Health News : ‘ดื่มไว’ เพิมเสี่ยงอันตรายจากแอลกอฮอล์

Health News : ‘ดื่มไว’ เพิมเสี่ยงอันตรายจากแอลกอฮอล์

Health News : ‘ดื่มไว’ เพิมเสี่ยงอันตรายจากแอลกอฮอล์

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผลการศึกษาระยะยาวจากศูนย์วิจัยยาเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ของออสเตรเลีย พบว่า วัยรุ่นที่เริ่มต้นดื่มแอลกอฮอล์เร็วตั้งแต่อายุ 12 ปี เสี่ยงเผชิญอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นสูงขึ้นมาก

การศึกษานี้ติดตามพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของวัยรุ่นชาวออสเตรเลียมากกว่า 900 คน เป็นระยะเวลา 10 ปี พบว่ายิ่งวัยรุ่นเริ่มต้นเป็นนักดื่มก่อนอายุ 18 ปี ซึ่งเป็นอายุขั้นต่ำที่สามารถซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตามกฎหมาย ยิ่งเสี่ยงดื่มหนักและได้รับอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นสูงขึ้น

วัยรุ่นที่เริ่มต้นดื่มแอลกอฮอล์ตอนอายุ 12 ปี มีแนวโน้มจะดื่มหนักเป็นระยะเพิ่มขึ้นและเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าวัยรุ่นที่เริ่มต้นดื่มตอนอายุ 18 ปี โดยวัยรุ่นที่เริ่มดื่มเร็วมีแนวโน้มดื่มหนักเป็นระยะทุกเดือนภายในอายุ 20 ปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 เช่น ดื่มอย่างน้อย 4 แก้ว และเสี่ยงอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าผู้เริ่มดื่มตอนอายุ 18 ปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 73

นอกจากนั้น วัยรุ่นที่เริ่มต้นดื่มแอลกอฮอล์เร็วยังเสี่ยงเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทางที่ผิด และมีอาการผิดปกติจากการดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น ไม่ว่าดื่มในปริมาณเท่าใด ซึ่งสวนทางกับสมมติฐานที่ว่าแค่จิบหรือชิมเป็นครั้งคราวภายใต้การดูแลของผู้ปกครองนั้นไม่เป็นอันตราย

Health News : ผู้ป่วยมะเร็งปอด’ ถึง 1 ใน 5 ไม่สูบบุหรี่

Health News : ผู้ป่วยมะเร็งปอด’ ถึง 1 ใน 5 ไม่สูบบุหรี่

Health News : ผู้ป่วยมะเร็งปอด’ ถึง 1 ใน 5 ไม่สูบบุหรี่

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมนักวิจัยออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรเผยแพร่การศึกษาในวารสารเจอร์นัล ออฟ ดิ อเมริกัน เมดิคอล แอสโซซิเอชัน (JAMA) ระบุว่า ผู้ป่วยมะเร็งปอดทั่วโลกถึง 1 ใน 5 รายเป็นผู้ไม่สูบบุหรี่ โดยมะเร็งปอดในผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งหมายถึงผู้ที่สูบบุหรี่น้อยกว่า 100 มวนตลอดชีวิต คิดเป็นร้อยละ 15-20 ของผู้ป่วยมะเร็งปอดทั้งหมดทั่วโลก

รายงานสรุปผลการศึกษาบนเว็บไซต์ศูนย์สื่อวิทยาศาสตร์ออสเตรเลีย ระบุว่า ผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ไม่สูบบุหรี่มักมีอัตราการกลายพันธุ์ของยีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งในระดับสูงกว่า ซึ่งดูเหมือนจะส่งผลต่อประสิทธิภาพแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้

ทีมวิจัยซึ่งรวมถึง เบนจามิน เจ. โซโลมอน นักวิจัยจากศูนย์มะเร็งปีเตอร์ แมคคัลลัม และมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น พบว่า มะเร็งส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้เป็นชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (adenocarcinoma) ซึ่งเป็นมะเร็งที่เริ่มต้นในเซลล์ต่อม หลังจากวิเคราะห์งานวิจัยนานาชาติ 92 ฉบับเกี่ยวกับมะเร็งปอดในผู้ไม่สูบบุหรี่

จากการวิจัยก่อนหน้านี้ ผู้เขียนระบุว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการเป็นมะเร็งปอด มักเป็นกลุ่มที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง สัมผัสกับสารกัมมันตรังสี มลพิษทางอากาศ และแร่ใยหิน รวมถึงผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรง เช่น พ่อแม่หรือพี่น้องแท้ๆ เป็นมะเร็งปอดมาก่อน

Health News : มาเลเซียปิดโรงเรียนหนีไข้หวัดใหญ่ระบาด

Health News : มาเลเซียปิดโรงเรียนหนีไข้หวัดใหญ่ระบาด

Health News : มาเลเซียปิดโรงเรียนหนีไข้หวัดใหญ่ระบาด

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักเรียนประมาณ 6,000 คนทั่วประเทศมาเลเซียกำลังป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้หลายโรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอนตามคำแนะนำของสำนักงานสาธารณสุข สำนักข่าวเบอร์นามาของทางการมาแลซียรายงานว่า ดร.โมฮัมหมัด อาซัม อาห์มัด อธิบดีกระทรวงศึกษาธิการแถลงข่าวว่า การปิดโรงเรียนเป็นไปตามกระบวนการและแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่นักเรียน ครู และบุคลากรของโรงเรียน นอกจากนี้โรงเรียนต่าง ๆ ยังได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มนักเรียน โดยอาศัยประสบการณ์ที่มีอย่างกว้างขวางเมื่อครั้งรับมือกับโรคโควิด-19 ระบาด ส่งเสริมเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยและลดการทำกิจกรรมของนักเรียนกลุ่มใหญ่ ส่วนเรื่องการสอบระดับประเทศของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา (SPM) ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน อธิบดีฯ ให้ความมั่นใจว่า กระทรวงฯ ได้เตรียมการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ไว้แล้ว

กระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียแจ้งเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมว่า พบกลุ่มผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ (A) และสายพันธุ์บี (B) ทั้งหมด 97 กลุ่มในการระบาดประจำสัปดาห์ที่ 40 ของปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 14 กลุ่มในการระบาดประจำสัปดาห์ก่อนหน้านั้น โดยส่วนใหญ่พบตามสถานศึกษา

Health News: โรงพยาบาลรัฐญี่ปุ่นขาดทุนยับ

Health News: โรงพยาบาลรัฐญี่ปุ่นขาดทุนยับ

Health News: โรงพยาบาลรัฐญี่ปุ่นขาดทุนยับ

วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงกิจการภายในของญี่ปุ่นรายงานว่า โรงพยาบาลรัฐราวร้อยละ 83.3 ของประเทศประสบภาวะขาดทุนรวม 3.95 แสนล้านบาท (ราว 8.68 หมื่นล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2024 ซึ่งสัดส่วนโรงพยาบาลที่ประสบภาวะขาดทุนและมูลค่าการขาดทุนล้วนสูงเป็นประวัติการณ์ โดยต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น กอปรกับราคายาและผลิตภัณฑ์อื่นๆ เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้โรงพยาบาลทั่วญี่ปุ่นเผชิญสถานการณ์ทางการเงินย่ำแย่ลง

รายงานระบุว่าสถานการณ์ทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐในญี่ปุ่นอยู่ในภาวะเกินดุล 3.25 แสนล้านเยน (ราว 7.15 หมื่นล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2021 เนื่องด้วยโครงการเงินอุดหนุนจากรัฐบาลระหว่างการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ก่อนจะเผชิญปัญหาทางการเงินที่รุนแรงยิ่งขึ้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2023 เนื่องจากต้นทุนแรงงานและวัสดุพุ่งสูงเกินรายได้จากการบริการทางการแพทย์

Health News : แก้ปัญหาตัวเหม็นเพราะเหงื่อออกมาก

Health News : แก้ปัญหาตัวเหม็นเพราะเหงื่อออกมาก

Health News : แก้ปัญหาตัวเหม็นเพราะเหงื่อออกมาก

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปัจจุบัน ความกังวลเกี่ยวกับเรื่องกลิ่นกาย ถูกโหมกระพือในสื่อสังคมออนไลน์ให้ดูเป็นเรื่องใหญ่ขึ้น มีการเผยแพร่บทความจำนวนมาก ที่แนะนำวิธีรักษากลิ่นกายให้หอมสดชื่นตลอดวัน ทั้งยังมีคลิปวิดีโอของบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งสาธิตการฉีดสเปรย์ระงับกลิ่นกายทั่วตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า

ศาสตราจารย์ มิเชลล์ สเปียร์ อาจารย์ผู้สอนวิชากายวิภาคศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยบริสตอลของสหราชอาณาจักร ให้คำอธิบายถึงเรื่องนี้ว่า การมีเหงื่อออกถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุด ทั้งยังเป็นกระบวนการทางชีววิทยาที่จำเป็นและขาดไม่ได้ สำหรับร่างกายของคนเรา คนส่วนใหญ่มีเหงื่อออกเมื่อเจอกับความร้อน ออกกำลังกาย หรือเกิดความเครียด เนื่องจากการหลั่งเหงื่อเป็นกลไกที่ร่างกายใช้ควบคุมอุณหภูมิ

เหงื่อที่อุดมไปด้วยไขมัน จะถูกผลิตขึ้นที่บริเวณรักแร้และขาหนีบ โดยแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหนังในบริเวณดังกล่าว จะย่อยสลายไขมันในเหงื่อ จนเกิดสารที่ส่งกลิ่นเหม็นตุๆ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการย่อยสลายของจุลชีพ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้จัดการกับกลิ่นเหงื่ออย่างเหมาะสม จนรู้สึกสบายตัวและไม่เป็นอุปสรรคต่อชีวิตประจำวัน ทั้งการอาบน้ำเป็นประจำ ให้ใส่ใจกับการทำความสะอาดในบางจุดเป็นพิเศษ เช่นที่รักแร้, ขาหนีบ, และเท้า เลือกสวมใส่ผ้าที่ทอจากเส้นใยธรรมชาติเช่นผ้าฝ้ายและผ้าลินิน ที่ช่วยดูดซับความชื้นและเช็ดเหงื่อออกจากผิวหนัง และใช้ผลิตภัณฑ์อย่างสารระงับกลิ่นกาย (deodorant) และสารระงับเหงื่อ (antiperspirant) สามารถจะช่วยเสริมให้ตัวเรามีกลิ่นที่สะอาดขึ้นได้

Health News : เครื่องมือ AI คาดการณ์ความเสี่ยงโรคล่วงหน้า 20 ปี

Health News : เครื่องมือ AI คาดการณ์ความเสี่ยงโรคล่วงหน้า 20 ปี

Health News : เครื่องมือ AI คาดการณ์ความเสี่ยงโรคล่วงหน้า 20 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ (Nature) เผยว่าเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตัวใหม่ล่าสุดแสดงศักยภาพการคาดการณ์ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆ ของแต่ละบุคคลมากกว่า 1,000 โรคได้ล่วงหน้าถึง 20 ปี เครื่องมือเอไอดังกล่าวชื่อว่าเดลฟี-2เอ็ม (Delphi-2M) ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญเหนือเครื่องมือคาดการณ์ความเสี่ยงที่ใช้ในเอไอรุ่นก่อน ซึ่งโดยทั่วไปจะมุ่งเน้นไปที่โรคเพียงโรคเดียว ขณะที่เดลฟี-2เอ็มสามารถช่วยให้แพทย์ระบุผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงในระยะเริ่มต้นได้ พร้อมเปิดโอกาสให้มีมาตรการป้องกันก่อนที่จะแสดงอาการ

นักวิจัยปรับใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่เพื่อคาดการณ์แนวโน้มเกิดโรค 1,258 โรค โดยอิงจากประวัติทางการแพทย์ของบุคคล ผสานรวมกับปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ เพศ ดัชนีมวลกาย และพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ ผลการวิจัยเผยว่าเดลฟี-2เอ็มมีความแม่นยำเทียบเท่าหรือสูงกว่าเครื่องมือคาดการณ์โรคเดียวแบบดั้งเดิม และทำงานได้ดีกว่าอัลกอริธึมที่อาศัยข้อมูลตัวบ่งชี้ทางชีวภาพเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคต่างๆ เอไอตัวนี้โดดเด่นในการคาดการณ์โรคที่มีลักษณะการเกิดโรคที่คาดเดาได้ เช่น มะเร็งบางชนิด และยังสามารถคำนวณแนวโน้มการเกิดโรคล่วงหน้านับสิบปี

แม้จะมีแนวโน้มที่ดี แต่นักวิจัยยอมรับว่ามีข้อจำกัดอยู่บางประการ เช่น ฐานข้อมูลยูเค ไบโอแบงก์ จะบันทึกเฉพาะกรณีการเกิดโรคครั้งแรกของผู้เข้าร่วม ซึ่งอาจส่งผลต่อความแม่นยำของการคาดการณ์ระยะยาว

Health News: ฝังเข็ม’ ช่วยลด ‘ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง’

Health News: ฝังเข็ม’ ช่วยลด ‘ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง’

Health News: ฝังเข็ม’ ช่วยลด ‘ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง’

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผลการศึกษาที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ พบว่า ผู้สูงอายุชาวอเมริกันที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง ซึ่งได้รับการบำบัดรักษาด้วยการฝังเข็ม มีพัฒนาการด้านการทำหน้าที่ของร่างกายดีขึ้นและอาการปวดลดลง เมื่อเทียบกับผู้รับการรักษาทางการแพทย์แบบปกติเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ทำให้การศึกษาครั้งนี้แตกต่างคือการมุ่งเน้นที่ผู้ใหญ่อายุ 65 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะ และถูกออกแบบมาในเชิงปฏิบัติจริง โดยการทดลองทางคลินิก “แบคอินแอคชัน” (BackInAction) มีผู้เข้าร่วม 800 คน ผู้ชายและผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไปที่มีประวัติทางการแพทย์ว่าปวดหลังส่วนล่างอย่างน้อย 3 เดือน 1 ใน 3 ของคนกลุ่มนี้ได้รับการฝังเข็มมาตรฐาน 15 ครั้งในช่วง 3 เดือน และอีก 1 ใน 3 ได้รับการฝังเข็มเพิ่ม 6 ครั้งในช่วง 3 เดือนถัดมา

กลุ่มผู้ป่วยที่เข้าร่วมการทดลองนี้ได้ประเมินอาการปวดและข้อจำกัดทางกายภาพหลังจากเข้าร่วมการทดลอง 3 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือน โดยหลังจาก 6 เดือนและ 12 เดือน กลุ่มที่รับการฝังเข็มมีอาการปวดและความพิการที่เกี่ยวกับการปวดหลังลดลง รวมถึงการทำหน้าที่ของร่างกายดีขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่รับการรักษาทางการแพทย์แบบปกติเพียงอย่างเดียว คณะนักวิจัยพบด้วยว่า การบำบัดรักษาด้วยการฝังเข็มมีความเชื่อมโยงกับอาการวิตกกังวลลดลงด้วย

การศึกษานี้มุ่งเน้นความสำคัญของการปรับปรุงการเข้าถึงการฝังเข็มสำหรับผู้สูงอายุที่ปวดหลังเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่นำสู่ความพิการทั่วโลกและส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุมากกว่า 1 ใน 3 ในสหรัฐฯ

Health News : เท็กซัสผ่าน กม.เอาผิด ‘ผู้ผลิต-ขาย-ส่งยาทำแท้ง’

Health News : เท็กซัสผ่าน กม.เอาผิด ‘ผู้ผลิต-ขาย-ส่งยาทำแท้ง’

Health News : เท็กซัสผ่าน กม.เอาผิด ‘ผู้ผลิต-ขาย-ส่งยาทำแท้ง’

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สภานิติบัญญัติรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ ซึ่งมีพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก อนุมัติร่างกฎหมายที่จะอนุญาตให้ประชาชนฟ้องร้องบุคคลที่ผลิต จัดจำหน่าย จัดส่งทางไปรษณีย์ หรือให้บริการยาทำแท้งเข้าหรือออกจากรัฐเท็กซัส เตรียมส่งร่างกฎหมายให้ เกร็ก แอ็บบอตต์ ผู้ว่าการรัฐจากพรรครีพับลิกันซึ่งคัดค้านเรื่องการทำแท้งลงนาม ก่อนจะมีผลบังคับใช้ในเดือนธันวาคม และจะทำให้รัฐเท็กซัสเป็นรัฐแรกของสหรัฐฯ ที่ปราบปรามวิธีการทำแท้งที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศ

ร่างกฎหมายฉบับนี้อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปฟ้องร้องผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายยาทำแท้งได้ โจทก์ที่ชนะคดีจะได้รับค่าเสียหายอย่างน้อย 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.23 ล้านบาท) หากโจทก์ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับทารกในครรภ์ พวกเขาจะมีสิทธิ์ได้รับเงินเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น และจะต้องบริจาคเงินที่เหลือให้กับองค์กรการกุศลที่พวกเขาเลือก ส่วนผู้หญิงที่ใช้ยาทำแท้งจะไม่ถูกฟ้องร้องตามร่างกฎหมายนี้ เช่นเดียวกับผู้หญิงที่ใช้ยาหลังการแท้งบุตรเอง

แคโรล อัลวาราโด วุฒิสมาชิกรัฐจากพรรคเดโมแครต ซึ่งลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว ได้ออกมาโจมตีสภานิติบัญญัติ ว่าได้ทำให้ชาวเท็กซัสกลายเป็นนักล่าเงินรางวัล และว่าส่วนที่โหดร้ายที่สุดของร่างกฎหมายฉบับนี้คือการลงโทษที่เจตนา

รัฐเท็กซัสมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการทำแท้งที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ และห้ามการทำแท้งเกือบทั้งหมดแล้ว ด้านนักวิเคราะห์ในท้องถิ่นกล่าวว่าร่างกฎหมายข้างต้นมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการท้าทายทางกฎหมายจากกลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิการทำแท้งอย่างแน่นอน

Health News : รัฐฟลอริดายกเลิกกฎบังคับฉีดวัคซีน

Health News : รัฐฟลอริดายกเลิกกฎบังคับฉีดวัคซีน

Health News : รัฐฟลอริดายกเลิกกฎบังคับฉีดวัคซีน

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หัวหน้าสำนักงานสาธารณสุขประจำรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ แถลงว่า รัฐฟลอริดาเตรียมที่จะยกเลิกกฎหมายที่บังคับให้ประชาชนต้องฉีดวัคซีน รวมถึงวัคซีนทั้งหมดสำหรับเด็กนักเรียน เนื่องจากการฉีดวัคซีนควรเป็นทางเลือก ไม่ใช่การบังคับเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทุกคนควรมีสิทธิ์พิจารณาด้วยตนเอง ว่าต้องการฉีดวัคซีนหรือไม่ และพ่อแม่ผู้ปกครองก็ควรเป็นผู้ตัดสินใจ ว่าจะให้ลูกหลานของตนเองฉีดวัคซีนหรือไม่

ความเคลื่อนไหวนี้ จะทำให้ฟลอริดาเป็นรัฐแรกในสหรัฐฯ ที่ถอนตัวจากนโยบายที่เคยช่วยเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนและลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการกำหนดช่วงเวลาชัดเจนถึงการยกเลิกการบังคับฉีดวัคซีนดังกล่าว แต่โดยทั่วไป การยกเลิกกฎหมายสามารถทำได้จากการลงมติในรัฐสภาท้องถิ่นของรัฐฟลอริดา หรือจากคำสั่งของกระทรวงสาธารณสุข

คำประกาศดังกล่าวของสำนักงานสาธารณสุขรัฐฟลอริดา ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข ที่เตือนว่าการยกเลิกข้อบังคับฉีดวัคซีนเป็นเรื่องที่ประมาทและอันตราย เป็นหายนะทางสาธารณสุขที่กำลังจะเกิดขึ้นในรัฐแห่งนี้ พร้อมเตือนว่าอาจทำให้เกิดการระบาดของโรคที่ป้องกันได้ อย่างเช่นโรคหัด และทำให้เด็กๆ ตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

ทั้งนี้ โรงเรียนของรัฐในแต่ละรัฐมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันในการให้เด็กๆ ต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ก่อนจะสามารถเข้าเรียนได้ โดยในรัฐฟลอริดา โรงเรียนของรัฐบาลจะบังคับให้เด็กๆ ต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อต่างๆ รวมถึงอีสุกอีใส โปลิโอ หัด ไวรัสตับอักเสบชนิด บี และคางทูม

Health News :พบผู้ป่วยหนอนไชกินเนื้อมนุษย์ในสหรัฐฯ

Health News :พบผู้ป่วยหนอนไชกินเนื้อมนุษย์ในสหรัฐฯ

Health News :พบผู้ป่วยหนอนไชกินเนื้อมนุษย์ในสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สื่อสหรัฐฯ รายงานกรณีการพบผู้ป่วยติดเชื้อปรสิตจากหนอนแลงวันไชกินเนื้อมนุษย์ หรือ New World screwworm ในประเทศ เป็นชายชาวอเมริกันที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากการท่องเที่ยวเอลซัลวาดอร์ ขณะนี้ผู้ป่วยรักษาตัวอยู่ในรัฐแมรีแลนด์ ถือเป็นครั้งแรกในปีนี้ ที่มีการยืนยันพบผู้ป่วยติดเชื้อปรสิตจากหนอนแลงวันไชกินเนื้อมนุษย์ ซึ่งเป็นปรสิตที่กินเนื้อสัตว์ ปศุสัตว์ หรือสัตว์เลือดอุ่นทุกชนิดในสหรัฐฯ แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดในสหรัฐฯ ถือว่าต่ำมาก

ความน่ากลัวจากโรคติดเชื้อปรสิตจากจากหนอนแมลงวัน New World screwworm กินเนื้อมนุษย์นี้ มาจากาการที่แมลงวันตัวเมียจะวางไข่จำนวนมากที่บาดแผลมนุษย์ สัตว์เลี้ยง และปศุสัตว์ ก่อนที่ไข่เหล่านั้นจะฟักเป็นหนอนยั้วเยี้ย และใช้ปากที่แหลมคมดูดเลือดบนบาดแผลที่พวกมันอาศัยเกาะกินอยู่ การรักษาจำเป็นต้องใช้วิธีดึงหนอนจำนวนมากออกมาให้หมด เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เจ้าของบาดแผลที่ถูกหนอนแมลงวันเกาะกินเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ดี หนอนแมลงวันพวกนี้ส่งผลกระทบกับสัตว์ป่าและปศุสัตว์เป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยพบการติดเชื้อในมนุษย์ แม้จะสามารถทำให้ถึงแก่ชีวิต แต่ส่วนใหญ่แล้วสามารถรักษาให้หายได้

สำหรับแมลงวัน New World screwworm ถูกตั้งชื่อจากลักษณะฟันของพวกมันที่กัดกินเนื้อลึกลงไปเหมือนกับน็อตที่ถูกตอกลงบนไม้ แมลงวันชนิดนี้ถูกกำจัดหมดไปจากสหรัฐฯ ตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1960 ด้วยการปล่อยแมลงวันตัวผู้ที่ได้รับการทำหมันให้ไปจับคู่กับบรรดาแมลงวันตัวเมีย เพื่อทำให้เกิดการฟักไข่ที่ไม่สามารถเติบโตได้ แต่ในช่วงหลังพบการระบาดของแมลงชนิดนี้ขึ้นไปทางเหนือจากอเมริกากลางจนมาถึงในเม็กซิโก สาเหตุหลักๆ มาจากการลักลอบนำเข้าปศุสัตว์จากเม็กซิโก หรือจากภาวะโลกร้อน