4 ผลไม้ที่จัดว่าเป็นอาหารผิวชั้นดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/517711

  • วันที่ 14 ก.ย. 2562 เวลา 16:10 น.

4 ผลไม้ที่จัดว่าเป็นอาหารผิวชั้นดี

ผลไม้ 4 ชนิดที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยสุขภาพดี

ยิ่งเวลาผ่านไป ผิวพรรณของเราก็จะเริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา การดูแลผิวเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดจึงควรทำจากภายในสู่ภายนอก นั่นก็คือการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคู่ไปกับการทาครีมบำรุงผิวต่างๆ ซึ่งผลไม้ที่เป็นของใกล้ตัวเราหลากหลายชนิด ก็มีส่วนช่วยฟื้นบำรุงผิวสวยได้ด้วย

1. แตงโม

แตงโมเป็นอาหารผิวชั้นดีอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ เพราะในแตงโมมีวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการผลิตไขมัน มีส่วนช่วยให้ผิวชุ่มชื้น นอกจากนั้นวิตามินเอยังเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกายอีกด้วย

2. มะเขือเทศ

ในผลมะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง นอกจากนั้นยังมีสารที่ช่วยชะลอวัยให้ผิวพรรณเราอ่อนเยาว์ และยังช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ผิวได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะทานเล่น หรือปั่นเป็นน้ำผลไม้ทานก็ดีต่อสุขภาพผิวเช่นกัน

3. สตรอว์เบอร์รี

สตรอว์เบอร์รีมีวิตามินซีอยู่มาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผิวของเรา ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และนอกจากนี้ยังมีวิตามินเอ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และกรด Ascorbic acid ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกายอีกด้วย

4. มะนาว

น้ำมะนาวอุดมไปด้วยวิตามินซีสูง ซึ่งสามารถสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับร่างกายได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใสได้อีกด้วย

นอนกลางวันแบบพอดีๆ ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/600531

  • วันที่ 12 ก.ย. 2562 เวลา 20:50 น.

นอนกลางวันแบบพอดีๆ ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

ผลวิจัยชี้นอนกลางวันมีประโยชน์จริง ไม่ใช่อ้างลอยๆ

บางคนอาจมองว่าคนที่งีบหลับระหว่างวันเป็นคนขี้เกียจหรืออู้งาน แต่จริงๆ แล้วการงีบหลับมีประโยชน์มากกว่าที่คิด หากเรารู้จักงีบในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม เพราะนอกจากจะช่วยทำให้เราหายง่วงแล้ว ยังทำให้สมองปลอดโปร่ง ช่วยให้ร่างกายและจิตใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

และล่าสุดนี้ยังมีงานวิจัยจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโลซานของสวิตเซอร์แลนด์ ที่ติดตามอาสาสมัคร 3,462 คน อายุระหว่าง 35-75 ปี เป็นเวลา 5 ปีเพื่อศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างระยะเวลาและความถี่ในการนอนกลางวัน กับความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด ยืนยันว่าการงีบตอนกลางวันมีผลดีกับสุขภาพจริงๆ

โดยงานวิจัยพบว่า กลุ่มอาสาสมัครที่งีบ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 5 นาที-1 ชั่วโมง มีโอกาสเกิดโรคหัวใจวาย หัวใจล้มเหลว น้อยกว่าคนที่ไม่นอนกลางวันเลยถึง 48% ขณะที่การงีบนานและถี่กว่านี้อาจเกิดผลเสียกับร่างกายมากกว่าผลดี

แล้วต้องงีบอย่างไรจึงจะได้ผลดีล่ะ

หากต้องการให้การงีบมีประสิทธิภาพมากที่สุดให้ทำตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • งีบสั้นๆ อย่างที่ผลวิจัยบอกว่าไม่ควรงีบเกิน 1 ชั่วโมง
  • งีบช่วงบ่ายต้นๆ การงีบหลัง 15.00 น.เป็นต้นไปอาจกระทบกับการนอนในช่วงกลางคืน หากงีบใกล้กับเวลานอนตอนกลางคืนมากเกินไป อาจทำให้ความง่วงนอนในช่วงกลางคืนลดลงหรือนอนไม่หลับ
  • สร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับการงีบ เช่น เลือกห้องที่มืดมิด เงียบสงบ อุณหภูมิห้องพอเหมาะและมีพื้นที่เพียงพอ บางคนอาจสวมผ้าปิดตาหรือที่อุดหู เพื่อช่วยให้นอนกลางวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ให้เวลาร่างกายปรับตัวหลังตื่นนอน ควรออกไปเดินรับแสงแดดเพื่อตั้งนาฬิกาชีวิตอีกครั้ง และควรเว้นช่วงให้ร่างกายตื่นตัวก่อนกลับไปปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องอาศัยการตอบสนองแบบฉับพลัน

เคล็ดลับ 4 ดี สูงวัยอย่างสตรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/600423

  • วันที่ 12 ก.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

เคล็ดลับ 4 ดี สูงวัยอย่างสตรอง

ผ่าสูตรสำเร็จการเตรียมตัวเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ด้วยเคล็ดลับ “4 ดี” สูงวัยอย่างสตรอง จาก สสส.

ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัวแล้ว ตามข้อมูลจากมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ที่ระบุว่า ปี 2560 ประเทศไทยมีประชากรสูงอายุ 11 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 17 โดยประเทศไทยกำหนดนิยาม “ผู้สูงอายุ” ไว้ใน พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 3 หมายถึง บุคคลซึ่งอายุเกิน 60 ปี บริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย

สำหรับสัดส่วนที่ใช้ในการแบ่งสังคมสูงวัยนั้น มีเกณฑ์การแบ่ง ดังนี้

1.สังคมสูงวัย (Aged Society) คือสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด

2.สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) คือสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด

3.สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) คือสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำเคล็ดลับการเตรียมตัวที่จะเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ผ่านการพูดคุยกับ นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย และในฐานะผู้สูงอายุแห่งชาติประจำปี 2562 เพื่อให้ทุกคนสามารถวางแผนและตั้งตัวแต่เนิ่นๆ ก่อนจะเข้าสู่สูงวัย โดยคุณหมอ เล่าว่า การจะเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ต้องเตรียมตัวดี 4 ประการ ได้แก่ มีสุขภาพดี มีการทำงาน มีความมั่นคง และมีสิ่งแวดล้อมที่ดี

1.มีสุขภาพดี

– สุขภาพกาย ไม่เจ็บป่วย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ

– สุขภาพจิต ไม่มีอาการวิกลจริต

– สุขภาพทางสังคม คุยกับผู้อื่น มีมนุษยสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

– สุขภาพจิตปัญญา รู้ว่าอันไหนควรหรือไม่ควร

2.มีการทำงานดี

– ทำงานเพื่อตัวเอง คนทำงานต้องมีรายได้ โดยรายได้ต้องมีมากกว่ารายจ่าย และเก็บสะสมไว้

– ทำงานเพื่อผู้อื่น ให้ความช่วยเหลือที่สามารถทำได้

– ทำงานเพื่อสังคม เราอยู่ในสังคมต้องช่วยเหลือสังคม

– ทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อม ไม่เบียดเบียนและช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม

3. มีความมั่นคงดี

– ความมั่นคงทางการเงิน ทุกวันนี้เงินเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งความมั่นคงทางการเงินนี้ก็มีจากการทำงานเพื่อตนเอง และมีรายได้สะสม

– ความมั่นคงทางครอบครัว ต้องอยู่ในครอบครัวและต้องมีความรู้ในการสอนลูกหลานในสิ่งที่ดีงาม

4. มีสิ่งแวดล้อมที่ดี

– สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ที่พักอาศัยเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะเป็นปัจจัยในการส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิต ถึงจะเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ

กิจกรรมสร้างสุขในชีวิตประจำวันที่นับว่าเป็นตัวช่วยในการสร้างเสริมเพื่อให้ผู้สูงอายุ พึ่งพาตนเองและใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข ดังนี้

1.กิจวัตรประจำวัน / การดูแลตนเอง

– การดูแลสุขอนามัยของตนเอง เช่น อาบน้ำ แต่งตัว

– การรับประทานอาหาร

– การเคลื่อนย้ายตัวเอง การเดิน การถัด การนั่งรถเข็น

– การกินยา

– การใช้อุปกรณ์ส่วนบุคคล เช่น แว่นตา เครื่องช่วยฟัง

2.การทำงาน

– การทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ

– การทำงานบ้าน ดูแลหลาน

– การทำงานเพื่อสังคม

3.กิจกรรมยามว่าง / นันทนาการ

– ดูโทรทัศน์ ฟังเพลง ทำสวน รดน้ำต้นไม้ อ่านหนังสือ เขียนบันทึก เลี้ยงสัตว์ ออกกำลังกาย

ที่สำคัญและลืมไม่ได้ คือการออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยส่วนตัวคุณหมอเป็นคนชอบออกกำลังกายและมีวิธีในการรับประทานอาหารที่เน้นผักและผลไม้ นี่คงเป็นเคล็ดลับที่ทำให้คุณหมอแข็งแรงและมีอายุถึง 94 ปี นับเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพอีกท่านหนึ่งนั่นเอง

“เราต้องเตรียมของเราเอง อย่าหวังเพิ่งคนอื่น เราต้องทำของเราเองให้ได้” คุณหมอบรรลุ กล่าวทิ้งท้าย

 

ข้อมูล : www.thaihealth.or.th

ภาพ : Pixabay

โรคหัวใจครองแชมป์ตายอันดับ 1 ทั่วโลก ไทยสูญเสียโดยเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/600412

  • วันที่ 11 ก.ย. 2562 เวลา 19:30 น.

โรคหัวใจครองแชมป์ตายอันดับ 1 ทั่วโลก ไทยสูญเสียโดยเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน

แพทย์ มธ. เผยวิทยาการอัลกอริธึ่ม (Algorithm) ใหม่ ใช้คู่ไฮ เซนซิทิฟ คาร์ดิแอค โทรโพนิน ที (High sensitivity cardiac troponin T) วินิจฉัยไว เร่งรักษา ลดอัตราการเสียชีวิต

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผู้คนทั่วโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เฉพาะในประเทศไทยในปี ในปี 2559 พบผู้เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ 19,030 คน คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 29.09 ต่อประชากรแสนคน ส่วนผู้ป่วยโรคหัวใจรายใหม่อยู่ที่ 98,148 ราย มีอุบัติการณ์อยู่ที่ 150.1 ต่อประชากรแสนคน และมีอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขทางสถิติจากกระทรวงสาธารณสุข (16 กันยายน 2561) พบว่า มีจำนวนคนไทยที่ป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด 432,943 คน มีอัตราการเสียชีวิตถึง 20,855 คนต่อปี หรือชั่วโมงละ 2 คน และด้วยจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่มีจำนวนมาก ก่อให้เกิดปัญหาสถานการณ์ความแออัดของห้องฉุกเฉิน ซึ่งเป็นปัญหาด้านสาธารณสุข จากสถิติปี 2559 พบว่า ในประเทศไทยมีสถิติผู้ป่วยที่เข้ารับบริการการรักษาในห้องฉุกเฉินอยู่ที่ 458 :100,000 ประชากร ซึ่งสูงกว่าสหรัฐอเมริกา (421:100,000 ประชากร) ออสเตรเลีย (331: 100,000 ประชากร) และอังกฤษ (412 : 100,000 ประชากร) ทั้งนี้ ในประเทศไทยมีผู้ป่วยเข้ารับบริการในห้องฉุกเฉินเป็นจำนวนมากถึง 35 ล้านครั้งต่อปี และพบว่าเกือบร้อยละ 60 เป็นผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน (ข้อมูลจากคู่มือแนวทางการจัดบริการห้องฉุกเฉินที่เหมาะสมกับระดับศักยภาพสถานพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2562)

การพบผู้ป่วยที่ไม่ฉุกเฉินที่เข้ารับบริการในห้องฉุกเฉินเป็นจำนวนมาก ไม่ส่งผลดีต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรในห้องฉุกเฉินเพื่อให้การรักษาและดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่า ดังนั้น เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน การพิจารณาคัดแยก (Triage) ว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินที่แท้จริงหรือไม่ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ผศ.นพ.พิสิษฐ หุตะยานนท์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจที่เข้ารับการตรวจรักษาในโรงพยาบาลนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่เข้ารับการตรวจแบบทั่วไป และกลุ่มที่เข้ารับการตรวจแบบฉุกเฉิน การตรวจวินิจฉัย ดูแล และรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจเหล่านี้ แพทย์จะใช้ protocol ที่เป็นแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยซึ่งได้รับการพัฒนา โดยทีมแพทย์และทีมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างอิงกับแนวทางเวชปฏิบัติจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจ อเมริกา (American Heart Association) และสมาคมแพทย์โรคหัวใจยุโรป (European Society of Cardiology) รวมถึงแนวทางเวชปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดในประเทศไทย โดยสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย แนวทางดังกล่าว แพทย์จะอาศัยการตรวจสอบประวัติ ลักษณะอาการของผู้ป่วย ลักษณะของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการพิจารณาว่ามีการเสื่อมสลายของกล้ามเนื้อหัวใจหรือไม่ โดยการเจาะเลือดเพื่อตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของระดับสารบ่งชี้ภาวะโรคหัวใจ (cardiac biomarker / cardiac troponin) ปัจจุบันจะเป็นการตรวจวัดสารบ่งชี้ภาวะโรคหัวใจแบบ high sensitivity cardiac troponin T ที่ให้ผลการตรวจวัดอย่างละเอียดและมีความแม่นยำ สามารถนำมาใช้กับ แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่สงสัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันแบบ 0 และ 1 ชั่วโมง (0h/1h algorithm) ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการวินิจฉัยผู้ป่วยที่สงสัยภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันที่ส่งผลให้เกิดลักษณะของกล้ามเนื้อหัวใจตายดังกล่าว จากเดิมที่ต้องรอการแปลผลการเปลี่ยนแปลงของสารบ่งชี้โรคหัวใจ 3-6 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ก็ลดลงเป็นที่ 1 ชั่วโมง

แนวทางการรักษาดังกล่าวให้ประโยชน์อย่างน้อย 2 ประการ ประการแรกถือเป็นประโยชน์สำคัญที่ตกแก่ผู้ป่วย โดยหากแพทย์สามารถให้การวินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีภาวะโรคซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงหรือมีภาวะแทรกซ้อนสูงหรือไม่ ภายในระยะเวลาที่สั้นลง จะส่งผลให้แพทย์สามารถตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมในขั้นตอนต่อไปได้เร็วขึ้น ในขณะเดียวกัน หากผลการตรวจเลือดไม่พบการเปลี่ยนแปลงของ high sensitivity cardiac troponin T การตั้งสมมติฐานที่ว่าผู้ป่วยอาจมีภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบนั้น อาจมีความเป็นไปได้น้อย แพทย์ก็จะสามารถมุ่งประเด็นสู่การหาสาเหตุอื่นที่สามารถอธิบายอาการของผู้ป่วยได้เร็วขึ้นเช่นกัน แทนที่จะต้องรออีก 2-3 ชั่วโมง ซึ่งแน่นอนว่าการวินิจฉัยที่รวดเร็วขึ้นดังกล่าว จะสามารถบรรเทาความไม่สบายใจ การลังเลสงสัย และความกังวลของทั้งตัวผู้ป่วยเองและญาติของผู้ป่วย จากการรอฟังผลจากแพทย์ลงไปได้อย่างมาก

ประโยชน์ประการที่ 2 การที่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยเร็วขึ้น และได้รับการส่งต่อไปยังตำแหน่งที่ควรได้รับการรักษาได้รวดเร็วขึ้น หรือได้รับการพิจารณาให้สามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย แพทย์และบุคลากรในห้องฉุกเฉินจะมีเวลาในการดูแลผู้ป่วยหนักรายอื่นเพิ่มขึ้น ลดปัญหาความแออัดของห้องฉุกเฉินได้อย่างมาก และส่งผลดีต่อระบบการรักษาดูแลผู้ป่วยโดยรวม

ด้าน รศ.นพ.วินชนะ ศรีวิไลทนต์ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า ปัญหาที่พบได้ในห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ก็คือการมีผู้ป่วยมารับการรักษาเป็นจำนวนมาก ผู้ป่วยต้องรอที่ห้องฉุกเฉินเพื่อรับการวินิจฉัย ดูแล และรักษา เป็นเวลานาน สาเหตุมักมาจากจำนวนเตียงภายในหอผู้ป่วยที่ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วย ปัญหานี้เราเรียกว่า Emergency Department Overcrowding ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บเค้นบริเวณหน้าอกถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการมีภาวะการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ การได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็วจึงมีความสำคัญมาก ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ ที่ห้องฉุกเฉินโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจและต้องรอที่ห้องฉุกเฉินเป็นเวลานานนั้น มักพบผลลัพธ์ที่ไม่ดีในการรักษาเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่อยู่ในห้องฉุกเฉินภายในระยะเวลาที่สั้นกว่า

การตรวจวัดสารบ่งชี้ภาวะโรคหัวใจแบบ high sensitivity cardiac troponin T ที่มีความไวสูง สามารถช่วยแพทย์ตรวจพบความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจที่จะเกิดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย การ นำแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่สงสัย ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันแบบ 0 และ 1 ชั่วโมง (0h/1h algorithm) มาปรับใช้สำหรับ ผู้ป่วยที่สงสัยภาวะโรคหัวใจในห้องฉุกเฉินนั้น สามารถช่วยแพทย์ในการพิจารณา rule-out หรือคัดผู้ป่วย ที่มีความเสี่ยงระดับต่ำ (low risk) ออกจากการสงสัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ซึ่งเชื่อว่า น่าจะตอบปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องฉุกเฉิน นั่นคือผู้ป่วยที่นอนรอที่ห้องฉุกเฉินนานเกินไปจะได้รับการวินิจฉัยที่รวดเร็วขึ้น แพทย์จะสามารถพิจารณาในระยะเวลาที่สั้นลงว่า เมื่อใช้แนวทางแบบ 0 และ 1 ชั่วโมง (0h/1h algorithm) แล้วไม่พบความเปลี่ยนแปลงของระดับ high sensitivity cardiac troponin T รวมทั้งประเมินความเสี่ยงแล้วผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย หรือกรณีผลการตรวจ high sensitivity cardiac troponin T มีการเปลี่ยนแปลงสูงเกินค่า cut-point ของแนวทางแบบ 0 และ 1 ชั่วโมง (0h/1h algorithm) อย่างชัดเจน ผู้ป่วยก็จะได้รับการเริ่มต้นการรักษาอย่างรวดเร็ว หรือมีความจำเป็นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ลดอัตราการเสียชีวิต และลดปัญหา สถานการณ์ความแออัดภายในห้องฉุกเฉิน อันนำไปสู่ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของแพทย์และเจ้าหน้าที่ ห้องฉุกเฉินต่อไป

‘ไมโครพลาสติก’ ภัยคุกคามห่วงโซ่อาหาร กระทบใครมากที่สุด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/600402

  • วันที่ 11 ก.ย. 2562 เวลา 18:01 น.

'ไมโครพลาสติก' ภัยคุกคามห่วงโซ่อาหาร กระทบใครมากที่สุด?

การปนเปื้อนของไมโครพลาสติก ภัยคุกคามสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลที่กำลังส่งผลสะท้อนกลับมายังมนุษย์

 

จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 จังหวัดตรัง” เผยผลการศึกษาไมโครพลาสติกในกระเพาะปลาทู บริเวณเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง โดยเก็บตัวอย่างจากท่าเรือบริเวณหาดเจ้าไหม เพื่อวิเคราะห์การปนเปื้อนของขยะประเภทไมโครพลาสติกจากการกินอาหารของปลาทู Rastrelliger brachysoma (Bleeker, 1851)

พบว่า ปลาทูขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 66.53 ± 1.136 กรัม (ค่าเฉลี่ย ± SE) ความยาวมาตรฐานเฉลี่ย 17.46 ± 0.087 (ค่าเฉลี่ย ± SE) เซนติเมตร มีไมโครพลาสติกในกระเพาะของปลาทูเฉลี่ย 78.04 ± 6.503 ชิ้น/ตัว ประกอบไปด้วยลักษณะที่เป็นเส้นใย (สีดำน้ำเงิน แดง และเขียว) ชิ้น (สีดำ ขาว แดง น้ำตาล-ส้ม ฟ้า-น้ำเงิน และเหลือง) แท่งสีดำ และกลิตเตอร์ ซึ่งลักษณะของไมโครพลาสติกที่พบมากที่สุดคือ ชิ้นสีดำ ด้วยค่าร้อยละ 33.96

เรื่องนี้ทำให้หลายคนหันกลับมาทบทวนตัวเองถึงพฤติกรรมการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำพลาสติก ถุงพลาสติก หลอด แปรงสีฟัน ด้ามปากกา ซึ่งจริงๆ แล้วพวกมันก็คือกลุ่มของพอลิเมอร์อินทรีย์ที่ได้จากปิโตรเลียม โดยรวมถึงพอลิไวนิลคลอไรด์ (Polyvinylchloride,PVC), ไนลอน (Nylon), พอลิเอทิลีน (Polyethylene, PE), พอลิสไตรีน (Polystyrene, PS) และพอลิโพรไพลีน (Polypropylene, PP)

ไมโครพลาสติก (Microplastics) คืออะไร?

ไมโครพลาสติกคือ ชิ้นส่วนพลาสติกที่มีขนาด 1 นาโนเมตร ถึง 5 มิลลิเมตร มีที่มาจากหลายแหล่ง อาทิ ไมโครพลาสติกบนบกซึ่งส่วนมากมาจากการเสียดสีของยางรถยนต์กับถนน หรือสีที่ใช้ทาอาคารหรือยานพาหนะ แม้กระทั้งผ้าที่ทำจากใยสังเคราะห์ นอกจากนี้ ยังมีการผลิตไมโครบีดส์ ซึ่งเป็นเม็ดพลาสติกจิ๋วที่เป็นส่วนผสมในสบู่ล้างหน้า เจลขัดผิว ไมโครพลาสติกเหล่านี้ล้วนสามารถลอดผ่านจากกระบวนการบำบัดน้ำเสียลงสู่ทะเลได้ อีกทั้งขยะพลาสติกที่มีขนาดใหญ่ที่ล่องลอยอยู่ในทะเล เมื่อถูกรังสียูวีจากดวงอาทิตย์จะสลายโครงสร้างเป็นชิ้นเล็กลงกลายเป็นไมโครพลาสติก โดยเฉพาะในมหาสมุทรน้ำอุ่นพลาสติกขนาดใหญ่จะย่อยสลายกลายเป็นไมโครพลาสติก

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกสามารถดูดซึมสารพิษที่มีอยู่ในทะเล ดังนั้น ยิ่งอยู่ในน้ำทะเลนาน ไมโครพลาสติกจะมีความเป็นพิษเพิ่มสูงขึ้น สิ่งมีชีวิตตั้งแต่ต้นห่วงโซ่อาหารอย่างเช่นแพลงตอนสัตว์ในทะเลจึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับสิ่งเหล่านี้เข้าไป ส่วนสิ่งมีชีวิตท้ายห่วงโซ่อาหารอย่างเช่นมนุษย์ อาจได้รับสารพิษตกค้าง เพราะไมโครพลาสติกที่มีขนาดเล็กสามารถผ่านผนังเซลล์ ซึ่งมีนักวิจัยนำเสนอความเป็นไปได้ว่าอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กเหล่านี้อาจโดนลมพัดและล่องลอยอยู่ในอากาศเข้าสู่ปอดของสิ่งมีชีวิตได้ เป็นเหมือนมลภาวะทางอากาศเช่นเดียวกับไอเสียจากรถยนต์

แม้ขณะนี้จะยังไม่มีผลการศึกษาผลกระทบจากไมโครพลาสติกในคนอย่างชัดเจน แต่มีการวิจัยผลกระทบในสัตว์น้ำอย่างเช่น ปลาและกุ้ง พบว่าไมโครพลาสติกที่สะสมในตัวสัตว์ขนาดเล็กจะทำให้เนื้อเยื่อในกระเพาะอาหารเป็นแผล และยับยั้งการเจริญเติบโตของสัตว์ ดังนั้น หากเราบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีไมโครพลาสติกปนเปื้อนก็มีโอกาสสะสมก่อโรคต่างๆ ขึ้นได้ ซึ่งผลกระทบเหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในคน เพียงแต่ระยะเวลาที่จะแสดงอาการอาจจะช้ากว่าสัตว์ขนาดเล็ก

นอกจากนี้ ไมโครพลาสติกยังเป็นวัสดุที่ไม่ละลายน้ำ พวกมันจึงยังคงปนเปื้อนอยู่ในน้ำทะเล เมื่อมนุษย์นำน้ำทะเลมาผลิตเป็นเกลือเพื่อปรุงอาหาร ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการที่ไมโครพลาสติกจะปนเปื้อนมากับเกลือด้วย ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ยังไม่มีแบคทีเรียที่พัฒนาตัวเองจนสามารถย่อยสลายพันธะคาร์บอนที่พบในพลาสติกเหล่านี้ได้ การสร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับไมโครพลาสติก รวมถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อจะรักษาสมดุลในระบบนิเวศเอาไว้ให้ได้ ก่อนที่ภัยร้ายที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์เองจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเรา

การปนเปื้อนไมโครพลาสติกในอาหารและมนุษย์

หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของออสเตรีย (The Environment Agency Austria) ได้นำอุจจาระจากผู้ร่วมการทดลอง 8 คน จาก 8 ประเทศอย่าง ออสเตรีย อิตาลี ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ ญี่ปุ่น รัสเซีย และสหราชอาณาจักร โดยแต่ละคนได้รับประทานอาหารประจำวันแบบปกติ (ผู้ที่ร่วมการทดลองไม่มีใครทานมังสวิรัต และมี 6 คนที่ทานปลาทะเล) ก่อนที่จะส่งอุจจาระของพวกเขาให้หน่วยงานได้วิเคราะห์

ผลที่ได้คือ ตรวจเจอไมโครพลาสติกจากอุจจาระของผู้ที่ร่วมการทดสอบทุกราย โดยไมโครพลาสติกที่พบมีตั้งแต่ พอลิเอทธิลีนเทเรฟธาเลท (ใช้ทำขวดน้ำดื่ม) โพลีพรอพีลีน (เช่น ถุงร้อนพลาสติกบรรจุอาหาร แก้วโยเกิร์ต ) ไปจนถึง โพลีไวนิลคลอไรด์ หรือ PVC (เช่น ฟิล์มห่ออาหาร) เฉลี่ยแล้วพบว่าในแต่ละ 10 กรัมของอุจจาระจะเจออนุภาคของไมโครพลาสติกจำนวน 20 ชิ้น

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ระบุว่า พบไมโครพลาสติกผสมอยู่ในเกลือ โดยเป็นผลการศึกษาร่วมระหว่างศาสตราจารย์ซึง-คยู คิม (Seung-Kyu Kim) แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติอินชอน และกรีนพีซ เอเชียตะวันออก เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนของไมโครพลาสติก (พลาสติกขนาดจิ๋ว) ในเกลือ พบไมโครพลาสติกในเกลือจากแบรนด์ต่างๆ จากทั่วโลก ผลวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่ามลพิษขยะพลาสติกไม่ได้เป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเล เพียงอย่างเดียว แต่มลพิษขยะพลาสติกที่พวกเราสร้างขึ้นกำลังคุกคามเราอย่างเงียบๆ

ไมโครพลาสติกทำอะไรกับร่างกายเรา

เมื่อไมโครพลาสติกเหล่านี้หลุดรอดเข้าไปอยู่ในร่างกายของเราโดยที่เราไม่รู้ตัวนั้น เราอาจเปรียบเทียบกับงานวิจัยที่ตรวจสอบการหลุดรอดของไมโครพลาสติกเข้าไปในร่างกาย และข่าวร้ายก็คือพลาสติกเล็กจิ๋วพวกนี้มีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า BPA หรือบิสฟีนอลเอ สารตัวนี้จะไปรบกวนการทำงานของระบบในร่างกาย รบกวนการทำงานการปล่อยฮอร์โมนเอสโทรเจน

ด้วยระบบการจัดการขยะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งที่ล้มเหลว เป็นสาเหตุหลักอีกประการที่ทำให้ขยะพลาสติกไปกองอยู่ในมหาสมุทร นอกเหนือจากปัจจัยเสริมอื่นๆ เช่น ขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน กิจกรรมต่างๆของมนุษย์ที่สร้างผลกระทบ มีความเข้าใจไม่เพียงพอถึงผลลัพธ์ที่เกิดจากพฤติกรรมของเรา ช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล รวมทั้งขาดแหล่งเงินทุน

แม้ว่าในการประชุม Our Ocean (พ.ศ.2561) บริษัทผู้ผลิตอาหารและน้ำดื่มยักษ์ใหญ่ต่างออกมาให้คำมั่นจะปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลทั้งหมด 100% ภายในปี ค.ศ. 2020-2030 ซึ่งถ้ามองจากตัวเลขที่ขยะรีไซเคิลพลาสติกสามารถนำเข้ากระบวนการรีไซเคิลได้จริงเพียง 9% ก็คงไม่ช่วย เพราะอีก 91% ก็จะไปสิ้นสุดที่หลุมฝังกลบ เตาเผาขยะ หรือมหาสมุทรของเรา

ไมโครพลาสติกจึงเป็นผลมาจากที่เกิดจากการใช้พลาสติก ซึ่งได้แฝงตัวอยู่รอบตัวเราโดยที่เราคาดไม่ถึง และเป็นภัยอันตรายกับสิ่งมีชีวิตบนโลก รวมทั้งมนุษย์ซึ่งถือว่าอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร ดังนั้น  เราควรตระหนักถึงการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น ปัจจุบันเริ่มมีบางบริษัทที่มีการนำพลาสติกมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือนำวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้โดยธรรมชาติมาใช้แทนพลาสติก แต่นวัตกรรมเหล่านี้ล้วนยังมีราคาสูง หากทุกคนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการกระทำที่ช่วยในการลดการใช้ (Reduce) นำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) หรือแปรรูป (Recycle) พลาสติก อาจมีทางช่วยบรรเทาหรือแม้กระทั้งลดปัญหาได้ในอนาคต

หน้าฝนคนไทยเสี่ยงป่วยโรคไข้เลือดออก-โรคไข้มาลาเรียเพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/600288

  • วันที่ 10 ก.ย. 2562 เวลา 17:00 น.

หน้าฝนคนไทยเสี่ยงป่วยโรคไข้เลือดออก-โรคไข้มาลาเรียเพิ่มขึ้น

สถิติครึ่งปีแรกพบผู้ป่วยไข้เลือดออก-มาลาเรียเพิ่มขึ้น พบคนทำงานใกล้ป่า-พื้นที่ชายแดนกลุ่มเสี่ยงสูงต้องเฝ้าระวัง

ยังคงอยู่ในช่วงหน้าฝน ซึ่งคงต้องเฝ้าระวังสำหรับโรคภัยต่างๆ ที่มากับหน้าฝน โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออก ไม่เพียงแต่ประชาชนทั่วไปที่อาศัยในเมืองเท่านั้น สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ป่า หรือ บริเวณเขตชายแดน นับเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน โดยนอกจากต้องระมัดระวังโรคไข้เลือดออกแล้ว ยังต้องระวังโรคไข้มาลาเรียอีกด้วย

เผยสถิติครึ่งปีแรกพบผู้ป่วยไข้เลือดออก-มาลาเรียเพิ่มขึ้น

มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของโรคไข้เลือดออกและโรคไข้มาลาเรีย ซึ่งขณะนี้การกลับมาระบาดของทั้ง 2 โรคมีแนวโน้มที่สูงขึ้น จากรายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออกล่าสุด ของกระทรวงสาธารณสุข (วันที่ 31 กรกฎาคม 2562) พบว่าตั้งแต่ต้นปีมีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกแล้ว 59,167 ราย เสียชีวิต 67 ราย จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกมากกว่าปี 2561 ในช่วงเวลาเดียวกัน 1.6 เท่า โดยกลุ่มที่ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกสูงสุดคือกลุ่มอายุ 5-14 ปี รองลงมาคือ 15-34 ปี ขณะที่ผู้ป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรียนั้น จากข้อมูลล่าสุด (วันที่ 2 สิงหาคม 2562) พบแล้ว 3,477 ราย โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 22-44 ปี รองลงมาคือ 5-14 ปี

สาเหตุการระบาดของโรค

จากตัวเลขดังกล่าวทำให้ทุกคนต้องระมัดระวังและดูแลสุขภาพตนเองให้มากขึ้น ซึ่งสาเหตุของการระบาดของโรคมีอยู่หลายปัจจัย ทั้งปริมาณยุงลายพาหะของโรคมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากอากาศที่ร้อนและร้อนเร็วขึ้น ทำให้วงจรชีวิตของยุงถูกเร่งให้เข้าสู่ช่วงตัวเต็มวัยจาก 7 วัน เป็น 5 วัน รวมถึงมีผู้ป่วยติดเชื้อในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเมื่อผู้ป่วยถูกยุงลายกัดและยุงไปกัดคนอื่นต่อก็จะมีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค ยิ่งเป็นช่วงฤดูฝนทำให้แหล่งเพาะพันธุ์ยุงมีเพิ่มมากขึ้น จึงมีแนวโน้มว่าจะมีปริมาณผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกและโรคไข้มาลาเรียเพิ่มขึ้นอีกในช่วงครึ่งปีหลัง

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคไข้เลือดออก

กลุ่มที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน ไขมัน หัวใจขาดเลือด ไทรอยด์ หอบหืด โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีน้ำหนักตัวมาก จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรครุนแรงได้มาก นอกจากนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน หากจำนวนเชื้อไวรัสในเลือดของคุณแม่สูง ก็สามารถส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้

คนทำงานใกล้ป่า-พื้นที่ชายแดน กลุ่มเสี่ยงสูง

สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงซึ่งต้องเฝ้าระวังในการเกิดโรค คือ ประชาชนที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่า รวมไปถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าซึ่งต้องออกปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อุทยานและบริเวณเขตชายแดน ต้องคอยระวังและหลีกเลี่ยงสาเหตุของการโรคภัยเหล่านี้ โดยทุกคนควรสังเกตอาการเจ็บป่วยของตนเอง ซึ่งผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออกจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่นหรือจุดแดงขึ้นคล้ายผื่นของโรคหัด หน้าแดง บางรายอาจมีภาวะเลือดออก ในรายที่มีอาการรุนแรงมากหลังมีไข้มาหลายวันอาจเกิดภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลวหรือภาวะช็อกขึ้นได้ ส่วนโรคไข้มาลาเรียนั้นจะมีอาการทั่วไปคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีอาการไข้สูง หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เหงื่อออก และ เบื่ออาหาร

มีคำแนะนำดีๆ จากทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากสงสัยว่าป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย รวมไปถึงวิธีการป้องกัน ดังนี้

เบื้องต้น หากมีอาการเจ็บป่วยหรือไม่สบาย หรือสงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออกหรือโรคไข้มาลาเรีย แนะนำว่า ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาตามอาการของโรคจะปลอดภัยที่สุด ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง หรือรับประทานแค่ยาพาราฯ เพราะไข้จะไม่ลด นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงยาในกลุ่ม NSAIDsเพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เนื่องจากเป็นยาที่มีผลข้างเคียง คือ ทำให้ระบบเลือดไม่คงที่และทำให้เลือดออกง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวหากรักษาไม่ถูกวิธีอาจเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย

มีคำแนะนำและวิธีการป้องกันควรหลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด ได้แก่ นอนในมุ้ง ใส่เสื้อผ้ามิดชิด ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น บริเวณที่มีน้ำขัง ฉีดพ่นหมอกควันไล่ยุง และหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่การระบาดของโรค

สำหรับโรคภัยที่มากับหน้าฝนยังมีอีกหลายโรคที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งที่ร้ายแรงและไม่ร้ายแรง อาทิ โรคปวดข้อยุงลาย หรือ โรคชิคุนกุนยา โรคไข้ซิกา โรคไข้รากสาดใหญ่ (Scrub Typhus) หรือ ไข้เห็บ ไข้ฉี่หนู ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ภัยจากสัตว์และพืชมีพิษต่างๆ อีกด้วย

Moves made to deal with rare diseases in Thailand

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30376738

Moves made to deal with rare diseases in Thailand

Sep 26. 2019
 Wanitcha Kaewya, centre, and her parents. Wanitchaya is a patient of Gaucher Disease - the rare condition and affect one in 100,000 people.

Wanitcha Kaewya, centre, and her parents. Wanitchaya is a patient of Gaucher Disease – the rare condition and affect one in 100,000 people.
By The Nation

571 Viewed

When Wanitcha Kaewya was about a year old, her mum felt something was wrong – the little girl had an irregularly large abdomen, she cried often and rarely ate or even learned to speak.

When the child appeared to have aching bones and trouble breathing, her parents took her to the doctor, who found that Wanitcha’s spleen was unusually large and removed it. For nearly 20 years, doctors had been treating Wanitcha for symptoms, because they had no idea what she was suffering from. It was not until Wanitcha turned 20 that a doctor at Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospital eventually found that she was suffering from Gaucher Disease.

Gaucher is a rare condition and affects one in 100,000 people. It is estimated that some 600 people are suffering from this condition in Thailand, but so far, only 30 have been diagnosed and only 20 are being treated under state-provided healthcare benefits.

These figures do not just portray the challenges faced by the public health system in Thailand, but also illustrate the need for research and awareness of the disease among both the medical community and the general public.

An inherited disease, Gaucher is created by the mutation of the gene that is responsible for creating the glucocerebrosidase enzyme that the body needs to break down a particular kind of fat called glucocerebroside.

The early signs of this disease can be very alarming as the body starts getting disfigured due to a deficiency of this enzyme, as the body becomes incapable of eliminating certain fatty substances in the cells, causing an accumulation of the fat, which then disfigures the organs.

The first organs to be enlarged are the liver and spleen, before the patient starts showing signs of blood abnormalities. Affected people can develop anaemia, get easily bruised or start bleeding due to a low level of platelets. Some patients may also develop bone abnormalities, like pain, thinning or fractures. The condition can also cause slow development in certain patients. Gaucher Disease Type 2 and Type 3 present neurological disorders such as a slowdown in intellectual development and seizures.

In 2013, LSD Thailand Foundation notified Wanitcha’s mum that the disease can be treated via enzyme replacement therapy, and that it was included in the National List of Essential Medicines. The mother was finally able to see her daughter get better and happier.

Nevertheless, the family is still concerned about the expenses, because they have to travel almost 100 kilometres every two weeks for the treatment. They wish the government would also provide financial aid to cover all expenses related to the treatment.

Wanitcha is now 30, living a normal life, and is offering to advise anyone else fighting this rare disease.

Assoc Professor Dr Adisak Tantiworawit.

Assoc Professor Dr Adisak Tantiworawit.

Assoc Professor Adisak Tantiworawit, MD, a haematologist at Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospital, affiliated to the Faculty of Medicine, Chiang Mai University, said: “The most important characteristic of Gaucher disease and other rare diseases is that they are rarely found. This is why most people, including healthcare personnel, are not aware of rare diseases, as we rarely experience them and the chance of anyone developing these diseases is very slim. The public also lacks an understanding of rare diseases. Also, there are very few specialists in Thailand, making it hard to properly diagnose and treat them. Moreover, there are only about 15 haematologists and geneticists in Thailand who are capable of diagnosing and treating Gaucher disease.

“Every October 1 is International Gaucher Day, and I want to raise awareness of the disease as it is rare and very few physicians understand the symptoms well enough to make an accurate diagnosis. Reports from other countries indicate that on average patients with Gaucher disease spend 10 years seeing seven different doctors before they finally meet one who can correctly diagnose their disease. The symptoms of Gaucher disease may appear at any age, though symptoms in adults are not as outstanding as in children. Also, different patients do not necessarily have the same symptoms. Moreover, the symptoms are usually similar to those of other haematological disorders such as thalassemia, leukaemia and lymphoma, which are so much more common than Gaucher. Therefore, Gaucher disease can be easily misdiagnosed,” Dr Adisak added.

In Thailand, there are 30 confirmed Gaucher Disease patients, 90 per cent of whom are children with most of them affected by Gaucher Type 3, which is characterised by brain complications. The incidence in Thailand is worth studying as it is contrary to the occurrence in other countries where more adults are affected than children. In addition, 90 per cent of patients in other countries have Gaucher Type 1, which does not affect the brain.

Dr Adisak said Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospital has established a specific guideline called High-Risk Screening Project to screen patients and to provide them with quick diagnosis when they come to see a haematologist. Under this scheme, when doctors find patients displaying physical signs of Gaucher disease or whose lab results suggest they have the condition, such as an abnormally enlarged spleen or low levels of either red or white-blood cells, or particularly low levels of platelets, they will be tested for Gaucher Disease.

“Initially, we will draw blood from the fingertip of suspected patients. If test results point to Gaucher disease, the patients will have to undergo a test for genetic mutation to determine if they are actually affected by the disease. Confirmed patients will then register for treatment to be funded by the National Health Security Office under the Public Health Ministry. The patient will have to undergo enzyme replacement therapy every two weeks for the rest of their life. The other option is bone-marrow transplant, but this method is costly and there are many limitations at present.”

The Public Health Ministry recently introduced guidelines for the care for patients suffering rare disease under the National Health Security System. A task force to develop a caring system for patients with rare diseases will also be established to ensure fair access to treatment.

“Rare diseases are difficult to manage. The number of affected people is small while specialists on those diseases and service centres are also limited. There is an issue of inaccessibility to treatment and medication. Due to these factors, a proposal for the development of a concrete system for rare diseases treatment has been prepared,” Dr Adisak added.

Alcohol, sedatives can depress body’s breathing mechanism, doctor warns

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30376679

Alcohol, sedatives can depress body’s breathing mechanism, doctor warns

Sep 25. 2019
By The Nation

360 Viewed

Dr Krisda Sirampuj, director of an international anti-ageing medical centre, said a human body’s respiratory mechanism doesn’t start in the lungs, but actually in the brain, which instructs the human body to breathe. He said this brain-to-lungs connection is automatic and our bodies know not to hold the breath.

“However, my concern is that some activities can intentionally or unintentionally affect our breathing mechanism, like alcohol or sleeping agents. Some might say these things do not kill people, but they don’t realise that not everybody’s breathing mechanism is the same. Drinking too much or forcing someone to drink may lead to death. Some people commit suicide by overdosing with sleeping agents, or worst-case scenario, they wash down sedatives with alcohol,” Dr Krisda said.

The doctor has been studying cases of the overuse of sedatives and consumption of alcohol. He said the use of sedatives and alcohol depresses the body’s breathing mechanism. For instance, if morphine, a pain-relief medication, is teamed up with benzodiazepines, a sleep agent, the nervous system will not be able to control the breathing mechanism at all.

Signs of respiratory depression are confusion, disorientation, fatigue, shallow breathing, bluish or tinted skin, seizures, respiratory arrest, coma and eventual death.

The six chemicals that can stop respiration are:

1. Sleeping pills or anxiety suppressants such as benzodiazepines or barbiturates;

2. Drugs used in anaesthesiology;

3. Anti-epilepsy drugs like phenobarbital;

4. Ethanol or alcohol which can be catastrophic when combined with sleeping pills or other sleep-inducing agents such as barbiturates or chloral hydrate;

5. Opium-based painkillers such as morphine, tramadol, fentanyl and heroin;

6. Drugs such as amphetamines, cocaine and gamma hydroxy butyrate.

He said, these drugs are safe under the control of a medical expert or an anaesthesiologist, adding that people should always control the amount of alcohol they consume.

Depression and cyber-addiction disorders (Recommended)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30376494

Depression and cyber-addiction disorders (Recommended)

Sep 23. 2019
.

Play Video

524 Viewed

Today we will talk about depression as well as internet addiction and related disorders. First of all, major depression is a clinical illness. This doesn’t include sadness and other short-lived unhappy events. Depression is determined by a clinical diagnosis. So a depressed person is someone who has no apparent cause of illness, but is still suffering the effects on their way of life or work. It may stem from a genetic disorder.

Or it may happen to those with chronic illnesses such as prolonged diabetes or cancer. Also, drug abusers are a high-risk group for major depression.

Developed countries usually have more diagnosed cases of major depression than do developing countries. Statistics show that people in developed countries have a 15 per cent chance of having a major depression, so one in every 7 persons is a sufferer at least once in their lifetime.

In developing countries, a person has a 10 per cent chance of developing major depression, or one in every 10 persons.

However, the ratio of depression incidents among senior citizens and those with chronic diseases are much higher than in the general population.

Can you talk about depression and cyber addiction disorders, such as cyberbullying, which are increasingly common among younger people?

Yes, this is a new type of incident resulting from the widespread use of technology and internet devices.

While the internet has been around for more than 20 years over the past decade, it has become more widespread due to the use of mobile devices, which are convenient and handy. They’re everywhere, even while you are jogging. Most students also have mobile phones.

Now, authorities allow primary school students to bring their mobile phones to classes. However, there are both pros and cons of using mobile phones among young people.

In recent research, we worked with two Bangkok schools and found that students with mobile phones have better academic performance than those without the devices. However, there are also other factors at play, such as that higher-income households can afford the devices or have more money to pay for after-school tuition.

Those with mobile phones may have advantages in terms of using their devices to search for additional information on the internet, for instance.

What’s about the cons?

There are also many negative consequences, including cyberbullying and other internet addiction disorders.

What is your advice for parents with young children?

First of all, parents need to spend sufficient time with their kids. They need to pay close attention to the well-being of young persons. Love and care are crucial and there are no substitutions.

If parents do not take care of kids, mobile phones could literally take their place. Addiction is not uncommon among adolescents. Parents need to give quality time to their kids, especially from age 4 to 12, the time when their brain is most actively developing. According to research, 95 per cent of brain functions are in place before the age of 7, so this is the so-called golden period for parental care.

On cyberbullying, parents have a major supervisory role to play in prevention and risk mitigation. Unconditional love from parents is probably the most important safeguard. Kids have to cope with things in life mostly on a conditional basis, so unconditional love is very powerful.

Once you are trusted, kids are inclined to talk to you about everything, so please give unconditioned love to them.

On cyber identity, in the older days prior to the advent of the internet and cyber world, people were concerned with just their looks, their appearance in the physical world. There was no cyber appearance and identity as we find on today’s social media platforms. The so-called virtual society is now even more powerful. For example, if you are criticised by another person physically, it may still be okay. It’s just a one-on-one interaction.

However, if there are many other people online who are criticising you on social media platforms, that’s a big deal, especially if it goes viral and results in a bad cyber reputation. Hundreds or even thousands of people online would be aware of the dislikes or negative messages, which unfortunately are not erasable. That hurts, especially when people see their cyber-image as more valuable.

Unconditional love from parents is again the best safeguard for kids if we want to help them navigate the pros and cons of cyberspace. After all, adults and kids need technology to do many things, so it is not possible to be completely offline. Today, most people use Facebook, Line, Instagram etc to communicate. Many will take photos of their special meals and share online and so on.

Today, people have more social pressures due to the need to manage both online and offline images. This is a new phenomenon. Perhaps in another decade or two we will ask for a retreat, to be offline in certain places. I like to be on an aeroplane for 5 to 6 hours when I am offline. It’s peaceful and heavenly.

What is your opinion on how the cyber world effects relationships?

First, we appear to communicate more often using mobile devices and social media, but the increased frequency does not mean a better quality of relationship. For example, your wife or kid may want to see you on a video chat while you’re overseas. Access is easier but the quality is not clear. A small child may talk on a video call for 30 seconds and then get distracted by something else.

Overall, a link between cyberbullying and depression is quite clear among the young population. For senior citizens, the whether there is a link is not yet known, even though many now use social media platforms regularly. However, there are some obvious benefits for older people in terms of cognitive exercise and social interaction online.

One example is my father. He’s 87, and uses social media to interact with friends.

In short, there are both pros and cons as far as social media technology and mobile devices are concerned. The advice is to give unconditional love to kids to deal with the negative consequences of cyberspace. Make sure you give them enough time.

 

Video reveals grim situation in emergency rooms

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30376537

Video reveals grim situation in emergency rooms

Sep 21. 2019
Credit:National Institute for Emergency Medicine

Credit:National Institute for Emergency Medicine
By The Nation

1,022 Viewed

A heart-wrenching two-minute video released by the National Institute for Emergency Medicine, designed to inform people about how to make the best use of hospital emergency facilities, is apparently in response to recurring complaints about inadequate service resulting in loss of life.

An institute official told The Nation that patients sometimes do indeed die partly because of limited resources and overcrowded emergency rooms.

Death could also occur, she said, because the doctor on duty misdiagnoses a condition or errs in deciding which patients are in most dire need of attention.

The dialogue in the video runs as follows:

Dad: My kid has a high fever and has fallen unconscious.

Nurse: Well, we’ll run tests in a minute, so please have a seat and wait.

Mom: Yes ma’am.

Narrator: Statistics shows 60 per cent of patients in emergency rooms are not people in urgent need. This means doctors and nurses have to work very hard. Moreover, limited medical equipment cannot meet the high demand.

Nurse: Please wait. The doctor is busy with an emergency patient.

First teenager: How long do we have to wait? My friend has a cut on the head and we’ve been waiting for an hour!

Second teenager: This hospital sucks!

Dad: What are you doing? Isn’t this the emergency department? My kid is severely ill, so why is there no doctor to look at him? Are you waiting until he dies?

Nurse: We have to take care of the emergency patients first. I’m really sorry but we have one patient who needs urgent treatment. Excuse me sir.

Dad: Hey, my kid is going to die! Isn’t that an emergency?

Dad: You’re too busy but you have time to play with your mobile phone! If you don’t want to cure people, then why did you become a doctor?

Nurse: The patient has low blood pressure and is not responding.

Narrator: People waiting in the emergency room must acknowledge that the doctors and all staff are spending every minute saving the life of another patient. People without emergency conditions shouldn’t use the emergency room because every minute lost there could be a matter of life or death for many others who are in more critical condition.