Health News : ถักนิตติ้งเป็นยิ่งกว่างานอดิเรก

Health News : ถักนิตติ้งเป็นยิ่งกว่างานอดิเรก

Health News : ถักนิตติ้งเป็นยิ่งกว่างานอดิเรก

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การถักนิตติ้ง (Knitting) ไม่ได้เป็นเพียงงานอดิเรกที่ช่วยให้คุณได้ผ้าพันคอผืนใหม่ แต่ยังเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการช่วยเลิกพฤติกรรมหรือนิสัยที่เป็นอันตรายได้อย่างเหลือเชื่อ

นิสัยแย่ๆ เช่น การกินของว่างไม่หยุดหรือการไถหน้าจอมือถือ มักจะกระตุ้นการหลั่งสารโดปามีน (Dopamine) ในสมองอย่างรวดเร็ว การถักนิตติ้งช่วยกระตุ้นระบบการให้รางวัลของสมองเช่นกัน แต่เป็นการให้โดปามีนอบบค่อยเป็นค่อยไปและสม่ำเสมอมากกว่า ซึ่งช่วยลดความอยากจากการ “ลงแดง” หรือความโหยหาสารเคมีจากนิสัยเดิมๆ

การถักนิตติ้งเป็นกิจกรรมต้องใช้มือทั้งสองข้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่มีช่องว่างให้กลับไปทำนิสัยเดิมแย่ๆ หลายอย่าง ที่เกิดจากความเคยชินที่ต้องขยับมือ เช่น การกัดเล็บ การดึงผม หรือการหยิบบุหรี่ ผลการศึกษาในโครงการ Knit to Quit พบว่า ผู้ที่ร่วมกิจกรรมนี้สามารถลดการสูบบุหรี่ลงได้จริง เพราะมือยุ่งอยู่กับการสร้างสรรค์งานแทน นอกจากนี้ จังหวะการขยับเข็มที่ซ้ำไปซ้ำมามีลักษณะคล้ายกับการทำสมาธิ ยังช่วยส่งสัญญาณให้ระบบประสาทผ่อนคลาย

นักวิจัยบอกว่า ความรู้สึกไร้ค่ามักเป็นสาเหตุเบื้องหลังของพฤติกรรมเสพติด แต่การถักนิตติ้งจนเสร็จเป็นชิ้นงานเป็นความสำเร็จที่จับต้องได้ ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ ซึ่งเป็นพลังบวกในการต่อสู้กับนิสัยที่ไม่ต้องการ ยิ่งได้เข้าร่วมกลุ่มถักนิตติ้งจะยิ่งช่วยลดความโดดเดี่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่การเสพติดหรือพฤติกรรมทางลบ ช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตและลดความเครียดสะสมได้ดีกว่าการนั่งพยายามเลิกนิสัยเดิมๆ เพียงลำพัง

Health News : จับก้นแฟนดีต่อใจ

Health News : จับก้นแฟนดีต่อใจ

Health News : จับก้นแฟนดีต่อใจ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผลการศึกษาในญี่ปุ่นพบว่า การสัมผัสตัวกันกับคนรัก เช่น กอด จับตัว หรือแม้แต่บีบก้นกันเล่นๆ นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมหาศาล เพราะเมื่อเราสัมผัสคนที่เรารู้สึกดีด้วย สมองจะฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งมีฉายาว่า “ยาครอบจักรวาลจากธรรมชาติ” ออกมา ช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นตัวการทำลายภูมิคุ้มกัน ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย และลดความวิตกกังวล อีกทั้งยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ เพิ่มความเชื่อใจและความผูกพันระหว่างคู่รัก

ในเชิงกายภาพ ก้น หรือสะโพก เป็นส่วนที่มีกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ และมีเส้นประสาทรับสัมผัสจำนวนมาก การนวดหรือบีบเบาๆ ในกรณีที่อีกฝ่ายยินยอม จึงช่วยคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการเมื่อยล้าจากการนั่งนานๆ ช่วยให้เลือดหมุนเวียนในส่วนล่างของร่างกายได้ดีขึ้น ที่สำคัญ เนื่องจาก ‘ก้น’ เป็นส่วนที่สงวนไว้เฉพาะคนพิเศษ การสัมผัสส่วนนี้จึงส่งสัญญาณถึงความไว้วางใจระดับสูง ซึ่งกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนได้แรงกว่าการจับมือปกติ

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่การบีบก้น แต่คือความยินยอมและความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายที่โดนบีบรู้สึกมีความสุข ฮอร์โมนดีๆ ก็จะหลั่ง แต่หากฝ่ายที่โดนบีบรู้สึกรำคาญหรือโกรธ จะกลายเป็นฮอร์โมนความเครียดแทน ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพแน่นอน

Health News : AI ช่วยพบความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

Health News : AI ช่วยพบความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

Health News : AI ช่วยพบความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วารสารทางการแพทย์ระดับโลกอย่าง The Lancet Digital Health รายงานว่า ทีมวิจัยจากออสเตรเลีย นำโดย St Vincent’s BreastScreen Melbourne ได้พัฒนาอัลกอริทึมครื่องมือ AI ตัวใหม่ที่ชื่อว่า BRAIx ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่หาจุดมะเร็งในปัจจุบัน แต่ทำหน้าที่พยากรณ์โอกาสเกิดมะเร็งในอนาคต โดยใช้ข้อมูลจากภาพเอกซเรย์เต้านม (Mammograms) ของผู้หญิงเกือบ 400,000 คน

งานวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่ AI จัดให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุด 2% แรก มีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมภายใน 4 ปีอยู่ที่ 9.7% หรือเกือบ 1 ใน 10 คน ซึ่งเป็นระดับความเสี่ยงที่สูงเท่ากับหรือมากกว่าผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1/2 ซึ่งเป็นยีนก่อมะเร็งเต้านมที่อันตรายที่สุด AI ยังสามารถตรวจพบรูปแบบความผิดปกติที่ซับซ้อนในเนื้อเยื่อ ซึ่งรังสีแพทย์อาจมองว่าเป็นเนื้อเยื่อปกติหรือเป็นเพียงความหนาแน่นของเต้านมทั่วไป

ปัจจุบัน ระบบการคัดกรองมะเร็งเต้านมทั่วโลกมักใช้มาตรฐานเดียวกันหมด เช่น การตรวจทุกๆ 2 ปีสำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 50-74 ปี แต่ผลการวิจัยนี้จะเปลี่ยนรูปแบบเป็นการตรวจตามความเสี่ยงเฉพาะบุคคล หาก AI ประเมินว่ามีความเสี่ยงสูง แม้ผลเอกซเรย์วันนี้จะปกติ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจถี่ขึ้น หรือใช้เทคโนโลยีอื่นร่วมด้วย เช่น การทำ MRI หรือ Contrast Mammography เพื่อไม่ให้พลาดมะเร็งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนผู้หญิงกลุ่มเสี่ยงต่ำ อาจสามารถขยายระยะเวลาการตรวจให้นานขึ้นกว่าเดิม ช่วยลดความกังวลและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

Health News : วัคซีนครอบจักรวาล

Health News : วัคซีนครอบจักรวาล

Health News : วัคซีนครอบจักรวาล

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะนักวิจัยนำโดยศาสตราจารย์ บาลี ปูเลนดรา จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กำลังพัฒนาวัคซีนแบบพ่นจมูกที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคเพียงชนิดเดียวเหมือนวัคซีนในรอบ 200 ปีที่ผ่านมา เช่น วัคซีนหัดก็กันแค่หัด แต่เป็นการ “ปลุกเซลล์ภูมิคุ้มกันในปอด” ให้ตื่นตัวและพร้อมสู้กับเชื้อโรคทุกรูปแบบ

วัคซีนนี้ไม่ได้เลียนแบบตัวเชื้อโรค แต่เป็นการเลียนแบบสัญญาณสื่อสารระหว่างเซลล์ภูมิคุ้มกัน เมื่อพ่นเข้าทางจมูก วัคซีนจะสั่งให้เม็ดเลือดขาวชนิด Macrophages ในปอดอยู่ในสถานะเฝ้าระวังสูงสุด พร้อมโจมตีสิ่งแปลกปลอมทันที ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย

จากการทดลองในหนู วัคซีนสูตรนี้สามารถป้องกันเชื้อไวรัส ครอบคลุมตั้งแต่วัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ ไปจนถึงโควิด-19 และไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจเกิดการกลายพันธุ์ ช่วยลดปริมาณไวรัสในปอดได้ถึง 100-1,000 เท่า และมีฤทธิ์คุ้มครองยาวนานประมาณ 3 เดือน ต่อการพ่นหนึ่งครั้ง ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียในปอด และสามารถลดปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้อย่างไรฝุ่น ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหืดได้ด้วย

ทีมวิจัยกำลังเตรียมการทดสอบทางคลินิก โดยมีแผนจะใช้รูปแบบการฉีดวัคซีนแล้วลองรับเชื้อที่ไม่อันตรายเพื่อดูผล (Human Challenge) หากการทดลองราบรื่น คาดว่าอาจพร้อมใช้งานจริงภายใน 5-7 ปี หรือประมาณปี 2031-2033

Health News : ตาอักเสบเพราะรอยสัก

Health News : ตาอักเสบเพราะรอยสัก

Health News : ตาอักเสบเพราะรอยสัก

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สื่อออสเตรเลียรายงานว่า จักษุแพทย์ในออสเตรเลียรายงานการตรวจพบผู้ป่วย 40 ราย ที่มีอาการอักเสบของดวงตาอย่างรุนแรง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับรอยสักบนร่างกาย โดยเรียกสภาวะนี้ว่า ม่านตาอักเสบที่เกี่ยวข้องกับรอยสัก (Tattoo-associated uveitis)

แพทย์ระบุว่า สาเหตุของอาการผิกปกติดังกล่าว เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำปฏิกิริยากับ เม็ดสีของหมึกสัก โดยเฉพาะหมึกสีดำ แต่ก็พบในสีชมพูและสีแดงด้วย แล้วส่งผลกระทบต่อเนื่องไปที่เนื้อเยื่อในดวงตา อาการอักเสบอาจไม่ปรากฏทันทีหลังสัก โดยพบว่าผู้ป่วยบางรายเริ่มมีอาการหลังจากสักไปแล้วหลายปี หรือนานที่สุดถึง 35 ปี ผู้ป่วยจะมีอาการตาพร่ามัว ปวดตา แพ้แสง และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่โรคต้อหินและ สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ในส่วนของการรักษา ผู้ป่วยส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาประเภทสเตียรอยด์หรือรับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกันในระยะยาว

แม้ว่ากรณีนี้จะถือว่าหาได้ยากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้มีรอยสักทั้งหมด หรือประมาณร้อยละ 20-30 ของชาวออสเตรเลีย แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนให้ผู้ที่มีรอยสักสังเกตอาการผิดปกติทางสายตาและแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีประวัติการสัก

Health News : อาหารสำหรับเด็กส่อเป็นอาหารแปรรูป

Health News : อาหารสำหรับเด็กส่อเป็นอาหารแปรรูป

Health News : อาหารสำหรับเด็กส่อเป็นอาหารแปรรูป

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ข้อมูลล่าสุดจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความกังวลให้กับพ่อแม่ทั่วสหรัฐฯ  เมื่อพบว่าอาหารสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก อายุ 6-36 เดือนส่วนใหญ่ในท้องตลาด เข้าข่ายอาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed Foods – UPFs) ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว

ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์อาหารเด็กกว่า 651 รายการจากห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ 10 แห่งในสหรัฐฯ และพบข้อมูลที่น่าตกใจ คือประมาณ 71% ของอาหารเด็กที่วางขายจัดเป็นอาหารแปรรูปขั้นสูง (UPFs) โดยเฉพาะกลุ่มขนมขบเคี้ยวและอาหารที่หยิบกินง่าย ซึ่งเกือบทั้งหมด (94%) เป็น UPF และมีปริมาณน้ำตาลสูงกว่าอาหารแปรรูปน้อยถึง 2 เท่า และมีโซเดียมสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด พบสารเติมแต่งกว่า 105 ชนิดในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ โดยที่พบบ่อยที่สุดคือ สารเพิ่มรสชาติ สารทำให้คงตัว/ข้นหนืด และสีสังเคราะห์

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ช่วงอายุ 6-36 เดือนเป็นช่วง “หน้าต่างแห่งโอกาส” ในการสร้างพฤติกรรมการกิน การให้เด็กกินอาหารที่หวานหรือเค็มจัดตั้งแต่เล็กจะทำให้เด็กติดรสชาติ และปฏิเสธอาหารธรรมชาติ เช่น ผักหรือผลไม้สด เมื่อโตขึ้น ส่วนการบริโภค UPF ในปริมาณมากตั้งแต่วัยเด็กมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับโรคอ้วน โรคหัวใจ และปัญหาระบบเผาผลาญในอนาคต ขณะที่สารเติมแต่งบางชนิด เช่น สีสังเคราะห์ มีงานวิจัยบ่งชี้ว่าอาจส่งผลต่อสมาธิและพฤติกรรมในเด็กที่ไวต่อสารเคมี รวมถึงอาจรบกวนสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้

Health News : มะเร็งทั่วโลก 40% ป้องกันได้

Health News : มะเร็งทั่วโลก 40% ป้องกันได้

Health News : มะเร็งทั่วโลก 40% ป้องกันได้

วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การวิเคราะห์ระดับโลกครั้งใหม่ที่ดำเนินการโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์กรวิจัยมะเร็งนานาชาติ ระบุว่ามะเร็งทั่วโลกมากถึงร้อยละ 40 สามารถป้องกันได้ โดยการศึกษามุ่งตรวจสอบปัจจัยเสี่ยงที่สามารถป้องกันได้ 30 รายการ ทั้งการใช้ยาสูบและแอลกอฮอล์ ดัชนีมวลกายสูง การขาดกิจกรรมทางกาย มลพิษทางอากาศ รังสีอัลตราไวโอเลต

รายงานที่เผยแพร่ในวารสาร เนเจอร์ เมดิซิน (Nature Medicine) ระบุว่า การวิเคราะห์ข้อมูลจากประเทศ 185 แห่งและมะเร็ง 36 ชนิด พบว่า ยาสูบเป็นสาเหตุสำคัญที่สามารถป้องกันได้ของโรคมะเร็งทั่วโลก คิดเป็นร้อยละ 15 ของผู้ป่วยรายใหม่ทั้งหมด รองลงมาคือการติดเชื้อและการบริโภคแอลกอฮอล์

มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็ง 3 ชนิดที่ครองสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของกรณีผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมดที่สามารถป้องกันได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง โดยมะเร็งปอดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่และมลพิษทางอากาศ มะเร็งกระเพาะอาหารส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไฟโลไร (Helicobacter Pylori) และมะเร็งปากมดลูกเกือบทั้งหมดมีสาเหตุหลักจากเชื้อเอชพีวี (HPV)

สัดส่วนของมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ในผู้ชายนั้นสูงกว่าผู้หญิงอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ป่วยมะเร็งผู้ชายรายใหม่ร้อยละ 45 เป็นกรณีที่สามารถป้องกันได้ เมื่อเทียบกับร้อยละ 30 ในผู้หญิง การวิเคราะห์ยังประเมินว่า ร้อยละ 37 ของผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ในปี 2022 หรือราว 7.1 ล้านราย เชื่อมโยงกับสาเหตุที่สามารถป้องกันได้ ซึ่งผลการค้นพบดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพมหาศาลของมาตรการป้องกันในการลดผลกระทบจากโรคมะเร็งทั่วโลก

Health News : จีนพัฒนาอุปกรณ์ ‘กะพริบตา’ ควบคุมรถเข็น

Health News : จีนพัฒนาอุปกรณ์ ‘กะพริบตา’ ควบคุมรถเข็น

Health News : จีนพัฒนาอุปกรณ์ ‘กะพริบตา’ ควบคุมรถเข็น

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะนักวิจัยในจีนพัฒนาระบบติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตาที่ไม่ต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ แต่อาศัยพลังงานที่เกิดจากการกะพริบตา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยอัมพาตสามารถควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ได้เอง เช่น รถเข็นวีลแชร์ ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของเทคโนโลยีอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการ

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร เซลล์ รีพอร์ตส ฟิสิคัล ไซเอนซ์ (Cell Reports Physical Science) ในเดือนมกราคมนี้ ระบุว่า ระบบดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า ET-TENG พัฒนาโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิงเต่า และมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งฮ่องกง ใช้เครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้านาโนไทรโบอิเล็กทริก (TENG) เพื่อกักเก็บพลังงานเล็กๆ ที่เกิดจากแรงเสียดทานระหว่างเปลือกตาและลูกตาขณะกะพริบตา พลังงานที่ได้จะขับเคลื่อนเซ็นเซอร์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ภายนอก สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของดวงตาได้อย่างละเอียดและแม่นยำสูง โดยสามารถระบุการเบนทิศทางของลูกตาได้เล็กสุดเพียง 2 องศา ด้วยความแม่นยำถึงร้อยละ 99 อีกทั้งทำงานได้ในสภาพมืดสนิท ช่วยแก้ข้อจำกัดของระบบติดตามดวงตาแบบใช้กล้องทั่วไปที่ต้องพึ่งพาแสงจากภายนอก

เทคโนโลยีนี้อาจช่วยให้ผู้ป่วยบางโรค เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) ซึ่งยังสามารถขยับดวงตาได้ ใช้การเคลื่อนไหวของสายตาเพื่อควบคุมคอมพิวเตอร์หรือรถเข็นวีลแชร์ นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังเสนอว่า ระบบดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสำรวจอวกาศสำหรับแผงควบคุมแบบไม่ต้องใช้มือ ในยานยนต์อัจฉริยะเพื่อเฝ้าติดตามความอ่อนล้าของผู้ขับขี่ รวมถึงช่วยทำให้อุปกรณ์สวมศีรษะระบบเสมือนจริง (VR) มีน้ำหนักเบาและประหยัดพลังงานมากขึ้น

Health News : เล่นเกมมากกระทบนอนหลับ-เสี่ยงโรคอ้วน

Health News : เล่นเกมมากกระทบนอนหลับ-เสี่ยงโรคอ้วน

Health News : เล่นเกมมากกระทบนอนหลับ-เสี่ยงโรคอ้วน

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การศึกษาใหม่ที่นำโดยมหาวิทยาลัยเคอร์ตินของออสเตรเลีย และเผยแพร่ในวารสารนิวทรีชัน (Nutrition) ได้ทำการสำรวจนักศึกษา 317 คน ที่มีอายุเฉลี่ย 20 ปี จากมหาวิทยาลัย 5 แห่งทั่วออสเตรเลีย โดยผู้เข้าร่วมถูกแบ่งกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเล่นเกมน้อย (0-5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) กลุ่มเล่นเกมปานกลาง (5-10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) และกลุ่มเล่นเกมมาก (เกินกว่า 10 ชั่วโมงขึ้นไป) นักวิจัยพบว่ากลุ่มผู้ที่เล่นเกมน้อยและปานกลางมีรายงานผลลัพธ์สุขภาพคล้ายคลึงกัน แต่กลุ่มผู้ที่เล่นเกมเกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์กลับมีผลลัพธ์สุขภาพย่ำแย่กว่า

ศาสตราจารย์ มาริโอ เซียร์โว จากมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่า การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักอยู่ที่พฤติกรรมการเล่นเกมมากเกินไป มากกว่าตัวเกมเอง โดยกลุ่มนักศึกษาที่เล่นเกมไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์มีรูปแบบการบริโภคอาหาร การนอนหลับ และน้ำหนักตัวที่ค่อนข้างคล้ายกันทั้งหมด ทว่าความแตกต่างนั้นจะเริ่มปรากฎให้เห็นได้ชัดเมื่อเล่นเกมเกิน 10 ชั่วโมง ผู้เข้าร่วมทุกกลุ่มมีรายงานคุณภาพการนอนหลับโดยรวมค่อนข้างแย่ แต่ชั่วโมงการเล่นเกมที่เพิ่มขึ้นยังเชื่อมโยงกับการรบกวนการนอนหลับอีกด้วย

ทั้งนี้ ผลการศึกษาชี้ว่าการปรับพฤติกรรมสู่กิจวัตรที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การจำกัดการเล่นเกมจนถึงช่วงดึก และการเลือกรับประทานอาหารว่างที่มีประโยชน์ อาจช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพได้

Health News : เริ่มทดลองยาจาก ‘พิษแมงมุม’ ในมนุษย์

Health News : เริ่มทดลองยาจาก ‘พิษแมงมุม’ ในมนุษย์

Health News : เริ่มทดลองยาจาก ‘พิษแมงมุม’ ในมนุษย์

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Health News : เริ่มทดลองยาจาก ‘พิษแมงมุม’ ในมนุษย์

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย เปิดเผยว่าการรักษาที่อาจช่วยชีวิตผู้ป่วยจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และโรคหลอดเลือดสมองหรือสโตรก ซึ่งพัฒนามาจากพิษของแมงมุมที่อันตรายที่สุดชนิดหนึ่งของโลก ได้เข้าสู่การทดลองในมนุษย์แล้ว เป็นการศึกษาทางคลินิคระยะที่ 1 ในปัจจุบันจะประเมินความปลอดภัย ความทนต่อยา และขนาดยาที่เหมาะสมของไอบี409 (IB409) ซึ่งเป็นยานวัตกรรมที่พัฒนาจากโมเลกุลในพิษของแมงมุมใยกรวยออสเตรเลีย ที่อาศัยอยู่บนเกาะเฟรเซอร์ รัฐควีนส์แลนด์

ทีมวิจัยเชื่อว่า เอชไอ1เอ (Hi1a) โปรตีนที่สกัดจากพิษของแมงมุมใยกรวย สามารถช่วยลดความเสียหายต่อหัวใจและสมองระหว่างเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยการป้องกันการตายของเซลล์ที่เกิดจากภาวะขาดออกซิเจน

ซีอีโอของ อินเฟนซา ไบโอไซเอนซ์ (Infensa Bioscience) บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ ระบุว่า หากการทดลองทางคลินิคระยะที่ 1 และระยะต่อๆ ไปของไอบี409 แสดงให้เห็นว่าสามารถรักษาภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ อาจช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจหลายล้านคนทั่วโลกได้ ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มียาใดที่สามารถป้องกันความเสียหายที่เกิดจากภาวะดังกล่าวและโรคหลอดเลือดสมองได้