เชฟมิชลินสามดาวฝรั่งเศส ประเดิมนอร์มังดีโฉมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569917

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ม.ค. 2559 05:01

 

ทุ่มงบ 16 ล้านบาท ปิดปรับปรุงรีโนเวทไปเกือบ 9 เดือน ทำเอาแฟนๆคิดถึงกันใหญ่ ถึงเวลาแล้วที่ห้องเลอ นอร์มังดี เพชรเม็ดงามของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ จะกลับมาให้บริการอีกครั้ง ประเดิมศักราชใหม่ด้วยการเชื้อเชิญ “เชฟ ฌาคส์ มาร์กง” เชฟมิชลินระดับสามดาวจากร้านเรจิส เอท์ ฌาคส์ มาร์กง เมืองโอต ลัวร์ ประเทศฝรั่งเศส มาปรุงอาหารรสเลิศให้นักชิมชาวไทยได้ลิ้มลอง ระหว่างวันที่ 1-6 ก.พ.นี้ ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ

สำหรับเชฟฌาคส์ มาร์กง เป็นลูกชายของ “เชฟเรจิส มาร์กง” ผู้สืบสานธุรกิจโรงแรมเรจิส เอท์ ฌาคส์ มาร์กง ซึ่งมีรางวัลทรงเกียรติมากมายเกี่ยวกับการทำอาหารเป็นเครื่องการันตีฝีมือ โดยในปี 1990 “เชฟฌาคส์ มาร์กง” ได้รับมิชลินเป็นดาวแรก ต่อมาในปี 1997 คว้ามิชลินดาวที่สอง กระทั่งปี 2005 ก็ได้รับมิชลินสามดาว ทั้งนี้ ด้วยความที่เติบโตมาในตระกูลธุรกิจโรงแรมและอาหาร กิจกรรมยามว่างของพวกเขาจึงเพลิดเพลินกับการสรรหาพืชพรรณธรรมชาติหายากตามป่าฤดูหนาว เพื่อนำมาประกอบอาหารสไตล์ฝรั่งเศสดั้งเดิม พร้อมคัดสรรเมนูรสเลิศนำไปเสิร์ฟให้แขกของร้าน จนเป็นที่ติดใจในรสชาติ โดยเฉพาะเมนูปรุงจากเห็ด น่าทึ่งจนได้รับการยกย่องเป็น “ราชาแห่งเห็ด”

บอกได้คำเดียวว่าไม่ควรพลาด ฝีมือการปรุงอาหารของเชฟมิชลินสามดาวชื่อก้องโลก การกลับมาครั้งนี้ของ “เชฟฌาคส์ มาร์กง” เป็นการฉายเดี่ยวโดยไร้เงาผู้เป็นพ่อ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปี โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯและเปิดตัวห้องอาหารเลอ นอร์มังดี โฉมใหม่ สำรองที่นั่งและสอบถามรายละเอียด โทร. 0-2659- 9000 ต่อ 7390 สำหรับมื้อกลาง วัน อาหาร 5 คอร์ส ราคา 5,649.60 บาท และมื้อค่ำ อาหาร 7 คอร์ส ราคา 10,004.50 บาท เพิ่มอีกหนึ่งมื้อค่ำคืนพิเศษ อาหาร 6 คอร์ส ส่งท้ายโปรโมชั่นไวน์ดินเนอร์ วันเสาร์ที่ 6 ก.พ.2559 ในราคา 14,712.50 บาท (รวมภาษีและบริการ)

รู้ไหม! กินอย่างไรให้ ‘สมอง’ สตรองโลดแล่นแจ่มใส?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/548951

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ม.ค. 2559 14:05

 

สมองดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เพราะสมองมีบทบาทต่อการทำงานของอวัยวะ และระบบอื่นๆ ในร่างกาย เช่น ระบบประสาท การเคลื่อนไหวของแขน-ขา ไปจนถึงการเดิน การทรงตัว และความจำ…

ปัจจุบันคนไทยมีความเสี่ยงในการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท และสมองเพิ่มขึ้น เนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งการมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ดังเช่นหลายๆ ประเทศที่กำลังก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุ ยิ่งเราอายุมากขึ้นก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อโรคระบบประสาทมากเช่นกัน โดยจากสถิติพบว่า ในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งอยู่ในกลุ่มโรคระบบประสาทเฉลี่ย 4 นาทีต่อคน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ซึ่ง ‘โรคหลอดเลือดสมองตีบ’ นี้เป็นสาเหตุอันดับ 2 ของโรคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากทั่วโลกรองจากโรคมะเร็ง

เช่นนี้แล้ว เราจะทำอย่างไรจึงจะสามารถรักษาสมองให้คงประสิทธิภาพ อยู่กับเราไปได้นานที่สุด? อีกหนึ่งคำตอบง่ายๆ ก็คือ การเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง ยังไงล่ะ!

แล้วเราควรเลือกรับประทานอะไรบ้าง?

นักโภชนาการ-กำหนดอาหารวิชาชีพ
ได้ให้คำแนะนำว่า ในแต่ละวันหากเราเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองบ้าง ก็จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์สมอง ป้องกันการเสื่อมเร็วกว่าเวลาที่ควรจะเป็น เหมือนการออกกำลังกาย หรือการเลือกรับประทานอาหารบำรุงส่วนอื่นๆ เพราะสมองก็ต้องการการดูแลเพื่อให้ฟิตแอนด์เฟิร์มด้วยเช่นกัน

เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองบ้าง…

ป้องกันสมองเสื่อมเร็วกว่าที่ควร

สารอาหารอะไรบ้างที่ทำให้สมองเราฟิต?
คุณเอกสิทธิ์ แนะนำว่า สารอาหารที่มีส่วนช่วยบำรุง และสนับสนุนการทำงาน ตลอดจนชะลอความเสื่อมของสมอง ได้แก่ วิตามินชนิดต่างๆ โดยเฉพาะวิตามินบี 1, บี 6, บี 12, วิตามินซี และวิตามินอี ซึ่งมีอยู่ในอาหารหลายประเภท ดังนี้ :

– วิตามินบี 1 มีมากในอาหารจำพวก ข้าวแข็งๆ ไข่แดง ปลา ถั่วเหลือง
– วิตามินบี 6 แนะนำให้รับประทาน ไข่ เนื้อสัตว์ จมูกข้าว ข้าวโพด กล้วย
– วิตามินบี 12 จะช่วยสนับสนุนการทำงานของกระแสประสาท ทำให้ความจำระยะสั้นดีขึ้น ลดความเสี่ยงการเป็นโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุราว 4 เท่า อาหารที่เหมาะสมประกอบด้วย ไข่ เครื่องในสัตว์ นม เนื้อสัตว์อื่นๆ ที่มีไขมันต่ำ
– วิตามินซี มีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ พบในผลไม้จำพวกกีวี่ ฝรั่ง มะละกอ ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง
– วิตามินอี มีมากในผักคะน้า ผักโขม ถั่ว อัลมอนด์ น้ำมันรำข้าว และธาตุเหล็ก ซึ่งจะช่วยส่งออกซิเจนเลี้ยงสมอง

อย่างไรก็ดี หลายๆ คนยังมีความเข้าใจผิดในการเลือกรับประทานอาหารหลายประเภท เพราะคิดว่าอาหารเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อร่างกายมากกว่าก่อให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารประเภทไขมัน คาร์โบไฮเดรต และไข่แดง ซึ่งจริงๆ แล้วอาหารทั้ง 3 ประเภทนี้ ‘มีความสำคัญ’ มากกว่าส่งผลกระทบต่อร่างกาย หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม…

ทานอาหารที่หลากหลาย ให้ครบ 5 หมู่

งดไขมัน ดีจริงหรือ?
ร่างกายคนเรายังต้องการไขมัน และโครงสร้างสมองก็มีไขมันอยู่ถึง 60% ฉะนั้นการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งไขมันที่ดีจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่น และสร้างความแข็งแรงให้เซลล์สมอง อาหารที่ให้โอเมก้า 3 สูง ประกอบด้วย ปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู และปลาน้ำจืด เช่น ปลาดุก ปลาช่อน ปลาจะละเม็ด รวมถึงไข่แดง สาหร่ายทะเล เมล็ดเซีย เมล็ดฟักทอง งา น้ำมันมะกอก น้ำมันทานตะวัน อาหารเหล่านี้ล้วนมีส่วนประกอบของไขมันดีซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย!

งดคาร์โบไฮเดรต ดีจริงหรือ? 

สาวๆ ที่กลัวอ้วนล้วนต้องการลดแป้งเป็นอย่างแรก แน่นอนสิ่งที่นึกถึงคือ “คาร์โบไฮเดรต” ใช่ไหมล่ะ? หากแต่คุณรู้หรือไม่ว่า สมองยังต้องใช้น้ำตาลกลูโคสจากคาร์โบไฮเดรตที่เรารับประทาน ดังนั้นถ้าจะงดเสียทุกอย่างคงจะไม่ได้ การที่ร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรต (ในรูปของน้ำตาลกลูโคส) ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ อาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง ส่งผลให้มีอาการหาวนอน เพลีย หน้ามืด และใจสั่น นอกจากนี้ สาวๆ ก็ควรรับประทานข้าวกล้อง เผือก มัน ข้าวโพด ธัญพืช ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานคุณภาพที่ร่างกายต้องการ

ธัญพืช อาหารสมองที่สำคัญ!

งดไข่แดง ดีจริงหรือ?
ไข่แดงเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่พบว่า หลายคนมักเลี่ยงที่จะรับประทาน แต่คุณรู้ไหมว่า การทำงานของสมองต้องอาศัยโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ ซึ่งมีรวมอยู่ในไข่แดงแทบทั้งสิ้น การรับประทานอาหารที่หลากหลายในสัดส่วนเหมาะสม และสมดุลเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่เน้นอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะละเลยส่วนอื่นๆ ได้อาหารจากพืช และสัตว์ จำพวกไข่แดง เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ และธัญพืชจากถั่วเหลือง จมูกข้าวสาลี หรือจะเป็นเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น ไก่ ปลา เป็นต้น เหล่านี้เป็นแหล่งอาหารสำคัญที่อุดมด้วย ‘โคลีน’ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท และสมอง แถมอาหารประเภทนม ไข่ อัลมอนด์ งา และเมล็ดฟักทอง ยังมีส่วนช่วยในเรื่องความจำอีกด้วย

ทั้งนี้ ยังมีกรดอะมิโนบางประเภทที่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ แต่จำเป็นต่อสมอง เช่น ทริปโตเฟน สามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่ว กล้วย นมอุ่นๆ และนมถั่วเหลือง และกลูตาเมท สารธรรมชาติที่พบมากในโปรตีน เช่น ไก่ หมู ปลา ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ ถ้าร่างกายได้รับในปริมาณที่ต่ำเกินไปก็อาจส่งผลต่อการเรียนรู้ และจดจำได้ แต่หากได้รับมากเกินไปก็อาจไปทำลายเซลล์ประสาทได้เช่นกัน!

อย่างไรก็ดี คุณเอกสิทธิ์ทิ้งท้ายไว้ว่า ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท และสมองที่เราไม่อาจละเลยได้ อย่างเช่นกลุ่มสารอาหารจำพวก กรดอะมิโน ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ได้แก่ กลูตามีน ที่เราจะได้จากอาหารประเภทข้าวกล้อง จมูกข้าว หรือธัญพืชอื่นๆ แนะนำว่าควรรับประทานเฉลี่ย 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ร่วมด้วยปลา ข้าวโอ๊ต และกล้วย

ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ได้

เพราะใครๆ ก็ต้องการมีสมองที่ดีอยู่กับตนเองให้นานที่สุด ฉะนั้นการให้ความสำคัญกับอาหารสมองเป็นสิ่งที่จำเป็น ด้วยการเลือกอาหารที่เหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้เราก็จะมีสมองที่เปี่ยมประสิทธิภาพ อยู่กับเราไปได้อีกนานๆ แล้วล่ะ!

ออกกำลังกายควบคู่กันอย่างสม่ำเสมอ…

มักกะโรนีกับสารพิษจากเชื้อรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569260

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ม.ค. 2559 05:01

 

กล่าวถึงอาหารกลุ่มพาสต้า หลายคนคงนึกถึงเส้นสปาเกตตี มักกะโรนีกันอย่างแน่นอน

พาสต้า เป็นอาหารของประเทศอิตาลี ผลิตจากแป้งสาลีที่มีปริมาณโปรตีนและกลูเตนสูง

พาสต้า มีทั้งที่ทำสด และผ่านการทำแห้งเพื่อลดความชื้น มีรูปร่างหลากหลาย รูปร่างที่หลากหลายของพาสต้าเป็นที่มาของชื่อต่างๆ เช่น สปาเกตตี (spaghetti) เป็นเส้นยาว มักกะโรนี (macaroni) เป็นรูปทรงกระบอกกลวง ท่อนสั้น ลิงกวินี (linguine) คล้ายเส้นสปาเกตตี แต่มีลักษณะเส้นแบน ฟูซิลี (fusilli) แบบเส้นเกลียวสั้น เพนเน (penne) แบบท่อขนาดกลาง ตัดเฉียงที่ปลายทั้งสองด้าน

หากในวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตมีการปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา อาจเสี่ยงอันตรายต่อผู้บริโภคได้ เช่น ดีออกซีนิวาลีนอล (Deoxynivalenol : DON)

Deoxynivalenol (DON) เป็นสารพิษชนิดหนึ่งที่สร้างจากเชื้อรากลุ่ม Fusarium มักพบปนเปื้อนในธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวบาเลย์ และวัตถุดิบอาหารสัตว์ และพบการปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตจากธัญพืช เช่น เส้นพาสต้า อาหารเส้นที่ทำจากแป้งสาลี ขนมปัง เพสตรี้ บิสกิต มอลต์ เบียร์ เป็นต้น

ความเป็นพิษของ DON มีทั้งแบบเฉียบพลันคือ เมื่อได้รับเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากจะทำให้มีอาการอาเจียน เวียนศีรษะ ปวดท้อง ซึ่งจะทุเลาลงภายใน 24 ชั่วโมง และแบบเรื้อรังจะมีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการช้า และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

ตามมาตรฐานของ Codex กำหนดให้พบสารพิษจากเชื้อรา DON ปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวสาลี ข้าวโพด และข้าวบาร์เลย์ได้ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

วันนี้สถาบันอาหารได้สุ่มเก็บตัวอย่างมักกะโรนี 5 ตัวอย่าง (5 ยี่ห้อ) ในเขตกรุงเทพฯและจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาการปนเปื้อน ของสารพิษจากเชื้อรา DON

ผลปรากฏว่า ไม่พบการปนเปื้อนในมักกะโรนีเลย วันนี้ ผู้ที่ชื่นชอบมักกะโรนีสามารถทานได้อย่างสบายใจ

แต่ขอแนะว่า ควรทานอาหารให้หลากหลาย ไม่ทานอาหารเดิมๆซ้ำๆ เพื่อความปลอดภัย.

โตเกียวบานาน่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/568756

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ม.ค. 2559 05:01

 

โตเกียว บานาน่า ขนมญี่ปุ่นซึ่งมีลักษณะเหมือนกล้วยหอม เป็นแป้งชิฟฟ่อนเนื้อนิ่ม มีทั้งสีเหลืองธรรมดา หรือลวดลายต่างๆ ด้านในเป็นครีมคัสตาร์ดกลิ่นกล้วยหอมเข้มข้นที่เคยติดอันดับของฝากในดวงใจ ใครไปเที่ยวญี่ปุ่น มักจะต้องซื้อติดมือกลับมาเป็นของฝากแทบทุกคน ซึ่งวันนี้ คุณบิ๊ม-ปรางแก้ว บัณฑรรุ่งโรจน์ นักเรียนเก่าญี่ปุ่น ซึ่งจบปริญญาตรีด้านบริหารจากมหาวิทยาลัย Ritsumeikan Asia Pacific เมืองเปปบุ ช่วงชีวิตการเรียน 4 ปี สาวนักชิมอย่างคุณบิ๊มได้มีโอกาสตระเวนลิ้มลองสุดยอดเบเกอรี่ในแดนอาทิตย์อุทัยมามากมาย จึงได้รู้ว่ากว่าจะออกมาเป็นขนมสักตัว คนญี่ปุ่นเขาพิถีพิถันในทุกๆกระบวนการผลิต จึงทำให้เธอตัดสินใจไปลงเรียนหลักสูตรด้านขนมหวานและเบเกอรี่จาก Tsuji Gakkuen เมืองโอซากา สถาบันสอนทำขนมอันดับต้นๆของญี่ปุ่นเลยทีเดียว เมื่อจบ กลับมาจึงรับหน้าที่เป็นนักเขียนตำราเบเกอรี่สไตล์ญี่ปุ่นของสำนักพิมพ์แสงแดด จนมีตำราเบเกอรี่ฮอตฮิตติดชาร์ตมากมาย อาทิ โตเกียว คาเฟ่ตำราที่รวมสูตร ขนมสไตล์คาเฟ่ของญี่ปุ่น ที่ทำเองที่บ้านได้ ไม่ต้องเหาะไปกินไกลถึงถิ่น อย่างเมนู โตเกียว บานาน่า ที่นำเสนอวันนี้ คุณบิ๊มได้นำสูตรมาดัดแปลงให้เหมาะกับวัตถุดิบของบ้านเราเพื่อให้ทำกินเองที่บ้านโดยที่หน้าตาและรสชาติคล้ายคลึงกับที่วางขาย

ส่วนผสม โตเกียวบานาน่า จำนวน 4 ชิ้น

คัสตาร์ดกล้วย : กล้วยหอม 20 กรัม/ไข่แดงไข่ไก่ 2 ฟอง/น้ำตาลทราย 75 กรัม/วานิลลาชนิดฝักกรีดเอาเฉพาะเมล็ด ½ ฝัก/แป้งสาลีอเนกประสงค์ 30 กรัม/ นมสดชนิดจืด 250 กรัม/กลิ่นกล้วยปริมาณตามชอบ

วิธีทำ 1) บดกล้วยหอมเตรียมไว้ 2) ตีไข่แดง น้ำตาลทราย และเมล็ดวานิลลา เข้าด้วยกันจนสีอ่อนลง 3)ใส่แป้งสาลี และกล้วยบด คนให้เข้ากัน 4) ใส่นมลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งบนไฟกลาง พอเดือดอ่อนๆ ปิดไฟ 5) ใส่นมอุ่นครึ่งหนึ่งลงในส่วนผสมข้อที่ 1 คนเร็วๆให้เข้ากัน 6) แล้วจึงใส่นมที่เหลือ คนให้เข้ากัน 7) เทส่วนผสมทั้งหมดลงในหม้อ ตั้งบนไฟกลาง ใช้ตะกร้อมือคนจนคัสตาร์ดเดือดข้น จึงยกขึ้นจากเตา เทคัสตาร์ดลงในอ่างผสม ปิดพลาสติกแร็ปให้แนบหน้าคัสตาร์ด เพื่อไม่ให้ผิวด้านบนคัสตาร์ดเซตตัวเป็นแผ่น

เค้กโรล : แป้งเค้ก 80 กรัม/ไข่แดงไข่ไก่3 ฟอง/น้ำตาลทราย 20+40 กรัม/น้ำมันพืช 30 กรัม/น้ำ 40 กรัม/ ไข่ขาวไข่ไก่ 3 ฟอง

วิธีทำ 1) ทำเค้กโรลโดยอุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ แล้วปูกระดาษไขในถาดอบ 2) ร่อนแป้งเค้กสองรอบ พักไว้ 3) ตีไข่แดงกับน้ำตาลทราย 20 กรัม ในอ่างผสม 4) ใส่น้ำมันและน้ำ ตีให้เข้ากัน 5) ใส่แป้งเค้กที่ร่อนไว้ ใช้ตะกร้อคนเบาๆให้เข้ากัน 6) ตีไข่ขาวในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้า 7) ค่อยๆใส่น้ำตาลทรายที่เหลือทีละน้อยจนหมด ตีต่อจนไข่ขาวตั้งยอดอ่อนและมันวาว 8) แบ่งไข่ขาว 1/3 ส่วน ลงตะล่อมในส่วนผสมไข่แดงจนเข้ากัน แล้วเททั้งหมดลงในอ่างไข่ขาวที่เหลือ ตะล่อมจนเป็นเนื้อเดียวกัน เทใส่ถาดอบ เกลี่ยให้เรียบเสมอกันนำเข้าเตาอบที่อุ่นไว้ อบนาน 9 นาที นำเค้กออกจากเตา คว่ำบนตะแกรง ลอกกระดาษไขออก แล้ววางกระดาษไขแผ่นใหม่ลงบนเค้กเหมือนเดิม นำตะแกรงอีกอันหนึ่งมาประกบ หงายเค้กด้านสีน้ำตาลขึ้น 9) ตัดขอบเค้กโรลที่เย็นแล้วออกทุกด้าน ด้านละประมาณ 1 ซม. จากนั้นตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมขนาดเท่ากัน พักไว้

วิธีประกอบไส้คัสตาร์ดกับเค้กโรล นำคัสตาร์ดกล้วยมาคนให้เป็นเนื้อเดียวกันอีกครั้ง ใส่กลิ่นกล้วย ตักใส่ถุงบีบ แล้วบีบบนกึ่งกลางเค้กโรล ม้วนแป้งกับ ครีมคัสตาร์ดเข้าหากัน หุ้มด้วยพลาสติกแร็ป ดัดเค้กโรลให้เป็นทรงกล้วยหอม นำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดานาน 30 นาที จนเซตตัว

เคล็ดลับ สิ่งที่ต้องระวังคือกล้วยที่นำมาใช้ ควรใช้กล้วยหอมสุก ไม่อย่างนั้นคัสตาร์ดจะมีรสฝาด หากต้องการรสชาติหวานใส สามารถ เปลี่ยนจากนมเป็นน้ำได้ ส่วนตัวผู้ทำคิดว่า หากเป็นน้ำ รสชาติจะใกล้เคียงกับที่ขายมากกว่า ทั้งนี้ ขึ้นกับความชอบของแต่ละคน.

Broccoli Revolution เพียงปรับ ชีวิตก็เปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565943

โดย Gourmet & Cuisine 26 ม.ค. 2559

 

“คงไม่ต้องถึงขั้นปฏิวัติการกินใหม่ทั้งหมด” ความคิดแวบแรกที่แล่นเข้ามาในหัวหลังจากได้ฟังสิ่งที่คุณหนู-ณยา เอียร์ลิคซ์-อาดัม หนึ่งในหุ้นส่วนร้าน Broccoli Revolution ร้านอาหารเพื่อสุขภาพที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุดในเวลานี้เล่าให้ฟัง ตัวเธอบอกกับ G&C ว่าที่นี่เป็นเพียงทางเลือกใหม่มากกว่า

หลังจากได้ดูสารคดี “Sick, fat and nearly-dead” ของ Joe Cross คุณหนูเริ่มทดลองดื่มเฉพาะน้ำผักตลอด 3 มื้อนานถึง 30 วัน ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนทำให้การกินของตัวเธอเองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น นอกจากนี้เธอยังเคยเปิดร้านอาหารทั้งในเวียดนามและพม่า พอกลับมาเลยอยากทำร้านอาหารต่อ จึงเปิดเป็นร้านอาหารแห่งนี้ โดยให้ชั้น 2 เป็นอาร์ตสเปซ ส่วนดาดฟ้าเตรียมปรับเป็นสวนผักออร์แกนิกชุมชนให้คนแถวนี้มาซื้อในราคาต้นทุน เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงผักออร์แกนิกได้

บรรยากาศร้าน Broccoli Revolution

บรอกโคลี เรฟโวลูชัน เลือกใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก เพื่อกระจายรายได้สู่เกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะผักออร์แกนิก แต่ถ้าผักบางชนิดไม่มีออร์แกนิกก็เลือกเอาที่ปลอดสารมาทดแทน อาศัยรสชาติตามธรรมชาติของวัตถุดิบมาปรุงอาหารแบบ East Meets West ไม่เน้นโปรตีน จึงไม่มีเนื้อสัตว์ทุกชนิด

เริ่มวันดีๆ ด้วยน้ำผักผลไม้โคลด์เพลส NO.7 บรอกโคลี ส้ม และแอปเปิลเขียว เป็นสูตรเดียวกับไอศกรีมบรอกโคลีที่ให้ร้าน Farm to Table ช่วยผลิตให้ ตัวนี้ดื่มง่ายไม่เหม็นเขียว ก่อนกินอาหารว่างเบาๆ Vegetable Crudités ผักจิ้มเย็นกรอบกับดิปมะม่วงหิมพานต์ผสมมิโซะ ตามด้วยซุปเย็น Gazpacho ซุปมะเขือเทศเย็นๆ เผ็ดๆ รสจัดหน่อย

มาที่อาหารจานใหญ่อย่าง Couscous Salad คูสคูสจานนี้มีกลิ่นรสของแตงกวาและเบอร์รี่มากหน่อย กินแล้วไม่หนักท้องแต่ก็ไม่เบาไป ปิดท้ายด้วยจานเด็ดอย่าง Broccoli Quinoa Charcoal Burger ขนมปังถ่านไม้ ชิ้นเนื้อทำจากควินัวผสมบรอกโคลีและวอลนัต ราดด้วยซัลซามะม่วง กินกับเผือกและมันหวานทอด หรือถ้าไม่อยากอาหารแนะนำ Smoothie in a Bowl เราเลือก Green สมูทตีสีเขียวจากผักเคล อะโวคาโด และกล้วยที่ให้รสหวานอร่อย…

กินกับเมล็ดเชีย เก๋ากี้ นัตต่างๆ ผลไม้แห้ง และมะม่วงสุก

พิกัดความอร่อย : 889 ถนนสุขุมวิท ซอย 49 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ
เปิดบริการ : 07.00-22.00 น.
โทร. 0-2662-5002
ราคา : 90-290 บาท
รับบัตรเครดิต VISA และ Master Card

ที่มา – Gourmet & Cuisine
www.gourmetandcuisine.com

THE COOKING CRAB แฮงเอาท์…สบายๆได้คุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566962

โดย คุณชาย 3 24 ม.ค. 2559 05:01

 

ทีเด็ด…“ล็อบสเตอร์” ไซส์ใหญ่ยักษ์.

“THE COOKING CRAB”…ชื่อนี้การันตีสุดเจ๋งในบรรยากาศแฮงเอาท์

ว่ากันถึงรสชาติอาหารก็สไตล์อเมริกันฟิวชั่น คงความเป็นอเมริกัน แต่เน้นรสชาติถูกปากคนเอเชีย ไทย…จีน…เกาหลี ลงตัว คุ้นลิ้นคนไทยแน่ๆ…

“THE COOKING CRAB”…สุดแฮงเอาท์.

“THE COOKING CRAB”…ไม่ใช่ผับ เป็นร้านอาหาร ครอบครัว เด็กๆมาทานได้ ลองแล้วจะรู้ ต้องชอบ ถูกปากแน่นอน แม้ว่าเขาจะเปิดมาได้ไม่นาน แต่คนก็แน่นร้าน จองจัดปาร์ตี้กันก็หลายครั้งเข้าไปแล้ว แถมบางวันลูกค้าใจตรงกันถึงขนาดต้องต่อแถวยาวเหยียดออกนอกร้านไปถึงถนนเกือบสุดป้ายรถเมล์

คนแน่น…ไม่มีโต๊ะนั่ง เซอร์ไพรส์สุดๆ คนมาต้องตั้งใจมากินจริงๆ เพราะทำเลที่ตั้งก็ไม่ได้อยู่ในที่ชุมชนเดินขวักไขว่ ไม่ใช่แหล่งช็อปปิ้ง แถมไม่ใช่ย่านที่มีห้างสรรพสินค้าที่จะมีคนผ่านไปผ่านมามากมายขนาดนั้น

ถูกใจ…“คุณชาย 3” เมืองไทยร้านอาหารแนวนี้ยังไม่ค่อยมี ไม่เหมือนอเมริกา เข้ามาทานรับรองว่าจะรู้สึกสนุก โลกโซเชียลวันนี้…คนมากินข้าวจะไม่ค่อยคุยกัน เพื่อนนั่งอยู่ตรงหน้าไม่คุย ดั๊น…ไปคุยกับเพื่อนที่อยู่ตรงไหนบนโลกก็ไม่รู้ แต่มาที่นี่ต้องคุยกันแน่ “…ไม่ใช้ช้อน ต้องวางมือถือ บังคับให้หันหน้าคุยกัน บรรยากาศก็เลยสนุก ชิลล์ๆ เคล้าคลอด้วยเสียงดนตรีสไตล์อเมริกัน”

ใครชอบแนวนี้ มาที่นี่ฟิลฯได้ แฮปปี้ชัวร์

“ปีกไก่ทอด” 9 แบบ…9 สไตล์-“ชีสสติ๊ก”…ยื้ดดด…ยืด.

เอาล่ะ ล้างมือให้สะอาด ใส่ผ้ากันเปื้อนเท่ๆ โลโก้ “THE COOKING CRAB”…เตรียมลุยยย

“คุณชาย 3” ต้องขอลองของจริง เมนูเด่นที่ว่าเด็ดสักสี่…ห้าอย่างจะเป็นเช่นใด ประเดิมที่เซตทะเลสดใหม่ กุ้งทะเลตัวใหญ่เนื้อแน่นไซส์พิเศษหาไม่ได้ตามท้องตลาด หอยแมลงภู่ตัวโต๊โต ปูม้าก็โตคัดไซส์พิเศษแบบสดสุดๆ ถ้าเป็นฤดูปูทะเลก็จะมีมาให้ได้ลอง แล้วยังมีทีเด็ด…“ล็อบสเตอร์” ไซส์ใหญ่ยักษ์ คะเนแล้วไม่น้อยกว่าตัวละ 1 กิโลกรัมเลยนะนั่น ส่งตรงมาจากอเมริกา…เนื้อแน่น สด หวาน เด้ง เชิญให้ลิ้มลอง

เลือกกันได้ตามปริมาณความจุ เซตเล็กสุดถ้ามากันสองคนทานอิ่มกำลังดี…มีกุ้ง หอยแมลงภู่ หอยตลับ มันฝรั่ง ข้าวโพด ไส้กรอกรมควัน ใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็จะมีปลาหมึกเพิ่มเข้ามา ใหญ่ สุดก็จะมีปูม้าตัวเขื่องหรือกุ้งแม่น้ำเข้ามาเสริม ปริมาณก็เพิ่มขึ้น ทานกันได้ถึงสี่คนเต็มความจุ

ที่เห็นๆไม่ใช่รสน้ำพริกเผานะ หรือรสต้มยำแห้ง แต่เป็นผงปรุงรสที่มาจากหลายประเทศในโลก ต้นตำรับอยู่ที่หลุยส์เซียนา เครื่องเทศที่ใช้ในร้านเกือบทั้งหมดนำเข้า รสชาติให้เลือกก็มี “เคจุ้น” ดั้งเดิม กระเทียมเนย…ไม่เผ็ด หรือจะเป็น เลมอนเปป-เปอร์ ที่ออกเปรี้ยวๆเผ็ดๆสักหน่อย แต่ที่เด็ดจริงๆ ท้าให้ต้องลองก็คือ “ALL Abroad” …รวมรสแบบกลมกล่อมเร้าใจ แล้วก็ยังสามารถเลือกระดับความเผ็ดได้อีก 3 ระดับ…เผ็ดน้อย เผ็ดกลาง…เผ็ดสุดๆ

เซตทะเลสดใหม่ กุ้ง…ปูตัวใหญ่ไซส์พิเศษ.

สนนราคาสตาร์ตที่…สี่ร้อยกว่าบาท ไปถึงชุดใหญ่สุด เก้าร้อยกว่าบาท

“หอยนางรมสด” …พระเอกประจำร้านอีกเมนู สดจริงๆเสิร์ฟมาพร้อมฝาติดเนื้อ บีบมะนาวคง รสชาติ…ฟินเว่อร์ สุดยอด การันตีตอกย้ำความสดส่งตรงมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี แดนดินหอยใหญ่

แล้วก็กระโดดแนวไปสั่ง “ไก่ทอด” ก็ห้ามพลาดเด็ดขาด ไก่ทอดที่นี่กรอบนอกนุ่มในมั่กๆ มี 9 รสให้เลือก หลายรสไม่มีในประเทศไทย กินแล้วอาจจะงงว่าคือรสอะไรกันแน่ แต่ก็หาทานได้ที่นี่…สวีทชีลี่, พามาซานการิค, เบรซซิ่ง, เกาหลี, กะเพรากรอบ, เลมอนเปปเปอร์, ฮันนี่บาร์บีคิว, บัฟฟาโล่, เทอริยากิ

เคล็ดลับการทอด เชฟหน้าใสสุดหล่อวัย 25 ปี “ธนาธิป ลิ้มสมบัติ” ผู้ชอบลองรสชาติอาหารแปลกใหม่ ปรับเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ผ่านรสชาติอันเข้มข้นชวนกิน บอกว่า เราใช้ปีกไก่เต็ม เอามาแยกเป็นสองส่วนปีกบนกับปีกล่าง แล้วเอาไปทอดสองครั้งใช้เวลาราว 20 นาที ให้กรอบนอกนุ่มในแบบเอเชียแต่รสชาติสไตล์อเมริกัน

นิยม ชาญศิริเมธา เจ้าของร้าน กับเชฟสุดหล่อ…“ธนาธิป ลิ้มสมบัติ”.

อาหารทะเล เพื่อความสดสุดๆจะเน้นวัตถุดิบที่หาได้ในประเทศ กุ้ง หอย ปู ปลา สั่งมาแบบวันต่อวัน…แนวทอดๆยังมีให้เลือกอิ่มอีกจุใจ ปลาหมึกทอด เฟรนช์ฟราย เกี๊ยวห่อครีมชีส หอมทอด หอยนางรมทอด กุ้งป๊อป

ยังไม่อิ่มก็ยังมีอาหารอื่นๆสั่งเสริมได้อีก ไม่ว่า ข้าวสวย ข้าวกระเทียม บะหมี่กระเทียม ข้าวโพดอบชีส มักกะโรนีอบชีส ผักโขมอบชีส ชีสเฟรนช์ฟราย โคลสลอว์ พิซซ่าเม็กซิกัน สลัด

โลกออนไลน์กล่าวขาน “THE COOKING CRAB”…โชว์ความเอร็ดอร่อยลงตัวที่นี่อย่างเมามันส์ หลายคนกลับมากินสี่…ห้าครั้งเข้าไปแล้ว กลับมาสอง…สามครั้งไม่ต้องพูดถึง มีมากหลายคน

“ที่นี่ มีความต่างจากที่อื่น” หลายคนพูดสั้นๆแค่นั้น

นิยม ชาญศิริเมธา เจ้าของร้าน วัย 36 ปี เล่าว่า เรารวมอาหารสองแนวเข้าด้วยกัน “ซีฟู้ด” กับแนว “บัฟฟาโล่วิงส์” ปีกไก่บนทอดหลากหลายรสชาติ แล้วก็ยังมี…“ชีสสติ๊ก” อาหารอเมริกันสไตล์ที่ต้องใช้มือกินทั้งหมด ใครมาต้องสั่ง…เด่นด้วยชีสหอมกรุ่น ยืดได้มากๆสุดมหัศจรรย์ ชวนกินด้วยแป้งสูตรเฉพาะ ยิ่งเด็กๆเข้ามาจะชอบมาก

ทีเด็ดที่เป็นหัวใจสำคัญอยู่ที่เครื่องปรุง ชีสต่างๆไม่ได้นำเข้า โฮมเมดทำเองทั้งหมดเหนือคำบรรยาย…ที่ควรค่ากับผลตอบรับจากลูกค้า สอบถามจองโต๊ะได้ที่เบอร์ 09-5248-5673 เปิดทุกวันไม่มีวันหยุด 16.00-24.00 น.

ธุรกิจร้านอาหารแข่งขันสูง โอกาสรอดอยู่ได้ต้องมีเคล็ดลับ…ความสำเร็จในยุคปัจจุบัน ต้องเกิดจากความใส่ใจ ต้องรักษามาตรฐานของอาหาร ให้ได้ ทุกวันนี้เป็นยุคปากต่อปาก…โลกออนไลน์มีพลังมาก ถ้ามาแล้ววันนี้ดี พรุ่งนี้ไม่ดี บางคนตั้งใจมา…มาแล้วไม่ใช่ ต่อให้เพื่อนเยอะแค่ไหนถึงเวลาแล้ว

ร้านอาหารต้องดีที่อาหาร ดีที่โปรดักส์จริงๆ ลูกค้าถึงจะกลับมา เพราะรสชาติอาหารไม่ใช่กลับมาเพราะร้านเพื่อนร้านจะอยู่ตรงไหนลูกค้าก็ไป…ไปแล้วทุกครั้งจะได้รสชาติเดิมเสมอ รักษาคุณภาพ มาตรฐาน อะไรไม่ดี ไม่สดก็ต้องทิ้งไป “คุณพ่อสอนเสมอ ถ้าไม่ยอมขาดทุนวันนี้…ก็เจ๊งในวันหน้า”.

คุณชาย 3

โจ๊กซอง…กับโซเดียม

มาม่าออมเลตชีส กับเบคอนกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565396

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ม.ค. 2559 05:01

 

ด้วยความที่เป็นคนรักสวยรักงาม ชอบมองอะไรสวยๆงามๆไปโม้ด แม้เวลาที่อยู่หน้าเตา ก็ต้องขอสวยไว้ก่อน และนี่คือตัวตนที่แท้จริงของแม่ครัวสาวหุ่นดี (Ching Can Cook) คุณชิ้ง-กนกวรรณ อัศวานุชิต เซเลบชิ้งเน็ตไอดอล เจ้าของแฟนเพจ FashionOnFood ที่มีแฟนคลับติดตามผลงานของเธอเป็นเรือนแสนทีเดียว

แต่กว่าที่จะมาค้นพบความสามารถของตัวเอง ที่หลบซ่อนอยู่ คุณชิ้งเล่าว่า เธอทำอาหารไม่เป็นเลย และก็ไม่เคยรู้ตัวเองด้วยว่าเป็นคนชอบทำอาหาร เพราะไม่เคยได้ลอง แต่ด้วยความที่อยากจะดูแลสามี เพราะเราเพิ่งสร้างเนื้อสร้างตัว จึงไม่อยากฟุ่มเฟือยออกไปทานอาหารนอกบ้านและไม่อยากเสียเวลาด้วย เพราะจะต้องเอาเวลามาโฟกัสที่งาน แต่มีความรู้สึกว่า เวลาที่คนมาคุยอวดว่า ไปกินที่โน่นที่นี่ เราก็ไม่อยากให้สามีเราน้อยหน้าคนอื่น ก็เลยคิดว่าถ้าเราทำได้เองแล้วหน้าตาดีเหมือนออกไปกินที่ร้านและยังอร่อยด้วย คนอื่นน่าจะหันกลับมาอิจฉาเราแทนมากกว่า หลังจากนั้นก็เลยลองเข้าครัวดู ปรากฏว่า เพิ่งเคยลองทำแล้วเฮ้ยมันสนุกนะ เหมือนเรามีหัวทางนี้

“หนูเชื่อว่าเวลาที่คนเราทำอะไรได้ดีแล้วจะเกิดความชอบและกลายเป็นความรัก จนก้าวข้ามอุปสรรคทุกอย่าง ไม่ว่าจะร้อน จะเจ็บปวดเมื่อถูกมีดบาด หรือแม้แต่ไม่สามารถได้ทาเล็บสวยๆเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆก็ตาม แต่นี่มันเป็นความรักไปแล้ว และรู้สึกดีใจเวลาที่แชร์สูตรลงไปในแฟนเพจ บางคนบอกว่า เขาลองไปทำให้สามีเขากินแล้วอร่อย ยิ่งมีความสุขที่ได้แบ่งปันและให้เขาได้ประหยัด ไม่ต้องออกไปทานอะไรแพงๆแถมเป็นการได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวด้วย” คุณชิ้งเล่าด้วยความภูมิใจ

จากการเป็นนักชิมด้วย คุณชิ้งจึงโชคดีที่ได้ตระเวนไปรู้จักกับเชฟตามที่ต่างๆ ได้เห็นเทคนิคและทาเล้นท์ของเชฟแต่ละท่าน จึงนำมาคิดให้ตกผลึกว่า จะนำสูตรของเขามาดัดแปลงในเวอร์ชั่นของเราได้อย่างไร โดยผลลัพธ์ออกมาหน้าตาดีเหมือนกัน อย่างเมนู มาม่าออมเลตชีส กับเบคอนกรอบ คุณชิ้งเล่าถึงที่มาว่า จากที่เธอนั่งคิดว่า ใครๆก็ชอบกินมาม่า ชอบกินไข่ ชอบกินชีส ชอบกินเบคอน ก็เลยลองจับมารวมกันและที่สำคัญคือสามีชอบด้วย แต่ทำยังไงถึงจะออกมาดูน่ากิน จึงได้ออกมาตามดีไซน์ค่ะ

เครื่องปรุง : มาม่าต้มสุก 1 ห่อ / ไข่ไก่ 2 ฟอง / ผงปรุงรส 1/2 ช้อนชา / พริกไทยป่นเล็กน้อย / เนยเค็ม 1 ช้อนโต๊ะ / เบคอนสไลด์อบกรอบ ปริมาณตามชอบ / ชีส 3 อย่าง (เชดดาร์ มอสซาเรลล่า และพาร์เมซาน) ปริมาณตามชอบ

วิธีทำ 1) ตั้งกระทะ ใส่เนยเค็มลงไป รอจนเนยละลาย นำเส้นมาม่าต้มสุกวางในกระทะให้เป็นทรงกลมแบนๆ 2) ตอกไข่ในชาม ใส่ผงปรุงรส พริกไทย ตีไข่เหมือนทำไข่เจียวจนเข้ากัน จากนั้นราดไปบนเส้นมาม่า 3) พอไข่สุก ใช้ตะหลิวตัดขอบไข่ที่ไหลออกมาให้สวยงาม 4) ใส่เบคอนอบกรอบ ตามด้วยชีส จากนั้นใช้ตะหลิวพับครึ่งไข่ วางบนกระทะจนชีสละลาย 5) เวลาเสิร์ฟโรยเบคอนกรอบๆ พร้อมพาสลีย์สับเพิ่มสีสันและราดซอสมะเขือเทศ เป็นอันเสร็จ.

ผัดไทย ไอศกรีมกะทิ เมนูเด็ดร้าน “อิน-จัน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563558

โดย คุณชาย 2 17 ม.ค. 2559 05:01

 

“นครชัยศรีที่มีส้มโอว่าหวาน ยังแพ้องุ่นสามพราน รสหวานเจ้านั้นเป็นหนึ่ง สาวงามสามพราน เจ้านั้นก็งามตราตรึง องุ่นว่าหวานสุดซึ้ง ยังไม่หวานถึงน้ำคำทรามวัย…”

สามพรานอำเภอหนึ่งในจังหวัดนครปฐม ดินแดนผลไม้รสดี สตรีสวยงาม และแม่น้ำท่าจีนไหลผ่าน ปัจจัยเหล่านี้เอื้อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ถิ่นนี้เมื่อประมาณ 50 ปี ผุดสวนกุหลาบขึ้นมาริมถนนเพชรเกษม รู้จักกันในนาม “โรสการ์เด้น”

เมื่อคนมาเที่ยวสวนก็อยากรับประทานอาหารด้วย ครั้นลูกค้าเสนอเจ้าของสวนก็สนองด้วยการเปิดร้านอาหารโรสการ์เด้น เรสเตอรอง เมนูอาหารขึ้นชื่อคือ ผัดไทย และไอศกรีมกะทิ จากวันนั้นถึงวันนี้นานกว่าครึ่งศตวรรษ ชื่อร้านอาหารเปลี่ยนเป็น “อิน-จัน” ไปแล้ว แต่ 2 เมนูคู่ร้านยังยืนยง

รสชาติผัดไทยของร้านอิน-จัน เป็นอย่างไรกัน

เส้นนุ่ม เปรี้ยวนำมาเล็กน้อย เผ็ดปะแล่มๆ ตามมาด้วยกลิ่นเครื่องปรุงหอมลอยมาจางๆ คนไม่ชอบอาหารรสจัดก็ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องปรุง แต่ “คุณชาย 2” อยากรู้ว่า ถ้าปรุงให้ถึงพริกถึงขิงไปเลยจะเป็นไรมี จึงใส่น้ำตาลนิด พริกป่นอีกหน่อย บีบมะนาวลงไป คราวนี้ความจัดจ้านก็ปรากฏอย่างท้าทาย

คำต่อมาค่อยโรยถั่วงอกขาวอวบลงไป เวลาเคี้ยวเส้นนุ่มๆ ประสานเข้ากับถั่วงอกกรอบๆ ประกอบกับปรับสายตาไปยังแม่น้ำท่าจีนข้างๆกาย เท่ากับเพิ่มรสชาติอาหารได้เป็นอย่างดี

“เครื่องปรุง ไม่ว่าจะเป็นถั่วงอก พริก ถั่ว หัวปลี เป็นผักอินทรีย์ทั้งหมด”

คุณเจี๊ยบ หรือ ธัญญาลักษณ์ กิจบำรุง ผู้จัดการร้านกระซิบและบอกว่าวัสดุต่างๆที่นำมาปรุง นอกจากเจ้าของคือ สามพรานริเวอร์ไซด์ เป็นผู้ปลูกเองแล้ว ยังมีเกษตรกรเครือข่ายส่งมาให้ ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่า ถ้ามารับประทานอาหารที่นี่แล้วจะต้องนำสารพิษติดตัวกลับไปด้วย

สูตรอาหารไม่ว่าจะเป็นเมนูใด คุณเจี๊ยบบอกว่าไม่ได้คิดค้นมาเพื่อปรุงเอาใจลูกค้า แต่เป็นสูตรในตระกูล “ยุวบูรณ์” ที่พ่อครัว แม่ครัว ทำสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

นอกจากผัดไทยแล้ว ร้านอิน-จัน ยังมีเมนูขึ้นชื่ออีกหลายรายการ รายการหนึ่งคือ หมูสะเต๊ะ แม้จะชื่อว่าหมูสะเต๊ะ แต่ก็มีทั้งหมู เนื้อ และไก่ ให้ลูกค้าเลือกลิ้มลอง มองไปยังจานหมูสะเต๊ะ พบก้านไม้เสียบทำมาจากก้านมะพร้าว เสียบร้อยเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ

“เราเสียบด้วยก้านมะพร้าว ย่างด้วยเตาถ่าน เครื่องปรุงรส น้ำจิ้ม ล้วนทำมาจากผักปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์” ผู้จัดการยืนยันเสียงหวาน ส่วนรสชาติแต่ละไม้ หอมกรุ่นทั้งจากเครื่องปรุงและการย่างมาอย่างดี เมื่อบวกด้วยน้ำจิ้มสูตรดั้งเดิม ก็ยิ่งทำให้ไม่อยากวางมือเอาเสียเลย

รายการอาหารอื่นๆ ยังมีเนื้อเค็มต้มกะทิที่ไม่อาจมองข้าม ขั้นตอนทำเนื้อนั้นเริ่มจากทำเป็นเนื้อแดดเดียวก่อน นำมาย่างไฟ ทุบ แล้วนำมาปรุง ทำให้หอมกลิ่นเนื้อย่าง เวลาเคี้ยวก็ แหลกได้อย่างรวดเร็ว ขณะกลืนเนื้อลงไป ถ้าตักน้ำกะทิข้นๆตามเข้าไปด้วยแล้ว รับประกันได้ว่า อาหารลงคอได้อย่างสะดวกดาย รายการนี้เหมาะสำหรับคนชอบเนื้อเป็นอย่างดี

คนที่รับประทานอะไรแล้วต้องมีมาตรฐานรับรอง ร้านอิน-จัน ก็มีอาหารถึง 4 รายการที่สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) รับรอง ได้แก่ ผัดผักอินทรีย์ แกงจืดใบหม่อน ต้มข่าไก่ใส่หัวปลี และของหวาน 1 ชนิดคือ กล้วยบวชชี

หลังอิ่มอร่อยกับอาหารแล้ว ต้องไม่ลืมว่าร้านอิน-จัน มีไอศกรีมกะทิสด

ไอศกรีมสีขาวนวล อยู่ในมะพร้าวน้ำหอมครึ่งซีก แรกเสิร์ฟกลิ่นกะทิหอมโชยมาทักทาย รสชาติออกจะแปลกจากที่อื่นก็คือไม่หวานมาก หวานแต่เพียงน้อยๆ แม้ “คุณชาย 2” อิ่มอาหารแล้ว รสอันยั่วยวนยังชวนให้ชิมเข้าไปไม่น้อย ลองตักใส่ปากแล้วอมไว้เฉยๆ ก็รับรู้ได้ถึงการละลายของไอศกรีมในปากและความหอมหวาน

แล้วสูตรมาจากไหน ถ้าจะบอกว่าคนในตระกูลทำรับประทานกันเองก็ออกจะไม่น่าเชื่อ แล้วก็ทราบความจริงว่า คนทำไอศกรีมเป็นคนเก่าแก่ของครอบครัวชื่อ รื่น เบาสันเที้ยะ เป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา

“ลุงท่านหวงสูตรมาก เวลาทำท่านปิดประตูหมดเลย ทำเพียงคนเดียว ต่อมาท่านอายุมาก เลยบอกกับท่านว่า อยากให้คนอื่นๆได้กินไอศกรีมอร่อยๆ ของลุงไหม ลุงก็บอกว่าอยาก ก็เลยให้ลุงบอกสูตรมา เราจึงได้รักษารสชาติเดิมๆไว้” คุณเจี๊ยบบอกอย่างภูมิใจ

ร้านอาหารอิน-จัน อยู่ในสามพรานริเวอร์ไซด์ ริมถนนเพชรเกษม เปิดขายมื้อเที่ยงทุกวัน ระหว่างเวลา 11.00-15.00 น. ส่วนมื้อเย็นเปิดเฉพาะวันเสาร์ เวลา 17.00-21.00 น. ติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 0-3432-2588-93 ผู้จัดการรับประกันว่า มีเจ้าหน้าที่ยินดีรับสายตลอดเวลา ส่วนการจองเปิดรับเวลา 08.00-18.00 น.

ก่อนจากกัน อดถามไม่ได้ว่า ทำไมถึงตั้งชื่อร้านอาหารตามชื่อแฝดสยาม ผู้จัดการบอกว่า เพราะแฝดสยามเป็นคนลุ่มแม่น้ำท่าจีน แม้ท่านจะเกิดในจังหวัดสมุทรสงคราม แต่ก็เป็นแม่น้ำสายเดียวกัน และที่สำคัญทุกๆปีร้านอาหารแห่งนี้ก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้สองแฝดสยามด้วย

ใครที่ชอบบรรยากาศริมน้ำ อากาศสะอาด ชมภาพวิถีชีวิตชาวบ้านเดิมๆ ร้านอาหาร “อิน–จัน” รอให้เข้าพิสูจน์อยู่อย่างสงบงาม.

คุณชาย 2

อะฟลาท็อกซินในเครื่องพะโล้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562589

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 15 ม.ค. 2559 05:01

 

ข้าวราดแกง อาหารที่คนไทยส่วนใหญ่มักฝากท้องไว้ในแต่ละวัน

กับข้าวส่วนใหญ่ ที่มักเห็นยืนพื้นในร้านข้าวราดแกง เช่น แกงส้ม ต้มข่าไก่ แกงเขียวหวาน ผัดเผ็ดผัดผัก และที่ขาดไม่ได้สำหรับร้านข้าวแกง คือ ไข่พะโล้

พะโล้ อาหารที่มีกลิ่นเครื่องเทศเป็นเอกลักษณ์ มีความหอมฉุนที่ได้จากเครื่องเทศที่ใส่เพื่อดับความคาวของเนื้อสัตว์ แถมเครื่องเทศบางชนิดยังมีสรรพคุณทางยา

เครื่องเทศที่ใช้ป่นเป็นผงพะโล้ ประกอบด้วยเครื่องเทศ 5 ชนิด ได้แก่ โป๊ยกั๊ก, อบเชย, พริกไทยดำ, กานพลู, ยี่หร่า ก่อนจะนำมาป่นจะต้องตากให้แห้งสนิท เพื่อให้เก็บรักษาไว้ได้นานๆ

ในขณะตากแห้ง หากรักษาความสะอาดไม่ดี ตากไม่แห้งสนิท หรือในขณะที่เก็บไว้เพื่อรอการบรรจุใส่ซองนั้นเก็บไว้ในสถานที่ที่มีความอับชื้น และสุขลักษณะไม่ดี อาจทำให้เชื้อรากลุ่ม แอสเปอร์จิลลัส ฟลาวัส และ แอสเปอร์จิลลัส พาราซิติกัส ปนเปื้อนในเครื่องพะโล้ได้

เชื้อราทั้ง 2 ชนิดนี้มันสามารถผลิตสารพิษที่ชื่อว่า อะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเป็นสารพิษชนิดที่องค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรงมากที่สุดชนิดหนึ่ง

เพราะปริมาณของ อะฟลาท็อกซิน เพียง 1 ไมโครกรัม สามารถทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลองได้ หากคนได้รับเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องหรือบ่อยๆ จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็งตับ

ที่สำคัญ ความร้อนที่ใช้ในการหุง ต้ม นึ่ง ในระดับที่ทำให้อาหารสุกและเดือดนั้นไม่สามารถทำลายพิษของอะฟลาท็อกซินให้หมดไปได้

วันนี้ สถาบันอาหาร ได้สุ่มตัวอย่างเครื่องเทศพะโล้บรรจุซอง จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้า ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อนำมาวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของสารอะฟลาท็อกซิน 4 ชนิด คือ บี 1, บี 2, จี 1, จี 2 และปริมาณอะฟลาท็อกซินทั้งหมด

ผลวิเคราะห์พบว่า ทุกตัวอย่างไม่พบสารอะฟลาท็อกซินปนเปื้อน แม้ทั้ง 5 ตัวอย่างที่สุ่มเก็บมาครั้งนี้จะไม่พบสารอะฟลาท็อกซินปนเปื้อน

แต่ขอแนะว่าก่อนที่คุณแม่บ้านจะซื้อหาเครื่องเทศพะโล้สำเร็จบรรจุซองมาปรุงอาหารนั้น ควรสังเกตลักษณะของเครื่องเทศที่อยู่ในซองให้ถี่ถ้วนว่ามีจุดดำ หรือมีลักษณะเปียกชื้นหรือไม่

และหากซองบรรจุมีรอยรั่ว หรือรอยฉีกขาด ก็ไม่ควรซื้อ เพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัว.