ให้โอกาส =ให้การเริ่มต้น ป.ป.ส. ชวนร่วมวิ่ง ‘Recovery Run’ การวิ่งกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้งของผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด

ให้โอกาส =ให้การเริ่มต้น  ป.ป.ส. ชวนร่วมวิ่ง ‘Recovery Run’  การวิ่งกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้งของผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด

ให้โอกาส =ให้การเริ่มต้น ป.ป.ส. ชวนร่วมวิ่ง ‘Recovery Run’ การวิ่งกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้งของผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.57 น.

ถ้าวันนั้นผมไม่ได้รับโอกาสที่สองจากสังคม วันนี้ผมคงไม่ได้เริ่มต้นอีกครั้ง”

เสียงของ ภฤศ บุญทองนุ่ม ที่ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “ วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ “– Recovery Run ของสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ไม่ได้เป็นเพียงคำบอกเล่าจากอดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติด แต่เป็นเสียงสะท้อนจากคนคนหนึ่งที่เคย “ตกลงไปถึงก้นบึ้ง” ของชีวิต และกำลังพยายามเดินกลับขึ้นมาอีกครั้ง

 “ชีวิตมันเปลี่ยน ภายในเพียงชั่วข้ามคืน”

แพทย้อนเล่าช่วงเวลาที่ถูกจับกุมในคดียาเสพติด ว่าเป็นจุดต่ำสุดในชีวิต

“ทุกสิ่งทุกอย่างที่แย่ที่สุดในชีวิต มันเข้ามาหาเราจากการกระทำของเรานี่แหละ จากการที่เราเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จนถูกจับกุม จนทำให้สูญเสียอาชีพที่รัก พังทลาย แล้วก็ต้องเข้าไปถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ” จากชีวิตคนดัง มีชื่อเสียง มีงาน มีอนาคต ทุกอย่างพังลง “ภายในเพียงชั่วข้ามคืน”

เขายอมรับว่า ยาเสพติดไม่ได้ทำลายแค่ร่างกาย แต่กัดกร่อนถึง “ตัวตน” ของมนุษย์คนหนึ่ง

“ยาเสพติดมันจะทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเอง มันทำลายนอกเหนือจากร่างกายและจิตใจ มันทำให้เราอ่อนแอ จับต้นชนปลายไม่ถูก ชีวิตไม่มีหลัก” และเมื่อชีวิตค่อยๆ ดิ่งลงเรื่อยๆ สิ่งที่สูญเสียไม่ได้มีแค่ชื่อเสียง แต่รวมถึงครอบครัว ความเชื่อมั่น และศักดิ์ศรีของตัวเอง “สูญเสียงาน ครอบครัว อับอาย เสียชื่อเสียง อาชีพที่รักพังทลาย”

จุดเริ่มต้นของการ “ให้โอกาสตัวเอง”

ภายในกำแพงเรือนจำ แพท บอกว่า เขาได้อยู่กับตัวเองมากที่สุดในชีวิต  ได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมชีวิตถึงมาถึงจุดนี้” จากเดิมที่เชื่อว่าเส้นทางที่ตัวเองเลือกนั้นถูกต้อง เขาเริ่มมองเห็นว่าแนวคิดเดิม ๆ ของตัวเองนั้น “อันตราย” ต่อทั้งตัวเองและสังคม

“ถ้าเราไม่อยากให้ชีวิตตัวเองมันย่ำแย่เหมือนเดิม เราก็ต้องเลือกเส้นทางใหม่” เขาเรียกมันว่าเป็น “ความท้าทาย” ของชีวิต  การลองเดินอีกเส้นทางหนึ่ง เส้นทางที่สังคมเรียกว่า “ถูกต้อง” และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ชีวิตค่อย ๆ ดีขึ้นจริง

เริ่มให้โอกาสกับตัวเองจากการเปลี่ยนแปลงความคิด คือจุดเริ่มต้น

แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มี “โอกาส” จากคนรอบข้าง แพท ยอมรับว่า ตัวเองโชคดีที่มีครอบครัวคอยให้กำลังใจ และระบบภายในเรือนจำที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้ ฝึกอาชีพ ศึกษาศาสนา และทบทวนชีวิต

“สุดท้ายแล้ว มันจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ถ้าไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเราเองก่อน แต่คนรอบข้าง หรือคนอื่น ๆ ที่มอบโอกาส มอบกำลังใจ ก็เป็นอีกตัวช่วยที่สำคัญ”  เพราะ “การกลับมา” ยากกว่า “การก้าวพลาด”

แม้จะผ่านการบำบัดและเลิกยาแล้ว แต่ แพท ยอมรับว่า “ยาเสพติด” ไม่ได้หายไปจากความทรงจำง่ายๆ “มีหลายคืนมากๆ ที่ยังฝันเกี่ยวกับการเสพยา ฝันถึงบรรยากาศนั้น ฝันถึงความสุขนั้น มันเข้าไปอยู่ในสมองจริงๆ”

เขาอธิบายว่า แรงผลักให้คนกลับไปเสพซ้ำมีทั้ง “ด้านลบ” และ “ด้านบวก”  ด้านลบ คือความเครียด ความโดดเดี่ยว ความเหนื่อยล้า ด้านบวก คือความอยากสนุก อยากมีความสุข อยากผ่อนคลาย “มันเลยไปกันใหญ่ อันนี้คือเรื่องจริง” แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าการต่อสู้กับยา คือการต่อสู้กับสายตาของสังคม “คนที่มองเรา บางทีอาจไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่ความกลัวในใจเราก็ยังมี” เพราะสำหรับคนที่เคยก้าวพลาด การกลับมาไม่ได้หมายความว่าโลกจะเปิดประตูต้อนรับทันที พวกเขายังต้องแบกรับคำตัดสิน เสียงซุบซิบ ความระแวง และการตีตรา “เราก็ต้องยอมรับว่า การที่จะกลับมามันไม่ง่าย แล้วเราก็ต้องแลกกับสิ่งเหล่านี้ด้วย”

“การเสพซ้ำ” ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือส่วนหนึ่งของการเลิกยา

สำหรับหลายคน การกลับไปเสพซ้ำอาจถูกมองว่าเป็นความล้มเหลว หรือเป็นข้อพิสูจน์ว่าคนติดยา “เลิกไม่ได้จริง”

แต่ กานดา ช่วยเมือง ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูสภาพ (Recovery) ยืนยันว่า ความเข้าใจเช่นนั้นคืออคติที่ทำร้ายผู้พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทำให้ “การเดินกลับมา” ยากกว่าการก้าวเข้าไป

กานดา บอกว่า คนที่คิดจะเลิกยา ไม่ได้แค่ “หยุดเสพ” แต่ต้องแบกความรู้สึกมหาศาลไว้ด้วย ทั้งความอับอาย ความล้มเหลว ความผิดหวังของครอบครัว และคำตัดสินจากสังคม “การเข้าไปกับการกลับมา ต่างกันอย่างสิ้นเชิง”

เธอเปรียบผู้ที่กำลังเลิกยา เหมือนคนที่กำลังเดินข้ามทะเลทรายที่ร้อนระอุ ไม่มีน้ำ ไม่มีแรง  แต่มีสายตาของสังคมคอยจับจ้องอยู่ตลอดเวลา

“เราจะเป็นโอเอซิสให้เขาได้ไหม หรือเราจะเป็นน้ำกรดที่พร้อมจะฉีดกัดและผลักเขาออกไป” คำถามนี้ กานดา บอกว่า เป็นคำถามที่สังคมต้องตอบร่วมกัน “อย่าหวงโอกาสไว้เลย” สิ่งที่กานดาย้ำหนักที่สุด คือ การลด “การตีตรา”

เพราะเธอพบผู้ผ่านการบำบัดอยู่ 3 กลุ่ม  กลุ่มแรก คือคนที่เลิกได้และไม่กลับไปเสพอีกเลย  กลุ่มที่สอง คือคนที่พยายามเลิก แต่ระหว่างทางกลับพลาดและเสพซ้ำ  และกลุ่มที่สาม คือคนที่ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบบำบัดได้

สิ่งที่เธอพบมากที่สุด คือ “กลุ่มที่สอง”  คนที่พยายามแล้ว  แต่ยังพลาด และคนกลุ่มนี้เอง ที่มักถูกสังคมตัดสินเร็วที่สุด “เห็นไหม บอกแล้วว่าเลิกไม่ได้”

กานดา บอกว่า คำพูดแบบนี้ “เจ็บปวดมาก” สำหรับผู้ที่กำลังพยายามลุกขึ้น  เธอจึงประกาศชัดเจนว่า “ดิฉันต้อนรับคนที่เสพซ้ำค่ะ เพราะการเสพซ้ำ คือ การอยู่บนเส้นทางของการเลิก ถ้าเขาไม่เคยเลิก จะมีเหรอคะที่เขาจะเสพซ้ำ” ก่อนทิ้งท้าย ว่า “ให้โอกาสเขาอีกนะคะ อย่าหวงโอกาสไว้เลยค่ะ”

เมื่อโลกเริ่มเปลี่ยนจาก “ลงโทษ” เป็น “รักษาชีวิต”

พิศาล แสงจันทร์ และ ทายาท เดชเสถียร จากเพจ “บอล ยอด หนังพาไป” ร่วมกันถ่ายทอดมุมมองหลังจากได้มีโอกาสไปทำรายการ  “หนังพาไป” ในคอนเซปต์ที่ชื่อว่า The Secret Place ที่พาผู้ชมไปพบกับ ‘สถานที่ลับ’ ใน 3 เมืองใหญ่ ได้แก่ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก  กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์และ ปีนัง ประเทศมาเลเซีย

เรื่องของ Harm Reduction หรือแนวคิดการลดความรุนแรงของการใช้สารเสพติดที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ หรือการแจกเข็มสะอาดในปีนัง มาเลเซีย เพื่อลดการติดเชื้อ HIV   และ Drug Consumption Room หรือ ศูนย์ฉีดปลอดภัย ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก สถานที่เหล่านี้ จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลการเสพยาอย่างใกล้ชิด ไม่ให้เกิดการเสพยาเกินขนาดจนมีผู้เสียชีวิต

ทั้งคู่ เล่าว่า หลายประเทศไม่ได้มองผู้เสพเป็น “อาชญากร” เพียงอย่างเดียว แต่คือ “มนุษย์” ที่ยังต้องได้รับการรักษาชีวิต

“การรักษาชีวิต หรือการช่วยเหลือคน มันเป็นหน้าที่ของเรา” และยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ตัวเองก็เติบโตมากับคำว่า “ยาเสพติดเป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม” ทำให้มีมุมมองด้านเดียวกับยาเสพติดและผู้ใช้ยาเสพติดมาตลอด  แต่หลังจากไปทำรายการ เขาพบว่า “มันทำลายอคติในตัวเรา” และให้มุมมองใหม่ที่เปิดกว้าง ทำให้เข้าใจและพร้อมจะให้โอกาสผู้เสพได้กลับมาใช้ชีวิตปกติมากขึ้น

“โอกาส” คือกลไกสำคัญของการฟื้นฟู

ทั้งหมดนี้ กลายเป็นที่มาของโครงการ “วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ – Recovery Run” ที่สำนักงาน ป.ป.ส. เปิดตัวภายใต้แนวคิด “ทุกโอกาส…สร้างการเริ่มต้น” กิจกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานวิ่ง แต่คือ “พื้นที่เชิงสัญลักษณ์” ของการยอมรับผู้ผ่านการบำบัดกลับคืนสู่สังคม

มานะ ศิริพิทยาวัฒน์ ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ระบุว่า แนวคิดการแก้ปัญหายาเสพติดของไทยกำลังเปลี่ยนจาก “การปราบปราม” ไปสู่ “การดูแล ฟื้นฟู และคืนคนดีสู่สังคม” เพราะอุปสรรคสำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่ยาเสพติด แต่คือ “กำแพงการตีตรา” “การฟื้นฟูจะไม่สามารถสำเร็จได้ หากสังคมไม่เปิดโอกาส”

อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เปิดเผยว่า จากข้อมูลการสำรวจปัจจุบัน พบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดประมาณ 3.7 ล้านคน แบ่งเป็นทั้งกลุ่มที่เคยใช้ กลุ่มที่อยู่ในระบบบำบัด และกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มพัฒนาไปสู่การเสพติดรุนแรง ในจำนวนนี้ มีกลุ่มที่อยู่ในระบบบำบัดเกือบ 2 ล้านคน ขณะที่อีกประมาณ 3.3 แสนคน เป็นกลุ่มที่ใช้ยาเสพติดบ่อยครั้ง หรือมากถึง 20 วันต่อเดือน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต อาการคลุ้มคลั่ง หรือการใช้ยาแบบผสมหลายชนิด

อารีภักดิ์ ยอมรับว่า แม้แนวทางการแก้ปัญหายาเสพติดของไทยจะเริ่มเปลี่ยนจาก “ผู้เสพคืออาชญากร” ไปสู่ “ผู้เสพคือผู้ป่วย” มากขึ้น แต่สิ่งที่ยังแก้ได้ยาก คือ “ภาพจำ” และ “ความกลัว” ที่ฝังอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน

“คนใช้ยาในอดีตถูกมองว่าน่ากลัว เป็นคนไม่ดี ภาพเหล่านี้ฝังอยู่ในสังคมมานาน”

เธอมองว่า หัวใจสำคัญของการฟื้นฟู ไม่ใช่เพียงการรักษาทางการแพทย์ แต่คือ “การยอมรับ” และ “การมีที่ยืน” ในสังคม “ถ้าเขารู้สึกว่าเขากลับเข้าไปอยู่ในสังคมได้ ใช้ชีวิตปกติได้ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า” และหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุด ที่ช่วยลดการกลับไปเสพซ้ำ คือ “การมีงานทำ” การมีพื้นที่ให้ผู้ผ่านการบำบัดได้ใช้ศักยภาพ และรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นส่วนหนึ่งของสังคม “ขอแค่มีงานทำ มีคนยอมรับ เขาก็มีแรงที่จะไม่กลับไปสู่วงจรยาเสพติดอีก”

ปัญหาที่ยังใหญ่กว่าที่สังคมคิด

เบื้องหลังเรื่องราวของผู้ผ่านการบำบัดแต่ละคน คือภาพใหญ่ของปัญหายาเสพติดที่ยังคงอยู่ในสังคมไทยสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครลุกขึ้นมาได้เพียงลำพัง เรื่องของยาเสพติด อาจเริ่มจากการตัดสินใจของคนคนหนึ่ง แต่การฟื้นฟู ไม่เคยเป็นหน้าที่ของใครคนเดียว ต้องอาศัยทั้งครอบครัว ชุมชน ระบบรัฐ โอกาสจากนายจ้าง  ความเข้าใจจากสังคม และแรงศรัทธาจากตัวผู้ที่อยากเริ่มต้นใหม่ เพราะสำหรับคนที่เคยก้าวพลาด “โอกาส” อาจไม่ใช่เพียงความเมตตา แต่อาจเป็นสิ่งเดียว ที่ทำให้ชีวิตคนคนหนึ่งกลับมายืนได้อีกครั้ง

วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ – Recovery Run

ภายใต้แนวคิด “ทุกโอกาส…สร้างการเริ่มต้น” สำนักงาน ป.ป.ส. เตรียมจัดกิจกรรม “วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ – Recovery Run” ในวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ณ สวนหลวง ร.9 เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งออกวิ่งไปพร้อมกัน บางคนวิ่งเพื่อสุขภาพ บางคนวิ่งเพื่อกำลังใจ แต่สำหรับบางคน การวิ่งครั้งนี้อาจมีความหมายมากกว่านั้น เพราะมันคือ “การวิ่งกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้ง”

กิจกรรม “วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ – Recovery Run” ที่สำนักงาน ป.ป.ส. จัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “ทุกโอกาส…สร้างการเริ่มต้น” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกาย แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดให้ผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติดได้ออกมายืนท่ามกลางสังคมอีกครั้ง โดยมีผู้ผ่านการบำบัดจำนวนหนึ่งร่วมวิ่งนำหน้า ท่ามกลางความหวังว่า วันหนึ่งสังคมจะมองพวกเขาในฐานะ “มนุษย์คนหนึ่ง” มากกว่าภาพจำในอดีต และเชื่อว่าโอกาสเล็กๆ จากสังคม อาจเป็นแรงสำคัญที่ทำให้ใครบางคนไม่ต้องหวนกลับไปสู่วงจรเดิมอีกครั้ง

S&P ร่วมเปิด “Chance and Change Café” สร้างโอกาส-พัฒนาทักษะอาชีพผู้ต้องขัง

S&P ร่วมเปิด “Chance and Change Café”  สร้างโอกาส-พัฒนาทักษะอาชีพผู้ต้องขัง

S&P ร่วมเปิด “Chance and Change Café” สร้างโอกาส-พัฒนาทักษะอาชีพผู้ต้องขัง

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี รองประธานคณะกรรมการมูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีเปิดร้านอาหารเพื่อรองรับการฝึกอาชีพ “Chance and Change Café” และตรวจเยี่ยมโครงการบำบัดฟื้นฟูในรูปแบบชุมชนบำบัดและการฝึกวิชาชีพผ่านนิทรรศการแสดงงานศิลปะ Prison Contemporary Art ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ในการนี้ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) โดย มณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร พร้อมด้วยผู้บริหารจากกระทรวงยุติธรรม หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าร่วมงาน

โดย S&P ได้ร่วมสนับสนุนและติดตามการดำเนินงานด้านการพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่ผู้ต้องขัง ภายใต้โครงการ “S&P Chance for Change อบรมวิชาชีพ สร้างโอกาสคืนสู่สังคม” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 เพื่อถ่ายทอดทักษะวิชาชีพด้านอาหาร เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม ให้แก่ผู้ต้องขัง อันเป็นการร่วมสร้างโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ สร้างอาชีพ และคืนคนดีสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม ภายในงานมีการนำเสนอแนวทางการบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขังผ่านการฝึกวิชาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนคืนสู่สังคม ผ่านกิจกรรมและหลักสูตรฝึกอาชีพหลากหลายสาขา ตลอดจนการจัดแสดงผลงานศิลปะ “Prison Contemporary Art” ซึ่งสะท้อนศักยภาพและโอกาสใหม่ของผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟู

นอกจากนี้ คณะผู้เข้าร่วมงานยังได้เยี่ยมชมร้าน “Chance and Change Café” ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ฝึกปฏิบัติจริงด้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงเยี่ยมชมศูนย์ฝึกอาชีพด้านเบเกอรี่และขนมไทย การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ และศูนย์ CARE สำหรับรองรับและติดตามการฟื้นฟูผู้ผ่านโปรแกรมชุมชนบำบัดก่อนกลับคืนสู่สังคม กิจกรรมในครั้งนี้ สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมกันสร้าง “โอกาส” และ “ความหวัง” ให้แก่ผู้ก้าวพลาด ให้สามารถกลับมายืนหยัดในสังคมได้อีกครั้ง

S&P พร้อมเป็นพลังสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้าง “โอกาส” เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการให้ที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

คู่หูอาหารเพื่อสุขภาพ เปลี่ยนมื้อธรรมดาให้ได้ประโยชน์ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

คู่หูอาหารเพื่อสุขภาพ เปลี่ยนมื้อธรรมดาให้ได้ประโยชน์ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

คู่หูอาหารเพื่อสุขภาพ เปลี่ยนมื้อธรรมดาให้ได้ประโยชน์ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

โภชนาการที่ดี ไม่ได้หมายถึงสารอาหารเพียงชนิดเดียว หรือการกินตามกระแส “ซูเปอร์ฟู้ด” ตัวล่าสุดเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญของการกินเพื่อสุขภาพคือการได้รับสารอาหารอย่างสมดุล เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต การเผาผลาญพลังงาน และการซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการศึกษาและฝึกอบรมด้านโภชนาการระดับโลกจากเฮอร์บาไลฟ์ ระบุว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่หลายคนอาจมองข้ามคือ “การจับคู่อาหาร” เพราะอาหารบางชนิดเมื่อรับประทานร่วมกัน สามารถช่วยให้ร่างกายดูดซึมและนำสารอาหารไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิทยาศาสตร์โภชนาการพบว่า การกินอาหารบางประเภทร่วมกันสามารถส่งผลต่อการดูดซึมและการนำสารอาหารไปใช้ของร่างกายได้ หมายความว่าเราสามารถช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ ผ่านการเลือกจัดมื้ออาหารอย่างเหมาะสม โดยหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดคือ การรับประทานอาหารที่หลากหลาย แทนที่จะกินอาหารชนิดเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน และรู้จักจับคู่อาหารบางประเภทที่ช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์มากกว่าการกินแยกกัน

รวม 5 คู่อาหารที่กินด้วยกันแล้วได้ประโยชน์จัดเต็ม

1. ผักหลากสีกับไขมันดี

ผักที่มีสีเข้ม เช่น ผักโขม แครอท พริกหยวก และมะเขือเทศ มีสาร “แคโรทีนอยด์” (Carotenoids) ซึ่งเป็นสารสกัดจากพืชตามธรรมชาติที่ไม่เพียงแต่ให้สีสันที่สวยงาม แต่ยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย สารเหล่านี้ละลายได้ดีในไขมัน หมายความว่าร่างกายจะดูดซึมได้ดีขึ้นเมื่อทานคู่กับไขมัน

แนะนำเมนูง่ายๆ: ลองใช้น้ำมันมะกอกเป็นน้ำสลัด โรยถั่วหรือเมล็ดพืชในผักต้ม หรือใส่เนื้ออะโวคาโดลงในสมูทตี้ผักโขม เมนูนี้จะช่วยให้ร่างกายดึงสารต้านอนุมูลอิสระไปใช้ได้เต็มที่มากขึ้น

2. วิตามินซีกับธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กมีหน้าที่สำคัญในการลำเลียงออกซิเจนและช่วยระบบเผาผลาญพลังงาน พบได้ทั้งในพืชและสัตว์ โดยธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์ (Heme Iron) จะดูดซึมได้ดีกว่าธาตุเหล็กจากพืช (Non-heme Iron) เช่น ถั่ว เลนทิล ผักโขม และธัญพืช

แนะนำเมนูง่ายๆ: วิตามินซีจะช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กจากพืช ลองเติมมะเขือเทศลงในซุป เติมส้มลงในสลัดผักโขม หรือใส่สตรอว์เบอร์รีลงในซีเรียล นอกจากนี้ ถ้าใส่สับปะรดหรือมะม่วงลงไปในโปรตีนเชคที่มีการเสริมธาตุเหล็กจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น

3. ชาเขียวกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง

ชาเขียวมีสาร “คาเทชิน” (Catechins) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อร่างกายมาก การบีบเลมอนลงในชา หรือทานคู่กับผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง (เช่น ส้ม สตรอว์เบอร์รี หรือกีวี่) จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารเหล่านี้ได้มากขึ้น

แนะนำเมนูง่ายๆ: ลองทานชาเขียวคู่กับของว่างที่มีโปรตีนและไฟเบอร์ เช่น กรีกโยเกิร์ตใส่สับปะรด หรือโปรตีนบาร์กับเบอร์รีสักกำมือ เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานที่ต่อเนื่องและสารต้านอนุมูลอิสระที่ครบถ้วน

4. วิตามินดีกับอาหารที่มีแคลเซียมสูง

วิตามินดีคือตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมไปใช้ในการบำรุงกระดูกและกล้ามเนื้อ

แนะนำเมนูง่ายๆ: แซลมอนและปลาแมคเคอเรลมีวิตามินดีสูง ในขณะที่ผักใบเขียวและผลิตภัณฑ์นมมีแคลเซียมสูง อาจลองทานสลัดผักรวมคู่กับปลาหมักย่าง หรือใส่ผักโขมลงในไข่คน ส่วนคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ สามารถเลือกทานผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินดีควบคู่ไปกับอาหารจากพืชที่มีแคลเซียมสูงเพื่อเติมเต็มความต้องการของร่างกายได้เช่นกัน

5. โปรตีนและไฟเบอร์

ผู้ใหญ่หลายคนมักได้รับโปรตีนและไฟเบอร์ไม่เพียงพอในแต่ละวัน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้สำคัญมากต่อการ “ทำให้อิ่ม” การจับคู่โปรตีนกับอาหารที่มีกากใยสูงจะช่วยให้อิ่มท้องนานขึ้นและดีต่อระบบขับถ่าย

แนะนำเมนูง่ายๆ: ลองปั่นเบอร์รีรวมหรือผักลงในโปรตีนเชค หรือจัดจานสลัดสีสันสดใสทานคู่กับเต้าหู้ ถั่ว ไข่ ไก่ หรือปลา จะช่วยให้มื้ออาหารสมดุลและน่ากินยิ่งขึ้น

รู้ทันไลฟ์สไตล์ตัวเอง ไม่วิ่งตามกระแส

โภชนาการที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดหรือการวิ่งไล่ตามกระแสซูเปอร์ฟู้ด แต่คือการได้รับสารอาหารที่ร่างกายต้องการอย่างเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ การทานอาหารที่หลากหลายจะทำให้ได้รับประโยชน์จากการจับคู่สารอาหารเหล่านี้โดยอัตโนมัติ และแม้ว่าอาหารสด (Whole foods) จะเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โปรตีนเชค หรือผลิตภัณฑ์เสริมใยอาหาร ก็เป็นตัวช่วยที่ดีในการเติมเต็มส่วนที่ขาด โดยเฉพาะในวันที่เร่งรีบหรือเมื่อร่างกายต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ ความสม่ำเสมอยังเป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนจัดการโภชนาการของแต่ละบุคคล ดังนั้นการเลือกจับคู่สารอาหารอย่างชาญฉลาด ทั้งโปรตีนจากพืชและสัตว์ ผักผลไม้หลากสี ธัญพืช และไขมันดี จะช่วยสร้างแนวทางการกินที่ยั่งยืนและทำให้ร่างกายได้รับสิ่งที่ต้องการในทุกๆ วัน

สนใจข้อมูลสุขภาพกับเฮอร์บาไลฟ์ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.herbalife.com ช่องทาง Social Media: Facebook/HerbalifeThailandOfficial และ Instagram/HerbalifeThailandOfficial

พาร์กินสันไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

พาร์กินสันไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

พาร์กินสันไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างเงียบๆ กำลังส่งสัญญาณเตือนถึงสังคมไทย “โรคพาร์กินสัน” ซึ่งเคยพบประมาณ 1 คนในประชากร 1,000 คน วันนี้ขยับขึ้นเป็น 1 คน ใน 400 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย สะท้อนปรากฏการณ์ “ความเร่งของโรคในระดับประชากร” ซึ่งไม่อาจอธิบายได้จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณที่ต้องจับตาอย่างจริงจัง

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและโรคพาร์กินสัน โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง ส่งผลให้การผลิตสารโดปามีนลดลง ทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง และอาจมีอาการมือสั่นร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษา อาการจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ 

สาเหตุสำคัญของโรคเกี่ยวข้องกับการสะสมของโปรตีน alpha-synuclein ที่ผิดปกติ ซึ่งในหลายกรณีเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม เมื่อร่างกายไม่สามารถกำจัดโปรตีนชนิดนี้ได้ โปรตีนจะสะสมจนกลายเป็น “โปรตีนขยะ” โดยมีข้อสันนิษฐานว่าจุดเริ่มต้นอาจเกิดขึ้นที่ลำไส้ ก่อนส่งผ่านเส้นประสาทเข้าสู่ก้านสมองและสมองส่วนอื่นๆ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงเริ่มมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก แน่นท้อง หรือเรอบ่อย ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงปัญหาระบบย่อยอาหาร ทั้งที่อาจเป็นสัญญาณระยะเริ่มต้นของโรคได้

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การสัมผัสสารเคมีกลุ่มยาฆ่าแมลง มลพิษทางอากาศ PM2.5 การสะสมของไมโครพลาสติก และสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์อาหาร อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคได้

สัญญาณเตือนที่หลายคนมักมองข้าม ได้แก่ การนอนละเมอ ท้องผูกเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวลที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน อาการเหล่านี้อาจเป็น “เสียงเตือน” จากสมอง และอาจเกิดขึ้นก่อนอาการสั่นถึง 10–20 ปี หมายความว่า เมื่อเริ่มมีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น เคลื่อนไหวช้า มือสั่น หรือเดินสะดุด อาจเป็นช่วงที่เซลล์สมองสูญเสียไปแล้วมากกว่าร้อยละ 60

ทั้งนี้ จากสถิติเดิมที่พบผู้ป่วย 1 คนต่อประชากร 1,000 คน ปัจจุบันเพิ่มเป็น 1 คนต่อ 400 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ภายใน 10 ปี โดยประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ภาพรวมของเอเชียถือเป็นภูมิภาคที่มีการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยเร็วที่สุดในโลก สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อน “ความเร่งของโรคในระดับประชากร” อย่างชัดเจน

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น คือ อายุของผู้ป่วยที่ลดลง จากเดิมที่มักพบในวัยประมาณ 60 ปี ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยรายใหม่อยู่ที่ราว 50 ปี และเริ่มพบมากขึ้นในกลุ่มอายุ 40 ปี บางรายที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมอาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 30 ปีเศษ สะท้อนว่าโรคนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของผู้สูงอายุหลังเกษียณอีกต่อไป แต่กำลังกระทบประชากรวัยทำงานโดยตรง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยที่สามารถวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

หัวใจสำคัญของการรับมือโรคพาร์กินสันคือแนวคิด “รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้” เพราะโรคไม่ได้เริ่มต้นด้วยอาการมือสั่นเสมอไป ระยะแรกอาจแสดงอาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลที่รุนแรงขึ้น การนอนผิดปกติ หรือท้องผูกเรื้อรัง หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกันควรรีบปรึกษาแพทย์ โดยการ  รู้เร็วมีสองมิติ คือ รู้ว่าเป็นโรคเร็วเพื่อเริ่มรักษาได้ทันเวลา และรู้วิธีดูแลเร็วเพื่อชะลอความเสื่อมของสมอง

แม้ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาให้หายขาดหรือหยุดการเสื่อมของเซลล์ประสาทได้โดยตรง แต่การดูแลแบบองค์รวมสามารถช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้ถึง 80–90 เปอร์เซ็นต์ หากได้รับการรักษาและดูแลอย่างเหมาะสม

สำหรับขั้นตอนการรักษาโรคพาร์กินสัน มีตั้งแต่การใช้ยาเพิ่มระดับสารโดปามีนในสมอง การผ่าตัดฝังอิเล็กโทรดในสมองด้วยเทคโนโลยี Deep Brain Stimulation (DBS) ซึ่งช่วยลดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า และลดการพึ่งพายาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอัลตราซาวด์ความเข้มสูง (Focused Ultrasound) เป็นการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยใช้คลื่นเสียงยิงเข้าไปในสมองเฉพาะจุดเพื่อหยุดวงจรที่ผิดปกติ และมีแนวโน้มว่าเทคโนโลยีนี้จะขยายผลได้ดีในกลุ่มผู้ป่วยระยะแรก สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน สามารถรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์สมองและระบบประสาท โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคพาร์กินสันเบื้องต้นได้ที่แอปพลิเคชัน “Check PD”

“โรคพาร์กินสัน” ไม่ใช่จุดจบของชีวิต หากตรวจพบเร็ว ดูแลอย่างถูกต้อง และได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยยังสามารถทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ เพราะการรู้เร็วและดูแลอย่างถูกต้อง คือโอกาสสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อีกครั้ง

‘PULZAR’ รีแบรนด์ ชูนวัตกรรมปกป้องความร้อน ล็อกเครื่องยนต์ให้หนุ่มตลอดการใช้งาน

‘PULZAR’ รีแบรนด์ ชูนวัตกรรมปกป้องความร้อน ล็อกเครื่องยนต์ให้หนุ่มตลอดการใช้งาน

‘PULZAR’ รีแบรนด์ ชูนวัตกรรมปกป้องความร้อน ล็อกเครื่องยนต์ให้หนุ่มตลอดการใช้งาน

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

เมื่อน้ำมันเครื่องไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ “ช่าง” แต่คือไอเทมสำคัญของ “คนรักรถ”  PULZAR (เพาวซ่าร์ ) แบรนด์น้ำมันเครื่องที่มีเทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตระดับโลก เป็นผู้นำตลาดที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 15 ปี   ภายใต้ชายคา บริษัทน้ำมันปิโตรเลียมไทย จำกัด ประกาศก้าวสำคัญในปี 2569 ด้วยการทุ่มงบกว่า 150 ล้านบาท Re-branding ครั้งใหญ่ เปลี่ยนภาพจำสินค้าให้กลายเป็นพรีเมียมแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย   พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์ระดับท็อปของประเทศ  หนุ่ม  กรรชัย  กำเนิดพลอย และ ลำไย ไหทองคำ โดยได้จัดงานแถลงข่าว “ การรีแบรนด์ปรับภาพลักษณ์ครั้งยิ่งใหญ่  และเปิดตัวผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่อง PULZAR ” ภายใต้แนวคิด  “ LONG LIFE TECH, LONG LIFE ENGINE ”  สะท้อนถึงนวัตกรรมที่ยกระดับมาตรฐานการปกป้องเครื่องยนต์ครบทุกมิติ  โดยงานจัดขึ้นในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569  ณ ห้อง Ballroom ชั้น B1 โรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ

ภายในงาน  แบม – ปีติภัทร คูตระกูล  รับหน้าที่พิธีกร นำทุกคนเข้าสู่ห้วงเวลาสำคัญ และกล่าวต้อนรับ คุณสัมพันธ์ ติงธนาธิกุล กรรมการผู้จัดการ  บริษัท น้ำมันปิโตรเลียมไทย จำกัด   ผู้บริหารรุ่นใหม่ พร้อมด้วย คุณสมเชษฐ์ บุญสนอง ผู้อํานวยการส่วนการตลาด    นำเสนอวิสัยทัศน์และทิศทางของแบรนด์   เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในการเปลี่ยนผ่านไปสู่แบรนด์น้ำมันเครื่องที่มีเทคโนโลยี และมาตรฐานการผลิตระดับโลก พร้อมจัดเซอร์ไพรส์หนัก! สร้างปรากฎการณ์แรงสั่นสะเทือนให้กับวงการครั้งใหญ่!  ด้วยการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา กับ 2 พรีเซนเตอร์ชั้นนำของเมืองไทย  หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย : ตัวแทนของนวัตกรรม LONG LIFE TECH และความชัดเจน ตรงไปตรงมา น่าเชื่อถือระดับผู้นำ และ ลำไย ไหทองคำ  :  ตัวแทนของผู้ใช้รถบรรทุกรถกระบะ และเป็นสาวแกร่งยุคใหม่ ที่มีความสดใส เข้าถึงง่าย สู้งานหนัก มาเป็นตัวแทนส่งต่อแนวคิดซึ่งเปรียบเปรยการดูแลรถเหมือนการดูแลร่างกาย หากเราเลือกสิ่งที่ดีที่สุดไปหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ก็จะยังฟิตและอ่อนเยาว์ (Young at Heart) อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกใช้งานหนัก หรือ รถบ้านในชีวิตประจำวัน

โดยการจับคู่ของ 2 พรีเซนเตอร์ครั้งนี้ เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมแบรนด์เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้รถทุกกลุ่ม ผ่านการสื่อสารแบบ 360 องศา รวมถึงสื่อภาพยนตร์โฆษณา ทั้งบนโลกออนไลน์และออฟไลน์และกิจกรรมอีเว้นท์ทั่วไทย   ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การตลาดในปี 2569   ต่อการรุกเข้าสู่สนามการแข่งขันในธุรกิจน้ำมันเครื่อง ที่ PULZAR มีจุดแข็งในเรื่องของสุดยอดเทคโนโลยี และมาตรฐานการผลิตระดับโลก    

นอกจากนี้ PULZAR ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่กล้าฉีกกฎการตลาด โดยนำ Insight จากผลวิจัยผู้บริโภคทั่วประเทศกว่า 500 ราย มาเปลี่ยนเป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้ ตั้งแต่การทำ

•             Modern Design: ปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้เหมือนกันทุกกลุ่ม และปรับโลโก้ให้เรียบง่ายในโทน เหลือง-ดำ ดูโฉบเฉี่ยว ทันสมัย  และทรงพลัง มากขึ้นกว่าเดิม

•             New Label: ฉลากใหม่ดีไซน์สวยอ่านง่าย ระบุประเภทการใช้งานที่ชัดเจน และวิธีการเลือกน้ำมันเครื่องให้เหมาะกับการใช้งานรถแต่ละประเภท เพื่อให้จบปัญหาเดินเข้าร้านแล้วเลือกซื้อไม่ถูก

•             Captain PULZAR: เป็นฮีโร่ สัญลักษณ์ผู้นำนวัตกรรมของแบรนด์ Pulzar ให้ผู้บริโภครับรู้ได้ถึงประสิทธิภาพภายใต้สินค้าแบรนด์ Pulzar ได้อย่างมั่นใจ

การรีแบรนด์ครั้งนี้ คือ การยืนยันว่า PULZAR  พร้อมจะเป็นพลังนวัตกรรมใหม่ที่ช่วย “ล็อคความฟิต” ให้กับทุกเครื่องยนต์ เพื่อขับเคลื่อนทุกความเชื่อมั่น ของการขับขี่ที่สามารถพุ่งทยานไปได้ไกลกว่าเดิม

กทม. – เดอะมอลล์ กรุ๊ป ขยายพื้นที่แอโรบิกคนเมือง เปิด อุทยานเบญจสิริ จุดเช็คอินใหม่เต้นเพื่อสุขภาพ ‘EMROBIC DANCE @ BENCHASIRI PARK’

กทม. - เดอะมอลล์ กรุ๊ป ขยายพื้นที่แอโรบิกคนเมือง  เปิด อุทยานเบญจสิริ จุดเช็คอินใหม่เต้นเพื่อสุขภาพ 'EMROBIC DANCE @ BENCHASIRI PARK'

กทม. – เดอะมอลล์ กรุ๊ป ขยายพื้นที่แอโรบิกคนเมือง เปิด อุทยานเบญจสิริ จุดเช็คอินใหม่เต้นเพื่อสุขภาพ ‘EMROBIC DANCE @ BENCHASIRI PARK’

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

กทม. เปิด ‘อุทยานเบญจสิริ’ ขยายพื้นที่แอโรบิกคนเมืองใจกลางสุขุมวิท โดยมีกลุ่มเดอะมอลล์ ผู้พัฒนาศูนย์การค้าย่านเอ็มดิสทริค (เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์,เอ็มสเฟียร์) และธุรกิจในเครือได้แก่ สปอร์ตมอลล์ (SportsMall) ร่วมสร้างสรรค์ความสนุก  เพื่อร่วมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่การเป็นเมืองน่าอยู่เมืองสุขภาพดี และเมืองแห่งคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ชัชชาติ  สิทธิพันธุ์  ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “จากแนวคิดที่ต้องการพัฒนาพื้นที่สาธารณะเพื่อสุขภาพ โดยมีความสำเร็จของกิจกรรมการเต้นแอโรบิกที่สวนลุมพินีเป็นโมเดล จึงได้มีแนวคิดที่จะขยายกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะในชุมชนอื่นๆ โดยเฉพาะย่านสุขุมวิท ซึ่งมี ‘อุทยานเบญจสิริ’ เป็นพื้นที่ที่ในแต่วันมีชาวต่างชาติ และผู้อาศัยในย่านฯ มาออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก จึงได้รับการต่อยอดแนวคิด เมืองสุขภาพดี (Wellness City) จากกลุ่มเดอะมอลล์ ในการสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประสบการณ์ที่ดีและเข้าถึงกิจกรรมแอโรบิกได้มากยิ่งขึ้น”

สำหรับกิจกรรมแอโรบิกที่ อุทยานเบญจสิริ ใช้ชื่อว่า  EMROBIC  DANCE @ BENCHASIRI PARK จะเป็นคอมมูนิตี้เพื่อสุขภาพแห่งใหม่ให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยได้ร่วมออกกำลังกายผ่านการ เต้นแอโรบิก เสริมสร้างสุขภาพ ทุกวันพุธ วันพฤหัสบดี และวันศุกร์ ตลอดเดือน  พฤษภาคม – มิถุนายน 2569  จำนวน 2 รอบ ได้แก่ เวลา 18.00 – 19.00 น.และ เวลา 19.00 – 20.00 น. ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีพันธมิตรร่วมนำเต้นมากมาย อาทิ เบล-หวาหว่า China Dolls , charACTer Academy , Virgin Active (เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ประเทศไทย), Peaches Active และ Wellness ที่ดี ต้องมาพร้อมความอุ่นใจ EMROBIC DANCE @ BENCHASIRI PARK ได้รับการดูแลโดยทีมปฐมพยาบาลจากโรงพยาบาลพระราม 9, นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากเซเลบริตี้หลากหลายวงการมาร่วมเต้นแอโรบิก อาทิ ฟอส-จิรัชพงศ์ ศรีแสง, Top 5 Miss World Thailand 2026 นำโดย น้ำผึ้ง กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล  พร้อมด้วยสาวงามผู้รักสุขภาพ อาทิ พรฟ้า ปุณิกา กุลสุนทรรัตน์, ฉัตร์ณลิณ โชติจิรวราฉัตร และณิชา พูลโภคะ มาร่วมสร้างสีสันภายในงาน

เซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ต้อนรับงานประชุมไทย–ฝรั่งเศสระดับนานาชาติ ตอกย้ำศักยภาพสถานที่จัดงานคุณภาพใจกลางกรุง

เซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ต้อนรับงานประชุมไทย–ฝรั่งเศสระดับนานาชาติ ตอกย้ำศักยภาพสถานที่จัดงานคุณภาพใจกลางกรุง

เซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ต้อนรับงานประชุมไทย–ฝรั่งเศสระดับนานาชาติ ตอกย้ำศักยภาพสถานที่จัดงานคุณภาพใจกลางกรุง

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.19 น.

โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ โดย วุฒิศักดิ์ พิชญกานต์ ผู้จัดการทั่วไป ให้การต้อนรับ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ในโอกาสร่วมเปิดงาน “Franco-Thai Symposium on Higher Education, Research and Innovation” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 15 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องบอลลูม โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมและศักยภาพของโรงแรม ในการรองรับงานประชุมระดับนานาชาติและอีเวนต์สำคัญ ด้วยห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และการบริการมาตรฐานระดับมืออาชีพใจกลางกรุงเทพมหานคร พร้อมมอบประสบการณ์ความสะดวกสบายทั้งด้านการจัดงานและการเข้าพักแก่ผู้เข้าร่วมงานจากทั้งในและต่างประเทศ

กสก.จัดงานเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตการตลาดแมลงเศรษฐกิจ ‘World Bee day 2026’

กสก.จัดงานเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตการตลาดแมลงเศรษฐกิจ ‘World Bee day 2026’

กสก.จัดงานเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตการตลาดแมลงเศรษฐกิจ ‘World Bee day 2026’

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

​นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากรายงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ปี 2567 ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตน้ำผึ้งเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากประเทศเวียดนาม และอยู่ในอันดับที่ 29 ของโลก โดยมีปริมาณการผลิตน้ำผึ้ง 11,680 ตัน กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเป็นหน่วยงานหลัก ด้านการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจของไทย ได้ดำเนินการส่งเสริมการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ผึ้งชันโรง จิ้งหรีด และครั่ง ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศสร้างความหลากหลายทางชีวภาพและช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะแมลงเศรษฐกิจกลุ่มผึ้งที่มีบทบาทสำคัญในการผสมเกสรพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยหลายชนิด ส่งผลให้ไม้ผล พืชไร่ และพืชผักต่างๆ มีคุณภาพและปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์แมลงเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่กับการสร้างรายได้และความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย

​กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมจัดงานเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตการตลาดแมลงเศรษฐกิจและประชาสัมพันธ์สินค้าแมลงเศรษฐกิจ เนื่องในวันผึ้งโลก (World Bee day 2026) ระหว่างวันที่ 18 – 24 พฤษภาคม 2569 ณ บริเวณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Bee together for people and the planet A partnership that sustains us all ผึ้ง.. เคียงคู่ผู้คนและโลก เพื่อความยั่งยืนร่วมกัน” วัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาดระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแหล่งผลิตและบริโภคสินค้าเกษตรปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ภายในงานพบกับกิจกรรมหลากหลาย อาทิ นิทรรศการสินค้าแมลงเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การอภิปรายคณะหัวข้อ “แมลงเศรษฐกิจไทย โอกาสใหม่ของตลาดส่งออก” กิจกรรมส่งเสริมการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์แมลงเศรษฐกิจจากผึ้งและแมลงเศรษฐกิจเพิ่มเพิ่มมูลค่า การจัดแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์จากผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ผึ้งชันโรง จิ้งหรีด และครั่ง รวมถึงกิจกรรม “ชิม เปรียบเทียบ เรียนรู้” เปิดประสบการณ์ความแตกต่างของน้ำผึ้งแต่ละชนิด         และผลิตภัณฑ์แมลงเศรษฐกิจจากทั่วประเทศ โดยงานดังกล่าวถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิชาการ และผู้บริโภค เพื่อผลักดันสินค้าแมลงเศรษฐกิจไทยให้ก้าวสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูง และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรไทย

​ทั้งนี้ จึงขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจสินค้าแมลงเศรษฐกิจที่ปลอดภัย ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค     ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนแมลงเศรษฐกิจและระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในงาน “World Bee day 2026” ได้ตั้งแต่วันที่ 18 – 24 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น – 20.00 น. ณ บริเวณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และตระหนักถึงบทบาทสำคัญของผึ้งและแมลงผสมเกสร ที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนให้กับโลก พร้อมร่วมขับเคลื่อนแนวทางการเกษตรสมัยใหม่ที่กรมส่งแสริมการเกษตรมุ่งเน้น ทั้งการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพ การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การสร้างเครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยและสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนต่อไป

MIXUE จัดกิจกรรม ‘One-Day Store Manager’ ดัน ‘กลยุทธ์ท้องถิ่น’ เชื่อมวัฒนธรรม – ผู้บริโภค

MIXUE จัดกิจกรรม 'One-Day Store Manager' ดัน 'กลยุทธ์ท้องถิ่น' เชื่อมวัฒนธรรม - ผู้บริโภค

MIXUE จัดกิจกรรม ‘One-Day Store Manager’ ดัน ‘กลยุทธ์ท้องถิ่น’ เชื่อมวัฒนธรรม – ผู้บริโภค

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.11 น.

ท่ามกลางการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยได้กลับมาเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่แบรนด์ผู้บริโภคนานาชาติให้ความสนใจในการขยายธุรกิจอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหาร เครื่องดื่มชาและตลาดผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่กำลังมีแบรนด์ต่างชาติจำนวนมากเร่งเข้าสู่ตลาดไทย และมองประเทศไทยในฐานะจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเติบโตระยะยาวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายใต้บริบทดังกล่าว MIXUE แบรนด์ชานมและไอศกรีมจากจีน ได้กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความสนใจจากวงการอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวในตลาดประเทศไทยตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2026 MIXUE ได้จัดกิจกรรม “One-Day Store Manager” ณ Siam Square พร้อมเชิญ Win Metawinดาราชื่อดังของไทยเข้าร่วมกิจกรรม แม้ภายนอกกิจกรรมจะดูเหมือนเป็นเพียงอีเวนต์โต้ตอบกับศิลปิน แต่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมองว่า เบื้องหลังของกิจกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์กำลังเดินหน้าผลักดัน “กลยุทธ์ท้องถิ่น” อย่างต่อเนื่อง และพยายามสร้างความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและผู้บริโภคชาวไทยในระดับที่ลึกซึ้งมากขึ้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดชานมและเครื่องดื่มในประเทศไทยมีการแข่งขันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ความคาดหวังของผู้บริโภคต่อแบรนด์ก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน โดยไม่ได้พิจารณาเพียงเรื่องราคาและตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับว่าแบรนด์นั้นสามารถเข้าใจและผสานเข้ากับวัฒนธรรมผู้บริโภคท้องถิ่นได้อย่างแท้จริงหรือไม่

ดังนั้น สำหรับแบรนด์นานาชาติ การเพียงแค่ “เข้ามาในไทย” ไม่เพียงพอ การสร้างความรับรู้และความผูกพันกับท้องถิ่นอย่างแท้จริงจึงเป็นกุญแจสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว

ตั้งแต่เข้าสู่ตลาดไทยในปี 2022 MIXUE ได้ขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันแบรนด์มีสาขาในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และเมืองสำคัญอื่น ๆ พร้อมทั้งพัฒนาระบบซัพพลายเชน ระบบแฟรนไชส์ และทีมงานปฏิบัติการในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเปรียบเทียบกับบางแบรนด์ที่มุ่งเน้นการตลาดระยะสั้น MIXUE ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานแบบมาตรฐานและการลงทุนในตลาดระยะยาวมากกว่า ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมชี้ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนหนึ่งมาจากความแข็งแกร่งด้านซัพพลายเชน ระบบการดำเนินงานขนาดใหญ่ และความสามารถในการบริหารจัดการร้านค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม แบรนด์เริ่มตระหนักว่า การเน้นเพียง “ความคุ้มค่า” ไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภครุ่นใหม่ชาวไทยในปัจจุบัน

ดังนั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทิศทางการสื่อสารของ MIXUE ในตลาดไทยจึงเริ่มเปลี่ยนจาก “การสื่อสารสินค้า” ไปสู่ “การเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม” การร่วมมือกับ Win Metawin ครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างการสื่อสารกับผู้บริโภครุ่นใหม่

ในวันจัดกิจกรรม มีผู้บริโภครุ่นใหม่จำนวนมากมารวมตัวกันที่สาขา Siam Square โดย Win Metawin ได้เข้าร่วมกิจกรรมในบทบาท “ผู้จัดการร้านหนึ่งวัน” ทั้งในส่วนของการทำเครื่องดื่ม การพูดคุยโต้ตอบกับผู้บริโภค รวมถึงการร่วมสัมผัสประสบการณ์ภายในร้านจริง บรรยากาศโดยรวมของกิจกรรมเน้นความเป็นธรรมชาติ ความผ่อนคลาย และการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วม มากกว่าการขายหรือการโปรโมทกิจกรรม ทำให้ผู้บริโภครู้สึกใกล้ชิดกับแบรนด์มากยิ่งขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมองว่ากิจกรรมประเภทนี้กำลังกลายเป็นแนวโน้มใหม่ของแบรนด์นานาชาติในการเข้าสู่ตลาดไทย เมื่อเทียบกับอดีตที่เน้นเพียงการโฆษณา แบรนด์ในปัจจุบันมักเลือกสร้างการเชื่อมโยงกับผู้บริโภคผ่านประสบการณ์ออฟไลน์ การมีส่วนร่วมกับดารา และเนื้อหาวิถีชีวิต

น่าสังเกตว่า Siam Square เองก็ถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของผู้บริโภครุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ การที่ MIXUE เลือกจัดกิจกรรมในสถานที่แห่งนี้ จึงสะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ต้องการเข้าถึงวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างลึกซึ้ง มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงการขยายธุรกิจในรูปแบบดั้งเดิมเท่านั้น

ทาง MIXUE ระบุว่า ในอนาคตประเทศไทยจะยังคงเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของแบรนด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนอกจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องแล้ว แบรนด์ยังมีแผนเสริมสร้างทีมงานท้องถิ่น พัฒนาศักยภาพด้านซัพพลายเชน และเพิ่มการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานทางธุรกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว。

เมื่อแบรนด์นานาชาติจำนวนมากเข้ามาในไทย การแข่งขันในตลาดก็เปลี่ยนจาก “ใครเข้ามาได้เร็วกว่า” เป็น “ใครเข้าใจผู้บริโภคไทยได้ดีกว่า”

สำหรับ MIXUE ความท้าทายที่แท้จริงในอนาคตอาจไม่ได้อยู่เพียงแค่การขยายจำนวนสาขาเท่านั้น แต่คือการทำให้แบรนด์สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้บริโภครุ่นใหม่ชาวไทยได้อย่างแท้จริง

“ททท.แจกสุข คีบสนุกสุขทั่วไทย” ชวนคนไทยค้นพบความสุขจากการเดินทาง

“ททท.แจกสุข คีบสนุกสุขทั่วไทย” ชวนคนไทยค้นพบความสุขจากการเดินทาง

“ททท.แจกสุข คีบสนุกสุขทั่วไทย” ชวนคนไทยค้นพบความสุขจากการเดินทาง

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.29 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดอีเวนต์ “ททท.แจกสุข คีบสนุกสุขทั่วไทย” ภายใต้บรรยากาศแห่งความสนุกและรอยยิ้มจากนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยกิจกรรมไฮไลต์ภายในงานคือ “ตู้คีบความสุข” ที่ภายในอัดแน่นไปด้วยของรางวัลกว่า 800 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 500,000 บาท ซึ่งพันธมิตรหลากหลายแบรนด์ร่วมสนับสนุนเพื่อส่งต่อความสุขให้กับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ทั้งบัตรโดยสารเครื่องบิน ที่พัก กระเป๋าเดินทาง เวาเชอร์ความงาม ร้านอาหาร กิจกรรมท่องเที่ยว และรางวัลใหญ่ iPad ที่สร้างความตื่นเต้นและรอยยิ้มให้กับผู้ร่วมกิจกรรมตลอดทั้งงาน

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย ยิ่งเดินทางด้วยใจ ยิ่งได้ความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านรูปแบบกิจกรรมที่เข้าถึงง่าย สนุก และสร้างการมีส่วนร่วมกับนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ พร้อมสะท้อนแนวคิดว่า “ความสุขจากการท่องเที่ยวสามารถเกิดขึ้นได้ทันที เพียงแค่ออกเดินทาง”

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยมุมมองว่า “ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์พลังงานที่ส่งผลให้ต้นทุนการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น ผู้คนจึงเริ่มมองหาทางเลือกในการพักผ่อนที่เรียบง่าย ใกล้ตัว และใช้พลังงานอย่างพอดีมากขึ้น การท่องเที่ยวในประเทศจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นคำตอบที่ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ททท. ต้องการสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวภายในประเทศให้กลับมาคึกคัก และกระตุ้นให้เกิดการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่และสร้างการมีส่วนร่วมได้จริง เราเชื่อว่าการท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงการเดินทาง แต่เป็นประสบการณ์ที่ช่วยเติมพลัง เติมความสุข และสร้างความหมายให้กับชีวิต กิจกรรม ‘ททท. แจกสุข คีบสนุกสุขทั่วไทย’ จึงเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนภายใต้แคมเปญ ‘สุขทันทีที่เที่ยวไทย’ ที่ต้องการส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนไทยออกเดินทาง ไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ และร่วมกันสร้างการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น”

รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับ “คุณค่าของประสบการณ์” มากกว่าปริมาณการเดินทาง ททท. จึงมุ่งผลักดันกิจกรรมและแคมเปญที่สามารถสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้คน และทำให้ทุกการเดินทางมีความหมายมากยิ่งขึ้น

“ประเทศไทยมีเสน่ห์และความหลากหลายที่สามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ในทุกสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม กิจกรรมสร้างสรรค์ หรือแหล่งท่องเที่ยวใกล้บ้านที่หลายคนอาจยังไม่เคยสัมผัส เราอยากเชิญชวนให้ทุกคนออกเดินทาง เพื่อค้นหาความสุข ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทันทีในทุกพื้นที่ของประเทศไทย”

พันธมิตรที่ร่วมสนับสนุนของรางวัลและส่งต่อความสุขภายในกิจกรรมครั้งนี้ ได้แก่ Dermatige Aesthetics, บัตรเครดิต“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) , แกร็บ ประเทศไทย, Santhiya Resorts & Spas, Cape&Kantary Hotels, Centara Life Cha-Am Beach Resort Hua Hin, The Heritage Chiang Rai Hotel and Convention, JP TRAVELSTORE, Cross Pattaya Pratamnak, บริษัท เอสเทค ฟาร์มา

ติดตามภาพบรรยากาศความสุข ความสนุก และกิจกรรม อื่นๆ ได้ที่ Facebook: The Story of Thailand สุขทันที ที่เที่ยวไทย