Health News : อายุเฉลี่ยประชากรจีน แตะ 79 ปี

Health News : อายุเฉลี่ยประชากรจีน แตะ 79 ปี

Health News : อายุเฉลี่ยประชากรจีน แตะ 79 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หัวหน้าคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน เปิดเผยระหว่างแถลงข่าวนอกรอบการประชุมสภานิติบัญญัติระดับชาติ ว่า อายุขัยเฉลี่ยของประชากรจีนในปี 2024 อยู่ที่ 79 ปี เพิ่มขึ้น 0.4 ปี จากอายุขัยเฉลี่ยในปี 2023 สะท้อนว่าจีนบรรลุเป้าหมายการเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยที่กำหนดไว้ในแผนสุขภาพระดับชาติในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 5 ปี (2021-2025) ฉบับที่ 14ได้เร็วกว่ากำหนด โดยตามแผนดังกล่าว จีนมีเป้าหมายเพิ่มตัวเลขอายุขัยในปี 2020 ขึ้นราว 1 ปีในช่วงระยะ 5 ปี

ในปี 2024 อายุขัยเฉลี่ยของจีนอยู่ในอันดับที่ 4 จาก 53 ประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง และอยู่ในอันดับที่ 10 ในประเทศกลุ่มจี20 ทั้งยังสูงกว่าตัวเลขของ 21 ประเทศที่มีรายได้สูง

ขณะเดียวกัน อายุขัยเฉลี่ยของประชากรใน 8 มหานครและมณฑลที่มีความมั่งคั่ง อาทิ ปักกิ่ง เทียนจิน เซี่ยงไฮ้ ซานตง เจียงซู เจ้อเจียง กวางตุ้ง และไห่หนาน เพิ่มขึ้นเกิน 80 ปีแล้ว และความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพระหว่างแต่ละภูมิภาคระดับมณฑลกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ว่าความเสมอภาคด้านสุขภาพในจีนกำลังปรับปรุงดีขึ้น

แม้จีนจะยังเผชิญกับความท้าทายจากทั้งโรคติดเชื้อและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง แต่จีนยังมีศักยภาพอีกมากในการเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยของประชากร

Health News : คนไข้ปลูกถ่ายหัวใจจาก ‘ไทเทเนียม’

Health News : คนไข้ปลูกถ่ายหัวใจจาก ‘ไทเทเนียม’

Health News : คนไข้ปลูกถ่ายหัวใจจาก ‘ไทเทเนียม’

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชายชาวออสเตรเลียวัย 40 ปี ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรง กลายเป็นคนไข้โรคหัวใจคนแรกในโลก ที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจเทียม “ไบวาคอร์” (BiVACOR) ที่ทำมาจากไทเทเนียม โดยเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจนานถึง 6 ชั่วโมง ที่โรงพยาบาลในนครซิดนีย์ ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว หลังผ่านมากว่า 100 วัน ชายหัวใจเทียมจากไทเทเนียมได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลแล้วตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขาเป็นคนไข้รายที่ 6 ของโลกที่ได้รับหัวใจเทียมแบบสมบูรณ์ แต่เป็นชาวออสเตรเลียคนแรกที่เข้ารับการผ่าตัดดังกล่าว และยังเป็นคนเดียวในบรรดาคนไข้ทั้ง 6 รายที่ออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับหัวใจเทียม ในขณะที่ผู้ป่วยที่เหลือยังคงอยู่ในโรงพยาบาลและรอการปลูกถ่ายจากผู้บริจาค

สำหรับหัวใจเทียมแบบสมบูรณ์ “ไบวาคอร์” (BiVACOR) คิดค้นโดย ดร.แดเนียล ทิมม์ส นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลีย เป็นอุปกรณ์ปลูกถ่ายแบบแรกของโลกที่สามารถทำหน้าที่แทนหัวใจของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยจำลองหัวใจมนุษย์ทั้งสองข้าง ทำจากไทเทเนียม มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวชิ้นเดียว คือ โรเตอร์ลอยตัวที่ยึดเข้าที่ด้วยแม่เหล็ก ไม่มีวาล์วหรือตลับลูกปืนเชิงกลที่อาจสึกหรอได้ สามารถสูบฉีดเลือดไปที่ร่างกายและปอด ทำหน้าที่แทนห้องหัวใจทั้งสองห้องที่ล้มเหลวไป หัวใจเทียมนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นตัวเชื่อม เพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ต่อไปจนกว่าจะสามารถปลูกถ่ายหัวใจจากผู้บริจาคได้ แต่เป้าหมายของ ดร.ทิมม์ส คือการให้อุปกรณ์ปลูกถ่ายนี้กลายเป็นวิธีแก้ปัญหาแบบถาวรในสักวันหนึ่ง

สำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีผู้เสียชีวิตราวปีละ 18 ล้านคน ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก

Health News : บริษัทจีนพัฒนา ‘ยา’ รักษามะเร็งตัวใหม่

Health News : บริษัทจีนพัฒนา ‘ยา’ รักษามะเร็งตัวใหม่

Health News : บริษัทจีนพัฒนา ‘ยา’ รักษามะเร็งตัวใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ขณะดีพซีก (DeepSeek) ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ของจีน ทำให้โลกตะลึงกับนวัตกรรมที่มีราคาน่าเหลือเชื่อ บริษัทไบโอเทคสัญชาติจีนที่ก่อตั้งมาเกือบสิบปีและไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนักอย่าง “อะคีโซ” (Akeso) ได้สั่นสะเทือนวงการเภสัชกรรมด้วยยารักษาโรคมะเร็งปอดตัวใหม่

รายงานระบุว่า ไอโวเนสซิแมบ (Ivonescimab) เป็นยาตัวใหม่ของอะคีโซที่ผ่านการทดลองในจีนและมีประสิทธิภาพเหนือกว่าคีทรูดา (Keytruda) ยารักษาโรคมะเร็ง
ที่พัฒนาโดยเมอร์ค (Merck) และสร้างรายได้แก่บริษัทอเมริกันที่ครองตลาดการรักษาโรคมะเร็งมากกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.4 ล้านล้านบาท)

ข้อมูลทางคลินิกจากการประชุมโรคมะเร็งปอดระดับโลก (World Conference on Lung Cancer) เผยว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาตัวใหม่ของอะคีโซสามารถระงับการเติบโตอีกครั้งของเนื้องอกร้ายได้นาน 11.1 เดือน ซึ่งนานกว่ายาคีทรูดาที่มีระยะการระงับการเติบโตของเนื้องอกร้ายราว 5.8 เดือน

อะคีโซเผยผ่านสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ของอะคีโซเกิดจากความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับชีววิทยาของโรคและวิศวกรรมโปรตีน รวมถึงได้รับประโยชน์จากระยะเวลาการพัฒนาอันรวดเร็วและทรัพยากรผู้มีความรู้ความสามารถชั้นนำในจีน

รายงานเสริมว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพหรือไบโอเทคของจีนได้เริ่มต้นคิดค้นและพัฒนายาขั้นสูงที่สามารถแข่งขันโดยตรงกับผลิตภัณฑ์ยาจากตะวันตกเพิ่มขึ้น พร้อมกับลงนามข้อตกลงใบอนุญาตหลายฉบับมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐกับเหล่าหุ้นส่วนชาติตะวันตกเพื่อจัดจำหน่ายยาสู่ทั่วโลกด้วย

Health News : ‘แผลเป็นในหัวใจ’ แบ่งเป็นแบบเย็น-ร้อน

Health News : ‘แผลเป็นในหัวใจ’ แบ่งเป็นแบบเย็น-ร้อน

Health News : ‘แผลเป็นในหัวใจ’ แบ่งเป็นแบบเย็น-ร้อน

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มานน์ของอิสราเอล เผยว่าการศึกษานานาชาติฉบับใหม่ค้นพบว่าร่องรอยความเสียหายของหัวใจนำไปสู่การเกิดเนื้อเยื่อแผลเป็นสองประเภทซึ่งต้องใช้แนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน

สถาบันฯ ระบุว่าผลการวิจัยซึ่งได้รับการเผยแพร่ในวารสารเซลล์ ซิสเท็ม (Cell Systems) อาจปฏิวัติแนวทางการรักษาโรคหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง

เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการบาดเจ็บ เนื้อเยื่อแผลเป็นจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อซ่อมแซมความเสียหายแทนการสร้างเซลล์กล้ามเนื้อใหม่ ทว่าเนื้อเยื่อแผลเป็นเหล่านี้สามารถทำให้การทำงานของหัวใจอ่อนแอลงตามเวลา ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพ

การศึกษาดังกล่าวได้จำแนกเนื้อเยื่อแผลเป็นออกเป็นสองประเภท ได้แก่ “แผลเป็นร้อน” ในกรณีที่เชื่อมโยงกับภาวะการอักเสบ และ “แผลเป็นเย็น” ในกรณีที่เชื่อมโยงกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเพียงเล็กน้อย

การบาดเจ็บของหัวใจแบบเรื้อรังมักนำไปสู่การเกิด “แผลเป็นร้อน” ในขณะที่การบาดเจ็บเฉียบพลัน เช่น ภาวะหัวใจวาย จะทำให้เกิด “แผลเป็นเย็น”

นอกจากนี้ การศึกษาพบว่าการยับยั้งโปรตีนสำคัญที่เรียกว่าโปรตีนทีไอเอ็มพี-1 (TIMP-1) ในการทดลองในห้องปฏิบัติการ ช่วยลดการเกิดแผลเป็น ซึ่งบ่งชี้ว่าโปรตีนดังกล่าวอาจเป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนายารักษาในอนาคต

Health News : ปักกิ่งเตรียมแบ่งปันแนวทาง ‘กำจัดฝุ่นพิษ PM2.5’ ให้กรุงเทพฯ

Health News : ปักกิ่งเตรียมแบ่งปันแนวทาง ‘กำจัดฝุ่นพิษ PM2.5’ ให้กรุงเทพฯ

Health News : ปักกิ่งเตรียมแบ่งปันแนวทาง ‘กำจัดฝุ่นพิษ PM2.5’ ให้กรุงเทพฯ

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเฝ้าติดตามและจัดการคุณภาพอากาศ ระยะ 3 ปี ซึ่งลงนามโดยสำนักนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมเทศบาลกรุงปักกิ่งของจีน
และสำนักสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ เมื่อไม่นานนี้ ระบุว่าปักกิ่งจะแบ่งปันแนวทางปฏิบัติในการต่อสู้กับมลพิษทางอากาศแก่เมืองพี่เมืองน้องอย่างกรุงเทพฯ

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ระบุว่าปักกิ่งจะแบ่งปันแนวทางปฏิบัติในการจัดการกับมลพิษทางอากาศแก่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะการเฝ้าติดตามและลดฝุ่นพิษพีเอ็ม2.5 (PM2.5) รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางเยือนซึ่งกันและกัน และจัดการฝึกอบรมและสนับสนุนกรุงเทพฯ ในการดำเนินโครงการนำร่องต่างๆ

ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย

กรุงปักกิ่งของจีนได้ปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นอย่างมากหลังจากดำเนินแผนริเริ่มขจัดมลพิษทางอากาศตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยมีความเข้มข้นเฉลี่ยของฝุ่นพิษ
PM2.5 อยู่ที่ 30.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในปี 2024 ซึ่งผ่านมาตรฐานระดับชาติติดต่อกัน 4 ปีแล้ว

ความเข้มข้นเฉลี่ยรายปีของฝุ่นพิษ PM2.5 พีเอ็ม10 ไนโตรเจนไดออกไซด์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ของกรุงปักกิ่งในปี 2024 ลดลงร้อยละ 65.9 ร้อยละ 50 ร้อยละ 57.1 และร้อยละ 88.7 เมื่อเทียบกับปี 2013

Health News : กินแบบ FMD ช่วยเสริมภูมิต้านทานเนื้องอก

Health News : กินแบบ FMD ช่วยเสริมภูมิต้านทานเนื้องอก

Health News : กินแบบ FMD ช่วยเสริมภูมิต้านทานเนื้องอก

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะนักวิจัยจากโรงพยาบาลจงซาน ในเครือมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น ในเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ ทางตะวันออกของจีน ได้เปิดเผยกลไกใหม่ที่ทำให้การรับประทานอาหารที่เลียนแบบการอดอาหาร (Fasting-Mimicking Diet – FMD) ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต้านเนื้องอก

การรับประทานอาหารที่เลียนแบบการอดอาหารคือการรับประทานอาหารแคลอรีต่ำในระยะสั้น ซึ่งออกแบบมาเพื่อเลียนแบบผลของการอดอาหารโดยยังสามารถรับประทานอาหารในปริมาณจำกัดได้ วิธีนี้มุ่งกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของการเผาผลาญ ส่งเสริมการซ่อมแซมเซลล์ ลดอาการอักเสบ และอาจให้ประโยชน์ต่างๆ เช่น สุขภาพระบบเผาผลาญดีขึ้นและมีอายุยืนขึ้น โดยไม่ต้องอดอาหารเต็มรูปแบบ

คณะนักวิจัยพบการรับประทานอาหารที่เลียนแบบการอดอาหารสามารถเพิ่มจำนวนแบคทีเรียบี.ซูโดลองกัม (B. pseudolongum) ซึ่งกระตุ้นการสร้างเซลล์ความจำซีดี8+ที (CD8+T cells) ส่งผลให้สามารถยับยั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

ผลการศึกษานี้ไม่เพียงยืนยันว่า การรับประทานอาหารที่เลียนแบบการอดอาหารมีผลต้านเนื้องอกผ่านการปรับเปลี่ยนจุลินทรีย์ในลำไส้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังแสดงกลไกใหม่ที่การเผาผลาญจุลินทรีย์ควบคุมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน และยังเป็นรากฐานทางทฤษฎีสำหรับการประยุกต์ใช้การรับประทานอาหารที่เลียนแบบการอดอาหารในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ มอบข้อมูลเชิงลึกแก่การช่วยเหลือดูแลด้านโภชนาการในช่วงก่อนและหลังการผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นเนื้องอกร้ายที่มีความชุกสูงทั่วโลกที่ยังคงเพิ่มขึ้นในจีน จำนวนผู้ป่วยในประเทศคิดเป็น 1 ใน 3 ของทั้งหมดทั่วโลก ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม

Health News : ไวรัสอีโบลาระบาดในยูกันดา

Health News : ไวรัสอีโบลาระบาดในยูกันดา

Health News : ไวรัสอีโบลาระบาดในยูกันดา

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงสาธารณสุขของยูกันดา ซึ่งเป็นประเทศในแอฟริกาตะวันออกแถลงยืนยันว่า เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในกรุงกัมปาลาที่เป็นเมืองหลวง และมีผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นรายแรก เป็นการแพร่ระบาดครั้งที่ 9 นับตั้งแต่พบการแพร่ระบาดครั้งแรกในปี 2543 ผู้ป่วยที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 มกราคม เป็นบุรุษพยาบาลของโรงพยาบาล
ในกรุงกัมปาลา ก่อนหน้านี้เขาได้ไปรับการรักษาในหลายสถานที่ รวมถึงโรงพยาบาลที่เสียชีวิต และยังรับการรักษาแผนโบราณด้วย หลังจากมีอาการคล้ายเป็นไข้

ทางการได้ระบุรายชื่อบุคคลที่ต้องติดตามอาการทั้งหมด 44 คน เนื่องจากสัมผัสใกล้ชิดกับผู้เสียชีวิต ในจำนวนนี้เป็นบุคลากรด้านสาธารณสุข 30 คน อย่างไรก็ดี การติดตามอาการอาจประสบปัญหาเนื่องจากกรุงกัมปาลามีคนอาศัยอยู่หนาแน่นมากกว่า 4 ล้านคนและเป็นทางผ่านสำหรับการเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเซาท์ซูดาน คองโก รวันดาและอีกหลายประเทศ ด้านองค์การอนามัยโลกได้จัดสรรงบประมาณฉุกเฉินจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 34 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือในการควบคุมการแพร่ระบาด

เชื้อไวรัสอีโบลาสามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสกับสารคัดหลั่งและร่างกายของผู้ป่วย อาการระยะแรกจะมีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ อาการระยะที่ 2 จะมีท้องเสีย อาเจียน ผื่นตามผิวหนัง บางรายจะมีเลือดออกทั้งภายในและภายนอกร่างกาย มีโอกาสเสียชีวิตสูง

Health News : ยิ่งอายุยืนยิ่งอาจเสี่ยง ‘สมองเสื่อม’

Health News : ยิ่งอายุยืนยิ่งอาจเสี่ยง ‘สมองเสื่อม’

Health News : ยิ่งอายุยืนยิ่งอาจเสี่ยง ‘สมองเสื่อม’

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การประมาณการนี้อิงการศึกษาใหม่ที่พบว่า ความเสี่ยงมีภาวะสมองเสื่อมในช่วงชีวิตหนึ่งนั้นสูงกว่าที่เคยคาดไว้ โดยผู้คนมีโอกาสป่วยภาวะสมองเสื่อมมากถึง 4 ใน 10 หากเริ่มเข้าสู่ช่วงอายุ 55 ปี หากพวกเขามีอายุยืนยาวเพียงพอ อย่างไรก็ดี มีหลายขั้นตอนที่อาจช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมได้ อาทิ การควบคุมความดันโลหิตสูงและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่ไม่ดีต่อสมอง และยังคงไม่สายเกินไปที่จะลองพยายามลดทอนความเสี่ยงนี้แม้เข้าสู่วัยกลางคน

โจเซฟ โคเรช จาก แลงโกน เฮลธ์ (Langone Health) แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ซึ่งเป็นผู้ร่วมเขียนการศึกษาดังกล่าวที่เผยแพร่ในวารสาร เนเจอร์ เมดิซีน (Nature Medicine)ระบุว่า การวิจัยทั้งหมดของพวกเขาชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ผู้คนทำในวัยกลางคนนั้นมีความสำคัญอย่างแท้จริง

โรคอัลไซเมอร์เป็นรูปแบบหนึ่งของภาวะสมองเสื่อมที่พบได้มากที่สุด และการเปลี่ยนแปลงทางสมองที่เงียบงันซึ่งนำไปสู่โรคนี้ในที่สุดอาจเริ่มเกิดขึ้นในช่วง 20 ปีก่อนมีอาการ ส่วนภาวะสมองเสื่อมรูปแบบอื่น ๆ ได้แก่ ภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง เกิดขึ้นเมื่อโรคหัวใจหรืออาการโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมอง

Health News : ‘การงีบหลับ’ ช่วยพัฒนาการรับรู้-ความจำ

Health News : ‘การงีบหลับ’ ช่วยพัฒนาการรับรู้-ความจำ

Health News : ‘การงีบหลับ’ ช่วยพัฒนาการรับรู้-ความจำ

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2568, 07.43 น.

เดอะ วอชิงตัน โพสต์ รายงานว่า การงีบหลับเป็นวิธีการง่ายๆ ที่สามารถช่วยกระตุ้นความสามารถการรับรู้ การเรียนรู้ และความทรงจำอีกทั้งบรรเทาภาวะการนอนหลับไม่เพียงพอในตอนกลางคืน โดยการงีบหลับแม้เพียง 10 นาทีนั้นส่งผลดีอย่างมากต่อการรับรู้ อารมณ์ และบรรเทาอาการง่วงซึมในช่วงบ่าย

รายงานอ้างอิงข้อมูลการวิเคราะห์อภิมานจากการศึกษา 54 รายการในปี 2022 พบว่า การงีบหลับตอนบ่ายสามารถเพิ่มความเฉียบแหลมทางจิตใจได้

คณะนักวิจัยเผยว่า ประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากการงีบหลับช่วงบ่ายคือการตื่นตัวและความจำ ขณะที่ผลลัพธ์ชี้ให้เห็นว่า ความเร็วในการประมวลผลทางจิตใจยังดีขึ้นด้วย และผู้คนล้วนได้รับประโยชน์ไม่ว่าจะงีบหลับเป็นนิสัยหรือนอนหลับเพียงพอในคืนก่อนหน้า

Health News : ดื่มน้ำหวานมาก ทำยอดป่วยเบาหวาน-โรคหัวใจพุ่งสูง

Health News : ดื่มน้ำหวานมาก ทำยอดป่วยเบาหวาน-โรคหัวใจพุ่งสูง

Health News : ดื่มน้ำหวานมาก ทำยอดป่วยเบาหวาน-โรคหัวใจพุ่งสูง

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์ Nature ซึ่งเป็นความพยายามครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในการประเมินว่า การแพร่กระจายของรูปแบบการกินอาหารแบบตะวันตกส่งผลต่อสุขภาพทั่วโลกอย่างไร ระบุว่า การบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือดของผู้คนราว 340,000 รายต่อปีทั่วโลก

ผลการศึกษายังพบว่า เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเชื่อมโยงกับจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เพิ่มขึ้น 2.2 ล้านราย และโรคหัวใจและหลอดเลือด 1.2 ล้านราย ในปี 2020 สัดส่วนที่ไม่สมดุลของกรณีเหล่านี้กระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคทะเลทรายซาฮาราในแอฟริกา (sub-Saharan Africa) และลาตินอเมริกา ซึ่งเป็นสองทวีปที่มีการบริโภคเครื่องดื่มอัดลมเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทน้ำอัดลมต้องเผชิญกับยอดจำหน่ายที่ลดลงในอเมริกาเหนือและยุโรป จึงพยายามหาลูกค้าใหม่ในประเทศกำลังพัฒนา

New York Times รายงานเกี่ยวกับผลการศึกษาดังกล่าวว่า จำนวนผู้เสียชีวิตที่มีการคาดการณ์ไว้ 340,000 รายนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากการประเมินว่า เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลส่งผลต่อสุขภาพของคนทั่วโลกอย่างไรในครั้งก่อน โดยการศึกษาวิจัยในปี 2015ที่เผยแพร่ในวารสาร Circulation ประมาณการว่า อาจมีผู้เสียชีวิตจากการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลทั่วโลก 184,000 รายในปี 2010