‘กศน.’ สนับสนุนภารกิจคุมโควิดระดับจังหวัด ให้ใช้สถานที่เปิดรพ.สนาม-ศูนย์พักคอย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593004

‘กศน.’สนับสนุนภารกิจคุมโควิดระดับจังหวัด  ให้ใช้สถานที่เปิดรพ.สนาม-ศูนย์พักคอย

‘กศน.’สนับสนุนภารกิจคุมโควิดระดับจังหวัด ให้ใช้สถานที่เปิดรพ.สนาม-ศูนย์พักคอย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.51 น.

5 ส.ค. 2564 นายวรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่กำลังวิกฤติ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งสืบเนื่อง นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงาน กศน.ได้มอบหมายให้ กศน. เป็นหน่วยงานหลักในการวางแนวทางมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 

กศน. จึงได้ขับเคลื่อนกิจกรรม “กศน.ห่วงใยร่วมต้านภัยโควิด-19” ขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ ในสถานการณ์วิกฤตินี้ ทั้งนี้ สำนักงาน กศน. ที่ได้รับการร้องขอจากผู้ว่าราชการจังหวัดในการใช้สถานที่ของหน่วยงานในสังกัด กศน. เพื่อใช้เป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว และศูนย์พักคอย ให้บริการแก่ประชาชนที่เป็นผู้ป่วยกักตัวดูอาการ ซึ่งขณะนี้หน่วยงานของ กศน. ได้ให้การช่วยเหลือสนับสนุน โดยให้ใช้สถานที่ของ กศน. จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว  และศูนย์พักคอย ทั่วประเทศ 

“ข้อมูล ณ วันที่ 2 ส.ค. 2564  มีสถานศึกษาในสังกัด กศน.ที่จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว และศูนย์พักคอย รวมทั้งสิ้น 192 แห่ง ประกอบด้วย 1.โรงพยาบาลสนาม มี 7 จังหวัด 10 แห่ง จำนวน 282 เตียง  2. สถานที่กักตัว มี 18 จังหวัด 106 แห่ง จำนวน 824 เตียง 3. ศูนย์พักคอย มี 17 จังหวัด 76 แห่ง จำนวน 1,091 เตียง รวมทั้งสิ้นมีเตียงที่สามารถรองรับได้ถึง 2,197 เตียง ซึ่งถ้าสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ก็อาจจะได้รับการร้องขอในการใช้สถานที่ของหน่วยงานในสังกัด กศน. เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง” นายวรัท กล่าว

‘ตรีนุช’ ส่งครูนักประเมินเก็บข้อมูลสะท้อนนโยบาย ศธ. เล็งปรับมาตรการช่วยเด็ก ครู ผู้ปกครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592935

‘ตรีนุช’ส่งครูนักประเมินเก็บข้อมูลสะท้อนนโยบาย ศธ. เล็งปรับมาตรการช่วยเด็ก ครู ผู้ปกครอง

‘ตรีนุช’ส่งครูนักประเมินเก็บข้อมูลสะท้อนนโยบาย ศธ. เล็งปรับมาตรการช่วยเด็ก ครู ผู้ปกครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 15.53 น.

รมว.ศึกษาธิการ จับมือ 4 มหาวิทยาลัย ปฐมนิเทศเตรียม “อาสาสมัครครูนักประเมิน” ก่อนลุยเก็บข้อมูลพื้นที่ หวังรับทราบข้อเท็จจริงที่สะท้อนถึงนโยบาย เพื่อปรับมาตรการช่วยเหลือเด็ก ครู ผู้ปกครอง ในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19

วันที่ 5 สิงหาคม 25 64 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการปฐมนิเทศ “อาสาสมัครครูนักประเมิน” (Rapid Appraisal Volunteer : RAV) ผ่านระบบออนไลน์ ว่า การปฐมนิเทศครั้งนี้มีคณาจารย์ จากมหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยทักษิณ พร้อมด้วยครู ผู้อำนวยการสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ ที่สมัครเข้ามาเป็นอาสาสมัครครูนักประเมิน กว่า 250 คนเข้าร่วม ซึ่งตนขอขอบคุณอาสาสมัครทุกคน ที่เสียสละเวลา และได้อาสาเข้ามาช่วยเหลืองานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทำให้เห็นถึงน้ำใจ และความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่าย ที่ต้องการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ได้ทวีความรุนแรงอยู่ในขณะนี้
รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากความผันผวนของการแพร่ระบาดของโควิด- 19 และบริบทของสถานศึกษาทั่วประเทศ ที่ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ส่งผลให้ต้องเปิด-ปิดสถานศึกษาบ่อยครั้ง ดังนั้น ศธ.จึงจำเป็นต้องหาแนวทางที่ยืดหยุ่น เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และทันสถานการณ์ ซึ่งกระบวนการประเมินแบบเร่งด่วน (rapid appraisal) นี้เป็นโครงการสำคัญที่ศธ. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นกลไกใหม่ ที่สามารถทำให้รับรู้ข้อมูลในพื้นที่จากสภาพจริงและเชื่อถือได้ เพื่อทำให้ทราบถึงปัญหาอุปสรรคของการปฏิบัติจริงในพื้นที่ที่สะท้อนถึงนโยบายต่าง ๆของ ศธ. ว่าเกิดผลดีต่อผู้ปฏิบัติ หรือจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างไรให้สอดคล้องกับการปฏิบัติในพื้นที่นั้นๆ โดยอาศัยอาสาสมัครครู และนักประเมินทุกท่าน ซึ่งจะมีการติดตามและประเมินผลเป็นระยะ เพื่อนำผลมาปรับเปลี่ยนมาตรการในการดูแลให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และปรับปรุงแก้ไขให้สอดรับกับบริบทของพื้นที่มากที่สุด

“ดิฉันได้รับฟังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากคณาจารย์ ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่เราจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างสิ่งใหม่ ๆที่ทำให้การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องปรับเปลี่ยนไป เราต้องมาร่วมกันคิดว่าผู้เรียนจะต้องได้รับการศึกษาอย่างไร ครูจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนการสอนอย่างไร ทำอย่างไรที่จะให้ผู้เรียน และครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้ในสถานการณ์นี้ โดยที่ผ่านมา ศธ.ได้ดำเนินโครงการไปหลายโครงการ สิ่งหนึ่งที่พยายามทำในตอนนี้ คือ ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในเรื่องของการจัดการเรียนการสอน การประเมิน การลดภาระครู การปลดล๊อกการบริหารจัดการแนวทางการใช้จ่ายงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัว ให้สามารถนำเงินงบประมาณมาใช้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบริบทของพื้นที่ รวมถึงมีการเสนอมาตรการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ปกครอง ซึ่งดิฉันในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และในอีกฐานะหนึ่งก็เป็นผู้ปกครอง ย่อมเข้าใจความรู้สึกของผู้ปกครองที่มีความห่วงใยในบุตรหลาน ดิฉันจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด และเชื่อมั่นว่าเราจะผ่านพ้นสภาวการณ์นี้ไปด้วยกัน” นางสาวตรีนุช กล่าว
 

จุฬาฯ ขานรับมาตรการ อว. ช่วยเหลือผู้เล่าเรียน ลดค่าเทอมให้นิสิต 50% สำหรับ 50,000 บาทแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592626

จุฬาฯ ขานรับมาตรการ อว. ช่วยเหลือผู้เล่าเรียน  ลดค่าเทอมให้นิสิต 50% สำหรับ 50,000 บาทแรก

จุฬาฯ ขานรับมาตรการ อว. ช่วยเหลือผู้เล่าเรียน ลดค่าเทอมให้นิสิต 50% สำหรับ 50,000 บาทแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.ชัยพร ภู่ประเสริฐ รองอธิการบดีด้านการพัฒนานิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จุฬาฯ จะลดค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาให้นิสิตไทยทุกคณะทุกระดับการศึกษาตามแนวทาง 50++ ตามมาตรการของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ในการให้ความช่วยเหลือนิสิตนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม. โดยลดค่าเล่าเรียนให้นิสิต 50% สำหรับค่าเล่าเรียน 50,000 บาทแรก ส่วนที่เกิน 50,000 บาท จะให้ส่วนลดเป็นขั้นบันไดคือ 30% สำหรับค่าเล่าเรียนตั้งแต่ 50,001-100,000 บาท และลด 10% สำหรับค่าเล่าเรียนตั้งแต่ 100,001 บาทขึ้นไป

นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังมีมาตรการให้ความช่วยเหลือนิสิตเพิ่มเติมตามแนวทาง 50 ++ ประกอบด้วย ให้ทุนสนับสนุนการศึกษา ได้แก่ ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวนกว่า 2,000 ทุน ทุนนิสิตช่วยงานโดยเน้นงานที่ทำออนไลน์ ค่าตอบแทนชั่วโมงละ 100 บาท ไม่เกิน 500 บาทต่อวันให้ทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ประกอบด้วยทุนสงเคราะห์สวัสดิภาพนิสิต หรือทุน COVID-19 เพื่อลดภาระด้านการเงินของนิสิตทั้งที่เคยได้รับแล้วและรายใหม่ เริ่มต้นให้การช่วยเหลือนิสิตรายละ 5,000-10,000 บาท รวมทั้งสวัสดิการนิสิตหอพัก เปิดให้ขอทุนยกเว้นหรือลดหย่อนค่าธรรมเนียมหอพักให้กับนิสิตหอพักในช่วงมหาวิทยาลัยปิดทำการหรือนิสิตเรียนออนไลน์ที่บ้าน ซิมอินเตอร์เนตฟรี 3,000 ซิมให้นิสิตยืม Laptop หรือ Tablet กลับไปใช้ที่บ้านได้ และทำประกัน COVID-19 สำหรับนิสิตทุกคน ทุกระดับการศึกษา มากกว่า 37,000 คน

สมศ.มั่นใจ สิ้นปี ’64 รับรองผลประเมินกว่า 2 หมื่นแห่ง สูงกว่าเป้าเดิม หลังปรับการประเมินแบบ ‘นิว นอร์มอล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592628

สมศ.มั่นใจ สิ้นปี’64 รับรองผลประเมินกว่า 2 หมื่นแห่ง  สูงกว่าเป้าเดิม หลังปรับการประเมินแบบ‘นิว นอร์มอล’

สมศ.มั่นใจ สิ้นปี’64 รับรองผลประเมินกว่า 2 หมื่นแห่ง สูงกว่าเป้าเดิม หลังปรับการประเมินแบบ‘นิว นอร์มอล’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. กล่าวว่า การประเมินคุณภาพภายนอกในรอบปี 2564 ซึ่งเป็นการประเมินภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้วยรูปแบบการประเมินแบบออนไลน์ 100% มีความคืบหน้า สามารถประเมินคุณภาพภายนอกและรับรองผลให้แก่สถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย (ศูนย์พัฒนาเด็ก) ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (อนุบาล 1-3 และประถมศึกษา-มัธยมศึกษา) และด้านการอาชีวศึกษาได้แล้วจำนวน 13,003 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้มี 3,825 แห่ง เป็นสถานศึกษาที่ได้รับการประเมินและมีการรับรองผลการประเมินคุณภาพภายนอกเสร็จเรียบร้อยทั้ง 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การประเมินและวิเคราะห์รายงานผลการประเมินตนเอง (SAR) และระยะที่ 2 การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหรือการตรวจสอบหลักฐานและข้อมูลของสถานศึกษาด้วยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ (Site Visit Online) ซึ่ง สมศ.ได้แจ้งผลการประเมินไปยังสถานศึกษาเรียบร้อยแล้ว และมีสถานศึกษาจำนวน 9,178 แห่ง ที่ประเมินระยะที่ 1 และได้รับการรับรอง โดยคณะกรรมการ สมศ. เมื่อเดือนกรกฎาคม ไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

ดร.นันทา กล่าวต่อไปว่าสำหรับการประเมินคุณภาพภายนอกในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 สมศ. ได้มีการวางแผนการทำงานให้เกิดความต่อเนื่องจากการประเมินในครึ่งปีแรก โดยในเดือนสิงหาคม 2564 ประเมินผลจากการวิเคราะห์ SAR เพิ่มอีกจำนวน 8,330 แห่ง ซึ่งคาดว่าผู้ประเมินภายนอกจะทำการวิเคราะห์เสร็จสิ้นและส่งกลับมายัง สมศ. ได้ภายในช่วงกลางเดือนกันยายน 2564 ดังนั้นในรอบการประเมินปี 2564 ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ จะทำให้ สมศ.สามารถประเมินและรับรองผลการประเมินคุณภาพภายนอกให้แก่สถานศึกษา ทุกระดับทั่วประเทศได้ถึง 21,362 แห่ง ซึ่งมากกว่าเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ที่ 17,000 แห่งกว่า 20% นอกจากนี้ สมศ.ยังคงดำเนินการส่งเสริมสถานศึกษาทุกระดับที่มีจำนวนกว่า 61,000 แห่ง ในรูปแบบออนไลน์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สถานศึกษาเข้าใจถึงแนวทางการประเมินรูปแบบใหม่ผ่าน “โครงการส่งเสริมสถานศึกษาและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการประเมินคุณภาพภายนอกภายใต้สถานการณ์ COVID-19” โดยมีกิจกรรมส่งเสริมผ่านการส่งเอกสารให้สถานศึกษาดาวน์โหลดด้วยสแกน คิวอาร์โค้ดเพื่อศึกษาแนวทางการประเมินของ สมศ. การจัดทำอินโฟกราฟิก และคลิปวีดีโอสั้นๆ เกี่ยวกับการประเมิน และรูปแบบการประเมิน เพื่อให้สถานศึกษาเข้าใจได้ง่าย ตลอดจนการจัดโครงการส่งเสริมฯ ผ่านช่องทางเฟซบุ๊คไลฟ์ของ สมศ. ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประเมิน สถานศึกษา ต้นสังกัดเข้ารับชมพร้อมกันเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในบทบาทของแต่ละฝ่าย และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรม เป็นกลาง โปร่งใสในการประเมินภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ที่ผู้ประเมินกับผู้รับการประเมิน ได้ทราบว่าผู้ประเมินจะประเมินอะไรและผู้ถูกประเมินต้องปฏิบัติตัวอย่างไรอีกด้วย

“ทั้งนี้ ในส่วนของสถานศึกษาที่ได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกไปแล้วนั้น ขอให้นำข้อเสนอแนะที่ได้รับจาก สมศ. ในด้านต่างๆ ไปปรับใช้เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาต่อไป และสำหรับสถานศึกษาที่ยังไม่ได้รับการประเมินหรืออยู่ในกระบวนการประเมินนั้น สมศ. ขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ต้องกังวลว่าการประเมินคุณภาพภายนอกจะสร้างภาระเพิ่มเติมให้ เพราะการประเมินจะดำเนินการตามบริบทของสถานศึกษาที่สอดคล้องกับการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา โดยจะพิจารณาจาก SAR ที่สถานศึกษาส่งไปยังหน่วยงานต้นสังกัดเท่านั้น และในการประเมินแต่ละครั้ง สมศ. จะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานต้นสังกัดก่อน จึงจะสามารถดำเนินการได้ ฉะนั้น ขอให้สถานศึกษามั่นใจว่าการประเมินของ สมศ. เป็นไปเพื่อการให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาสถานศึกษานั้นๆ ให้ดียิ่งขึ้น”

3 ทีมตัวแทนนักศึกษาไทย ชนะรางวัลแข่งขัน เดลต้า คัพ รางวัลด้านการพัฒนาโครงงานนวัตกรรมระบบอัตโนมัต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592627

3ทีมตัวแทนนักศึกษาไทย ชนะรางวัลแข่งขัน เดลต้า คัพ รางวัลด้านการพัฒนาโครงงานนวัตกรรมระบบอัตโนมัต

3ทีมตัวแทนนักศึกษาไทย ชนะรางวัลแข่งขัน เดลต้า คัพ รางวัลด้านการพัฒนาโครงงานนวัตกรรมระบบอัตโนมัต

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ส่งตัวแทนทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Delta International Smart & Green Manufacturing Contestหรือ เดลต้า คัพ (Delta Cup)ครั้งที่ 7 ในหัวข้อ การเฟ้นหาผู้มีความสามารด้าน IIoT อัจฉริยะ(Seeking Smart IIoT Talents)โดยให้นำเสนอโครงงานใน 3 ด้าน ได้แก่ นวัตกรรมเครื่องจักร (Innovative Machines), โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) และชีวิตแห่งโลกอนาคตที่ดีกว่า (Better Future Living) จัดโดยเดลต้า กรุ๊ป เพื่อให้นักศึกษามีโอกาสได้ทดลองและพัฒนานวัตกรรมด้านระบบอัตโนมัติ โซลูชั่นการผลิตอัจฉริยะ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบการแข่งขันออนไลน์

การแข่งขันทั้งหมดมีผู้เข้าร่วม 100 ทีมจากทั่วโลก ในปีนี้มี 3 ทีม ตัวแทนประเทศไทยได้รับรางวัลจากการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ จากการพัฒนาโครงงานนวัตกรรมระบบอัตโนมัติดังต่อไปนี้  

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Calamari จากมหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอโซลูชั่นปัญญาประดิษฐ์ในการป้องกันน้ำท่วม ที่ใช้การเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) กับแบบจำลอง Hidden Markov (Hidden Markov Model) ร่วมกับซอฟต์แวร์ตรวจสอบและควบคุมอุตสาหกรรม Delta SCADA รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ทีม JENO จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นำเสนอโครงงาน Tiny Carrier Robot ซึ่งเป็น ระบบควบคุมอัตโนมัติในการขนส่งเสบียงที่จำเป็น อาทิ อาหาร ยา และเครื่องมือแพทย์ เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด-19 จากการสัมผัสระหว่างคนสู่คนโดยมีฟังก์ชั่นการสแกนคิวอาร์โค้ด และการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์อัตโนมัติทางอุตสาหกรรมต่างๆ ของเดลต้า เช่น Programmable Logic Controller (PLC) และ Human Machine Interface (HMI)รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ทีม Maew Maew Sweety จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับโครงงานระบบบริการจัดส่งอัตโนมัติเพื่อรักษาระยะห่างทางสังคมระหว่างร้านอาหารและลูกค้า โดยมีอุปกรณ์อุตสาหกรรมอัตโนมัติของเดลต้า PLC, HMI และ เซอร์โว (servo)สนับสนุนฟังก์ชั่นหลักของระบบ

อว.จับมือ TPBS ร่วมส่งต่อคลังความรู้ ‘เอนก’ มั่นใจเกิดมิติใหม่แห่งการเรียนรู้นอกโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592760

อว.จับมือTPBSร่วมส่งต่อคลังความรู้ 'เอนก'มั่นใจเกิดมิติใหม่แห่งการเรียนรู้นอกโรงเรียน

อว.จับมือTPBSร่วมส่งต่อคลังความรู้ ‘เอนก’มั่นใจเกิดมิติใหม่แห่งการเรียนรู้นอกโรงเรียน

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 19.25 น.

อว.จับมือ TPBS ร่วมส่งต่อคลังความรู้สู่ประชาชน “ดร.เอนก”มั่นใจเกิดมิติใหม่แห่งการเรียนรู้นอกโรงเรียน

วันที่ 4 สิงหาคม 2564 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) ร่วมแสดงความยินดีและเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) โดยมี ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงฯ เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมเป็นเกียรติ ได้แก่ ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีและโฆษกกระทรวง ดร.พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรี ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ กรรมการผู่ช่วยรัฐมนตรี รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความร่วมมือในครั้งนี้เพื่อนำผลงานด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของ อว. สื่อสารผ่านสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ตลอดระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้ สร้างมิติใหม่ในการเรียนรู้นอกโรงเรียนแก่ประชาชน สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทย ซึ่งจัดขึ้นผ่านระบบออนไลน์ ณ ห้องแถลงข่าว อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. (ถนนโยธี) และที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

ดร.เอนก กล่าวว่า เป็นความน่ายินดีที่ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ในระยะเวลาต่อจากนี้คือ ก้าวแรกของการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง ทั้งสองฝ่ายต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอตั้งแต่ระดับเชิงนโยบายหรือตัวผู้บริหารเอง เพื่อความเข้าใจตรงกันของรูปแบบข้อมูล การนำเสนอและวิธีการสื่อสาร ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีเหตุและผล ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนและประเทศชาติในระยะกลางและระยะยาว เพราะปัจจุบันความสำเร็จในระยะแรกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วและได้รับความสนใจเป็นทุนเดิมจากสื่ออยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะเกิดผลในระยะกลางและระยะยาวย่อมต้องใช้เวลา จึงต้องร่วมแรงร่วมใจกันหาวิธีการและรูปแบบการสื่อสารให้น่าสนใจมากขึ้นในอนาคต

“อว.มีหน่วยงานในสังกัดและสถาบันอุดมศึกษามากมาย เป็นคลังความรู้และขุมทรัพย์ทางปัญญาของชาติ มีหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม 16 แห่ง และมี อพวช.ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ดีที่สุดอันดับต้นๆ ของเอเชีย เพียงแต่การเผยแพร่และประชาสัมพันธ์อาจยังไม่มากพอหรือยังเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างจริงจัง ซึ่ง TPBS จะเข้ามาช่วยเสริมในจุดนี้ อว.ต้องการที่จะเผยแพร่ข้อมูลงานวิจัยต่างๆ และความรู้ด้านประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ โลกคดีศึกษา คือสิ่งที่อยากให้อยู่คู่กับคนไทยต่อไป อยากให้มีการศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้ควบคู่ไปกับการผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ตนหวังว่าความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายจะทำให้ศักยภาพการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น กระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง เป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางปัญญา และนี่คือมิติใหม่แห่งการเรียนรู้นอกโรงเรียนอย่างแท้จริง” ดร.เอนก กล่าวตอนท้าย

ด้าน ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อว.มีพันธกิจหลักในการผลิตบุคลากร การสร้างงานวิจัยและค้นคว้าในศาสตร์ทุกๆ ด้าน มีหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยมากมายที่มีผลงานระดับชาติพร้อมเผยแพร่สู่สาธารณชน ตนได้เห็นว่าในอดีต อว.ได้มีการร่วมงานกับ TPBS มาแล้ว อาทิ รายการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของ สวทช. รายการสารคดีต่างๆ ด้านงานวิจัยและนวัตกรรม อยากให้ในอนาคตมีการนำเสนองานด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และโลกคดีศึกษามากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อว. มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยความร่วมมือนี้จะสร้าง Plat Form ใหม่ ให้เกิดขึ้นสู่สาธาณชน เป็นช่องทางใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารประเด็นต่างๆ เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นหรือเป็นวาระแห่งชาติ เช่น สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 การใช้ชีวิตในยุค New Normal และเรื่องงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์บนพื้นฐานความเป็นไทยเพื่ออนุรักษ์และสืบสานต่อไป จะร่วมมือกันเป็นสื่อกลางแห่งการสื่อสารเรื่องราวดีๆ ในอนาคต

เชิญชวนปชช.ลงนามถวายพระพร ‘สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ’ ผ่านระบบออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592692

เชิญชวนปชช.ลงนามถวายพระพร'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ'ผ่านระบบออนไลน์

เชิญชวนปชช.ลงนามถวายพระพร’สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ’ผ่านระบบออนไลน์

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.01 น.

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2564 สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2564 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 7 – 13 สิงหาคม 2564

สสส. ดึงเครือข่ายสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ อปท. 600 แห่งร่วมตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592358

สสส. ดึงเครือข่ายสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่  อปท.600แห่งร่วมตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วยโควิด-19

สสส. ดึงเครือข่ายสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ อปท.600แห่งร่วมตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วยโควิด-19

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สสส. ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการปรับแผนปฏิบัติการเพื่อรับมือการระบาดของโควิด-19 ร่วมกับภาคีเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ซึ่งมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมกว่า 600 แห่ง รวม 2,268 คน ผ่านทางระบบออนไลน์ เพื่อรับมือสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในขั้นวิกฤติ ส่งผลให้ประชาชนส่วนหนึ่งเดินทางกลับภูมิลำเนา

ดังนั้น ชุมชนท้องถิ่นจึงต้องเตรียมความพร้อมและมีมาตรการรองรับ ที่ผ่านมาเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ มีความเข้มแข็งและได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากในการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ที่รวดเร็ว สามารถปรับแผนปฏิบัติงานในพื้นที่ได้เป็นอย่างดีซึ่งสำหรับการเตรียมความพร้อมและการรับมือกับวิกฤติการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในระลอกนี้ แผนสุขภาวะชุมชนร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่าย (ศวภ.)

ได้ออกแบบชุดกิจกรรม ใน 5 ประเด็น คือ 1.ติดตามข้อมูลคนเข้า-ออก/ผู้ติดเชื้อ/กลุ่มเสี่ยง 2.การสื่อสารกระบวนการ ได้แก่ การรายงานตัว และการรับวัคซีน 3.การดูแลตนเองในระบบชุมชนให้กับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ในชุมชน (Community Isolation) ซึ่งประกอบไปด้วย สถานกักกันโรคท้องที่ (Local Quarantine/ Home Quarantine) และระบบการดูแลที่บ้าน (Home Isolation) 4.การสนับสนุน รับ-ส่งตัว และ 5.การฟื้นฟูด้านต่างๆ ในทุกมิติ

นายสมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าวว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ ทำให้ท้องถิ่นมีประสบการณ์การรับมือกับการระบาดที่แตกต่างกันไป บางพื้นที่มีการระบาดค่อนข้างกว้างขวางและเกิดคลัสเตอร์ใหม่ๆ ท้องถิ่นจึงต้องวางมาตรการจำกัดวงการระบาด ทั้งการคัดกรองคนเข้า-ออกพื้นที่อย่างเข้มงวด มีการเตรียมสถานที่สำหรับกักตัวผู้ที่มีความเสี่ยงสูง การส่งต่อผู้ป่วยติดเชื้อไปยังโรงพยาบาล รวมถึงการบริหารจัดการวัคซีนให้กับประชาชนในพื้นที่

แต่ที่มีเหมือนกันทุกพื้นที่ คือความร่วมมือกันในการพัฒนาศักยภาพในการจัดการปัญหาผ่านความร่วมมือของ 4 องค์กรหลัก ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ท้องที่ คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรชุมชนหรือภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐในพื้นที่ ซึ่งทุกพื้นที่ต้องรับมือกับสถานการณ์อย่างจริงจังและเข้มงวด เพื่อจำกัดวงการระบาดทั้งในส่วนที่จะนำเข้ามาและในส่วนที่จะนำออกไป

นายบัญชา ศรีชาหลวง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพิมาน อ.นาแก จ.นครพนม กล่าวว่า มีการเตรียมความพร้อมสถานที่รับคนที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงเพื่อกักตัว หรือสถานกักกันโรคท้องที่ โดยปรับโฮมสเตย์บ้านพอเพียงจำนวน 13 หลัง ของชุมชนเป็นสถานที่กักตัวขณะนี้ยังมีผู้เดินทางกลับมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกคนที่เข้าพื้นที่ต้องตรวจหาเชื้อโควิดด้วยการตรวจโควิดด้วยชุดทดสอบแบบรวดเร็ว (Rapid Test) หากผลเป็นบวกจะส่งต่อโรงพยาบาลทันที แต่หากผลเป็นลบ จะต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ในบ้านพอเพียง ซึ่งจะหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ

และระหว่างที่กักตัวจะมีทีมแพทย์ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตรวจเก็บตัวอย่าง ทุกๆ 5 วัน ทำให้สถานการณ์ขณะนี้ไม่น่าห่วง เพราะความตื่นตัวของคนในชุมชนที่ร่วมด้วยช่วยกัน ทุกคนไม่รอเป็นภาระของทางราชการเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือ การควบคุมคนที่มาจากต่างพื้นที่ตามมาตรการให้ได้ ทุกคนจึงต้องเป็นหูเป็นตา เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อน หรือคลัสเตอร์ใหม่

นายพงษ์ศักดิ์ สมประสงค์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) คอรุม อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า มีการจัดเตรียมสถานที่กักตัวของชุมชน ทั้ง Local Quarantine และ Home Quarantine ของแต่ละตำบล อย่างน้อย 1 แห่ง เช่น วัด อาคารอเนกประสงค์ของชุมชน ซึ่งการใช้วัดแต่ละชุมชนเป็นสถานที่กักตัว ทำให้เกิดความระแวงหวาดกลัวของคนในชุมชน บางพื้นที่ไม่กล้าใส่บาตรพระจึงต้องเร่งเดินหน้าสร้างความเข้าใจให้คนในชุมชนไปพร้อมกันด้วย

ส่วนมาตรการการดูแลระหว่างการกักตัวจะมีทีม อสม. ชุดละ 3 คน ดูแลในตอนกลางวัน และทีมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ดูแลในช่วงกลางคืน ส่วนอาหารและน้ำดื่ม องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จะเป็นผู้ดูแลตลอดระยะเวลาการกักตัว ทั้งนี้ผู้ที่มาจากพื้นที่เสี่ยงสูงจะต้องผ่านการคัดกรองและตรวจแบบจากการแหย่จมูก (Swab) หากพบเชื้อก็จะนำส่งโรงพยาบาลทันที

นางอิสสริยา จิตสุภาพ ปลัด อบต.ทุ่งกระเต็น อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ทาง อบต. ได้เตรียมศาลาการเปรียญวัดในพื้นที่ 7 แห่ง ไว้รองรับโดยแบ่งสัดส่วนมีฉากกั้น จัดเตรียมอุปกรณ์พื้นฐานของใช้ที่จำเป็นไว้ให้สำหรับผู้ที่มากักตัว ถือว่าเราเริ่มที่จะเรียนรู้ประสบการณ์จากปีที่แล้ว โดยร่วมกันทำความสะอาด มีการจัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ จัดเป็นฉากกั้นเพื่อให้ผู้มากักตัวมีความสบาย ไม่อึดอัด จัดเตรียมที่นอน หมอน มุ้งให้ ซึ่งเป็นการต้อนรับด้วยความอบอุ่น ญาติพี่น้องสามารถมาส่งข้าวส่งน้ำได้ ขณะเดียวกันทาง อบต. จะมีข้าวให้ทั้ง 3 มื้อ

โดยเวลาช่วงกลางวันได้จัด อสม. เจ้าหน้าที่ของอบต. หน่วยงานกู้ชีพที่จะไปดูแลไม่ว่าจะเป็นการวัดอุณหภูมิทั้งช่วงเช้า ช่วงเย็น และจะรายงานทาง รพ.สต. ทราบเป็นระยะๆ สำหรับผู้ที่มาจากต่างจังหวัดจะต้องรายงานตัวต่อศูนย์กักตัวในตำบล โดยต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันเพื่อให้พื้นที่เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งนี้จังหวัดบุรีรัมย์ มีนโยบายไม่อนุญาตผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่สีแดงกักตัวที่บ้านแต่ต้องกักตัวในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น หากฝ่าฝืนจะมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา แต่ถ้าเดินทางมาจากพื้นที่สีเหลืองสามารถกักตัวที่บ้านได้ตามมาตรการ 14 วัน

นักวิชาการชี้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนค่านิยม ต้องเข้าใจสังคม-เข้าถึงคนในพื้นที่ให้ได้ด้วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592363

นักวิชาการชี้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนค่านิยม ต้องเข้าใจสังคม-เข้าถึงคนในพื้นที่ให้ได้ด้วย

นักวิชาการชี้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนค่านิยม ต้องเข้าใจสังคม-เข้าถึงคนในพื้นที่ให้ได้ด้วย

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แม้การประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 จะผ่านพ้นไปแล้วเมื่อเดือน ก.ค. 2564 ที่ผ่านมา โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศคือ ทีม People Matter (PM 4.0) จากผลงานแพลตฟอร์มดิจิทัลสาธารณะ เพื่อการจัดการมาตรการ PM2.5 แบบชี้เป้าสร้างระบบกลไกการทำงานที่ตอบโจทย์บริบทของพื้นที่ แต่ยังมีควันหลงจากงานดังกล่าว นั้นคือการที่มีผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายภาคส่วนมาให้มุมมองกับคนรุ่นใหม่ทุกทีมที่เข้าร่วมประกวด

โดยหนึ่งในนั้นคือ ผศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในตอนหนึ่งของการบรรยายหัวข้อ “Policy and Innovation in
Chiang Mai” ว่า การออกแบบนวัตกรรมหรือเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา ไม่อาจมองแต่ในแง่ภูมิศาสตร์ เช่น การแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันใน จ.เชียงใหม่ ที่มักพูดกันว่าเชียงใหม่เป็นแอ่งกระทะเพียงมุมเดียว แต่ยังต้องมองในมุมภูมิรัฐศาสตร์ด้วย เช่น ระบบงบประมาณ และโดยเฉพาะความสัมพันธ์กับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

เพราะการทำโครงการไม่ได้นำเสนอเฉพาะหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน แต่มีความเกี่ยวข้องกับประชาชนด้วย เมื่อเป้าหมายปลายทางของการสร้างนวัตกรรมทางสังคมคือการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและพฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงจะสำเร็จได้ก็ต้องเข้าใจและเข้าถึงคนในพื้นที่ พร้อมกับยกตัวอย่างการลงพื้นที่ชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เดิมนั้นตั้งใจจะไปทำวิจัย
เกี่ยวกับการเมือง แต่เมื่อพูดคุยก็ทำให้ได้ประเด็นทัศนคติต่อฝุ่นควันและไฟป่ามาด้วย

กล่าวคือ ในเวลานั้นยังไม่มีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ด้วยความที่ในพื้นที่นั้นฝุ่นควันรุนแรงมาก ตนเองต้องสวมหน้ากากปิดปาก-จมูกเพราะทนไม่ไหว ในขณะที่ชาวบ้านไม่มีใครสวมหน้ากาก อีกทั้งดูจะไม่ได้สนใจสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนาทึบ ซึ่งเมื่อถามชาวบ้านว่าอยู่กันแบบนี้ได้อย่างไร ไม่กลัวเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือชาวบ้านกลับตอบอย่างหน้าตาเฉยว่าอยู่แบบนี้กันมานานแล้วไม่เห็นเป็นอะไร และเมื่อถามว่าไม่มีใครให้ความรู้หรือ ชาวบ้านก็บอกว่ามี แต่ก็มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

“ที่สำคัญเขาก็บอกว่า อาจารย์!..จะเอาเงินไปซื้อหน้ากากทำไม เงินจะกินยังไม่มีเลย คือเขามองเรื่องของปัจจัยอื่นๆ มากกว่ามองปัจจัยสุขภาพ และมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ความรู้สึกตื่นตัวหรือรู้สึกว่าจะต้องช่วยกันขับเคลื่อนหรือมีส่วนร่วม หรือเปลี่ยนค่านิยม เรื่องการพยายามให้ความรู้เรื่องของ PM2.5 มันก็อาจไม่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เกิดกับตัวพวกเขาเอง สภาพพื้นที่ที่แตกต่างกัน สภาพของ Factor (ตัวแปร) ด้านเศรษฐกิจ สังคม

ความเป็นอยู่ของคนที่ต่างกัน มันมีผลอย่างยิ่งนะที่ทำให้ Mindset (วิธีคิด) ก็ดี หรือค่านิยมพฤติกรรมก็ดี อาจจะคิดต่างจากพวกเราก็ได้ แล้วตรงนี้เวลาเราพยายามออกนโยบาย หรือพยายามสร้างเครื่องมือในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลง เราว่าเขาไม่ได้นะว่าทำไมเขาไม่เข้าใจ ทำไมเขาไม่เปลี่ยน ทำไมเราเหนื่อยอยู่คนเดียว ภาครัฐทำก๊อกๆ แก๊กๆ แต่อาจจะไม่ได้รับผลจากการมีส่วนร่วมของประชาชนก็ได้ อันนี้ก็เป็น Point (ประเด็น) ที่น่าสนใจเรื่องเปลี่ยนค่านิยม” ผศ.ดร.ไพลิน กล่าว

สำหรับเวทีประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์กร Thailand Youth Policy Initiative (TYPI) โดยดำเนินโครงการผ่านระบบออนไลน์ แบ่งเป็นผู้ชมนั้นสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ “สช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ” ส่วนผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะเข้าร่วมผ่านโปรแกรม Zoom

‘ปิดเหมือง-ปลูกป่า’ 27 ปีการต่อสู้ และก้าวแรกชัยชนะของ ‘สิทธิชุมชน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592360

‘ปิดเหมือง-ปลูกป่า’27ปีการต่อสู้  และก้าวแรกชัยชนะของ‘สิทธิชุมชน’

‘ปิดเหมือง-ปลูกป่า’27ปีการต่อสู้ และก้าวแรกชัยชนะของ‘สิทธิชุมชน’

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได จ.หนองบัวลำภู จัดกิจกรรม “Planting a protest หยิบต้นกล้ามาต่อต้าน Mob lll Tree ปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูเหมืองหินดงมะไฟในพื้นที่” โดยเป็นกิจกรรมในรูปแบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2564 ที่ผ่านมาซึ่ง น.ส.มนีนุด อุทัยเรือง ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันไดเปิดเผยว่า ชาวบ้านในพื้นที่ต่อสู้กันมานานถึง27 ปี หลายคนถูกข่มขู่คุกคาม และมีผู้ถูกลอบสังหารไปแล้ว 4 ราย

ซึ่งการต่อสู้ผ่าน 3 ข้อเรียกร้องคือ 1.ปิดเมืองหินและโรงโม่ 2.ฟื้นฟูภูผาป่าไม้ และ 3.พัฒนาดงมะไฟเป็นแหล่งท่องเที่ยวกำลังใกล้ความเป็นจริงแล้ว โดยหลังจากที่ชาวบ้านได้รับชัยชนะก้าวแรกที่จากการเข้าปิดเหมืองหินได้แล้ว จึงเข้ามาสู่ขั้นตอนของการฟื้นฟูภูผาป่าไม้และพัฒนาดงมะไฟเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทางกลุ่มจึงได้เปิดระดมทุนเพื่อจัดหาต้นกล้าในการปลูกเพื่อฟื้นฟูป่า เพื่อทำให้ข้อเรียกร้องที่เหลืออีก 2 ข้อเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

และขณะนี้กลุ่มได้ปิดระดมทุนและได้ต้นกล้าที่เพียงพอต่อการปลูกเพื่อฟื้นฟูป่าแล้ว โดยหลังจากกิจกรรมปลูกต้นไม้เสร็จสิ้นแล้วทางกลุ่มก็จะยังคงปักหลักชุมนุมอยู่ที่ตรงบริเวณทางเข้า-ออกเหมืองหินเหมือนเดิม และจะดูแลต้นไม้ทุกต้นที่ได้ทำการปลูก เพื่อให้ต้นไม้เหล่านั้นเติบโตมาขึ้นมาอย่างงดงาม กลายเป็นป่าที่จะเป็นแหล่งอาหารของชาวบ้านและจะพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกต่อไปด้วย

“ที่ผ่านมาได้ปลูกป่าไปแล้ว 3 ครั้ง ครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 4 ที่เราจะปลูกต้นไม้ฟื้นฟูพื้นที่เหมืองให้ครอบคลุมมากขึ้นเพื่อเปลี่ยนเหมืองให้กลายเป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ดังเดิม โดยกิจกรรมของเราเริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. นำกล้าไม้ทั้งหมดขึ้นหลังรถอีแต๋น และเดินทางเข้าไปยังพื้นที่จุดปลูกพร้อมกันทั้งหมด และขุดหลุมปลูกต้นไม้ทั้งหมด 1,000 ต้น ประกอบด้วย ต้นยางนาต้นตะแบก ต้นราชพฤกษ์ ต้นสะเดาต้นทองอุไร ต้นจามจุรีและต้นขี้เหล็ก ซึ่งแต่ละต้นก็มีประชาชนและภาคีเครือข่ายของเราเข้าร่วมจับจองในการปลูกเป็นจำนวนมาก” น.ส.มนีนุด กล่าว

กิจกรรมครั้งนี้ยังมี อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) 2 ท่าน เข้าร่วมด้วย คือ นางอังคณา นีละไพจิตร และนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ โดยนางอังคณา กล่าวว่า ตนขอร่วมปลูกต้นสะเดา และต้นราชพฤกษ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ต้นคูณ” เพื่อเป็นร่มไม้ใหญ่ซึ่งเป็นร่มเงาแก่ผู้ผ่านไปมา ดอก ผล ใบ และเมล็ดของไม้เหล่านี้ยังเป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านทั้งเป็นอาหารที่มีสรรพคุณทางยา เป็นความร่มรื่นสวยงาม และคืนความอุดมสมบูรณ์แก่แผ่นดินเขาเหล่าใหญ่-ผาจันไดอีกครั้ง

“ในช่วงเวลายาวนานของการต่อสู้ ชาวบ้านต้องพบกับความสูญเสียมาตลอด หลายชีวิตที่ถูกฆ่าซึ่งยังไม่สามารถนำคนผิดมาลงโทษได้ ในปีนี้ เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ และเพื่อคืนป่าให้ประชาชน ชาวบ้านจึงร่วมใจกันปลูกป่าเพื่อคืนความชุ่มชื้นให้แผ่นดิน และถือเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น ชาวบ้านทุกคนหวังว่าผืนแผ่นดินที่หวงแหนนี้จะกลับคืนมาเป็นของชาวบ้านอีกครั้ง พร้อมกับความอุดมสมบูรณ์ ความมั่นคงทางอาหาร การมีน้ำดื่มที่สะอาด และอากาศที่บริสุทธิ์สำหรับทุกคนต่อไป”นางอังคณา กล่าว

ส่วน นพ.นิรันดร์ กล่าวว่า ตนได้เลือกปลูกต้นยางนาและหวังว่าต้นยางนาต้นนี้จะเติบโตงดงามหล่อเลี้ยงชาวบ้านจากกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันไดต่อไปโดยการปลูกป่าในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่ชาวบ้านจะสามารถช่วงชิงผืนแผ่นดินที่เป็นทุนชีวิตและเป็นทุนทางสังคมของพวกเขากลับคืนมาและการต่อสู้ที่ยาวนานเกือบ 3 ทศวรรษเพียงพอที่จะทำให้ภาครัฐได้เห็นว่าชาวบ้านรักและหวงแหนผืนแผ่นดินแห่งนี้ ที่ไม่ใช่เป็นแค่ผืนที่ดินหรือป่าไม้ แต่เป็นทุนในชีวิตของชาวบ้านทุกคนรวมไปถึงลูกหลาน ที่จะได้ใช้ประโยชน์และทำมาหากินสืบไป

ทั้งนี้ ตนอยากให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนได้เข้าใจว่า ชาวบ้านเองสามารถที่จะหาอยู่หากินบนพื้นฐานของการทำมาหากินบนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเองได้ ชาวบ้านไม่ได้ตกอยู่ในวังวนของความโง่ จน เจ็บ แต่เป็นเพราะถูกทำลายโอกาส ถูกทำให้เข้าไม่ถึงในเรื่องของการจัดการทรัพยากร และชาวบ้านก็ไม่ได้ต้องการที่จะหวังพึ่งรัฐหรือคนใจบุญสุนทาน แต่ต้องการให้รัฐเข้ามาปกป้องสิทธิในการใช้ประโยชน์และการบริหารจัดการทรัพยากร ที่เป็นสิทธิชุมชน

นพ.นิรันดร์ กล่าวต่อไปว่า ข้าราชการและนักการเมืองได้ผลประโยชน์จากภาษีอากรเป็นเงินเดือนอยู่แล้วในการดำรงชีพ ดังนั้นขอให้รู้ว่าเงินเดือนหรือทรัพย์สินต่างๆ ที่มีอยู่นั้นก็ได้มาจากประชาชน ดังนั้นท่านจึงมีหน้าที่ในการที่จะต้องช่วยกันปกป้องทรัพยากรเหล่านี้ให้ชาวบ้านต่อไป ในส่วนของเอกชนนั้นไม่ได้ปฏิเสธหรือหวงห้ามไม่ให้เข้ามาพัฒนาในแนวคิดของเขา แต่เอกชนในปัจจุบันก็ต้องยึดหลักของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนนั่นหมายความว่าต้องดำเนินการในเรื่องของการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบ และจะต้องรับผิดชอบในการฟื้นฟูหากมีการเสียหายเกิดขึ้น

“สิ่งเหล่านี้หมายความว่ารัฐและเอกชนก็ต้องปฏิบัติตามหลักนิติรัฐนิติธรรมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในเรื่องของการจัดการ ดังนั้นรัฐหรือเอกชนก็ต้องมีเจตจำนงร่วมกันในเรื่องของการที่จะมาช่วยในการฟื้นฟูและจัดการทรัพยากรตามหน้าที่ของตนเอง รัฐก็มีหน้าที่ต้องปกป้องประชาชน เอกชนก็ต้องยอมรับหลักของการปกครองตามกฎหมายและความเป็นธรรมทางสังคม ไม่อย่างนั้นแล้วท่านก็จะถูกก่นด่าและถูกพิพากษาว่าท่านเป็นคนที่ทำลายผืนแผ่นดินนี้ที่เป็นอนาคตของชาวบ้านและลูกหลานของเขาที่จะได้ประโยชน์ในผืนแผ่นดินแห่งนี้” นพ.นิรันดร์ กล่าว

สำหรับพื้นที่ดงมะไฟนั้น จ.หนองบัวลำภู นั้นเป็นเวลากว่า 27 ปี แล้วที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและสิ่งแวดล้อมกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ยืนหยัดต่อสู้คัดค้านการทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง) และโรงโม่หิน เพราะชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ จนเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2563 ชาวบ้านได้ปักหลักชุมนุมปิดบริเวณทางเข้า-ออกเหมืองหินและโรงโม่ พร้อมเรียกร้องให้ปิดเหมืองหินและโรงโม่ ฟื้นฟูภูผาป่าไม้ และพัฒนาดงมะไฟเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมและอารยธรรมโบราณคดี

ต่อมาในวันที่ 4 ก.ย. 2563 กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันไดจัดกิจกรรม ทวงคืนภูผาป่าไม้ เปลี่ยนเขตเหมืองหินให้เป็นเขตป่าชุมชน หลังใบอนุญาตเข้าทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเก่ากลอยและป่านากลางหมดอายุลง สุดท้ายก้าวแรกของวันที่รอคอยก็มาถึง ในวันที่ 25 ก.ย. 2563 ก็ได้จัดกิจกรรม 26 ปี การต่อสู้ สู่ชัยชนะ “เปลี่ยนโรงโม่หินเป็นป่าชุมชน หยุดเหมืองหินถาวร เนื่องจากใบประทานบัตรเพื่อทำเหมืองหินหมดอายุลง นับว่าเป็นการปิดเหมืองหินและโรงโม่ได้สำเร็จตามข้อเรียกร้องที่ 1

และกำลังก้าวเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูภูผาป่าไม้ตามข้อเรียกร้องที่ 2 ที่ได้ทำการร่วมกันปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูภูผาป่าไม้รอบบริเวณเหมืองหินในขณะนี้ และปัจจุบันชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ยังคงปักหลักชุมนุมปิดทางเข้า-ออกเหมืองหินและโรงโม่อย่างต่อเนื่อง!!!