คุณแหน : 28 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 28 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 28 พฤษภาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา วันที่ 30-31 พ.ค.17.00 น. ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง..
  • เห็นข่าวพระราชสำนัก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชทานเพลิงศพ หม่อมนวลศรี สวัสดิวัตน์ ชายา หม่อมเจ้าปุสาณ สวัสดิวัตน์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่าน 24 พ.ค. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับ  ม.ร.ว.วไลวัฒนา สวัสดิชูโต ,ม.ร.ว.สวัสดิวุฒิ สวัสดิวัตน์ และครอบครัว ..
  • สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชน ร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน ..ทางระบบออนไลน์ ที่เว็บไซด์หน่วยราชการในพระองค์ https://wellwishes.royaloffice.th..
  • อ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์(ม.น.ข.) เชิญ ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทยและที่ปรึกษา ม.น.ข.เป็นประธานเปิดงาน “เพลินเพลงสุนทราภรณ์กับ ม.น.ข.เพื่อสนับสนุนการศึกษาเฉพาะกิจ ครั้งที่ 3 (2569)” วันเสาร์ที่  6 มิ.ย.   17.00 – 20.30 น. ห้องอินฟีนีตี้ บอลรูม ชั้น G โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ..
  • Happy Family ไปทริปญี่ปุ่นทั้งครอบครัวเป็นประจำทุกปี แต่ปีนี้พิเศษตรงที่  นาถ ลิ่วเจริญ พามาดามศศิพร และลูกชายทั้งสอง นท-นนท์ ลิ่วเจริญ ไปนั่งริงส์ไซส์ดูแข่งซูโม่ เห็นชัดๆ เต็มๆ ตา เพราะอยากดูมานานแล้ว..
  • ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย บอสใหญ่ใจดี บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง นำทีมผู้บริหารและพนง.จิตอาสา ร่วมแรงเกี่ยวข้าว 20 ไร่  ในโครงการ “ทำนาลดคาร์บอนยกระดับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต”  ตั้งเป้าผลผลิตข้าวสารไว้ประมาณ 8,000 กก. โดยจะส่งต่อความอร่อย ในกิจกรรมด้านซีเอสอาร์ของทางบริษัท อาทิ ใส่ในกระเป๋ากันง่วงสำหรับมอบให้ผู้ใช้ทาง ในช่วงวันปีใหม่และช่วงสงกรานต์ และนำไปเป็นของชำร่วยสวัสดีปีใหม่ให้พันธมิตร คู่ค้า สื่อมวลชน และผู้มีอุปการคุณกับบริษัท..
  • ครบ 98 ปี ขจิตพรรณ ไทยเพ็ชร กราบนิมนต์ พระราชวชิรธรรมเมธี วัดราชประดิษฐสถิตมมหาสีมาราม มาสวดเพื่อความเป็นสิริมงคลที่บ้านขจิตพรรณ พร้อมหน้าลูกๆ สุทธิกัญญา ไทยเพ็ชร,สุจีปภา สิงโตกุล..
  • ขนมอร่อย วุ้นกรอบ,ขนมทองเสน่หา,กระหรี่ปั๊ปไส้ไก่,ทาร์ตสัปปะรด,เปี๊ยะถั่วไข่เค็ม,หม้อแกงเผือก ฯลฯ  จากร้าน zesty thai kitchen ฝีมือ วจีรัตน์ กังสะนันทน์ สัตวแพทย์ที่หันมาเอาดีทางทำขนมไทย หวานน้อย  ลูกค้าติดอกติดใจ  สอบถามได้ที่ โทร. 089-1999324..
  • คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายกสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย (ตพส.ไทย) จัดพิธีมอบรางวัล “เก้าทศวรรษกุลสตรีศรีแผ่นดินไทย”  แด่สุภาพสตรีวัย 90 ปี ขึ้นไป ซึ่งมีผลงานออุทิศตนเพื่อครอบครัวและสังคม เป็นต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่สตรีไทยรุ่นหลัง จำนวน 14 ท่านได้แก่  ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ,ม.ร.ว.วรรณาภรณ์ วรวรรณ ศุขเนตร,สุกัญญา ชลศึกษ์, ศ. กิตติคุณ ดร.สุจริต เพียรชอบ ,ม.ร.ว.พิสวาศ นาควาณิช ,ม.ร.ว.ดวงใจ ชุมพล , พวงเพ็ญ อินทรวิศิษฎ์,เยาวลักษณ์ แพ่งสภา,สราภรณ์   สาททอง,สุพรรณรัศม์ ศิริหงส์,สุรภีร์ โรจนวงศ์, ม.ร.ว.เอมจิตร จิตรพงศ์ ,มณีรัตน์ สมบูรณ์  และ มุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล  28 พ.ค.13.00 น. ห้องแกรนด์บอลรูม  รร.ดิเอมเมอรัลด์ ..จะคอยดูว่าหญิง 9 ทศวรรษ ใครจะเป็นตัวอย่างสุขภาพดี มารับรางวัลไหว..

 

“ไร้ลิ้นสิ้นสูญ” นวนิยายรางวัลกับพลังภาษาอันบาดลึกที่คนไทยต้องอ่าน

“ไร้ลิ้นสิ้นสูญ” นวนิยายรางวัลกับพลังภาษาอันบาดลึกที่คนไทยต้องอ่าน

“ไร้ลิ้นสิ้นสูญ” นวนิยายรางวัลกับพลังภาษาอันบาดลึกที่คนไทยต้องอ่าน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ร่วมกับ อมรินทร์บุ๊ค  เซ็นเตอร์ เปิดตัวหนังสือ ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ (Tongueless) ฉบับแปลภาษาไทย ผลงานของ ‘เหล่า หยีหว่า’  ( Lau Yee Wa ) นักเขียนชาวฮ่องกง ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศจากเวทีประกวดวรรณกรรมนานาชาติ Chommanard International Women’s Literary Award 2025  พร้อมกันนี้ในงานได้จัดเวทีเสวนา “หนังสือดีแค่ไหน ทําไมจึงคว้ารางวัล Chommanard International Grand Prize ได้รับเงินสดถึง 500,000 บาท” โดยได้รับเกียรติจาก คุณเกศณี ไทยสนธิ กรรมการตัดสินรางวัล Chommanard International Women’s Literary Award และอาจารย์กฤตยา อกนิษฐ์ ผู้แปลหนังสือ ไร้ลิ้นสิ้นสูญ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในครั้งนี้

อาจารย์กฤตยา อกนิษฐ์ กล่าวว่า  หนังสือ ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ เป็นผลงานเรียกได้ว่า “มีความวิเศษ” ไม่ธรรมดา ด้วยพลังของการเล่าเรื่องที่ลุ่มลึกและชวนให้ผู้อ่านได้ขบคิดพร้อมตั้งคำถามต่อโครงสร้างสังคม โดยส่วนตัวรู้สึกภูมิใจอย่างมากที่ได้มีโอกาสแปลหนังสือเล่มนี้ แม้จะเป็นความท้าทายไม่น้อย เพราะต้นฉบับเป็นภาษาจีนที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงทางภาษาและอารมณ์ ทำให้ผู้แปลต้องทำความเข้าใจตัวละครอย่างลึกซึ้ง เพื่อถ่ายทอดอรรถรสและน้ำหนักทางความรู้สึกของต้นฉบับออกมาให้ครบถ้วนที่สุด

ทั้งนี้ มองว่า ‘เหล่า หยีหว่า’ เป็นนักเขียนที่มีความเฉียบคมในการพาผู้อ่านเข้าไปอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์ราวกับกำลังใช้ชีวิตร่วมกับตัวละครจริง ๆ อีกทั้งยังสามารถสื่อสารความเจ็บปวด ความอึดอัด และความสะเทือนใจผ่านภาษาได้อย่างแนบเนียน โดยเฉพาะตัวละคร “แม่” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงเรื่องราวและอารมณ์ต่าง ๆ ภายในเรื่องได้อย่างทรงพลัง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญของหนังสือเล่มนี้ เพราะทุกองค์ประกอบที่ผู้เขียนวางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ระบบการศึกษา โลกการทำงาน หรือการต่อสู้เพื่อรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง ล้วนมีความหมายและชวนให้ผู้อ่านกลับมาทบทวนสังคมรอบตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ อาจารย์กฤตยา ยังได้ขยายความถึงความหมายของชื่อเรื่อง  ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ ผ่านการตั้งคำถามต่อ “ลิ้น” ในฐานะอวัยวะสำคัญของการสื่อสาร ว่ามนุษย์จะใช้มันอย่างไรเพื่อเอาตัวรอดภายใต้อำนาจที่กดทับ บางคนเลือกนิ่งเงียบเพื่อปกป้องตัวเอง ขณะที่บางคนใช้คำพูดเพื่อประจบเอาใจผู้มีอำนาจให้สามารถอยู่รอดในระบบได้ ลิ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงอวัยวะสำหรับการพูด แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของเสียง สิทธิ และตัวตนของมนุษย์ ซึ่งอาจค่อย ๆ ถูกครอบงำและพรากหายไปโดยไม่รู้ตัว จนท้ายที่สุด หนังสือเล่มนี้อาจทำให้ผู้อ่านย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ลิ้นของเรายังอยู่หรือไม่” และเรายังมีพื้นที่มากเพียงใดในการเปล่งเสียงต่อผู้มีอำนาจในสังคมปัจจุบัน

ด้าน เกศณี ไทยสนธิ เปิดเผยว่า ครั้งแรกที่ได้อ่าน  ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’  รู้สึกทันทีว่านี่คือ นวนิยายที่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญและทรงพลัง เพราะสามารถขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมผ่าน “ภาษา” ได้อย่างวิจิตรและลุ่มลึก ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่เวทีชมนาดมองหาในงานวรรณกรรมร่วมสมัย หนังสือเล่มนี้สะท้อนเสียงของผู้หญิงที่กล้าก้าวข้ามกรอบวัฒนธรรม อำนาจ และความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยได้อย่างน่าประทับใจ โดยเสน่ห์ของเรื่องเริ่มตั้งแต่ชื่อหนังสือที่ชวนตั้งคำถาม ไปจนถึงโครงสร้างการเล่าเรื่องที่เผยให้เห็นความกล้าของผู้เขียนในการหยิบประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของฮ่องกงมาเล่าผ่านบริบทการศึกษาและการเปลี่ยนผ่านจากภาษาจีนกวางตุ้งสู่ภาษาจีนกลาง ซึ่งไม่เพียงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางภาษา แต่ยังสื่อถึงการต่อรองอำนาจ อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ของผู้คนในสังคมอีกด้วย

ขณะเดียวกัน เกศณี ยังมองว่า  ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ เป็นหนังสือที่สะท้อนอัตลักษณ์ของผู้คนในวัยทำงานได้อย่างชัดเจน เพราะในโลกของการทำงาน บางคนเลือกเงียบและทำหน้าที่ของตัวเองไปโดยไม่พูดอะไร ขณะที่บางคนเลือกประจบสอพลอเพื่อความอยู่รอดในระบบ จนทำให้ผู้อ่านสามารถมองเห็นแรงกดดัน การต่อรอง และการสูญเสียตัวตนที่เกิดขึ้นจริงในสังคมปัจจุบัน ขณะเดียวกันผู้อ่านจะเห็นถึงความกล้าหาญของผู้เขียนในการเล่าเรื่องที่ท้าทายและยาก ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาที่ง่าย แต่ยังมีความซับซ้อนอย่างมีเสน่ห์และสะกิดใจเราไปเรื่อยๆ ตลอดเล่มตั้งแต่ต้นยันจบ นี่เป็นสิ่งที่ประทับใจและอยากให้ผู้อ่านเปิดใจ

สำหรับ ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’   เป็นผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการอย่างเข้มจนได้รับรางวัลชนะเลิศ  จากผู้ส่งเข้าประกวดมากกว่า 70 ผลงานของนักเขียนสตรีทั่วภูมิภาคเอเชีย โดยถือเป็นนวนิยายร่วมสมัยจากฮ่องกงที่สะท้อนประเด็นเรื่องภาษา อัตลักษณ์ และแรงกดดันจากโครงสร้างสังคมได้อย่างเฉียบคม ผ่านชีวิตของครูสอนภาษาจีนสองคนคือ “ไหว” และ “หลิง” ที่ทำงานในโรงเรียนมัธยม และต้องเผชิญกับนโยบายทางภาษาและการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาซึ่งค่อยๆ กัดกร่อนตัวตนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ “การสูญเสียภาษา” ในเรื่อง เปรียบเสมือน การสูญเสียตัวตนและเสรีภาพในการดํารงอยู่ของผู้คน จนกลายเป็นวรรณกรรมที่ตั้งคำถามต่อสังคมร่วมสมัยได้อย่างทรงพลังและสะเทือนอารมณ์ผู้อ่านทั่วเอเชีย 

ผู้ที่สนใจหนังสือเล่มนี้ สามารถหาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ ร้านนายอินทร์ทุกสาขา  และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ ร่วมเปิดประสบการณ์แห่งความคิด แรงบันดาลใจ และเรื่องราวที่คุณอาจไม่มีวันลืม

โครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติในหลวง-พระราชินี เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ครั้งที่ 11

โครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติในหลวง-พระราชินี เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ครั้งที่ 11

โครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติในหลวง-พระราชินี เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ครั้งที่ 11

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.34 น.

มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ สถาบันมหิตลาธิเบศร แพทยสภา และสถาบันพระปกเกล้า โดยนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 (ปธพ.12) และนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำทางการแพทย์ รุ่นที่ 3 (ปนพ.3) ร่วมจัด “โครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ ครั้งที่ 11 ประจำปี 2569” ระหว่าง วันที่ 22–24 พฤษภาคม 2569 ณ โรงพยาบาลสระบุรี และศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และส่งเสริมให้พระภิกษุสงฆ์ ผู้พิการ เด็ก ผู้ต้องการ และประชาชน สามารถเข้าถึงความรู้และได้บริการทางการแพทย์เฉพาะทางที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง

สำหรับวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ได้จัดพิธีเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรี พร้อมทั้งเยี่ยมชมการดำเนินงานของคลินิกต่าง ๆ และจัดพิธีการ ณ ห้องประชุมศิริพานิช ชั้น 6 อาคารผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสระบุรี โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานรุ่น ปธพ.12 ได้กล่าวขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในนามกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่ นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความขอบคุณที่เลือกจังหวัดสระบุรีเป็นพื้นที่ดำเนินโครงการเฉลิมพระเกียรติฯอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่

โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์จากทั่วประเทศ นำบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ให้ครอบคลุมทั้งการคัดกรอง วินิจฉัย รักษา และให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ โดยในครั้งนี้ได้จัดบริการทางการแพทย์ 18 กลุ่มงาน 52 คลินิก ความเชี่ยวชาญ โดยแพทย์กว่า 500 คน จากโรงเรียนแพทย์และสถาบันการแพทย์ทั่วประเทศ ร่วมใจจัดบริการประชาชน กว่า 48,000 ราย โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดสระบุรี ทำให้การดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ อุปนายกแพทยสภา และ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้ร่วมแสดงความชื่นชมและขอบคุณนักศึกษาและคณะผู้จัดงาน ในฐานะองค์กรภาคีร่วมจัดโครงการหน่วยแพทย์อาสาครั้งนี้

ในโอกาสนี้ พลอากาศเอก นายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ได้กล่าวสรุปผลการดำเนินงานครั้งนี้ และการดำเนินงานตลอด 14 ปี 93 โครงการฯ ทั้ง 4 ภาคดูแลประชาชนกว่า 500,000 ราย  พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วน โดยเฉพาะนักศึกษาหลักสูตร ปธพ.-ปนพ. ทุกรุ่นซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการดำเนินโครงการด้วยจิตอาสา ความเสียสละ และความจงรักภักดี พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมสานต่อเจตนารมณ์ ในการจัดโครงการหน่วยแพทย์อาสาฯ ระหว่างวันที่ 21-23 พฤษภาคม 2570 ณ โรงพยาบาลนครนายก จังหวัดนครนายก

การจัดโครงการในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายทางการแพทย์และสาธารณสุข ในการ “พาหมอไปหาคนไข้ด้วยจิตอาสา” เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน
และเป็นต้นแบบของการบูรณาการความร่วมมือเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยให้มีคุณภาพ เข้มแข็ง และยั่งยืนต่อไป

โครงการเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๓ พรรษา ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

โครงการเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๓ พรรษา ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

โครงการเฉลิมพระเกียรติ ๑๐๓ พรรษา ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นพระราชธิดาพระองค์เดียว ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระอนุชาสองพระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๑ ตลอดพระชนม์ชีพทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจนานัปการแก่ประเทศชาติ ทรงได้รับการประกาศยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก อันเป็นการสะท้อนพระเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่ให้เด่นเป็นประจักษ์ในระดับโลก

ราชตี สิงหศิวานนท์ ประธานในโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

ประธานในพิธีถวายมาลัยสักการะหน้าพระรูปสมเด็จเจ้าฟ้าฯ

ราชตี สิงหศิวานนท์ 

ราชตี  สิงหศิวานนท์และ พ.อ.หญิง อุษากรณ์ จันทรวงศ์  ผู้จัดการโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ

วัดราชผาติการาม วรวิหาร จึงได้จัดโครงการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสครบ ๑๐๓ พรรษาในวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ และเนื่องด้วยในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานเฉลิมพระนามและสถาปนาพระอิสริยศักดิ์พระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี นับเป็นการยกย่องพระเกียรติคุณของพระราชปิตุจฉาให้สูงยิ่งขึ้น

พีชวิทย์ เพชรธนะกุล และคุณอมรทิพย์ ฐิตะฐาน พิธีกรโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ

ระบำกฤดาภินิหาร โดย อ. โสภาพรรณ ล็อค

คีตาเฉลิมพระเกียรติ ฯ แสงหนึ่งคือรุ้งงาม โดย ชยพล บุญรักษา

เพลงพ่อครู โดย ดร.เขมิษา บุณยเกียรติ,อ.ณัฐพล สมุหเสนีโต,ด.ญ.ญาณินณดี วรรณกิจ ประกอบการแสดงจินตลีลาประยุกต์

โครงการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสอันเป็นมงคลทั้ง ๒ วาระนี้ จัดขึ้นในรูปแบบของโครงการอนุรักษ์เพลงไทย ที่เรียกว่า “คีตวรรณศิลป์ภิรมย์” ในรูปแบบของการเสวนาเชิงวิชาการ และการขับร้องเพลงไทยที่ไพเราะประกอบการแสดง การจัดกิจกรรมนี้จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กทม.ฯ ณ เวทีการแสดง ห้องสัมมนา KSS-801 ในวันศุกร์ที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙  โดยได้รับเกียรติจาก  ราชตี สิงหศิวานนท์ เป็นประธานในพิธี ร่วมกับพันเอกหญิง อุษากรณ์ จันทรวงศ์  ผู้จัดการโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ และได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอุปการคุณดังต่อไปนี้  มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, บริษัท ไอทีโซลูชั่น จำกัด, บริษัท ต้นไม้ชายคา, พรเกษมคลินิก, บริษัท วาไรตี้ฟู้ดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัทซิงไทย อมูเลท, บริษัท แอชอินทีเรียดีไซน์ และ บิวอิน เฟอร์นิเจอร์ จำกัด, บริษัท น้ำตาลไทยอีสาน, สถาบัน แดนซ์มีอัพ, กรมดุริยางค์ทหารบก, บริษัท วอนเดอร์เอส จำกัด, และสมาคมศิษย์เก่าสตรีวัดระฆัง

ละครเพลง ทวิสูรย์ปฏิพัทธ์ แจ่มจรัสจันทรา  เพลงคำมั่นสัญญา โดย สิบเอกเชี่ยวชาญ กิจสมบัติไชย นักแสดง ณัฐธนนท์ อริยชัยกุลภัทร์ และ ชยพล บุญรักษา

ละครเพลง ทวิสูรย์ปฏิพัทธ์ แจ่มจรัสจันทรา เพลงคำมั่นสัญญา โดย สิบเอกเชี่ยวชาญ กิจสมบัติไชย นักแสดง ณัฐธนนท์ อริยชัยกุลภัทร์ และ ชยพล บุญรักษา

การแสดงประกอบเพลงคำมั่นสัญญา

การแสดงประกอบเพลงคำมั่นสัญญา

นาฏลีลาประยุกต์ นิยายรักแผลเก่า เพลงขวัญเรียม โดยสิบเอก เชี่ยวชาญ กิจสมบัติไชย, กมลทิพย์ ศรีเจริญ ผู้แสดง อรรถพล ศรีทองสุก ,ด.ญ.ณฤชล กนกโชติกุล

นาฏลีลาประยุกต์ นิยายรักแผลเก่า เพลงขวัญเรียม โดยสิบเอก เชี่ยวชาญ กิจสมบัติไชย, กมลทิพย์ ศรีเจริญ ผู้แสดง อรรถพล ศรีทองสุก ,ด.ญ.ณฤชล กนกโชติกุล

ผู้ขับร้องเพลงขวัญเรียม

ผู้ขับร้องเพลงขวัญเรียม

ตำนานรักนิรันดร์ของเจ้าหญิงมีราบาย เพลงหนี้รัก โดย ดร.เขมิษา บุณยเกียรติ นักแสดง วิภาภรณ์สิริ วามะสุรีย์ เป็นเจ้าหญิงมีราบาย, เตชินทร์ กนกโชติกุล เป็นพระกฤษณะ

ตำนานรักนิรันดร์ของเจ้าหญิงมีราบาย เพลงหนี้รัก โดย ดร.เขมิษา บุณยเกียรติ นักแสดง วิภาภรณ์สิริ วามะสุรีย์ เป็นเจ้าหญิงมีราบาย, เตชินทร์ กนกโชติกุล เป็นพระกฤษณะ

พระเจ้าสังคะวิกรมสิงห์ โดย ชยพล บุญรักษา นางกำนัล โดย เนติรักษ์ สาระจันทร์

พระเจ้าสังคะวิกรมสิงห์ โดย ชยพล บุญรักษา นางกำนัล โดย เนติรักษ์ สาระจันทร์

เพลงพี่ยังรักเธอไม่คลาย โดย ดร.ปราโมทย์ สัชฌุกร

เพลงพี่ยังรักเธอไม่คลาย โดย ดร.ปราโมทย์ สัชฌุกร

เพลงน้ำตาแสงไต้ โดย ณัฐธนนท์ อริยชัยกุลภัทร์ บัลเลย์ประยุกต์โดย เมฐิต์รินทร์ วรวิสุทธิกูล,พรปวีณ์ ศรีพนากุล

เพลงน้ำตาแสงไต้ โดย ณัฐธนนท์ อริยชัยกุลภัทร์ บัลเลย์ประยุกต์โดย เมฐิต์รินทร์ วรวิสุทธิกูล,พรปวีณ์ ศรีพนากุล

พลงดวงใจ โดย พรรษมณฑ์ ตระการรุ่งโรจน์ การแสดงโดย สิรินดา ครองยั่งยืน, วุฒิวัฒน์ อภิรัฐชัยวงษ์, ด.ญ.พีชญาภร นันทวัฒน์ศิริ,ด.ญ.อัญญาณัฏฐ์ นันทวัฒน์ศิริ

พลงดวงใจ โดย พรรษมณฑ์ ตระการรุ่งโรจน์ การแสดงโดย สิรินดา ครองยั่งยืน, วุฒิวัฒน์ อภิรัฐชัยวงษ์, ด.ญ.พีชญาภร นันทวัฒน์ศิริ,ด.ญ.อัญญาณัฏฐ์ นันทวัฒน์ศิริ

ลำนำตรีเสน่หาแห่งรามเกียรติ์ เพลงตัวร้ายที่รักเธอ โดย ร.ต.เชิดศักดิ์ ฤทธิกรกูล นักแสดง ชยพล บุญรักษา - ทศกัณฐ์, 
ภูริดา มีภูมิรู้ -นางสีดา

ลำนำตรีเสน่หาแห่งรามเกียรติ์ เพลงตัวร้ายที่รักเธอ โดย ร.ต.เชิดศักดิ์ ฤทธิกรกูล นักแสดง ชยพล บุญรักษา – ทศกัณฐ์, ภูริดา มีภูมิรู้ -นางสีดา

เพลงมนต์รักอสูร โดย ประไณย ภิญโญสิบ,สิบเอกหญิง ศรสวรรค์ ศรีจันทร์ นักแสดงคือ ชยพล บุญรักษา - ทศกัณฐ์, เนติรักษ์ สาระจันทร์ – นางเหมนารี

เพลงมนต์รักอสูร โดย ประไณย ภิญโญสิบ,สิบเอกหญิง ศรสวรรค์ ศรีจันทร์ นักแสดงคือ ชยพล บุญรักษา – ทศกัณฐ์, เนติรักษ์ สาระจันทร์ – นางเหมนารี

พลงลาวดวงเดือน ขับร้องและบรรเลงกีต้าร์ โดย พีชวิทย์ เพชรธนะกุล

พลงลาวดวงเดือน ขับร้องและบรรเลงกีต้าร์ โดย พีชวิทย์ เพชรธนะกุล

ดร.ฉัฐฑริกา บางแก้ว บรรเลงไวโอลินเพลงน้ำตาแสงใต้

ดร.ฉัฐฑริกา บางแก้ว บรรเลงไวโอลินเพลงน้ำตาแสงใต้

ตำนานรักนิรันดร์ของเจ้าหญิงมีราบาย ชลวลัช มีนิจสิน แสดงเป็นนักบวชน้อยในวิหารพระกฤษณะ

ตำนานรักนิรันดร์ของเจ้าหญิงมีราบาย ชลวลัช มีนิจสิน แสดงเป็นนักบวชน้อยในวิหารพระกฤษณะ

การแสดงปิดท้ายด้วยเพลงความฝันอันสูงสุด

การแสดงปิดท้ายด้วยเพลงความฝันอันสูงสุด

คณะนักร้องและนักแสดงทุกคนออกมารับเสียงปรบมือจากผู้ชม

คณะนักร้องและนักแสดงทุกคนออกมารับเสียงปรบมือจากผู้ชม

ประธานในพิธีมอบช่อดอกไม้และของที่ระลึกให้ ดร.ปราโมทย์ สัชฌุกร นักร้องกิตติมศักดิ์

ประธานในพิธีมอบช่อดอกไม้และของที่ระลึกให้ ดร.ปราโมทย์ สัชฌุกร นักร้องกิตติมศักดิ์

ดร.สมทบ ฐิตะฐาน ผู้ดำเนินการเสวนาทางวิชาการเรื่องการอนุรักษ์เพลงไทย

ดร.สมทบ ฐิตะฐาน ผู้ดำเนินการเสวนาทางวิชาการเรื่องการอนุรักษ์เพลงไทย

ผู้ร่วมเสวนา ธีรนันท์ช่วงพิชิต,ไวยวิชญ์ จันทรวงศ์,ดร. สมทบ ฐิตะฐาน

ผู้ร่วมเสวนา ธีรนันท์ช่วงพิชิต,ไวยวิชญ์ จันทรวงศ์,ดร. สมทบ ฐิตะฐาน

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ ไวยวิชญ์ จันทรวงศ์

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ ไวยวิชญ์ จันทรวงศ์

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบพระกริ่งวัชรินทร์เป็นของที่ระลึกให้แก่รองอธิการบดี สุรีย์ วาดเขียน ตัวแทนของมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ผู้สนับสนุนโครงการเฉลิมพระเกียรติ

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบพระกริ่งวัชรินทร์เป็นของที่ระลึกให้แก่รองอธิการบดี สุรีย์ วาดเขียน ตัวแทนของมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ผู้สนับสนุนโครงการเฉลิมพระเกียรติ

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้ ดร. เขมิษา บุณยเกียรติ เจ้าของสถาบัน แดนซ์ มี อัพ ผู้ออกแบบการแสดง

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้ ดร. เขมิษา บุณยเกียรติ เจ้าของสถาบัน แดนซ์ มี อัพ ผู้ออกแบบการแสดง

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ -/สุทธิพจน์ อริยสุทธิวงค์ ผู้สนับสนุนโครงการเฉลิมพระเกียรติ

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ -/สุทธิพจน์ อริยสุทธิวงค์ ผู้สนับสนุนโครงการเฉลิมพระเกียรติ

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ ผศ.ดร. สุดารัตน์ ชาญเลขา นายกสมาคมศิษย์เก่าสตรีวัดระฆัง ผู้มีอุปการคุณต่อโครงการ

ราชตี สิงหศิวานนท์ มอบของที่ระลึกให้แก่ ผศ.ดร. สุดารัตน์ ชาญเลขา นายกสมาคมศิษย์เก่าสตรีวัดระฆัง ผู้มีอุปการคุณต่อโครงการ

29 พฤษภาคม ‘วันสุขภาพทางเดินอาหารโลก’ ชวนคนไทยหันกลับมาดูแล ‘ลำไส้’

29 พฤษภาคม ‘วันสุขภาพทางเดินอาหารโลก’ ชวนคนไทยหันกลับมาดูแล ‘ลำไส้’

29 พฤษภาคม ‘วันสุขภาพทางเดินอาหารโลก’ ชวนคนไทยหันกลับมาดูแล ‘ลำไส้’

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

ทุกวันที่ 29 พฤษภาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันสุขภาพทางเดินอาหารโลก” (World Digestive Health Day) เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของสุขภาพองค์รวมของมนุษย์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง “Gut Health” หรือสุขภาพลำไส้ ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก หลังมีข้อมูลทางวิชาการจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า ลำไส้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเกี่ยวกับการย่อยอาหารและการขับถ่ายเท่านั้น แต่ยังมีความเชื่อมโยงกับระบบภูมิคุ้มกัน สมอง อารมณ์ การนอนหลับ การเผาผลาญ ผิวพรรณ รวมถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้ป่วยมะเร็ง

เพื่อร่วมส่งต่อความรู้และสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพลำไส้ในสังคมไทย Happy Chemo Club by Nutrepreme ร่วมกับ Art for Cancer by Ireal จัดกิจกรรม “The Gentle Gut Balance Experience” ขึ้นเมื่อเร็ว   นี้ ที่ ไอคอนสยาม ภายใต้แนวคิด “ละมุนลำไส้ สู่สมดุลอย่างอ่อนโยน” โดยมีผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 100 คน ประกอบด้วยผู้ป่วยมะเร็ง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่สนใจการดูแลสุขภาพลำไส้

ภายในงานมีการบรรยายโดย พญ. อัญวีณ์ เกียรติอภิพงษ์ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน และ ผศ.ดร. เอกราช บำรุงพืชน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการชะลอวัย ในหัวข้อ “เจาะลึกความลับของลำไส้” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสุขภาพลำไส้มีอิทธิพลเชื่อมโยงต่อการทำงานของระบบอื่น ๆ ของร่างกายอย่างใกล้ชิด การดูแลลำไส้จึงไม่ใช่เรื่องของ “การขับถ่าย” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพองค์รวมในระยะยาว โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเปราะบางด้านสุขภาพ  ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งมักเผชิญปัญหาเรื่องการกิน ระบบย่อยอาหาร การดูดซึมสารอาหาร และการขับถ่าย ตลอดจนคุณภาพชีวิตโดยรวม

อีกหนึ่งช่วงที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก คือการแบ่งปันประสบการณ์จริงของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก ที่เคยได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ฝังแร่ และการฉายแสงบริเวณช่องท้อง ที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารและการขับถ่าย จนเสียความมั่นใจในการดำเนินชีวิตต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปี ก่อนเริ่มกลับมาดูแลลำไส้อย่างจริงจังด้วยการเสริมใยอาหารชนิดละลายน้ำอย่างเหมาะสม จนค่อย ๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม “พิสูจน์ความใส” เพื่อสะท้อนแนวคิดใหม่ของการเสริมใยอาหารที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยุ่งยาก หรือรบกวนการใช้ชีวิต โดยนำเสนอทางเลือกของใยอาหารชนิดละลายน้ำที่มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์ ที่สามารถผสมในเครื่องดื่มและอาหารทุกชนิด หรือนำไปประกอบอาหารได้ง่าย ๆ  และเหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพอย่างอ่อนโยนในระยะยาว

ตัวแทนผู้จัดงาน กล่าวว่า ปัจจุบันคนจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพลำไส้มากขึ้น แต่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการดูแลลำไส้จำเป็นต้องอาศัยวิธีกระตุ้นลำไส้ที่รุนแรงหรือเน้นเพียงการเร่งการขับถ่าย ทั้งที่จริงแล้วการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืนสามารถเริ่มต้นจากความสม่ำเสมอและความอ่อนโยนในชีวิตประจำวัน “เราอยากให้วันสุขภาพทางเดินอาหารโลกปีนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนกลับมาใส่ใจลำไส้ของตัวเองมากขึ้น เพราะลำไส้ไม่ใช่แค่เรื่องของระบบย่อยอาหาร หรือระบบขับถ่าย แต่เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตองค์รวมทั้งหมด”

กิจกรรม “The Gentle Gut Balance Experience” จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพทั่วไป แต่เป็นอีกหนึ่งความพยายามในการสร้างพื้นที่แห่งความเข้าใจสำหรับผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และผู้ที่กำลังมองหาวิธีดูแลตัวเองอย่างสมดุลและยั่งยืน ผ่านแนวคิด “ละมุนลำไส้ สู่สมดุลอย่างอ่อนโยน” ที่สะท้อนว่าการดูแลสุขภาพที่ดี อาจเริ่มต้นจากความอ่อนโยนที่เรามอบให้ร่างกายในทุกวัน

‘มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง’ จุดพลังความร่วมมือสร้างการตระหนักรู้โรคมะเร็งผิวหนัง

‘มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง’ จุดพลังความร่วมมือสร้างการตระหนักรู้โรคมะเร็งผิวหนัง

‘มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง’ จุดพลังความร่วมมือสร้างการตระหนักรู้โรคมะเร็งผิวหนัง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

ท่ามกลางไลฟ์สไตล์ของผู้คนเมืองที่ต้องเผชิญทั้งแสงแดด มลภาวะ และความเครียดในชีวิตประจำวัน “สุขภาพผิว” กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ไม่ควรถูกมองข้าม โดยเฉพาะ “โรคมะเร็งผิวหนัง” ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และยิ่งตรวจพบเร็วเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการรักษาได้มากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง องค์กรสาธารณกุศลที่ก่อตั้งโดยผู้ป่วยมะเร็งและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง ร่วมกับ UICC (Union for International Cancer Control) และ La Roche-Posay จึงจัดกิจกรรมรณรงค์ “Skin Cancer Awareness Month 2026” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ ลานลิฟต์แก้ว ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้แนวคิด “Move to Protect” เพื่อชวนคนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพผิว พร้อมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งผิวหนัง การสังเกตสัญญาณเตือน และการดูแลสุขภาพผิวอย่างถูกต้อง

ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง และอดีตผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 4 ได้ร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจและมุมมองในฐานะผู้ที่เคยต่อสู้กับโรคร้ายด้วยตัวเอง จนวันนี้กลายมาเป็นพลังสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศ โดยกล่าวว่า “การเป็นผู้ป่วยมะเร็ง ทำให้เข้าใจว่ากำลังใจและความรู้ที่ถูกต้องสำคัญมากแค่ไหน หลายคนอาจไม่รู้ว่ามะเร็งผิวหนังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และบางครั้งสัญญาณเตือนก็เป็นเพียงความผิดปกติเล็กๆ บนผิวหนังเท่านั้น จึงอยากให้งานนี้เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้คนรู้จักสังเกตตัวเอง กล้าเข้ารับการตรวจ และรู้ว่าพวกคุณไม่ได้ต้องต่อสู้อยู่เพียงลำพัง โดยสามารถเข้าร่วมกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังได้ที่ FB: Thai Cancer Society”

ไฮไลต์สำคัญคือเวทีเสวนา “Glow & Know: Skin Health Talk” โดย รศ.พญ. ภาวิณี ฤกษ์นิมิตร หัวหน้าหน่วยผิวหนัง (สาขาตจวิทยา) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง
ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสรังสี UV เป็นเวลานาน พฤติกรรมการใช้ชีวิตกลางแจ้งโดยไม่ป้องกันผิว รวมถึงการสังเกตความผิดปกติของผิว เช่น ไฝที่มีสีหรือรูปร่างเปลี่ยนไป ตุ่มนูน หรือก้อนนูนที่โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ “เมลาโนมา” หนึ่งในชนิดของมะเร็งผิวหนัง

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีช่วง “More Than Skin Deep: Real Stories of Strength” เปิดพื้นที่ให้ผู้ป่วย ผู้ดูแล และผู้มีประสบการณ์ตรง ได้ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตจริง และการก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากที่สุดในชีวิต สะท้อนให้เห็นว่า “การตรวจพบเร็ว” ไม่เพียงเพิ่มโอกาสในการรักษา แต่ยังช่วยรักษาคุณภาพชีวิตและกำลังใจของผู้ป่วยได้อย่างมาก

สำหรับ La Roche-Posay ในฐานะพันธมิตรหลักของโครงการ ยังร่วมส่งต่อองค์ความรู้ด้านการดูแลผิวสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ผ่านกิจกรรม “Healing Power of Touch” โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาผลข้างเคียงทางผิวหนังจากการรักษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในทุกมิติ

อีกหนึ่งช่วงพิเศษและอบอุ่น “Healing Moments” จากนักแสดงหนุ่ม  ลุค อิชิคาว่า พลาวเด้น ที่มาร่วมส่งต่อกำลังใจ สร้างแรงบันดาลใจ และร่วมกิจกรรมการกุศลประมูลภาพถ่ายเพื่อสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งและครอบครัว โดยรายได้จากกิจกรรมทั้งหมดภายในงานโดยไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้แก่มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยและขับเคลื่อนกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งต่อไป

โครงการ “Skin Cancer Awareness Month 2026” ภายใต้แนวคิด “Move to Protect” มุ่งหวังให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลผิวหนัง การป้องกันความเสี่ยงจากโรคมะเร็งผิวหนัง และการเข้าถึงการรักษาอย่างเหมาะสม เพราะ “การตรวจพบเร็ว สามารถเพิ่มโอกาสในการรักษาและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้”

แพทย์เตือน เล่นมือถือ ดูซีรีส์ทั้งวัน เสี่ยงกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย

แพทย์เตือน เล่นมือถือ ดูซีรีส์ทั้งวัน เสี่ยงกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย

แพทย์เตือน เล่นมือถือ ดูซีรีส์ทั้งวัน เสี่ยงกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.35 น.

การใช้สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเวลานานได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการก้มศีรษะเพื่อมองหน้าจอหรือการนั่งดูจอเป็นเวลานานอาจเพิ่มภาระต่อกระดูกสันหลังส่วนคอ และอาจสัมพันธ์กับการเกิดภาวะ กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย ในบางกรณี

นพ. เอกพล ลาภอำนวยผล

นพ. เอกพล ลาภอำนวยผล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชำนาญการด้านโรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล พบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่เข้ารับการประเมินอาการปวดคอเรื้อรังมีประวัติการใช้สมาร์ตโฟนหรือทำงานหน้าจอเป็นเวลานานในแต่ละวัน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน

ภาวะกระดูกคอเสื่อม คืออะไร

Cervical Spondylosis คือภาวะความเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนคอ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างต่างๆ ได้แก่ หมอนรองกระดูกสันหลัง ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนคอ เอ็นและเนื้อเยื่อรอบกระดูกสันหลัง โดยทั่วไปภาวะนี้มักพบในผู้สูงอายุ เนื่องจากโครงสร้างของกระดูกสันหลังเกิดการเสื่อมตามธรรมชาติของร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แพทย์พบว่าภาวะดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ในคนอายุน้อยมากขึ้น ซึ่งเรียกว่า กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย (Early-onset Cervical Spondylosis) โดยมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การก้มคอเป็นเวลานาน การใช้สมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง ท่าทางการนั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม การใช้กล้ามเนื้อคอและบ่าซ้ ๆ โดยไม่ได้พัก

เมื่อหมอนรองกระดูกหรือข้อต่อกระดูกสันหลังเริ่มเสื่อม อาจทำให้เกิดอาการปวดคอ การเคลื่อนไหวลดลง และในบางกรณีอาจมีการกดทับเส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังส่วนคอ

ทำไม “ก้มเล่นมือถือ” ถึงทำร้ายกระดูกคอ?

ขณะก้มศีรษะลงเพื่อมองมือถือ น้ำหนักศีรษะที่ปกติประมาณ 4–5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงกดบนกระดูกคอเป็น 20–27 กิโลกรัม เมื่อก้มคอลงมากยิ่งก้มค้างไว้นานเท่าไร หมอนรองกระดูกถูกกดทับมากขึ้น กล้ามเนื้อคอและบ่าทำงานหนักผิดปกติ แนวกระดูกคอเสียสมดุล พฤติกรรมนี้ถูกเรียกว่า Text Neck Syndrome เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของ กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย ในคนอายุน้อย

พฤติกรรมการใช้หน้าจอที่อาจเพิ่มความเสี่ยง

นอกจากการใช้มือถือแล้ว การดูซีรีส์หรือทำงานหน้าจอเป็นเวลานานในท่าทางที่ไม่เหมาะสมอาจเพิ่มภาระต่อกระดูกสันหลังส่วนคอได้เช่นกัน ตัวอย่างพฤติกรรมที่พบได้บ่อย ได้แก่ นั่งเอนหลังโดยคอพับ นั่งก้มคอบนโซฟาเป็นเวลานาน ดูจอที่อยู่ต่ำกว่าระดับสายตา นั่งทำงานหน้าจอหลายชั่วโมงโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ

เมื่อกล้ามเนื้อคอทำงานต่อเนื่องโดยไม่ได้พัก อาจทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ ความตึงของข้อต่อ และเพิ่มภาระต่อโครงสร้างกระดูกสันหลัง

อาการกระดูกคอเสื่อม

อาการของภาวะกระดูกคอเสื่อมอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับระดับของการเสื่อมและโครงสร้างที่ได้รับผลกระทบ อาการที่พบได้ เช่น ปวดคอ บ่า หรือไหล่ คอแข็งหรือเคลื่อนไหวได้จำกัด ปวดร้าวจากคอลงไปที่สะบักหรือแขน ชาหรืออ่อนแรงที่แขน มือ หรือปลายนิ้ว ปวดศีรษะร่วมกับอาการปวดคอ

ในบางกรณีที่มีการกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง อาจทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท เช่น อ่อนแรง ชา หรือการทรงตัวผิดปกติ ซึ่งควรได้รับการประเมินโดยแพทย์

แนวทางการประเมิน

  • การประเมินผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอมักเริ่มจาก การซักประวัติและประเมินพฤติกรรมการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • การตรวจร่างกายระบบกระดูกและระบบประสาท การตรวจภาพทางการแพทย์ เช่น X-ray หรือ MRI ในกรณีที่จำเป็น

กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย รักษาได้หรือไม่?

หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย สามารถดูแลรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ในหลายกรณี เช่น กายภาพบำบัดเฉพาะทาง ปรับท่าทางการใช้งานในชีวิตประจำวัน บริหารกล้ามเนื้อคอและหลัง ใช้ยาเพื่อลดอาการปวดและอักเสบ (ตามดุลยพินิจแพทย์)

แต่หากปล่อยไว้นานจนเกิดการกดทับเส้นประสาทรุนแรง อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดซึ่งปัจจุบันแพทย์จะใช้เทคนิคผ่าตัดแบบแผลเล็ก(Minimally Invasive Spine Surgery)  ขนาดประมาณ 3 เซ็นติเมตร ทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1 คืน และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติเร็วขึ้น

วิธีป้องกันกระดูกคอเสื่อม

การปรับพฤติกรรมสามารถช่วยลดความเสี่ยงของ กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย ได้ เช่น ยกมือถือให้อยู่ระดับสายตา ไม่ก้มคอ พักสายตาและเปลี่ยนท่าทุก 20–30 นาที จัดจอให้อยู่ในระดับพอดีขณะดูซีรีส์หรือทำงาน บริหารกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ เป็นประจำ หลีกเลี่ยงการนั่งหรือก้มคอนานต่อเนื่องหลายชั่วโมง

เมื่อใดควรพบแพทย์

  • ควรพิจารณาเข้ารับการตรวจจากแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้ ปวดคอเรื้อรังต่อเนื่อง ปวดร้าวลงแขนหรือสะบัก
  • ชาหรืออ่อนแรงที่แขนหรือมือ อาการปวดคอร่วมกับการเคลื่อนไหวลำบาก ทั้งนี้ การประเมินโดยแพทย์ชำนาญการด้านกระดูกสันหลังสามารถช่วยระบุสาเหตุของอาการและวางแผนรักษาที่เหมาะสมได้

ไขความลับลำไส้กับนาฬิกาชีวิต กุญแจสู่การสร้างสมดุลสุขภาพระยะยาว

ไขความลับลำไส้กับนาฬิกาชีวิต กุญแจสู่การสร้างสมดุลสุขภาพระยะยาว

ไขความลับลำไส้กับนาฬิกาชีวิต กุญแจสู่การสร้างสมดุลสุขภาพระยะยาว

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.34 น.

ในหลายวัฒนธรรมของเอเชีย เรามักได้ยินคำสอนจากผู้ใหญ่ว่า “กินอาหารอย่างพระราชาในตอนเช้า แต่กินมื้อเบา ๆ ในตอนเย็น” ถึงแม้จะดูเป็นคำแนะนำที่เรียบง่าย แต่ทุกวันนี้งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์กำลังยืนยันสิ่งที่คนรุ่นก่อนเชื่อกันมา ซึ่งก็คือการกินมื้ออาหารที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของเรา หรือสอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตของร่างกาย โดยสุขภาพลำไส้จะเป็นหนึ่งในระบบแรก ๆ ที่ได้รับประโยชน์

สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกตคือ ร่างกายของคนเรามี “นาฬิกาภายใน” ที่แม่นยำอย่างมาก หรือที่เรียกว่า Circadian Rhythm ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมวงจรตลอด 24 ชั่วโมงของร่างกาย ทั้งการนอนหลับ ความหิว และการทำงานของระบบต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน โดยนาฬิกานี้ไม่ได้อยู่แค่ในสมอง แต่มีอยู่ในแทบทุกเซลล์ เพื่อให้ร่างกายทำงานสอดคล้องกับจังหวะเวลาช่วงกลางวันและกลางคืน

ระบบย่อยอาหารและจุลินทรีย์ในลำไส้ถือเป็นหนึ่งในระบบที่ไวต่อนาฬิกาชีวิตมากที่สุด ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า “ลำไส้” และ “นาฬิกาชีวิต” มีการสื่อสารกันตลอดเวลา เพื่อช่วยควบคุมเมตาบอลิซึม น้ำหนักตัว การทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน สุขภาพหัวใจ ภูมิคุ้มกัน และสุขภาพโดยรวมให้อยู่ในภาวะปกติ

แต่ความท้าทายของคนยุคใหม่คือ ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการนอนดึก กินไม่เป็นเวลา ทำงานเป็นกะ (โดยเฉพาะกะกลางคืน) หรือใช้หน้าจอจนดึก ล้วนรบกวนจังหวะของนาฬิกาชีวิต เมื่อจังหวะนี้เสียสมดุล ลำไส้ก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำหนักตัว ระดับน้ำตาลในเลือด และการอักเสบเรื้อรังในระยะยาว

ด้าน ดร.ภญ. วิภาดา แซ่เล้า ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการศึกษาและฝึกอบรมด้านโภชนาการ เฮอร์บาไลฟ์ เอเชียแปซิฟิก เห็นถึงความสำคัญของสุขภาพลำไส้ พร้อมรวบรวมเรื่องราวน่าสนใจและเคล็ดลับการปรับสมดุลง่าย ๆ โดยเริ่มจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ “นาฬิกาชีวิต” และ “ลำไส้” กลับมาทำงานสอดคล้องกันอีกครั้ง

เริ่มต้นโภชนาการของวันให้ดี ร่างกายก็พร้อมลุย

มื้อเช้า คือ มื้ออาหารที่ผู้คนทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ ซึ่งวิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการสามารถอธิบายได้ว่า หลังจากการอดอาหารในช่วงกลางคืน ระบบย่อยอาหารจะอยู่ในสภาวะพร้อมทำงาน ทั้งเอนไซม์ย่อยอาหารที่ทำงานอย่างเต็มที่ และระบบเมตาบอลิซึมที่เปิดรับสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้ดี

การเริ่มต้นวันด้วยอาหารที่คุณประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วนหลากหลาย และรับประทานให้เป็นเวลาในช่วงระหว่างวัน จะช่วยให้เราได้รับพลังงานสม่ำเสมอ ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการเผาผลาญที่เหมาะสม โดยให้เน้นกินอาหารที่มีใยอาหารเพียงพอ มีโปรตีนคุณภาพดี ไขมันดี และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนในทุกๆ มื้อ (ร่างกายต้องใช้เวลาในการย่อยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเพื่อเปลี่ยนแป้งไปเป็นน้ำตาลอย่างช้า ๆ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอและช่วยให้อิ่มท้องได้นานขึ้น) นอกจากนี้ การกำหนดเวลาการกินให้แน่นอน เช่น ภายในช่วงเวลา 8–12 ชั่วโมงต่อวัน การกินอย่างมีสติ ก็มีส่วนช่วยให้ระบบย่อยอาหารและนาฬิกาชีวิตทำงานสอดคล้องกันมากขึ้น

ดื่มน้ำให้ถูกเวลา ช่วยให้ระบบย่อยทำงานดีขึ้น

การดื่มน้ำก็มีช่วงเวลาที่เหมาะเหมือนกับการกิน โดยน้ำมีบทบาทสำคัญในทุกขั้นตอนของการย่อย ตั้งแต่น้ำลายที่ช่วยย่อยอาหาร ไปจนถึงน้ำย่อยในกระเพาะ และการขับของเสียออกจากร่างกาย

การดื่มน้ำหนึ่งแก้วก่อนมื้อแรกของวัน ช่วยกระตุ้นระบบย่อยและปลุกนาฬิกาชีวิตให้เริ่มทำงาน และการดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดวันยังช่วยให้ใยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ขณะที่การลดการดื่มน้ำในช่วงค่ำ จะช่วยส่งสัญญาณให้ร่างกายเตรียมพักผ่อนและฟื้นฟูในตอนกลางคืน

นอนหลับดี ช่วยให้ลำไส้ได้ฟื้นฟูตัวเอง

แม้ว่าจะปิดไฟ ปิดเสียงรบกวน ไม่ใช้มือถือ และนอนครบ 8 ชั่วโมง แต่ตื่นมากลับรู้สึกไม่สดชื่น อาจเป็นเพราะ “การนอน” ไม่ใช่แค่การพักผ่อนของสมอง แต่เป็นกระบวนการทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับหลายระบบในร่างกาย โดยเฉพาะระบบย่อยอาหาร ซึ่งส่งสัญญาณไปยังระบบประสาทว่าควร “พัก” หรือ “ตื่นตัว” ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงมื้อหนัก คาเฟอีน อาหารมัน หรือหวานจัดก่อนนอน เพราะระบบย่อยอาหารเองก็ต้องการเวลาในการพักเช่นเดียวกับสมอง

กิจกรรมเบา ๆ เช่น การอ่านหนังสือ ยืดเหยียดร่างกาย หรือดื่มชาสมุนไพร ก่อนนอนประมาณ 30–60 นาที จะช่วยส่งสัญญาณให้ทั้งร่างกายและลำไส้รับรู้ว่าวันนี้ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว รวมทั้งการเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลายังช่วยให้ลำไส้ปรับจังหวะได้ดีขึ้น และหากสมาชิกในบ้านมีเวลาพักผ่อนที่ใกล้เคียงกัน ก็ยิ่งช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพักผ่อนมากยิ่งขึ้น

ความเครียด ตัวร้ายทำลายลำไส้และนาฬิกาชีวิต

แม้จะมีตารางการนอนที่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่มักติดตัวเราไปถึงเตียงทุกคืนคือ “ความเครียด” ซึ่งจุลินทรีย์ในลำไส้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ช่วยย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการควบคุมการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกาย

งานวิจัยได้เปิดเผยว่าแบคทีเรียหลายล้านตัวที่อาศัยอยู่ในลำไส้ไม่ได้ช่วยแค่การย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังช่วยควบคุมการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกายโดยทำงานร่วมกับจังหวะชีวภาพ คอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดหลักของร่างกาย สามารถรบกวนการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำลายสมดุลของจังหวะชีวภาพ และเมื่อเวลาผ่านไปจะเปลี่ยนแปลงจุลินทรีย์ในลำไส้ในลักษณะที่ทำให้ระบบย่อยอาหารตอบสนองไวขึ้นและมีความยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้ความเครียดเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่เราต้องให้ความสำคัญ

ก่อนที่วิทยาศาสตร์จะอธิบายเรื่องนี้ได้ ภูมิปัญญาสมัยก่อนได้แนะนำการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับจังหวะของวัน การนำรูปแบบเหล่านี้กลับมาใช้ในชีวิตประจำวันตามสไตล์คนเมืองไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดกับตัวเองมากเกินไป แค่เริ่มปรับเปลี่ยนทีละน้อย แต่ให้ทำอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อเวลาผ่านไปร่างกายก็จะหาสมดุลเจอ สุขภาพดีไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตได้ตามจังหวะธรรมชาติ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพและเฮอร์บาไลฟ์ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.herbalife.com ช่องทางโซเชียล มีเดียFacebook/HerbalifeThailandOfficial และ Instagram/HerbalifeThailandOfficial

วัยทำงานอย่ามองข้าม ‘กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ’ เสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนเรื้อรัง

วัยทำงานอย่ามองข้าม ‘กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ’ เสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนเรื้อรัง

วัยทำงานอย่ามองข้าม ‘กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ’ เสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนเรื้อรัง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

“โรคระบบทางเดินอาหารส่วนบน” กำลังคุกคามคนวัยทำงานอย่างเงียบ ๆ ที่น่ากังวลคือ โดยหลายคนเริ่มต้นจากอาการใกล้ตัวอย่างกรดไหลย้อนหรือโรคกระเพาะ ที่มักถูกมองว่าเป็นเพียงอาการชั่วคราวและปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา ทั้งที่หากเกิดการอักเสบเรื้อรังต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรครุนแรง เช่น มะเร็งหลอดอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหารได้

 พญ. สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต จะมาอธิบายสัญญาณเตือนของโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบน พร้อมแนวทางดูแลและป้องกันก่อนโรคลุกลาม

 พญ. สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต

ใช้ชีวิตขัดกับ “นาฬิกาชีวภาพ” เสี่ยงกรดไหลย้อนและโรคกระเพาะโดยไม่รู้ตัว

“ระบบทางเดินอาหารของเรามี ‘นาฬิกาชีวภาพ’ (biological clock) ที่ควบคุมการหลั่งกรด การย่อยอาหาร และการบีบตัวของกระเพาะอาหาร แต่พฤติกรรมของคนวัยทำงานในปัจจุบัน เช่น ทำงานเป็นกะ นอนดึก อดอาหาร กินอาหารไม่เป็นเวลา หรือกินมื้อดึก อาจรบกวนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ทำให้อาหารค้างในกระเพาะนานขึ้น เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด และเพิ่มโอกาสเกิดกรดไหลย้อน โดยเฉพาะการนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร ซึ่งทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาระคายเคืองหลอดอาหารได้ง่าย หากเกิดขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง ขณะที่การกินอาหารไม่ตรงเวลาและพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็อาจกระตุ้นให้เยื่อบุกระเพาะอาหารระคายเคืองหรืออักเสบ จนเกิดโรคกระเพาะได้” พญ.สาวินี จิริยะสิน อธิบาย

กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ โรคใกล้กัน แต่อาการและสาเหตุต่างกัน

แม้กรดไหลย้อน และโรคกระเพาะ จะเป็นโรคที่เกิดในระบบทางเดินอาหารส่วนบนเหมือนกัน แต่ทั้งสองโรคมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยกรดไหลย้อนเกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกขมในคอ ซึ่งอาจถูกกระตุ้นได้จากพฤติกรรมของคนวัยทำงาน เช่น กินอาหารมื้อดึก นอนทันทีหลังรับประทานอาหาร น้ำหนักตัวเกิน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ขณะที่โรคกระเพาะเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs รวมถึงพฤติกรรมบางอย่าง เช่น กินอาหารไม่ตรงเวลา หรือความเครียดสะสมที่อาจกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น ส่งผลให้มีอาการปวดหรือจุกบริเวณลิ้นปี่ แน่นท้อง คลื่นไส้ หรืออิ่มเร็ว แม้อาการบางอย่างจะคล้ายกัน แต่ทั้งสองโรคมีสาเหตุและแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน จึงควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมจากแพทย์อย่างละเอียด

อย่าชะล่าใจ “กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ” อาจเสี่ยงโรครุนแรงในอนาคต

กรดไหลย้อนและโรคกระเพาะเป็นโรคที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน และมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น กินอาหารไม่เป็นเวลา กินมื้อดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีความเครียดสะสม ซึ่งอาจกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น โดยกรดไหลย้อนเกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาระคายเคืองหลอดอาหาร หากเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง และในบางรายอาจพัฒนาเป็นภาวะ Barrett’s esophagus ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งหลอดอาหารได้ ขณะที่โรคกระเพาะหรือแผลในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาในระยะยาว ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารได้เช่นกัน

“โรคในระบบทางเดินอาหารส่วนบนหลายชนิดมักเริ่มต้นด้วยอาการทั่วไป เช่น แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว จุกแน่นลิ้นปี่ หรือปวดท้อง ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากคิดว่าเป็นเพียงอาการชั่วคราวและมาพบแพทย์ล่าช้า แต่หากมีอาการรุนแรงหรือผิดปกติร่วมด้วย เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ กลืนลำบาก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ซีด อ่อนเพลีย หรือปวดท้องต่อเนื่อง ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรครุนแรง โดยเฉพาะโรคมะเร็งทางเดินอาหารส่วนบน โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งทางเดินอาหาร” พญ.สาวินี กล่าว

ส่องกล้องกระเพาะอาหาร ตัวช่วยวินิจฉัยโรคทางเดินอาหารส่วนบน

การตรวจโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการและความเสี่ยงของผู้ป่วย โดยวิธีที่ใช้บ่อยคือการส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) ซึ่งช่วยตรวจความผิดปกติของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นได้อย่างละเอียด เช่น กรดไหลย้อน หลอดอาหารอักเสบ โรคกระเพาะ และแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงสามารถเก็บชิ้นเนื้อเพื่อตรวจหาเชื้อ H. pylori ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของแผลและมะเร็งกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การเอกซเรย์กลืนแป้งเพื่อประเมินการกลืนและความผิดปกติของหลอดอาหาร การตรวจวัดกรดไหลย้อน 24 ชั่วโมงในผู้ที่มีอาการเรื้อรัง หรือการตรวจการบีบตัวของหลอดอาหารในผู้ที่มีปัญหาการกลืน เพื่อช่วยวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

“โรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนกำลังเข้าใกล้คนวัยทำงานมากขึ้นทุกปี ดังนั้นอยากให้ทุกคนหันมาดูแลตัวเอง เริ่มลด ละ เลิก พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำร้ายระบบทางเดินอาหาร ควบคู่กับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ และหากมีอาการที่เข้าข่าย ไม่ต้องรอให้เป็นหนัก สามารถเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองได้ทันที เพราะการตรวจพบเร็วจะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสม และเพิ่มโอกาสในการรักษาได้” พญ.สาวินี จิริยะสิน กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถขอรับคำปรึกษาและนัดหมายแพทย์ได้ที่ โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน โทรศัพท์ 02-079-0054 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน

สวท จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 เดินหน้าปรับโฉมองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลง

สวท จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 เดินหน้าปรับโฉมองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลง

สวท จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 เดินหน้าปรับโฉมองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สวท) จัดงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 56 เพื่อรายงานผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในรอบปี พร้อมเดินหน้ายกระดับสุขภาวะทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ (SRHR) ภายใต้แนวคิด “คนเป็นศูนย์กลาง” นำโดย รศ.ร.อ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ ร.น. นายกสมาคมฯ ประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการสมัยที่ 18 สมาชิก สวท เจ้าหน้าที่ ภาคีเครือข่าย และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ โรงแรมทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แบงคอก และผ่านระบบออนไลน์ 

รศ.ร.อ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ ร.น. นายกสมาคมฯ

รศ.ร.อ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ ร.น. นายกสมาคมฯ  กล่าวว่า “ในรอบปีที่ผ่านมา ผมมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ สวท สามารถดำเนินโครงการถึง 37 โครงการ เข้าถึงพี่น้องประชาชนผ่านบริการและกิจกรรมต่าง ๆ อย่างมีคุณภาพจำนวนกว่า 76,681 คน ซึ่งความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ที่เชื่อมั่นในศักยภาพของเราและร่วมสนับสนุนด้วยดีเสมอมา

ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในปี 2568 ที่ผมอยากขอชื่นชมทีมงานทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการให้บริการผ่านคลินิกเวชกรรม สวท ทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศกว่า 31,000 คน รวมไปถึงการนำระบบการแพทย์ทางไกลมาใช้กับผู้รับบริการกว่า 6,273 คน โดยได้รับการประเมินผลในระดับความพึงพอใจสูงถึงร้อยละ 85.6 พร้อมกันนี้ สวท ยังทำงานเชิงรุกใน 77 ชุมชน และพื้นที่ชายแดน รวมไปถึงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายยากลำบากกว่า 25,570 คน อีกทั้งยังได้รับรางวัล Silver Award ระดับประเทศ ด้านนวัตกรรมดูแลผู้สูงอายุ โดยมีอัตราครองเตียงสูงถึงร้อยละ 85

การประชุมในวันนี้เป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนางานของ สวท ให้ก้าวหน้า และร่วมกันสร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึงสิทธิและความเสมอภาคด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ได้อย่างแท้จริง”  

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการประชุมในครั้งนี้ คือการจัดกิจกรรม Workshop พิเศษในหัวข้อ “TO CHANGE… สู่การเปลี่ยนแปลง” โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ นภนีรา รักษาสุข  ผู้บริหาร บริษัท ยินดี ดีไซด์ จำกัดมาร่วมระดมความคิดเห็นกับสมาชิกและบุคลากร เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและเสริมสร้าง ภาพลักษณ์องค์กรให้ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ และอาสาสมัครดีเด่น ประจำปี 2568 พร้อมมอบของที่ระลึกเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ 10 ถึง 30 ปี

สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่มุ่งมั่นกว่า 56 ปี ส่งเสริมการวางแผนสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อม และสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์และเพศวิถี โดยให้ความรู้ คำปรึกษา และบริการคุณภาพ ของประชากรทุกกลุ่ม เพื่อให้ประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนและผู้ด้อยโอกาส สามารถตัดสินใจเรื่องสุขภาพของตนเองได้อย่างถูกต้องมีความรับผิดชอบ เพราะทุกความรักและความปรารถนาในการสร้างครอบครัว เป็นสิทธิที่ทุกคนสามารถสร้างได้จริง สามารถติดต่อขอคำปรึกษาได้ฟรีทั้ง 9 คลินิค สวท ทั่วประเทศ หรือ หมายเลขโทรศัพท์ 02 941 2320 Facebook : https://www.facebook.com/PPATBANGKOK/ LINE@ : @PPATHAILAND หรือไปที่เว็บไซต์ https://ppat.or.th/