากการที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจและมีแนวโน้มยินดีจ่ายเพื่อส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อีกทั้งภาครัฐเริ่มตื่นตัวและสนับสนุนให้มีการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน นักวิชาการให้ความสนใจในการทำงานวิจัยร่วมกับผู้ประกอบการที่ทำเรื่องการท่องเที่ยวแนวเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น และการทำธุรกิจตามแนวทางนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดได้อีกด้วย

ด้านผู้ประกอบการที่พักมองว่าจุดแข็งคือ การออกแบบที่พัก บริการ และกิจกรรมให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมพื้นบ้าน ภูมิปัญญาวิถีถิ่น เป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชน ด้วยการสนับสนุนสินค้าและการจ้างงานในท้องถิ่น แต่ก็มีอุปสรรคที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน จึงทำให้ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการส่งเสริมและบริหารงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นไปได้ยาก อีกส่วนสำคัญคือปัญหาการจัดการขยะ ที่ยังขาดระบบจัดการขยะตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ขาดธุรกิจที่เข้ามารองรับระบบการดำเนินงานอย่างครบวงจร เช่น ไม่มีแหล่งรับซื้อขยะ พื้นที่จัดเก็บขยะที่คัดแยกไม่เพียงพอ และหากชุมชนกำจัดขยะเองด้วยการเผาหรือฝังกลบก็จะทำให้เกิดปัญหาสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อมและมลพิษตามมา

ในมุมของชุมชนให้ความเห็นว่าการนำเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ามาใช้ในภาคการท่องเที่ยวจะทำให้ชุมชนมีสิ่งแวดล้อมที่ดี สะอาด และมีความพร้อมรับนักท่องเที่ยว มีมาตรฐานความยั่งยืน รองรับทั้งในและต่างประเทศ ช่วยเพิ่มมูลค่าในการท่องเที่ยวได้ ส่วนอุปสรรคที่สำคัญคือแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรมมากขึ้น และความชัดเจนในการดูแลรักษาแหล่งท่องเที่ยวของหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ อีกทั้งภัยพิบัติและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวน้อยลง สวนทางกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่ม แต่ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ

นอกจากนี้ที่ประชุม ยังได้แลกเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ประสบผลสำเร็จ  โดยให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องระบบการจัดการขยะ ที่นับว่ายังเป็นจุดอ่อนและความท้าทายของประเทศไทย ที่ยังขาดการจัดการที่ดี ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา อีกส่วนสำคัญที่มีการเน้นย้ำคือการทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่เห็นความสำคัญกับการดำเนินการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านการเพิ่มองค์ความรู้ ให้หน่วยงานของจังหวัดตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้โดยตรง และต้องมีการลงมือขับเคลื่อนร่วมกับชุมชนอย่างจริงจัง

ฝั่งผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่นเดียวกัน เริ่มจากการคิดออกแบบหมุนเวียนอย่างครบวงจรสำหรับภาคการท่องเที่ยวและบริการ ตั้งแต่ระบบการเดินทาง กิจกรรม อาหาร ที่พัก ของชำร่วย หรือสินค้าสำหรับจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว ต้องคำนึงถึงการออกแบบบนพื้นฐานอัตลักษณ์ชุมชนของแต่ละพื้นที่ นำขยะหรือของเหลือมาใช้หมุนเวียนเพิ่มมูลค่าให้เป็นสินค้าใหม่ ช่วยให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพในชุมชน เกิดเป็นการท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่จะนำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้

ในส่วนของภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทสนับสนุนการสร้างแรงจูงใจ เช่น มาตรการทางภาษี การประชาสัมพันธ์ การเชื่อมโยงเครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียนระหว่างประเทศ ซึ่งแผนการเหล่านี้ต้องมีความชัดเจนในการส่งเสริมตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงแผนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

สทน.เร่งเดินเครื่องฉายรังสีเต็มอัตรา หนุน ‘ฟ้าทะลายโจร’ ช่วยผู้ป่วยโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591916

สทน.เร่งเดินเครื่องฉายรังสีเต็มอัตรา  หนุน‘ฟ้าทะลายโจร’ช่วยผู้ป่วยโควิด

สทน.เร่งเดินเครื่องฉายรังสีเต็มอัตรา หนุน‘ฟ้าทะลายโจร’ช่วยผู้ป่วยโควิด

วันจันทร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปี 2563-2564 เป็นปีที่ประเทศไทยประสบสภาวะความยากลำบากจากการระบาดของโคโรนาไวรัส หรือ “โควิด-19” ในวงกว้าง ทำให้หลายหน่วยงาน รวมทั้งประชาชน มองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพของตัวเอง “ฟ้าทะลายโจร” จึงถูกกล่าวถึงสรรพคุณในการต่อต้านไวรัสโควิด-19 อย่างได้ผล ซึ่งฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาอาการหวัด และอาการข้างเคียงอื่นๆ มาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี และได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติเมื่อปี 2559

และเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2564 ที่ผ่านมาราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศให้ใช้ฟ้าทะลายโจรเป็นยารักษาโรคโควิด-19 โดยให้ใช้ในผู้ป่วยที่มีความรุนแรงน้อย หรือ ผู้ป่วยระดับสีเขียว กลุ่มที่ทำ Home Isolation หรือ Community Isolation ถึงแม้ทางการแพทย์จะยืนยันว่าฟ้าทะลายโจรไม่มีสรรพคุณในการป้องกันโรคโควิด-19 โดยจะใช้ได้ผลดีในคนที่ป่วยแล้วก็ตาม แต่เมื่อถูกระบุว่ารักษาโควิดได้ ในสถานการณ์การระบาดที่รุนแรง และประชาชนมีความกังวล ฟ้าทะลายโจรจึงถูกนำมาใช้รับประทานเพื่อป้องกันโรค ในคนที่ยังไม่ป่วยและคนป่วยไปโดยปริยาย

“ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร หากยากมากขึ้น ผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ๆ ที่เป็นที่รู้จักในตลาดกว่า 30 ราย ผลิตสินค้าไม่ทันกับความต้องการ และสิ่งที่ตามมา คือ ราคาผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรสูงขึ้นจากเดิม 1-3 เท่า ทำให้ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายฟ้าทะลายโจรรายใหญ่ ซึ่งเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคอย่างมูลนิธิอภัยภูเบศร ได้เร่งผลิตฟ้าทะลายโจรออกมาเพื่อให้ทันกับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการนำฟ้าทะลายโจรไปรักษาโรคโควิด และในกรณีรายที่รักษาด้วยฟ้าทะลายโจรได้ผลก็จะสามารถลดจำนวนผู้ป่วยหนักที่ต้องส่งรักษาในโรงพยาบาลได้ ซึ่งมูลนิธิอภัยภูเบศรยืนยันว่า ถึงแม้จะต้องเร่งผลิตสินค้าออกมาให้ทันตามความต้องการ แต่คุณภาพสินค้ายังเหมือนเดิม”

นอกจากคุณภาพสินค้าที่ดีแล้ว การลดปริมาณเชื้อก่อโรคในผลิตภัณฑ์สมุนไพรก็เป็นเรื่องที่สำคัญในส่วนนี้ “สทน.” สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) ถึงแม้จะปฏิบัติตามประกาศให้หน่วยงานภาครัฐ Work from Home เต็มอัตรา แต่ในส่วนงานของศูนย์ฉายรังสี ไม่ได้หยุดให้บริการ สทน.ยังเปิดให้บริการโรงงานฉายรังสีที่เทคโนธานีที่คลอง 5 ปทุมธานี โดยเร่งฉายผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรด้วยเครื่องเอกซเรย์รังสีเอกซ์พลังงานสูงสุด 5 ล้านอิเล็กตรอนโวลต์ เต็มอัตรา เพื่อฉายรังสีผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรให้กับมูลนิธิอภัยภูเบศร

โดยสองครั้งที่ผ่านมา สทน.ให้บริการฉายรังสีให้ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรไปมากกว่า 50,000 ขวด และจะฉายผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรให้มูลนิธิอภัยภูเบศรอย่างต่อเนื่อง นอกจากมูลนิธิอภัยภูเบศรแล้ว ยังมีบริษัทผู้ผลิตสมุนไพรไทยอีกหลายรายได้ส่งผลิตภัณฑ์มาฉายรังสีในช่วงนี้เช่นกัน ซึ่ง สทน.ยินดีให้บริการเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของทุกบริษัทถึงผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว และปลอดภัยต่อผู้บริโภค

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า โดยปกติ สทน.ให้บริการฉายรังสีสมุนไพรมาอย่างต่อเนื่อง โดยฉายรังสีแกมม่าเป็นหลัก แต่ช่วงที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศสรรพคุณของฟ้าทะลายโจร และให้เป็นยาหลักในการรักษาผู้ป่วยโควิดระดับสีเขียว ความต้องการของผู้บริโภคก็เพิ่มมากขึ้นจากช่วงปกติเป็น 3-4 เท่า สทน.จึงได้เปิดส่วนฉายรังสีเอกซ์ เพื่อเร่งฉายรังสีเพื่อฆ่าเชื้อให้ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร โดยตั้งแต่ตั้งปี 2564 สทน.ให้บริการฉายรังสีฟ้าทะลายโจรมาแล้วกว่า 50 ตัน

ศูนย์ฉายรังสีของ สทน.ปัจจุบันให้บริการฉายรังสีครบวงจร ด้วยรังสีอิเล็กตรอน เอกซเรย์ และแกมม่า ซึ่งจะสามารถให้บริการฉายรังสีอาหาร ผลิตผลทางการเกษตร เครื่องมือแพทย์ และอื่นๆ ได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อฆ่าเชื้อที่อาจก่อให้เกิดโรค และเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสมุนไพรรายใดต้องการรับบริการฉายรังสี สามารถติดต่อได้ที่โทร.02-4019885

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)