10 พฤติกรรมสุขภาพน่าจับตา สาเหตุพาคนไทยป่วยในปี 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609693

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

10 พฤติกรรมสุขภาพน่าจับตา สาเหตุพาคนไทยป่วยในปี 2563

สสส.เปิด 10 พฤติกรรมสุขภาพคนไทยน่าจับตาในปี 2563 อาทิ ซึมเศร้า-ภัยคุกคามออนไลน์-‘กัญชา’ เมื่อเป็น ‘ยา’ รักษาโรค-Fake News สุขภาพ-PM2.5 หมอกควัน รวมทั้งปัญหารายวันที่น่าเป็นห่วงและส่งผลพวงด้านสุขภาพของคนไทยในปีที่ใกล้จะถึงนี้

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ร่วมกับแผนงานสนับสนุนการบริหารจัดการข้อมูลและเทคโนโลยีสร้างเสริมสุขภาพ สำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ บริษัทไวซ์ไซท์ ประเทศไทย และภาคีเครือข่ายทางวิชาการ จัดเวที Thaihealth Watch จับตา 10 ประเด็นพฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 2563 ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. เผย 10 ประเด็นพฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 2563 มีประเด็นที่น่าจับตาดังนี้

ในกลุ่มวัยเด็กและเยาวชน

1.”แค่เครียด หรือซึมเศร้า”

ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ปี 2562 พบว่า ทุก 1 ชั่วโมงจะมีคนพยายามฆ่าตัวตาย 6 ราย โดยมีกลุ่มเด็กเยาวชนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จถึงปีละ 300 ราย และยังพบแนวโน้มการเข้ารับคำปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น สิ่งที่น่าสนใจจากการกระแสบนโลกออนไลน์พบว่า สาเหตุที่ทำวัยรุ่นเครียด อันดับ 1 มาจากปัญหาความสัมพันธ์โดยเฉพาะครอบครัว ตามด้วยเรื่องหน้าที่การงาน การถูกกลั่นแกล้ง และความรุนแรง ซึ่งช่วงเวลาที่วัยรุ่นโพสต์ข้อความอยากฆ่าตัวตายมากที่สุดในสื่อทวิตเตอร์คือ วันอังคาร 4 ทุ่ม และวันศุกร์ 1 ทุ่ม หากช้อนความรู้สึกได้ทันจะสามารถลดความเสี่ยงจากการคิดสั้นได้ถึง 50%

2.”ภัยคุกคามออนไลน์ ยิ่งเสพติดออนไลน์ ยิ่งเสี่ยงสูง”

เด็กเยาวชนยุค Gen Z ใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 10.22 ชั่วโมง ผลสำรวจของ COPAT ร่วมกับมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ในปี 62 พบว่า เด็ก 31% เคยถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ 74% เคยพบเห็นสื่อลามกอนาจารทางออนไลน์ และ 25% เคยนัดเพื่อนที่รู้จักในออนไลน์ ซึ่งผลวิจัยพบว่า เด็กที่ใช้เวลากับโลกออนไลน์มากยิ่งเสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งและเป็นผู้กลั่นแกล้งทางออนไลน์ถึง 3 เท่า ดังนั้นสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวและการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลจะช่วยป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง

3.ทางเลือก-ทางรอดของ ‘เด็กและวัยรุ่น’ ในการเดินทาง 

แม้แนวโน้มการใส่หมวกกันน็อกจะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึง 50% โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นมีแนวโน้มใส่หมวกกันน็อกลดลงจาก 32% ในปี 2553 เหลือเพียง 22% ในปี 2561 ขณะที่เด็กเล็ก 92% ไม่ใส่หมวกกันน็อก และยังพบแนวโน้มการบาดเจ็บและเสียชีวิตในกลุ่มเด็กเยาวชนจากมอเตอร์ไซด์เคลื่อนย้ายจากภาคที่มีรายได้สูงไปยังภาคที่มีรายได้ต่ำกว่า ในปี 2563 สสส.ร่วมกับภาคีเครือข่ายทำงานโดยลงลึกใน 283 อำเภอกลุ่มเสี่ยง ซึ่งครอบคลุมการเสียชีวิตถึง 81%

4.”กลัวท้องมากกว่าติดโรค”

อัตราคลอดของแม่วัยรุ่นลดลงแต่อัตราการติดโรคทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว โดยเฉพาะโรคซิฟิลิสและหนองใน สาเหตุสำคัญคือไม่ใส่ถุงยางทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในปี 2561 พบว่า นักเรียน ม.5 และ ปวช. 2 เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับแฟนมีการใช้ถุงยางทุกครั้งไม่ถึง 50% ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ใช้ถุงยาง 100% ทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับพนักงานบริการ หญิงหรือผู้ชายอื่น เหตุผลที่วัยรุ่นไม่ใช้ถุงยางเมื่อเจาะลึกในโลกออนไลน์คือ ถุงยางราคาแพง อายไม่กล้าซื้อ ใช้วิธีอื่น เช่น ฝังยาคุม ดังนั้นเพื่อลดการติดโรค สสส.จึงร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ผลักดันให้ปี 2563 คนไทย 90% ต้องเข้าถึงถุงยางอนามัย

5.”E-sport เส้นแบ่งระหว่างติดเกม และนักกีฬามืออาชีพ”

กลายเป็น 1 ใน 5 อาชีพในฝันของเด็กไทย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็น proplayerได้ การศึกษาพบว่า วินัยและการแบ่งเวลาเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างนักกีฬามืออาชีพกับเด็กติดเกม นอกจากนี้ยังพบการพนันออนไลน์ที่แฝงมาพร้อมกับการแข่งขัน

ในกลุ่มวัยทำงาน

6.”พฤติกรรมกิน อยู่ อย่างไทย”

เนื่องจากการเสียชีวิต 3 อันดับแรกของคนไทยยังคงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างโรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน หัวใจขาดเลือด พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรค ผลการสำรวจ Top Post อาหารยอดนิยมในโลกออนไลน์ในปีที่ผ่านมาพบว่า รสเผ็ดและหวานยังคงเป็นรสชาติยอดนิยมของคนไทย วัยทำงานเน้นอาหารรสจัด วัยรุ่นเน้นที่รูปลักษณ์ ขณะที่เด็ก คนโสด คนทำงานบริษัทกินผักน้อยที่สุด เพื่อปรับพฤติกรรมการกิน สสส.จึงรณรงค์เพื่อปรับพฤติกรรมการกิน รวมถึงการทำงานเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงอาหารสุขภาพมากยิ่งขึ้น

7.”กัญชาเมื่อใช้เป็นยารักษาโรค”

หลังจากที่กัญชาได้รับการปลดล็อคอนุญาตให้ใช้ทางการแพทย์เพื่อการรักษาผู้ป่วย โรคที่กรมการแพทย์ประกาศรับรองว่าสามารถใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์มีเพียง 4 โรค คือ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด โรคลมชักที่รักษายากและโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และภาวะปวดประสาท ขณะที่โลกออนไลน์ที่ระบุถึงสรรพคุณในการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคไปไกลมากกว่าที่ได้มีการรับรอง ขณะที่งานวิจัยเรื่องกัญชายังมีอีกจำนวนมากจึงต้องมีการศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

ในกลุ่มผู้สูงอายุ

8.”Fake News สุขภาพ ชัวร์หรือมั่ว เชื่อได้หรือไม่” จากการสำรวจบนโลกออนไลน์พบว่า 5 ข่าวปลอมสุขภาพที่มียอดแชร์มากที่สุดคือ อังกาบหนูรักษามะเร็ง น้ำมันกัญชารักษามะเร็ง หนานเฉาเว่ยสารพัดโรค บัตรพลังงานรักษาสารพัดโรค ความฉลาดของลูกได้จากแม่มากกว่าพ่อ เพจที่เผยแพร่ข่าวปลอมแล้วได้รับยอดแชร์มากที่สุดส่วนมากเป็นเพจที่ตั้งชื่อเป็นสำนักข่าว แต่ไม่ใช่สื่อหลัก ส่วนเพจที่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวปลอมและได้รับยอดแชร์มากที่สุด เป็นเพจสำนักข่าวเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้น หมอแล็บแพนด้า ที่ไม่ใช่เพจสำนักข่าว แต่ได้รับยอดแชร์มากที่สุด

ปัจจัยทางสังคม สิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อสุขภาพ

9.”ชีวิตติดฝุ่นอันตราย PM 2.5 และหมอกควัน”

เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 5 ของประชากรโลกในปี 2558 องค์การอนามัยโลกประกาศให้ในปี 2559 ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศ 7 ล้านคน ซึ่ง 91% เกิดในประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้และแปซิฟิกตะวันตก หากดูจากค่าความเข้มของฝุ่น PM 2.5 ใน กทม.ย้อนหลังจะพบแนวโน้มฝุ่นพิษเกิดขึ้นในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. ซึ่งเด็กและผู้สูงอายุจัดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง จึงร่วมกับเครือข่ายอากาศสะอาดประเทศไทยจัดทำข้อเสนvแนะในการจัดการฝุ่นตั้งแต่ต้นทางทั้งเขตเมือง ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม

10.”ขยะอาหาร อาหารส่วนเกิน”

คนไทยสร้างขยะอินทรีย์ที่บางส่วนเป็นขยะอาหารเฉลี่ยปีละ 254 กิโลกรัมเป็นอย่างน้อย มากกว่าชาวฝรั่งเศส 30% และมากกว่าชาวอเมริกัน 40% ขณะที่การจัดการขยะจากงานวิจัยของทีดีอาร์ไอพบว่า การกำจัด โดยการเผา ฝังกลบ เป็นวิธีการที่หลายประเทศแนะนำให้ทำน้อยที่สุด ขณะที่ประเทศไทยใช้วิธีการนี้มากที่สุด ดังนั้นภาครัฐ ในระดับนโยบายควรสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการลดขยะอาหารและการนำอาหารที่ต้องทิ้งไปใช้ประโยชน์อื่นหรือนำไปบริจาคแทนการฝังกลบ

นางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. กล่าวว่า Thaihealth Watch จับตา 10 ประเด็นพฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 2563 มีที่มาจากการเชื่อมโยงองค์ความรู้ใน 3 ส่วน ประกอบด้วย สถานการณ์สถิติสุขภาพ (Situation) ซึ่งมาจากแนวโน้มการสูญเสียปีสุขภาวะจากรายงานภาระโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทย รายงานสถานการณ์สุภาพคนไทย และสถานการณ์สถิติสุขภาพที่เกี่ยวข้อง จับกระแสความสนใจที่มีการพูดถึงในสังคมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในรอบ 1 ปี (Social Trend) เพื่อศึกษาแนวโน้มความสนใจของคนในสังคม รวมทั้งเจาะลึกถึงพฤติกรรมของคนไทยในแต่ละประเด็น และ ข้อแนะนำที่มีต่อประเด็นทางสุขภาพจากการทำงานของ สสส. (Solution) ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งหลังจากนี้ สสส. จะนำเสนอตัวอย่างรูปธรรมที่เกี่ยวข้องกับ 10 ประเด็นเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง

 

ภาพ Freepik

ไม่ใช่แค่สารเคมีในสมองที่ทำให้ ‘ซึมเศร้า’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609707

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2562 เวลา 17:07 น.

ไม่ใช่แค่สารเคมีในสมองที่ทำให้ ‘ซึมเศร้า’

จิตแพทย์เผยสาเหตุของโรคซึมเศร้า นอกจากจะเกิดจากสารเคมีในสมอง หรือเป็นเรื่องทางกรรมพันธุ์ ยังมี 5 ปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า

ปัจจุบันการฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของชาวโลก แต่ละปีมีคนเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายราว 800,000 คน และยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 2 ในกลุ่มคนอายุ 15-29 ปี สำหรับประเทศไทย กรมสุขภาพจิต เผยว่า ภาพรวมอัตราการฆ่าตัวตายของทั้งประเทศอยู่ที่ 6.32 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในปีที่แล้วมีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จ 4,137 คน เป็นชาย 3,327 คน หรือร้อยละ 80 และเป็นหญิง 810 คน ร้อยละ 20 ซึ่งเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 4 เท่า

ล่าสุดหลังจากทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นคว้าวิจัยมากว่า 2 ทศวรรษ โดยทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานของสมองถึง 131 ครั้ง ในกลุ่มอาสาสมัครกว่า 12,000 คน ก็พบเครือข่ายภายในสมอง 2 ตัวที่ทำให้คนเราคิดและลงมือจบชีวิตตัวเอง ซึ่งเครือข่ายสมอง 2 เครือข่ายนี้อยู่บริเวณสมองส่วนหน้าที่เรียกว่า “กลีบสมองส่วนหน้าที่ตรงกลางและด้านข้าง” ที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนนี้ทำให้เกิดความคิดในแง่ลบ และเครือข่ายที่ 2 “คอร์เท็กซ์ส่วนหน้าด้านล่างและรอยนูนกลีบหน้าผากส่วนหน้าด้านล่าง” ที่มีหน้าที่ในการตัดสินใจและควบคุมพฤติกรรม โดยการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนนี้มีผลต่อการพยายามฆ่าตัวตาย

แม้จะมีข้อมูลมากมายบอกว่าสาเหตุของโรคซึมเศร้าเกิดจากสารเคมีในสมอง หรือเป็นเรื่องทางกรรมพันธุ์ นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอดีตผู้ทรงคุณวุฒิจากกรมสุขภาพจิต สะท้อนว่า ยังมีอีก 5 ปัจจัยภายนอกที่จะทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้

1.ความสัมพันธ์ห่างไกลกันมากขึ้น วิถีชีวิตของความเป็นเมือง บ้านเดียวกันต่างมีหน้าจอของตัวเอง ทำให้คนเกิดความรู้สึกเหงา ซึ่งความเหงาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคซึมเศร้า ขณะที่โรคซึมเศร้าก็ทำให้เกิดอาการเหงาเช่นเดียวกัน

2.ค่านิยมการทำงานที่เปลี่ยนไป ทำให้ความรู้สึกภูมิใจในตัวเองลดลง กรณีเด็กและเยาวชนมีความรู้สึกว่าคุณค่าในตัวเองหายไป คนจบปริญญาโทจำนวนมากที่ไม่พร้อมไปทำงาน พร้อมกับความรู้สึกไม่ภูมิใจในตัวเอง ไม่เชื่อมั่น ตำแหน่งงานใหม่ที่เกิดขึ้นก็ได้คนไม่ตรงทักษะ เรามีคนตกงานจำนวนมาก ขณะที่ยังมีตำแหน่งงานว่างเพราะทักษะไม่ตรงกับที่ตลาดแรงงานต้องการ รวมถึงความรู้สึกเปรียบเทียบกับคนอื่นในสื่อโซเซียล ทำให้ภูมิใจในตัวเองน้อยลง

3.วิถีชีวิตห่างไกลจากธรรมชาติ การกิน การนอน การออกกำลังกายเปลี่ยนไปจากเดิม ส่งผลต่อระบบชีวภาพของร่างกาย มีงานวิจัยพบว่า จุลินทรีย์ในลำไส้สัมพันธ์กับโรคซึมเศร้า การกินยาปฏิชีวนะต้านเชื้อจุลินทรีย์บ่อยๆ จะส่งผลอย่างมาก4.ขาด Mindset ในการจัดการปัญหา ไม่ถูกฝึกทักษะทางความคิดและแก้ปัญหาเชิงรุก เช่น การฝึกคิดแง่บวกบ่อยๆ ว่า ทุกปัญหาจะต้องมีทางออกในที่สุด และเมื่อเราแก้ปัญหานั้นได้แล้ว เราจะเก่งขึ้น เชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น

5.การมีปมค้างในใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งสุด เกิดขึ้นในระดับบุคคลในครอบครัว เมื่อเกิดผลกระทบจากสังคม ขณะที่ครอบครัวก็ขาดความอบอุ่น ทั้งการดุด่า ละเลย ไม่มีเวลาให้ ล้วนเป็นปมค้างใจในเด็ก และส่งผลเปราะบางทางอารมณ์ รวมถึงเด็กบางคนถูกละเมิดทางเพศ หรือที่บ้านทะเลาะกัน ความรุนแรงจะกระทบที่เด็ก ความทรงจำที่ค้างในใจจะดึงเด็กเหล่านี้เข้าสู่อาการซึมเศร้าวิธีสังเกตุคือ การมีความทรงจำทางลบในเหตุการณ์และประเด็นที่ยังไม่ถูกคลี่คลาย

 

ภาพ Freepik

ตั้งเป้าสุขภาพดีรับปีใหม่ ทำได้แน่ แค่ต้องเปลี่ยน!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609441

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 08:04 น.

ตั้งเป้าสุขภาพดีรับปีใหม่ ทำได้แน่ แค่ต้องเปลี่ยน!!

อ.สง่า ดามาพงษ์ แนะนำเทคนิคดีๆ ที่ทำได้จริง ช่วยปรับเปลี่ยนนิสัยการกิน เริ่มต้นสร้างสุขภาพที่ดีกว่าในปีที่ผ่านมา

ปีใหม่ทุกปี มักเป็นช่วงที่หลายคนใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ ทำอะไรใหม่ๆ ด้วยการหันมาดูแลตัวเองอย่างถูกต้องมากขึ้น เช่น ลดน้ำหนัก กินอาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกายลดพุง แต่ความตั้งใจเหล่านี้มักจะถูกลืมไป หลังผ่านวันปีใหม่ไปได้ไม่นาน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีข้อแนะนำดีๆ และทำได้จริง ที่จะช่วยปรับเปลี่ยนนิสัยการกินของคุณให้มีสุขภาพที่ดีกว่าในปีที่ผ่านมา จาก อ.สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงคุณวุฒิด้านโภชนาการ ของ สสส. ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูพร้อมกัน

ลองย้อนทบทวนตัวเอง

อ.สง่า เริ่มต้นชวนคิดว่าอยากให้มองย้อนกลับไปก่อน 12 เดือนที่ผ่านมาว่า สุขภาพของตัวเองเป็นอย่างไร

  • “น้ำหนัก” เพิ่มขึ้นหรือไม่?
  • ผอมลงหรือไม่?
  • “ไปหาหมอกี่ครั้ง”?
  • เป็นหวัดกี่หน?
  • “ปวดท้อง” “ท้องเสีย” กี่ครั้ง?
  • เจ็บป่วยบ่อยหรือเปล่า ซื้อยากินหรือไม่?

เราเปลืองเงินกับค่ารักษาพยาบาลไปมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ขอให้สำรวจสุขภาพของตัวเองก่อน เป็นอันดับแรก

ทานเพลินเกินห้ามใจ – เมินออกกำลัง

ต่อมาให้ลองสำรวจกลับไปอีกว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เราได้ “ออกกำลังกาย” เป็นประจำหรือไม่? ออกๆ หยุดๆ หรือไม่ได้ออกเลย เอาแต่นั่งๆ นอนๆ อย่างเดียว

และในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา เรา “กินตามใจปาก” หรือไม่? กินถูกหลักโภชนาการ “ครบ 5 หมู่” หรือไม่ กินรสชาติ “หวานจัด มันจัด เค็มจัด” หรือไม่ เรา “กินผักผลไม้” เพียงพอหรือไม่?

ลองสำรวจเพิ่มว่า เราเป็นคน “ติดหวาน”  หรือไม่? เรากินกาแฟเย็นมากเกินไปหรือเปล่า กินน้ำอัดลม กินขนมกรุบกรอบบ่อยหรือไม่?

บริหารอารมณ์–ไม่เครียดกับทุกเรื่อง

เรื่องต่อมา ขอให้สำรวจเรื่อง “อารมณ์” ว่า ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา เรามีอะไรที่มากระทบจิตใจในเชิงลบ มากน้อยแค่ไหนอย่างไร ทำให้หงุดหงิด ทำให้กังวล ทำให้โกรธ ทำให้ไม่สบายใจ มีหลายเรื่องหรือไม่? แล้วเราสลัด “ความเครียด” ออกได้เร็วหรือไม่ หรือว่าเก็บมันไว้ในใจ เราสามารถขจัดออกได้กี่เรื่อง และไม่ได้กี่เรื่อง?

ในรอบปีที่ผ่านมา “สูบบุหรี่” มากน้อยแค่ไหนอย่างไร? “ดื่มสุรา” จนติดเป็นนิสัยเลยใช่หรือไม่ และได้ “พักผ่อน” เพียงพอรึเปล่า นอนถึง 6 ชั่วโมงหรือไม่?

ทั้งหมดนี้เราต้องกลับไปดูภาพรวมตัวเองในปีที่ผ่านมา เพื่อจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และวางแผนสู่การมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

สร้างจุดเปลี่ยนสุขภาพให้ดีกว่าเดิม

อ.สง่า อธิบายต่อว่า ถ้าสำรวจแล้วพบว่า รอบปีที่ผ่านมาพฤติกรรม “แย่มาก” ไม่เคยออกกำลังกาย กินสะเปะสะปะ คุณจงเริ่มเอาวันที่ 31 ธันวาคม หรือวันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนชีวิตใหม่   ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองวันนี้ จะเกิดอะไรขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า สุขภาพจะย่ำแย่ลงตามอายุ ที่เพิ่มมากขึ้นใช่หรือไม่

ดังนั้น ขอให้เริ่มจากการระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน เริ่มในช่วงเทศกาลปีใหม่ได้ยิ่งดี เพื่อปูพื้นฐานไปสู่พฤติกรรมการกินที่ถูกต้อง ไปตลอดทั้ง 12 เดือนข้างหน้า

ระวังอาหารที่มีแคลอรีสูงมาก

ช่วงปีใหม่เป็นเทศกาลแห่งการกินเลี้ยง กินเค้กปีใหม่ อาหารส่วนใหญ่มักจะมีความมันจัด หวานจัดและเค็มจัด มีโปรตีนสูง ผักน้อย ดังนั้นถ้าเราจะฝึกพฤติกรรมการกิน ก็ควรจะระมัดระวัง “อาหารที่มีแคลอรี่สูง”  เพราะอาจทำให้อ้วนแบบไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว หรืออาหารหวาน  ดังนั้น ก่อนทานอาหารควรคำนึงถึงปริมาณแคลอรี่ให้มากๆ

กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในทุกมื้อ

สำหรับเทคนิคการเลือกกินอาหารในงานเลี้ยง ประกอบไปด้วย

  • “สารอาหารจะต้องครบ 5 หมู่” จะไปกินเฉพาะเนื้อสัตว์อย่างเดียวไม่ได้ อาหารทุกมื้อในช่วงงานเลี้ยงต้องครบ 5 หมู่
  • “รสชาติของอาหาร จะต้องไม่หวานจัด มันจัด เค็มจัด” ซึ่งบอกไม่ได้ว่าเป็นเมนูอะไร คุณต้องไปตัดสินใจกันเอาเอง
  • “หลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด ๆ  ผัด ๆ”
  • “เลือกกินอาหารประเภทต้ม, แกง, อบ, นึ่ง, ย่างและปิ้ง”  แต่ต้องระวังอย่าให้ไหม้เกรียม
  • “ระวังอาหารหวาน” ไม่ได้ห้ามกินแต่อย่ามากจนเกินไป กินแต่พอดี เค้กกินต่อไปแต่ชิ้นอาจจะบางลง

ฝึกกินผักผลไม้ให้เป็นนิสัย

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ในการปูพื้นฐานเรื่องการกินให้ดีต่อสุขภาพ ในช่วงงานเลี้ยงปีใหม่ คือ “เริ่มต้นการกินผักให้มากขึ้น” โดยอาจจะมาในรูปของผักสลัด ผักที่อยู่ในแกง หรือผักที่อยู่ในน้ำพริก อยู่ในส้มตำ หรืออยู่ในยำผัก หรือเมนูอะไรก็แล้วแต่ “อาหารปีใหม่ต้องมีผักให้ได้” และ “ฝึกตัวเองกินผลไม้ หลังจากการกินข้าว”  ไม่ใช่กินข้าวเสร็จแล้วไปหาขนมหวานกินต่อ ดังนั้น ควรมีผลไม้วางอยู่บนโต๊ะงานเลี้ยงด้วยเสมอ

เลิกเหล้าบุหรี่-จุดเปลี่ยนชีวิตใหม่

ในงานเลี้ยงมักจะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าคุณไม่กินเลย จะถือเป็นการวางพื้นฐานชีวิตใหม่ให้กับตัวเอง และถ้าถือโอกาสช่วงปีใหม่ทั้งที “เลิกเหล้าเลิกบุหรี่” ไปเลย ก็นับเป็นของขวัญอันล้ำค่าของชีวิตเลยทีเดียว

ของขวัญที่เราควรมอบให้กับตัวเอง ไม่ใช่แก้วแหวนเงินทอง เสื้อผ้าหรือของขวัญที่มีราคาแพง แต่เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ตามหลัก  “3 อ. 2 ส. และ 1 พ.”  คือ อาหาร, อารมณ์, ออกกำลังกาย, ไม่ดื่มสุรา, ไม่สูบบุหรี่ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ดีขึ้น เป็นของขวัญแห่งชีวิตที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเงินตรา

เปลี่ยนทัศนคติอยากมีสุขภาพที่ดี

อ.สง่า แนะนำว่า ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยนชีวิตใหม่ คุณต้องเปลี่ยน Mindset หรือ ทัศนคติมุมมองใหม่ เพราะถ้าไม่เปลี่ยน Mindset เสียก่อนอย่างอื่นคุณก็จะเปลี่ยนไม่ได้ ซึ่งการที่คุณจะเปลี่ยน Mindset ได้คุณต้องมีแรงจูงใจ และเป็นแรงจูงใจที่มีพลังมากพอ

แรงจูงใจที่ว่านี้ อาจจะมาจากการสำรวจสุขภาพตัวเอง ในปีที่ผ่านมา เช่น น้ำหนักตัวที่มากขึ้น ๆ ถ้าปล่อยเอาไว้ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง พอคุณอ้วนมากเข้า โรคเบาหวาน, โรคความดัน, โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง ก็ตามมา แล้วคุณจะทำอย่างไร สุขภาพคุณจะเลวร้ายมากยิ่งขึ้น

เลือกหาแรงจูงใจ–กล้าที่จะท้าทาย

อ.สง่า กล่าวย้ำว่า ถ้าอยากจะเปลี่ยนตัวเองเพื่อสุขภาพ จริงๆ ขอให้ทำเพื่อคนอื่นดีกว่า เช่น ถ้าคุณมีแม่ ให้เปลี่ยนตัวเองเพื่อแม่ เพราะลองคิดดูว่า ถ้าคุณอายุ 30 ปี แม่อายุ 70 ปี แต่คุณป่วยเป็นอัมพฤกษ์ ปากเบี้ยว กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง แม่คุณต้องมาคอยดูแล คุณจะทำอย่างไร หรือถ้าคุณแต่งงานแล้ว มีลูกตัวเล็ก ๆ คุณก็ลองตั้งเป้าหมายเปลี่ยนตัวเองเพื่อลูก จะได้อยู่เลี้ยงดูเขาเติบโต

“การเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพถ้าไม่มีแรงจูงใจมากพอ มันจะเปลี่ยนไม่ได้ ที่สำคัญอย่าตั้งเป้าหมายเปลี่ยนเพื่อตัวเอง เช่น ลดน้ำหนักเพื่อตัวเองจะได้หุ่นดี การตั้งเป้าหมายเช่นนี้ มักจะล้มเลิกกลางคัน เพราะแรงจูงใจไม่มากพอ ดังนั้นขอให้ลองทบทวนหาข้อบกพร่องในปีที่ผ่านมา แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข โดยใช้วันปีใหม่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง”

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้โทษต่อร่างกาย ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงแรกๆ อาจจะรู้สึกท้อแท้ แต่หากคุณมีวินัยและความอดทนมากพอ  ในที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นได้แน่นอน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสร้างสุขภาพดี เป็นของขวัญเริ่มต้นสุขภาพดี รับปีใหม่ให้กับตัวเอง

 

ที่มา สสส.

อาหารไฟเบอร์สูง…จูงใจคนไดเอท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609321

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 07:16 น.

อาหารไฟเบอร์สูง...จูงใจคนไดเอท

อาหารที่มีไฟเบอร์สูงจะช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องนาน  ดีต่อระบบย่อยอาหาร ทั้งยังช่วยเรื่องการขับถ่าย โดยเฉพาะผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก อาหารในกลุ่มนี้มีประโยชน์กับคุณมาก

ประโยชน์หลักของไฟเบอร์ ได้แก่ ช่วยลดความดันเลือด ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตัน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยในการย่อยและการดูดซึม ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักเพราะทำอิ่มท้องแต่แคลอรี่ต่ำ ซึ่งอาหารที่มีไฟเบอร์สูงที่หาทานง่ายๆ ได้แก่

ข้าวกล้อง ในข้าวกล้องมีสารเส้นใยสูงมากกว่าข้าวขาว 3-7 เท่า การกินข้าวกล้องจะได้สารเส้นใยไปพร้อมๆกับสารอาหารบำรุงร่างกายสารพัดชนิด สารเส้นใยนี้จะช่วยซับเอาน้ำมันและน้ำตาลที่กินเข้าไปล้นเกิน ทิ้งเป็นกากอุจจาระ ซึ่งนอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักแล้ว ยังสามารถช่วยควบคุมระดับไขมันและระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป และเมื่อมีกากอุจจาระมากขึ้น ก็ทำให้การขับถ่ายดีขึ้นช่วย ลดอาการท้องผูกได้อีกด้วย

คะน้า ยอดคะน้าสด อุดมไปด้วยวิตามินซี และเกลือแร่จำนวนมาก โดย เฉพาะอย่างยิ่งวิตามินซี ซึ่งช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อ ให้ชุ่มชื้น และทำให้ระบบภูมิคุ้นกันโรค มีเบต้า-แคโรทีน และให้วิตามินเอสูงมาก ช่วยบำรุงสายตา คะน้าเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารช่วยยับยั้งมะเร็ง และยังมีแคลเซี่ยม ฟอสฟรัส ช่วยบำรุงกระดูก และยังมีวิตามินซี ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ชลอความแก่ ป้องกันมะเร็ง และทำให้เนื้อเยื้อของร่างกายยทำงานได้ดีช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ลดระดับอุณหภูมิในร่างกาย และแก้การกระหายน้ำ

ถั่วชนิดต่างๆ ถั่วเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง มีไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งเป็นประโยขน์ต่อร่างกายในปริมาณที่สูงในปริมาณร้อยละ 80 ของพลังงานทั้งหมด ไขมันในถั่วเป็นกรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย เช่น linoleic และ linolenic acid ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบการเจริญเติบโต ผิวหนัง ผม การควบคุมความดันโลหิต ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบการแข็งตัวของเลือด ไขมันในถั่วเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน polyunsaturated fats และไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยว Monounsaturated fats ไขมันนี้จะเพิ่ม HDL ซึ่งเป็นไขมันที่ป้องกันเส้นเลือดตีบ วิตามินอีสูง อะโวคาโด อะโวคาโดอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวิตามินต่างๆ มากมาย ทั้งวิตามินเอ ดี และอี แร่ธาตุต่างๆเช่นโปแตสเซียมและ ซัลเฟอร์ และน้ำมันจากธรรมชาติ โปรตีนสูง

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เบอร์รี่ที่เรารู้จักมีมากมายหลาย สายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, มัลเบอร์รี่ และเชอร์รี่ลูกสีแดงสดหน้าตาน่ากิน รสชาติเปรี้ยวนิดๆ หวานหน่อยๆ ผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่นั้นขึ้นชื่อว่าอุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยในเรื่อง ของการป้องกันโรคหวัด และยังช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้สดใส เปล่งปลั่ง มีส่วนช่วยในการป้องกันอาการอ่อนล้าจากการใช้สายตาอย่างหนัก และช่วยให้สายตาทำงานได้ดีขึ้นในที่มืด เบอร์รี่เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินมากมาย เช่น A, B, C, E, K และโพแทสเซียม ฯลฯ ที่ร่างกายต้องการเพื่อช่วยให้เซลล์ในร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองจากโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น ทั้งการรักษาบาดแผล การป้องกันโรคมะเร็ง ลดการเป็นโรคลักปิดลักเปิด ตลอดจนโรคเกาต์หรืออาการปวดตามข้อ อีกทั้งเบอร์รี่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โดยพบมากที่สุดในบลูเบอร์รี่ ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ให้ดียิ่งขึ้น ลดการอักเสบของหลอดเลือดอันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ โรคทางประสาทและสมอง ตลอดจนสารสีแดงในเบอร์รี่ช่วยต้านความเสื่อมของร่างกายและชะลอความชรา ฟื้นฟูการสร้างคอลลาเจนในผิว ช่วยให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ ริ้วรอยดูลบเลือนลง ให้ผิวแลดูอ่อนกว่าวัย

บล็อคโคลี่ บร็อคโคลี่นั้นเป็นผักที่มีวิตามินซีสูงมาก บร็อคโคลี่หนึ่งถ้วยตวงให้วิตามินซีสูงกว่า ส้มหนึ่งผลถึง 2 เท่า โดยวิตามินซีจะช่วยในเรื่องการบรรเทาอาการหวัด ซึ่งทำให้หวัดนั้นหายเร็วขึ้นนั่นเอง แต่ประโยชน์ของบร็อคโคลี่นั้นไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะเจ้าตัวบร็อคโคลี่ยังอุดมไปด้วย ซัลโฟราเฟนช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะมะเร็ง บำรุงสุขสุขภาพดวงตา ป้องกันโรคต้อกระจกและชะลอความแก่ได้อีกด้วย แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะบร็อคโคลี่ยังอุดมไปด้วย สารกลูต้าไธโอน ซึ่งช่วยลดอาการเสี่ยงต่อการเกิดไขข้ออักเสบ เบาหวาน โรคหัวใจ เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดระดับคอเลสเตอรอล และยังช่วยลดความดันโลหิตสูงอีกด้วย

ข้าวโอ๊ต ข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวาน ที่สำคัญยังจัดว่าเป็นอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการมาก ซึ่งอุดมไปด้วยไฟเบอร์ การทานข้าวโอ๊ตปราศจากน้ำตาลคู่กับโยเกิร์ตและผลไม้ในตอนเช้า ถือว่าเป็นยอดอาหารรสเลิศที่ให้ประโยชน์เป็นอย่างดี

ถั่วลันเตา เป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และมีวิตามิน B2 , ไขมันในระดับต่ำ , โปรตีน อีกทั้งยังมีสรรพคุณในเรื่องของการขับพิษหรือขับของเหลวออกจากร่างกายได้อีก ด้วย สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ก็มักจะใช้ ถั่วลันเตา ในการบำบัดโรคเบาหวานหรือช่วยสำหรับหลายๆคนที่มักจะขาเป็นตะคริวหรือเป็น ความดันโลหิตสูง ถั่วฝักยาวจึงถือว่าเป็นผักที่มีประโยชน์ในหลายๆ ด้านเลยทีเดียว

‘กลืนไม่เข้า คายไม่ออก’ หมอเผยทำกิจกรรมบำบัดช่วยได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609192

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2562 เวลา 06:00 น.

'กลืนไม่เข้า คายไม่ออก' หมอเผยทำกิจกรรมบำบัดช่วยได้

สุภาษิต “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ใครไม่เป็นคงนึกภาพไม่ออก แต่สำหรับคนที่อยู่ในภาวะกลืนยาก หรือมีญาติผู้ใหญ่ที่มีอาการแบบนี้ คงเข้าใจถึงความยากลำบากในการดูแล

 

ซึ่งปัญหาการกลืนของผู้ป่วยมีหลากหลายรูปแบบ เช่น กลืนน้ำได้แต่กลืนอาหารไม่ได้ หรือกลืนน้ำไม่ได้แต่กลืนอาหารได้ หรือกลืนอะไรไม่ได้เลย ทำให้ความสามารถในการรับประทานอาหารด้วยตัวเองลดลง ส่งผลเสียต่อกระบวนการฟื้นฟู อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย หรืออาจเป็นอันตรายถึงชีวิตแก่ผู้ป่วยได้ หากอาหารไปติดค้างที่หลอดลม หรือมีภาวะปอดอักเสบติดเชื้อจากการสำลัก

 

 

นพ.ไพฑูรย์ เบ็ญพรเลิศ แพทย์รับปรึกษา แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ภาวะการกลืนลำบากเป็นอาการของโรคที่ส่งผลกระทบต่อการกิน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเคี้ยวไม่ได้ รู้สึกเหมือนมีอาหารติดที่ลำคอ มีอาหารเหลือค้างในช่องปากหลังกลืน มีเสียงเปลี่ยนหลังการกลืน จนถึงมีการสำลักระหว่างรับประทานอาหาร

สาเหตุของภาวะกลืนลำบาก

มักมาจากผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดช่องปากหรือลำคอ ผู้ป่วยมะเร็งบางชนิด อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน กล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเป็นอาการต่อเนื่องจากความเจ็บป่วย หรือมาจากความชรา

แนวทางการบำบัดโดยการฝึกกลืน

  • สอนผู้ป่วยรับประทานอาหารให้ถูกวิธี ถูกประเภท เช่น รับประทานอาหารให้คำเล็กลง จิบน้ำแบบคำเล็ก ๆ แทนการดื่ม หลีกเลี่ยงอาหารแข็งหรือเหนียวที่จะเสี่ยงต่อการติดคอหรือกลืนยาก หลีกเลี่ยงอาหารร้อนจัดหรือเย็นจัด และควรประเมินว่าผู้ป่วยเคี้ยวอาหารละเอียดหรือไม่ สำลักอาหารประเภทไหน เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารประเภทดังกล่าว
  • ปรับระดับอาหารให้เหมาะสมตามความสามารถในการกลืนของผู้ป่วย
  • ใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าแบบอ่อนกระตุ้นเส้นประสาทและกล้ามเนื้อในการกลืน
  • จัดท่าทางในการรับประทานอาหารให้ถูกต้อง โดยให้ผู้ป่วยนั่งหลังตรง คอตรง ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง และนั่งอยู่ในท่าที่ศีรษะสูง 90 องศา ขณะที่ผู้ป้อนอาหารให้ผู้ป่วยควรนั่ง หรืออยู่ในระดับต่ำกว่าสายตาของผู้ป่วย  ไม่เร่งรัดผู้ป่วยในการกลืน ถ้ามีเสียงน้ำในคอหลังกลืนให้ผู้ป่วยกระเเอมไอหลายๆ ครั้งเพื่อป้องกันการสำลัก และผู้ป่วยควรอยู่ในท่านั่งศีรษะสูง 30–60 องศา อย่างน้อย 30 นาที หลังรับประทานอาหารเสร็จ หรือในบางรายอาจต้องเอนตัวประมาณ 60 องศา เพื่อการกลืนอย่างปลอดภัย แต่ต้องหลังจากการประเมินโดยแพทย์แล้ว
  • ออกกำลังกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืน เช่น การบริหารกล้ามเนื้อรอบปากและลิ้น ด้วยการเม้มปาก ทำปากจู๋ ฉีกยิ้ม อ้าปาก และปิดปากสลับกันไป ฝึกออกเสียง “อา – อี – อู” เป็นต้น ส่วนการบริหารกล้ามเนื้อลิ้น นักกิจกรรมบำบัดจะให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออกมาด้านหน้าให้มากที่สุด ใช้ปลายลิ้นแตะริมฝีปากบน แตะมุมปากทั้งสองข้างสลับกันซ้าย–ขวา ฝึกออกเสียง “ลาๆๆๆ ทาๆๆๆ” พร้อมกับบันทึกผลเพื่อวางแผนพัฒนาการฝึกต่อไป
  • ดูแลความสะอาดของปากและฟันทั้งก่อนและหลังการรับประทานอาหารทุกครั้ง เพื่อขจัดเสมหะหรือเศษอาหารที่ตกค้างในช่องปาก ลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดปอดอักเสบได้

จะเห็นได้ว่า การกลืนลำบากถ้าไม่บำบัดอาจส่งผลให้เกิดภาวะปอดอักเสบ ติดเชื้อจากการสำลักอาหารและน้ำ หรือทำให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจพิจารณาให้อาหารทางสายยาง เพราะภาวะปอดอักเสบจากการสำลักจะทำให้ผู้ป่วยต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานขึ้น และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตได้

As clear as glass: even those with dry skin can achieve a smooth, glowing look

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30379529?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

As clear as glass: even those with dry skin can achieve a smooth, glowing look

Dec 17. 2019
By Thanisorn Thamlikitkul
Special to The Nation
228 Viewed

All the rage in South Korea and growing in popularity in Thailand, “glass skin” in the term used to describe facial skin so smooth, glowing and pore-less that it’s as “clear as glass”. The trend is likely to spread even further next year thanks to the advent of new technology in skin hydrating injectables this year. Here’s how to achieve the look.

As we age, our skin undergoes two important changes – loss of elasticity and loss of hydration. These changes cause our skin to become drier and the pores become more visible. One effective way to combat and slow these effects of ageing is to restore hyaluronic acid to the skin. Hyaluronic acid is a naturally occurring substance in skin that keeps it hydrated and youthful. With age, our hyaluronic acid decreases and that’s where treatment comes in.

Current synthesized hyaluronic acid or HA is designed to come in soft, small molecules and viscous liquidity. A dermatologist will administer tiny droplets of this hyaluronic acid into the dermis or just under the dermis using a serial puncture technique. This technique allow the HA to disperse evenly in the dermis. HA will provide hydration and stimulate new collagen, resulting in firmness, luminosity and potentially reduced pore size. It will improve overall skin quality and enhance the “glass skin” appearance as well.

A recent study published in the journal “Dermatology Times” revealed a 91-per-cent satisfaction rate among treated patients in clinical trials. It’s said that patients like the long-term result (approximately up to 9 months) as well as the idea of internal moisturizer for smoothness, hydration and texture. However, if you want to achieve smoother, dewier and more glowing skin, it is important to only visit clinics with dermatologists highly trained in this treatment.

แพทย์เผย 3 อันดับมะเร็งสุดฮิตที่ตามติดเป็นเงาในเพศชาย-หญิง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608829

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2562 เวลา 13:20 น.

แพทย์เผย 3 อันดับมะเร็งสุดฮิตที่ตามติดเป็นเงาในเพศชาย-หญิง

10 ธันวาคม “วันต่อต้านโรคมะเร็งแห่งชาติ”  แพทย์เผยอันดับของโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชาย-เพศหญิง ชี้สาเหตุของโรค พร้อมแนะการใช้ชีวิตอย่างไรให้ห่างไกล 6 มะเร็งสุดฮิต

 

นอกจากวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี จะเป็นวันรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็น “วันต่อต้านโรคมะเร็งแห่งชาติ” ที่จัดตั้งโดยหน่วยงานของรัฐบาลในสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข อีกด้วย หลายคนอาจจะทราบกันดีว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งนั้นมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากพันธุกรรม หรือโรคมะเร็งที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต

 

แต่รู้หรือไม่ว่า? โรคมะเร็งที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้น แท้จริงแล้วมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น นั่นแสดงว่าสาเหตุที่คนในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นโรคมะเร็ง มาจากสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งสิ้น ซึ่งเรื่องนี้ อ.นพ.ธัช อธิวิทวัส สาขาวิชามะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูล 3 อันดับแรกของโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชาย-เพศหญิงนั้น ได้แก่

เพศชาย

อันดับ 1 มะเร็งปอด

แม้ตัวเลขของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอดในประเทศไทยนั้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าประเทศอื่น ๆ แต่จำนวนของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ก็ยังถือว่าน่าเป็นห่วง เนื่องจากคนไทยจำนวนไม่น้อยมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่เป็นประจำ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดได้ในทุกช่วงวัย อย่างไรก็ตาม หากลดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ลงได้ อีกทั้งระมัดระวังอาหารประเภท ปิ้ง ย่าง ที่โดนความร้อนสูง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดได้ค่อนข้างมาก

อันดับ 2 มะเร็งตับ

สาเหตุที่พบบ่อยมากที่สุดมาจากโรคไวรัสตับอักเสบ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตัวเองเป็น เพราะโรคนี้จะไม่ค่อยแสดงอาการอะไร ทำให้คนที่เป็นไวรัสตับอักเสบนั้น มีโอกาสที่จะเป็นตับแข็งได้ตั้งแต่อายุยังน้อย จนกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด เพราะฉะนั้นใครที่รู้ตัวว่ามีประวัติครอบครัวเคยเป็นไวรัสตับอักเสบ ก็ควรไปตรวจตั้งแต่เนิ่นๆ

อันดับ 3 มะเร็งท่อน้ำดี

ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากพญาธิใบไม้ ซึ่งพญาธิใบไม้จะพบได้ในเฉพาะคนที่มีพฤติกรรมชอบรับประทานของดิบ เช่น ปลาร้า ปลาดิบที่เป็นปลาน้ำจืด วิธีป้องกันนั้นง่ายกว่ามะเร็งชนิดอื่น คือแค่เปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ให้ปรุงสุกก่อนทุกครั้ง ก็สามารถห่างไกลจากมะเร็งท่อน้ำดีได้

 

เพศหญิง

อันดับ 1 มะเร็งเต้านม

ปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม มาจากการได้รับฮอร์โมนเพศหญิงในปริมาณมากเป็นเวลานาน เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิด การฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้ไข่ตกสำหรับผู้หญิงที่มีบุตรยาก นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้านพันธุกรรมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม มะเร็งเต้านมนั้นสามารถตรวจสอบด้วยตัวเองได้ง่ายๆ โดยการใช้มือคลำ หรือไปตรวจที่โรงพยาบาลเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป

อันดับ 2 มะเร็งปากมดลูก

เดิมทีมะเร็งปากมดลูก เคยเป็นมะเร็งที่ผู้หญิงไทยเป็นเยอะที่สุด แต่ปัจจุบันมีจำนวนของผู้หญิงไทยที่เป็นโรคนี้ลดลง เพราะมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องมะเร็งปากมดลูกมากขึ้น ทำให้หลายคนเปิดใจ มีความกล้าที่จะไปตรวจมะเร็งปากมดลูกที่โรงพยาบาล นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีวัคซีนที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ที่สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9-12 ปี ซึ่งวัคซีนตัวนี้จะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ในอนาคต

อันดับ 3 มะเร็งลำไส้

ผลการวิจัยพบว่า คนที่รับประทานผัก ผลไม้ มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้น้อยกว่าคนที่ชอบรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด อย่างไรก็ตามคนที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรเริ่มตรวจอุจจาระเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อดูว่ามีเลือดปนมากับอุจจาระหรือไม่ นอกจากการตรวจหาเลือดในอุจจาระแล้ว การส่องกล้องลำไส้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถตรวจหามะเร็งลำไส้ได้ดีอีกด้วย

‘ฝังเข็ม’ ทางเลือกของการรักษาที่เป็นมากกว่าวิธีแก้ปวด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608778

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2562 เวลา 16:28 น.

'ฝังเข็ม' ทางเลือกของการรักษาที่เป็นมากกว่าวิธีแก้ปวด

แพทย์แผนจีนให้ความรู้ “ศาสตร์การฝังเข็ม” คืออะไร? อาการแบบไหนบ้างที่รักษาได้ด้วยการฝังเข็ม? ฝังเข็มเจ็บไหม? กลัวเข็มทำอย่างไร? พร้อมแนะนำวิธีการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการฝังเข็ม

แม้ว่าการรักษาโรคด้วยการฝังเข็มจะเป็นที่รู้จักมานาน แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่ทราบว่า ศาสตร์การฝังเข็มคืออะไร และรักษาโรคหรืออาการได้อย่างไร

นายแพทย์จีนธนัตเทพ เตระทวีดุลย์ แพทย์ประจำคลินิกฟื้นฟูสมรรถภาพและกายภาพบำบัด โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ (โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด) จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยการฝังเข็ม ดังนี้

ฝังเข็มคืออะไร? ทำไมต้องฝังเข็ม?

ฝังเข็มเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งของการแพทย์แผนจีน ที่ปัจจุบันมีการเรียนการสอนในประเทศไทย โดยหลักสูตรการเรียนการสอนได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข แพทย์ผู้ทำการรักษาจะมีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะเหมือนแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งการที่ผู้ป่วยจะเข้ารับการรักษาโดยวิธีฝังเข็มนั้น แพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าสามารถเข้ารับการรักษาได้หรือไม่

การรักษาด้วยวิธีการฝังเข็ม สามารถทำได้ในทุกช่วงอายุ ที่ผ่านมาเคยมีการรักษาด้วยวิธีการฝังเข็มในเด็กเพื่อช่วยในเรื่องของพัฒนาการและรักษาอาการปวดต่างๆ แต่เด็กที่จะเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ จะต้องสามารถทนอยู่นิ่งๆ ตลอดเวลา 20-30 นาทีของการฝังเข็มได้ และผู้ปกครองควรรับทราบและยินยอมให้มีการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวด้วย

อาการแบบไหนบ้างที่รักษาได้ด้วยการฝังเข็ม?

แพทย์จะเป็นผู้ประเมินการรักษาตามอาการเจ็บป่วยและเงื่อนไขของแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน อาการที่นิยมรักษาด้วยการฝังเข็ม จะเป็นอาการปวดเมื่อยต่างๆ ปวดหลัง ปวดขา ปวดศีรษะ ปวดเข่า ออฟฟิศซินโดรม บาดเจ็บจากขาพลิก ขาแพลง เป็นตะคริว เคล็ดขัดยอกที่เกิดจากการออกกำลังกาย นอนไม่หลับเพราะความเครียด วิตกกังวล โรคภูมิแพ้ นิ้วล๊อคในระยะเริ่มต้น อัมพฤตอัมพาตในระยะเริ่มต้น การฝังเข็มจะช่วยฟื้นฟูกระตุ้นให้ระบบต่างๆ กลับมาทำงานได้ตามปกติ โดยรักษาควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัด เพื่อกระตุ้นให้ระบบร่างกายกลับมาทำงานตามปกติได้ไวขึ้น ทำให้มีการฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และยังมีบางคนที่ฝังเข็มเพื่อลดความอ้วน เพื่อปรับสมดุลร่างกาย ควบคู่ไปกับการคุมอาหารและการออกกำลังกาย

นอกจากอาการและโรคต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น การฝังเข็มยังใช้สำหรับการเสริมความงามได้ด้วย มีการฝังเข็มเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดลมมาเลี้ยงบริเวณใบหน้าได้ดีขึ้น ลดฝ้ากระ ริ้วรอย ทำให้ใบหน้าผ่องใส

ฝังเข็มเจ็บไหม ถ้ากลัวเข็มมีวิธีรักษาแบบอื่นหรือไม่?

เข็มที่ใช้ฝังจะมีลักษณะคล้ายเข็มเย็บผ้า แต่มีขนาดที่บางกว่า เป็นเข็มที่ออกแบบมาเพื่อการฝังเข็มโดยเฉพาะ เวลาปักเข็มจะใช้ความเร็วและทักษะของหมอแต่ละคน และจะใช้มือกระตุ้นด้วยการดึงเข็มขึ้นลง ซึ่งจะเจ็บมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์ แต่น้อยกว่าการฉีดยาอย่างแน่นอน ปัจจุบันยังมีการนำเครื่องกระตุ้นไฟฟ้ามาช่วย ทำให้การกระตุ้นทำได้อย่างต่อเนื่อง แต่การจะใช้เครื่องกระตุ้นหรือไม่นั้น แพทย์ผู้ทำการรักษาจะเป็นผู้ประเมินอาการ เพราะบางอาการอาจจะไม่เหมาะที่จะใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า ทั้งนี้ เพื่อให้การรักษาโดยวิธีการฝังเข็มได้ผล ควรเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีระยะห่างของการรักษาแต่ละครั้งประมาณ 1-2 สัปดาห์ สำหรับใครที่กลัวเข็มแต่ต้องการรักษาตามแผนจีน สามารถเลือกการรักษารูปแบบอื่นได้ เช่น การครอบโคม เป็นต้น

เตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้ารับการฝังเข็ม?

สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ควรรับประทานอาหารก่อนเข้ารับการรักษา 1-2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเป็นลมสำหรับคนที่มีอาการกลัวเข็ม ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่บีบรัด เพื่อให้เลือดลมเดินสะดวกช่วงที่มีการฝังเข็ม สำหรับผู้ที่ทานยาละลายลิ่มเลือด หรือยาต้านเกล็ดเลือด จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบล่วงหน้าด้วย

ออกกำลังก่อนมื้อเช้าช่วยเบิร์นไขมัน-ควบคุมน้ำตาลในเลือด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608708

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2562 เวลา 09:14 น.

ออกกำลังก่อนมื้อเช้าช่วยเบิร์นไขมัน-ควบคุมน้ำตาลในเลือด

รู้หรือไม่! การออกกำลังก่อนทานอาหารเช้าช่วยเบิร์นไขมันได้มากกว่า ทั้งยังสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

ต่อไปนี้คงมีกำลังแรงใจให้ฮึดตื่นเช้ามาออกกำลังกายแล้ว เมื่อผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบาธและเบอร์มิงแฮม พบว่า การออกกำลังกายก่อนอาหารเช้าสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

จากการศึกษาผู้ชายอ้วนและน้ำหนักเกินจำนวน 30 คน เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

  • กลุ่ม 1 ออกกำลังกายก่อนกินอาหารเช้า
  • กลุ่ม 2 ออกกำลังกายหลังกินอาหารเช้า

ผลปรากฏว่า ชายที่มีน้ำหนักเกินของกลุ่ม 1 สามารถเผาผลาญไขมันได้มากกว่าปกติถึงสองเท่า จากการออกกำลังกายก่อนรับประทานอาหารเช้า ส่วนกลุ่ม 2 ลดน้ำหนักได้น้อยกว่า

Javier Gonzalez นักกายภาพบำบัดและศาสตราจารย์แผนกสุขภาพของมหาวิทยาลัยบาธ กล่าวว่า กลุ่ม 1 ที่ออกกำลังกายก่อนอาหารเช้าเพิ่มความสามารถในการตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีกว่ากลุ่มออกกำลังกายหลังอาหารเช้า ทั้งที่ 2 กลุ่มนี้มีน้ำหนักและความฟิตในร่างกายเท่ากัน มีโปรแกรมการฝึกซ้อมและกินอาหารที่เหมือนกันทุกประการ แตกต่างเพียงช่วงเวลาที่รับประทานอาหารเท่านั้น

ทางด้าน Dr.Gareth Wallis นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม กล่าวว่า เป้าหมายต่อไปที่จะทำการวิจัยคือผลการปฏิบัติในระยะยาวว่ามีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง และที่สำคัญการออกกำลังกายก่อนอาหารเช้านั้นดีกับผู้หญิงเช่นเดียวกับผู้ชายหรือไม่

 

ภาพ freepik

Siriraj to produce first mite allergen vaccine in Asean

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30379303?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Siriraj to produce first mite allergen vaccine in Asean

Dec 11. 2019
By The Nation

1,405 Viewed

The Siriraj Dust Mite Centre for Services and Research recently said it would produce dust mite on semi-industrial scale which will further be used as the initial substance in mite allergen vaccine, after more than 20 years of research.

They were granted mite allergen vaccine certification by the Thai Food and Drug Administration on October 31. The mite centre now provides the know-how to the private sector and aims to become the central hub for R&D on dust mite allergy in the Asean region to produce more mite allergen-friendly products or suggest improvement or advice to the private sector or nongovernmental organisations, such as anti-mite mattress and air-conditioning.

Prof Dr Anchalee Tungtrongchitr, the director, said that “Another service provided here is anti-mite effectiveness in product testing, to protect consumers from pseudo-science-backed products.”