สัญญาณเตือนก่อน ‘หลับใน’ รู้ปัจจัยที่ทำให้ง่วง พร้อม 10 วิธีที่ช่วยให้ตาสว่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610355

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 15:17 น.

สัญญาณเตือนก่อน 'หลับใน' รู้ปัจจัยที่ทำให้ง่วง พร้อม 10 วิธีที่ช่วยให้ตาสว่าง

เดินทางกลับภูมิลำเนาอาจต้องขับรถหลายชั่วโมง ทำให้มีอาการอ่อนล้าอยากพักสายตากันบ้าง เรียกว่าภาวะง่วงนอนขณะขับรถ (Drowsy driving) หรือหลับใน ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่าง แต่ก็มีวิธีการสังเกตอาการ และการป้องกันได้หลายวิธี มาดูกัน

ภาวะง่วงนอนขณะขับรถ หรือที่เรารู้จักกันดี “หลับใน” นั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะการอดนอนอาจมีผลเช่นเดียวกันกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลต่อการทำงานของสมองส่วนประมวลผล (Brain processing) ทำให้ตัดสินใจแย่ลง (Impair judgment) การตอบสนองช้าลง (Slower reflexes) การตื่นตัวเป็นเวลา 18 ชั่วโมง ทำให้เราขับรถเหมือนกับว่าเรามีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเท่ากับ 0.05 (ระดับอ้างอิงตามกฎหมายเท่ากับ 0.08 ถือว่าเมาขณะขับขี่) ถ้าเราตื่นขึ้นมาเต็ม 24 ชั่วโมง แล้วขับรถตามหลังคืนที่นอนไม่หลับ ก็ดูเหมือนว่าเรามีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเท่ากับ 0.10 เลยทีเดียว

มีข้อมูลประชากรโลกวัยผู้ใหญ่ 8 ใน 10 หรือราวร้อยละ 80 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ทั้งหมดประสบภาวะปัญหาภาวะง่วงจากการนอนไม่หลับ นอนไม่พอ ขณะเดียวกันก็พบว่า ราว 1 ใน 25 ของผู้ที่ขับรถ (อายุ 18 ปีขึ้นไป) ประสบปัญหาง่วงขณะขับขี่ยานพาหนะ ในประเทศไทยผู้ขับขี่มากกว่า 50% เคยหลับในขณะขับรถซึ่งอันตรายมาก เพราะการหลับในสามารถคร่าชีวิตผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ใช้รถใช้ถนน ได้ในเวลาเพียง 4 วินาที โดยหากรถวิ่งด้วยความเร็ว 90 กม./ชม. รถจะวิ่งต่อไปอีก 100 เมตรโดยที่ไม่มีคนควบคุม ลักษณะการชนจึงรุนแรงมาก เพราะคนขับไม่ได้หักหลบหรือเหยียบเบรก ทำให้บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตได้ทันที

ภาวะง่วงนอนเกิดจากอะไร?

ร่างกายของคนเราต้องการปัจจัยพื้นฐานสามประการ ได้แก่ น้ำ อาหาร และการนอนหลับ ไม่ดื่มน้ำหรือทานอาหารนำไปสู่การเสียชีวิตที่ไม่อาจฝืนได้ จะรวดเร็วเพียงใดก็ขึ้นกับสภาพร่างกายของคนๆนั้น ขณะเดียวกัน ความต้องการด้านการนอนหลับพักผ่อนนั้น ท่านอาจพยายามฝืนที่จะไม่นอนหลับและมีกิจวัตรปกติได้ (อย่างไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์นัก) อย่างไรก็ตาม สมองจะสั่งการให้ร่างกายท่านหลับ โดยไม่คำนึงว่าในขณะนั้นท่านกำลังทำอะไรอยู่

ปัจจัยที่ควบคุมการเกิดภาวะง่วงนอน

  • นาฬิกาชีวิตที่ควบคุมอยู่ภายในร่างกาย นาฬิกาชีวิตที่ควบคุมอยู่ภายในร่างกายท่านนั้นจะส่งสัญญาณทำให้ท่านเกิดภาวะง่วงนอนสองช่วงเวลาในหนึ่งวัน โดยครั้งแรกจะเป็นช่วงค่ำที่ท่านจะเข้านอน ส่วนครั้งที่สองจะเกิดซ้ำในอีก 12 ชั่วโมงถัดไป หรือช่วงบ่ายนั่นเอง
  • ช่วงเวลากลางวันและช่วงเวลากลางคืน ก็มีผลต่อนาฬิกาชีวิตที่ควบคุมอยู่ภายในร่างกายท่านเช่นกัน
  • ช่วงเวลาที่ตื่นนานเท่าไร ยิ่งส่งผลให้เกิดความง่วงนอนมากเท่านั้น (ช่วงเวลาที่ร่างกายตื่นนานเท่าไร ช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการการนอนหลับพักผ่อนยิ่งมากขึ้นเท่านั้น)

ถึงแม้ว่าในแต่ละบุคคล ความต้องการและรูปแบบในการนอนหลับพักผ่อนจะแตกต่างกันออกไป คนส่วนใหญ่มักต้องการเวลานอนโดยเฉลี่ย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน โดยสามารถสังเกตได้จากถ้าวันพักผ่อนที่ท่านไม่ต้องทำงาน แล้วท่านตื่นสายกว่าวันทำงานอย่างน้อย 2 ชั่วโมงขึ้นไป จะเป็นการบอกว่าจำนวนชั่วโมงนอนของท่านในช่วงวันทำงานนั้นไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายต้องพยายามนอนชดเชยในวันที่สามารถทำได้ ถ้าท่านนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ผลกระทบก็คือการอดนอน การอดนอนจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนชั่วโมงที่ท่านนอนหลับไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และจะส่งผลกระทบต่อภาวะทั้งทางร่างกายและจิตใจได้มากขึ้น

การมีคุณภาพการนอนที่ไม่ดี หรือการอดนอน ล้วนแต่เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะง่วงนอน ลดความตื่นตัว และทำให้ความสามารถในการตัดสินใจลดลง นอกจากนี้ ท่านอาจรู้สึกมีสมาธิในการทำสิ่งต่างๆ ลดลง หรือมีความจำที่ลดลง โดยในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ที่มีภาวะง่วงนอน บางครั้งก็ไม่รู้ตัวว่าตนเองมีอาการเหล่านี้อยู่ นั่นยิ่งทำให้ภาวะง่วงนอนก่อให้เกิดอันตรายได้มากขึ้น

ผลกระทบของภาวะง่วงนอนคล้ายคลึงกับภาวะเมาสุรา ในหลายรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ตามกฎหมายกำหนดให้ระดับแอลกอฮอลล์ในเลือด (Blood Alcohol Concentration: BAC) ไม่เกิน 0.08 มีงานวิจัยในปี พ.ศ. 2550 พบว่า การตื่นเป็นเวลานาน 18 ชั่วโมงส่งผลให้สมรรถภาพของร่างกายลดลงเทียบเท่ากับระดับ BAC ที่ 0.05 แต่เมื่อเวลาของตื่นเพิ่มเป็น 24 ชั่วโมง สมรรถภาพของร่างกายลดลงเทียบเท่ากับระดับ BAC ที่ 0.10 ดังนั้นถึงแม้ท่านจะอดนอนเพียงแค่ 1 ถึง 2 ชั่วโมงต่อคืน ภาวะง่วงนอนจะส่งผลความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะลดลง ในอัตราที่สูงกว่าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่กำหนดตามกฎหมาย

ในความเป็นจริงแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ มีงานวิจัยเกี่ยวกับชั่วโมงของการนอนพบว่า 64% นอนน้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อคืน และ 32% นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน ไม่ว่าท่านจะเคยมีภาวะง่วงนอนมากเพียงแค่ครั้งเดียว หรือมีภาวะง่วงนอนตลอดเวลาก็ตาม ผลที่ตามอาจถึงแก่ชีวิตได้

สัญญาณบ่งบอกว่ามีภาวะง่วงนอนขณะขับขี่ยานพาหนะ

สิ่งที่จะกล่าวดังต่อไปนี้เป็นเพียงบางส่วนของสัญญาณที่พบได้บ่อย ที่บ่งบอกว่ามีภาวะง่วงนอนขณะขับขี่ยานพาหนะ ถ้าท่านมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แสดงว่าท่านอาจจะมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่ยานพาหนะ

  • ท่านจำเหตุการณ์ขณะขับขี่ยานพาหนะในระยะทางภายในไม่กี่กิโลเมตรที่ผ่านมาไม่ได้
  • ท่านขับขี่ยานพาหนะออกนอกเส้นทางที่กำหนด
  • ท่านมีสมาธิและความสนใจในการขับขี่ยานพาหนะลดลง
  • ท่านพบว่ามีอาการหาวบ่อยขณะที่ขับขี่ยานพาหนะ
  • ท่านขับจี้ติดรถคันหน้าหรือฝ่าไฟแดงโดยไม่รู้ตัว
  • ท่านรู้สึกว่าง่วงนอน และมีความยากลำบากในการที่จะฝืนตัวเองไม่ให้หลับ

ภาวะง่วงนอนมักจะเกิดมากในสองช่วงเวลา ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะได้นอนหลับมาเพียงพอก่อนหรือไม่ จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่ พบว่า ช่วงเวลาที่พบการเกิดอุบัติเหตุจากภาวะง่วงนอนได้บ่อยมีสองช่วง ได้แก่ ช่วง 24.00-08.00 น.ของวันรุ่งขึ้น และช่วง 13.00-15.00 น. ดังนั้น ถ้าท่านจำเป็นต้องขับขี่ยานพาหนะในช่วงเวลาดังกล่าว ท่านต้องคอยเฝ้าระมัดระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาดังกล่าว และควรได้รับการนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอมาก่อน

10 วิธีแก้ง่วง

1.ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น

การขับรถทางไกลยาวๆ ความง่วงเกิดจากความเหนื่อยล้าที่ต้องโฟกัสกับเส้นทางเดิมๆ ในอิริยาบถเดิมๆ ในความง่วงระดับแรกนี้ ลองแวะปั๊มข้างทาง แวะปัสสาวะ ล้างมือล้างหน้า ลูบศีรษะและท้ายทอยให้รู้สึกเย็น ก็จะช่วยให้ตาตื่นขึ้นมาได้

2. ผ้าเย็น ยาดม

อัพเลเวลจากข้อแรกด้วยการใช้อุปกรณ์เสริมอย่าง ยาดม สูดเรียกกลิ่นสมุนไพรและเมนทอลเย็นๆ เข้าปอดสักสองสามฟอด ส่วนน้ำเย็นถ้ามีผ้าชุบเช็ดตามใบหน้า แขน ท้ายทอย เจือกลิ่นยาดมหอมๆ ไปอีกก็ช่วยให้คุณตื่นพร้อมไปต่อ ไม่ง้ออาการง่วงนอนบ่อย

3. ยืดเส้นยืดสาย

นั่งท่าเดียวท่าเดิม เท้าเกร็งอยู่กับคันเร่ง มือก็ควงคันเกียร์ คุณลองแวะปั๊มน้ำมัน จอดรถในที่ปลอดภัย แล้วทำกายบริหารสักนิดช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ยืนเท้าเอว กางขาเล็กน้อย ยกแขนด้านใดด้านหนึ่งขึ้นโน้มไปด้านข้าง แช่ไว้ 10-15 วินาที จากนั้นประสานมือยกเหนือลำตัวไปทางซ้าย ขวา จากนั้นสะบัดข้อมือ กลับมาเท้าเอว หมุนคอ ปิดท้ายด้วยพาดขาทีละข้างกับม้านั่ง แล้วย่อลงให้รู้สึกว่าได้เหยียดขาออกสุด ทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่ วิธียืดเหยียด แบบครบเซ็ตตามวิถีครูพละ แต่ก็ทำให้คุณได้ออกกำลังกายไล่ความง่วงได้ดี เป็นอีก วิธีแก้ง่วง ที่น่าลอง

4. ดื่มกาแฟเย็น

ต่อไปจะเป็นเรื่องของกินมาเป็นตัวช่วย สำหรับใครที่อยากหาอะไรดื่มให้คึกคัก แนะนำกาแฟเย็นแบบกดเองที่ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น ซึ่งหาได้ง่ายที่มีหลายสาขา หรือใครไม่ชอบก็อาจจะซื้อกาแฟจากในตู้เย็นแทนก็ได้

5. จัดเครื่องดื่มชูกำลัง

ถ้าคุณไม่ค่อยญาติดีกับเครื่องดื่มจำพวกกาแฟนัก ลองจัดเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อสิงสาราสัตว์ หรือเครื่องดื่มประเภท “แก้แฮงค์” มาลองก็เป็นอีกทางเลือก ในราคาประหยัดกว่า แต่อยู่ได้นานพอกัน จนถึงขั้นว่ามีคนเคยนำเครื่องดื่มชูกำลังไปใส่กับกาแฟ วิธีแก้ง่วง อันนี้ยังไม่เคยลองเลยไม่กล้าแนะนำ

6. กินผลไม้เปรี้ยวๆ

ลองนึกภาพมะม่วงดิบฝานแผ่นกับน้ำปลาหวาน หรือพริกเกลือแสบๆ ถ้าได้สักถุงตอนง่วงๆ ขับไปจิ้มไปคงดีงามไม่น้อย ถ้าเจอขายตามสี่แยกก็เปิดกระจกอุดหนุนหน่อย แก้ง่วงได้

7. เปิดเพลงแดนซ์มันๆ

อีกหนึ่งวิธีเรียกตัวเองกลับมาจากภวังค์แห่งความง่วงเหงาคือจัดเพลงอิเลคทรอนิกส์บีทส์คึกคัก ให้คุณได้เปิดฟัง โฟกัสกับเส้นทาง และโยกศีรษะไปตามจังหวะเพลง หรือถ้าหาเพลงไม่ได้และขับรถช่วงเวลาดึกๆ บางทีจะมีรายการวิทยุเปิดเพลงรีมิกซ์แบบนี้ยิงยาวให้ฟังแบบฟรีๆ ด้วย

8. ฟังเรื่องสยองขวัญ (หากขับตอนกลางคืน)

ลองดาวน์โหลดรายการเล่าเรื่องผี หรือเก็บ podcast เรื่องผี มาฟังตอนขับรถดึกๆ ก็น่าจะดี อย่างน้อยก็ทำให้ตื่น แต่อย่าตระหนกตกใจจนเกินเกิดอุบัติเหตุนะ

9. โทรศัพท์คุยกับเพื่อน

แม้เราจะแนะนำว่าให้คุยโทรศัพท์กับเพื่อน เล่าเรื่องเม้ามอยกันก็จริง แต่ขอย้ำว่าให้ใช้งานคู่กับ หูฟังบลูทูธ สมอลล์ทอล์ก หรือสปีกเกอร์โฟนเอา อย่าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใช้ตอนขับรถเป็นอันขาด เพราะทั้งผิดกฎหมายและเป็นอันตรายกับผู้ใช้รถใช้ถนนด้วย

10. ง่วงเต็มที่ ดึงสติแล้วแวะงีบ

ถ้าง่วงหนักจริงใครก็ฝืนสังขารไม่ได้ เมื่อรู้สึกว่าตัวเองเริ่มสัปหงก วูบไปวูบมาตอนขับรถทางตรง เราแนะนำว่าจอดนอนแบบจริงจังสัก 25-30 นาที ให้ร่างกายได้หลับลึกตามรูปแบบของ Power Nap สักรอบ เพราะเพื่อให้ร่างกายรู้สึกว่าได้นอนพอสมควร ซึ่ง Power Nap นี้จะสามารถทดแทนการนอนได้ประมาณ 2 ชั่วโมงต่อครั้งเลยทีเดียว แต่ถ้าทำอย่างนี้ร่างกายจะไม่ค่อยสร้าง Growth Hormones เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ดังนั้น จึงไม่ควรทำในระยะยาว แต่การจอดแวะงีบ ควรจะหาที่ๆ ปลอดภัย เช่น ปั้มน้ำมันที่มีคนค่อนข้างเยอะ ไม่ควรจอดริมถนน รวมถึงที่เปลี่ยว ซึ่งจะอันตรายมากๆ

 

ภาพ Freepik

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากกรมสุขภาพจิต และรู้ใจดอทคอม

เช็ก 9 สัญญาณแรกเริ่มภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610302

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 06:00 น.

เช็ก 9 สัญญาณแรกเริ่มภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ

โอกาสดีช่วงปีใหม่ หลายคนได้กลับบ้านไปหาครอบครัว พบปะพ่อแม่หลังจากต้องห่างกันเพราะหน้าที่การงาน ลองแอบสังเกตดูอาการของท่านซิว่า เริ่มมีพฤติกรรมแบบนี้หรือไม่ เพราะนี่คืออาการแรกเริ่มของภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ

ข้อมูลจากคู่มือการดูแลผู้สูงวัย: สูตรคลายซึมเศร้า โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ระบุว่า “ภาวะซึมเศร้า” คือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง อาการหลักๆ คือผู้สูงอายุจะรู้สึกเบื่อหน่ายหรือเศร้า หรือทั้งสองอย่าง โดยอาจมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการกินการนอน เรี่ยวแรง สมาธิ รวมถึงความรู้สึกที่มีต่อตัวเองร่วมด้วย

การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ถ้าเป็นไม่มากนักอาจเข้าข่าย “ภาวะซึมเศร้า” แต่หากมีอาการมากและกินระยะเวลานานก็อาจพัฒนากลายเป็น “โรคซึมเศร้า” ซึ่งจะทำให้ไม่มีความสุขในชีวิต ทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ไม่ดีเหมือนเดิม และบางรายที่รู้สึกท้อแท้หรือหมดหวัง อาจส่งผลรุนแรงถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

อาการของภาวะซึมเศร้าเป็นอย่างไร

 

  1. รู้สึกเบื่อหน่าย: ผู้สูงอายุจะรู้สึกเบื่อหน่าย สนใจสิ่งต่างๆ น้อยลงหรือหมดความสนใจ หมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไม่เบิกบานห่อเหี่ยว หดหู่ หรือเซ็ง ภาษาถิ่นเรียกว่า ก้าย (เหนือ), เป็นตะหน่ายแท่ อุกอั่ง (อีสาน), เอือน (ใต้)
  2. รู้สึกเศร้า: ผู้สูงอายุจะเศร้าโศกเสียใจง่าย น้อยใจง่าย ร้องไห้ง่าย รวมถึงมักรู้สึกท้อใจ
  3. พฤติกรรมการนอนเปลี่ยนแปลง: ผู้สูงอายุจะนอนไม่หลับหลับๆ ตื่นๆ ตื่นเช้ากว่าปกติ หรืออาจนอนมากขึ้น หลับทั้งวันทั้งคืน นอนขี้เซา
  4. พฤติกรรมการกินเปลี่ยนแปลง: เบื่ออาหาร ไม่ค่อยหิว หรืออาจกินจุขึ้น ของที่เคยชอบกินกลับไม่อยากกิน หรือบางรายอาจอยากกินของที่ปกติไม่กิน เช่น ของหวานๆ
  5. การเคลื่อนไหวของร่างกายเปลี่ยนแปลง: ผู้สูงอายุอาจเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงหรือเคลื่อนไหวมากขึ้น กระวนกระวายภาษาอีสานเรียกว่า หนหวย หรือ บ่เป็นตะอยู่
  6. กำลังกายเปลี่ยนแปลง: อ่อนเพลียง่าย กำลังวังชาลดน้อยถอยลง รู้สึกไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนเดิม ไม่ค่อยมีแรง บางรายอาจบ่นเกี่ยวกับอาการทางร่างกายหลายอย่างที่ตรวจไม่พบสาเหตุ หรือมีอาการมากกว่าอาการปกติของโรคนั้นๆ
  7. ความรู้สึกต่อตนเองเปลี่ยนแปลง: รู้สึกไร้ค่า รู้สึกผิด หรือรู้สึกแย่กับตัวเอง คิดว่าตนเป็นภาระของลูกหลาน ไม่มีความสามารถเหมือนที่เคยเป็น ความภาคภูมิใจในตนเองลดลงอับจนหนหาง หมดหวังในชีวิต
  8. สมาธิและความจำบกพร่อง: หลงลืมบ่อย โดยเฉพาะลืมเรื่องใหม่ๆ ใจลอย คิดไม่ค่อยออก มักลังเลหรือตัดสินใจผิดพลาด
  9. ทำร้ายตัวเอง: ผู้สูงอายุบางรายที่มีอาการมากๆ อาจรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป บางรายจะคิดหรือพูดถึงความตายบ่อยๆ นึกอยากตาย และอาจวางแผนทำร้ายร่างกาย เช่น เตรียมสะสมยาจำนวนมากๆ เตรียมวัสดุอุปกรณ์ จากนั้นอาจลงมือทำร้ายตัวเองด้วยวิธีต่างๆ เช่น กินยาเกินขนาด กินยาฆ่าแมลงหรือยาฆ่าหญ้า แขวนคอ หรือใช้อาวุธทำร้ายตนเองผู้สูงอายุบางรายอาจไม่ยอมกินยาประจำตัว เพื่อปล่อยให้อาการทรุดลงจนเสียชีวิต

แยกภาวะซึมเศร้าออกจากความเศร้าปกติได้อย่างไร

ตารางแสดงความแตกต่างระหว่าง ภาวะซึมเศร้าและความเศร้าปกติ

 

ภาพ freepik

กลับบ้านปีใหม่…เลือกของขวัญถูกใจใช้หลัก 5ป. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610272

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 14:44 น.

กลับบ้านปีใหม่...เลือกของขวัญถูกใจใช้หลัก 5ป.

คุณหมอแนะนำวิธีการเลือกซื้อของขวัญวันปีใหม่ให้เกิดคุณค่าด้วยการใช้หลัก 5 ป. พร้อมบอกวิธีการเลือกอย่างไร เช็กตรงไหนให้ได้ของดี ไม่ทำร้ายสุขภาพคนที่เรารัก

เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงที่เราต่างสรรหาของขวัญมอบให้แก่กัน ซึ่งแต่ละคนก็จะเลือกซื้อของขวัญหลากหลายชนิดแตกต่างกันไป แต่หากซื้อของขวัญที่ไม่มีคุณภาพและไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้รับและอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงการเลือกซื้อของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่ ว่า เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงที่ประชาชนจะมอบของขวัญให้แก่กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งการเลือกซื้อของขวัญวันปีใหม่ให้เกิดคุณค่า สามารถทำได้ด้วยการใช้หลัก 5 ป. ซึ่งได้แก่

ป. ประโยชน์

คือเลือกของขวัญปีใหม่ที่มีประโยชน์ โดยคำนึงถึงเพศ วัย และสุขภาพของผู้รับ เช่น ของเล่นสำหรับเด็กควรเป็นของเล่นที่ได้มาตรฐานและช่วยเสริมพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย สมอง และ การเรียนรู้ ได้แก่ เกมส์ฝึกสมอง อุปกรณ์กีฬา เครื่องดนตรี สำหรับผู้สูงอายุควรเป็นของที่ดีต่อสุขภาพหรือเป็นของที่นำมาใช้เพื่อให้เวลาว่างเป็นประโยชน์ ได้แก่ ผลไม้ ชาสมุนไพร หนังสือ บทเพลงสบายๆ เพื่อการพักผ่อน เป็นต้น

ป.ประหยัด

คือไม่ควรมุ่งเน้นของที่มีราคาแพง หรูหรา ยี่ห้อดัง เพราะของขวัญปีใหม่ที่ราคาประหยัดแต่มีประโยชน์ จะมีคุณค่าทางจิตใจต่อผู้รับมากกว่าของขวัญราคาแพงแต่ไม่เป็นประโยชน์ เช่น สินค้าโอทอป สินค้าหัตถกรรม สินค้าจากศูนย์ศิลปาชีพ แต่ควรระวังสินค้าเลียนแบบหรือสินค้าราคาถูกแต่ด้อยคุณภาพที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น ของเล่นเด็ก เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เครื่องใช้อิเลคทรอนิคส์ เพราะอาจไม่ได้มาตรฐานและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ป.ปลอดภัย

คือต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชีวิตและสุขภาพของผู้รับ โดยเลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายมาตรฐานรับรองจากหน่วยงานราชการ เช่น หากเป็นอาหารต้องมีเลขสาระบบอาหารหรือ อย. หากเป็นสินค้าอุตสาหกรรมต้องมีมาตรฐานอุตสาหกรรมหรือ มอก. นอกจากนี้ ควรมีชื่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า สถานที่ผลิต วันผลิต วันหมดอายุ ระบุในฉลากสินค้าด้วย

ป.เป็นไทย

คือสินค้าที่ผลิตภายในประเทศและบ่งบอกถึงความเป็นไทย เช่น ผ้าทอหรือผ้าไหมจากศูนย์ศิลปาชีพ ผลไม้ไทยๆ ทั้งสดและอบแห้ง ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ผล เช่น กล้วยไม้ บอนสี เป็นต้น และ

ป.เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

คือไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม เช่น ไม่บรรจุในภาชนะโฟม ใช้ได้นานไม่เสื่อมเสียง่าย หากเสื่อมสภาพสามารถนำมาซ่อมแซมหรือรีไซเคิลได้ หรือเป็นสินค้าที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ประดิษฐ์จากใบไม้ หรือเป็นของขวัญที่สามารถช่วยส่งเสริมสภาพแวดล้อมได้ เช่น ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ผล เป็นต้น

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในตอนท้ายว่า สำหรับผู้ที่เลือกซื้อของขวัญประเภทอาหารแห้งและธัญพืชต่างๆ หากมีการจัดเตรียมและเก็บไว้นาน หรือเก็บในสภาพที่มีความชื้นเกินไปหรือร้อนเกินไป คุณภาพของอาหารก็อาจจะเสื่อมลงได้ ดังนั้น จึงควรใส่ใจสังเกตความผิดปกติ เช่น หากมีเชื้อราปนเปื้อนก็สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เพราะเชื้อราจะมีลักษณะเป็นคราบสีเขียว เหลือง ดำ หรือขาว ถ้าดมดูจะมีกลิ่นเหม็นอับ ควรหลีกเลี่ยงของขวัญประเภทอาหารที่มีแป้ง ไขมัน และน้ำตาลสูง เช่น เค้ก คุกกี้ เป็นต้น และที่สำคัญไม่ควรให้เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ ไวน์ เป็นของขวัญปีใหม่ เพราะส่งผลเสียต่อสุขภาพ

 

ภาพ FREEPIK

‘กรรมพันธุ์มะเร็ง’ มรดกตระกูลที่ไม่รับต่อก็ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610219

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 06:16 น.

'กรรมพันธุ์มะเร็ง' มรดกตระกูลที่ไม่รับต่อก็ได้

แพทย์ชี้มียีนมะเร็งพันธุกรรม เสี่ยงเป็นโรคถึง 14 เปอร์เซ็นต์ รู้ก่อนป้องกันได้ ลดความเสี่ยงส่งต่อให้ลูกหลานด้วยการตรวจพันธุกรรม

“มะเร็ง” ภัยเงียบร้ายแรงที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 1 มายาวนานกว่า 20 ปี หลายคนคิดว่าดูแลตัวเองดีแล้ว สุดท้ายกลับพบว่าป่วยเป็นมะเร็ง นั่นก็เพราะโรคมะเร็งมีความซับซ้อน และมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้เกิดโรค โดยผู้ป่วย 95 เปอร์เซ็นต์ เป็นโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นเอง หรือถูกกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมภายนอก อาจเรียกได้ว่าเกิดจากพฤติกรรม และอีก 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากพันธุกรรม ซึ่งคนส่วนใหญ่มักคิดว่าการมียีนมะเร็งทางพันธุกรรมเป็น “กรรม” ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ไม่สามารถแก้ไขหรือป้องกันได้ แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบยีนมะเร็งทางพันธุกรรม และโอกาสในการเกิดโรค ทำให้สามารถหาทางป้องกัน และลดความเสี่ยงให้กับตัวเองและทายาทได้

ผศ.ดร.นพ.โอบจุฬ ตราชู แพทย์อายุรศาสตร์และพันธุศาสตร์การแพทย์ โรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่า โรคมะเร็งทางพันธุกรรม เกิดจากการถ่ายทอดยีนที่มีการกลายพันธุ์จากรุ่นพ่อแม่ไปยังรุ่นลูก ซึ่งความผิดปกติของยีนนี้สามารถส่งต่อไปยังทายาทรุ่นต่อไปได้อย่างไม่สิ้นสุด ผู้ที่ได้รับยีนผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมเหล่านี้มีแนวโน้มจะเกิดโรคมะเร็งเช่นเดียวกับคนในครอบครัวได้ตั้งแต่ 14-99 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทางการแพทย์ถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง นอกจากนี้ยังส่งผลให้สามารถเกิดโรคมะเร็งได้ตั้งแต่อายุน้อย โดยปกติความเสี่ยงโรคมะเร็งจะเริ่มเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป แต่มะเร็งทางพันธุกรรมมีความเสี่ยงเกิดโรค ในช่วงอายุ 40 ปี หรือน้อยกว่า ดังนั้นหากมีญาติในสายใกล้ชิด เช่น ยาย แม่ พี่น้องของแม่ หรือพี่น้องของเราเอง มีประวัติป่วยเป็นโรคมะเร็ง ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป หรือมีญาติเป็นมะเร็งตั้งแต่อายุไม่ถึง 50 ปี แม้เพียงคนเดียว ให้สงสัยว่าเราอาจมียีนมะเร็งทางพันธุกรรม ควรมาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาความเสี่ยง

หรือเราจะได้รับ ‘มะเร็งทางพันธุกรรม’ เป็นมรดก

โรคมะเร็งทางพันธุกรรมนั้น เราไม่สามารถรู้ได้จนกว่าจะได้รับการตรวจ โดยแพทย์จะซักประวัติเพื่อนำไปคำนวณหาความเสี่ยง หากพบว่าคนไข้มีความเสี่ยงจากประวัติครอบครัว เช่น ครอบครัวที่มีคนเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่จำนวนหลายคน แพทย์จึงจะทำการตรวจเลือดหายีนมะเร็งทางพันธุกรรม โดยจะตรวจยีน 2 กลุ่ม คือ BRCA1 และ BRCA2 ซึ่งเป็นยีนที่ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ หากพบว่ายีนทั้ง 2 กลุ่มมีความผิดปกติ หมายความว่ามีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมและรังไข่ที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ หากมีความผิดปกติของยีนกลุ่ม BRCA1 อาจเพิ่มโอกาสของการเกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งมดลูก มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในขณะที่หากมีความผิดปกติของยีนกลุ่ม BRCA2 อาจเพิ่มโอกาสของการเกิดมะเร็งตับอ่อน มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งท่อน้ำดี และมะเร็งผิวหนังเมลาโนม่า เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม พบว่าคนไข้ส่วนใหญ่ไม่อยากตรวจเพราะกลัวเจอว่าตัวเองมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง ทั้งที่ความจริงแล้ว การตรวจหายีนมะเร็งทางพันธุกรรมมีข้อดีมากกว่าที่คิด เพราะแพทย์จะสามารถแนะนำให้คนไข้ปรับแนวทางการดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ รวมไปถึงเตือนคนในครอบครัวให้ระวังร่วมกัน ทั้งยังสามารถวางแผนชีวิตหลังแต่งงานได้ดีขึ้นด้วย

รู้ก่อน ป้องกันได้! อย่าปล่อยให้ ‘มะเร็ง’ เป็นมรดกของลูกหลาน

ความกังวลของผู้ที่มียีนมะเร็งทางพันธุกรรม นอกจากโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกับตัวเองแล้ว ยังกังวลว่าจะส่งต่อพันธุกรรมเหล่านี้ไปยังลูกหลาน การตรวจพันธุกรรมก่อนแต่งงานนั้นมีประโยชน์มาก เพราะจะช่วยให้คนไข้สามารถวางแผนการใช้ชีวิตหลังแต่งงานและการมีบุตรได้ปลอดภัยกับลูกมากขึ้น โดยแพทย์จะแนะนำให้ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ในการเลือกเก็บไข่หรือเชื้อที่ไม่มียีนมะเร็งทางพันธุกรรมและโรคร้ายอื่น ๆ สำหรับทำเด็กหลอดแก้ว เป็นทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงที่จะส่งต่อกรรมพันธุ์มะเร็งไปถึงรุ่นลูกได้

“การมียีนมะเร็งทางพันธุกรรม เป็นการบอกว่าคน ๆ นี้มีความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญคือหากรู้แล้วต้องปฏิบัติตัวเหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์ และหมั่นตรวจคัดกรองค้นหามะเร็งชนิดนั้น ๆ อย่างสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกันคนที่ไม่เคยมีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง ตรวจไม่พบยีนมะเร็งทางพันธุกรรมก็มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งได้ จึงแนะนำให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปและมีประวัติครอบครัวผิดปกติควรพบแพทย์ หากพบว่าเป็นมะเร็งจะได้รักษาแต่เนิ่น ๆ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสหายขาดได้สูงกว่า นอกจากนี้ ปัจจุบันมียารักษามะเร็งเฉพาะจุดที่ได้ผลดี คนไข้มีทางเลือกในการรักษาเพิ่มขึ้น การรู้ตัวเร็วจึงมีแต่ข้อดีมากกว่าข้อเสีย อยากให้มองว่าการรู้ก่อนเป็นโอกาสในการต่อสู้กับโรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด” ผศ.ดร.นพ. โอบจุฬ กล่าว

 

ภาพ Freepik

ปีใหม่ปาร์ตี้เยอะ กินเกินความต้องการ…เสี่ยงอ้วน!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610210

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2562 เวลา 18:19 น.

ปีใหม่ปาร์ตี้เยอะ กินเกินความต้องการ...เสี่ยงอ้วน!!

กรมการแพทย์ ห่วงประชาชนช่วงปีใหม่กินเกินความต้องการของร่างกาย เสี่ยงโรคอ้วนและโรคแทรกซ้อน แนะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มการออกกำลังกาย สามารถช่วยได้

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 ที่จะถึงนี้ จะมีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ รวมทั้งท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ประกอบกับปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ อาหารที่ให้พลังงานสูง อาหารแปรรูป หรืออาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม เป็นรสชาติที่คนไทยชอบรับประทานมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น หากบริโภคเกินความต้องการของร่างกายประกอบกับขาดการออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายน้อย จะส่งผลทำให้ระบบเผาพลาญอาหารผิดปกติ เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคอ้วนลงพุง คือภาวะที่มีไขมันสะสมในร่างกายจำนวนมากโดยเฉพาะบริเวณช่องท้อง ทำให้เห็นพุงยื่นออกมาชัดเจน ส่งผลให้รูปร่างดูไม่ดี หอบ หรือเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ อาจมีผลกระทบต่อกิจกรรมในชีวิตประจำวันต่างๆ

ดังนั้น ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งหากละเลยการดูแลตนเองอาจส่งผลทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรงอื่นๆ ตามมา เช่น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง

ด้านนายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ที่มีภาวะอ้วนหรืออ้วนลงพุง สามารถรักษาและป้องกันได้ด้วยการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยวิธีการจำกัดปริมาณอาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคนี้

สำหรับเทคนิคหรือหลักการการเลือกรับประทานอาหารตามสัดส่วนแบบง่ายๆ คือลดปริมาณข้าวหรือแป้งให้น้อยลง เพิ่มการรับประทานผักและผลไม้ที่หวานน้อย เลือกเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา เนื้อวัวหรือหมูไม่ติดมัน เนื้อไก่ไม่ติดหนัง หรือเต้าหู้ หลีกเลี่ยงน้ำหวาน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น แกงกะทิ ขนมหวานต่างๆ ของทอด และอาหารฟาสต์ฟู้ด เป็นต้น

แนะนำให้เปลี่ยนวิธีการปรุงอาหารด้วยการต้ม นิ่ง ย่าง พร้อมใช้สูตร 2 : 1 : 1 คือ ผัก : แป้ง : โปรตีน ในปริมาณอาหารหนึ่งจานควรมีผัก 50% ข้าวหรือแป้ง 25% โปรตีนหรือเนื้อสัตว์ 25%

ทั้งนี้ ไม่ควรรับประทานน้ำตาลและไขมันเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน เกลือไม่ควรเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน นอกจากนี้ควรเพิ่มการออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที จำนวน 5 ครั้งต่อสัปดาห์ และควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพียงเท่านี้จะสามารถลดพลังงานและน้ำหนักตัวลงได้

ปีใหม่ไปต่างแดน อย่าลืม ‘วัคซีน’ ลดความเสี่ยง เลี่ยงติดโรคอันตราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610109

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2562 เวลา 15:41 น.

ปีใหม่ไปต่างแดน อย่าลืม 'วัคซีน' ลดความเสี่ยง เลี่ยงติดโรคอันตราย

ท่องเที่ยวปีใหม่ใครมีแพลนเดินทางไปต่างประเทศ อย่ามองข้าม “การฉีดวัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน” ลดความเสี่ยง เลี่ยงติดโรคอันตราย

การฉีดวัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับผู้เดินทางไปต่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพราะประเทศที่เรา กำลังจะเดินทางไปมีโรคติดต่อประจำถิ่นหรืออาจเกิดโรคระบาดบางอย่างอยู่ หากผู้เดินทางไม่ได้เสริมสร้างภูมิคุ้มกันก่อนเข้าไปในประเทศนั้นๆ อาจจะเสี่ยงต่อการติดโรคที่อันตรายได้ ดังนั้น เราเตรียมความพร้อมตนเอง เข้าไปปรึกษาแพทย์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้พร้อมก่อนออกเดินทาง

วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง

มีพาหะนำโรค คือ ยุง ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ตัวเหลือง ตาเหลือง และตับอักเสบ สำหรับผู้เดินทางไปในบางประเทศแถบแอฟริกา และอเมริกาใต้ จะต้องมีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนรับรองถึงจะเข้าประเทศได้ โดยฉีด 1 ครั้งก่อนการเดินทาง 10 วัน

วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น

ติดต่อโดยการไอจามรดกัน ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง และอาการทางระบบประสาท สำหรับผู้เดินทางไปประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยเฉพาะผู้แสวงบุญที่ไปร่วมพิธีฮัจจ์และพิธีอุมเราะห์ จะต้องมีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนรับรองถึงจะเข้าประเทศได้ โดยฉีด 1 ครั้งก่อนการเดินทาง 10 วัน

วัคซีนป้องกันโรคไข้ทัยฟอยด์

ติดต่อทางอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร ไข้สูง และอาการทางระบบทางเดินอาหาร สำหรับผู้เดินทางไปประเทศแถบเอเชียใต้ เช่น อินเดีย ปากีสถาน เป็นต้น แอฟริกาและอเมริกาใต้ มีทั้งวัคซีนแบบฉีดและรับประทาน ควรได้รับวัคซีนให้ครบก่อนเดินทางอย่างน้อย 1 สัปดาห์

วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ

ติดต่อทางอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการตับอักเสบเฉียบพลัน ดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง และตับวายได้ สำหรับผู้เดินทางไปประเทศในแถบเอเชียใต้ แอฟริกาและอเมริกาใต้ ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน

นอกจากวัคซีนพวกนี้ ไม่ว่าจะมีการเดินทางหรือไม่ ทุกคนควรได้รับวัคซีนมาตรฐาน ตามแผนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแห่งชาติ (EPI) ให้ครบ คือ วัคซีนบีซีจี วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ วัคซีนตับอักเสบบี วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม (MMR) วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ (JE) และวัคซีนป้องกันบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (DTP)

อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยเราควรจะต้องระวังตัวเอง ป้องกันไม่ให้เกิดโอกาสเสี่ยงเกิดโรคโดยไม่จำเป็นเพิ่มเติมจากการป้องกันด้วยวัคซีน เช่น รับประทานอาหารให้ถูกหลักอนามัย ป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด โดยการสวมเสื้อผ้ามิชิด หรือทายากันยุง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่มีคนแออัด หากจำเป็นอาจสวมหน้ากากอนามัยป้องกันโรค เป็นต้น

 

ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

ภาพ Freepik

อัพเดท 9 เทรนด์อาหารมาแรงแห่งปี 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609948

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

อัพเดท 9 เทรนด์อาหารมาแรงแห่งปี 2020

ส่องกระแสเทรนด์อาหารในอนาคต มีอะไรใหม่ๆ และน่าสนใจบ้าง

ปี 2020 ที่จะถึง ใครลิสต์ New Year’s resolutions อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเรื่องสุขภาพ สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้นอกเหนือจากเทรนด์การออกกำลังกาย ก็คือเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งจากข้อมูลในงาน Fi Asia 2019 หรือฟู้ดอินกรีเดียนท์ เอเชีย 2019 งานใหญ่แห่งวงการอาหารระดับภูมิภาคเอเชีย ได้รายงานอัพเดทเทรนด์อาหารแห่งอนาคตในปี 2020 ไว้ดังนี้

1.อาหารสำหรับโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) เป็นอาหารที่คำนึงถึงข้อมูลส่วนบุคคล เพศ วัย ระดับกิจกรรมการใช้ชีวิต อัตราการเปลี่ยนแปลงกลูโคสในหลอดเลือดหลังการบริโภคอาหาร อาหารที่ชอบ รูปแบบการออกกำลังกายที่ชอบ และเป้าหมายด้านโภชนาการ เช่น เพื่อลดน้ำหนัก เพิ่มน้ำหนัก รักษาน้ำหนัก หรืออื่น ๆ รวมถึงโรคประจำตัวต่างๆ ซึ่งอาจจะต้องลดความหวาน เค็ม มัน เสริมโปรตีน เสริมแคลเซียมเฉพาะตามแต่ความต้องการ หรือขาดเหลือของแต่ละบุคคล

2.อาหารพร้อมทานที่มี 5 ปัจจัยหลักเพื่อสุขภาพ ด้วยภาวะความเร่งรีบในสังคมยุคดิจิตัลที่มีการแข่งขันกันสูง อาหารพร้อมทานจะเป็นปัจจัยที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด และต้องเป็นอาหารพร้อมทานที่คำนึงถึง 5 ปัจจัยหลักเพื่อสุขภาพด้วย คือ มีปริมาณน้ำตาลที่น้อย มีไขมันอิ่มตัวต่ำ ไขมันรวมต่ำ มีใยอาหารสูง และมีโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ

3.ลดน้ำตาล ใช้ความหวานจากธรรมชาติ เมื่อทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงผลกระทบและโรคร้ายที่มากับความหวานในน้ำตาล นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางอาหารจะเข้ามามีบทบาทในการมองหาแหล่งความหวานทางเลือกใหม่ที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งในช่วงปี 2019 กระแสความนิยมหันมาเลือกใช้หญ้าหวานสกัด (สตีเวีย) เริ่มกลับมาอีกครั้ง ทั้งในอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเชือว่าในปี 2020 กระแสลดน้ำตาลแทนที่ด้วยความหวานจากธรรมชาติก็จะยังคงได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง

4.เครื่องดื่มพลัสคุณค่า บำรุงสมอง ลำไส้ และผิว ปัจจุบันมีเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเจ้าใหม่ ๆ เปิดตัวเข้าสู่ตลาดมากมาย ซึ่งนอกจากรสชาติความอร่อยแล้ว การคำนึงถึงการใส่ใจสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญ และเทรนด์ที่กำลังนิยมกันในช่วงนี้ก็คือการเพิ่มส่วนผสมบำรุงสมองและระบบประสาท รวมถึงการเติมใยอาหาร หรือสารอาหารที่ช่วยในการดูแลระบบลำไส้ เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่บริโภคผักและผลไม้น้อย โดยที่ไม่ลืมในเรื่องของการดูแลผิวพรรณด้วย เรียกได้ตอบโจทย์ครบในครั้งเดียว

5.โปรตีนทดแทนเนื้อสัตว์และโปรตีนสายพันธุ์ใหม่ มีการประมาณการว่าในปี 2562 มูลค่าการตลาดอาหารโดยเฉพาะกลุ่มประเภทโปรตีนจากพืชและนมพืชจะเติบโตขึ้น มีแนวโน้มขยายตัว 6.4% ตามความนิยมบริโภคอาหารโปรตีนสูงเพื่อสร้างสมดุลทางโภชนาการทดแทนเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น โปรตีนจากพืชตระกูลถั่ว เห็ด และสาหร่าย รวมถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากพืชเมล็ดถั่ว ตลอดจนโปรตีนจากการหมักเชื้อจุลินทรีย์

6 เครืองดื่มสีใส แต่มีสีมีรส ตลาดเครื่องดื่มที่ไม่มีสีจะกลับมีบทบาทและคึกคักขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากความอิ่มตัวของตลาดน้ำสี การคิดค้นสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ ที่สร้างมูลค่า เป็นเครื่องดื่มสีใสที่ให้ความรู้สึกสะอาด ปลอดภัย ใกล้เคียงน้ำเปล่า แต่มีรสชาติและให้ความรู้สึกสดชื่น เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ ซึ่งก็เริ่มมีเห็นวางจำหน่ายกันบ้างแล้วตามร้านสะดวกซื้อในปัจจุบัน

7.น้ำดื่มสะอาดบรรจุขวด และน้ำมะพร้าว ด้วยสภาพอากาศที่ทวีความร้อนขึ้นทุกวัน น้ำดื่ม ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตก็ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดที่สูง ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ มองหาน้ำดื่มที่สะอาด สดชื่น และบรรจุขวดอย่างปลอดภัย นอกจากน้ำดื่มทั่วไปแล้ว น้ำมะพร้าวก็ถือเป็นตัวเด่นของปีนี้ จากแนวโน้มของตลาดน้ำมะพร้าวคาดการณ์กันว่ามูลค่าตลาดน้ำมะพร้าวทั่วโลกมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นถึง 50% ภายในปี 2020

8.วัตถุดิบและส่วนผสมจากท้องถิ่น เนื่องจากความหลากหลายทางภูมิภาคและวัฒนธรรมท้องถื่นสามารถสร้างมูลค่าได้จากสินค้าที่มีความแปลกใหม่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม ทำให้สินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่เกิดจากการแปรรูปนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาใช้ สามารถสร้างเรื่องราวและคุณค่าได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ส้มบางสายพันธุ์ ข้าวบางสายพันธุ์ กล้วยบางสายพันธุ์ หรือแม้แต่การเพาะปลูกเก็บเกี่ยวและผลิตในเฉพาะบางพื้นที่ก็สามารถสร้างมูลค่าความแตกต่างได้อย่างมหาศาลขึ้นมาได้

9.การแปรรูปแมลง แมลงเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง สามารถทดแทนเนื้อสัตว์ได้ และการเพาะเลี้ยงแมลงเพื่อนำมาบริโภคก็สร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อมน้อยมาก อีกทั้งแมลงยังสามารถเพาะเลี้ยงให้เป็นอาหารที่ไร้กลูเตน เหมาะสำหรับคนแพ้กลูเตนที่มีอยู่มากในปัจจุบัน ซึงประเทศไทยเป็นตลาดที่มีการส่งออกแมลงไปขายทั่วโลกและคาดการณ์ว่าตลาดในปี 2020 จะเติบโตสูง ใครที่กำลังมองหาอาชีพใหม่ลองศึกษาการเพาะเลี้ยงแมลงก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียว

 

ภาพ Freepik

รวมที่สุด ‘Fake News สุขภาพ’ ปรากฏการณ์ข่าวปลอมในรอบ 1 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609851

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

รวมที่สุด 'Fake News สุขภาพ' ปรากฏการณ์ข่าวปลอมในรอบ 1 ปี

 “กัญชารักษามะเร็ง” เต็ง 1 Fake News ด้านสุขภาพ สสส.เปิดปรากฏการณ์ข่าวปลอมด้านสุขภาพในรอบ 1 ปี จากการสำรวจพฤติกรรมบนโลกออนไลน์

ข้อมูลจากเอกสารจับตาทิศทางสุขภาพคนไทย ปี 2563 โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุ จากการสำรวจพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ ระหว่างเดือน กรกฎาคม 2561-มิถุนายน 2562 พบว่า 4 เพจ บน Facebook Page ที่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ Fake News ด้านสุขภาพ ได้แก่ ‘ชัวร์ก่อนแชร์’ ‘อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์’ ‘หมอแล็บแพนด้า’ และ ‘ความรู้สนุก ๆ แบบหมอแมว’ เมื่อเลือกดูเฉพาะ 5 ข่าวที่ได้รับ engagement มากที่สุดของแต่ละเพจ โดยคัดเลือกเฉพาะข่าวที่ไม่ซ้ำกัน สรุปเป็น 18 ข่าว ได้ดังนี้

    1. กัญชารักษามะเร็ง
    2. อังกาบหนูรักษามะเร็ง
    3. หนานเฉาเว่ยรักษาสารพัดโรค
    4. บัตรพลังงานรักษาสารพัดโรค
    5. ไข่มุกย่อยยากสะสมตามร่างกาย
    6. ยาฉีดต้าน HIV
    7. คนเป็นเบาหวานห้ามกินทุเรียน
    8. ฉี่จักจั่นรักษาโรค
    9. มันหมูสารพัดสรรพคุณ
    10. ความฉลาดของลูกได้จากแม่
    11. อาหารเค็มคืออาหารที่มีไอโอดีน
    12. เนื้อไก่มีฮอร์โมนเร่งโต
    13. น้ำมะพร้าวแก้อาการบ้านหมุน
    14. ไข่มุกปลอมทำจากยาง
    15. ดี คอนแทค รักษาดวงตา
    16. ผงชูรสเป็นสารอันตราย
    17. เครื่องตรวจสุขภาพควอนตั้ม
    18. จุกนมปลอมใส่น้ำผึ้งสำหรับทารก

จะพบว่าประเด็น ‘น้ำมันกัญชาอังกาบหนูหนานเฉาเหว่ย และบัตรพลังงาน’ เป็น 4 ข่าว อันดับต้นแห่งปีที่มีข้อความมากที่สุด ได้รับ engagement มากที่สุด และได้รับการแชร์มากที่สุด

ขณะที่ข่าวปลอมเรื่อง ‘ความฉลาดของลูก ได้จากแม่มากกว่าพ่อ’ ติดอันดับข่าวปลอมที่ได้รับ Engagement มากที่สุดและได้รับการแชร์มากที่สุด

สำหรับช่องทางที่มีการพูดถึง Fake News มากที่สุด ซึ่งในที่นี้หมายถึงการพูดถึงข่าวปลอมในทุกแง่ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่ข่าวปลอม การให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวปลอม หรือการพูดคุยเกี่ยวกับข่าวปลอมนั้นๆ ซึ่งพบว่า Facebook เป็นช่องทางที่มีการพูดถึงข่าวปลอมมากที่สุดถึง 65% ซึ่งมีทั้งการเผยแพร่ข่าวปลอม และการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวปลอม ตามด้วย Twitter 13% ข้อความจากสำนักข่าวต่างๆ ซึ่งเป็นการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวปลอม 12% Youtube 6% Pantip 3% และอินสตาแกรม 1%

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.)

งานวิจัยพบความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งสมองกับการได้รับมลพิษขนาดเล็กทางอากาศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606864

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

งานวิจัยพบความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งสมองกับการได้รับมลพิษขนาดเล็กทางอากาศ

อนุภาคฝุ่นจิ๋วแต่ฤทธิ์ไม่จิ๋ว วารสารทางการแพทย์ Epidemiology ตีพิมพ์พิษสงร้ายของมลพิษทางอากาศ พบความเชื่อมโยงฝุ่นจิ๋วจากท่อรถยนต์กับมะเร็งสมองเป็นครั้งแรก

ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม็คกิลล์ ในเมืองมอนทรีอัล ประเทศแคนาดา ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Epidemiology พบความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งสมองกับการได้รับมลพิษขนาดเล็กทางอากาศเป็นครั้งแรก โดยพบว่าเพียงได้รับมลพิษทางอากาศขนาดเล็ก 10,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตร เป็นเวลา 1 ปี ทำให้มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งสมองเพิ่มขึ้นถึง 10%

การวิจัยครั้งนี้ติดตามเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครวัยผู้ใหญ่จำนวน 1.9 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในเมืองโตรอนโตและมอนทรีอัลของแคนาดาตั้งแต่ปี 1991-2016 โดยระดับอนุภาคขนาดเล็กจากมลพิษของทั้งสองเมืองนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 6,000-97,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งมีความหนาแน่นระดับเดียวกับเมืองใหญ่ๆ

ทีมวิจัยได้ข้อสรุปว่า ชาวเมืองที่อยู่ในพื้นที่ที่มีอนุภาคขนาดเล็ก 50,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตรขึ้นไปมีโอกาสเป็นมะเร็งสมองเพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับคนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีอนุภาคขนาดเล็ก 15,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมต

ทั้งนี้ มีการพบอนุภาคขนาดเล็กในมลพิษทางอากาศในสมองของมนุษย์ตั้งแต่ปี 2016 เพียงแต่ขณะนั้นยังไม่พบความเชื่อมโยงกับมะเร็งสมอง รวมทั้งยังมีงานวิจัยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาระบุว่ามลพิษทางอากาศอาจเข้าไปทำลายอวัยวะทุกชิ้นและเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายมนุษย์

นอกจากนี้ มลพิษทางอากาศยังส่งผลด้านอื่นกับสมอง อาทิ สติปัญญาลดลง สมองเสื่อม และปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่าประชากรโลกเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศราวปีละ 4.2 ล้านคน

Traveling the loneliest road #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30379718?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Traveling the loneliest road

Dec 22. 2019
Marlene Kennedy visits her husband at Emerald Nursing & Rehab in Cozad, Neb., more than 50 miles from their home in Broken Bow. Earl Kennedy, 88, has Parkinson's disease. MUST CREDIT: Washington Post photo by Michael S. Williamson

Marlene Kennedy visits her husband at Emerald Nursing & Rehab in Cozad, Neb., more than 50 miles from their home in Broken Bow. Earl Kennedy, 88, has Parkinson’s disease. MUST CREDIT: Washington Post photo by Michael S. Williamson
By The Washington Post · Eli Saslow 

 

282 Viewed

BROKEN BOW, Neb. – She had been waiting more than a week for the black ice to melt and the farm roads to clear, but Marlene Kennedy, 84, was unwilling to wait any longer.

Marlene Kennedy, left, and her daughter Deb Kennedy at Emerald Nursing & Rehab in Cozad, Neb., after visiting Marlene's husband and Deb's father, Earl Kennedy, a resident there. MUST CREDIT: Washington Post photo by Michael S. Williamson

Marlene Kennedy, left, and her daughter Deb Kennedy at Emerald Nursing & Rehab in Cozad, Neb., after visiting Marlene’s husband and Deb’s father, Earl Kennedy, a resident there. MUST CREDIT: Washington Post photo by Michael S. Williamson

+++

The family-owned Evans Feed in Broken Bow, Neb., is opposite the grocery store where Earl stocked shelves for 47 years. MUST CREDIT: Washington Post photo by Michael S. Williamson

The family-owned Evans Feed in Broken Bow, Neb., is opposite the grocery store where Earl stocked shelves for 47 years. MUST CREDIT: Washington Post photo by Michael S. Williamson

She changed into snow boots, tucked her heart medication into her purse, and stepped out to the porch. She held onto a railing with one hand and to her daughter with the other, inching down the frozen walkway toward her garage, trying not to think about her husband’s slip and fall, which had shattered his hip and eventually forced him into a nursing home located more than an hour away.

Marlene helps Earl play bingo at Emerald Nursing & Rehab, his new care home. She now faces long trips to see her husband. MUST CREDIT: Washington Post photo by Michael S. Williamson

Marlene helps Earl play bingo at Emerald Nursing & Rehab, his new care home. She now faces long trips to see her husband. MUST CREDIT: Washington Post photo by Michael S. Williamson

It had been 10 days since her last visit to see him, the longest they’d been apart in 63 years of marriage. He had Parkinson’s disease, which made it impossible for him to talk on the phone. She’d called the nursing staff for daily updates, and they said her husband seemed quiet, and he was losing his appetite.

“Why is it still so bad out here?” Marlene asked. Her feet skidded on the ice, and she wrapped her arm around her daughter’s shoulder as they moved closer to the car.

“Maybe it would be easier in a few hours, once the sun warms up,” said her daughter, Deb Kennedy, 51.

“No. I’m at the end of my rope already,” Marlene said. “Poor Earl’s probably wondering if we left him alone down there.”

In the first months after her husband’s fall, Marlene had helped Earl Kennedy move into a nursing home three minutes from their house in Broken Bow, a town of 3,000, close enough that she could visit him twice a day. But then that nursing home went bankrupt and closed in May, one of more than 260 rural nursing facilities across the country to shut down for financial reasons in the past three years, sending another family on a desperate search for the basic medical care that is disappearing from rural America.

Marlene tried to get Earl into the only other nursing home in Broken Bow, but that facility had managed to stay solvent in part by limiting the number of residents on Medicaid, as Earl was, because the federal program pays nursing homes in Nebraska about $40 less per day than the cost of providing care. The nursing homes in Ainsworth and Minden had already closed, and the one located next to a grain elevator in Callaway was running a waiting list. The best option Marlene could find was a shared room in the town of Cozad, more than 50 miles away down remote two-lane roads, and Marlene had been making the trip back and forth several times each week ever since.

This time, Deb had offered to drive her, and they rode away from the single-story house where Marlene and Earl had raised four children, and then past the grocery store where he had stocked shelves for 47 years. They continued beyond the feedlots on the outskirts of town, dense with cattle covering the hillsides. The road narrowed through a maze of cornfields. Frozen snow crunched beneath the tires and wind beat against the windows as they drove for miles without seeing another car.

“There’s a dip coming up here,” Marlene told her daughter, as the road climbed over a frozen creek.

“Where? I don’t see it.”

“Believe me. It’s there,” she said. “I’ve done this enough to know.”

She and Earl had rarely traveled outside of Nebraska, and they’d never been on an airplane. Many of their trips together in recent years had been medical trips, the escalating cost of a life spent in rural America, which in the past decade has lost at least 250 maternity wards, 115 hospitals, 3,500 primary care doctors, 2,000 medical specialists and hundreds of nursing homes. Marlene and Earl had traveled together to Lincoln for a heart operation, Kearney for an ankle, Grand Island for a hip, Omaha for corneal transplants, and then finally to Cozad in the back of a nursing home transport van for what Marlene feared would be Earl’s final trip. He was almost 88, and he could no longer walk or eat solid foods. Marlene had already paid for their adjacent cemetery plots in Broken Bow, where Earl had spent his entire adult life, but there was no place left in town where he could live safely until he died.

Deb slowed to pass a tractor. Marlene waved to the driver and then stared out the window, where rolling hills went on for miles. The prairie was empty except for hay bales and a few pieces of farming equipment left out in the snow.

“You all right?” Deb asked. “You seem quiet.”

“This drive always feels long,” Marlene said. “You spend your whole life tied up right next to somebody, and then you don’t get to be there for the hardest parts. It doesn’t seem natural.”

“You didn’t have a choice,” Deb said.

“No, but that doesn’t stop me from worrying about him,” Marlene said, because that was what she’d been doing for much of the past week and a half as she waited for the weather to improve. She’d worried that Earl’s bed was pressed too close to the window on subfreezing nights, and that the khakis she’d bought for him to wear weren’t thick enough, and that he was losing too much weight to keep himself warm, and that if he wasn’t warm he wouldn’t be able to sleep. She’d worried about what he might be doing if he wasn’t sleeping, since his eyesight made it difficult for him to read or watch TV or do much of anything except move back and forth from his bed to his wheelchair, in which case 10 days might have felt to him like forever. She’d worried he felt confused by her absence, or upset, or scared, or even abandoned.

“I’d be with him every day if I could,” Marlene said. “He knows that, right?”

“Of course. He knows we all want to be there,” Deb said. She drove by a large grain elevator and turned into the town of Cozad, parking in front of a small nursing home. She opened the passenger door and reached down to help her mother out of the car. “I bet you’ll feel better once you get a chance to visit with him,” she said.

“I don’t like being a visitor,” Marlene said. “I’m not a visitor to him.”

– – –

They walked down a tiled hallway with fluorescent lighting to a small room with an American flag taped beside the door. Marlene stepped into the front half of the room, which for the past 15 years had belonged to Earl’s new roommate, Oscar. He waved from his wheelchair, and then Marlene pulled back a curtain to reveal the back half of the room, where Earl was in the same position as she’d last seen him, 10 days earlier. He sat in his wheelchair with his body bent over to the right, wearing a baseball cap on his head and a kerchief to protect his shirt. He faced a TV that wasn’t on and a window with a view of snow-covered recycling bins. Marlene put her hand on his shoulder and leaned down to kiss his forehead.

“I missed you, Earl,” she said. “I missed you so bad I couldn’t stand it.”

He smiled at her and nodded. He reached over to his bed and picked up a holiday card he’d received from one of their great-grandchildren. He’d shown it to Marlene on her last visit, and now he handed it to her again.

“Isn’t that something,” she said, rubbing his back, pulling over a chair until it was pressed right up against his. She set the card down and rested her head against his shoulder.

“I missed you, Earl,” she said again. “Did you miss me?”

“Well,” he said. His lips tried to form more words, but they wouldn’t come. He’d been working with a speech therapist to fight back the advance of Parkinson’s and maintain his ability to eat, swallow and speak, but lately Marlene thought he had fewer good days than bad. She leaned in and tried to read his lips, smiling at him, waiting for him to talk as she rubbed his shoulders. His mind was still sharp, and some days his sentences came more easily as time went along. She believed the kind and respectful thing to do was to stay patient and wait through the silence, until after a few moments of watching Earl struggle, she decided the kinder thing was to break it.

“I wanted to come just about every day, but this weather had other ideas,” she told him. “You missed me, though, Earl. Didn’t you?”

“Well,” he said again. He smiled and reached over to wrap his arm around her shoulder.

“Yeah, I knew it,” she said. “You missed me. And what all did I miss here?”

“Well, the usual,” he said, beginning to find his voice. He pointed out toward the weekly schedule that was posted on the wall: a resident social hour at 8 a.m., three pureed meals in the cafeteria each day, bingo on Wednesdays and Fridays, Bible study on Tuesdays, “Wheel of Fortune” in the community room each night. Five residents had died in the past few weeks, and each time the nursing staff had made up the bed with a red rose and a copy of the same poem on the pillow: “I am home in heaven, dear ones; Oh so happy and so bright!”

“I suppose you didn’t miss much,” Earl said. “Life in a rest home. We rest.”

Marlene laughed. “You never were much of a complainer,” she said.

“No,” he said. “I guess not.”

They sat together holding hands as Marlene straightened Earl’s hat and smoothed the wrinkles out of his khakis. Sometimes during their visits, she took him into the cafeteria to play board games or read to him aloud from Philippians, but they spent most of their time together in silence.

“I like sitting with you like this,” Earl said.

His half of the room was barely large enough to fit a bed, a chair, and a handful of mementos. There were photos on the wall of his friends, his grandchildren, and his great-grandchildren, many of whom lived near Broken Bow and were too far away from Cozad to make regular visits. There was a prayer book from the country church where he’d met Marlene in 1954, and a few awards from the grocery store where he’d started out making $60 a week and then stayed on for nearly five decades.

“A life lived right,” read one of those employee plaques, which the store had given to him to commemorate his retirement at age 76, and Earl believed that declaration to be true. He’d raised four successful children, taught Sunday school, worked at the store six days each week, and come home most afternoons to eat lunch with Marlene. Their family had never earned more than $35,000 in a year, but somehow they had managed to send the children to college, stay out of debt, pay off their house, and even build up some savings – most of which had vanished in less than two years to pay for Earl’s nursing care in Broken Bow.

After that he was forced to rely on Medicaid, which meant that like most rural Nebraskans, he was dependent on a nursing system that was collapsing and scattering the poorest residents across the plains. Some of his friends from the home in Broken Bow had ended up in Omaha, Wyoming or North Dakota, and Earl had been moved out of a town where he knew almost everybody to a place where he knew almost nobody, and where the one constant was Marlene.

“It’s getting to be that time,” she said, as she looked out the window. They’d been sitting together for a few hours. The sun dipped down toward the cornfields, and the wind picked up and started whipping snow off the ground. Soon it would be dusk, when the roads started to refreeze and deer began to dart across the prairie.

“You should go,” Earl said. “I’m okay.”

“Another minute,” she said. She held his hand, and she thought she could feel it beginning to shake. She’d noticed that sometimes his Parkinson’s symptoms seemed to worsen at the end of their visits. “I’ll be back soon,” she said. “The weather coming up looks pretty good.”

“When you can,” he said. “I’ll be all right.”

“Soon,” she said again.

“Well,” he said. He patted her arm. He tried to say something more, but his hands were shaking harder now, and the words weren’t coming. Marlene leaned in and waited, watching his lips. “I’m okay,” he said again. “It’s okay,” he said, until finally Marlene squeezed his hand, forced herself up, and started walking out toward the car.

– – –

Earl watched out the window as the sky turned dark. His room was quiet, but in the hallway he could hear the sounds of oxygen machines and beeping call lights. Nurses wheeled residents into the cafeteria for bingo, and the food staff prepared creamy potatoes for dinner.

By all appearances, the nursing home was a place of routine and stability, but in fact it was facing the same financial pressures that had shut down 31 nursing homes in Nebraska in the past several years. A few months before, it had come within days of being the 32nd, after failing to meet payroll and making plans to transfer all 65 residents. The facility had been rescued out of bankruptcy at the last moment by a new ownership group from New York, and now the staff was trying help the nursing home save money however it could.

Lately, one strategy involved making trips to the shuttered nursing home in Broken Bow to salvage whatever supplies were left inside.

“I’ll be back in a few hours,” said Kiley Goff, the head administrator in Cozad, as she left a staff meeting and walked out to her truck to make her fourth trip to Broken Bow in the past month. Her bosses had purchased the building there, given her a key and allowed her to take whatever she needed for the nursing home in Cozad, which turned out to be almost everything. Their facility was almost 70 years old, and some of the rooms still had hand-crank medical beds. For one of her trips to Broken Bow, she’d rented a U-Haul and hired teenagers on the local high school wrestling team to help her load it with a dozen electric beds, a few couches, a washer and dryer, wooden doors, a bathtub, a fireplace, wall art and hundreds of pounds of linens.

This time she was hoping to find water pitchers, dishware and holiday decorations. “Any little thing we find is something we don’t have to buy,” she said.

She was a trained speech pathologist who had recently switched to management, and she’d spent the past year learning the difficult math of nursing home finances. The Medicaid reimbursement rate in Nebraska and most other states had stayed relatively flat for the past several years, even as medical costs rose by more than 20 percent. Her nursing home in Cozad received $152 per day for each Medicaid resident, far short of the $200-per-day cost of providing care. To make up for that loss, nursing homes typically charged much higher rates for people paying with their own money, a strategy that worked in urban areas where about half of residents could afford to pay out of pocket. But in rural Nebraska, only 35 percent of nursing home residents had money to pay for their own care, and in Cozad, it was less than 20 percent.

The result was that urban nursing homes had been able to remain relatively stable even as care disappeared from disproportionately older, poorer and rural areas of the country, where an elderly population that was projected to double in size over the next 20 years would have fewer places to go.

Goff drove by the feedlots on the edge of Broken Bow, stopped at the railroads tracks for a passing coal train, and then parked at a low-slung building across from a hardware store. Snow piled against the doorway and a broken-down medical van sat out front. She pushed open the front door and light streamed into the building. She could see down a long hallway, where medical lights flashed red against the walls and a broken fire alarm kept going off.

The nursing home had emptied out within just a few weeks in May once the closing was announced, as 46 residents and 65 staff members scrambled for places to go, but everything else had remained inside. There were wheelchairs in the front lobby, Bibles left open in the chapel, and plastic Easter eggs scattered in the hall. Goff grabbed an empty plastic bin from the front closet and started walking through the facility, opening closets and drawers to look for holiday decorations she could use in Cozad.

She found a stuffed Santa and some holiday lights in a closet. She went through the physical therapy room, the beauty parlor, and then into the secure memory care wing. “A Safe and Happy Forever Home,” read a framed cross-stitch near the entrance to what had once been the area for residents with Alzheimer’s or dementia, who tended to thrive on consistency, and who had since been uprooted to places all over Nebraska without understanding where or why.

Goff found a small Christmas tree in a closet and a package of unopened tablecloths in the cafeteria. Her phone rang, and she set down her bin to answer.

It was one of her staff members in Cozad, wanting to know when she’d be back. “I’m almost done,” she said. “It always feels weird in here.”

She pressed the phone to her ear, carried the bin of decorations out to her truck, and locked the nursing home’s front door.

“There’s still so much good stuff wasting away in here,” she told her employee. “We’ll need to come back with the trailer.”

– –

A three-minute drive away, in a house at the center of Broken Bow, Marlene was sorting through her own belongings, trying to compile the story of her last 63 years with Earl, just in case. She wanted to pick out photos for his funeral program. She wanted to be prepared with a eulogy. She needed to call their bank and switch all of their joint accounts into her name.

“You’re smart to prepare early,” a banker was telling her now, on the phone. “This way you can do some of it together.”

“Actually, he’s not here,” she said. “It’s just me.”

The walls of her living room were decorated with photos of the grandchildren whom Marlene sometimes felt guilty visiting without Earl, and mementos from the church she didn’t like attending without him, and plaques from the grocery store where she still sometimes expected to see him when she shopped. One picture showed Earl at his retirement celebration, when some former co-workers came back from out of state and the store offered free cake to the entire town. A few hundred people had come through the store that day to say goodbye. “A small town turns out to support one of its own,” read one local news story about that day, but on this day, Marlene was thinking about the things Broken Bow could no longer support, and the closed nursing home, and all of the people Earl was no longer able to see. Aside from their family, she thought he’d had two visitors in the past six months.

She turned on the TV to check the weather report. She put her heart medication into her purse. She inched down the driveway and into their 20-year-old car.

Earl had usually been the one who drove during their marriage, but Marlene had put 14,000 miles on the car in the past several months. She drove out of Broken Bow and past the feedlots on the edge of town. She turned through the cornfields. She went over the frozen creek. She slowed for the dip. She waved to a tractor. She went by the grain elevator. She looked out the front windshield at the rolling prairie and counted off the long miles, until she was parked in front of the nursing home and walking into Earl’s room.

She saw him looking out the window and waiting in his chair, where she’d left him a few days earlier and would soon have to leave him again.

“I’m here,” she said, putting her arm on his shoulder. “I’ll stay for as long as I can.”