เปิดแนวคิดครีเอเตอร์ไทยปลุก ‘ภูมิคุ้มกันทางใจ’สร้างพื้นที่เติมพลังใจ รับ Mind Month

เปิดแนวคิดครีเอเตอร์ไทยปลุก ‘ภูมิคุ้มกันทางใจ’สร้างพื้นที่เติมพลังใจ รับ Mind Month

เปิดแนวคิดครีเอเตอร์ไทยปลุก ‘ภูมิคุ้มกันทางใจ’สร้างพื้นที่เติมพลังใจ รับ Mind Month

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

ท่ามกลางความผันผวนของสังคมและเศรษฐกิจโลก ผู้คนต่างหันมาพึ่งพาโซเชียลมีเดียในฐานะพื้นที่ดูแลใจมากขึ้น รายงานจาก LifeStance Health พบว่า 52% ของผู้ตอบแบบสอบถามในทุกช่วงวัยรู้สึกว่าโซเชียลมีเดียส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาพจิต โดยช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนและครอบครัวให้แน่นแฟ้นขึ้น ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า “สุขภาวะทางใจ” ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่คือวาระที่คนในสังคมสามารถมีส่วนร่วมกันได้

โซเชียลมีเดียจึงถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่มากกว่าพื้นที่บันเทิง แต่ต้องเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่เอื้อต่อสุขภาวะดิจิทัลที่ดีด้วย สัญญาณนี้ปรากฏชัดบน TikTok ผ่านแคมเปญ #MentalHealthAwareness ที่มียอดรับชมกว่า 2.6 หมื่นล้านครั้งทั่วโลก และ #เติมพลังใจไปด้วยกัน ในไทยที่ทะลุ 48.5 ล้านวิว บอกเราว่าผู้คนไม่ได้แค่ “เสพ” คอนเทนต์ แต่กำลัง “ค้นหา” ที่พักใจ

และหัวใจสำคัญของการเคลื่อนไหวครั้งนี้คือกลุ่มครีเอเตอร์คุณภาพ ผู้ทำหน้าที่เป็น “Mind Setter” ของสังคม แต่ในขณะที่พวกเขากำลังส่งต่อพลังบวกให้ผู้อื่น ครีเอเตอร์เองก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันและความเปราะบางในแบบของตัวเอง

บทสัมภาษณ์ชุดนี้คือพื้นที่ที่ครีเอเตอร์ได้เล่าถึงประสบการณ์ บทเรียน และวิธีที่พวกเขาเลือกดูแลใจตัวเอง รวมถึงการใช้เครื่องมือดิจิทัลมาช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้หัวใจตนเอง ก่อนจะส่งต่อพลังงานที่ดีให้กับผู้ชม เพราะพวกเขาเชื่อว่า การเป็นครีเอเตอร์ที่ “แข็งแรงจากภายใน” คือรากฐานที่แท้จริงของการสร้างคอนเทนต์คุณภาพ

เมื่อความไม่สมบูรณ์แบบ คือ ‘เสน่ห์’.. การบอกรักร่างกาย คือ ‘Power Move’.. และความมั่นใจจากภายในกำลังเปลี่ยน Mindset วงการบิวตี้ในยุคโซเชียล

ท่ามกลางคอนเทนต์มากมายบนหน้าฟีด คลิปสั้น ๆ ในช่อง @praepasaporn ของคุณแพร—ภาสภร ภควัตไกรฤทธิ์ ครีเอเตอร์สายบิวตี้และไลฟ์สไตล์กลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้หลายคนต้องหยุดฟัง

วงการ Beauty Creator กำลังเดินหน้าสู่บทบาทที่ใหญ่กว่าการแนะนำเครื่องสำอาง นั่นคือการชวนผู้คนหันมาฟังเสียงของร่างกายตัวเอง รับรู้ถึงคุณค่าของทุกส่วนที่ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อพาเราผ่านแต่ละวันไปได้

เปลี่ยนมุมมองจาก ‘How I Look’ ไปสู่ ‘ความภาคภูมิใจในทุกส่วนของร่างกาย’ — นี่คือการเปลี่ยนผ่านที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ แต่ทรงพลังบนโลกโซเชียล

The Power of ‘Being REAL’: เมื่อนิยามความสวย ออกแบบได้เอง‘ บนโลกดิจิทัล

จากจุดเริ่มต้นในช่วงโควิด คุณแพรหยิบจับสิ่งใกล้ตัวมาทำคอนเทนต์ เช่น แต่งตัวมัดเสื้อแบบต่าง ๆ ไปคาเฟ่ ใครจะคิดว่างานอดิเรกเล็ก ๆ วันนั้นจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่เปิดเส้นทางใหม่ทั้งชีวิตการทำงาน สู่การเป็น Beauty Creator ที่นำเสนอความงามผ่านไลฟ์สไตล์ที่เรียบง่าย ติดตลก เป็นตัวเองที่สุด และทำให้ผู้ชมยิ้มได้ทุกคลิป

สไตล์สนุกปนฮาของคุณแพรสอดคล้องกับทิศทางที่อุตสาหกรรมความงามระดับโลกกำลังหันมาให้ความสำคัญ นั่นคือ longevity และสุขภาวะโดยรวม มากกว่าการมุ่งเน้นที่รูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว นิยามความสวยในยุคนี้จึงเป็นการหันกลับมาดูแลตัวเองในเวอร์ชันที่เป็นจริง

ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการแต่งหน้าด้วย จากสิ่งที่ต้องทำให้สมบูรณ์แบบ กลายมาเป็นพื้นที่แห่งความสนุกสนาน การทดลอง และการปลดปล่อยตัวตนอย่างอิสระ ที่อนุญาตให้ตัวเองทำพลาดหรือแสดงมุมโก๊ะ ๆ ออกมาได้

“บนโลกดิจิทัลที่คนมักจะ Keep เฉพาะด้านสวยงาม แพรเลือกที่จะทำกลับด้าน อย่างการทำคอนเทนต์แต่งหน้าแบบคนแต่งหน้าในวันที่ไม่เป๊ะ หรือแต่งหน้าชาเลนจ์แบบสนุกๆ

แพรมองว่า ‘ความธรรมดาที่แสนจะพิเศษ’ นี่แหละคือเสน่ห์ของโลกโซเชียลยุคใหม่ที่เปิดโอกาสให้เราทุกคนเบ่งบานในแบบฉบับของเรา ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำช่องจนถึงวันนี้ แพรรู้สึกว่า TikTok อยากให้เราเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้นในทุกวัน”

Secret Sauce: รู้จักตัวเอง และเป็นตัวของตัวเอง

คนดูวันนี้ไม่ได้มองหาสูตรสำเร็จแบบเดิม ๆ อีกต่อไป การทลายกรอบการนำเสนอด้วยคอนเทนต์ที่ตลก สร้างสรรค์ สดใหม่ และเป็นของจริง คือ Secret Sauce ที่ทำให้คอนเทนต์ของคุณแพรเป็นที่พูดถึงในโลกโซเชียล

“แพรไม่ได้เดินตามสูตรสำเร็จเดิม ๆ แต่เลือกที่จะพิสูจน์ว่าบิวตี้คือพื้นที่แห่งความสนุกและไม่มีข้อจำกัด ด้วยการลุกขึ้นมาแต่งลุคคนแก่แบบขำ ๆ ชวนหัวเราะ หรือดึงคุณพ่อคุณแม่มาร่วมถ่าย จนต่อยอดเป็นแฮชแท็กประจำช่อง #แพรแม่แซ่บ และ #พ่อแพรเป็นคนตลก มอบเสียงหัวเราะและพลังบวกที่คนดูสัมผัสได้”

เบื้องหลังความเรียลที่กินใจคนนี้ คุณแพรบอกว่ามันเริ่มต้นจากสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด นั่นคือการเป็นตัวของตัวเอง

“แพรเริ่มจากการลงวิดีโอสั้นบน TikTok เป็นพื้นที่แรก และ TikTok ทำให้แพรรู้สึกปลอดภัยกับการลงอะไรที่เป็นตัวเอง เป็นธรรมชาติมากที่สุดโดยไม่ต้อง keep Look ไม่ต้องแต่งให้สวยหรู เหมือนเราได้ก้าวข้ามผ่านความกลัว และค้นพบว่าเราสามารถสวยแบบตัวเองได้เต็มที่ การทำคอนเทนต์ให้ไปได้ยาว ๆ มันจึงต้องเริ่มจากการรู้จักตัวเอง และเป็นตัวของตัวเองค่ะ”

เมื่อเราเป็นตัวของตัวเอง พลังบวกนั้นจะส่งผ่านหน้าจอไปถึงใจคนดูได้อย่างที่ไม่มีสูตรไหนอธิบายได้ คุณแพรเล่าถึงโมเมนต์เล็ก ๆ ที่จุดไฟให้เธออยากเดินหน้าต่อในฐานะครีเอเตอร์

“ครั้งหนึ่งแพรไปเกาะเกร็ด แล้วเจอคนทักทายด้วยน้ำเสียงที่สดใสมาก ๆ น้องบอกว่า ‘ชอบดูคลิปพี่มากเลย’ แค่แพรได้ยินคำนั้นก็คือตัวลอย ยิ้มทั้งวัน มัน Made My Day และมีความสุขมาก ทำให้เรายิ่งอยากพัฒนาตัวเองต่อไปเพื่อส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้พวกเขา”

การที่ครีเอเตอร์คนหนึ่งกล้าตลก และกล้าเป็นมนุษย์ธรรมดาผ่านหน้าจอ จึงกลายเป็น Power Move ที่ทรงพลังที่สุด และทำให้หน้าฟีดบิวตี้กลายเป็นพื้นที่ที่จับต้องได้และใจดีกับทุกคนอย่างแท้จริง

คอนเทนต์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่มี คุณภาพ

“แพรจะพยายามไม่เครียด แต่ทำให้มันดี ให้เป็นธรรมชาติ และมี ‘คุณภาพ’ มากที่สุด เราสามารถทำคอนเทนต์ที่เป็นตัวเราแบบไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันไปเติมเต็มชีวิตคนอื่นได้ แพรก็ถือว่ามัน ‘สมบูรณ์แบบ’ แล้ว”

เมื่อก่อนแพรต้องทำทุกอย่างให้เพอร์เฟ็ค แต่วันนี้แพรได้เรียนรู้ว่าความเรียบง่าย ความสุขกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของทุกวัน ก็ทำให้คนดูยิ้มได้ และมีความสุขไปกับแพร บางทีแค่เราชื่นชมตัวเอง ขอบคุณตัวเอง ก็ทำให้แพรรู้สึกดีขึ้นในวันแย่ ๆ ได้

โชคดีที่แพรมีครอบครัวเป็น safe zone มันทำให้เวลาที่เราเจอความเครียดจากภายนอก กลับมาบ้านได้คุยกับพ่อแม่ก็รู้สึกดี พลังบวกมาเต็ม (หัวเราะ) และยังส่งพลังดี ๆ ต่อให้คนอื่นได้อีก”

TikTok แพลตฟอร์ม “ฝึกทักษะสร้างความสุข” และให้ ความธรรมดา‘ ได้เบ่งบาน

แม้ผู้ติดตามจะรักคุณแพรเพราะตัวตนและคาแรกเตอร์ของเธอ แต่เธอก็ไม่เคยหยุดเรียนรู้พฤติกรรมผู้ชมบนแพลตฟอร์ม ว่าช่วงนี้คนกำลังสนใจอะไร เธอเลือกใช้ Creator Search Insights เครื่องมือที่ช่วยให้มองเห็นหัวข้อที่ผู้คนกำลังค้นหาอยู่จริง ๆ แล้วนำอินไซต์เหล่านั้นมาปรับให้กลายเป็นคอนเทนต์ในแบบฉบับของตัวเอง

การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกแบบนี้ทำให้ครีเอเตอร์ไม่ต้องเสียเวลาเดาเทรนด์อีกต่อไป แต่เปิดพื้นที่ให้โฟกัสกับการสร้างคอนเทนต์ที่เป็นตัวเองอย่างแท้จริง อย่างช่วงเทศกาลส่งท้ายปี ข้อมูลหลังบ้านสะท้อนชัดว่าผู้ชมกำลังมองหาคอนเทนต์ที่ช่วยรีเซ็ตพลังและเติมแรงบันดาลใจสำหรับปีถัดไป

คุณแพรค้นพบการทำคอนเทนต์ Self Appreciation ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ Positive Priming ในทางจิตวิทยา การฝึกสมองให้จดจ่อกับสิ่งดี ๆ ผ่านการบันทึกหรือถ่ายคลิปขอบคุณร่างกาย จะช่วยให้เราค่อย ๆ หลุดพ้นจากวงจรการติติงตัวเอง และเริ่มมองเห็นความงามของชีวิตในแบบที่ตรงไปตรงมามากขึ้น

“แพรนำเทียนมาปักลงบนเค้ก โดยพูดสิ่งที่อยากขอบคุณตัวเองไปพร้อม ๆ กับการปักเทียนทีละเล่ม รู้สึกดีมากกับกระบวนการนี้ เหมือนได้นึกทบทวนว่ามีเรื่องราวดี ๆ อะไรบ้างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำให้มีความสุขง่ายขึ้น และมองภาพความสำเร็จต่างไปจากเดิม

ความสำเร็จของแพรเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน และอยากส่งต่อแนวคิดนี้ให้ทุกคนว่าความสุขอยู่รอบตัวเราจริง ๆ สิ่งที่รู้สึกได้ชัดที่สุดคือตอนที่ได้ฟังคุณพ่อพูดในคลิปขอบคุณตัวเองที่ทำด้วยกันว่า ‘ขอบคุณตัวเองที่ยังแข็งแรงมากพอ ยังไปไหนมาไหน ถ่ายคลิปกับลูกได้อยู่’

แพรเชื่อว่าความสุขเป็นทักษะที่ฝึกได้ การดูแลจิตใจเป็นความรับผิดชอบต่อตัวเราเอง และเราทำได้ไปพร้อม ๆ กับความสนุกบนโลกดิจิทัลอย่างสมดุล”

ศิลปะการ “โอบกอด” และ “ปล่อยวาง” สร้างสังคมดิจิทัลแบบไม่ Toxic

หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “เราต้องเต็มจากข้างในก่อน ถึงจะส่งต่อพลังดี ๆ ให้คนอื่นได้” แต่เคยตั้งคำถามไหมว่า — แล้วจะเติมจากอะไร ในเมื่อโลกออนไลน์เต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์?

คุณแพรเป็นคนที่เข้าใจอารมณ์ตัวเองและรับมือกับมันได้ดี ตลอดเส้นทางการเป็นครีเอเตอร์ เธอไม่เคยเผชิญกับภาวะ burnout แม้แต่ครั้งเดียว เคล็ดลับของเธอไม่ใช่การพยายามทำตัวแข็งแกร่งรับแรงกระแทกจากภายนอก แต่คือศิลปะในการ “โอบกอด” และ “ปล่อยวาง” อารมณ์ของตัวเองอย่างซื่อสัตย์

“สิ่งแรกที่ต้องทำคือยอมรับก่อนว่าตัวเองรู้สึกแย่อยู่ แล้วค่อย ๆ เข้าสู่กระบวนการปล่อยวางเพื่อฟื้นฟูตัวเองไปตามลำดับ การเข้าใจอารมณ์ไม่ใช่การควบคุมให้มันสงบนิ่ง แต่คือการคุยกับตัวเอง รู้เท่าทันความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น ไม่ตัดสิน ไม่ผลักไสอารมณ์นั้นออกไป แต่โอบกอดมันไว้ จนถึงจุดที่สามารถ ‘วาง’ มันลงได้ในที่สุด”

การอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกและจัดการอารมณ์อย่างซื่อสัตย์ คือรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดที่ทำให้เธอยังคงสร้างสรรค์คอนเทนต์ feel good ชวนหัวเราะได้โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง และเมื่อคอนเทนต์แบบนี้ได้มีพื้นที่บน TikTok มันยิ่งตอกย้ำว่าจิตวิญญาณและจุดยืนของเธอในฐานะครีเอเตอร์นั้น ถูกทางมาตลอด

“TikTok เป็นพื้นที่ที่แพรรู้สึกปลอดภัยกับการเป็นตัวเองทั้งหน้ากล้องและหลังกล้อง ขณะเดียวกันก็รู้สึกอุ่นใจที่แพลตฟอร์มนี้มีฟีเจอร์คัดกรองคอมเมนต์ (Comment Filters) เข้ามาช่วยปกป้องพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นที่ส่งต่อแต่พลังที่ดี

การเติบโตของแพรในฐานะครีเอเตอร์ไม่ได้วัดแค่ตัวเลข แต่คือการเดินทางจาก Beauty Influencer สู่การเป็น ‘Mindful Creator’ ที่โฟกัสความมั่นคงภายใน ดูแลใจผู้คน ไม่สร้างหรือส่งต่อความเกลียดชัง ไม่ชี้นำความเชื่อที่ผิด และรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง”

พาราไดซ์ พาร์ค โชว์ความสำเร็จ “กล่องสุข ปลูกผัก” พร้อมส่งต่อผลผลิตสู่พนักงานและร้านค้า

พาราไดซ์ พาร์ค โชว์ความสำเร็จ “กล่องสุข ปลูกผัก”  พร้อมส่งต่อผลผลิตสู่พนักงานและร้านค้า

พาราไดซ์ พาร์ค โชว์ความสำเร็จ “กล่องสุข ปลูกผัก” พร้อมส่งต่อผลผลิตสู่พนักงานและร้านค้า

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

พาราไดซ์ พาร์ค ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ตอกย้ำความสำเร็จกิจกรรม “กล่องสุข ปลูกผัก (Growing Green)” ร่วมกับ สำนักงานเขตประเวศ โดยเปลี่ยนกล่องโฟมใช้แล้วเป็นแปลงผักไฮโดรโปนิกส์ พร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งมอบคืนสู่พนักงานและร้านค้าพันธมิตร ตอกย้ำแนวคิด MBK Care ด้านการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน

หลังจากเปิดอบรมการปลูกผักในกล่องโฟม ให้กับผู้ที่สนใจและเฝ้ารอการเติบโตของผักที่ได้ปลูกไว้ จนเติบโตได้ที่แล้ว ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค โดย นางสาวจรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด พร้อมด้วย  นางสาวธัญพิชชา พึ่งสุจริต ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท อินเทลลิเจ้นท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และ นายสารทูล พัดทอง เจ้าหน้าที่งานรักษาความสะอาดปฏิบัติงาน ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ สำนักงานเขตประเวศ วิทยากรที่มาให้ความรู้ในการปลูกผักในกล่องโฟม ได้ร่วมส่งมอบผักสลัดจากกิจกรรม “กล่องสุข ปลูกผัก (Growing Green)” ให้แก่พนักงาน รวมถึงร้านค้าที่ร่วมสนับสนุนกล่องโฟมสภาพดีมาใช้ในกิจกรรม อาทิ ร้านเดอะอันยอง บาร์บีคิว บุฟเฟต์ ร้านลัคกี้ บาร์บีคิว และ วิลล่า มาร์เก็ต เพื่อตอกย้ำว่ากล่องโฟมที่ผ่านการใช้งานแล้ว ยังสามารถนำกลับมาสร้างคุณค่าและประโยชน์คืนสู่ชุมชนได้อีกครั้ง

จรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด กล่าวว่า “เราต้องการส่งเสริมให้ทุกคน          เห็นว่า สิ่งของที่หลายคนมองว่าเป็นขยะ อย่างกล่องโฟม ยังสามารถนำกลับมาสร้างประโยชน์ได้อีกครั้ง กิจกรรม “กล่องสุข ปลูกผัก (Growing Green)” ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะ แต่ยังสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างพนักงาน ร้านค้า ผ่านกิจกรรมเล็ก ๆ ที่สามารถต่อยอดสู่ความยั่งยืนได้จริง”

อย่างไรก็ตาม พาราไดซ์ พาร์ค มีแผนเดินหน้าทำกิจกรรม “กล่องสุข ปลูกผัก (Growing Green)” อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานให้ตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เปลี่ยนขยะให้กลายเป็นแปลงผักที่สร้างผลผลิตที่มีค่า พร้อมตั้งเป้าขยายผลการส่งต่อผลผลิตไปยังกลุ่มลูกค้าและชุมชนโดยรอบ เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์เซ็นเตอร์ 1285 พร้อมติดตามกิจกรรม และโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ได้ที่ www.paradisepark.co.th หรือเฟซบุ๊กเพจ Paradise Park อินสตาแกรม paradisepark_th และยูทูป paradiseparkchannel

นายกรัฐมนตรี เปิดเวที THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ปักหมุดไทยศูนย์กลางการค้าอาหารโลก

นายกรัฐมนตรี เปิดเวที THAIFEX – ANUGA ASIA 2026  ปักหมุดไทยศูนย์กลางการค้าอาหารโลก

นายกรัฐมนตรี เปิดเวที THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ปักหมุดไทยศูนย์กลางการค้าอาหารโลก

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ครบวงจรและมีบทบาทสำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชีย จัดขึ้นโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ หอการค้าไทย (TCC) และ โคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse: KM) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ได้มาเจรจาการค้า สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดความร่วมมือในระยะยาว กับผู้จัดแสดงสินค้าจากไทยและต่างชาติ รวม 56 ประเทศ ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 130,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งาน THAIFEX – ANUGA ASIA ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของรัฐบาลในการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหาร โดยงานนี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสในการเจรจาการค้าและสร้างเครือข่ายธุรกิจ ร่วมกับผู้ซื้อจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งเป็นการขยายโอกาสทางการค้าให้เติบโตยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ยกระดับระบบนิเวศการผลิตอาหารของไทย ตลอดจนขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคและระดับโลกด้านการค้าและอุตสาหกรรมอาหารระหว่างประเทศ

“อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลให้เราได้รับการยอมรับในฐานะครัวของโลกเท่านั้น แต่ในวันนี้ประเทศไทยกำลังก้าวข้ามไปอีกขั้นสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคตที่หลอมรวมนวัตกรรม ความยั่งยืน สุขภาพ และความน่าเชื่อถือเข้าไว้ด้วยกัน ประเทศไทยยังเป็นแหล่งอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูงที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับตลาดโลก จุดแข็งของเราไม่เพียงมีทรัพยากรทางการเกษตรอันอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพเท่านั้น แต่ยังขับเคลื่อนด้วยระบบนิเวศการผลิตที่แข็งแกร่ง มาตรฐานระดับสากล และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมล้ำสมัย ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยยังส่งเสริมด้านเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารฟังก์ชัน โปรตีนทางเลือก การผลิตที่ยั่งยืน การใช้พลังงานสะอาด ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และห่วงโซ่คุณค่า (Value Supply Chain) ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายกรัฐมนตรี กล่าว  

สำหรับ THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ในปีนี้ได้ขยายพื้นที่จัดงานครอบคลุม 12 อาคาร เต็มพื้นที่จัดแสดงสินค้าของอิมแพ็ค เมืองทองธานี รวมกว่า 140,000 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นการจัดงานครั้งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีผู้ร่วมจัดแสดงสินค้ามากถึง 3,590 บริษัท รวม 6,710 คูหา นำเสนอผลิตภัณฑ์อย่างครบวงจร ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูป ตลอดจนเทคโนโลยีอาหาร และสินค้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไฮไลต์สำคัญที่เพิ่มเข้ามาในปีนี้ คือ อาคาร 4 อิมแพ็ค ฟอรั่ม ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการอัปเดตผลิตภัณฑ์ใหม่ แบรนด์เกิดใหม่ และนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้เข้าสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายหลัก

“ความยิ่งใหญ่ของงานครั้งนี้ ประกอบกับการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารที่มีมูลค่าการส่งออกกว่า 1,254,000 ล้านบาท ในปี 2568 ล้วนตอกย้ำถึงศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจอาหาร มีบทบาทในการสร้างความมั่นคงทางอาหารของโลก และสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานอาหารที่ยืดหยุ่นท่ามกลางความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก นอกจากนี้ ไทยยังมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก มีเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง มีบุคลากรที่มีความสามารถ และการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมบริการระดับโลก เรามั่นใจว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในเชิงบวกนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจ และช่วยให้ความเป็นพันธมิตรทางการค้าของประเทศไทยมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายอนุทิน กล่าว

การจัดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA ในปีนี้ ผู้จัดงานทั้ง 3 ฝ่าย ได้ร่วมกันยกระดับงานให้ยิ่งใหญ่ขึ้น ดีขึ้น โดดเด่นขึ้น ในทุกมิติ ภายในงานนอกจากจะมีการจัดแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ครอบคลุมทุกประเภทแล้ว ยังมีการจัดนิทรรศการ กิจกรรมพิเศษ การสัมมนา ที่จะช่วยอัปเดตเทรนด์อาหาร ความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ร่วมงาน เพื่อต่อยอดสู่ความสำเร็จที่มากขึ้น

THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 เปิดเจรจาธุรกิจในวันที่ 26-29 พฤษภาคม 2569 เจรจาธุรกิจและจำหน่ายปลีกสำหรับประชาชนทั่วไปในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00-18.00 น. ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ อาคาร 1-3, อิมแพ็ค ฟอรั่ม อาคาร 4 และอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ อาคาร 5-12

พม. เตรียมจัดงาน ‘วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์’69’ สร้างสังคมไทยปลอดการค้ามนุษย์

พม. เตรียมจัดงาน 'วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์'69' สร้างสังคมไทยปลอดการค้ามนุษย์

พม. เตรียมจัดงาน ‘วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์’69’ สร้างสังคมไทยปลอดการค้ามนุษย์

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.57 น.

พม. เตรียมจัดงานใหญ่ “วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2569”ภายใต้แนวคิด “Together We Can Stop Human Trafficking” ผนึกกำลังทุกภาคส่วน สร้างสังคมไทยปลอดการค้ามนุษย์

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เตรียมจัดงาน “วันรณรงค์ต่อต้าน การค้ามนุษย์ ประจำปี 2569” ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 – 11.30 น. ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live “กองต่อต้านการค้ามนุษย์ สป.พม.” เพื่อแสดงเจตนารมณ์มุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย ในปี 2573 หรือ Thailand TIP Zero 2030

การจัดงานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Together We Can Stop Human Trafficking” สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมกันป้องกัน แก้ไข และยุติปัญหาการค้ามนุษย์อย่างยั่งยืน โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้แก่สังคมว่า “การค้ามนุษย์เป็นเรื่องใกล้ตัว” ทุกคนมีโอกาสถูกขบวนการค้ามนุษย์ และอาจตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ มุ่งเน้น “การเชื่อมโยงพลัง” ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ชุมชน เยาวชน และประชาชนทุกคน ที่ร่วมเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนการต่อต้าน การค้ามนุษย์ให้เป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับในระดับสากลต่อไป

ภายในงานจะมีพิธีประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการค้ามนุษย์ของประเทศไทย พิธีมอบรางวัลดีเด่นด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ได้แก่ บุคคลดีเด่น หน่วยงานดีเด่น ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จังหวัดต้นแบบขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และสถานศึกษาต้นแบบป้องกันการค้ามนุษย์ ประจำปี ๒๕๖๙ นิทรรศการเผยแพร่ผลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย บูธนิทรรศการหน่วยงานด้านการดำเนินคดี ด้านการป้องกัน และด้านการคุ้มครอง บูธนิทรรศการผลงานของผู้ได้รับรางวัลดีเด่นด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และ อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญในปีนี้ คือ การจัดแสดงนิทรรศการพัฒนาการของงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย ตลอดจนผลงานของเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขอเชิญชวนประชาชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และผู้สนใจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังสำคัญในการต่อต้าน การค้ามนุษย์ พร้อมร่วมส่งต่อพลังแห่งความร่วมมือ ภายใต้แนวคิด “Together We Can Stop Human Trafficking” เพราะการยุติการค้ามนุษย์ ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของคนทั้งสังคม

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดงาน ‘1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน”

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดงาน ‘1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน”

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดงาน ‘1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน”

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จ ไปยังอาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทรงเปิดงาน “ 1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน” โดยมีคณะผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษา คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เฝ้าฯ รับเสด็จ

โอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีรภัทร อึ้งตระกูล รักษาการคณบดีแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร จากนั้น ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน “1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน” ในการนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มีพระดำรัสเปิดงาน “1 ทศวรรษ ในโอกาสครบรอบ 11 ปี แห่งการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน” จากนั้น ทรงรับฟังการบรรยายพิเศษทางวิชาการ ในหัวข้อ “Cellular Therapies for Malignant Brain Tumors” โดย Professor Dr. Lukas Bunse จากศูนย์วิจัยโรคมะเร็งแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี หรือ DKFZ โอกาสนี้ ทอดพระเนตรนิทรรศการประวัติคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ตลอดจนการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมอันโดดเด่นของคณาจารย์และนักศึกษา ซึ่งเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ

คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ถือกำเนิดขึ้นจากพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงมุ่งมั่นพัฒนาระบบสุขภาพของชาติให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน มิได้เป็นเพียงการสร้างสถาบันการศึกษา หากแต่เป็นการวางรากฐานแห่งความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม เพื่อผลิตบัณฑิตแพทย์ที่พร้อมอุทิศตนรับใช้ประชาชนและสังคมไทย ทรงมีพระดำริให้จัดตั้ง “สำนักวิชาแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข” ขึ้น เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 ซึ่งเป็นสำนักวิชาแรกภายใต้สังกัดโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ มูลนิธิจุฬาภรณ์ ทรงมุ่งหวังให้เป็นสถาบันที่จัดการเรียนการสอนและผลิตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขในสาขาที่ขาดแคลน รวมทั้งจัดการศึกษาระดับหลังปริญญาในสาขาต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น คณะแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข” และย้ายสังกัดมาอยู่ภายใต้วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คณะฯ ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี โท และเอก พร้อมผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้ง ยังมีโครงการอาสาจุฬาภรณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชน ต่อมาคณะฯ จึงได้รับพระราชทานนามใหม่เป็น วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติองค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ในวาระทรงเจริญพระชนมายุ 64 ปี และต่อมาได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่องการจัดตั้งส่วนงานและการกำหนดหน้าที่ส่วนงานของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2568 ให้ใช้ชื่อปัจจุบันว่า คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน”

คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน เป็นสถาบันการศึกษาทางการแพทย์ที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตบัณฑิตแพทย์ที่มีความรู้ ความสามารถ ทักษะวิชาชีพ ตลอดจนคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อรองรับความต้องการของระบบสาธารณสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒนได้ดำเนินพันธกิจหลักอย่างครบถ้วน ทั้งด้านการจัดการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคม และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม อันก่อให้เกิดผลงานและความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์อย่างต่อเนื่อง

เนื่องในโอกาสครบรอบ 11 ปี ของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน นับเป็นวาระสำคัญยิ่งในการสะท้อนถึงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และความสำเร็จของคณะในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีในการแสดงความภาคภูมิใจของบุคลากร นักศึกษา และศิษย์เก่า ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานภายในและภายนอกองค์กร นอกจากนี้ การจัดงานในโอกาสดังกล่าวยังเป็นเวทีในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ นวัตกรรม และบทบาทของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ต่อสังคม รวมถึงเป็นการสื่อสารวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาในอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทด้านสุขภาพในระดับประเทศและระดับสากล มุ่งสู่ การเป็นสถาบันการแพทย์ชั้นนำที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพ เพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน ด้วยจิตแห่งผู้ให้ ผู้พัฒนา และผู้รักษาแห่งอนาคต”

ICC Green Legacy มรดกสีเขียวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เดินหน้าภารกิจรักษ์สิ่งแวดล้อม พายเรือเก็บขยะ

ICC Green Legacy มรดกสีเขียวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เดินหน้าภารกิจรักษ์สิ่งแวดล้อม พายเรือเก็บขยะ

ICC Green Legacy มรดกสีเขียวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เดินหน้าภารกิจรักษ์สิ่งแวดล้อม พายเรือเก็บขยะ

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

เดินหน้าโครงการ ICC Green Legacy : มรดกสีเขียวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” อย่างต่อเนื่อง อีกหนึ่งโครงการสำคัญของ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่มุ่งสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ล่าสุด ดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานสื่อสารองค์กร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) นำทีมพนักงานจิตอาสาลงพื้นที่พายเรือคายัคเก็บขยะทางน้ำกับ ภารกิจ “พายดี มีเครดิต เพื่อชุมชนน่าอยู่” ครั้งที่ 2
ณ บริเวณคลองสรรพสามิต เขตบางขุนเทียน พื้นที่ดังกล่าวเป็นชุมชนชาวประมงริมชายฝั่ง และเป็นเส้นทางเชื่อมต่อสู่ปากอ่าวที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล

โดยบริเวณนี้มักประสบปัญหาขยะลอยน้ำที่ถูกทิ้งมาจากบ้านเรือน รวมถึงขยะที่ถูกกระแสน้ำพัดพามาสะสม ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ภายหลังจากการเก็บรวบรวมขยะแล้ว ทั้งหมดจะถูกนำขึ้นฝั่งเพื่อคัดแยกตามประเภท ก่อนนำชั่งน้ำหนักและบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ ครั้งนี้ทีมพนักงานจิตอาสาสามารถเก็บรวบรวมขยะได้ทั้งสิ้น 480.3 กิโลกรัม ประกอบด้วย โฟม ขวดพลาสติก ขวดแก้ว กล่องอาหารพลาสติก ขยะอินทรีย์ และ ขยะอิเล็กทรอนิกส์  หลังจากคัดแยกประเภทแล้ว ขยะที่ยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้จะถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน ส่วนขยะประเภทอื่น ๆ จะถูกนำไปกำจัดอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ ทีมงานยังได้นำข้อมูลดังกล่าวมาประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อม โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามประเภทขยะ พบว่าสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 605.72  กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO₂e) หรือ ประมาณ 0.606 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e)

ด้าน ดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ กล่าวว่า “ภายใต้ความตั้งใจของไอ.ซี.ซี. ที่ยึดแนวคิด Moving Forward to Sustainability หรือ การขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความยั่งยืนนั้น เราเชื่อว่าความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงแค่เพียงการเติบโตขององค์กรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความยั่งยืนของสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วย เพราะหากสังคมและสิ่งแวดล้อมไม่สามารถดำรงอยู่อย่างสมดุลได้ องค์กรก็ไม่อาจเติบโตอย่างมั่นคงเช่นกัน การจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ก่อนหลุดรอดลงสู่ท้องทะเล จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันเราพบปัญหาของไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนอยู่ในสัตว์ทะเลจำนวนมาก และท้ายที่สุดเมื่อมนุษย์บริโภคอาหารทะเล สิ่งเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาสู่ตัวเราเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สุดท้ายแล้ว ผู้ที่เริ่มต้นทิ้งขยะคือ มนุษย์ และผลกระทบทั้งหมดก็วนกลับมาสู่มนุษย์เช่นกันค่ะ”

พร้อมปิดท้ายว่า “ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุด คือ การเริ่มต้นแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง แม้การพายเรือเก็บขยะจะช่วยแก้ปัญหาที่ปลายเหตุได้บ้าง แต่หากทุกคนเริ่มต้นจากตัวเอง ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ด้วยการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง และทิ้งขยะให้ถูกที่ ก็จะช่วยลดปริมาณขยะที่ไหลลงสู่ธรรมชาติได้อย่างแท้จริง เราเชื่อว่า หากทุกคนร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้ ‘มรดกสีเขียว’ ที่เราอยากส่งต่อให้ลูกหลานในอนาคต ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง และโลกของเราก็จะน่าอยู่ขึ้นอย่างยั่งยืนแน่นอนค่ะ”

‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

‘รวิภา รมยะรูป’ กับสถาปัตยกรรมของ ‘อาคารเก่า’ ยังมีคุณค่ามากกว่าการถูกรื้อทิ้ง

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.02 น.

ในวันที่ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่แค่คำสวยหรูในวงการออกแบบอีกต่อไป รวิภา รมยะรูป  (Ravipa Ramyarupa) ยืนหยัดในฐานะสถาปนิกชาวไทยผู้มองโครงสร้างอาคารที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่ในฐานะภาระ แต่เป็นโอกาสที่จะช่วยเติมลมหายใจใหม่ให้กับพื้นที่ เมือง และชุมชน

ท่ามกลางบทสนทนาเรื่องความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้นในแวดวงสถาปัตยกรรม แนวคิดเรื่อง adaptive reuse หรือการนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่ กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของงานออกแบบร่วมสมัย และสำหรับ รวิภา รมยะรูป นี่คือแนวทางหลักที่เธอประยุกต์ใช้ในการทำงานมาโดยตลอด

เพราะสำหรับ รวิภา อาคารทุกหลังที่มีอยู่เดิมต่างมีเรื่องราวของตัวเอง และหลายครั้งคุณค่าของสถาปัตยกรรมก็ไม่ได้อยู่ที่การสร้างใหม่เสมอไป แต่อยู่ที่การมองเห็นศักยภาพของสิ่งที่มีอยู่ และทำให้มันกลับมามีความหมายกับผู้คนอีกครั้ง

ประโยคที่ว่า อาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุด คืออาคารที่มีอยู่แล้ว กลายเป็นแนวคิดที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในวงการสถาปัตยกรรมโลก และยิ่งเมื่อเรื่องความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่เป็นโจทย์สำคัญของยุคสมัย วิธีคิดเรื่องการนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่จึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย

แนวทางนี้ไม่ได้มองอาคารเก่าเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างที่หมดอายุการใช้งาน หากแต่เห็นมันเป็นทรัพยากร เป็นความ  ทรงจำและเป็นจุดตั้งต้นของความเป็นไปได้ใหม่ๆ ตั้งแต่อดีตโรงงานที่ถูกเปลี่ยนเป็นที่อยู่อาศัย ไปจนถึงอาคารสำนักงานร้างที่ถูกแปลงให้กลายเป็นโรงเรียนหรือพื้นที่สาธารณะ สถาปัตยกรรมในวันนี้จึงกำลังตั้งคำถามมากขึ้นว่า อนาคตของการออกแบบอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราจะสร้างเพิ่มเท่านั้น แต่รวมถึงสิ่งที่เราเลือกเก็บรักษาไว้ด้วย

รวิภา จบการศึกษาจาก Harvard Graduate School of Design และได้ทำงานในฐานะสถาปนิกให้กับบริษัทต่างๆ  เช่น Skidmore, Owings and Merrill (SOM), Marble Fairbanks Architects, Caruso St. John Architects, SO-IL และ Thomas Phifer and Partners

แนวคิดด้านการนำพื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่อย่างสร้างสรรค์นี้ปรากฏชัดในผลงานของเธอ Sewn Into the City โครงการดังกล่าวได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้ายของการประกวดที่จัดโดย Buildner ภายใต้หัวข้อ Re: Form: New Life for Old Spaces เวทีประกวดแห่งนี้ได้ตั้งโจทย์ท้าทายให้สถาปนิกทั่วโลกร่วมคิดค้นแนวทางใหม่ในการฟื้นคืนชีวิตให้แก่พื้นที่ว่างเปล่าและอาคารร้างที่กระจายอยู่ทั่วเมือง

โครงการนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ของ โรงงานสิ่งทอร้างในเมือง Sebeta ประเทศเอธิโอเปีย โดยแทนที่จะเลือกเริ่มต้นจากการรื้อถอน รวิภา กลับเสนอการเติมชีวิตใหม่ให้โครงสร้างเดิมผ่านการสอดแทรกฟังก์ชันใหม่เข้าไป ทั้งพื้นที่พักอาศัยชั่วคราว พื้นที่ปลูกพืช และพื้นที่ส่วนกลางสำหรับชุมชน อาคารเดิมไม่ได้ถูกลบหรือปกปิด แต่ถูกฟื้นฟูและปรับบทบาทใหม่ให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองอีกครั้ง สมกับชื่อโครงการที่สื่อถึงการ เย็บ อาคารหลังนี้กลับเข้าไปในผืนผ้าของเมืองโดยรอบ

อีกหนึ่งโครงการของเธอคือ Greenpoint Library and Environmental Education Center ที่ บรู๊กลิน ระหว่างทำงานอยู่ที่ Marble Fairbanks Architects โครงการนี้ตั้งอยู่ในย่านที่มีประวัติความเป็นมายาวนานเกี่ยวกับมลภาวะจากภาคอุตสาหกรรมจึงถูกออกแบบให้ทำหน้าที่มากกว่าห้องสมุดสาธารณะทั่วไป แต่เป็นทั้งทรัพยากรของชุมชนและตัวอย่างของการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ความยั่งยืนจึงไม่ใช่องค์ประกอบที่ถูกเติมเข้ามาในตอนท้าย แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของงานออกแบบตั้งแต่ต้น

อาคารหลังนี้ได้รับการรับรอง Leadership in Energy and Environmental Design (LEED) Gold และใช้แนวทางด้านสิ่งแวดล้อมหลายมิติ ทั้งการรับแสงธรรมชาติ แผงโซลาร์เซลล์ หลังคาสีเขียว และระบบจัดการน้ำฝน ก่อนจะได้รับการยอมรับจากหลายเวที ไม่ว่าจะเป็น Architizer A+ AwardsAward of Merit จาก AIA Brooklyn+Queens Design Awards, รางวัลจาก NYCxDesign 2021 ในสาขา Greater Good: Social and Environmental Impact รวมถึง Design Excellence Award จาก New York Public Design Commission

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่ารางวัล สำหรับ รวิภา คือความเชื่อที่ยิ่งชัดขึ้นว่า สถาปัตยกรรมจะมีความหมายได้จริง ไม่ใช่เพราะความทะเยอทะยานทางรูปแบบเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ระดับความใส่ใจต่อบริบท ชุมชน และผลกระทบที่งานชิ้นนั้นมีต่อพื้นที่รอบตัว

ปัจจุบัน รวิภา ทำงานอยู่ที่ Thomas Phifer and Partners หนึ่งในสตูดิโอสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในนครนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก

ด้วยชื่อเสียงอันเลื่องลือในด้านความประณีตบรรจงของงานออกแบบ ตลอดจนความใส่ใจอย่างลึกซึ้งต่อบริบทและรายละเอียดทางเทคนิค บริษัทนี้จึงได้รับคัดเลือกจาก Bureau of Overseas Buildings Operations (OBO) แห่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้รับสัญญา Worldwide AE Design IDIQ อันทรงเกียรติ ส่งผลให้ Thomas Phifer and Partners เป็นหนึ่งในเพียง 12 บริษัททั่วโลก ที่ได้รับความไว้วางใจให้ออกแบบและบริหารจัดการอาคารทางการทูตของสหรัฐฯ ในหลายประเทศทั่วโลก

ขอบเขตของภารกิจนี้นับว่าใหญ่ไม่น้อย เพราะหน่วยงานดังกล่าวดูแลทรัพย์สินที่ใช้งานจริงมากกว่า 3,000 แห่ง ในกว่า 290 สถานทูตและที่ทำการทางการทูต และงานจำนวนมากภายใต้ภารกิจนี้ก็ไม่ได้หมายถึงการก่อสร้างใหม่เสมอไป    แต่รวมถึงการบูรณะ การปรับปรุง และการนำอาคารเดิมกลับมาใช้อย่างเหมาะสมและละเอียดอ่อน ทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและในเชิงบทบาททางการทูต

หากมองจากประเทศไทย เส้นทางของ รวิภา ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อ ดีไซเนอร์ไทยเลือกใช้วิถีทางที่ยึดโยงกับอนาคตที่ยั่งยืนและมุ่งสร้างคุณประโยชน์แก่สาธารณะแล้ว ความสำเร็จบนเวทีระดับโลกก็จะไม่ใช่ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง

ในช่วงเวลาที่วิชาชีพสถาปัตยกรรมกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ คำถามเรื่องเราควรสร้างอะไร สร้างอย่างไร และต้องแลกด้วยต้นทุนแบบไหน กำลังถูกถามด้วยความเร่งด่วนยิ่งกว่าเดิม และในบริบทเช่นนี้ การนำอาคารเดิมกลับมาปรับใช้ใหม่ก็ไม่ได้เป็นเพียงความสนใจเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการปฏิบัติวิชาชีพอย่างรับผิดชอบ

ด้วยการสั่งสมประสบการณ์อันเปี่ยมล้นผ่านโครงการที่หลากหลายรูปแบบ ผลงานในอนาคตของ รวิภา รมยะรูป จึงเปี่ยมด้วยคำมั่นสัญญาที่จะขยายขอบเขตนิยามของสิ่งที่เรียกว่า “สถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน” อย่างแท้จริง 

สร้างอนุสรณ์สถานตำหนักเทิดพระเกียรติสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาในวัดไจ๊กะล่อ สหภาพเมียนมา

สร้างอนุสรณ์สถานตำหนักเทิดพระเกียรติสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาในวัดไจ๊กะล่อ สหภาพเมียนมา

สร้างอนุสรณ์สถานตำหนักเทิดพระเกียรติสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาในวัดไจ๊กะล่อ สหภาพเมียนมา

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

นักธุรกิจชาวไทยนำโดย “สมาน คุณากรไพบูลย์ศิริ” พร้อมคณะคนไทย ร่วมกันจัดสร้างอนุสรณ์สถานตำหนักสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาพร้อมรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาและบุษบก สำหรับบรรจุอัฐิของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา เพื่อเทิดพระเกียรติ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและความเสียสละของพระองค์ ณ วัดไจ๊กะลอ เมืองย่างกุ้ง เมียนมา โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

“ผมกับคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย รู้จักกันมานาน เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 คุณดนัย ได้มาพบผมและเล่าให้ผมฟังว่า ได้เดินทางไปประเทศเมียนมา ไปพบศาลของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ที่ตั้งอยู่ที่วัดไจ๊กะลอ มีความคิดที่จะให้ชาวไทยร่วมสร้างตำหนักให้ใหม่เพื่อให้สมพระเกียรติ  ซึ่งคุณดนัยทราบว่า ผมรู้จักกับผู้ใหญ่ในประเทศเมียนมา จึงให้ผมขออนุญาตในการก่อสร้างตำหนักสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา” นายสมานกล่าว

โครงการจัดสร้างอนุสรณ์สถานตำหนักนี้ยังเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีและประวัติศาสตร์ที่ยืนยาวของทั้งไทยและพม่า และการก่อสร้างได้รับใบอนุญาตก่อสร้างจากทางวัดไจ๊กะลอและกรมการศาสนาของเมียนมาเรียบร้อยแล้ว

หลังจากที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง จากวัดไจ๊กะล่อ และทางกรมศาสนาแล้ว ได้บวงสรวงสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ที่กองทัพภาคที่ 3 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2568 และได้เริ่มดำเนินการเซ็นสัญญาก่อสร้างให้บริษัท A1 เป็นผู้ดำเนินการสร้างและเริ่มก่อสร้าง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2568เริ่มก่อสร้างวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ได้บวงสรวงวัดไจ๊กะล่อ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 และวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 จนถึงวันนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 80% คาดว่าจะเสร็จในเดือนสิงหาคม และฉลองประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2569

เตรียมจัดพิธีบวงสรวง ณ พิษณุโลก-วัดสระเกศ-แม่สาย เชียงราย

ก่อนที่จะอัญเชิญสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาไปประทับที่วัดไจ๊กะลอ เมืองย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมานั้น จะได้อัญเชิญรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ไปยังจังหวัดพิษณุโลก ณ พระราชวังจันทร์ ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ในวันที่ 4-7 มิถุนายน 2569 ซึ่งในเย็นวันที่ 4 มิถุนายน 2569 จะมีการเสวนาประวัติของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาโดยผู้เชี่ยวชาญ ต่อด้วยพิธีบวงสรวงอัญเชิญดวงจิตของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา มาสถิตที่หุ่น พร้อมทั้งการทำพิธีเทวาภิเษกรูปสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาจำลอง

วันที่ 9-16 มิถุนายน 2569 จะอัญเชิญรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา มาที่วัดสระเกศ(ภูเขาทอง) ประทับวิหารของพระอัฏฐารส ซึ่งเคยประดิษฐานอยู่ที่วัดวิหารทอง อ.เมืองพิษณุโลก แล้วเชิญรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา กระทำประทักษิณรอบบรมบรรพตภูเขาทอง 1 รอบ จากนั้นเชิญรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา  ประดิษฐานลานหน้าพระวิหาร พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร ประกอบพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา แล้วเสร็จพิธี

โดยจะเชิญรูปปั้นสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาเข้าสู่พระวิหารพระอัฏฐารสฯ ประดิษฐานไว้บนพระแท่น วันที่ 10-16 มิถุนายน 2569 ให้ประชาชนเข้าสักการะสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา 

วันที่ 18-21 มิถุนายน 2569 จะอัญเชิญสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ไปประทับที่วัดพระธาตุดอยเวา ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา รวมถึงพระอนุชาคือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ และหลวงปู่โง่น โสรโย บวงสรวงสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา จัดนิทรรศการสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ณ บริเวณชั้นลอย ชั้น2 ทางเดินไปสกายวอล์ค วันศุกร์ที่19 – วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569

ทุกสถานที่ที่อัญเชิญสมเด็จพระสุพรรณกัลยาไปประทับ เพื่อให้ประชาชน ได้สักการะสมเด็จพระสุพรรณกัลยา จะเป็นดอกบัวสีขาว ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม จะเก็บไปทำมวลสาร เพื่อสร้างพระผง ด้านหน้าเป็นรูปสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ด้านหลังเป็นรูป 3 พระองค์ เพื่อแจกให้ประชาชนในวันฉลองตำหนักพระสุพรรณกัลยา และในวันที่อัญเชิญพระนางสมเด็จฯไปวัดไจ๊กะล่อ

ภายในงานแถลงข่าวยังมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ประธานฝ่ายสงฆ์ ในโครงการก่อสร้างพระตำหนักสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา , พระครูสิทธิสรกิจ (พิศุทธิ์ วิสุทฺโธ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร และพระอาจารย์กาญจน์ สุญาณิกโพธิ (ป.ธ.9) วัดสระเกศฯ , ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก และผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมด้วย

สำหรับเจดีย์ไจ๊กะลอ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา ปัจจุบันมีอายุ 2,334 ปี ตั้งอยู่ในเมืองมิงกะลาดอน แคว้นย่างกุ้ง โดยในพุทธศักราช 235 พระเจ้าอโศกมหาราช แห่งจักวรรดิโมริยะ ได้มีการสังคายนาพระไตรปิฎก ภายใต้การกำกับดูแลของพระโมคคัลลีบุตรติสเถระ และได้ส่งพระสมณทูตเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังอาณาจักรต่างๆ 9 แห่ง โดยกลุ่มหนึ่งได้เดินทางไปยังดินแดนสุวรรณภูมิ พร้อมอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า หนึ่งในเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า คือ เจดีย์ไจ๊กะลอ สร้างโดยพระเจ้าศรีมาโศกะมิน หรือพระเจ้าธิหะทีป ผู้ปกครองเมืองทะตอนร่วมด้วยพระอรหันต์ที่เดินทางมายังดินแดนสุวรรณภูมิ

“พระสุพรรณกัลยา”ขัตติยนารีผู้ยิ่งใหญ่แห่งอยุธยา

ประวัติสมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 17 แห่งอาณาจักรอยุธยา และปฐมกษัตริย์ราชวงศ์สุโขทัย และพระวิสุทธิกษัตรีย์ (พระราชธิดาในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 15 แห่งอาณาจักรอยุธยา และพระสุริโยทัยแห่งราชวงศ์สุโขทัย) พระสุพรรณกัลยา ทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินีในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ประสูติในปีพุทธศักราช 2095 ณ พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก

สำหรับพระสุพรรณกัลยา ปรากฏพระนามในพงศาวดารพม่า ฉบับอูกาลา มหายาสะเวงจี (U Kala Mahayazawingji) และฉบับมหายาสะเวงเต๊ะ (Mahayazawinthet) และมีบันทึกผ่านทางจารีตการบอกเล่าในแวดวงนักประวัติศาสตร์ไทย ผ่านคำให้การชาวกรุงเก่า และคำให้การขุนหลวงหาวัด ระบุว่าในปีพุทธศักราช 2112 เจ้าฟ้าสองแคว (พระอิสริยยศของพระมหาธรรมราชาเมื่อครั้งได้รับการสถาปนาจากพระเจ้าบุเรงนองให้ขึ้นครองพิษณุโลก) ได้ถวายพระสุพรรณกัลยา พระชันษา 17 ปี กับบริวารและนางสนมรวม 15 คนแก่พระเจ้าบุเรงนองหรือพระเจ้าช้างเผือก ผู้ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์ ยอมพลัดพรากจากแผ่นดินเกิดไปเป็นองค์ประกัน ณ กรุงหงสาวดี 

พงศาวดารพม่ามีการกล่าวถึงพระมเหสีองค์หนึ่งของพระเจ้าบุเรงนอง มีฉายาว่า “อะเมียวหย่ง” แปลว่า “ผู้จงรักภักดีในชาติพันธุ์แห่งตน” นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ‘อะเมียวหย่ง’  คือพระนามที่ชาวพม่าใช้เรียกขานพระสุพรรณกัลยา พระนางมีพระธิดา 1 พระองค์กับพระเจ้าบุเรงนอง ทรงได้รับพระราชทานพระนามว่า เจ้านางเมงอทเว

ภายหลังจากที่พระเจ้าบุเรงนองเสด็จสวรรคตเมื่อพ.ศ. 2124  พระเจ้านันทบุเรงขึ้นครองราชย์แทน ภายหลังจากที่พระมหาอุปราชามังกะยอชวาสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2135 จากการทำสงครามยุทธหัตถี กับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งการสิ้นพระชนม์นั้นในพงศาวดารรวมถึงคำให้การต่างๆ ทั้งของไทยและพม่าต่างก็ให้ข้อมูลต่างกันออกไปเกี่ยวกับการกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของพระสุพรรณกัลยา ในปีพุทธศักราช 2135 รวมสิริพระชนมายุ 40 พรรษา

จากหมู่บ้านร้างสู่แผ่นดินทอง! บุกปราจีนบุรี ตามรอย ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’พรีเมียมระดับโลก

จากหมู่บ้านร้างสู่แผ่นดินทอง! บุกปราจีนบุรี ตามรอย ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’พรีเมียมระดับโลก

จากหมู่บ้านร้างสู่แผ่นดินทอง! บุกปราจีนบุรี ตามรอย ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’พรีเมียมระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.54 น.

เปิดตำนานเมืองปราจีนบุรีไปกับสองหนุ่มสายลุย  อย่าง ‘เต้ย พงศกร’ และแขกรับเชิญสุดพิเศษ ‘น้ำ รพีภัทร’ ที่จะพาทุกคนไปตื่นตาตื่นใจกับ “วัดรัตนเนตตาราม” หรือ วัดล้านหอย สถาปัตยกรรมสุดวิจิตรที่ประดับประดาด้วยเปลือกหอยนับล้านตัว  จนดูราวกับเมืองใต้บาดาลอันศักดิ์สิทธิ์ ต่อด้วยการลิ้มรสภูมิปัญญาความอร่อยระดับตำนานที่ “ร้านขนมเขียวแม่ปุก” ขนมพื้นบ้านแป้งนุ่มละมุนหอมกลิ่นใบเตยแท้ที่นึ่งสดใหม่แบบคำต่อคำ 

ก่อนจะไปปิดท้ายความตื่นเต้นระดับมรดกโลก ณ จุดชมกระทิงเขาแผงม้า เพื่อซุ่มดูฝูงกระทิงป่าตัวเขื่องที่ออกมาอวดโฉมท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ที่ยังคงความสมดุลไว้อย่างน่าอัศจรรย์ จากวิถีท่องเที่ยวสุดฟินสู่บทเรียนการเปลี่ยนโลก ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงนอกฤดูบ้านมาบเหียง จุดกำเนิดนวัตกรรมที่เปลี่ยนผลไม้อย่าง “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง” ให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมส่งออกไกลถึง 60% ทั่วโลก พร้อมเจาะลึกกระบวนการแปรรูปเป็น “มะม่วงกวน” เนื้อสีทองที่รักษาความหวานอมเปรี้ยวธรรมชาติไว้ครบถ้วน 100%    โดยมี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นลมใต้ปีกที่สำคัญที่เข้ามาสนับสนุนทั้งเงินทุนและเทคโนโลยีการจัดการสวน เพื่อพลิกฟื้นอดีตหมู่บ้านร้างให้กลายเป็นแผ่นดินทองคำที่สร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชน

การเดินทางครั้งนี้จะพิสูจน์ให้เห็นว่าพลังแห่งความร่วมมือสามารถยกระดับเกษตรกรไทยสู่สากลได้อย่างไร

ติดตามชมได้ในรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้ ทางช่อง 9 MCOT HD เวลา 20.20 น. บอกเลยว่าสาระและความสนุกครบรสจนคุณไม่ควรพลาด!!

เมื่อโลกไม่ได้ใจดีกับลูกเสมอไป พ่อแม่จึงต้องสอน “ทักษะสังคม” ให้ลูกพร้อมรับมือชีวิตจริง

เมื่อโลกไม่ได้ใจดีกับลูกเสมอไป พ่อแม่จึงต้องสอน “ทักษะสังคม” ให้ลูกพร้อมรับมือชีวิตจริง

เมื่อโลกไม่ได้ใจดีกับลูกเสมอไป พ่อแม่จึงต้องสอน “ทักษะสังคม” ให้ลูกพร้อมรับมือชีวิตจริง

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.27 น.

ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เด็ก ๆ ไม่ได้เผชิญเพียงความท้าทายด้านการเรียนเท่านั้น   แต่ยังต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น การสร้างความสัมพันธ์ การรับมือกับความขัดแย้ง และการเผชิญกับการกลั่นแกล้งทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์ ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์ ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

โรงพยาบาลพระรามเก้า ขอเชิญคุณพ่อคุณแม่ที่มีบุตรหลานอายุ 3–12 ปี เข้าร่วมกิจกรรมสัมมนา “เมื่อโลกไม่ใจดี ต้องสอนลูกให้มีทักษะสังคม” เพื่อเรียนรู้แนวทางเสริมสร้างทักษะทางสังคมให้ลูกตั้งแต่วัยเด็ก พร้อมทำความเข้าใจพัฒนาการด้านอารมณ์และการเข้าสังคม เรียนรู้วิธีสังเกตสัญญาณเตือนเมื่อลูกเริ่มมีปัญหาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนแนวทางดูแลและส่งเสริมให้ลูกเติบโตอย่างมั่นใจ สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขและเหมาะสมกับโลกยุคปัจจุบัน

ภายในงานได้รับเกียรติจาก พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า เจ้าของเพจ “หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง” ร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กในยุคดิจิทัล ผ่านหัวข้อสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะเป็น ทักษะทางสังคมคืออะไร, วิธีสังเกตว่าลูกเริ่มมีปัญหาการเข้าสังคม, ทำไมเด็กจึงต้องมีเพื่อน, การรับมือกับการบูลลี่ทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์ รวมถึงวิธีช่วยให้ลูกเข้าสังคมได้ดีขึ้น

กิจกรรมจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00–12.00 น. ณ ห้องประชุม Grand Hall ชั้น 5 อาคาร A โรงพยาบาลพระรามเก้า สำหรับผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานผ่าน QR Code  หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่  โทร. 1270 หรือ Line: @praram9hospital รับจำนวนจำกัดเพียง 40 ครอบครัวเท่านั้น กิจกรรมดี ๆ ครั้งนี้เปิดให้เข้าร่วม ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

เพราะในโลกที่ไม่ได้ใจดีกับทุกคนเสมอไป การสอนให้ลูกมีทักษะในการเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมั่นคง อาจเป็นหนึ่งในภูมิคุ้มกันชีวิตที่สำคัญที่สุดที่พ่อแม่สามารถมอบให้ลูกได้ตั้งแต่วันนี้