กินผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง จริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630251

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 08:50 น.กินผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง จริงหรือ?อย.เเจ้งเตือนข่าวปลอม กินผักไฮโดรโปนิกส์แล้วเป็นมะเร็ง พร้อมเผยยังไม่มีข้อมูลชี้ชัดว่าฟอสฟอรัสทำให้เกิดมะเร็งได้ ย้ำผักไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช่ผักออร์แกนิค พร้อมแนะวิธีการล้าง การกินเพื่อลดพิษสะสม

จากกรณีที่มีการส่งต่อข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ประเด็น “บริโภคผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง โดยงานวิจัยเมื่อ 3 ปีที่แล้วโรงพยาบาลใหญ่ 5 แห่งใน กทม. วิจัยสาเหตุมะเร็งเพิ่มขึ้น 300% เกิดจากกินผักไฮโดรโปนิกส์ เพราะตัว P (ฟอสฟอรัส) มากเกินขนาดเป็นสาเหตุเกิดมะเร็งเต้านม”

เรื่องนี้ นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เผยว่า ตามที่มีการส่งต่อข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดียในลักษณะ “บริโภคผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง อย. ได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้ว พบว่าข้อความที่ถูกส่งต่อนั้นมีการส่งต่อวนกลับมาเป็นระยะ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยผักไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช่ผักออร์แกนิก ดังนั้น จึงสามารถใช้สารเคมีในการเพาะปลูกได้แต่ต้องปฏิบัติตามหลักทางการเกษตร และมีปริมาณสารพิษตกค้างรวมทั้งสารปนเปื้อนไม่เกินปริมาณตามที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขกําหนด

ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ หรือมีงานวิจัยทั้งในประเทศและระดับนานาชาติยืนยันว่า ฟอสฟอรัสเชื่อมโยงกับการเกิดโรคมะเร็งเต้านม รวมถึงยังไม่มีการยืนยันว่าสารไนเตรทที่พบอยู่ตามธรรมชาติในอาหาร ซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นไนไตรด์ในระบบการย่อยอาหารทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง 

สำหรับความกังวลเรื่องปริมาณสารไนเตรทในผักไฮโดรโปนิกส์ปริมาณสูง เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งนั้น ความเป็นจริงไนเตรทเป็นสารที่พบได้ทั้งผักที่ปลูกในดินและผักไฮโดรโปนิกส์ ถ้าพืชมีการเจริญเติบโตและสังเคราะห์แสงที่เป็นปกติ โอกาสที่จะเกิดการสะสมไนเตรทจนถึงระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อการบริโภคจึงมีน้อยมาก นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่เคยเสนอคณะกรรมการอาหารพิจารณาในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ที่แน่ชัด 

จึงขอเตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อข้อความที่ส่งต่อกัน เนื่องจากยังไม่มีการยืนยันว่าบริโภคผักไฮโดรโปนิกส์แล้วเสี่ยงเป็นมะเร็ง ทั้งนี้ หากกังวลเรื่องปริมาณไนเตรท อาจใช้วิธีนึ่งหรือต้มผักเป็นเวลา 10 นาที หรือนำผักแช่ในน้ำสารละลายด่างทับทิมและน้ำเกลือจะช่วยลดปริมาณไนเตรทได้ และไม่ควรกินผักหรือผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจำ ควรกินให้หลากหลายหมุนเวียนกันไป หรือบริโภคผักผลไม้ตามฤดูกาลและบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ ลดการรับพิษสะสม รวมถึงควรเลือกซื้อผักที่ได้รับตรารับรองคุณภาพ GAP, GMP หรือตรารับรองเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัย

AstraZeneca to send Japan 120 million doses of vaccine #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

AstraZeneca to send Japan 120 million doses of vaccine

Health & BeautyAug 09. 2020

By Syndication Washington Post, The Japan News-Yomiuri · No Author · BUSINESS, WORLD, ASIA-PACIFIC 
The Japanese government has reached a supply deal with British drugmaker giant AstraZeneca for 120 million doses of a coronavirus vaccine when it is available. 

Health, Labor and Welfare Minister Katsunobu Kato said at a news conference Friday that Japan is to receive the vaccine as early as next year, with 30 million doses to be supplied by March, should AstraZeneca succeed in developing the drug.

AstraZeneca, which is developing the vaccine in collaboration with the University of Oxford, is in the final stages of clinical trials and is aiming to commercialize the vaccine in September.

The company will begin clinical trials in Japan this month to confirm the safety and effectiveness of the vaccine when it is administered to Japanese, he said. 

The firm has yet to decide whether the vaccine will be administered once or twice per person. The vaccine supply is sufficient for at least 60 million people.

“We will continue discussions with other vaccine manufacturers as well,” Kato said at the news conference.

มะเร็งไทรอยด์ Top 7 มะเร็งร้ายที่พบในเพศหญิง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629964

วันที่ 05 ส.ค. 2563 เวลา 07:35 น.มะเร็งไทรอยด์ Top 7 มะเร็งร้ายที่พบในเพศหญิงเเพทย์เผยมะเร็งต่อมไทรอยด์พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ชี้ตรวจเจอเร็วสามารถรักษาให้หายขาดได้

จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งประเทศไทย นายแพทย์สมศักดิ์ อรรมศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า เราพบผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์รายใหม่ประมาณ 2,800 ราย โดยส่วนใหญ่จะพบมะเร็งต่อมไทรอยด์ในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย จัดอยู่ในอันดับ 7 ของมะเร็งทั้งหมดที่พบในเพศหญิง ส่วนในเพศชายแม้จะพบน้อยกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงของการเกิดโรคเช่นกัน มะเร็งไทรอยด์เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในต่อมไทรอยด์ และพัฒนาเป็นก้อนมะเร็งขึ้น และอาจจะขยายโตขึ้นเรื่อยๆ สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้

ปัจจุบันยังไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่ามะเร็งไทรอยด์เกิดจากสาเหตุใด แต่มีหลายปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยง เช่น

  • การได้รับรังสีบริเวณลำคอหรือบริเวณต่อมไทรอยด์
  • เคยเป็นโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์
  • ขาดธาตุอาหารไอโอดีน
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ เป็นต้น

มะเร็งไทรอยด์ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการใดๆ แต่เมื่อเซลล์มะเร็งเจริญเติบโตขึ้น ผู้ป่วยอาจคลำพบก้อนนูนใต้ผิวหนังบริเวณกึ่งกลางลำคอ ซึ่งอาจพบเพียงก้อนเดียวหรือหลายก้อนก็ได้ และอาจพบอาการป่วยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เสียงแหบ หายใจลำบากหรือหายใจมีเสียงหวีด กลืนลำบากหรือรู้สึกเจ็บขณะกลืน เจ็บบริเวณลำคอ ต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอบวม

ทางด้านผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติมาพบแพทย์ เบื้องต้นแพทย์จะทำการซักประวัติ โรคประจำตัว และการสัมผัสปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมถึงการตรวจเลือด และหากสงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็งไทรอยด์ แพทย์อาจวินิจฉัยด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม เช่น การทำอัลตราซาวด์ การตรวจด้วยไอโอดีนรังสี การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การทำไทรอยด์สแกน และการตรวจชิ้นเนื้อ ผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์จะได้รับการดูแลรักษาจากทีมแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจากสหวิชาชีพ เพื่อวางแผนวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับชนิดและระยะโรคของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งการรักษามะเร็งไทรอยด์อาจทำได้หลายวิธี เช่น การผ่าตัด การรับประทานไอโอดีนรังสี การรับประทานยาฮอร์โมนไทรอยด์ การฉายรังสี การทำเคมีบำบัด

สำหรับการป้องกันโรคแม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดแต่เราสามารถป้องกันโรคได้ จากการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เลือกรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนสูง และตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี หากตรวจพบโรคในระยะเริ่มแรกจะทำให้การรักษาได้ผลดีและมีโอกาสหายจากโรคสูง

บริโภคโซเดียมอย่างไร ไม่ให้ไตทำงานหนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629904

วันที่ 04 ส.ค. 2563 เวลา 08:44 น.บริโภคโซเดียมอย่างไร ไม่ให้ไตทำงานหนักแพทย์เตือนการบริโภคโซเดียมเกิน 2,400 ม.ก. หรือมากกว่า 1 ช้อนชาต่อวันจะทำให้ไตทำงานหนัก เสี่ยงความดันโลหิตสูง พร้อมแนะวิธีลดปริมาณโซเดียมเพื่อการทำงานที่ดีของไต

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก เตือนการบริโภคโซเดียมในปริมาณมากเกินกว่า 2,400 มิลลิกรัม หรือมากกว่า 1 ช้อนชาต่อวัน จะทำให้ไตทำงานหนัก เสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูงและยิ่งมีโอกาสพบบ่อยเมื่ออายุมากขึ้น พร้อมแนะวิธีลดปริมาณโซเดียมเพื่อการทำงานที่ดีของไต

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โซเดียมเป็นส่วนประกอบของเกลือ ซึ่งเกลือ 1 กรัม จะมีโซเดียมประมาณ 400 มิลลิกรัม โดยร่างกายมีความต้องการโซเดียมประมาณ 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ถ้าได้รับมากร่างกายจะขับออกทางไตจะทำให้ไตทำงานหนัก ดังนั้น การที่ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณที่พอเพียงไม่มากไม่น้อยจนเกินไปจะเกิดผลดีต่อการทำงานของไต ส่วนเกลือโซเดียม หรือเกลือแกงเป็นตัวหลักของสารที่ให้ความเค็มในเครื่องปรุงรสที่นิยมใช้ คือ น้ำปลา ซอสถั่วเหลือง ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ เต้าเจี้ยว ฯลฯ และยังใช้ในการถนอมอาหารประเภทหมักดอง เช่น ผักดอง ผลไม้ดอง ไข่เค็ม ปลาร้า ปลาเค็ม เนื้อเค็ม เป็นต้น]

นอกจากนี้ เกลือโซเดียมยังแฝงมากับอาหารอื่นๆ เช่น ขนมอบกรอบ ผงชูรส หากรับประทานอาหารที่เค็มจัดที่มีเกลือโซเดียม หรือเกลือแกงมากกว่า 6 กรัมต่อวัน หรือมากกว่า 1 ช้อนชาขึ้นไป จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบบริโภค ผัก ผลไม้

ทางด้าน นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในแต่ละวันไม่ควรบริโภคโซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งวิธีที่จะช่วยลดปริมาณการบริโภคโซเดียมมีหลายวิธี เช่น

  • หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารรสจัด และอาหารหมักดอง
  • ชิมอาหารทุกครั้งก่อนเติมเครื่องปรุง
  • เลือกบริโภคอาหารสด หรืออาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด
  • หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป และขนมขบเคี้ยวที่มีเครื่องปรุงรสปริมาณมาก
  • ลดความถี่ของการบริโภคอาหารที่ต้องมีเครื่องปรุงน้ำจิ้ม และลดปริมาณน้ำจิ้มที่บริโภค
  • ทดลองปรุงอาหารโดยใช้ปริมาณเกลือ น้ำปลา ตลอดจนเครื่องปรุงรสอื่นๆ เพียงครึ่งหนึ่งที่กำหนดไว้ในสูตรปรุงอาหาร ถ้ารสชาติไม่อร่อยจริงๆ จึงค่อยเพิ่มปริมาณของเครื่องปรุงรส
  • ควรปลูกฝังนิสัยให้บุตรหลานรับประทานอาหารรสจืด โดยไม่เติมเกลือ ซีอิ๊วขาว น้ำปลา ตลอดจนซอสปรุงรสในอาหารเด็กและทารก
  • ควรบริโภคอาหารที่มีปริมาณโปแตสเซียมสูง เช่น ผักใบเขียวและผลไม้ จะสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้

รู้จักกับโรคธาลัสซีเมีย มรดกที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629767

วันที่ 03 ส.ค. 2563 เวลา 08:30 น.รู้จักกับโรคธาลัสซีเมีย มรดกที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกคนไทย 24 ล้านคน ไม่รู้ตัวว่าเป็นพาหะโรคธาลัสซีเมีย ตัดวงจร “ธาลัสซีเมีย” วางแผนครอบครัวก่อนแต่งงานมีบุตร ลดการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ได้ผล

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ “โรคธาลัสซีเมีย” แต่น้อยคนที่จะเข้าใจว่าโรคนี้เกิดจากอะไร ธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ทำให้การสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ผู้ที่เป็นโรคนี้ จะมีอาการ ซีด เหลือง ในรายที่เป็นชนิดรุนแรงจะมีการเปลี่ยนแปลงของใบหน้า การเจริญเติบโตช้าและมีตับโต ม้ามโตร่วมด้วย

บทความฉบับนี้ ทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย รวมทั้งวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคธาลัสซีเมีย (อ้างอิงจากบทความ โรคธาลัสซีเมีย คืออะไร รศ.นพ.กิตติ ต่อจรัส สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย)

มรดกที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่มาสู่ลูก

ผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย จะต้องได้รับ ยีนธาลัสซีเมียจากทั้งพ่อและแม่ ซึ่งทั้งคู่เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมีย และถ่ายทอดทางพันธุกรรมมาสู่ลูก สิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเกิดผู้ป่วยรายใหม่คือ การวางแผนครอบครัว ด้วยการตรวจเลือดก่อนที่จะแต่งงานหรือวางแผนมีบุตร ทำให้แพทย์ทราบว่าคู่สมรสนั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือไม่ และมีทางเลือกอย่างไรบ้าง ในบางกรณีแพทย์จะแนะนำให้คู่สมรสตรวจเลือดอย่างละเอียดเพิ่มเติมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตรวจดีเอ็นเอ (DNA) สามารถบอกได้ชัดว่า เป็นธาลัสซีเมียชนิดใด มีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด บางครั้งสามารถทำนายความรุนแรงของโรคธาลัสซีเมียที่อาจเกิดจขึ้นได้อีกด้วย

โรคธาลัสซีเมียตามความรุนแรงของโรคได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มอาการรุนแรงมาก ได้แก่ ฮีโมโกลบินบาร์ทโฮดรอพส์ ฟิทัลลิสเป็นชนิดที่รุนแรงที่สุด ส่วนใหญ่เสียชีวิตในครรภ์มารดาหรือภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังคลอด พบว่าทารกมีลักษณะบวมน้ำทั้งตัว คลอดลำบาก ซีด ตับม้ามโต มีรกขนาดใหญ่

2. กลุ่มอาการรุนแรงปานกลาง ได้แก่ โฮโมซัยกัส เบต้า-ธาลัสซีเมียและ เบต้า-ธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี แรกเกิดปกติ จะเริ่มมีอาการตั้งแต่ภายในขวบปีแรกหรือหลังจากนั้นอาการสำคัญ คือ ซีด อ่อนเพลีย ตาเหลือง ท้องป่อง ตับม้ามโต กระดูกใบหน้าเปลี่ยน โหนกแก้มสูง ดั้งจมูกแบน ฟันยื่น ตัวเตี้ยแคระแกรน ผิวคล้ำ เจริญเติบโตไม่สมอายุ

3. กลุ่มอาการรุนแรงน้อย ได้แก่ ฮีโมโกลบินเอ็ชผู้ป่วยจะมีอาการน้อย เช่น ซีด และเหลืองเล็กน้อย หากมีไข้หรือติดเชื้อผู้ป่วยจะซีดลง

คนไทย 24 ล้านคน ไม่รู้ตัวว่าเป็นพาหะ

ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียมีประมาณ 600,000 คน หรือร้อยละ 1 ของประชากรไทย แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า มีผู้เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียประมาณ 24 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นพาหะ ซึ่งผู้เป็นพาหะธาลัสซีเมีย คือ ผู้ที่มียีนของโรคธาลัสซีเมียเพียงยีนเดียว บางครั้งเรียกว่า “ธาลัสซีเมียแฝง” ผู้เป็นพาหะคือ คนปกติ จะมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ต้องได้รับการรักษาหรือรับประทานยาใดๆ ไม่ติดต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งแต่สามารถถ่ายทอดยีนธาลัสซีเมียไปสู่ลูกได้ ผู้ที่เป็นพาหะจะอยู่กับคนๆนั้นตลอดไปจะไม่กลายเป็นโรคธาลัสซีเมีย

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นพาหะธาลัสซีเมีย

1. ประชาชนทั่วไปมีโอกาสจะเป็นพาหะของธาลัสซีเมียชนิดใดชนิดหนึ่งถึงร้อยละ 30-40

2. คู่สามี –ภรรยา ที่มีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมีย แสดงว่าทั้งคู่เป็นพาหะ

3. พี่ – น้องหรือญาติของผู้เป็นโรคหรือพาหะของโรคธาลัสซีเมีย มีโอกาสที่จะมียีนธาลัสซีเมียมากกว่าคนทั่วไป

4. เมื่อผู้เป็นโรคมีบุตร อย่างน้อยลูกทุกคนเป็นพาหะ

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคธาลัสซีเมีย

การตรวจเลือดเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด โดยสามารถดูได้ว่าเป็นพาหะหรือเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือไม่

ผู้ที่ตรวจพบว่าเป็นพาหะโรคธาลัสซีเมีย สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาใด ๆ แต่ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียจะมีอาการของโรคแตกต่างกัน บางคนตัวซีดมาก ตับม้ามโตมาก อาจจะต้องได้รับการให้เลือดและยาขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกจากร่างกายเป็นระยะ ๆ หรือผ่าตัดม้ามออกเพื่อลดการทำลายเม็ดเลือดแดง ส่วนบางคนจะมีอาการซีดไม่มากจะรักษาตามอาการ สามารถให้รับประทานกรดโฟลิก แต่ไม่จำเป็นต้องให้ยาบำรุงเลือด เนื่องจากมีธาตุเหล็กในร่างกายเกินปกติอยู่แล้วแต่ร่างกายไม่สามารถนำมาสร้างเม็ดเลือดแดงเองได้

‘Maskne’ สิวจากแมสก์ ปัญหาผิวยอดฮิตในยุค New Normal #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629764

วันที่ 02 ส.ค. 2563 เวลา 10:30 น.‘Maskne’ สิวจากแมสก์ ปัญหาผิวยอดฮิตในยุค New Normalสิวจากแมสก์ ‘Maskne’ ปัญหายอดฮิตที่หนุ่มๆ สาวๆ เป็นกันมากที่สุดจนยกให้เป็นสิวแรงแห่งยุค New Normal แพทย์เผยวิธีสังเกตและการป้องกัน

สิวแรงแห่งยุค New Normal ตอนนี้คงหนีไม่พ้น ‘Maskne’ หรือสิวจากแมสก์ ปัญหายอดฮิตที่หนุ่มๆ สาวๆ เป็นกันมากที่สุด มาแรงแซงปัญหาเดิมอย่างสิวฮอร์โมน สิวเครื่องสำอาง และยิ่งเข้าสู่ฤดูฝนด้วยแล้ว ความอับชื้นเยอะขึ้น สิวจากแมสก์ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย พ.ญ. กตมน จิรวีรพัชธ์ แพทย์ผิวหนังและความงามด้านผิวพรรณ จึงขอแนะเคล็ดลับวิธีลดปัญหาสิวที่เกิดจากการใส่แมสก์ในช่วงนี้ เพื่อให้หนุ่มสาวหน้าใสห่างไกลสิว

แพทย์หญิงกตมน จิรวีรพัชธ์ แพทย์ผิวหนังและความงามด้านผิวพรรณ เจ้าของกตมน คลินิกเวชกรรม (Katamon Clinic) เปิดเผยว่า สมัยก่อนสาเหตุแรกๆ ของคนที่มีปัญหาสิวกวนใจจะมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย การแพ้เครื่องสำอาง การแพ้น้ำ หรือปัญหาจากฝุ่นละออง PM 2.5 แต่ปัจจุบันต้นตอสาเหตุของการเกิดสิวที่มาแรงแซงทางโค้งคงหนีไม่พ้น “Maskne” คำที่ใช้เรียกอาการข้างเคียงจากการสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือแมสก์เพราะในยุคนิวนอร์มัลนี้เราทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือแมสก์เป็นประจำทุกวัน

วิธีสังเกต “Maskne”

วิธีสังเกตง่ายๆ ว่าเราเป็นสิวจากแมสก์หรือไม่นั้น คือใส่แมสก์ไปสักระยะจะมีสิวขึ้นบริเวณผิวหนังด้านในที่ถูกแมสก์ปิดทับหรือบางรายอาจมีอาการแพ้แมสก์ร่วมด้วย คือ คันบริเวณใบหน้า รอบใบหู มีตุ่มเล็กๆ ขึ้นเป็นผดผื่น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะพบสิวที่เกิดจากใส่แมสก์มากยิ่งขึ้น เพราะความชื้นในอากาศ ทำให้เกิดเหงื่อและการสะสมของแบคทีเรียมากกว่าปกติ และถ้าหากแมสก์โดนน้ำฝนก็จะทำให้แบคทีเรียเติบโตได้เร็วขึ้น

วิธีการป้องกันไม่ให้เกิด “Maskne”

เริ่มจาก “สำรวจผิว” ลองสำรวจผิวหน้าของเราเองก่อนว่าเคยแพ้ประเภทของผ้าอะไรหรือไม่อาจจะสังเกตจากสวมเสื้อผ้าเช่นถ้าใส่ผ้าฝ้ายแล้วมีอาการคันตามตัวใส่ไม่สบายก็ควรหลีกเลี่ยงหน้ากากอนามัยที่ทำจากผ้าฝ้ายแนะนำให้เลือกผ้านาโนหรือผ้าที่ผลิตจากวัสดุสังเคราะห์จะระบายอากาศได้ดีกว่าหรือบางคนแพ้ยางยืดคล้องหูก็ควรเปลี่ยนสายคล้องหูเป็นผ้าแทนเป็นต้น

“ขนาดของแมสก์” ควรเลือกให้พอดีกับใบหน้า ไม่หลวมหรือแน่นจนเกินไป วิธีสังเกตง่ายๆ คือ เมื่อถอดแมสก์ออกมาใบหน้า ต้องไม่เป็นรอยกดทับของยางรัด เพราะถ้าหากเลือกแมสก์ที่มีขนาดเล็กหรือแน่นจนเกินไป จะทำให้หายใจไม่สะดวกและผิวของผ้าจะเสียดสีกับผิวบนใบหน้า ทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย

นอกจากนี้ ควร “เปลี่ยนแมสก์ทุกวัน” การสวมหน้ากากอนามัยควรเปลี่ยนทุกวันเพื่อประสิทธิภาพในการใช้งานหรือหากใช้หน้ากากผ้าควรซักทำความสะอาดทุกวันด้วยน้ำยาซักผ้าเด็กหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาซักผ้าทั่วไปที่จะก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ง่ายจากนั้นนำไปตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรค

อีกตัวเลือกง่ายๆ ที่ช่วยได้มากคือ “ลดการแต่งหน้า” เพราะการแต่งหน้าจะเป็นเสมือนการเพิ่มสิ่งปกคลุมบนใบหน้าอีกหนึ่งชั้น ทำให้ผิวหายใจลำบากมากยิ่งขึ้น และเมื่อเครื่องสำอางเจอกับความอับชื้นจากการใส่แมสก์ ก็ง่ายต่อการเกิดสิวได้

สุดท้ายควร “ทำความสะอาด” เมื่อถอดแมสก์ออกควรล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าทันที เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและแบคทีเรียที่สะสมบนใบหน้าระหว่างวัน โดยทำความสะอาดผิวหน้าทุกครั้งด้วยโฟมล้างหน้า แล้วตามด้วยโทนเนอร์เช็ดย้อนขึ้นตามรูขุมขนอีกครั้ง เพื่อเป็นการทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก

แพทย์หญิงกตมน แนะนำต่อว่า “ถ้าใครที่มีอาการ “Maskne” หรือเป็นสิวจากแมสก์แล้ว และคาดว่าจะมีอาการลุกลาม ควรรีบมาปรึกษาแพทย์ผิวหนังทันที เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดสิวและแนวทางการรักษา การป้องกันที่ถูกต้อง ไม่ควรใช้วิธีการกดสิวด้วยตัวเอง เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ ที่สำคัญคือจะทำให้ผิวหน้าเสียหาย เกิดเป็นรอยแผลเป็นบนใบหน้า และยากต่อการรักษา”

เบาหวานขึ้นตา ภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629762

วันที่ 02 ส.ค. 2563 เวลา 09:45 น.เบาหวานขึ้นตา ภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ภัยเงียบที่มากับโรคเบาหวาน ผู้เชี่ยวชาญแนะเป็นภาวะป้องกันได้แค่ตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ

ในประเทศไทย โรคเบาหวาน ถือเป็นอีกหนึ่งโรคยอดฮิตที่พบผู้ป่วยมากเป็นอันดับต้นๆ ครอบคลุมทุกเพศทุกวัย รวมถึงผู้ที่ละเลยการดูแลสุขภาพ  ประกอบกับภาวะตึงเครียดในการดำรงชีวิตอยู่เป็นประจำ  ยิ่งทำให้ร่างกายเหนื่อยล้ามากขึ้นจนร่างกายมีการหลั่งฮอร์โมนบางชนิดออกมาจนไปกระตุ้นให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ทำให้เพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน  

ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวนมากถึงห้าล้านคนในประเทศไทย  และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ หากผู้ป่วยโรคเบาหวานดูแลตัวเองได้ไม่ดีพอ  มักจะส่งผลจนก่อให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อนตามระบบและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้ก็คือ “ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา”  (Diabetic Retinopathy: DR) นั่นเอง  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภัยเงียบที่เกิดจากโรคเบาหวานที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย

เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนใหญ่มักจะละเลยการตรวจสายตาและการมองเห็นอย่างสม่ำเสมอ  และยิ่งเพิกเฉยเมื่อร่างกายยังไม่ได้แสดงอาการบกพร่องใดๆ โดยเฉพาะการมองเห็น  ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่นำไปสู่ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาได้  ดังนั้นผู้ป่วยและผู้ที่อยู่ใกล้ชิดควรได้รับความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาวะเบาหวานขึ้นตา เพื่อเป็นการป้องกันและดูแลอย่างเหมาะสมก่อนที่จะเกิดอาการจนยากต่อการรักษา

รศ.พญ.โสมศิริ สุขะวัชรินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตาและม่านตาอักเสบ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า “ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา หรือที่มักเรียกกันว่า ‘โรคเบาหวานขึ้นตา’ คือภาวะแทรกซ้อนทางตาที่เกิดจากโรคเบาหวานทำให้เกิดอาการตามัว และสามารถส่งผลร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้ เป็นผลจากการที่ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ โดยเกิดจากตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ซึ่งอินซูลินมีหน้าที่นำน้ำตาลกลูโคสจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงาน เมื่อมีภาวะขาดอินซูลินทำให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลค้างอยู่ในกระแสเลือดเป็นจำนวนมาก ทำให้หลอดเลือดเกิดความผิดปกติ ส่งผลต่ออวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายรวมถึงดวงตา โดยเฉพาะที่จอตา มีการรั่วซึมของเลือดและน้ำเหลืองออกจากหลอดเลือดกระจายทั่วในจอตา มีการอักเสบเกิดขึ้นตามมา จนมีภาวะอุดตันของหลอดเลือด ส่งผลให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ ทำให้เกิดภาวะจอตาขาดเลือด มีการตายของเซลล์จอตา  

ซึ่งจากสถิติผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทย พบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานตั้งแต่อายุน้อยช่วงอายุ 10-15 ปี หรือเบาหวานประเภทที่ 1 มีโอกาสมีภาวะเบาหวานขึ้นตาได้มากถึงร้อยละ 98 และผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป หรือเบาหวานประเภทที่ 2 มีโอกาสมีภาวะเบาหวานขึ้นตาได้มากถึงร้อยละ 60 โดยสามารถพบได้ทั้งเพศหญิงและเพศชายในอัตราเท่าๆกัน

อาการของโรคเบาหวานขึ้นตา

โดยทั่วไปในระยะแรกผู้ป่วยมักจะไม่แสดงอาการ หรืออาจเกิดความผิดปกติในการมองเห็นเพียงเล็กน้อยจึงทำให้ผู้ป่วยละเลยในการควบคุมระดับน้ำตาล  ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการและมาตรวจมักจะพบว่ามีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาเข้าสู่ระยะที่เริ่มมีผลกระทบต่อการมองเห็นแล้ว  อันเป็นผลมาจากภาวะจอประสาทตาเสื่อม  ซึ่งอาการผิดปกติดังกล่าว ได้แก่ มองเห็นจุดหรือเส้นสีดำคล้ายหยากไย่ลอยไปมา มองเห็นภาพบิดเบี้ยว ตามัว  การมองเห็นแย่ลง สายตาไม่คงที่ แยกแยะสีได้ยากขึ้น ภาพที่มองเห็นมืดเป็นแถบๆ และหากผู้ป่วยได้รับการรักษาช้า จะยิ่งส่งผลร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้”

ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy: DR) แบ่งระยะความรุนแรงของโรคเป็น 2 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก หรือระยะที่ยังไม่มีเส้นเลือดเกิดใหม่ (Nonproliferative Diabetic Retinopathy: NPDR) เป็นระยะที่ผนังของเส้นเลือดที่จอตาไม่แข็งแรง  ส่งผลให้เส้นเลือดโป่งขึ้น  อาจทำให้เลือดหรือของเหลวรั่วออกมาในจอตา  และเส้นเลือดใหญ่ที่จอตาจะเริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นจนผิดปกติ  รวมถึงเส้นใยประสาทของจอตาและจุดภาพชัด (Macula) อาจเริ่มมีอาการบวม  ในระยะเริ่มแรกอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย  แต่หากมีการอุดตันของเส้นเลือดที่เพิ่มมากขึ้น  อาจทำให้อาการรุนแรงได้

ระยะที่ 2 เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า หรือระยะที่มีเส้นเลือดเกิดใหม่ (Proliferative Diabetic Retinopathy: PDR) เป็นระยะที่เนื้อเยื่อของชั้นจอประสาทตาเริ่มขาดออกซิเจนและขาดสารอาหารไปเลี้ยง เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดไม่ปกติ  ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน  ซึ่งเส้นเลือดที่สร้างขึ้นใหม่เหล่านี้อาจไม่ได้พัฒนาอย่างเหมาะสม  ทำให้มีเลือดรั่วซึมออกมาที่บริเวณวุ้นตา (Vitreous) และอาจทำให้เกิดพังผืดเกิดการดึงรั้งจอตาซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดจอตาหลุดลอกออกจากด้านหลังของดวงตา  หรือในกรณีที่เส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นไปแทรกแซงการระบายน้ำออกจากลูกตา  จะส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้น สร้างความเสียหายต่อเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ส่งภาพจากดวงตาไปยังสมอง และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต้อหินได้

การรักษาภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา

แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยควบคุมอาหารและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ  หากเริ่มมีอาการทางจอประสาทตาจนถึงระยะที่สอง แพทย์จะรักษาด้วยการยิงเลเซอร์เพื่อกำจัดจอประสาทตาที่ตายแล้วและหลอดเลือดเกิดใหม่  เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามมากขึ้น  ส่วนกรณีที่มีอาการเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตาหรือจอประสาทตาหลุดลอก  อาจจะต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัด  ซึ่งผลของการรักษานั้นไม่แน่นอน  โดยหากผู้ป่วยที่ปล่อยให้มีอาการรุนแรงถึงขั้นนี้แล้ว  มักจะพบว่าสายตาได้รับความเสียหายไปมากแล้ว

“โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตานับว่าเป็นภัยเงียบที่มากับโรคเบาหวานโดยแท้จริง  ซึ่งในระยะเริ่มแรกอาจไม่แสดงอาการใดๆ เลย  แต่ไม่ควรเพิกเฉยว่าไม่มีอะไรผิดปกติ  แม้แต่กรณีที่ผู้ป่วยพึ่งตรวจพบว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน  ก็ไม่ได้แสดงว่าพึ่งป่วยในระยะเริ่มต้น  เพราะอาจป่วยด้วยโรคเบาหวาน และ/หรือมีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาร่วมด้วยมาระยะหนึ่งแล้วเพียงแค่ไม่แสดงอาการก็เป็นได้  นั่นหมายความว่าเบาหวานอาจเข้าสู่จอประสาทตาของผู้ป่วยไปเรียบร้อยแล้ว  ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลผู้ป่วยด้านนี้จึงแนะนำให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ควรหมั่นตรวจคัดกรองหาภาวะเบาหวานขึ้นตาเป็นประจำทุกปี  อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง  เพื่อให้สามารถรับการวินิจฉัยโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของอาการ  ซึ่งมีโอกาสยับยั้งไม่ให้อาการลุกลามจนยากเกินจะรักษาได้” รศ.พญ.โสมศิริ สุขะวัชรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ป่วยเบาหวานควรให้ความความใส่ใจคือ  เมื่อทราบว่าป่วยเป็นโรคเบาหวานแล้วควรเข้ารับการตรวจจอประสาทตาโดยเร็วที่สุด  โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวาน  มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน  มีค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) สูงกว่า 25  อยู่ในภาวะตั้งครรภ์และมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินค่าปกติ  ซึ่งจัดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะเบาหวานขึ้นตา  นอกจากนี้  ภาวะความดันโลหิตสูงและระดับไขมันในเลือดสูงยังเป็นปัจจัยเร่งให้อาการของโรคแย่ลงเร็วขึ้นด้วย  การตรวจคัดกรองและพบความผิดปกติในระยะเริ่มแรกจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาการมองเห็นและดวงตาเอาไว้ได้  เพราะฉะนั้นจึงแนะนำให้ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรขอรับคำปรึกษาและรับการตรวจจอประสาทตาโดยจักษุแพทย์ที่ท่านไว้วางใจเพื่อท่านจะได้มีดวงตาที่มองเห็นได้ชัดเจนอีกยาวนาน

ความเชื่อ vs การแพทย์ เมื่อก้างปลาติดคอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629537

วันที่ 30 ก.ค. 2563 เวลา 08:08 น.ความเชื่อ vs การแพทย์ เมื่อก้างปลาติดคอ‘ก้างปลาติดคอ’ เรื่องเล็กที่ไม่เล็ก แพทย์เผยสถิติเคสก้างปลาและวัตถุแปลกปลอมติดคอ พร้อมเตือนแค่สิ่งเล็กๆ หากปล่อยไว้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อ เป็นหนองลามเข้าไปในคอ หรือลามเข้าไปในช่องอกได้

เราเป็นคนหนึ่งแหละที่เคย “ก้างปลาติดคอ” จำได้เลยว่าเป็นประสบการณ์อันแสนเจ็บปวด และเรื่องนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้กับผู้ที่รับประทานปลา และหากใครที่เคยเจอประสบการณ์นี้ก็อาจจะเข็ดกับการรับประทานปลาไปอีกนาน เพราะมันทั้งเจ็บคอและสร้างความทรมานอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

อาการก้างปลาติดคอนั้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะอาจเกิดอันตรายถึงขั้นเป็นแผลบริเวณหลอดอาหารหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อ เป็นหนองลามเข้าไปในคอ หรือลามเข้าไปในช่องอกได้

มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก โรงพยาบาลวิรัชศิลป์ จังหวัดชุมพร โรงพยาบาลในเครือ “พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์” โดยเปิดเผยจาก นายแพทย์ปวิชญ์ วิรัชศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิรัชศิลป์ จังหวัดชุมพร เกี่ยวกับเคสก้างปลาและเคสวัตถุแปลกปลอมติดคอ เป็นสถิติในปีที่ผ่านมา พบว่า เฉลี่ยแล้วพบเคสดังกล่าวกว่า 144 เคสต่อปี หรือเฉลี่ยสัปดาห์ละประมาณ 3-4 เคสเลยทีเดียว

อาการเมื่อมีก้างปลาติดคอ

เมื่อก้างปลาติดคอ ส่วนใหญ่มักจะมีอาการ เจ็บจี๊ดเฉียบพลัน กลืนน้ำลายแล้วเจ็บ รวมทั้งสามารถบอกตำแหน่งได้ว่ามีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่บริเวณใด

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น

สำหรับวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น สามารถดื่มน้ำแล้วกลั้วคอแรง ๆ หากเป็นก้างปลาขนาดเล็ก จะสามารถหลุดออกเองได้ แต่หากยังไม่หลุด ควรมาพบแพทย์ทันที 

ความเชื่อผิดๆ เมื่อมีก้างปลาติดคอ

หลายคนคงเคยได้ยินความเชื่อและสารพัดวิธีการปฏิบัติหากมีก้างปลาติดคอ ไม่ว่าจะเป็น การปั้นข้าวเหนียว การรับประทานกล้วย หรือมาร์ชเมลโล แล้วกลืนเพื่อดันก้างปลาให้หลุด หรือการใช้นิ้วล้วงคอ นับว่าเป็นความเชื่อและวิธีการที่ผิด เพราะในความเป็นจริงแล้วก้างปลาที่ใหญ่จะไม่สามารถหลุดออกได้ และการรับประทานอาหารดังกล่าวลงไป หรือแม้แต่การใช้นิ้วล้วงคอ อาจดันให้ก้างปลาติดลงไปลึกกว่าเดิมและทำให้เกิดแผลอีกด้วย

นอกจากนี้ ความเชื่อว่าการดื่มน้ำมะนาวแล้วจะทำให้ก้างปลาอ่อนนุ่มลง ก็ไม่เป็นความจริง เพราะน้ำมะนาวไม่สามารถทำให้ก้างปลาละลายและหลุดหายไปเองได้ และยิ่งดื่มน้ำมะนาวในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารอีกด้วย

การรักษาด้วยวิธีการส่องกล้อง หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

สำหรับแนวทางการตรวจและรักษาเมื่อมีอาการก้างปลาติดคอนั้น แพทย์จะทำการซักประวัติก่อนว่า ทานปลาชนิดใด และก้างปลาติดคอมานานแค่ไหนแล้ว มีอาการเจ็บที่บริเวณตำแหน่งไหนบ้าง โดยการตรวจเบื้องต้นจะใช้ไฟฉายคาดบริเวณศีรษะ ใช้ไหมกดลิ้น เพื่อหาเศษก้างปลาในบริเวณที่มักพบบ่อยๆ

กรณีเคสที่หาก้างปลาไม่เจอ หรือเคสที่ก้างปลาติดในตำแหน่งลึก อาจจำเป็นต้องใช้กล้องขนาดเล็ก ส่องผ่านเข้าทางจมูกลงไปในบริเวณลำคอ หรือใช้ฟิล์มเอกซเรย์ เพื่อช่วยให้มองเห็นตำแหน่งที่แน่ชัดและใช้ที่คีบ ทำการคีบก้างปลาออกมา และหากใช้วิธีดังกล่าวแล้วยังหาไม่เจอ แต่ยังมีอาการเจ็บมาก หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ อาจต้องทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อรักษาต่อไป

ปัจจุบันโรงพยาบาลวิรัชศิลป์ จ.ชุมพร มีบริการนำก้างปลาติดคอออกให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้-30 กันยายน 2563 ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในโครงการแพทย์ผู้ให้ เพื่อร่วมสร้างสังคมและชุมชนแห่งการให้อย่างแท้จริง

ที่เป็นอยู่นั้นแค่ปวดหลังธรรมดา..หรือว่าหลังเสื่อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629534

วันที่ 30 ก.ค. 2563 เวลา 07:25 น.ที่เป็นอยู่นั้นแค่ปวดหลังธรรมดา..หรือว่าหลังเสื่อมรู้หรือไม่ ว่าอาการปวดหลังแบบไหนที่จะส่งผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย แล้วที่เราเป็นอยู่นั้นมันคืออาการปวดหลังธรรมดา หลังเสื่อม หรือแค่กล้ามเนื้อเกร็ง

ด้วยยุค 5G ที่แท้ทรูนำไปสู่การเป็นสังคมก้มหน้า ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป เราต่างก็นั่งหรือนอนแน่นิ่งอยู่กับที่จนมีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงทุกวัน จึงเป็นเหตุให้ร่างกายเสื่อมเร็วกว่าวัยอันควร ว่ากันว่าโรคความเสื่อมเป็นโรคของคนอายุมาก แต่ปัจจุบันพบว่าโรคความเสื่อมนี้มีกันตั้งแต่อายุ 18 ปี อย่างไม่น่าเชื่อ

สาเหตุที่ความเสื่อมเกิดขึ้นในคนอายุน้อย คุณเพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัดจาก คลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้อธิบายว่า

คนยุคนี้มีการใช้ร่างกายที่หนักมากเกินไป เช่น เป็นนักกีฬา มีการล้ม การกระแทกบ่อยๆ ทำให้น้ำซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของหมอนรองกระดูกที่หลังเสื่อมเร็ว อาการปวดหลังจึงเป็นอาการที่มักพบได้ง่าย เมื่อมีอาการปวดหลังแล้วยังส่งผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย หรือเรียกว่า แค่ปวดหลัง!! อาจพังทั้งร่างได้

อาการปวดหลังธรรมดากับปวดหลังเพราะหลังเสื่อมมีความแตกต่างกัน โดยเราสามารถสังเกตได้ด้วยตัวเอง ปวดหลังธรรมดาส่วนใหญ่มาจากกล้ามเนื้ออักเสบ อาการปวดมักปวดอยู่เพียงบริเวณหลังที่เป็นระบุตำแหน่งที่เป็นได้ชัดเจน และมักมาจากการใช้หลังหนักไป ส่วนปวดหลังเพราะหลังเสื่อมนั้น ส่วนใหญ่มักมีอาการปวดหรือชาร้าวลงขา อาจมีอาการอ่อนกำลังของขาร่วมด้วย

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร…ว่าปวดหลังธรรมดา หลังเสื่อม หรือว่าแค่กล้ามเนื้อเกร็ง มาตรวจสอบดูกันเลยว่าเรามีอาการเหล่านี้หรือไม่

  • ปวดหลังร้าวลงขา ลงสะโพก
  • ปวดชา ล้าๆ หนักๆ ขาด้านที่เป็น เหมือนขาหนักไม่เท่ากัน
  • เริ่มจากเมื่อยล้าธรรมดา นานเข้าก็เริ่มปวดมาก หน่วงๆ หนักๆ ลงสะโพก
  • เสียวแปลบที่หลัง เวลาขยับหรือบิดตัว
  • ซ่าๆ หรือรู้สึกหนาๆ ที่ฝ่าเท้า
  • รู้สึกยิบๆ เหมือนมดไต่ ไล่ตามหน้าแข้ง ข้างๆ ขาหรือฝ่าเท้า
  • ขาอ่อนแรง เดินไม่กี่ก้าว เข่าเหมือนจะทรุด ต้องนั่งพัก
  • อาการที่เป็นจะชัดมากเมื่อยืนหรือเดิน บางรายเพียง 2-3 นาที ก็มีอาการแล้ว
  • นั่งนาน นอนนาน มีอาการปวดหลัง จะสบายขึ้นเมื่อขยับตัว แต่ขยับมากไป ก็กระตุ้นให้ปวดหลังอีก
  • ตื่นเช้ามาล้าที่หลัง หลังแข็ง จังหวะแรกที่ขยับเพื่อลุกขึ้น จะรู้สึกปวดหลัง
  • ยืดแล้ว ออกกำลังกายแล้ว อาการเหมือนจะดีขึ้น แต่สักพักก็กลับมาปวดหลังอีก 

ถ้ามีอาการเหล่านี้ บอกได้ว่ากำลังเริ่มต้นก้าวเข้าสู่ความเสื่อม…อย่าปล่อยไว้ เพราะนานไปอาจแก้ไขไม่ทันรู้เร็วรักษาได้ รักษาหาย…ปล่อยไว้รักษายาก และกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้

ประโยชน์ของกราโนล่า มีดีมากกว่าแค่อาหารเช้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629388

วันที่ 28 ก.ค. 2563 เวลา 07:30 น.ประโยชน์ของกราโนล่า มีดีมากกว่าแค่อาหารเช้า4 ไอเดียดีๆ ที่ช่วยมิกซ์กราโนล่าทานคู่ด้วยได้ตลอดวัน แถมยังให้ประโยชน์เสริมกันและกันอีกด้วย

มีงานวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่ามื้ออาหารเช้านั่นเป็นมื้อสำคัญที่สุดของวัน ดังนั้น การทานอาหารเช้าจึงควรเป็นมื้อที่ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์และให้พลังงานที่เพียงพอ ซึ่งในอาหารเช้ายอดนิยมที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และเป็นที่นิยมมากในหมู่คนรักสุขภาพก็คือ “กราโนล่า” กราโนล่าเป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักมาสักพักแล้ว และมักทานเป็นมื้อเช้าของวัน และด้วยการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ กราโนล่าจึงเป็นตัวเลือกที่ดีและตอบโจทย์ เพราะนอกจากทานง่าย สะดวก และช่วยประหยัดเวลาในการเตรียมอาหารแล้ว ยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและรสชาติที่อร่อย ซึ่งปัจจุบันก็มีกราโนล่าให้เลือกสรรอยู่มากมายหลากหลายแบบ

กราโนล่า ที่เห็นในท้องตลาดส่วนใหญ่จะมี 2 แบบ คือ กราโนล่าแบบธรรมดา และกราโนล่าแบบแท่ง หรือที่เรียกกันว่ากราโนลาบาร์ ทำมาจากข้าวโอ๊ต ผสมรวมกับธัญพืช เมล็ดถั่ว ผลไม้อบแห้ง อาจมีส่วนผสมของ น้ำผึ้ง น้ำมัน เข้าไปคลุกเคล้าเพื่อให้ได้รสชาติที่ถูกปาก จากนั้นจึงนำไปอบจนได้รสชาติที่กลมกล่อมและกรุบกรอบ ทั้งยังอุดมไปด้วยใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และโปรตีน ช่วยให้อิ่มท้องและอยู่ได้นาน พร้อมมีพลังงานลุยทุกกิจกรรมระหว่างวัน

ส่วนใหญ่มักได้ยินกันว่าการทานกราโนล่าเหมาะกับการทานเป็นมื้อเช้า แต่จริงๆ แล้ว เราสามารถทาน กราโนล่าเป็นมื้อไหนๆ ก็ได้ หรืออาจจะทานเป็นของว่างยามหิว (ที่ผ่านมา เราอาจคุ้นเคยกับการทานกราโนล่าเฉพาะในมื้อเช้าเท่านั้น แต่จริงๆแล้ว กราโนล่าสามารถถูกนำมาเป็นส่วนประกอบในอาหารมื้ออื่นๆได้ด้วย อาจเป็นของว่างคู่ใจระหว่างวัน หรือแม้แต่พกไว้ทานเล่นรองท้อง)

เนเจอร์ เซ็นเซชั่น แบรนด์ผลิตภัณฑ์ธัญพืช ผลไม้อบแห้ง และน้ำผลไม้ออร์แกนิกภายใต้เครือเฮอริเทจ แนะนำ 4 ไอเดียดีๆ ที่นำกราโนล่ามาทานคู่ด้วยได้ตลอดวัน แถมยังให้ประโยชน์เสริมกันและกันอีกด้วย

กราโนล่ากับโยเกิร์ต ช่วยกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายของร่างกายทำงานได้ดี เพราะนอกจากกราโนล่าจะมีใยอาหารที่ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ยังได้โยเกิร์ตที่มีโพรไบโอติกส์และแบคทีเรียชนิดดีมาช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหารได้อีก

กราโนล่ากับไอศกรีม  เพราะปัจจุบันมีไอศกรีมโฮมเมดที่ทำจากผักและผลไม้ต่างๆ นอกจากจะได้รสสัมผัสที่ดีแล้ว ยังได้ประโยชน์จากผักและผลไม้ต่างๆ เหล่านี้ด้วย

กราโนล่ากับนม เพราะนมเป็นแหล่งสารอาหารต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แคลเซียม, โปรตีน, ธาตุเหล็ก และวิตามินต่างๆ เมื่อทานคู่กันยิ่งได้รสกลมกล่อมและมีประโยชน์

กราโนล่ากับสลัด เพื่อเพิ่มรสสัมผัสให้กับเมนูสลัดผักหรือผลไม้ ในทุกๆมื้อ ลดความจำเจของสลัดธรรมดา เชื่อว่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจของสายคลีนหรือคนรักสุขภาพอย่างแน่นอน

ทั้ง 4 ไอเดียนี้สามารถทานได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเวลาไหนๆ ก็สามารถทำให้เพลิดเพลิน อิ่มท้อง แถมยังได้ประโยชน์และเป็นไอเดียดีๆ ให้คนรักกราโนล่าได้เลือกทาน สำหรับใครที่อยากหากราโนล่าคุณภาพ พร้อมให้คุณประโยชน์อย่างเต็มเปี่ยม