5 เทคนิคกู้หุ่นพังหลังปีใหม่ ฉบับเทรนเนอร์เชอร์รี่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610935

  • วันที่ 06 ม.ค. 2563 เวลา 15:56 น.

5 เทคนิคกู้หุ่นพังหลังปีใหม่ ฉบับเทรนเนอร์เชอร์รี่

เร่งซ่อมหุ่นพังหลังปีใหม่ ด้วยสูตรคุมน้ำหนักเห็นผลทันตา ฉบับเทรนเนอร์เชอร์รี่

ก้าวสู่ปีใหม่กันอีกแล้ว ใครที่ยังนั่งทบทวนดู New Year’s Resolution ด้วยหัวใจแห้งเหี่ยว เพราะความฝันที่จะฟิตหุ่น คุมน้ำหนักไม่เป็นจริงซักที อย่าเพิ่งท้อแท้ หมดหวัง เพราะล่าสุดแอบเห็น เชอร์รี่-พิมพ์ชญา พีระสนิทพงษ์ เทรนเนอร์ชื่อดัง ซึ่งไม่เพียงมีประสบการณ์ปั้นหุ่นสุดเป๊ะให้กับเหล่าคนดังมากมายทั้ง กาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาส, ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต, แอน ทองประสม, คิมเบอร์ลี่ แอน เทียมศิริ ฯลฯ ยังเนรมิตหุ่นสวยให้สาวๆ มานับไม่ถ้วน มาเดินช็อปปิ้งที่ “วิลล่า มาร์เก็ท หลังสวน” เลยไม่พลาดถามเทคนิครีดไขมัน สร้างหุ่นเป๊ะแบบเห็นผล แถมทำได้ง่ายๆ มาฝากสาวๆ กัน

1. เปลี่ยนมายด์เซ็ต

พูดถึงภารกิจลดหุ่น หลายคนนึกถึงแต่การออกกำลังกาย แต่เทรนเนอร์เชอรรี่ย้ำว่า “การออกกำลังกายก็สำคัญ แต่การคุมอาหารนั้นสำคัญกว่า” ก่อนจะพิชิตหุ่นสวยได้ สิ่งที่สาวๆต้องปรับจูนทัศนคติให้ตรงกันก่อน คือ ในการลดน้ำหนัก รีดไขมันส่วนเกิน การคุมอาหารมีส่วนสำคัญถึง70% ขณะที่การออกกำลังกายมีผลเพียง 30% เท่านั้น เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น เพราะในแต่ละวัน เราใช้เวลากับการกินมากกว่าอย่างอื่น การกินจึงกลายเป็นทั้งคุณและโทษได้ในเวลาเดียวกัน หากเลือกกินของที่ไม่ดี ไม่มีประโยชน์ นอกจากจะทำให้อ้วน ยังเป็นบ่อเกิดของโรคภัย ดังนั้น สเต็ปแรกเมื่อคิดจะลดน้ำหนัก ไม่ต้องรีบไปซื้อสปอร์ตบรา หรือ รองเท้าออกกำลังกาย แค่นั่งเช็คลิสต์รายการอาหารแต่ละวันที่กินเข้าไปก่อนว่ามีอะไรบ้างดีกว่า จะได้ปรับลดได้ถูกจุด

2. กินครบ 3 มื้อได้ไม่ต้องอด แต่ต้องเลือกกินให้เป็น

แม้การดูแลอาหารจะเป็นตัวแปรสำคัญของการควบคุมน้ำหนัก แต่ไม่ได้หมายความว่า จะตั้งหน้าตั้งตาคุมแต่ปริมาณอาหาร โดยไม่ใส่ใจคุณภาพ เลย เพราะถ้าเลือกกินให้ถูกหลักโภชนาการ เลือกซื้อจากแหล่งที่มีคุณภาพ เน้นผักหรือผลไม้มากกว่าเอะอะก็ให้รางวัลตัวเองด้วยของหวานหรือชาไข่มุก ก็ยังสามารถกินอาหารได้ 3 มื้อตามปกติ

3. อย่าเข้าใจผิด กินผลไม้แล้ว “อ้วน”

หลายคนลดปริมาณการกินผลไม้ลง เพราะคิดว่า มีรสหวานจะทำให้อ้วน ทั้งที่ความจริงแล้ว ความหวานธรรมชาติที่มีอยู่ในผลไม้ไม่ได้ส่งผลเสียต่อร่างกายเหมือนกับน้ำตาลที่ได้จากการสังเคราะห์ ที่สำคัญผลพลอยได้จากการกินผลไม้ยังมีแร่ธาตุ และ กากอาหารที่ดีต่อระบบขับถ่าย ส่วนสาวๆที่เรื่องสารตกค้าง ของฝากที่ไม่ได้รับเชิญซึ่งอาจติดมากับผักและผลไม้ แนะนำให้เลือกกินผักผลไม้ออร์แกนิค ซึ่งปัจจุบันบ้านเรามีทางเลือกมากขึ้น ถึงบางครั้งอาจต้องจ่ายแพงกว่าเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ ถือว่าคุ้มค่า เพราะมั่นใจว่า ปลอดสารพิษตั้งแต่กระบวนการปลูก จนถึงมือผู้บริโภค

4. เนื้อสัตว์ออร์แกนิค ทางเลือกแสนอร่อยของคนอยากคุมน้ำหนัก

การลุกขึ้นมาดูแลรูปร่าง และสุขภาพ ไม่ใช่การลงโทษตัวเองให้ต้องเลิกราจากของอร่อยหรือของที่ชอบ แต่เหมือนกับการถอยหลังกลับมาเพื่อมองหาทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ ยกตัวอย่าง เนื้อสัตว์ปัจจุบันก็มีแบบออร์แกนิค 100% ให้เลือก ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์สำหรับคนที่อาจจะมีโรคบางอย่าง และต้องหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งต่างๆ แต่ยังรวมถึงคนที่อยากป้องกันตัวเองก่อนจะเป็นโรค ด้วยการเลือกกินของดีมีคุณภาพ โดยไม่ทำร้ายตัวเอง

5. อย่ามองข้ามเครื่องปรุงตัวร้าย

หลายครั้งที่สาวๆ ให้ความสำคัญกับการคัดสรรวัตถุดิบชั้นยอด แต่ดันพลาดท่าเพราะเครื่องปรุงรสที่นำมาใช้ อาจจะมีโซเดียมเยอะ หรือบางคนหักดิบไม่ใส่เลย จนทำให้เสียอรรรถรสของการกินของดีไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่ปัจจุบันมีเครื่องปรุงคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลกมากมายมา ที่ให้ครบทั้งรูป รสและกลิ่นที่ช่วยชูรสแถมดีต่อสุขภาพ

งานนี้ใครที่อ่านแล้วก็รู้สึกว่ายังยากอยู่ดี เทรนเนอร์เชอร์รี่กระซิบดังๆ เลยว่า หายห่วง แค่แวะมาบ้านหลังที่สองของคนเมืองแหล่งรวมของอร่อยและของดีจากทั่วโลก วิลล่า มาร์เก็ทหลังสวน โครงการเวลา สินธร วิลเลจ มีคำตอบของทุกสิ่ง “เท่าที่เดินสำรวจดูแล้ว รู้แล้วว่าวิลล่า มาร์เก็ท คัดสรรแต่ของดีมา เพื่อตอบโจทย์คนรักสุขภาพ มีของดีของอร่อยจากทั่วโลกมาให้เลือกช็อป แถมยังออร์แกนิคแท้ 100%  ตั้งแต่ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ไข่ไก่ ไปจนถึงเครื่องปรุง ที่สาวๆน่าจะชอบเป็นพิเศษ คือ มีมุมให้ชิมก่อนตัดสินใจซื้อ แถมถ้าคิดจะซื้อไปตุนเป็นเสบียง สำหรับวันที่ภารกิจรัดตัว ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะของสดใหม่ ต่อให้แช่เก็บไว้ในตู้เย็นหลายวันก็ยังอร่อยอยู่”

เครื่องมือยุคดิจิทัล สมมุติฐานที่มาของโรคอ้วน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610810

  • วันที่ 05 ม.ค. 2563 เวลา 06:16 น.

เครื่องมือยุคดิจิทัล สมมุติฐานที่มาของโรคอ้วน

ความอ้วนเป็นโรคที่นำพาปัญหาต่างๆ ทั้งด้านสุขภาพและด้านจิตใจ ซึ่งคนยุคปัจจุบันมีแนวโน้มเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนสูงมาก ด้วยเหตุผลที่ว่าโลกใบนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากเกินไป นี่อาจเป็นเพียงข้อสมมุติฐาน แต่เรามาดูกันว่ามันมีมูลเหตุหรือไม่

คนขยับตัวน้อยลง เพราะชีวิตยุคนี้มีแต่สิ่งอำนวยความสะดวก

สิ่งอำนวยความสะดวกบนโลกเราถูกผลิตคิดค้นขึ้นมาไม่เว้นแต่ละวัน ยกตัวอย่าง โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ตลอดจนเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆ และแอปพลิเคชั่นต่างๆ โดยเฉพาะแอปสั่งอาหาร สิ่งเหล่านี้ทำให้ในวันหนึ่งเราแทบจะไม่ต้องทำอะไร ชนิดที่ว่าสามารถนั่งอยู่กับที่และจัดการทุกสิ่งอย่างผ่านอุปกรณ์ยุคดิจิทัลเหล่านี้ได้เลย

แบบนี้ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ เพราะมีการศึกษาจากรัฐเท็กซัสออกมาบอกเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ขนาดรอบเอวของคนเราจะเชื่อมโยงกับการใช้งานสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เมื่อมีอุปกรณ์ดิจิทัลมากขึ้น ขนาดตัวของคนเรา น้ำหนักตัวของคนเราก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขนาดที่องค์การอนามัยโลก ยังให้ความสนใจและได้จัดทำสถิติชุดตัวเลขเกี่ยวกับโรคอ้วนขึ้นมา ซึ่งในปัจจุบันก็พบแล้วว่า โลกมีประชากรที่เกิดโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้นกว่าในปี 2518 ถึง 3 เท่าเลยทีเดียว

ปัจจัยที่ทำให้คนยุคดิจิทัลน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

เป็นเรื่องน่าสนใจมากว่า ทำไมคนในโลกยุคปัจจุบันที่มีการศึกษาในเรื่องสรีระร่างกาย และเข้าถึงแหล่งความรู้ในการดูแลตัวเอง ดูแลสุขภาพ และควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่าในอดีต จึงมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เรื่ิองนี้ Richard Lopez นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Rice ได้ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมา กับพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลของมนุษย์เราหลายๆ อย่างพร้อมกัน

ผลปรากฏว่า คนที่ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลหลายๆ อย่างพร้อมกันมีความเสี่ยงสูงมากที่จะกลายเป็นโรคอ้วน เพราะสมองจะมีการสั่งการที่แตกต่างจากคนทั่วไป ซึ่งจะทำให้สมองส่วนหน้าซึ่งเป็นส่วนควบคุมตัวเองนั้นทำงานได้น้อยลง เมื่อเห็นอาหารจึงเกิดความรู้สึกอยากกิน และขาดซึ่งความยับยั้งชั่งใจในทันที

ต่างจากคนที่ห่างไกลเทคโนโลยี ที่สมองส่วนที่ควบคุมตัวเองยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงมองว่าคนที่ทำงานโดยใช้อุปกรณ์หลายๆ อย่างพร้อมกันนั้น เป็นคนที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เพราะส่งผลโดยตรงเกี่ยวกับการพัฒนาสมองของคนเหล่านี้นั่นเอง

เทคโนโลยีทำให้มนุษย์เราอยู่ติดที่

สิ่งที่น่ากลัวคือ ไม่เพียงแต่ผู้คนในต่างประเทศเท่านั้นที่กำลังประสบปัญหาโรคอ้วน แต่คนไทยเองก็เช่นกัน ซึ่งรายงานสุขภาพคนไทย พบว่าคนไทยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 2 เท่าในรอบ 20 ปี ซึ่งถือว่าสูงมาก และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสาเหตุที่วิเคราะห์กันคือ เพราะเทคโนโลยีในโลกที่พัฒนามากขึ้น ทำให้คนเป็นโรคติดเก้าอี้มากขึ้นตามไปด้วย

เป็นเรื่องจริงที่มนุษย์เราจะถูกตรึงอยู่กับที่ด้วยการใช้เทคโนโลยีมากกว่าเดิม จากเด็กที่เคยวิ่งเล่นในสนาม ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง ก็เปลี่ยนนิสัยมาเล่นโทรศัพท์ ดูไอแพด ดูยูทูป นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์มากขึ้น ทำให้การออกกำลังกายน้อยลง ที่สำคัญกิจกรรมเหล่านี้มักจะมาพร้อมกับน้ำและขนมในมือซึ่งเป็นตัวช่วยเพิ่มขีดความอ้วนให้สูงขึ้น

เครื่องมือยุคนี้รบกวนการนอนหลับ

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่เพียงแต่เทคโนโลยีจะทำให้มนุษย์เรามีความสะดวกสบาย และทำให้เรานั่งติดที่เท่านั้น แต่ยังรบกวนการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาสมดุลร่างกายให้เผาผลาญพลังงาน และไม่ให้เกิดโรคอ้วนตามมา ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ ทีวี แท็บเล็ต และอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งสามารถนำไปไว้ในห้องนอนได้ ก็จะเพิ่มโอกาสในการเกิดผลเสียทั้งต่อตัวเด็กและผู้ใหญ่ได้พร้อมๆ กัน

ทั้งนี้ เพราะในช่วงกลางคืน หากได้รับแสงสีฟ้าจากหน้าจอมากเกินไปจะส่งผลให้ร่างกายเกิดการนอนหลับยาก นอนหลับไม่เต็มอิ่ม เมื่อร่างกายนอนไม่พอก็จะทำให้ฮอร์โมนที่ชื่อว่า Ghrelin ที่ควบคุมความหิวของเราเพิ่มมากขึ้น และในทางกลับกันการนอนไม่พอก็จะไปลดฮอร์โมนควบคุมความอิ่มที่ชื่อว่า Leptin ลง เท่ากับว่าร่างกายของเราจะหิวอาหารอยู่ตลอดเวลา เป็นหนึ่งในผลกระทบจากเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดโรคอ้วน

 

ภาพ freepik

4 เทรนด์อาหารเพื่อคนสูงวัย กินอย่างไรให้อายุยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610525

  • วันที่ 04 ม.ค. 2563 เวลา 06:06 น.

4 เทรนด์อาหารเพื่อคนสูงวัย กินอย่างไรให้อายุยืน

เมื่ออายุเริ่มมากขึ้นจนเข้าสู่ภาวะสูงวัย ย่อมเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเปลี่ยนไป รวมถึงอาหารการกินที่ต้องปรับเปลี่ยนตามสภาพร่างกายและความสามารถของกระบวนการต่างๆ ในร่างกาย สิ่งหนึ่งที่ต้องโฟกัสเป็นพิเศษคือเรื่องของอาหาร สำหรับเทรนด์อาหารผู้สูงวัยในยุคนี้ ได้แก่

1.ต้องเป็นอาหารพลังงานต่ำ แต่คุณค่าทางโภชนาการสูง

ระบบเผาผลาญในวัยสูงอายุไม่ดีเหมือนเก่า อาหารที่ให้พลังงานสูงอย่างอาหารทอด ของหวานจัด จึงเป็นของแสลงของผู้สูงอายุเพราะเมื่อเผาผลาญไม่หมดมันก็จะก็จะกลายเป็นไขมันส่วนเกิน ลองเน้นไปที่ธัญพืช ผัก ผลไม้ที่ให้พลังงานไม่มากนัก แถมยังมีแร่ธาตุและวิตามินสูง

2.อาหารอ่อนและเคี้ยวง่าย

เนื่องจากฟันที่ใช้บดเคี้ยวอาหาร มีความบางลง แคลเซียมลดลง และระบบย่อยอาหารจะทำงานได้น้อย น้ำย่อยก็ลดความเป็นกรดลง ควรเลี่ยงเนื้อสัตว์ที่เคี้ยวยาก และอาหารที่มีความเหนียว

3.อาหารโซเดียมต่ำ

โซเดียมที่มากเกินไปสำหรับผู้สูงอายุ จะส่งผลให้ตัวบวม รวมถึงเพิ่มความดันโลหิตให้สูงขึ้น นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังสูญเสียน้ำได้ง่ายมาก ทำให้ยิ่งเป็นอันตราย อาหารที่ดีคือปริมาณโซเดียมไม่มากและมีน้ำเยอะ

4.ความสะอาดเรื่องสำคัญ

เมื่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายผู้สูงอายุลดลง รวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน สิ่งปนเปื้อนเพียงน้อยนิดคือฝันร้ายที่อาจอันตรายถึงชีวิตของผู้สูงอายุได้เลย ดังนั้น ความสะอาดของอาหารรวมถึงภาชนะจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ความผิดปกติของประจำเดือน สัญญาณเตือนเนื้องอกมดลูก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610524

  • วันที่ 03 ม.ค. 2563 เวลา 08:09 น.

ความผิดปกติของประจำเดือน สัญญาณเตือนเนื้องอกมดลูก

สำรวจความผิดปกติของประจำเดือน เพื่อรู้ทันสัญญาณเนื้องอกมดลูก

ผู้หญิงเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ร่างกายจะสร้างเนื้อเยื่อที่ผนังมดลูกให้หนาขึ้น เพื่อเตรียมรองรับการตั้งครรภ์ แต่หากไม่มีการปฏิสนธิ เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะหลุดลอกและไหลออกจากช่องคลอดเป็นเลือด “ประจำเดือน” โดยทั่วไปรอบประจำเดือนของผู้หญิงอยู่ในช่วง 28 + 7 วัน เฉลี่ยครั้งละประมาณ 3-8 วัน ซึ่งจะมามากที่สุดใน 2 วันแรก ประจำเดือนอาจมีสีแดงเข้ม สีน้ำตาล หรือสีดำ ทั้งนี้ก่อนมีประจำเดือนยังอาจมีอาการต่างๆ เช่น ปวดศีรษะ ท้องอืด หงุดหงิด ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ หน้าอกขยาย หิวง่าย รวมถึงอาการปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน ซึ่งอาการบางอย่างอาจเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในช่วงตกไข่ แต่บางอาการอาจเป็นสัญญาณเตือนโรคร้ายอย่างเนื้องอกมดลูก

ประจำเดือนปกติ หรือผิดปกติ ดูอย่างไร

  • สี โดยปกติเลือดที่ออกมาในช่วงวันแรกของการมีประจำเดือนจะมีสีแดงคล้ำเล็กน้อย และจะกลายเป็นสีแดงสดในวันถัดมา หรือบางคนอาจเริ่มต้นรอบด้วยสีแดงสดและเปลี่ยนเป็นสีคล้ำขึ้นในช่วงวันท้ายๆ แต่หากพบประจำเดือนสีจางมากๆ หรือสีคล้ายน้ำเหลือง ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย
  • ปริมาณ ประจำเดือนส่วนใหญ่จะมามากในช่วงวันแรกๆ จากนั้นจึงค่อยๆ ลดปริมาณลงจนหายไปในที่สุด โดยเลือดประจำเดือนในแต่ละ 1 รอบ ต้องไม่เกิน 80 ซีซี โดยสามารถสังเกตด้วยตัวเองว่าหากผ้าอนามัยเปียกชุ่มและต้องเปลี่ยนทุกๆ 2–3 ชั่วโมง จัดได้ว่าเป็นผู้มีประจำเดือนมากเป็นปกติ แต่หากต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมงอีกทั้งยังคงเป็นแบบนี้ตลอดช่วงมีประจำเดือนหรือมีประจำเดือนนานกว่า 8 วัน แบบนี้ถือว่าเกิดความผิดปกติกับร่างกาย เช่น การติดเชื้อ เลือดจาง ฮอร์โมนไม่สมดุล หรือเกิดเนื้องอกมดลูก ทั้งนี้รวมถึงการมีประจำเดือนกะปริดกะปรอยตลอดทั้งเดือน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเช่นกัน
  • อาการปวดท้อง ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับปัญหาปวดท้องทั้งแบบปวดบีบและปวดเกร็งมากถึงประมาณ 70% ซึ่งอาการปวดท้องประจำเดือน เกิดจากการหลั่งสาร โพรสตาแกลนดิน (prostaglandin) ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน ซึ่งก่อตัวขึ้นบริเวณเยื่อบุโพรงมดลูก ในช่วงมีประจำเดือน มีผลทำให้กล้ามเนื้อบีบตัวและหดเกร็ง คล้ายภาวะเจ็บปวดขณะคลอดบุตร ในกรณีที่ร่างกายหลั่งสารปริมาณมากจะยิ่งทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้น หรืออาจมีอาการคลื่นไส้และท้องเสียร่วมด้วย แต่หากพบอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรงบ่อยมากๆ หรือเกือบทุกครั้งที่มีประจำเดือน อาจเกิดจากเยี่อบุมดลูกเจริญผิดที่หรือมีเนื้องอกในมดลูก
  • รอบประจำเดือน ประจำเดือน หมายความว่า มีเลือดออกจากช่องคลอด เดือนละ 1 ครั้ง หรือห่างกันประมาณ 28+7 วัน โดยแต่ละรอบควรมาเวลาใกล้เคียงกัน หรือห่างกันไม่เกิน 7-9 วัน กรณีที่ประจำเดือนขาดหายบ่อยครั้ง หรือมาถี่กว่าปกติ เดือนละ 2-3 ครั้ง อาจบ่งชี้ว่าระดับฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุลหรือเกิดโรคภายในอวัยวะสืบพันธุ์ จึงควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง

สัญญาณเตือนเนื้องอกมดลูกจากความผิดปกติของประจำเดือน

ภาวะผิดปกติของการมีประจำเดือนเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณเตือนเนื้องอกมดลูก ซึ่งส่วนใหญ่พบในหญิงวัยทำงานอายุ 30-40 ปี มากถึง 20-25%

เนื้องอกมดลูก คือเนื้องอกที่เกิดขึ้นในตัวมดลูก ซึ่งเป็นเนื้องอกชนิดธรรมดา ไม่ใช่มะเร็ง อาจพบที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของตัวมดลูก มีขนาดต่างๆ กันไป อาจเป็นก้อนเดียวหรือหลายก้อนก็ได้ บางชนิดโตช้า บางชนิดโตเร็ว

ถ้าเป็นเนื้องอกก้อนเล็ก ผู้ป่วยจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ อาจตรวจพบโดยบังเอิญเมื่อไปตรวจสุขภาพหรือปรึกษาแพทย์ด้วยปัญหาอื่น และอาจไม่จำเป็นต้องให้การรักษา

สามารถสังเกตเนื้องอกขนาดโต จากอาการผิดปกติของประจำเดือน ดังนี้

  • มีประจำเดือนออกมากและนานกว่าปกติ
  • มีอาการปวดหน่วงๆ ที่ท้องน้อยหรือปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรัง
  • มีอาการปวดขณะร่วมเพศ
  • ท้องผูกเรื้อรัง
  • ปัสสาวะบ่อย กะปริดกะปรอย หรือปัสสาวะขัด
  • คลำพบก้อนที่ท้องน้อย หรือท้องโตคล้ายคนท้อง

ปัจจัยเสี่ยงเนื้องอกมดลูก

การแพทย์ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุแน่ชัดของการเกิดเนื้องอกมดลูกได้ แต่อาจเกิดจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

  • ระดับฮอร์โมน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศหญิง คือฮอร์โมนเอสโตรเจน และฮอร์โมนโปรเจนเตอโรน ซึ่งไปกระตุ้นให้ก้อนเนื้องอกโตขึ้นได้
  • ผลกระทบจากยา โดยเฉพาะยาฮอร์โมนต่างๆ อาจเพิ่มการเจริญเติบโตของเนื้องอกมดลูกได้ เช่น ยาคุมกำเนิด เป็นต้น
  • กรรมพันธุ์ หากพบบุคคลในครอบครัวเป็นเนื้องอกในมดลูก ถือเป็นปัจจัยเพิ่มโอกาสเป็นเนื้องอกมดลูกมากขึ้น
  • อาหาร การรับประทานเนื้อแดง หรืออาหารไขมันสูง รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลให้มีความเสี่ยงเกิดเนื้องอกมดลูกมากกว่าคนปกติ
  • สุขภาพร่างกาย ผู้ป่วยโรคอ้วน ผู้หญิงที่มีประจำเดือนก่อนวัย หรือขาดวิตามินบางชนิด จะมีเพิ่มโอกาสเสี่ยงภาวะเนื้องอกมดลูกมากขึ้น

การป้องกันเนื้องอกมดลูก

ปัจจุบันยังไม่สามารถทราบสาเหตุการเกิดภาวะเนื้องอกมดลูกที่แน่ชัด จึงไม่สามารถป้องกันได้ แต่การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงลงได้ โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เลี่ยงการรับประทานเนื้อแดงและอาหารไขมันสูง รวมถึงงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 7 ชั่วโมงขึ้นไป นอกจากนี้การลดความเครียด และทำจิตใจให้แจ่มใส จะช่วยให้ห่างไกลโรคเนื้องอกมดลูกได้

หากเนื้องอกมดลูกไม่มีอาการใดๆ หรือเนื้องอกมีขนาดเล็กมาก อาจไม่มีความจำเป็นต้องรักษา แต่อย่างไรก็ตามผู้ป่วยต้องพบแพทย์สม่ำเสมอเพื่อเข้ารับการตรวจติดตามอาการ

‘โรคตึกเป็นพิษ’ ภัยร้ายเลี่ยงยากของคนเมืองปี 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610360

  • วันที่ 01 ม.ค. 2563 เวลา 09:09 น.

'โรคตึกเป็นพิษ' ภัยร้ายเลี่ยงยากของคนเมืองปี 2020

รู้หรือไม่ ประชากร 1 ใน 3 ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองมีประวัติป่วยกลุ่มโรคตึกเป็นพิษ (Sick Building Syndrome) และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น สาเหตุมาจากฝุ่นละออง PM2.5 มลพิษทางอากาศ และความแออัดของที่อยู่อาศัยและที่ทำงาน

คนเมืองในยุคปี 2020 เสี่ยงป่วยด้วยโรค “Sick building syndrome” หรือ “กลุ่มโรคตึกเป็นพิษ” เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับมลภาวะภายในอาคารจากปัจจัยบางอย่าง เช่น วัสดุโครงสร้างของอาคาร สีที่ใช้ภายในอาคาร และการถ่ายเทอากาศภายในอาคาร เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหัว ไอ จาม คลื่นไส้ และหายใจไม่สะดวก โดยอาการดังกล่าวจะดีขึ้นเองเมื่อผู้ป่วยออกจากตัวอาคาร

อาการของโรคตึกเป็นพิษจะปรากฏเมื่อผู้ที่ประสบภาวะนี้อยู่ในอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง โดยอาการต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น มีดังนี้

  • เจ็บตา หรือเจ็บคอ
  • แสบร้อนในจมูก มีน้ำมูก
  • หนาว เป็นไข้
  • ผิวแห้ง เป็นผื่น
  • อ่อนเพลีย
  • หงุดหงิด หรือหลงลืม
  • ปวดหัว ปวดท้อง
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • มีอาการของภาวะภูมิแพ้ เช่น จาม หรือคัน เป็นต้น
  • แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก
  • ไม่มีสมาธิ

นอกจากนี้ ภาวะ SBS อาจทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางเดินหายใจหรือเป็นภูมิแพ้อยู่ก่อนแล้วมีอาการรุนแรงมากยิ่งขึ้น เช่น ผู้ป่วยโรคหอบก็จะเสี่ยงอาการกำเริบมากขึ้นเมื่ออยู่ในอาคาร เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่แล้ว เมื่อผู้ป่วยออกจากอาคาร อาการต่าง ๆ ก็จะหายไป

สาเหตุของโรคตึกเป็นพิษ

แม้ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด แต่ก็มีหลายปัจจัยที่อาจทำให้เกิดภาวะ SBS ได้ ดังนี้

  • สารเคมีที่ใช้ภายในอาคาร เช่น น้ำยาถูพื้น สารฟอร์มาลดีไฮด์ สีที่ใช้ทาภายในอาคาร เป็นต้น
  • อุปกรณ์สำนักงานอย่างจอคอมพิวเตอร์ที่ไม่กรองแสงที่เป็นอันตรายต่อสายตา
  • ควันรถ ฝุ่นภายในอาคาร หรือมลพิษอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง
  • เสียงรบกวน
  • อากาศที่ไม่ถ่ายเทภายในอาคาร
  • ก๊าซเรดอน และแร่ใยหินในตัวอาคาร
  • ไฟที่ส่องสว่างภายในอาคาร
  • ความร้อนหรือความชื้นภายในอาคาร
  • จุลชีพต่าง ๆ เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา เป็นต้น
  • ความเครียดจากการทำงานหรือการเรียน
  • การป่วยเป็นโรควิตกกังวล หรือโรคซึมเศร้า

ภาวะแทรกซ้อนของโรคตึกเป็นพิษ

ภาวะ SBS อาจส่งผลถึงชีวิตและการทำงาน เช่น ทำให้คุณภาพงานแย่ลง ตกงาน ต้องย้ายสถานที่ทำงาน หรือทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการตรวจสอบโครงสร้างของอาคารและการไปตรวจสุขภาพจากอาการป่วยที่เกิดขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ภาวะ SBS อาจส่งผลให้อาการของโรคที่เป็นอยู่กำเริบบ่อยและรุนแรงขึ้น เช่น โรคปอดอักเสบลีเจียนแนร์ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลว ช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ไตวายเฉียบพลัน และโรคหอบที่หากอาการรุนแรงก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เป็นต้น

การป้องกันโรคตึกเป็นพิษ

เนื่องจากยังไม่สามารถระบุสาเหตุของภาวะ SBS ได้อย่างชัดเจน การป้องกันตนเองจากภาวะนี้จึงทำได้ค่อนข้างยาก อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นสามารถป้องกันได้โดยไปพบแพทย์เพื่อรักษาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุหรือทำให้อาการของภาวะ SBS แย่ลง รวมถึงไม่อยู่ในอาคารนานจนเกินไป และปรับปรุงสถานที่ทำงานให้ปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  1. เปิดประตูและหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก
  2. เปลี่ยนอุปกรณ์ภายในสำนักงานที่เก่าและก่อมลพิษ เช่น จอคอมพิวเตอร์ เครื่องปริ๊น หรือหลอดไฟ เป็นต้น
  3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีต่าง ๆ ที่ใช้ภายในสำนักงาน เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน น้ำยาถูพื้น เป็นต้น
  4. ดูดฝุ่นหรือทำความสะอาดบริเวณที่ทำงานให้ปราศจากเชื้อโรคและฝุ่น
  5. ลดความเครียดโดยพักสายตาระหว่างทำงาน หรือเดินยืดเส้นยืดสายในช่วงพักเที่ยง

ทั้งนี้ กลุ่มโรค Sick building syndrome เป็นกลุ่มโรคที่วงการแพทย์ในปัจจุบันให้ความสำคัญและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เนื่องจากพบว่าประชากร 1 ใน 3 ของผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองมีประวัติป่วยเป็นกลุ่มโรคนี้ และแนวโน้มผู้ป่วยจะเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเมืองมีประชากรหนาแน่น การจราจรติดขัด และอาคารบางแห่งยังเป็นโครงสร้างแบบเก่าที่มีความชื้น การระบายอากาศที่ดี และใช้สีทาผนังหรือสิ่งพิมพ์ที่เป็นสารระเหยง่าย (volatile organic compounds) มลพิษภายในอาคารเกิดขึ้นได้จากทั้งที่เล็ดลอดเข้ามา และเกิดจากภายในอาคารเอง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่ระบบระบายอากาศไม่ถ่ายเท พรมทางเดินมีไรฝุ่น มีการตกแต่งใหม่ มีการใช้สีทาผนังซึ่งเต็มไปด้วยสารเคมีต่างๆ มีความชื้น รอยรั่วซึมซึ่งทำให้เกิดเป็นเชื้อราตามฝาผนัง ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ อ่อนเพลียง่าย ปวดหัว ไอ จาม คลื่นไส้ หายใจไม่สะดวก ฯลฯ

นอกจากนี้ คนเมืองยังสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคประเภทออฟฟิศซินโดรม ซึ่งมาจากการทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ ขาดการออกกำลังกาย เพราะพื้นที่ในแนวดิ่งไม่เอื้ออำนวย เช่นเดียวกับการเกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs (Non-Communicable diseases) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากวิธีการใช้ชีวิต ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การบริโภคอาหาร การขาดการออกกำลังกาย

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา คือการปรับปรุงสถานที่ในเป็นมิตรกับสุขภาวะให้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโด แม้ระบบอาคารจะถูกออกแบบใหม่เพื่อให้อากาศถ่ายเท แต่ถ้าคอนโดอยู่ในสถานที่ตั้งที่มีดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index : AQI) อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ก็ต้องมีเครื่องฟอกอากาศช่วย และต้องถูกวางในห้องที่สมาชิกครอบครัวใช้เวลามากที่สุด โดยเปิดทิ้งไว้ล่วงหน้า 30 นาทีเป็นอย่างน้อย ขณะเดียวกันการจัดห้องนอนก็ต้องโล่งที่สุด ไม่ควรมีพรมซึ่งเสี่ยงต่อการเก็บไรฝุ่น ผ้าม่านต้องทำความสะอาดอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการมีตุ๊กตาและหมอนจำนวนมาก เพราะเสี่ยงต่อการเก็บกักเชื้อโรคและสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น

ที่สำคัญ คนเมืองยุคนี้ต้องปรับตัวพฤติกรรมตามหลัก 4Es ตั้งแต่ Eating (การกิน), Exercise (การออกกำลังกาย), Environment (ปรับสภาพแวดล้อมรอบตัว), Emotion (ปรับอารมณ์) ให้ถูกสุขลักษณะ และติดตามข่าวสารอยู่เสมอ หากไปยังสถานที่ใดที่ค่าดัชนีเตือนว่าต้องระวัง ไม่ควรลืมพกพาหน้ากากอนามัยให้เป็นนิสัยและยิ่งเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในที่ที่มีฝุ่นมากต้องใส่หน้ากากแบบ N95 ซึ่งป้องกันฝุ่น PM 2.5 และเชื้อไวรัสได้ ส่วนในกรณีผู้มีประวัติป่วยเป็นภูมิแพ้ ต้องพกยาติดตัวไว้ตลอด เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะต้องไปเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงเมื่อใด

เคาท์ดาวน์ปีนี้…ไม่มี Hang Over #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610507

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2562 เวลา 12:23 น.

เคาท์ดาวน์ปีนี้...ไม่มี Hang Over

ความรู้จากแพทย์ “Hang Over” หรืออาการเมาค้างมีเทคนิคป้องกันได้ คุณหมอเผยวิธีการเตรียมตัวอย่างไรไม่ให้แฮงค์ พร้อมแนะเคล็ดลับแก้อาการเมาค้าง

แม้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการสังสรรค์ เพราะช่วยเพิ่มความสนุกสนาน แต่ก็มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางและส่งผลต่อสมองของเรา นพ.ไพศิษฐ์ ตระกูลก้องสมุท แพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เผยเทคนิคแก้ Hang Over พร้อมให้ความรู้ว่า แอลกอฮอล์มีชื่อทางเคมีว่า Ethanol หรือ Ethyl Alcohol จัดเป็นสารกดประสาทชนิดหนึ่ง เมื่อดื่มไปแล้วร่างกายเราจะทำทุกวิถีทางที่จะกำจัดออกไป แต่ผลกระทบอาจจะไม่ใช่แค่รอตับกำจัดแค่นั้น แต่ระหว่างที่รอ แอลกอฮอล์จะส่งผลมากมายต่อร่างกาย

แอลกอฮอล์กับร่างกาย

เมื่อแอลกอฮอล์เดินทางไปยังกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก เพื่อดูดซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือด ตับอ่อนจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมา (อินซูลินเป็นฮอร์โมนขี้งก ที่ชอบออกมาเก็บน้ำตาลในเลือดที่ล่องลอย เข้าสู่เซลล์ต่างๆ เพื่อไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูงมากจนเกินไป) หากว่าเราปล่อยให้ท้องว่าง ระดับน้ำตาลในเลือดจะน้อยอยู่แล้วเป็นทุนเดิม หากเผลอดื่มแอลกฮอล์ไปทีละมากๆ จะยิ่งถูกฮอร์โมนอินซูลินออกมาขโมยน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลง จึงเกิดอาการคล้ายน้ำตาลตก และจะเริ่มมีอาการมึนๆ งงๆ ตามมา และมึนเมาได้ไวกว่าคนที่รองท้องมาด้วยอาหาร หรือทานของแกล้มไปด้วย

แอลกอฮอล์กับสมอง

เมื่อแอลกอฮอล์ไหลวนในกระแสเลือดแล้วจะเดินทางไปยังสมอง โดยจะถูกซึมซับเข้าสู่สมองหลายส่วน เช่น

  • สมองส่วนหน้า (Frontal lobe) มีทำหน้าที่ควบคุมการตัดสินใจ อารมณ์ ความคิด สติปัญญา บุคลิกภาพ หากดื่มมากไป จะทำให้เราขาดความยับยั้งชั่งใจ ตัดสินใจผิดพลาด บุคลิกภาพที่ผิดปกติอาจเผยออกมา (เช่น จากสาวเรียบร้อยก็อาจจะเต้นคึกคักแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนได้) สำหรับผู้ที่ติดแอลกอฮอล์ เมื่อสมองส่วนนี้ถูกทำลาย จะทำให้การเรียนรู้ การเข้าสังคมผิดปกติได้
  • สมองส่วนความจำ (Hippocampus) เป็นหน่วยเก็บความทรงจำที่ดราม่าทั้งหลายของเรา และความทรงจำปกติ หากแอลกอฮอล์ซึมเข้าไปถึงส่วนนี้ เราจะเริ่มจำสิ่งต่างๆ ในวันนั้นได้เลือนราง บางครั้งความทรงจำที่เก็บซ่อนไว้ ก็เผยออกมาให้ต้องร้องไห้ฟูมฟายคุมสติไม่ได้ ใครที่บอกว่ากินเหล้าแล้วจะลืมเรื่องบางอย่างได้ อาจไม่ใช่เสมอไป สำหรับผู้ที่ติดแอลกอฮอล์ เมื่อสมองส่วนนี้ถูกทำลาย จะทำให้เป็นโรคความจำเสื่อม การเรียนรู้ผิดปกติ ดังนั้นในช่วงก่อนสอบจึงไม่แนะนำให้ไปดื่ม
  • สมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) สมองส่วนนี้ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ ความหิว ความอิ่ม การนอนหลับ หากสมองส่วนนี้ถูกซึมซับด้วยแอลกฮอล์จะทำให้ หิวง่าย กระหายน้ำ การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตจะผิดปกติแปรปรวน และคุณภาพการนอนผิดปกติ
  • สมองส่วนซีรีเบลลัม (Cerebellum) ควบคุมการทรงตัวของร่างกาย เมื่อดื่มเข้าไปมากๆ ก็จะเริ่มเดินไม่ตรง เดินไปชนคนนั้น คนนี้ บางคนอาจทำแก้วที่ถืออยู่หล่นได้ ผู้ที่ติดแอลกอฮอล์จึงมีปัญหาเรื่องการทรงตัวด้วย
  • ก้านสมอง (Brain Stem) คอยควบคุมการส่งถ่ายข้อมูลจากสมองไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เมื่อดื่มในปริมาณมาก จะทำให้การรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ช้าลง
  • ก้านสมองส่วนท้าย หรือเมดัลลา (medulla oblongata) มีหน้าที่เหนืออำนาจจิตใจเกี่ยวกับการควบคุม การอาเจียน การหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ และความดันเลือด หากดื่มมากไป จะทำให้คลื่นไส้ได้ง่าย และถ้าดื่มมากเกินที่ร่างกายจะรับไหว จะทำให้หมดสติ ช็อค หยุดหายใจ และเสียชีวิตได้

ดังนั้น การดื่มแต่พองาม พอมึน พอตัว นอกจากจะช่วยให้เรายังพอมีสติอยู่ได้ ยังช่วยชีวิตสมองในหลายๆ ส่วนด้วย สำหรับอาการเมาค้างนั้น จะมีอาการ คือ ปวดศีรษะและกล้ามเนื้อตามร่างกาย กระหายน้ำ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง นอนหลับไม่สนิท ไม่มีสมาธิ ชีพจรเต้นเร็ว หากเกิดอาการเมาค้างที่รุนแรงมากจนไม่สามารถลุกขึ้นมาทำงานหรือทำกิจวัตรประจำวันได้ อาจเป็นสัญญาณของภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษ ซึ่งถือว่าอันตรายต่อชีวิต ต้องรีบมาโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

เมาค้างเกิดขึ้นได้อย่างไร

เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายแล้ว จะเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของ อะซิตัล แอลดีไฮด์ (Acetal aldehyde) โดยเอนไซม์ alcohol dehydrogenase แต่ อะซิตัล แอลดีไฮด์ มีพิษต่อเซลล์ร่างกาย ร่างกายจึงมีเอนไซม์ Acetal dehydrogenase มาเปลี่ยนให้เป็น สารอะซีเตต (Acetate) ที่ไม่มีพิษ และ ร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงาน ได้ แต่ในร่างกายคนเราบางคน ผลิตเอนไซม์ Acetal dehydrogenase ได้ในปริมาณที่จำกัด จึงเกิดการสะสมของ Acetal aldehyde ซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์ ทำให้ระบบประสาทและสมอง ระบบการย่อยและระบบการดูดซึมอาหาร การนอนหลับ ผิดปกติได้

เตรียมตัวอย่างไรไม่ให้แฮงค์

  • อย่าปล่อยให้ท้องว่างก่อนไปดริ้ง หาข้าวหรืออาหารเบาๆ รองท้องไปสักหน่อย เพราะถ้าท้องว่างเราจะเมาง่ายและน้ำตาลในกระแสเลือดตกวูบได้ หากไม่ได้รองท้องไป ควรสั่งกลับแกล้มเพื่อให้มีอะไรตกถึงท้องบ้าง
  • อย่าดื่มแอลกอฮอล์ทีละมากๆ หรือเข้มข้นมากจนเกินไป แนะนำให้ผสมกับเครื่องดื่มหรือ มิกเซอร์ และค่อยๆ ดื่ม
  • ดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว ทุกชั่วโมงเพื่อไม่ให้ระดับแอลกฮอล์ในเลือดเข้มข้นจนเกินไป และทดแทนน้ำที่เสียไปกับปัสสาวะ ระหว่างดื่มแอลกอฮอล์
  • การทานวิตามินรวมหรือกรดอะมิโนแอล-ซีสเทอีน (L-Cysteine) ก่อนไปดริ้ง อาจช่วยลดการอักเสบของตับ จากการที่เซลล์ตับถูกแอลกอฮอล์ทำร้ายได้

การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป นอกจากส่งผลกระทบต่อสมองแล้ว ยังผลต่อตับ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดไขมันสะสมที่ตับ (fatty liver) รวมทั้งเพิ่มโอกาสให้สารพิษที่ร่างกายได้รับมาสะสมในตับ หากดื่มบ่อยๆ อาจนำไปสู่ตับอักเสบ พังผืดที่ตับ ในที่สุด ก็จะกลายเป็นตับแข็ง ดังนั้น สุขภาพที่ดี เรากำหนดได้เอง จากการดื่มอย่างมีสติและพอประมาณ

วิธีแก้แฮงค์

จากงานวิจัยมากมาย ระบุว่า ไม่มียาลดการเมาใดๆ หรือยาสูตรสำเร็จแก้อาการเมาค้างได้ผล 100% ดีที่สุดคือดื่มแต่น้อย ส่วนวิธีที่มักนิยมใช้แก้อาการ เมาค้าง เช่น

  • ดื่มน้ำเปล่าครั้งละ 1-2 แก้วบ่อยๆ เพื่อให้ร่างกายปวดปัสสาวะ และน้ำจะพาสารตกค้างจากแอลกอฮอล์ออกมากับปัสสาวะ บางคนอาจดื่มชาร่วมด้วย เพราะชามีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อนๆ
  • รับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก อาจพอช่วยลดอาการเมาค้างได้บ้าง
  • ดื่มน้ำผักและผลไม้ปั่นที่รสออกเปรี้ยวหวานอาจช่วยได้ เนื่องจากเราจะสูญเสียวิตามินแร่ธาตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ จนทำให้มีอาการอ่อนเพลียได้ หรืออาจใช้วิตามินชนิดเม็ดฟู่ละลายน้ำดื่มก็สามารถทำได้ไม่มีข้อห้าม
  • สำหรับผู้ที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน การดื่มน้ำขิง ชามินต์ อาจช่วยลดอาการเหล่านี้ได้
  • วิตามินอาหารเสริม ที่อาจช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น วิตามินบีรวม วิตามินซี แมกนีเซียม และกรดอะมิโนแอล-ซีสเทอีน (L-Cysteine)
  • หากมีอาการปวดหัว ตัวร้อน ร่วมด้วย สามารถทานยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ได้ เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟ่น หรือยาตัวอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน ทั้งนี้ควรปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์ก่อนซื้อยา เพื่อซักถามประวัติการแพ้ยาอย่างละเอียดก่อนที่จะทาน
  • สำหรับกาแฟนั้น อาจไม่ได้ช่วยทำให้อาการแฮงค์ดีขึ้น แต่อาจทำให้เราตื่นตัว แต่ถ้าร่างกายยังพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนน้อย เมื่อหมดฤทธิ์กาแฟ จะทำเพลียหนักมากกว่าเดิมถ้ายังฝืนทำงานต่อ

แอลกอฮอล์เป็นพิษ อันตรายสายปาร์ตี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610488

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2562 เวลา 09:10 น.

แอลกอฮอล์เป็นพิษ อันตรายสายปาร์ตี้

แพทย์เตือนสายปาร์ตี้ อย่าสนุกจนลืมระวัง “แอลกอฮอล์เป็นพิษ”

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในงานเฉลิมฉลอง หรืองานปาร์ตี้ ไม่ว่าจะเทศกาลไหนก็ต้องมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อช่วยทำให้บรรยากาศในงานสนุกสนานมากยิ่งขึ้น แต่ทราบหรือไม่ว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากและเร็วเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษซึ่งมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

สาเหตุของภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษ

การดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากในระยะเวลาที่สั้น ทำให้ตับซึ่งทำหน้าที่ขับแอลกอฮอล์ออกจากกระแสเลือด ไม่สามารถขับแอลกอฮอล์ที่อยู่ในร่างกายออกได้ทัน จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษ ซึ่งไม่สามารถระบุระยะเวลาในการแสดงอาการที่ชัดเจนได้

แต่หากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 12 ดื่มมาตรฐานในระยะเวลาอันสั้น หรือมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป จะมีโอกาสเกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษสูงมาก นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการดูดซึมสารของร่างกายแต่ละบุคคล และชนิดของเครื่องดื่มนั้น ๆ ว่ามีดีกรีหรือปริมาณแอลกอฮอล์เข้มข้นมากแค่ไหน เช่น

  • เบียร์ มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ประมาณ 5% จะมี 1 ดื่มมาตรฐานเท่ากับ 1 กระป๋อง หรือ 1 ขวดเล็ก 330 มิลลิลิตร
  • ไวน์ มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ประมาณ 12% จะมี 1 ดื่มมาตรฐานเท่ากับ 1 แก้ว หรือ 100 มิลลิลิตร
  • สุรากลั่น มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ประมาณ 40% จะมี 1 ดื่มมาตรฐานเท่ากับ 3 ฝา หรือ 30 มิลลิลิตร

อาการของภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษ

  • เริ่มกระวนกระวาย สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง
  • ไม่สามารถทรงตัวได้
  • ง่วงซึม นอนหลับเยอะกว่าปกติ
  • มีอาการกึ่งโคม่า รู้สึกตัวแต่ไม่สามารถตอบสนองได้
  • อาเจียนออกมาเป็นจำนวนมาก หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • หายใจช้าลง หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ
  • น้ำตาลในเลือดต่ำจนทำให้เกิดอาการชัก หรือเสียชีวิต

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  • โทรเรียก 1669 หรือเรียกรถพยาบาลอย่างเร่งด่วน
  • ไม่ควรปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่ตามลำพัง เฝ้าสังเกตอาการของผู้ป่วยตลอดเวลา
  • พยายามปลุกให้ผู้ป่วยมีสติ ไม่หลับ และพยุงให้อยู่ในท่านั่ง
  • หากผู้ป่วยรู้สึกตัวให้ดื่มน้ำเปล่าเข้าไปเยอะ ๆ
  • ไม่พยายามให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมา เพราะอาจระคายเคืองทางเดินอาหารจนทำให้อาเจียนเป็นเลือดได้
  • หากผู้ป่วยหมดสติ ไม่รู้สึกตัว ให้จับนอนตะแคง เฝ้าสังเกตการหายใจจนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษนั้นสำคัญมาก หากผู้ดูแลหรือผู้ที่ช่วยเหลือมีความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยอย่างถูกต้อง ก็จะทำให้ผู้ป่วยไม่หมดสติ เปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตลดน้อยลงและมีโอกาสรอดมากขึ้นนั่นเอง

 

ข้อมูลโดย อ.พญ.วิจิตรา เลี้ยงสว่างวงศ์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล คลิกชมรายการได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=FOJ_V3gwW2E&feature=emb_logo

Five myths about diabetes #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30380113?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Five myths about diabetes

Jan 04. 2020
Heather Ferris is assistant professor of medicine at the University of Virginia. She cares for patients with diabetes and studies the impact of diabetes on the brain.

Heather Ferris is assistant professor of medicine at the University of Virginia. She cares for patients with diabetes and studies the impact of diabetes on the brain.
By Special To The Washington Post · Heather Ferris · OPINION

More than 100 million U.S. adults are living with diabetes or prediabetes, making the disease one of the most serious health risks in modern society: It is a major cause of blindness, amputation and kidney failure, as well as a contributor to heart disease and stroke.

Yet despite its prevalence and severity, misconceptions about diabetes abound. Here are five of the most persistent.

Myth No. 1: Only kids get Type 1 diabetes.

One myth is reflected (if only residually) in the name of a major advocacy group combating diabetes: The stated goal of JDRF, formerly known as the Juvenile Diabetes Research Foundation, is to help find a cure for Type 1 diabetes – which is still often called “juvenile diabetes,” pegging it as an affliction of children and teenagers. This myth persists even within the medical community. One woman who developed Type 1 diabetes in her 40s wrote on the blog of the Diabetic Journey website that her severe flulike symptoms, frequent urination and intense thirst initially led to a misdiagnosis by her doctors of Type 2 diabetes “because of my age.” The mistake led to an emergency-room visit.

But of the approximately 64,000 Type 1 cases diagnosed in the United States each year, less than half – about 27,000 – occur in people under the age of 20, typically when they’re between 10 and 14. The other 37,000 are adults between 20 and 65. And it’s not unheard of for someone in their 70s or 80s to receive a new diagnosis.

Type 1 diabetes is an autoimmune disease that causes a person’s body to attack its pancreas, destroying its ability to produce insulin, a hormone that regulates the processing of glucose. The only way to treat it is with insulin injections or an insulin pump. (With Type 2 diabetes, patients generate insulin but are resistant to its effects.) If untreated, Type 1 can cause the sometimes-fatal condition diabetic ketoacidosis: The body can’t use the sugar in the blood, so it breaks down fats for fuel, generating dangerous acid levels as a byproduct.

We still have a lot to learn about who develops Type 1 and why. Genes are an important risk factor, yet environmental influences, such as a viral or bacterial infection, probably also play a role.

Myth No. 2: ‘Walmart insulin’ is just as good as the expensive kind.

The price of the most popular types of insulin has roughly tripled in the past decade, inspiring politicians to explore policy solutions and people with diabetes to search for cheaper options. A vial of Levemir, one of the newer insulins, retails for about $380, and many people need more than one vial per month. In September, Minnesota state Rep. Jeremy Munson posted a video to Facebook showing himself purchasing a vial of insulin at Walmart for $24.88. “There’s affordable options out there,” he said. A blogger for FDAReview, a project of the libertarian Independent Institute, similarly argued that Americans should “Trust Walmart’s Insulin to Save Lives.”

But the insulins sold at Walmart are not the same as the modern insulins that people with Type 1 or Type 2 diabetes rely on. They’re not worthless, but they aren’t a feasible option for many people.

Over-the-counter insulin has been around since the 1980s, when scientists first learned to program bacteria to produce human insulin. And while they are far better than the insulins extracted from cow and pig pancreases that they replaced, using them safely requires an incredibly strict diet and exercise regimen. (Imagine planning all your meals and snacks to have the same number of calories, never missing a meal, and exercising at the same time and level of intensity every day.)

There are more than a half-dozen brands of modern insulins introduced in the 1990s and 2000s. These allow patients to eat late or skip a meal with fewer episodes of dangerous – and potentially fatal – low blood sugar. They’re infinitely more forgiving when you’re trying to live a normal life. But for reasons the pharmaceutical companies can’t adequately justify, these drugs have become fearsomely expensive.

Myth No. 3: Eating sugar gives you diabetes.

Eating lots of sugar is bad for your energy levels and weight,says a column posted on the website Best Health Guide, but “what it’s absolutely worst for, is your risk of diabetes.” Meanwhile, a writer for Healthline who has the disease wearily reported hearing a co-worker joke, “I just ate so many cupcakes, I got diabetes.”

Because monitoring sugar levels plays such an important role in managing diabetes, many people assume that sugar is also its cause. But as an autoimmune disorder, Type 1 diabetes develops as a result of genetic risk and an unclear trigger; it’s not caused by eating sugar – or anything else.

The story for Type 2 diabetes is a bit more complicated. Obesity and inactivity play huge roles in the risk for the disease, but genetics are also a factor, even more so than for Type 1. Many people eat diets laden with fat and sugar but never develop diabetes because their pancreases are able to produce large amounts of insulin on demand; others are not so lucky. Too much sugar, per se, won’t give you diabetes. But it can make you overweight, increasing your risk for Type 2.

Myth No. 4: You can’t eat sweet foods if you have diabetes.

“Avoid doughnuts, toasted pastries, and other bakery sweets,” a Health.com column advises people with diabetes – and take a pass on melons and bananas, too. “Skip sugary foods like sweets and soda,” says Everyday Health. Misconceptions about which foods are completely off limits for people with the disease – especially sweets – are so common that the website The Mighty helpfully suggests 26 snappy comebacks for when others offer uninformed “advice.”

Granted, eating too many sweets isn’t a great idea for someone with diabetes – but it isn’t good for someone without diabetes, either.

People with Type 1 or Type 2 already pay close attention to their blood sugar levels, monitoring such things as sugar intake, carbohydrate content, total calories, exercise levels and insulin administration. When you’re doing all that, the occasional large dessert is fine. If you take insulin, you’ll take a bit more to offset the chocolate cake. If you take medication, like metformin, to manage Type 2, a walk around the block might suffice.

It turns out that fat, not sugar, is what really makes blood sugars hard to control for many people with diabetes. In my clinic, when I see a high blood-sugar reading from a patient whose numbers are usually in the normal range, my first question is whether they had pizza or Chinese takeout the night before.

Both are high-fat, high-carbohydrate meals that make for a challenging combination for someone with diabetes: Fat slows the absorption of the carbohydrates and increases the body’s insulin resistance, raising blood sugars. The slow food absorption throws off normal insulin timing; the result is often low blood sugar levels (as the insulin kicks in before digestion) followed by high blood sugar levels (as the insulin wears off while the carbohydrates from the meal linger).

Myth No. 5: You can treat Type 1 diabetes without insulin.

There are endless dubious stories about people with Type 1 diabetes who manage, through some dietary trick, to avoid the need for insulin. In 2016, the website Diabetes.co.uk reported on the case of a 9-year-old Hungarian boy who supposedly avoided insulin injections for 24 months by following a “paleo” diet that “consisted only of animal meat, fat, offal and eggs.” In 2007, there were reports that Halle Berry had reversed her Type 1 diabetes with a healthy diet (“I’ve managed to wean myself off insulin,” the actress said).

But when you hear of someone with Type 1 who doesn’t need insulin, invariably they’ve either just been diagnosed – or have been misdiagnosed or are confused about which type they have.

People with newly diagnosed Type 1 diabetes can sometimes come off insulin soon after their blood sugars are brought under control. This is what’s known as a “honeymoon period,” in which patients can keep their symptoms largely in check through diet, weight loss and exercise. In some cases, the honeymoon period can last months or (rarely) years. But this isn’t a reversal of their condition: The patients have just reduced the burden placed on their weakened pancreas. Inevitably, they will end up back on insulin as their immune system continues to attack their pancreas.

The other “cured” group are the misdiagnosed. Berry, for instance, still says a keto diet helps her diabetes, but she has since clarified that, in fact, she has Type 2. Since people with Type 2 diabetes can produce insulin, it’s not surprising if they don’t need an external supply.

สำรวจการกินอยู่อย่างไทย ในปี 2019 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610361

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 15:02 น.

สำรวจการกินอยู่อย่างไทย ในปี 2019

เจาะพฤติกรรมการกินอยู่ของคนไทยในปี 2019 “กินรสจัด-เน้นหวาน มัน เค็ม-กินผักผลไม้ไม่เพียงพอ”

ไม่ว่าจะปีไหนๆ โรคไม่ติดต่อ (non-communicable diseases : NCDs) ก็ยังคงครองแชมป์สาเหตุการตายอันดับ 1 ของประชากรโลกและคนไทย ซึ่งสาเหตุที่สำคัญยังคงมาจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต ทั่วโลกมีคนตายด้วยโรค NCDs ปีละกว่า 40 ล้านคน คิดเป็น 71% ของการตายทั้งหมด โดยมีประมาณค่าความสูญเสียไว้สูงถึง 47 ล้านล้านดอลลอร์ ภายในปี 2573 หากยังไม่มีการแก้ไข

เช่นเดียวกับประเทศไทย ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเกือบ 400,000 คน คิดเป็น 76% ของการตายทั้งหมด และ 50% ตายก่อนวัยอันควร คิดเป็นความสูญเสียถึง 2.2% ของ GDP ต่อปี ซึ่งสาเหตุก็มาจากพฤติกรรมการกินของคนไทย ซึ่งในปี 2019 มีเทรนด์อะไรผ่านเข้ามาในบ้านเราบ้าง มาดูกัน

วัยทำงานเน้นรสจัด วัยรุ่นเน้นรูปลักษณ์

จากการสำรวจพฤติกรรมของคนไทยบนโลกออนไลน์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2561 ผ่าน #อร่อย ไปแดก #อร่อยบอกต่อ และจาก Food Influencers จำนวน 90 accounts ซึ่งมีจำนวนข้อความทั้งหมด 5,826,452 ข้อความ พบว่า ในสื่อสังคมออนไลน์อย่าง facebook ซึ่งจากประชากร ในเฟซบุ๊ก จำนวน 48 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นคน Gen Y อายุ ประมาณ 19 – 36 ปี จึงพอจะอนุมานได้ว่า ในกลุ่มคน Gen Y ให้ความสนใจและมีปฏิสัมพันธ์กับโพสต์ที่เป็นเมนูหรือวิธีการ ทำอาหารเมนูน่ากิน และเมนูที่มารสจัด เช่น ยำต่างๆ

ขณะที่ในทวิตเตอร์ ซึ่งมีประชากร 9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัย Gen Z อายุระหว่าง 15-24 ปี ถึง 40% ที่นิยมใช้ พบว่า คนส่วนใหญ่มีปฏิสัมพันธ์ กับอาหารที่มีเอกลักษณ์หรือโดดเด่นมาก เช่น กุ้ง ล็อบสเตอร์ ซูชิปลาไทย เมนูแปลก ๆ เช่น แยมโซดา ร้านอาหารลับต่าง ๆ เช่น ร้านลูกชิ้นที่ไม่มีคนรู้จัก และ ชานมไข่มุก ทั้งนี้โดยภาพรวมของเทรนด์อาหารซึ่งเป็นที่ นิยมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า คนไทยยังคงนิยม รสชาติอาหารที่ได้รับความนิยมสูงคือ รสเผ็ด เช่น ยำหรือต้มยำต่างๆ และรสหวาน เช่น ขนมไทย ขนมเค้ก ต่างๆ ขณะที่ส่วนประกอบอาหารที่ได้รับความนิยมสูง ได้แก่ กระแสไข่ดอง ปูดอง กุ้ง นอกจากนี้ยังพบแนว โน้มการกินอาหารสะดวกซื้อมากขึ้น ขณะที่แนวโน้ม อาหารเพื่อสุขภาพอย่างอาหารคลีนยังคงอยู่ในภาวะ คงที่สม่ำเสมอตั้งแต่ปี 2561

กินผักไม่เพียงพอ เน้นหวาน มัน เค็ม

อีไอซี หรือ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ทำการวิเคราะห์เรื่อง “คนไทยกินอะไรกัน?” จากการสำรวจอนามัย สวัสดิการ และพฤติกรรมการบริโภค อาหารของประชากร ปี 2556 และปี 2560 โดยสำนักงานสถิติ แห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำรวจ ประชากรครั้งละ 27,960 คน ในเขตเทศบาลและนอกเขต เทศบาล พบพฤติกรรมการกินของคนไทยที่น่าสนใจ ดังนี้ คนไทยเลือกซื้ออาหารจากความชอบเป็นหลัก ในปี 2560 ปัจจัยที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเมื่อเลือกซื้อ อาหารเป็นอันดับหนึ่ง คือ ความชอบ (มีผู้ตอบ 22.1% ของกลุ่ม ตัวอย่างจากการสำรวจตามมาด้วยรสชาติ (18.5%) ความ อยากกิน (18.2%) ความสะอาด (17.8%) คุณค่า (12.9%) ความ สะดวก (6.5%) โดย ราคาเป็นปัจจัยที่มีผู้ตอบน้อยที่สุดที่ 4% ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนว่า คนไทยให้ความสำคัญกับ ความสุขจากการกิน สะท้อนจากการเลือกปัจจัย ความชอบความอยากกินรสชาติ มากกว่าคุณภาพของอาหาร ซึ่งสะท้อน จากการเลือกปัจจัยความสะอาดคุณค่า โดยปัจจัยในกลุ่มที่ สะท้อนเรื่องความสุขจากการกิน มีผู้ตอบรวมกันอยู่ที่ 57.1%

ในปี 2556 และเพิ่มมาเป็น 58.8% ในปี 2560 ขณะที่คุณภาพ ของอาหารกลับมีสัดส่วนลดลงจาก 32.2% ในปี 2556 เหลือ เพียง 30.7% ในปี 2560 นอกจากนี้ ปัจจัยความชอบเพิ่ม ความสำคัญขึ้นมาอย่างมากจากสัดส่วนเพียง 17.7% หรือ เป็น ปัจจัยอันดับ 3 ในปี 2556 ขึ้นมาเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งในการ เลือกซื้ออาหารของคนไทยในปัจจุบัน แซงปัจจัยรสชาติซึ่งเป็น ปัจจัยอันดับหนึ่งในปี 2556 สะท้อนว่าสำหรับผู้บริโภคในปัจจุบัน อาหารอร่อยอย่าง เดียวอาจไม่พอ ควรมีสิ่งอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น รูปแบบ การนำเสนอ ประสบการณ์ หรือการบริการ เป็นต้น ทั้งนี้ ราคา ยังคงเป็นปัจจัยรั้งท้ายจาก 7 ปัจจัยดังกล่าวสำหรับคนไทย มาตั้งแต่ปี 2556 คนไทยกินบ่อยขึ้น กินรสหวานเค็มมากขึ้น และกิน ผักผลไม้ลดลง คนไทยกินบ่อยขึ้น ในปี 2560 คนไทยส่วนใหญ่กว่า 89.4% กินอาหาร 3 มื้อต่อวัน สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจาก 88.0% ในปี 2556 นอกจากนี้ สัดส่วนของคนที่กินอาหาร มากกว่า 3 มื้อก็เพิ่มขึ้นจาก 3.8% ในปี 2556 มาเป็น 4.1%

ในปี 2560 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นทั้งในเพศหญิงและชาย และเพิ่มในหลายช่วงอายุ ได้แก่ เด็ก (6-14 ปีวัยรุ่น (15-24 ปีและคนวัยทำงาน (25-59 ปียกเว้นผู้สูงอายุ (60 ปี ขึ้นไปที่กลับมีสัดส่วนการกินมากกว่า 3 มื้อที่ลดลง คนไทยกินรสหวาน เค็มมากขึ้น โดยสัดส่วนของ คนที่กินรสหวานเป็นอาหารมื้อหลักเพิ่มจาก 11.2% ในปี 2556 มาเป็น 14.2% ในปี 2560 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในกลุ่ม อายุน้อยกว่า 25 ปีเป็นสำคัญ และยังพบการเพิ่มขึ้นใน ทุกภูมิภาค ขณะที่รสเค็มเพิ่มจาก 13.0% มาเป็น 13.8% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของการบริโภคในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป เป็นหลัก ทั้งนี้รสชาติอาหารมื้อหลักของคนไทยมีลักษณะ ของการกินตามช่วงอายุ เช่น การกินรสหวานจะมีสัดส่วน สูงที่สุดในวัยเด็กที่ 32.5% ขณะที่ในกลุ่มวัยรุ่นและวัย ทำงานนิยมรสเผ็ดเป็นหลัก ในสัดส่วน 31.6% และ 34%

คนไทยบริโภคผักและผลไม้สดลดลง ถึงแม้ว่าคนไทย ส่วนใหญ่กว่า 98.8% จะมีการบริโภคผักและผลไม้ อย่างน้อย 1 วันในแต่ละสัปดาห์ โดยสัดส่วนดังกล่าวไม่ เปลี่ยนแปลงจากปี 2556 แต่สัดส่วนของคนที่กินผักและ ผลไม้ทุกวันกลับลดลง จาก 54.5% เป็น 41.1% โดย เป็นการลดลงในทุกกลุ่มอายุ เพศ และภูมิภาค อย่างไรก็ตาม คนไทยอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักกัน มากขึ้น และเพิ่มการกินอาหารเสริมสะท้อนถึงความ พยายามในการดูแลตัวเองที่มากขึ้น

เด็ก คนโสด คนทำงานบริษัท’ กินผักน้อย

การกินผัก ผลไม้ให้เพียงพอช่วยลดความเสี่ยงต่อโรค มะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่คนไทยยังกินผักน้อย มีงานวิจัยกว่า 20 รายงาน ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างกว่า 10,948 คน พบว่า ผู้ที่บริโภคใยอาหารมากมีความเสี่ยงต่อการ เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ (colorectal adenoma) น้อยกว่ากลุ่มที่ บริโภคใยอาหารน้อยถึง 28% ซึ่งพบว่าการบริโภคใยอาหาร เพิ่มขึ้นวันละ 10 กรัม สามารถลดความเสี่ยงของการเป็น มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ 9%3 อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาโครงการศึกษาพฤติกรรมการ กินผักและผลไม้ของคนไทยในเดือนพฤษภาคม 2562 โดยการ สำรวจประชากร 3 ช่วงวัย ประกอบด้วย วัยเรียน อายุ 6-14 ปี วัยรุ่นและวัยทำงาน อายุ 15- 59 ปี และผู้สูงวัย อายุ 60 ปีขึ้น ไป ในพื้นที่ กทม.และ 4 ภูมิภาค รวม 7,957 คน พบว่า หาก ใช้เกณฑ์จากองค์การอนามัยโลก (ในแต่ละวันควรบริโภคผัก ≥ 3 ทัพพี ผลไม้ ≥ 2 ส่วน รวม ≥ 5 ส่วนพบว่า กลุ่มวัยทำงานตอน กลางและตอนปลายผ่านเกณฑ์ โดยคนไทยกินผักและผลไม้ เพิ่มขึ้นตามกลุ่มอายุ และเริ่มลดลงเมื่อเข้าสู่ผู้สูงวัย อย่างไร ก็ตามหากใช้เกณฑ์ธงโภชนาการ (ผัก 4-6 ทัพพี ผลไม้ 3-5 ส่วน รวม ≥ 7 ส่วน ) ของกรมอนามัยจะพบว่าทุกกลุ่มวัยกินผักผลไม้ไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ ยังพบกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญของการบริโภคผักผลไม้ที่ไม่เพียงพอได้แก่กลุ่มเด็กคนโสดคนที่มีการศึกษาน้อยคนทำงานบริษัทคนที่ไม่มีรายได้และคนที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์

สำหรับการเข้าถึงผักและผลไม้ พบว่า คนที่กินผักและ ผลไม้เพียงพอ เน้นซื้อด้วยตนเองและมาจากการปลูกผัก/ผลไม้กินเองที่บ้านส่วนคนที่กินผักผลไม้ไม่เพียงพอเน้นให้คนอื่นซื้อให้โดยแหล่งซื้อผักผลไม้บ่อยที่สุดคือตลาดสดซึ่งกลุ่มที่กินผักและผลไม้เพียงพอเน้นสนับสนุนนโยบายรณรงค์ให้กินต้นไม้กินได้และนโยบายปลูกผักสวนครัวกินเองขณะที่กลุ่มที่กินผักและผลไม้ไม่เพียงพอเน้นสนับสนุนนโยบายด้านราคาและความปลอดภัยจะเห็นได้ว่าการมีความรู้อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้คนกินผักและผลไม้เพิ่มขึ้นการส่งเสริมการปลูกผักผลไม้กินเองเป็นช่องทางสำคัญที่จะส่งเสริมให้คนหันมากินผักและผลไม้มากขึ้นรวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานโรงเรียนมหาวิทยาลัยให้เอื้อต่อการเข้าถึงผักและผลไม้มากขึ้นนอกจากนี้ตลาดสดเป็นแหล่งสำคัญที่ควรสนับสนุนต่อยอดเพื่อเอื้อให้คนเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพและผักผลไม้หลากหลายได้มากขึ้น

ข้อมูลจากเอกสารจับตาทิศทางสุขภาพคนไทยปี 2563 โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

เมื่อผู้สูงอายุในบ้านเป็น ‘โรคซึมเศร้า’ เราจะดูแลอย่างไร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610306

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 06:00 น.

เมื่อผู้สูงอายุในบ้านเป็น 'โรคซึมเศร้า' เราจะดูแลอย่างไร

อาการผิดปกติในผู้สูงอายุที่บ่งชี้ว่ามีอาการซึมเศร้า กับคำแนะนำสำหรับผู้ดูแล เพื่อแก้ปัญหาตามแต่ละพฤติกรรมอย่างตรงจุด

กินอาหารได้น้อยมาก หรือแทบไม่กินเลย จนน้ำหนักลดลง

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

  • ผู้สูงอายุที่กินอาหารได้น้อยลงหรือน้ำหนักลดลง มีโอกาสที่จะขาดสารอาหาร ควรดูแลให้ได้รับอาหารอย่างเพียงพอให้กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย และต้องไม่มีผลกระทบต่อโรคประจำตัว ถ้าเบื่ออาหารมากจนไม่อยากกินเลย ควรกระตุ้นให้กินมากขึ้น เช่น กระตุ้นหรือชักชวนให้กินทีละน้อย แต่บ่อยขึ้น

เบื่อหน่ายมาก อะไรที่เคยชอบทก็ไม่อยากทำไม่ค่อยสนใจหรือไม่สนใจที่จะดูแลตัวเอง จากที่เคยเป็นคนใส่ใจดูแลตนเองมาก แต่ตอนนี้กลับไม่สนใจการแต่งตัวเลย ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง แม้แต่เรื่องง่ายๆ เช่น การแต่งตัว

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

  • พยายามกระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมต่างๆ เอง โดยเฉพาะกิจกรรมง่ายๆ เช่น การแต่งตัว โดยอาจชวนไปดูเสื้อผ้าในตู้แล้วช่วยกันเลือกว่าวันนี้อยากใส่ชุดไหน ช่วยให้ผู้สูงอายุแต่งตัว หวีผม แปรงฟัน กินข้าว ดื่มน้ำ เมื่อทำสิ่งง่ายๆได้ ผู้สูงอายุจะเริ่มรู้สึกว่าตนไม่ได้สร้างภาระให้กับผู้ดูแลเท่าไรนัก และเริ่มรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้น
  • ควรกระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำความสะอาดช่องปาก เช่น ใช้แปรงสีฟันนุ่มๆ ใช้ยาสีฟันที่ไม่เผ็ดหรือใช้ยาสีฟันเด็ก ใช้น้ำยาบ้วนปากที่ไม่เผ็ดหรือน้ำยาบ้วนปากสำหรับเด็กควบคู่ไปด้วย และพบหมอฟันทุก 6 เดือน หรือบ่อยกว่านั้น
  • ควรกระตุ้นการเคลื่อนไหวของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจจะได้สบายขึ้น แต่ควรคำนึงด้วยว่าผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวอะไรที่ต้องระวังหรือไม่
  • หากผู้สูงอายุมีปัญหาทางการได้ยิน ควรพบแพทย์เพื่อใส่เครื่องช่วยฟัง หรือหากผู้สูงอายุมีปัญหาด้านการมองเห็นควรให้ตรวจสายตาและใส่แว่นตา

ชวนไปที่ไหนก็ไม่ค่อยอยากไป

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

  • กรณีผู้สูงอายุปลีกตัวจากผู้อื่น ใครชวนไปไหนก็ไม่อยากไป ถ้าปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้จะทำให้ผู้สูงอายุยิ่งปลีกตัวมากขึ้นอารมณ์จะยิ่งเลวร้ายลง หงุดหงิดง่ายขึ้น ควรหากิจกรรมทำโดยเริ่มจากกิจกรรมเล็กๆ ในครอบครัว เช่น ชวนลูกหลานมาปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ หรือเลี้ยงสัตว์

ตอนกลางคืนนอนไม่ค่อยหลับ

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

  • ห้ามผู้สูงอายุนอนกลางวัน แต่ถ้าง่วงมาก ให้นอนได้ระหว่าง 12.00-14.00 น. แล้วปลุก เพราะถ้านอนกลางวันมากเกินไป ตอนกลางคืนย่อมมีปัญหาการนอน เช่น อาจจะหลับยากขึ้น หากตอนกลางคืนนอนไม่หลับ อาจชวนทำกิจกรรมเบาๆ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือธรรมะ หรือฟังธรรมะ แต่ถ้านอนไม่หลับติดต่อกัน 3-4 วันขึ้นไป ควรพบแพทย์

พูดคุยน้อย ผู้ดูแลไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไรให้ถูกใจ

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

  • ควรให้ความรักแก่ผู้สูงอายุ ใส่ใจความรู้สึก อารมณ์ และความคิดของผู้สูงอายุอย่างสม่ำเสมอ
  • ให้โอกาสผู้สูงอายุพูดสิ่งที่ต้องการ ผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้า ความคิดและการเคลื่อนไหวจะช้าลง ทำให้บางทีแม้อยากจะพูด แต่ก็พูดไม่ทัน จึงควรค่อยๆ เปิดโอกาสให้พูด ไม่ควรขัดจังหวะ ควรรับฟังอย่างตั้งใจด้วยท่าทีที่สงบไม่แสดงความรำคาญ
  • ควรเป็นฝ่ายตั้งคำถามก่อน โดยใช้คำพูดง่ายๆ เช่น วันนี้หน้าตาคุณแม่ไม่ค่อยสดชื่นเลย มีอะไรอยากจะบอกกับลูกไหม เพื่อให้ผู้สูงอายุกล้าที่จะพูดคุย
  • ไม่ควรพูดตัดบท ควรฝึกใช้เทคนิคการพูดโดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และไม่ควรพูดแทนผู้สูงอายุ ควรเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุพูดเอง ยกเว้นมีความจำเป็นที่จะต้องพูดแทนเช่น เป็นการช่วยเหลือในกรณีผู้สูงอายุนึกคำพูดไม่ออก
  • พูดคุยเรื่องที่ผู้สูงอายุสนใจ เช่น ศาสนาที่นับถือ
  • ในกรณีที่ผู้สูงอายุปฏิเสธไม่ยอมทำกิจกรรมหรือปฏิเสธคำชักชวนต่างๆ ควรรับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ควรต่อว่าหรือคะยั้นคะยอ อาจพูดว่าไม่เป็นไรและพูดให้กำลังใจ
  • ควรกระตุ้นให้ผู้สูงอายุเริ่มพูดคุยกับคนรอบข้าง ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจขึ้น หาเวลาชวนสมาชิกครอบครัวไปกินข้าวด้วยกัน เพื่อให้เกิดความผูกพัน มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และรู้สึกสุขใจ
  • พูดถึงเรื่องราวในอดีตที่มีความสุข เช่น (หากผู้ดูแลเป็นลูก)บอกว่าถ้าท่าน (ผู้ดูแล) ไม่ได้มาเป็นลูกของคุณพ่อคุณแม่ท่านคงไม่มีโอกาสมาอยู่ตรงนี้ และคงไม่มีครอบครัวดีๆอย่างนี้ เพื่อแสดงว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นคนสำคัญสำหรับท่าน คำพูดเหล่านี้เป็นเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้คุณพ่อคุณแม่มีกำลังใจมากขึ้น

มีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

  • ไม่ควรโวยวายหรือโต้เถียง ถ้าโต้เถียงจะเกิดอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นได้ทั้งสองฝ่าย เป็นอุปสรรคที่ขวางกั้นความสัมพันธ์ต้องรับฟังอย่างเข้าใจ ปล่อยให้ผู้สูงอายุระบายความรู้สึกออกมาก่อน จากนั้นลดสาเหตุที่ทำให้หงุดหงิด เบนความสนใจไปยังเรื่องที่มีความสุข
  • จัดให้พักผ่อนในสถานที่สงบ รับฟังอย่างตั้งใจ อาจจับมือผู้สูงอายุระหว่างพูดคุย จะทำให้สงบได้มากขึ้น การจับและนวดเบาๆ ที่หลังมือจะช่วยลดอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวการนวดและกดฝ่ามือจะช่วยลดความก้าวร้าวรุนแรง

บ่นว่าไม่สบาย ปวดนั่นปวดนี่อยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ตรวจแล้วไม่พบอะไรผิดปกติ

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

  • การบ่นว่าปวดตลอดเวลาเป็นสัญญาณหนึ่งที่แสดงว่าผู้สูงอายุต้องการความรักและความเอาใจใส่มากขึ้น และเป็นวิธีแสดงออกของผู้สูงอายุบางรายเพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้ดูแล หรือเพื่อเรียกร้องให้ดูแลใกล้ชิดขึ้น
  • ผู้ดูแลไม่ควรพูดตอกย้ำว่าผู้สูงอายุไม่ได้เป็นอะไร แม้แพทย์จะตรวจแล้วก็ตาม ในทางตรงข้าม ผู้ดูแลควรพูดถึงอาการที่ผู้สูงอายุบ่น เพื่อให้เขารู้สึกว่าได้รับความเอาใจใส่จากผู้ดูแล รู้สึกว่าผู้ดูแลรับฟังและให้ความสำคัญกับปัญหาของเขา เช่น เมื่อผู้สูงอายุบ่นปวดหัว แต่ตรวจแล้วไม่พบปัญหาสุขภาพที่น่าหนักใจ ผู้ดูแลอาจพูดว่า คุณแม่ปวดหัวหรือคะ ปวดมากไหม หนูนวดให้ไหม เพราะการจับมือหรือบีบมือเปรียบเหมือนการสัมผัสทางใจ และเมื่อนวดเสร็จแล้วอย่าลืมถามด้วยว่า หลังจากที่หนูนวดแล้ว คุณแม่รู้สึกอย่างไรบ้างคะ ดีขึ้นใช่ไหมคะ สบายใจขึ้นไหมคะ
  • การสื่อสารด้วยความรัก คอยสัมผัสและดูแลด้วยความใส่ใจเช่นนี้ เปรียบเหมือนการทดแทนหรือเติมเต็มสิ่งที่ผู้สูงอายุอยากได้รับ

บ่นว่าตนเองเป็นภาระของลูกหลาน เบื่อตัวเองมาก รู้สึกว่าตนไร้ค่า มีความคิดอยากตายหรืออยากทำร้ายตัวเอง

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

  • ควรสังเกตความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งอาจบ่งบอกว่ามีความคิดที่จะทำร้ายตนเอง และต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดพยายามไม่ให้คลาดสายตา
  •  ระวังสิ่งของที่ใช้เป็นอาวุธได้ เช่น เชือก มีด กรรไกร ปืนยาฆ่าแมลง หรือยารักษาโรค ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุจะมียาหลายชนิดอยู่กับตัว บางทีเกิดความคิดอยากจะหลับไปเลย ไม่อยากตื่นขึ้นมา ก็จะกินยาทั้งหมดที่มี
  • พยายามหาคุณค่าในตัวผู้สูงอายุ แล้วบอกให้ผู้สูงอายุรับทราบการสอบถามความคิดที่อยากจะทำร้ายตนเองของผู้สูงอายุ
  • อย่ากลัวที่จะถามผู้สูงอายุว่ามีความรู้สึกหรือมีความคิดที่อยากจะทำร้ายตนเองหรือไม่ การถามคำถามนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้าได้ระบายความทุกข์ใจหรือบอกเล่าปัญหา ซึ่งจะทำให้ผู้ดูแลเริ่มเข้าใจสามารถวางแผนการดูแล แก้ไข และป้องกันการทำร้ายตนเองของผู้สูงอายุได้ ที่สำคัญคือคำถามเกี่ยวกับความคิดที่จะทำร้ายตัวเองไม่ได้กระตุ้นให้ผู้สูงอายุเริ่มมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง โดยผู้ดูแลควรเลือกใช้คำพูดให้เหมือนกับมาจากความรู้สึกของตนเอง

 

ภาพ freepik