The Okura Spa goes coconuts for 2020!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30379265?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

The Okura Spa goes coconuts for 2020!

Dec 10. 2019
By The Nation

1,376 Viewed

Treat tired skin and start the New Year feeling great with The Okura Spa’s blissful Nourishing Coconut Retreat package, which starts with a 30-minute body scrub formulated with a therapeutic mix of young coconut pulp and virgin organic coconut oil combined with exfoliating Epsom salts and sugar.

Salt and sugar have been used for centuries in traditional therapies to heal and promote healthy skin and in this wonderfully relaxing treatment, the fine grains of the Epsom salts and sugar exfoliate skin with great results. They also have a detoxifying effect and help to balance excessive acid levels in the epidermis.

After the body scrub comes a soothing 60- or 90-minute massage also using virgin organic coconut oil extracted from the kernels of young coconuts. Coconut oil has softening and moisturizing properties and is easily absorbed. It contains lauric and caprylic acids, which have excellent anti-bacterial attributes and have been shown to have curative properties that help skin suffering from light sunburn to heal quickly. Taken in combination, this is a treatment guaranteed to repair and refresh tired skin and awaken the senses.

The Nourishing Coconut Retreat package is available daily at The Okura Spa from 10am to 10pm from January 1 to March 31 and costs at Bt3,800-plus for 90 minutes and Bt4,200-plus for 120 minutes

The Okura Spa is on the 25th floor of The Okura Prestige Bangkok

คัด 8 เคล็ดลับฉบับคุณหมอ บอกต่อวิธีการดูแลผิวสู้ลมหนาว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608659

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 13:34 น.

คัด 8 เคล็ดลับฉบับคุณหมอ บอกต่อวิธีการดูแลผิวสู้ลมหนาว

ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่ใครหลายคนต่างรอคอย  แต่ที่เริ่มเป็นกันแล้วก็คือ “อาการผิวแห้ง” วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ ในการดูแลผิวช่วงที่อากาศหนาวมาฝากกัน

 

 

นอกจากแพลนเที่ยวสนุกๆ แล้ว การดูแลสุขภาพและผิวพรรณก็เป็นสิ่งสัญอันดับต้นๆ  โดย พญ.อังคณา สถาวรวงศ์ แพทย์ประจำศูนย์ความงาม โรงพยาบาลพญาไท 2 แนะเคล็ดลับในการดูแลผิวง่ายๆ ดังนี้

 

1.หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น

 

การดูแลผิวในฤดูหนาวเริ่มได้ตั้งแต่ขั้นตอนการอาบน้ำ หลายคนชอบอาบน้ำอุ่นเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย แต่จริงๆ แล้วการอาบน้ำอุ่นจะทำให้เราสบายตัวได้แค่ตอนอาบเท่านั้น เพราะหลังจากอาบน้ำ..ความชุ่มชื้นในผิวจะลดลง ส่งผลให้ผิวแห้ง เป็นขุยได้ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นอาจจะต้องกลั้นใจอาบน้ำอุณหภูมิปกติเพื่อรักษาผิวกันหน่อยนะ

 

2.ไม่ควรอาบน้ำนานเกิน 10 นาที

 

หลายคนคิดว่าแค่อาบน้ำอุณภูมิปกติก็ทำให้ผิวชุ่มชื้นได้ ซึ่งความจริงแล้วการอาบน้ำอุณหภูมิปกติ..แต่อาบนานๆ ก็ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้เช่นกัน ดังนั้น ควรอาบน้ำโดยใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีก็เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการขัดถูผิวแรงๆ

 

3.เลือกประเภทสบู่ให้เหมาะกับผิว

 

ในช่วงฤดูหนาวถ้าอากาศแห้งมากอาจอาบน้ำเปล่าโดยไม่ถูสบู่ก็ได้! แต่หากจำเป็นต้องใช้สบู่…ควรเลือกประเภทสบู่ให้เหมาะสม เช่น ใช้สบู่เหลวชนิดอ่อนเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว

 

4.ทาครีมบำรุงหลังอาบน้ำ ภายใน 3-5 นาที

 

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ภายใน 3-5 นาทีแรก..นับได้ว่าเป็นช่วงนาทีทองของผิว เพราะเมื่อผิวโดนน้ำแล้วจะยังมีความชุ่มชื้นอยู่ หลังเช็ดตัวหมาดๆ จึงควรทาครีมบำรุงผิวลงไปทั้งที่ใบหน้าและลำตัวโดยเร็ว และที่สำคัญ! ควรเลือกครีมบำรุงที่เป็นเนื้อครีม เพราะจะให้ความชุ่มชื้นได้ดีกว่าเนื้อโลชั่น

 

5.เลือกครีมบำรุงที่เหมาะสม

 

ในการเลือกใช้ครีมบำรุง ควรเลือกครีมที่มีส่วนประกอบเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดี เช่น olive oil, jojoba oil, shea butter, urea, lactic acid, hyaluronic acid, glycerin, lanolin, mineral oil หรือ petrolatum และหลีกเลี่ยงครีมที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ  AHA หรือเรตินอยด์ เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากยิ่งขึ้น

 

6.อย่าลืมพกลิปบาล์มและแฮนด์ครีม

 

เมื่อดูแลผิวหน้าและผิวกายให้ดีแล้ว ก็ต้องไม่ลืมดูแลริมฝีปากและมือด้วย เพราะอวัยวะทั้ง 2 ส่วนนี้ต้องเผชิญกับอากาศหนาวตลอดเวลา ซึ่งอากาศแห้งจะทำให้ริมฝีปากแห้งและแตกง่ายขึ้น จึงไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อยๆ และหมั่นทาลิปบาล์มอยู่เสมอ ส่วนการดูแลมือนั้น หลังล้างมือควรรีบเช็ดให้แห้งและทาแฮนด์ครีมทันที เพราะอากาศแห้งจะทำให้มือลอกและแตกได้ง่ายเช่นกัน

 

7.กิน(อาหาร)ดี…อีกวิธีในการบำรุงผิว

 

การกินอาหารในช่วงฤดูหนาวควรกินให้ครบทั้ง 5 หมู่ตามหลักการดูแลสุขภาพทั่วไป แต่สิ่งที่ควรเน้นมากเป็นพิเศษ คืออาหารที่มี omega 3 เพราะเป็นไขมันชนิดดี โดยเน้นกินปลา ถั่ว เนื้อไก่ และเน้นอาหารหรือผักผลไม้ที่มีวิตามิน A, C, E และ Zinc เพื่อเติมอาหารให้กับผิว และที่สำคัญที่สุดคือดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10 แก้ว เพราะร่างกายต้องการน้ำเพื่อให้ผิวชุ่มชื้นอยู่ตลอด

 

8.เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ทำให้ระคายเคือง

 

อากาศในฤดูหนาวจะแห้งและเย็นมาก การเลือกเสื้อผ้าในช่วงนี้จึงควรเลือกเนื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่บาดหรือระคายเคืองผิว เช่น ผ้าคอตตอน ส่วนการใช้ผ้าขนสัตว์หรือใยสังเคราะห์อาจจะทำให้คันหรือระคายเคืองผิวได้

 

 

ภาพ Freepik

ผู้เชี่ยวชาญเผย นอนน้อยทำอายุสั้น เสี่ยงตายยิ่งกว่าสูบบุหรี่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608543

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 16:29 น.

ผู้เชี่ยวชาญเผย นอนน้อยทำอายุสั้น เสี่ยงตายยิ่งกว่าสูบบุหรี่

ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดคนแรกของเมืองไทย ไขวิธีเอาชนะโรคนอนไม่หลับแบบอยู่หมัด!

รู้หรือไม่!! “นอนน้อย” เป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างมาก ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงกับโรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน โรคอ้วน หรืออาจจะเกี่ยวข้องกับมะเร็งบางชนิด ซ้ำร้ายยังมีผลทำให้คนอายุสั้นลง

แล้วจะทำอย่างไรให้นอนได้มากขึ้น?? หรือพูดง่ายๆ ก็คือการหลับอย่างมีคุณภาพ ตื่นเช้าแล้วสดใส สมองปลอดโปร่ง

ดร.ณิชมน สมันตรัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดคนแรกของเมืองไทย จะช่วยไขปัญหาพร้อมบอกหลักการปฏิบัติตัวให้แบบเข้าใจง่าย และคำหอม ศรีนอก บรรณาธิการอิสระ และเจ้าของฟาร์มผักออร์แกนิค ที่ต้องพบเจอกับโรคนอนไม่หลับที่ทำให้เธอทุกข์ใจมานานปี กระทั่งค้นพบตัวช่วยจากออร์แกนิคที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของเธอ แถมด้วยเคล็ดลับนอนหลับง่าย หลับสบายของ บรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้กำกับภาพยนตร์พันล้าน

ดร.ณิชมน สมันตรัฐ ให้ความรู้เรื่องโรคนอนไม่หลับ ว่า การนอนน้อย จะทำให้สมองไม่สามารถกำจัดสารพิษออกไปได้ และจะเก็บสะสม เป็นผลที่ทำให้สมองเราไม่ไบรท์เหมือนเดิม สำหรับอาการที่บ่งบอกอาการของโรคนอนไม่หลับ เริ่มจากใช้เวลานานกว่าที่จะสามารถหลับได้ เช่น เกินหนึ่งชั่วโมงขึ้นไป และไม่ควรต้องตื่นขึ้นมาระหว่างการนอน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าห้องน้ำ โดยอาจจะเกิดจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับต่อมลูกหมากที่ทำงานได้ไม่ปกติ ทำให้ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนอยู่เรื่อย ๆ ทำให้การนอนถูกขัดจังหวะ เป็นต้น หรือรู้สึกตัวขึ้นมาเอง ซึ่งกลุ่มนี้มักมีทั้งปัญหาในเรื่องของฮอร์โมนที่ไม่เพียงพอ ซึ่งผู้ที่มีภาวะนอนไม่หลับ ควรเข้ารับการการรักษาอย่างจริงจังโดยเร็ว เพื่อหาสาเหตุให้พบจะได้ไม่เป็นปัญหาเรื้อรังต่อไปในอนาคต

“การนอนที่ดีควรจะหลับยาวตลอด ซึ่งเราสามารถสร้างบรรยากาศ สร้างกลิ่นต่าง ๆ ให้รู้สึกว่า พร้อมกับการนอนหลับแล้ว ใช้ม่านที่ทึบแสงเพื่อหลอกร่างกายให้คิดว่าเป็นเวลากลางคืน การอยู่ในห้องที่เงียบสงบไม่ มีแสงรบกวนโดยเฉพาะแสงสีฟ้า จะช่วยทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินออกมาได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เรารู้สึกง่วงนอน และทำให้หลับได้ดีตลอดทั้งคืน”

นอกจากนี้ ดร.ณิชมน ได้แนะนำผู้ช่วยจากธรรมชาติที่ช่วยให้ “หลับง่าย”ขึ้น โดยสามารถใช้ “กลิ่นบำบัด หรืออโรมาเธอราพี โดยเฉพาะเคสที่เกิดจากความวิตกกังวล การทำให้ร่างกายเข้าสู่โหมดความรู้สึกรีแล็กซ์ เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาอาการนอนไม่หลับ เมื่อร่างกายเข้าสู่โหมดนั้น ฮอร์โมนก็จะยิ่งถูกหลั่งออกมา เพื่อให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้น เช่น การใช้กลิ่นจากลาเวนเดอร์ เป็นกลิ่นที่ทำให้ระบบประสาทเข้าสู่โหมดรีแล็กซ์ และช่วยผ่อนคลายอย่างมาก”

ส่วน คำหอม ศรีนอก เจ้าของฟาร์มออร์แกนิคและหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Niche Niche Weekend market ในฐานะคนรักผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ บอกเล่าการรับมือกับอาการนอนไม่หลับ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก “เป็นคนหลับยากมาตั้งแต่วัยรุ่น เวลานอนไม่หลับตื่นเช้ามาก็ไม่สดชื่น ใจหวิว และกลายเป็นคนมีความอดทนต่ำ หงุดหงิดง่าย ที่ผ่านมาลองสารพัดวิธีเพื่อแก้อาการนอนไม่หลับ ไม่ว่าจะเป็นการดื่มนมอุ่น ๆ ดื่มชาคาโมมายล์ แต่ก็ไม่ได้ผล กระทั่งเพื่อนซื้อสเปรย์ฉีดหมอนมาฝาก ทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ตั้งแต่กระบวนการปลูกลาเวนเดอร์จากฝรั่งเศส ซึ่งโดยคุณสมบัติแล้ว เป็นที่ทราบกันดีกลิ่นลาเวนเดอร์ช่วยในเรื่องของความผ่อนคลาย รวมทั้งตอบโจทย์ตัวเองที่เป็นสายออร์แกนิค ซึ่งค่อนข้างระมัดระวังเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะอะไรที่เราใช้กับร่างกาย ไม่ว่าจะรับประทาน สูดดม หรือใช้กับผิวพรรณ ยิ่งถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับตรารับรองออร์แกนิค เราใช้ก็ยิ่งสบายใจ แค่เพียงฉีดสเปรย์ใส่หมอนก่อนนอน ก็ช่วยให้ผ่อนคลาย และหลับดีขึ้น บางคนอาจจะมีผลเร็ว บางคนอาจใช้เวลาหน่อย แต่อย่างน้อยทำให้เราหลับได้ดีขึ้น ที่สำคัญคือ การที่เราเลือกใช้ไลฟ์สไตล์ หรือเลือกใช้สินค้าออร์แกนิค ไม่ใช่แค่ดีกับตัวเรา แต่ดีต่อโลกด้วย”

ด้าน บรรจง ปิสัญธนะกูล เล่าจุดเริ่มต้นของโรค “นอนไม่หลับ” ซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ ที่เป็นคนนอนยากอยู่แล้ว แต่มาหนักมากในช่วงเริ่มทำภาพยนตร์เรื่อง ชัตเตอร์ ซึ่งมีความกดดันหลายอย่าง ทำให้เกิดความวิตกกังวลเรื่องงาน กลางคืนเริ่มหลับยาก หลับไม่สนิท เพราะมีเรื่องคิดในหัวตลอด “พอหลับไม่ดี ไม่เต็มที่อย่างนี้ ก็เริ่มพบปัญหาคือ ปวดหัวบ่อย ออฟฟิศซินโดรมเป็นง่ายขึ้น บริเวณต้นคอ บ่า ไหล่ ก็จะเกร็งไปหมด มีช่วงหนึ่งที่พึ่งยานอนหลับ หลับไม่รู้เรื่องถึงขั้นว่า โดนจับย้ายเตียงก็ไม่รู้ตัว แถมลุกขึ้นมาพูดยาวเหยียดกับคนในกองถ่าย แต่ตื่นมาจำเหตุการณ์นั้นไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว พอเรากลัวเรื่องยา จึงพยายามมองหาอะไรที่เป็นธรรมชาติดีกว่า และมีโอกาสได้ลองสเปรย์ฉีดหมอน ด้วยกลิ่นทำให้ผ่อนคลาย แทนที่จะกังวลเรื่องหลับ หรือไม่หลับ กลายเป็นว่ารู้สึกสบาย ก็หลับง่ายขึ้นเอง

“สำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหาโรคนอนไม่หลับเหมือนกัน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ใจของเรา ในระยะยาวผมน่าจะสนใจเรื่องสมาธิมากขึ้น บางคนแนะนำให้ไปโยคะ รวมทั้งหาตัวช่วยที่มาจากธรรมชาติ อย่างที่ผมใช้ พิลโลว์ มิสท์ ที่ไม่ใช่ยานอนหลับ แต่ช่วยให้หลับง่ายขึ้น รู้สึกสบาย ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ที่สำคัญทุกวันนี้เรารับสารพิษโดยไม่รู้ตัวเยอะเหลือเกิน ถ้าอะไรก็ตามที่เป็นออร์แกนิคได้ อย่างน้อยช่วยให้เราไม่ต้องรับสารพิษเกินไปในชีวิต”

ผู้ช่วยจากธรรมชาติสำหรับคนนอนไม่หลับ “กู๊ดไนท์ พิลโลว์ มิสท์” (Goodnight Pillow Mist) สเปรย์ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและหลับสบายตลอดคืน ผสานกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ (Lavender), บอลเซิม (Balsam), เวติเวอร์ (Vetiver) และเจราเนียม (Geranium)ที่มอบกลิ่นหอมละมุนปลอบประโลมร่างกายให้รู้สึกสงบผ่อนคลายได้อย่างลึกซึ้ง ผลิตภัณฑ์ใหม่ของนีลส์ ยาร์ด เรมมิดีส์ (Neal’s Yard Remedies) ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคตัวจริงเสียงจริงจากประเทศอังกฤษ การันตีกว่า 50 รางวัลจากสถาบันต่างๆ และล่าสุดรางวัล CEW Eco Award Winner2018

ไวรัส RSV โรคที่มากับลมหนาว อันตรายของเด็กเล็ก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608418

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2562 เวลา 10:53 น.

ไวรัส RSV โรคที่มากับลมหนาว อันตรายของเด็กเล็ก

แพทย์เตือนผู้ปกครองเฝ้าระวังไวรัส RSV ในเด็กเล็ก อีกของฝากที่มาพร้อมกับลมหนาว

คนทั่วไปอาจยังไม่คุ้นหูกับคำว่าเชื้อไวรัส RSV เท่าไรนัก คนที่รู้จักไวรัสชนิดนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็น คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครอง นั่นก็เพราะ RSV คือเชื้อไวรัสสุดฮิตที่เกิดขึ้นในหมู่เด็กเล็กเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ อ.พญ.โสภิดา บุญสาธร สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ฝากเตือนผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด เพราะหากพลาดไปสักนิดอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

ไวรัส RSV คืออะไร

ไวรัส RSV คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อภาษาอังกฤษคือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้ร่างกายผลิตเสมหะออกมาจำนวนมาก ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้มีมานานหลาย 10 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันเริ่มมาเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ มักจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็ก

สาเหตุและการติดเชื้อไวรัส RSV

ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ หากเกิดในผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการป่วยจะหายได้เอง แต่ถ้าหากเกิดในเด็กเล็ก ๆ ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจทำให้มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกัน

เชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกาย มักติดต่อผ่านทางการ ไอ จาม รวมถึงการสัมผัสโดยตรงจากสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรงนั้นน้อยมาก เพราะไวรัส RSV ไม่ใช่เชื้อโรคที่ร้ายแรง

แต่สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักมาจากการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กมาก ๆ หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เด็กที่คลอดก่อนกำหนด และมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจจะเกิดภาวะรุนแรงถึงขั้นการหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกัน

ผู้ปกครองสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในบุตรหลานได้โดยการพยายามให้เด็ก ๆ ล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดต่อทางการสัมผัส ใส่หน้ากากอนามัยในที่ที่คนพลุกพล่าน ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ ให้เด็กดื่มน้ำอย่างเพียงพอเพื่อลดภาวะขาดน้ำและช่วยขับเสมหะออกจากร่างกาย แต่ถ้าหากเป็นเด็กเล็กที่ยังไม่หย่านม ก็สามารถให้เด็กดูดนมได้มากที่สุดตามต้องการ แยกอุปกรณ์และภาชนะต่าง ๆ ของเด็กแต่ละคน ไม่ควรใช้ร่วมกัน

วิธีสังเกตอาการว่าติดเชื้อไวรัส RSV หรือไม่

เนื่องจากการติดเชื้อไวรัส RSV ระยะเริ่มต้นนั้นใช้เวลาในการฝักตัวประมาณ 3-6 วัน หลังจากได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา เริ่มจากการมีน้ำมูก จาม ไอ ทำให้ คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครองรู้ตัวช้า ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด และต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มด้วย เช่น อยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ไอ จาม มีเสมหะจำนวนมาก หายใจเหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด ซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าหลอดลมตีบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ

วิธีรักษา

เบื้องต้นไวรัส RSV ไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน ดังนั้นแพทย์จึงใช้วิธีการรักษาไปตามอาการ รักษาประคับประคอง ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาลดไข้ หรือในเด็กบางรายที่มีลักษณะของหลอดลมตีบ ก็อาจจะมีการให้ยาพ่นเพิ่มเพื่อขยายหลอดลม รวมถึงการเคาะปอดและดูดเสมหะ

How to เทคนิคลดน้ำหนักแบบยั่งยืนสำหรับสาวที่เริ่มขึ้นเลข 4

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601422

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2562 เวลา 07:38 น.

How to เทคนิคลดน้ำหนักแบบยั่งยืนสำหรับสาวที่เริ่มขึ้นเลข 4

อายุยิ่งเยอะ การลดน้ำหนักก็ยิ่งยากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะระบบเผาผลาญที่เริ่มแย่ลง ไหนจะโรคต่างๆ ที่เริ่มถามหา โดยเฉพาะสาวๆ ที่เริ่มเข้าเลข 4

งานนี้ใครที่อายุ 40+ แต่อยากผอมเร็ว ผอมไว ผอมทันใจแบบไม่มีโยโย่ละก็ เรามีเทคนิคการกินดีๆ มาให้ลองทำตามกัน กินตามนี้รับรองว่าน้ำหนักลดไว แถมสุขภาพดีขึ้นแน่นอน!

1.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการงดน้ำอัดลม เพราะในน้ำอัดลมอัดแน่นไปด้วยน้ำตาลนั่นเอง โดยน้ำอัดลม 1 กระป๋องนั้นมีน้ำตาลมากถึง 7 ช้อนชา!!! ซึ่งถ้าเราบริโภคน้ำตาลมากเกินไป จะทำให้ร่างกายเผาผลาญไม่ทัน และสะสมจนกลายเป็นไขมันได้ หากจะเบิร์นน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋องต้องวิ่ง 30-40 นาทีเลยทีเดียว!

2.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน การดื่มน้ำมีประโยชน์มากมายต่อการลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นการลดความอยากอาหารก่อนการกินอาหาร ช่วยในการย่อยอาหาร เพราะทำให้ระบบย่อยอาหารทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งใครที่ไม่รู้จริงๆ ว่าเราต้องดื่มน้ำเท่าไรถึงจะเพียงพอ จะใช้เกณฑ์ 8 แก้วต่อวันก็ได้ หรือประมาณ 1 ลิตร 2 ขวดนั่นเอง

3.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดหวานหรือสารให้ความหวานทั้งหลาย อย่างที่บอกไปค่ะว่าน้ำอัดลมอุดมด้วยน้ำตาลมากมาย แต่ไม่ได้มีเพียงแค่น้ำอัดลมเท่านั้นที่มีน้ำตาล แต่ขนมและอาหารอีกหลายๆ อย่างก็มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบเช่นกัน หรือแม้จะเปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานหรือน้ำตาลเทียมแล้วก็ควรกินให้น้อยเช่นกัน เพราะทำให้อ้วนได้เหมือนกัน ฉะนั้น ควรกินสารให้ความหวานแทนน้ำตาลแค่ช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่กินไปตลอด และพยายามควบคุมการกินน้ำตาลให้น้อยลง

4.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิดมีแคลอรี่มากกว่าแป้งซะอีก และแอลกอฮอล์บางชนิดก็ยังมีส่วนผสมของน้ำหวาน น้ำเชื่อม หรือน้ำผลไม้ ที่ทำให้แคลอรี่ยิ่งสูงมากขึ้นไปอีก หากเลิกดื่มแอลกอฮอล์ได้ไม่เพียงห่างโรคแต่ยังผอมด้วย

5.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดนมข้นหวาน ในชา กาแฟ ที่มีส่วนผสมของนมข้นหวานแนะนำให้หยุดดื่มด่วน เพราะถ้าเทียบแล้วใน 1 ช้อนโต๊ะ นมข้นหวานกลับมีแคลอรี่สูงกว่าน้ำตาลซะอีก แถมนมข้นหวานยังเพิ่มไขมันชนิดเลวและลดไขมันชนิดดี และยังเป็นต้นเหตุของโรคคลอเรสเตอรอลสูง โรคหัวใจขาดเลือดด้วย

6.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดอาหารสำเร็จรูป ในอาหารสำเร็จรูปมีเกลือมากกว่าที่เราคิด ซึ่งเกลือนั้นนอกจากจะทำให้เกิดโรคแล้ว โซเดียมที่อยู่ในเกลือยังทำให้เกิดอาการบวมน้ำได้มากถึง 2 กิโลกรัม เพราะร่างกายจะทำการเก็บน้ำได้อัตโนมัติเพื่อขับโซเดียมส่วนเกินออกทางไต แต่กว่าจะขับโซเดียมออกหมด ร่างกายเราก็จะบวมขึ้น จนเรารู้สึกตัวบวมได้

7.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการกินผักใบเขียวทุกวัน หากใครที่ยังลดน้ำตาลลดอาหารบางอย่างไม่ได้ก็แนะนำให้กินผักใบเขียวให้มากขึ้น เพราะผักนั้นมีประโยชน์ต่อการลดน้ำหนักแบบสุดๆ ทั้งช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยในการขับถ่าย ซึ่งถ้าระบบย่อยอาหารดี ขับถ่ายคล่อง ก็จะช่วยให้น้ำหนักเราลดได้ง่ายขึ้น

8.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการเพิ่มโปรตีนในทุกมื้อ นอกจากจะต้องเพิ่มการกินผักแล้ว โปรตีนก็จำเป็นในแต่ละมื้ออาหารเช่นกัน เพราะโปรตีนจะช่วยเติมเต็มความหิว ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และกินอาหารได้น้อยลงตามไปด้วย ถ้าอยากลดน้ำหนักให้ได้ผลสุดๆ แนะนำให้ลดคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และเพิ่มโปรตีนเข้าไปในมื้ออาหารแทนนะ

9.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการเดินอย่างน้อยวันละ 30 นาที หากอยากผอมเร็วผอมไว ก็ต้องกระตุ้นการเผาผลาญกันหน่อย ซึ่งการเดินเหมาะกับสาวๆ วัย 40+ มากๆ เพราะเป็นการออกกำลังกายแบบที่ไม่ต้องออกแรงมาก ไม่มีการกระแทก ไม่ต้องกลัวว่าจะปวดเข่า คนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนก็สามารถทำได้ หากเดินได้วันละ 30 นาทีเป็นอย่างน้อยก็ช่วยลดไขมัน ลดน้ำหนักได้ดีแล้ว

 

ภาพ freepik

กิน ‘หวาน-มัน-เค็ม’ มากไป ส่งผลอย่างไรกับเราบ้าง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597189

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

กิน 'หวาน-มัน-เค็ม' มากไป ส่งผลอย่างไรกับเราบ้าง

พฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนในปัจจุบัน เน้นรสชาติที่ถูกปาก เมนูหน้าตาถูกใจ สีสันชวนน่ารับประทาน โดยเฉพาะรสหวาน มัน เค็ม ที่เรียกได้ว่าเป็นรสชาติยอดนิยมของคนไทย แต่กลับส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากขาดการควบคุมและบริโภคเกินพอดี

เมืองไทยมีอาหารให้เลือกรับประทานมากมาย ที่สำคัญอาหารไทยมีครบทุกรส ทั้งหวาน มัน เค็มเผ็ด เปรี้ยว รสชาติที่ชวนกินจึงนำไปสู่ความเสี่ยงในการบริโภคเกินพอดี ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ ถ้าไม่รีบควบคุมปริมาณให้พอเหมาะไว้ จะเป็นบ่อเกิดของโรคภัยได้ง่าย ถ้ากินรสจัดมากเกินไป

หวานมากไป-ก่อเบาหวาน หัวใจไม่แข็งแรง

น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีสารอาหารอื่นๆ เมื่อบริโภคมากเกินไปร่างกายจึงได้รับแต่พลังงานเพียงอย่างเดียว ที่น่าสนใจคือแม้น้ำตาลจะมีหลายชนิด แต่ให้พลังงานไม่ต่างกันคือประมาณ 4 กิโลแคลอรี/กรัม และแม้ร่างกายจะมีกระบวนการป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป

หากบริโภคน้ำตาลมากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนเพื่อนำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่ละคนจะตอบสนองต่ออินซูลินไม่เท่ากัน คนที่หลั่งอินซูลิน แต่ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์จะส่งผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูง เกิดแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจ

เราสามารถป้องกันระดับน้ำตาลในร่างกายไม่ให้เกินได้ โดยควรกินน้ำตาลให้น้อย โดยเฉลี่ยไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม) เลี่ยงเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีน้ำตาลมากกว่าร้อยละ 5 สังเกตได้จากฉลากข้างขวด เลือกกินผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาลน้อย เช่น ฝรั่ง มะละกอ แอปเปิ้ลเขียว ส่วนของหวานหลังอาหารรับประทานได้ แต่ควรเน้นรสหวานน้อยและสลับกับการรับประทานผลไม้หลังมื้ออาหาร

มันมาก-โรคอ้วนถามหา หลอดเลือดพัง คลอเลสเตอรอลพุ่ง

“ไขมัน” เป็นสารอาหารจำเป็น และเป็นแหล่งพลังงาน ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี มากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน หากรับประทานไขมันมากเกินไป นอกจากจะทำให้อ้วนยังนำไปสู่โรคเรื้อรังได้ โดยเฉพาะไขมันทรานส์ ซึ่งพบในเนยขาว เนยเทียม เบเกอรี่ โดนัท คุกกี้ ครีมเทียมบางชนิด ฯลฯ หากรับประทานมากเกินไปจะไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ส่งผลให้เส้นเลือดตีบ ทั้งยังเพิ่มไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และลดไขมันชนิดดี (HDL) ทำให้มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มสูงขึ้นได้

 

การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก ซึ่งมักพบในน้ำมันจากสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันขาวๆ ไขมันในนม และเนยสด จะส่งผลให้คอเลสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้นเช่นกัน

 

วิธีป้องกันไขมันไม่ให้เกินคือ

  • ควรกินไขมันให้น้อย ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (30 กรัม)
  • กินเนื้อสัตว์ไม่มีหนัง ไม่ติดมัน
  • เลี่ยงอาหารทอดเพราะน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารอย่าง น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม ฯลฯ ที่มักจะมีกรดไขมันอิ่มตัวมาก
  • งดอาหารที่มีไขมันทรานส์ เช่น เค้ก ครีมเทียม ป๊อปคอร์น แฮมเบอร์เกอร์ ฯลฯ และไม่ควรทานอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ เป็นต้น

เค็มเกิน-ร่างกายพัง ความดันสูง หัวใจล้มเหลว

ความเค็มเป็นรสชาติที่ติดปากคนไทย มาจากโซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือที่นำมาใช้ในการทำอาหาร ซึ่งโซเดียมนั้นมีประโยชน์กับร่างกาย คือ ช่วยให้ระบบไหลเวียนของร่างกายเป็นปกติ ความดันและปริมาตรของเลือดเป็นปกติ แต่หากได้รับโซเดียมมากเกินไปจะนำมาซึ่งผลเสีย คือ เมื่อกินเกลือจะอยากกินน้ำ และจะเข้าไปรวมเป็นน้ำเกลือที่เพิ่มปริมาณเกลือแร่ในเลือด ส่งผลให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ หนักขึ้น ทำให้แรงดันหลอดเลือดสูง อาจเกิดภาวะหัวใจโต นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ และการกินเค็มมากไป ทำให้เป็นความดันโลหิตสูงซึ่งนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดในสมองแตกหรืออัมพาตได้ ที่น่ากลัวคือเมื่อโซเดียมมากเกินไป ร่างกายอาจไม่แสดงอาการ แต่จะทำลายอวัยวะต่างๆ ไปเรื่อยๆ

ควรกินโซเดียมไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา (2,000 มิลลิกรัม) งดการเติมน้ำปลาในอาหาร ไม่จิ้มพริกเกลือเมื่อกินผลไม้ เลี่ยงการกินอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง อาหารอบแห้ง ขนมกรุบกรอบ และลดความถี่กับปริมาณการรับประทานน้ำจิ้มต่างๆ ลง

 

ภาพ freepik

เสมหะแต่ละสี มีสัญญาณโรคอะไรซ่อนอยู่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608075

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

เสมหะแต่ละสี มีสัญญาณโรคอะไรซ่อนอยู่

ใครกำลังไอมีเสมหะต้องรู้!! สัญญาณบอกโรคและวิธีรักษา

หลายวันมานี้มีคนใกล้ตัวไอให้เห็นเป็นประจำ บางคนไอแบบแห้งๆ แต่บางคนก็ไอแบบมีเสมหะปนออกมาด้วย ซึ่งเสมหะนั้นเป็นของเหลวเหนียวข้นที่อยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนล่างที่มีหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอมและสร้างความชุ่มชื้นภายในลำคอ โดยเสมหะที่ร่างกายผลิตออกมาอาจมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามภาวะของร่างกาย

การไอแบบมีเสมหะอาจเป็นสัญญาณของโรคหรือภาวะสุขภาพที่ไม่ปกติ อย่างการติดเชื้อ โรคหืด โรคหวัด โรคภูมิแพ้ โรค COPD หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคปอดบวม โรคไซนัสอักเสบ หรือโรครุนแรง เช่น โรคมะเร็งปอด ภาวะหัวใจล้มเหลว และวัณโรค อย่างไรก็ตาม การสูบบุหรี่และการระคายเคืองในลำคอจากสาเหตุต่างๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการไอมีเสมหะได้ อาการไอมีเสมหะเป็นสัญญาณบอกโรคเสมหะที่ร่างกายผลิตขึ้นอาจบอกได้ถึงโรคและความผิดปกติของร่างกาย

สีของเสมหะนำมาใช้วินิจฉัยโรคในเบื้องต้น ได้ดังนี้

เสมหะสีใส โรคภูมิแพ้ โรคปอดบวม และโรคหลอดลมอักเสบ

เสมหะสีขาว โรคหลอดลมอักเสบ โรคกรดไหลย้อน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และภาวะหัวใจล้มเหลว

เสมหะสีเขียวหรือเหลือง โรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบ โรคไซนัสอักเสบ และโรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic fibrosis) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลให้สารคัดหลั่งในร่างกายเหนียวข้น

เสมหะสีแดง เป็นสัญญาณของภาวะเลือดออกภายในร่างกาย ซึ่งอาจเป็นอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว โรคมะเร็งปอด โรคฝีในปอด โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด และวัณโรค

เสมหะสีน้ำตาล นั่นอาจหมายถึงเลือดเก่าที่ค้างอยู่ภายในร่างกายและปะปนออกมาพร้อมกับเสมหะ โดยรูปแบบนี้อาจเป็นอาการที่เกิดจากโรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบ โรคพยาธิในปอด โรคฝีในปอด และโรคฝุ่นจับปอด (Pneumoconiosis) ที่เกิดจากการหายใจนำเอาฝุ่นเข้าไปในปอดเป็นจำนวนมาก

เสมหะสีดำ โรคฝีในปอด โรคฝุ่นจับปอด โรคที่เกิดจากการติดเชื้อรา รวมถึงการสูบบุหรี่นอกจากนี้ หากมีไอมีเสมหะที่รุนแรงกว่าปกติ มีเสมหะมากขึ้น หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างถูกต้อง

รักษาอาการไอมีเสมหะวิธีการรักษาอาการไอมีเสมหะอาจทำได้ ดังนี้

  • กลั้วคอและปากด้วยน้ำเกลือ โดยผสมน้ำอุ่นครึ่งแก้วกับเกลือ 3 ส่วน 4 ช้อนชา จากนั้นใช้กลั้วทั่วทั้งปากและคอ สรรพคุณของน้ำเกลือจะช่วยลดการระคายเคือง ลดความเหนียวข้นของเสมหะ และช่วยฆ่าเชื้อโรค
  • เครื่องทำความชื้น อาจมีบางครั้งที่การไอมีเสมหะนั้นเกิดขึ้นจากการหายใจเอาอากาศที่มีความชื้นต่ำเข้าไปในปอดอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ นอกจากนี้ ความชื้นยังช่วยให้เสมหะเหนียวข้นน้อยลงและขับออกมาง่ายขึ้นอีกด้วย
  • ไอน้ำ การหายใจเอาไอน้ำร้อนเข้าไปอาจช่วยละลายเสมหะภายในลำคอและปอดได้ โดยไอน้ำร้อนเกิดขึ้นจากการต้มน้ำ หรือการใช้เครื่องทำน้ำอุ่นที่จะทำให้เกิดไอน้ำภายในห้องน้ำ
  • น้ำผึ้ง หลายคนเชื่อว่าน้ำผึ้งสามารถรักษาอาการไอมีเสมหะได้เป็นอย่างดี โดยรับประทานน้ำผึ้งประมาณ 1.5 ช้อนชาก่อนนอน 30 นาที นอกจากนี้ อาจนำส่วนผสมอื่นๆ มาช่วยเพิ่มสรรพคุณให้กับน้ำผึ้งได้ อย่างยูคาลิปตัส น้ำมะนาว หรือสะระแหน่ เป็นต้น
  • ชาสมุนไพร อย่างชาขิง ชาสะระแหน่ หรือชากานพลูอาจช่วยบรรเทาอาการไอมีเสมหะได้
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือประมาณ 2.4 ลิตรต่อวัน
  • การรักษาด้วยยา ยาที่ใช้ในการรักษาอาการไอมีเสมหะอาจแบ่งได้ 2 ชนิด คือ ยาขับเสมหะ (Expectorants) ซึ่งจะช่วยลดการสร้างเสมหะและทำให้สามารถขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น อีกชนิด คือ ยาละลายเสมหะ (Mucolytics) ยาชนิดนี้จะช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะและช่วยให้เสมหะขับออกมาง่ายขึ้น โดยก่อนการใช้ยาทั้งสองชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการใช้

อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาเหล่านี้เป็นเพียงตัวเลือกที่สามารถทำได้เองเมื่อไม่สะดวกไปพบแพทย์ แต่หากมีอาการรุนแรงหรือทราบว่าตนเองมีโรคประจำตัวควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างถูกต้อง ในกรณีที่ทารกหรือหญิงตั้งครรภ์มีเสมหะควรไปโรงพยาบาลเพื่อวินิจฉัยและหาวิธีรักษาที่เหมาะสม

 

ภาพ Freepik

Thailand sees first case of pneumonia from e-cigarettes

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30379200?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Thailand sees first case of pneumonia from e-cigarettes

Dec 08. 2019
By The Nation

77 Viewed

E-cigarettes have been blamed for breathing problems in a 48-year-old male patient admitted to a private hospital, Dr Asadang Ruaycharin, deputy director-general and a spokesman for the Department of Disease Control, said yesterday (December 7).

The man told doctors he had started to smoke e-cigarettes containing marijuana on November 3 and soon developed shortness of breath, fatigue, fever and chest pain. On November 15, he was admitted to a private hospital then transferred to another private hospital on November 18 after lab tests revealed no lung infection but symptoms consistent with pneumonia from electric cigarette use, according to the criteria set by the US Centres for Disease Control and Prevention. He was treated with intravenous steroid therapy and has now been sent home.

What is Jin Wellness?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30378957?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

What is Jin Wellness?

Dec 02. 2019
By Thonburi healthcare group.
The Nation
898 Viewed
We are at the Thonburi Bamrungmuang Hospital, the flagship of Thonburi healthcare group.

How is it different from other hospitals in the network.

Dr.Thanatip: In our health group, we have 8-9 hospitals. However, this new hospital is especially designed for medical tourism. There are many centres of excellence. Today, we are taking you for a tour of Jin Wellness

And now we are at Jin Wellness clinic. There is another doctor here who will provide us with information.

What is Jin Wellness?

Dr Om: the Jin Wellness was founded to promote health and solve health problem of patients who wants to have a well-being life. A short definition is ‘The best of what you are’. For example, if you had a chronic disease and have reviewed your life that you have to change your diet, sleep behaviour, etc, you need help, please come to us. We will provide care and advice for you by finding the best approach to help you recover.

That’s great. Who should come to wellness clinic?

Dr.Om: I would like to say everybody.

Dr.Om: everybody with a mindset for a well-being life. When I ask people to raise their hand if they see themselves as a strong person. There were many people, even when they were not sick, felt their health wasn’t that good …

Well if I were one of them, I would too.

Dr.Om: Some had chronic fatigue syndrome. Some had a negative result in blood lab test or imbalance health problem. All of these problems could be solved through wellness. This help maintains their life quality during recovery and making life better.

It means whether you were sick or still strong, you can come to this clinic

Dr Om: even when you are not sick, you can come for a health check-up. We have a six-step health analysis which is one of our wellness programmes and the highlight. Before any analysis, we have to understand the patient’s lifestyle, mental health and diet portion which would affect the blood test. We found that it took many visits before the patient is familiar with their doctor and tell the truth which helps in the analysis. Sometimes it took hours before they started to open up. This programme is a short-cut for understanding patients deeply and truly in order to solve the problems.

Like getting doctor and patient to know each other and find the same tune.

Dr Om: Yes. They have to understand each other first. Patients should tell their intention. Some want to improve their performance such as pilot or athletic who are already in good condition but want a better record. They want to enhance their ability.

Dr Thanatip : Some want to climb mountains. Some want to visit the north pole.

Dr Om: Do you believe that a senior person, aged 70, still want to go hiking more. Then, we have to design a nutrition programme including IV Nutrition and nutrition calculation, like daily proteins consumption or sleep hours to enhance their ability. Next group is people who are sick. They felt blue or sad, we will use the ‘enlight’ method. Enlighten the best of what you are. Some patients suffer from dementia and depression. Sometime, a caregiver could not find a way to help people, such as grandmother and grandfather, to have a well being or at least sleep enough at night, we will enlight them.

They will continue to get better slowly but we will help with they could do. Like a support team. After entering six analysis programmes to know their status and performance, they can step further to the wellness check-up programme. We also have a programme to take care of the brain such as brain health check-up. Since our main strategic focus is on the hospital, We’re going to teach our staff on how to properly eat and workout to change their lifestyle. More, you can invite your relatives here for a better understanding of their health problems. Another programme is the Wellness heart programme. We will coordinate with cardiologists to study heart performance since we have to be highly concerned about it. Many have sudden death syndrome even at a young age. Our patients mainly want to check for sure. Next is the Wellness check-up programme for immune system. Nobody wants to have cancer. Buy some already got one but don’t know how to deal with. We have a programme to find out White blood cells’ performance which can eliminate cancer cells. Also there is the programme we designed for allergy and intestine check-up for people allergic to something or have poor digest systems. It is designed for kids who grow slow and elderly persons who have digestion problems. This is a programme specially designed for intestine care.

So there are four health check-up packages.

Dr Om: Yes. Four health check-up packages that we have already launched. According to my experience in the field for more than 10 years, these are major care that could help many patients. Whatever package you should, it will help you to have a well being for life.

You did mention IV Nutrition. What is it?

Dr Om: IV Nutrition is the process of administering nutrients into a vein directly into the bloodstream. The one we use in the programme is verified through research and very safe. It will increase whatever is lacking in the patient such as vitamins. Some need inflammation treatment. Some need to balance their digestion systems. We use this to increase the effectiveness of treatment .

This is one of the service provided here?

Dr.Om: Yes. One of them.

Dr Om: Sure. We have a wellness check-up – the six steps analysis which is a programme to find health problems. We also have IV nutrition therapy, acupuncture, therapeutic massage, and health discussion with doctor. Sometimes we provide art and music therapy workshop.

Can we talk to Dr Om directly.

Dr Om: Sure. Let’s talk to find out what do you need. When you found the problem then we would design a personal life wellness programme for you.

Dr.Thanatip: Yes. The concept of a clinic is to diagnoses the symptom, a doctor might give you medicine and mostly talk about the problem. However, our clinic in Rangsit area, the Jin Wellness clinic, is a large facility and wellness centre. Like a big resort with many facilities. There is Hydrotherapy where the pool can change water temperature. It is large enough for a wheelchair. And cooking class, music therapy, and Fitness centre. The target group is people who want to slow down and enjoy life.

Well that is all information we need about Jin Wellness clinic. Thank you for Dr.Om and Dr.Thanatip.

กินชาบูลวกไม่สุก ปลุกพยาธิตัวตืดกระทบระบบสมอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/607898

  • วันที่ 30 พ.ย. 2562 เวลา 08:37 น.

กินชาบูลวกไม่สุก ปลุกพยาธิตัวตืดกระทบระบบสมอง

พบชายชาวจีนวัย 46 ปี มีอาการชักเกร็งคล้ายกับคนเป็นโรคลมชัก แพทย์คาดสาเหตุจากพยาธิตัวตืดในสมองที่มาจากการกินชาบูหม้อไฟที่เนื้อผ่านการปรุงแบบสุกๆ ดิบๆ

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าวที่สร้างความตื่นตัวให้คนรักฮอทพอต ชาบู เมื่อมีชายชาวจีนวัย 46 ปี จากเมือง Luzhou ทางตะวันออกของมณฑลเจ้อเจียง ถูกหามสงโรงพยาบาลเนื่องจากอาการชักอย่างรุนแรง และมีฟองที่ปาก

ในเบื้องต้นผล CT สแกนพบร่องรอยหินปูนในกระโหลกศีรษะ (intercranial calcifications) และเมื่ออาการยิ่งเป็นหนักขึ้น เขาจึงเดินทางไปโรงพยาบาลประจำมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ซึ่งครั้งนั้นแพทย์ได้ทำการสแกน MRI กระทั่งพบว่ามีตัวอ่อนพยาธิตืดหมูอยู่ภายในสมอง มีบาดแผลจำนวนมากในสมองของเขา ซึ่งเป็นสัญญาณของอาการโรคพยาธิตืดหมูในระบบประสาท (Neurocysticercosis) อันเกิดจากการที่ร่างกายรับไข่ของพยาธิตัวตืด (Taenia solium) เข้ามา และตัวอ่อนที่ฝักออกมาจากไข่เดินทางขึ้นไปยังสมอง

และจากการสอบถามผู้ป่วย ก็ทำให้ทราบว่าก่อนหน้านี้ราว 1 เดือน เขาได้ซื้อเนื้อหมูและเนื้อแกะมาปรุงในชาบูหม้อไฟซุปหม่าล่าทำทานเองที่บ้าน หัวหน้าแพทย์ของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง สันนิฐานว่า ชายดังกล่าวอาจติดเชื้อพยาธิตัวตืดผ่านระบบทางเดินอาหารจากการที่เข้ารับประทานเนื้อหมูและเนื้อแกะที่ไม่ได้รับการปรุงสุก

นอกจากนี้ เขายังยอมรับว่า ไม่ได้เคี้ยวเนื้ออย่างละเอียดพอ รวมถึงซุปหม่าล่ารสเผ็ดที่รับประทานนั้นเป็นสีแดง จึงยากจะแยกแยะว่าเนื้อปรุงสุกแล้วหรือไม่ นับว่าเป็นโชคดีมากสำหรับชายชาวจีนคนนี้ที่เขาถูกส่งตัวเข้าพบแพทย์อย่างทันท่วงที ซึ่งทำให้ทีมแพทย์สามารถจัดการตัวอ่อนพยาธิและลดความดันในสมองของเขาได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นอุทาหรณ์ของคนที่ชอบลวกอาหารเร็วๆ ในการทานฮอทพอตได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น ลวกครั้งต่อไปเอาให้นานหน่อยก็ดี

 

ที่มา https://www.posttoday.com/world/607655